อาณาจักรนครศรีธรรมราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บทความนี้กล่าวถึงอาณาจักรนครศรีธรรมราชที่ก่อตั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 13 สำหรับอาณาจักรก่อนหน้า ดูที่ อาณาจักรตามพรลิงค์
อาณาจักรนครศรีธรรมราช

คริสต์ศตวรรษที่ 13–ค.ศ. 1782
เมืองหลวงนครศรีธรรมราช (ลิกอร์)
ภาษาทั่วไปภาษาไทยถิ่นใต้, ภาษาบาลี/สันสกฤต (ในทางศาสนาและพิธีกรรม), ภาษามลายู
ศาสนา
พุทธเถรวาท (ส่วนใหญ่),
ศาสนาอิสลาม, ศาสนาฮินดู
การปกครองราชาธิปไตย
กษัตริย์ 
ยุคประวัติศาสตร์ยุคกลาง สมัยใหม่ตอนต้น
• ก่อตั้งอาณาจักรไท
คริสต์ศตวรรษที่ 13
• รัฐบริวารของอาณาจักรสุโขทัย
ประมาณ ค.ศ. 1279–1298
• รัฐบริวารของอาณาจักรอยุธยา
คริสต์ศตวรรษที่ 15
ค.ศ. 1767
• รัฐบริวารของอาณาจักรธนบุรี
ค.ศ. 1770
• ลดระดับไปอยู่ในอาณาจักรรัตนโกสินทร์
ค.ศ. 1782
ก่อนหน้า
ถัดไป
อาณาจักรตามพรลิงค์
ราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์

อาณาจักรนครศรีธรรมราช หรือ อาณาจักรลิกอร์ คือหนึ่งในเมืองหลักในอาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรอยุธยาของสยาม และครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในคาบสมุทรมลายู โดยมีนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลาง

การก่อตั้งและสมัยสุโขทัย[แก้]

นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่วิเคราะห์ว่าก่อนหน้าอาณาจักรนี้ เคยมีอาณาจักรตามพรลิงค์ (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึง 13) มาก่อน ในช่วงปลายสหัสวรรษที่ 1 ถึงต้นสหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวไทได้ขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 พวกเขาได้ตั้งนครศรีธรรมราชเป็น เมือง หรือรัฐของตน[1]

จารึกพ่อขุนรามคำแหงได้กล่าวถึงนครศรีธรรมราชว่าเป็นประเทศราชของอาณาจักรสุโขทัย อาจปกครองโดยผู้เป็นญาติกับพ่อขุนรามคำแหง ธรรมเนียมพุทธเถรวาทแบบนครศรีธรรมราชได้กลายเป็นตัวแบบหนึ่งสำหรับทั้งอาณาจักร[2] การเป็นเมืองขึ้นต่อสุโขทัยเป็นแค่ส่วนบุคคล ไม่ใช่สถาบัน ดังนั้น หลังพ่อขุนรามคำแหงสวรรคต นครศรีธรรมราชจึงเป็นอิสระและกลายเป็นรัฐไทยที่โดดเด่นในคาบสมุทรมลายู

เมืองนักษัตร[แก้]

ตราปัจจุบันของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีวงกลมสิบสองเมือง นักษัตร

พงศาวดารนครศรีธรรมราชและพงศาวดารพระธาตุนครในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระบุว่า นครศรีธรรมราชล้อมรอบด้วยเครือข่ายเมืองในคาบสมุทรมลายู เรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตร เมืองเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเมืองส่วนนอกล้อมรอบศูนย์กลางคือนครศรีธรรมราช และเชื่อมต่อกันทางบกเพื่อให้สามารถส่งกองทัพจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งได้หากถูกโจมตีอย่างกะทันหัน[3]

หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี ระบุเมืองและสัญลักษณ์จักรราศีสิบเอ็ดเมืองจากสิบสองเมืองในคาบสมุทรมลายู ได้แก่ นราธิวาส (ชวด), ปัตตานี (ฉลู), กลันตัน (ขาล), ไทรบุรี (มะโรง), พัทลุง (มะเส็ง), ตรัง (มะเมีย), ชุมพร (มะแม), กระบี่ (วอก), ท่าชนะ (ระกา), ภูเก็ต (จอ), กระบุรี (กุน) ตำแหน่งที่ตั้งที่แน่ชัดของเมืองปะหังซึ่งถือตราเถาะยังไม่เป็นที่ทราบ[3]

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุว่านครศรีธรรมราชควบคุมเมืองเหล่านั้นจริง ๆ รายงานอื่น ๆ จากสมัยเดียวกันไม่ค่อยมีการบันทึกว่านครศรีธรรมราชมีบทบาทพิเศษในคาบสมุทรมลายู[4] คำกล่าวจากพงศาวดารน่าจะเป็นการสะท้อนถึงการอ้างอำนาจของสยามเหนือภูมิภาคมลายูทางทิศใต้ในสมัยอยุธยาตอนกลาง[5]

สมัยอยุธยา[แก้]

ในเอกสารภาษาชวาเก่า เดซาวาร์นานา ใน ค.ศ. 1365 อาณาจักรมัชปาหิตยอมรับว่านครศรีธรรมราชเป็นของสยาม[6] กฎมณเฑียรบาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถใน พ.ศ. 2011 ระบุว่านครศรีธรรมราชเป็นหนึ่งในแปด "เมืองพระยามหานคร" ของอาณาจักรอยุธยา ถึงกระนั้น ตัวเมืองยังคงมีราชวงศ์และรัฐบริวารเป็นของตนเอง[7] ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. 2133−2148) ตัวเมืองมีสถานะเป็น "เมืองชั้นเอก"

ในช่วงความขัดแย้งเรื่องการสืบราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2172 นครศรีธรรมราชเป็นกบฏต่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทางการอยุธยาจึงส่งยามาดะ นางามาซะ กับกองทัพไปปราบกบฎ แล้วแต่งตั้งเขาเป็นเจ้าเมืองและเจ้าแห่งนครศรีธรรมราชเป็นเวลาสั้น ๆ[8] การจลาจลในนครศรีธรรมราชเกิดขึ้นอีกครั้งหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2231 เมื่อผู้นำท้องถิ่นไม่ยอมรับการเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติของสมเด็จพระเพทราชา[9]

สมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์[แก้]

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 นครศรีธรรมราชและหัวเมืองขึ้นในคาบสมุทรมลายูได้รับอิสรภาพอีกครั้งในเวลาสั้น ๆ จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ดำเนินการรวมสยามใน พ.ศ. 2312[10] จากนั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตำแหน่งของเจ้าผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชลดระดับลงจากผู้ปกครองประเทศราชไปเป็นเจ้าเมืองชั้นเอก และอำนาจเหนือรัฐสุลต่านมลายูตอนบน (รวมถึงปาตานี) ถูกโอนไปให้แก่เจ้าเมืองสงขลาแทน[11] ในตอนนั้น สมุหกลาโหมเป็นผู้ดูแลนครศรีธรรมราข[12] อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2364 และ 2374 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชไปปราบกบฏในรัฐสุลต่านมลายูแห่งไทรบุรี[13]

รวมเข้ากับสยาม[แก้]

จากการปฏิรูปเทศาภิบาลของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ตัวอาณาจักรถูกสยามกลืนไปอย่างสมบูรณ์ แล้วมีการจัดตั้งหน่วยการปกครองรูปแบบมณฑลขึ้น โดยมณฑลนครศรีธรรมราชก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2439 ครอบคลุมชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทร ได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง และเมืองสงขลา

อ่านเพิ่ม[แก้]

  • Stuart Munro-Hay. Nakhon Sri Thammarat - The Archaeology, History and Legends of a Southern Thai Town. ISBN 974-7534-73-8

อ้างอิง[แก้]

  1. David K. Wyatt (2004). Thailand: A Short History (Second ed.). Silkworm Books. p. 30.
  2. David K. Wyatt (2004). Thailand: A Short History (Second ed.). Silkworm Books. pp. 35, 43–46.
  3. 3.0 3.1 M.C. Chand Chirayu Rajani (1971). "Background To The Sri Vijaya Story—Part I" (PDF). Journal of the Siam Society. 62: 174–211, at pp. 176–179.
  4. Stuart Munro-Hay (2001). Nakhon Sri Thammarat: The Archeology, History and Legends of a Southern Thai Town. White Lotus Press. pp. 129–130.
  5. G. S. P. Freeman-Grenville; Stuart Christopher Munro-Hay (2006). Islam: An Illustrated History. Continuum. p. 250.
  6. Fukami Sumio (2006). "The Rise of Tambralinga and the Southeast Asian Commercial Boom in the Thirteenth Century". XIV International Economic History Congress. Helsinki (72): 4.
  7. David K. Wyatt (2004). Thailand: A Short History (Second ed.). Silkworm Books. pp. 72–74.
  8. David K. Wyatt (2004). Thailand: A Short History (Second ed.). Silkworm Books. pp. 93, 96–98.
  9. David K. Wyatt (2004). Thailand: A Short History (Second ed.). Silkworm Books. p. 108.
  10. David K. Wyatt (2004). Thailand: A Short History (Second ed.). Silkworm Books. pp. 123–124.
  11. David K. Wyatt (2004). Thailand: A Short History (Second ed.). Silkworm Books. pp. 141–143.
  12. David K. Wyatt (2004). Thailand: A Short History (Second ed.). Silkworm Books. p. 146.
  13. David K. Wyatt (2004). Thailand: A Short History (Second ed.). Silkworm Books. pp. 149, 156.