ข้ามไปเนื้อหา

จังหวัดพิบูลสงคราม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จังหวัดพิบูลสงคราม
จังหวัด
พ.ศ. 2484 – 2489

จังหวัดพิบูลสงคราม (สีน้ำเงิน)
การปกครอง
  ประเภทราชการส่วนภูมิภาค
ข้าหลวง 
 พ.ศ. 2484–?
พูล มาใช้เวทย์[1]
 พ.ศ. ?–?
พล สวัสดิ์พิศาล
ยุคทางประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2
9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484
 ความตกลงวอชิงตัน
17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489
ก่อนหน้า
ถัดไป
กัมพูชาในอารักขาของฝรั่งเศส
กัมพูชาในอารักขาของฝรั่งเศส
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ กัมพูชา

จังหวัดพิบูลสงคราม เป็น 1 ใน 4 จังหวัดที่ประเทศไทยได้ดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในช่วง พ.ศ. 2484 โดยยกท้องที่การปกครองเสียมราฐขึ้นเป็นจังหวัด ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยต้องส่งดินแดนจังหวัดพิบูลสงครามคืนให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งปกครองประเทศกัมพูชาอยู่ในขณะนั้น ปัจจุบันคือจังหวัดเสียมราฐ จังหวัดอุดรมีชัย และจังหวัดบันทายมีชัยในประเทศกัมพูชา

ประวัติ

[แก้]
แม่น้ำกลันท ใน พ.ศ. 2486
วัดกลันทบุรี ใน พ.ศ. 2484

พื้นที่ของจังหวัดนี้เดิมอยู่ในมณฑลบูรพาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตกอยู่ภายใต้ความปกครองของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2450 กระทั่งไทยได้ดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. 2484 โดยฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนจังหวัดลานช้าง จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ จังหวัดพระตะบอง และจังหวัดเสียมราฐบางส่วน ซึ่งฝ่ายฝรั่งเศสขอปราสาทนครวัด นครธม และปราสาทบันทายศรี โดยอ้างว่าเป็นของที่บรรพบุรุษเขมรได้สร้างทิ้งไว้[1] แม้ตามเส้นแบ่งแดนปราสาทบันทายศรีจะอยู่ในเขตจังหวัดพิบูลสงคราม แต่ฝรั่งเศสได้ขอให้ขีดวงล้อมให้ดินแดนที่ตั้งของปราสาทบันทายศรีเป็นดินแดนส่วนแยกของฝรั่งเศสตามเดิม โดยมีฝ่ายญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ยได้เห็นชอบตามคำขอของฝรั่งเศส ปราสาทแห่งนี้จึงไม่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2[2] ซึ่งทำให้ฝ่ายไทยได้พื้นที่ทางออกทะเลสาบเขมร ซึ่งเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของดินแดนเขมรส่วนในไม่มากนัก[1]

หลังลงนามสนธิสัญญารับมอบดินแดนจากฝรั่งเศส จึงได้นำพื้นที่จังหวัดเสียมราฐที่ได้คืนมาบางส่วนมาตั้งเป็นจังหวัดใหม่ เดิมตั้งชื่อไว้ว่า จังหวัดพัฒนาราษฏร์ แต่ไม่มีผู้เห็นชอบ จึงได้นำบรรดาศักดิ์ของหลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมาตั้งเป็นนามจังหวัด ได้ชื่อว่า จังหวัดพิบูลสงคราม ตั้งที่ทำการ ณ อำเภอกลันทบุรี[1] ยังปรากฏว่ามีการสร้างอนุสาวรีย์ไก่ขาวกางปีกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจอมพลแปลกไว้เป็นอนุสรณ์ของจังหวัดนี้ เมื่อมีการกำหนดให้มีตราประจำจังหวัดทั่วประเทศ กรมศิลปากรก็ได้นำอนุสาวรีย์ดังกล่าวมาผูกเป็นรูปตราประจำจังหวัดไว้ด้วย ส่วนชื่ออำเภอต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นในทั้ง 4 จังหวัด ที่ได้คืนมาจากฝรั่งเศสนั้น ส่วนหนึ่งตั้งชื่อตามบุคคลที่มีบทบาทอย่างสูงในการรบสงครามอินโดจีน

ในพิธีรับมอบดินแดนจังหวัดพิบูลสงคราม ได้พันตรี วิลาศ โอสถานนท์ เป็นหัวหน้าไปรับมอบ และอัญเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่เสาธงเบื้องหน้าที่ทำการจังหวัดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2484[3][4] และนายพันเอก หลวงวีรวัฒนโยธิน พร้อมด้วยพันตรี พูล มาใช้เวทย์ และสง่า นิลกำแหง กรรมการ ได้ชักธงชาติไทยบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอไพรีระย่อเดช พร้อมกับอ่านประกาศอิสรภาพของพี่น้องชาวเขมร มีกำนันตำบลเวียงเป็นตัวแทนราษฎรกล่าวแสดงความยินดีที่ได้อยู่ในการปกครองของไทย และมีการจัดมหรสพฉลองกันอย่างครึกครื้น[5]

ระหว่างที่จังหวัดนี้อยู่ในการปกครองของประเทศไทย ได้มีการแต่งตั้งพันตรี พูล มาใช้เวทย์ เป็นข้าหลวงประจำจังหวัดพิบูลสงคราม[1] และมีการจัดการเลือกตั้งขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 6 มกราคม พ.ศ. 2489 ประยูร อภัยวงศ์​ ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดพิบูลสงครามและเมื่อเลือกตั้งเพิ่มเติมเมื่อ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ได้ญาติ ไหวดี​ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิบูลสงครามเพิ่มเติม ก่อนจะคืนดินแดนดังกล่าวให้ฝรั่งเศส[2]

การแบ่งเขตการปกครอง

[แก้]

เมื่อแรกตั้งจังหวัดนั้น ได้แบ่งการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ ตามประกาศเรื่องตั้งอำเภอ ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พุทธศักราช 2484 ดังนี้

  1. อำเภอไพรีระย่อเดช (ตามเขตอำเภอบ้านพวกเดิม) ตั้งชื่อตาม พันเอกหลวงไพรีระย่อเดช (ชมะบูรณ์ ไพรีระย่อเดช ยศสุดท้ายเป็นที่พลโท) ผู้บัญชาการกองพลบูรพา และรองแม่ทัพด้านบูรพา (คนที่ 2) ในขณะนั้น
  2. อำเภอกลันทบุรี (ตามเขตอำเภอกลันทบุรีเดิม)
  3. อำเภอพรหมขันธ์ (ตามเขตอำเภอพรหมขันธ์เดิม)
  4. อำเภอเกรียงศักดิ์พิชิต (ตามเขตอำเภอสำโรงเดิม)ตั้งชื่อตาม พันเอกหลวงเกรียงศักดิ์พิชิต (พิชิต เกรียงศักดิ์พิชิต ยศสุดท้ายเป็นที่พลโท) ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 1 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพด้านอีสาน และผู้ช่วยแม่ทัพบกในขณะนั้น [6]
  5. อำเภอวารีแสน (ตามเขตอำเภอวารีแสนเดิม)
  6. อำเภอจอมกระสานติ์ (ตามเขตอำเภอจอมกระสานติ์เดิม)

หลังจากนั้นวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2484 สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาจัดตั้งศาลจังหวัด โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2484 [7] ต่อมาทางการได้ปรับปรุงเขตการปกครองจังหวัดพิบูลสงครามใหม่ โดยโอนท้องที่อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพิบูลสงครามไปขึ้นจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ และโอนท้องที่อำเภอศรีโสภณ และอำเภอสินธุสงครามชัย จังหวัดพระตะบอง มาขึ้นจังหวัดพิบูลสงครามแทนในเดือนธันวาคม ปีเดียวกัน[8]

จังหวัดพิบูลสงครามจึงมีเขตการปกครองจนถึง พ.ศ. 2489 รวมทั้งสิ้น 7 อำเภอ คือ อำเภอไพรีระย่อเดช อำเภอกลันทบุรี อำเภอพรหมขันธ์ อำเภอเกรียงศักดิ์พิชิต อำเภอวารีแสน อำเภอศรีโสภณ และอำเภอสินธุสงครามชัย

ประชากร

[แก้]

ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดพิบูลสงครามเป็นชาวเขมร[3] หลังฝรั่งเศสคืนดินแดนจังหวัดพระตะบองและพิบูลสงครามแก่ไทย ได้มีประชากรไทยจากภูมิภาคอื่น ๆ เข้ามาลงหลักปักฐานทำธุรกิจในดินแดนใหม่ โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งถูกไล่ที่จากจังหวัดปราจีนบุรี[3] เพราะในดินแดนใหม่นี้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์และมีราคาถูก ประกอบกับช่วงแรก ๆ กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรยังไม่บังคับใช้ในดินแดนใหม่ การฆ่าสัตว์ และประมงยังไม่ต้องเสียภาษี ชาวไทยจำนวนไม่น้อยจึงอพยพเข้าไปอาศัยมากขึ้น[9] นอกจากนี้ยังมีมิจฉาชีพชาวไทยที่เข้าไปใช้ธนบัตรปลอมในดินแดนใหม่ ภายหลังรัฐบาลจึงหาวิธีการป้องกัน มิจฉาชีพเหล่านี้จึงค่อย ๆ หายไป[3]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 จำรูญ พัฒนศร. ประวัติเมืองอรัญ ตอนที่ 1. โรงพิมพ์ประเสริฐศิริ. 2515, หน้า 28
  2. 1 2 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. ลัทธิชาตินิยมไทย/สยามกับกัมพูชาและกรณีศึกษาปราสาทพระวิหาร. กรุงเทพฯ : โครงการตำราสังคมศาสตร์ฯ. 2552
  3. 1 2 3 4 จำรูญ พัฒนศร. ประวัติเมืองอรัญ ตอนที่ 1. โรงพิมพ์ประเสริฐศิริ. 2515, หน้า 29
  4. ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน. ม.ป.ท. : กรมโฆษณาการ, 2484, หน้า 290
  5. ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน. ม.ป.ท. : กรมโฆษณาการ, 2484, หน้า 293
  6. ดูประวัติหลวงเกรียงศักดิ์พิชิตได้ที่นี่ เก็บถาวร 2007-03-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  7. พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศาลจังหวัดลานช้าง ศาลจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ ศาลจังหวัดพิบูลสงคราม และศาลจังหวัดพระตะบอง พุทธศักราช ๒๔๘๔ เล่มที่ ๕๘ ตอนที่ ๐ ก ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ หน้าที่ ๑๐๓๐
  8. พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ จังหวัดพิบูลสงครามและจังหวัดพระตะบอง พุทธศักราช ๒๔๘๔ เก็บถาวร 2011-11-07 ที่ เวย์แบ็กแมชชีนราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๘ ตอนที่ ๐ ก ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ หน้าที่ ๑๙๒๐
  9. จำรูญ พัฒนศร. ประวัติเมืองอรัญ ตอนที่ 1. โรงพิมพ์ประเสริฐศิริ. 2515, หน้า 30

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]