จังหวัดพิบูลสงคราม
| จังหวัดพิบูลสงคราม | |||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| จังหวัด | |||||||||
| พ.ศ. 2484 – 2489 | |||||||||
จังหวัดพิบูลสงคราม (สีน้ำเงิน) | |||||||||
| การปกครอง | |||||||||
| • ประเภท | ราชการส่วนภูมิภาค | ||||||||
| ข้าหลวง | |||||||||
• พ.ศ. 2484–? | พูล มาใช้เวทย์[1] | ||||||||
• พ.ศ. ?–? | พล สวัสดิ์พิศาล | ||||||||
| ยุคทางประวัติศาสตร์ | สงครามโลกครั้งที่ 2 | ||||||||
| 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 | |||||||||
• ความตกลงวอชิงตัน | 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 | ||||||||
| |||||||||
| ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ | |||||||||
จังหวัดพิบูลสงคราม เป็น 1 ใน 4 จังหวัดที่ประเทศไทยได้ดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในช่วง พ.ศ. 2484 โดยยกท้องที่การปกครองเสียมราฐขึ้นเป็นจังหวัด ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยต้องส่งดินแดนจังหวัดพิบูลสงครามคืนให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งปกครองประเทศกัมพูชาอยู่ในขณะนั้น ปัจจุบันคือจังหวัดเสียมราฐ จังหวัดอุดรมีชัย และจังหวัดบันทายมีชัยในประเทศกัมพูชา
ประวัติ
[แก้]

พื้นที่ของจังหวัดนี้เดิมอยู่ในมณฑลบูรพาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตกอยู่ภายใต้ความปกครองของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2450 กระทั่งไทยได้ดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. 2484 โดยฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนจังหวัดลานช้าง จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ จังหวัดพระตะบอง และจังหวัดเสียมราฐบางส่วน ซึ่งฝ่ายฝรั่งเศสขอปราสาทนครวัด นครธม และปราสาทบันทายศรี โดยอ้างว่าเป็นของที่บรรพบุรุษเขมรได้สร้างทิ้งไว้[1] แม้ตามเส้นแบ่งแดนปราสาทบันทายศรีจะอยู่ในเขตจังหวัดพิบูลสงคราม แต่ฝรั่งเศสได้ขอให้ขีดวงล้อมให้ดินแดนที่ตั้งของปราสาทบันทายศรีเป็นดินแดนส่วนแยกของฝรั่งเศสตามเดิม โดยมีฝ่ายญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ยได้เห็นชอบตามคำขอของฝรั่งเศส ปราสาทแห่งนี้จึงไม่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2[2] ซึ่งทำให้ฝ่ายไทยได้พื้นที่ทางออกทะเลสาบเขมร ซึ่งเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของดินแดนเขมรส่วนในไม่มากนัก[1]
หลังลงนามสนธิสัญญารับมอบดินแดนจากฝรั่งเศส จึงได้นำพื้นที่จังหวัดเสียมราฐที่ได้คืนมาบางส่วนมาตั้งเป็นจังหวัดใหม่ เดิมตั้งชื่อไว้ว่า จังหวัดพัฒนาราษฏร์ แต่ไม่มีผู้เห็นชอบ จึงได้นำบรรดาศักดิ์ของหลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมาตั้งเป็นนามจังหวัด ได้ชื่อว่า จังหวัดพิบูลสงคราม ตั้งที่ทำการ ณ อำเภอกลันทบุรี[1] ยังปรากฏว่ามีการสร้างอนุสาวรีย์ไก่ขาวกางปีกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจอมพลแปลกไว้เป็นอนุสรณ์ของจังหวัดนี้ เมื่อมีการกำหนดให้มีตราประจำจังหวัดทั่วประเทศ กรมศิลปากรก็ได้นำอนุสาวรีย์ดังกล่าวมาผูกเป็นรูปตราประจำจังหวัดไว้ด้วย ส่วนชื่ออำเภอต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นในทั้ง 4 จังหวัด ที่ได้คืนมาจากฝรั่งเศสนั้น ส่วนหนึ่งตั้งชื่อตามบุคคลที่มีบทบาทอย่างสูงในการรบสงครามอินโดจีน
ในพิธีรับมอบดินแดนจังหวัดพิบูลสงคราม ได้พันตรี วิลาศ โอสถานนท์ เป็นหัวหน้าไปรับมอบ และอัญเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่เสาธงเบื้องหน้าที่ทำการจังหวัดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2484[3][4] และนายพันเอก หลวงวีรวัฒนโยธิน พร้อมด้วยพันตรี พูล มาใช้เวทย์ และสง่า นิลกำแหง กรรมการ ได้ชักธงชาติไทยบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอไพรีระย่อเดช พร้อมกับอ่านประกาศอิสรภาพของพี่น้องชาวเขมร มีกำนันตำบลเวียงเป็นตัวแทนราษฎรกล่าวแสดงความยินดีที่ได้อยู่ในการปกครองของไทย และมีการจัดมหรสพฉลองกันอย่างครึกครื้น[5]
ระหว่างที่จังหวัดนี้อยู่ในการปกครองของประเทศไทย ได้มีการแต่งตั้งพันตรี พูล มาใช้เวทย์ เป็นข้าหลวงประจำจังหวัดพิบูลสงคราม[1] และมีการจัดการเลือกตั้งขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 6 มกราคม พ.ศ. 2489 ประยูร อภัยวงศ์ ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดพิบูลสงครามและเมื่อเลือกตั้งเพิ่มเติมเมื่อ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ได้ญาติ ไหวดี เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิบูลสงครามเพิ่มเติม ก่อนจะคืนดินแดนดังกล่าวให้ฝรั่งเศส[2]
การแบ่งเขตการปกครอง
[แก้]เมื่อแรกตั้งจังหวัดนั้น ได้แบ่งการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ ตามประกาศเรื่องตั้งอำเภอ ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พุทธศักราช 2484 ดังนี้
- อำเภอไพรีระย่อเดช (ตามเขตอำเภอบ้านพวกเดิม) ตั้งชื่อตาม พันเอกหลวงไพรีระย่อเดช (ชมะบูรณ์ ไพรีระย่อเดช ยศสุดท้ายเป็นที่พลโท) ผู้บัญชาการกองพลบูรพา และรองแม่ทัพด้านบูรพา (คนที่ 2) ในขณะนั้น
- อำเภอกลันทบุรี (ตามเขตอำเภอกลันทบุรีเดิม)
- อำเภอพรหมขันธ์ (ตามเขตอำเภอพรหมขันธ์เดิม)
- อำเภอเกรียงศักดิ์พิชิต (ตามเขตอำเภอสำโรงเดิม)ตั้งชื่อตาม พันเอกหลวงเกรียงศักดิ์พิชิต (พิชิต เกรียงศักดิ์พิชิต ยศสุดท้ายเป็นที่พลโท) ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 1 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพด้านอีสาน และผู้ช่วยแม่ทัพบกในขณะนั้น [6]
- อำเภอวารีแสน (ตามเขตอำเภอวารีแสนเดิม)
- อำเภอจอมกระสานติ์ (ตามเขตอำเภอจอมกระสานติ์เดิม)
หลังจากนั้นวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2484 สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาจัดตั้งศาลจังหวัด โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2484 [7] ต่อมาทางการได้ปรับปรุงเขตการปกครองจังหวัดพิบูลสงครามใหม่ โดยโอนท้องที่อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพิบูลสงครามไปขึ้นจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ และโอนท้องที่อำเภอศรีโสภณ และอำเภอสินธุสงครามชัย จังหวัดพระตะบอง มาขึ้นจังหวัดพิบูลสงครามแทนในเดือนธันวาคม ปีเดียวกัน[8]
จังหวัดพิบูลสงครามจึงมีเขตการปกครองจนถึง พ.ศ. 2489 รวมทั้งสิ้น 7 อำเภอ คือ อำเภอไพรีระย่อเดช อำเภอกลันทบุรี อำเภอพรหมขันธ์ อำเภอเกรียงศักดิ์พิชิต อำเภอวารีแสน อำเภอศรีโสภณ และอำเภอสินธุสงครามชัย
ประชากร
[แก้]ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดพิบูลสงครามเป็นชาวเขมร[3] หลังฝรั่งเศสคืนดินแดนจังหวัดพระตะบองและพิบูลสงครามแก่ไทย ได้มีประชากรไทยจากภูมิภาคอื่น ๆ เข้ามาลงหลักปักฐานทำธุรกิจในดินแดนใหม่ โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งถูกไล่ที่จากจังหวัดปราจีนบุรี[3] เพราะในดินแดนใหม่นี้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์และมีราคาถูก ประกอบกับช่วงแรก ๆ กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรยังไม่บังคับใช้ในดินแดนใหม่ การฆ่าสัตว์ และประมงยังไม่ต้องเสียภาษี ชาวไทยจำนวนไม่น้อยจึงอพยพเข้าไปอาศัยมากขึ้น[9] นอกจากนี้ยังมีมิจฉาชีพชาวไทยที่เข้าไปใช้ธนบัตรปลอมในดินแดนใหม่ ภายหลังรัฐบาลจึงหาวิธีการป้องกัน มิจฉาชีพเหล่านี้จึงค่อย ๆ หายไป[3]
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 จำรูญ พัฒนศร. ประวัติเมืองอรัญ ตอนที่ 1. โรงพิมพ์ประเสริฐศิริ. 2515, หน้า 28
- 1 2 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. ลัทธิชาตินิยมไทย/สยามกับกัมพูชาและกรณีศึกษาปราสาทพระวิหาร. กรุงเทพฯ : โครงการตำราสังคมศาสตร์ฯ. 2552
- 1 2 3 4 จำรูญ พัฒนศร. ประวัติเมืองอรัญ ตอนที่ 1. โรงพิมพ์ประเสริฐศิริ. 2515, หน้า 29
- ↑ ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน. ม.ป.ท. : กรมโฆษณาการ, 2484, หน้า 290
- ↑ ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน. ม.ป.ท. : กรมโฆษณาการ, 2484, หน้า 293
- ↑ ดูประวัติหลวงเกรียงศักดิ์พิชิตได้ที่นี่ เก็บถาวร 2007-03-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศาลจังหวัดลานช้าง ศาลจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ ศาลจังหวัดพิบูลสงคราม และศาลจังหวัดพระตะบอง พุทธศักราช ๒๔๘๔ เล่มที่ ๕๘ ตอนที่ ๐ ก ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ หน้าที่ ๑๐๓๐
- ↑ พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ จังหวัดพิบูลสงครามและจังหวัดพระตะบอง พุทธศักราช ๒๔๘๔ เก็บถาวร 2011-11-07 ที่ เวย์แบ็กแมชชีนราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๘ ตอนที่ ๐ ก ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ หน้าที่ ๑๙๒๐
- ↑ จำรูญ พัฒนศร. ประวัติเมืองอรัญ ตอนที่ 1. โรงพิมพ์ประเสริฐศิริ. 2515, หน้า 30
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- เขตแดนไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง กระทู้จาก พันทิปดอตคอม
- ประเทศไทยในยุคล่าอาณานิคม จากบ้านจอมยุทธดอตคอม
- กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส เก็บถาวร 2008-02-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน จากหอมรดกไทย กระทรวงกลาโหม