ข้ามไปเนื้อหา

นครลำปาง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เมืองนครลำปางประเทศราช
นครลำปาง
พ.ศ. 2270–พ.ศ. 2442
  อาณาเขตนครลำปาง
สถานะ
เมืองหลวงนครลำปาง
ภาษาทั่วไปคำเมือง
ศาสนา
ศาสนาพุทธ (เถรวาท)
การปกครองเจ้าขันห้าใบ
เจ้าผู้ครองนคร 
 พ.ศ. 2275–2468
ตระกูลเจ้าเจ็ดตน
ประวัติศาสตร์ 
 พม่าสิ้นอิทธิพลจากดินแดนล้านนาตอนล่าง
พ.ศ. 2270
พ.ศ. 2275
 สวามิภักดิ์ต่อสยาม
พ.ศ. 2317
 พงศาวดารสยามรับรองสถานะประเทศราช[2]
พ.ศ. 2357
พ.ศ. 2442
สกุลเงินรูปี[3]
ก่อนหน้า
ถัดไป
หัวเมืองเชียงใหม่
เมืองลำปางภายใต้มณฑลลาวเฉียง
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ

นครลำปาง เป็นประเทศราชของราชวงศ์ตองอูและราชวงศ์โก้นบองโดยแยกตัวออกมาจากการปกครองของเชียงใหม่ ภายหลังตกเป็นประเทศราชของกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์และได้รับนาม เมืองนครลำปางประเทศราช[4]

ประวัติศาสตร์

[แก้]

การก่อตัวของรัฐ

[แก้]

ในปี พ.ศ. 2270/2271 ไทยสากล[note 1] (จ.ศ. 1089) กบฏตนบุญเทพสิงห์โค่นล้มผู้ปกครองพม่าที่เมืองเชียงใหม่ ทำให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางการเมืองในดินแดนล้านนาตอนล่าง แม้ว่าพม่าพยายามที่จะย้ายศูนย์กลางการปกครองไปยังเชียงแสน[5] แต่หัวเมืองล้านนาตอนล่างต่างแยกตัวเป็นอิสระและปกครองตนเองในลักษณะเดียวกับชุมนุมต่างๆหลังเสียกรุงครั้งที่ 2[6] รวมถึงนครลำปาง ซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกบฏตนบุญวัดนายาง[7] ชื่อเสียงของตนบุญวัดนายางเป็นที่เลื่องลือจนดึงดูดการรุกรานจากเมืองลำพูนในปี พ.ศ. 2272/2273 ไทยสากล (จ.ศ. 1091) หนานทิพย์ช้างได้ขับไล่กองทัพลำพูนออกไปและได้เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง มีพระนามว่า พญาสุลวฦๅไชย[8] ต่อมาพระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง)ทรงส่งบรรณาการผ่านเชียงตุงไปยังอังวะ เพื่อขอการรับรองสถานะและความคุ้มครองจากพม่าในฐานะประเทศราช[9]

เมื่อราชวงศ์ตองอูล่มสลายลงในปี พ.ศ. 2295 นครลำปางได้รับอิสรภาพเป็นช่วงสั้นๆก่อนที่ราชวงศ์โก้นบองจะสามารถรวบรวมอาณาจักรพม่าได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2300 และทำให้นครต่างๆในดินแดนล้านนาต่างส่งบรรณาการมาสวามิภักดิ์[1] ต่อมาในปี พ.ศ. 2306 กองทัพพม่าเข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่ที่ยังคงตั้งตัวเป็นอิสระอยู่ พร้อมทั้งปราบปรามหัวเมืองอื่นๆในล้านนาในช่วงเวลานั้น มีการแย่งชิงอำนาจภายในนครลำปางระหว่างเจ้าฟ้าสิงหาราชธานีเจ้าฟ้าหลวงชายแก้วและท้าวลิ้นก่านพม่าจึงสนับสนุนเจ้าฟ้าสิงหาราชธานีเจ้าฟ้าหลวงชายแก้วเพื่อควบคุมนครลำปาง แต่ผู้ปกครองพม่าไม่สามารถควบคุมเมืองต่างๆได้อย่างสมบูรณ์[6] นครลำปางร่วมกับเมืองต่างๆก่อกบฏต่อพม่า[10] จนกระทั่งถูกปราบลงในปี พ.ศ. 2309 ไทยสากล ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองพม่าและผู้ปกครองท้องถิ่นยังคงดำเนินต่อไป เป็นเหตุให้นครลำปางสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรธนบุรีในสงครามเชียงใหม่ พ.ศ. 2317

นครลำปางในฐานะประเทศราชของสยาม

[แก้]

หลังจากได้รับสถานะประเทศราชของสยาม นครลำปางกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญในการฟื้นฟูนครเชียงใหม่และการรับศึกจากพม่า ต่อมานครลำปางร่วมมือกับนครเชียงใหม่ นครแพร่ และนครน่านขยายอำนาจสู่ดินแดนของเชียงแสนซึ่งยังคงถูกปกครองโดยพม่า[5] จนในที่สุดก็สามารถทำลายเมืองเชียงแสนได้ในปี พ.ศ. 2347 ไทยสากล จากนั้นนครลำปางร่วมมือกับนครเชียงใหม่และนครลำพูนอันเป็นเครือญาติในราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนขยายอำนาจสู่ดินแดนรัฐเมืองยอง กลุ่มนครรัฐไทลื้อและเชียงรุ่ง[6][9] นอกจากนี้ นครลำปางยังร่วมกับฝ่ายสยามในการปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์[11]และทำสงครามเชียงตุง เนื่องจากอาณาเขตนครลำปางถูกล้อมรอบด้วยรัฐพันธมิตรทำให้ไม่สามารถขยายดินแดนได้ นครลำปางจึงใช้วิธีกวาดต้อนผู้คนจากเมืองที่ตีได้มาฟื้นฟูบ้านเมืองแทน

ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 สยามเริ่มได้รับผลกระทบจากการขยายอำนาจของชาติตะวันตก สยามจึงเร่งผนวกประเทศราชต่างๆเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ในปี พ.ศ. 2442 สยามประกาศจัดตั้งมณฑลลาวเฉียง ทำให้สถานะประเทศราชของนครลำปางสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม เจ้าผู้ครองนครลำปางยังคงมีตำแหน่งเจ้าและมีอำนาจในการปกครองบางส่วน[6] จนกระทั่งสยามเริ่มมีนโยบายไม่แต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครในปี พ.ศ. 2469[12] ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครลำปางจึงสิ้นสุดลง

อาณาเขตของนครลำปาง (ซ้ายล่าง) โดยเฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ เจ้ากรมราชโลหกิจและภูมิวิทยาของสยาม ระหว่าง พ.ศ. 2438–2439[13]

รายพระนามและรายนามผู้ปกครอง

[แก้]

การปกครอง

[แก้]

ดูเพิ่ม

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. เทียบตามปฏิทินสุริยคติไทย โดยยึดวันปีใหม่คือ 1 มกราคม

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 Harvey, Godfrey Eric (1925). History of Burma: from the Earliest Times to 10 March, 1824: The Beginning of the English Conquest. United Kingdom: Longmans, Green and Company. p. 241. สืบค้นเมื่อ 2024-04-10.
  2. ดำรงราชานุภาพ, พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระ (1916), พระราชพงษาดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒ [Royal Chronicle of the Kingdom of Rattanakosin: Second Reign] (PDF), กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทย, pp. 173–176, สืบค้นเมื่อ 2024-04-14
  3. "ทำไม "รูปีอินเดีย" จึงนิยมใช้ในล้านนา และเป็นเงินสกุลสำคัญของเศรษฐกิจ". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 16 September 2020.
  4. "จารึกทำเนียบหัวเมืองและผู้ครองเมือง ทิศเหนือ (เมืองเวียงดิน เมืองพยาว เมืองนครลำปาง เมืองจาง)". ฐานข้อมูลจารึกแห่งประเทศไทย. 12 March 2023. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-10-04. สืบค้นเมื่อ 2024-04-11.
  5. 1 2 อ๋องสกุล, สรัสวดี (2003). เอียวศรีวงศ์, นิธิ (บ.ก.). พื้นเมืองเชียงแสน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์. pp. 170, 246. ISBN 9742726612.
  6. 1 2 3 4 อินปาต๊ะ, บริพัตร (2017). การฟื้นฟูรัฐน่านในสมัยราชวงศ์หลวงติ๋น พ.ศ. 2329-2442 (วิทยานิพนธ์). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. pp. 27, 30, 68–69, 202. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-04-19. สืบค้นเมื่อ 2024-04-11.
  7. แซ่เซียว, ลัดดาวัลย์ (2545). 200 ปี พม่าในล้านนา. กรุงเทพฯ: โครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค. p. 140. ISBN 9747206099. สืบค้นเมื่อ 2024-05-12.
  8. ชิวารักษ์, พริษฐ์ (13 August 2023). "ล้านนาปฏิวัติ: การต่อสู้ของตนบุญในประวัติศาสตร์ล้านนา (ตอนสอง)". The101.world. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-02-24. สืบค้นเมื่อ 2024-04-11.
  9. 1 2 สำนักนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, บ.ก. (1971), ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ [Tamnan Phuen Mueang Chiang Mai] (PDF), แปลโดย โชติสุขรัตน์, สงวน, พระนคร: สำนักนายกรัฐมนตรี, pp. 88, 123–125, สืบค้นเมื่อ 2024-04-11
  10. โบราณคดีสโมสร, บ.ก. (1919), "ราชวงศปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่าน" [Ratchawongsapakon Phongsawadan Mueang Nan], ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑๐ [Collection of Historical Archives] (PDF), กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, สืบค้นเมื่อ 2024-04-14
  11. แก้วศรี, ทรงวิทย์; วีระประจักษ์, ก่องแก้ว, บ.ก. (1987), จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓ (PDF), กรุงเทพฯ: รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, pp. 131–132, ISBN 974-7912-02-3, สืบค้นเมื่อ 2024-05-12
  12. ขรัวทองเขียว, เนื้ออ่อน; จุฬารัตน์, จุฬิศพงศ์ (2014). "รัฐสยามกับล้านนา พ.ศ. 2417-2476" [THE SIAMESE STATE AND LANNA, 1874-1933]. วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 6: 75. สืบค้นเมื่อ 2024-05-12.
  13. สมิธ, เฮอร์เบิร์ต วาริงตัน (2019) [1898], ห้าปีในสยาม [Five Years in Siam] (PDF), vol. 1, แปลโดย กีชานนท์, เสาวลักษณ์ (2nd ed.), กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, สืบค้นเมื่อ 2024-05-11