ข้ามไปเนื้อหา

สงครามยุทธหัตถี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามยุทธหัตถี

ภาพวาดยุทธหัตถีบนผนังพระอุโบสถวัดสุวรรณดาราราม
วันที่18 มกราคม พ.ศ. 2136 (นับแบบสากล)
สถานที่
อาณาจักรอยุธยา
(ยังเป็นที่ถกเถียง)
หนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี หรือ
พนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
ผล กรุงศรีอยุธยาได้รับชัยชนะ
คู่สงคราม
กรุงศรีอยุธยา กรุงหงสาวดี
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สมเด็จพระเอกาทศรถ
พระยาสีหราชเดโชชัย
พระยาเทพอรชุน
พระยาพระคลัง
พระยาท้ายน้ำ
พระมหาอุปราชา  
ตะโดธรรมราชาที่ 3
นะฉิ่นเหน่าง์
เจ้าเมืองจาปะโร  
นรธาเมงสอ
กำลัง
100,000 คน[ต้องการอ้างอิง] 250,000 คน[ต้องการอ้างอิง]

สงครามยุทธหัตถี เป็นชัยชนะของสยาม (ไทย) ต่อพม่าในปี พ.ศ. 2136 ซึ่งนำไปสู่การยุติสงครามพม่า–สยาม การรบครั้งนี้มีชื่อเสียงที่สุดจากเหตุการณ์ยุทธหัตถี ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงมีชัยเหนือพระมหาอุปราชา เนื่องจากมีแหล่งข้อมูลและหลักฐานค่อนข้างจำกัดเช่น สถานที่เกิดการรบ อีกทั้งความถูกต้องของพระราชพงศาวดารหลายฉบับยังถูกตั้งข้อสงสัยโดยนักประวัติศาสตร์ แหล่งข้อมูลทั้งหมดเห็นพ้องต้องกันว่า ได้มีการสู้รบเกิดขึ้นระหว่างสองอาณาจักร ซึ่งในการสู้รบครั้งนั้นระบุไว้ว่าพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดีได้สิ้นพระชนม์ในสมรภูมิ[1]

ประวัติสงคราม

[แก้]
ตราประจำจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน แสดงถึงสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับ มังกยอชวา

ในปี พ.ศ. 2135 พระเจ้านันทบุเรงโปรดให้พระมหาอุปราชามังสามเกียดหรือมังกยอชวานำกองทัพทหารสองแสนสี่หมื่นคนมาตีกรุงศรีอยุธยาหมายจะชนะศึกในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบจึงทรงเตรียมไพร่พล มีกำลังหนึ่งแสนคนเดินทางออกจากบ้านป่าโมกไปสุพรรณบุรี ข้ามน้ำตรงท่าท้าวอู่ทอง และตั้งค่ายหลวงบริเวณตำบลหนองสาหร่าย[2]

เช้าของวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง จ.ศ. 954 ซึ่งตรงกับวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2136 สมเด็จพระนเรศวรและ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเครื่องพิชัยยุทธ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธารนามว่าพระยาไชยานุภาพ (พลายภูเขาทอง) ส่วน สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระคชาธารนามว่าพระยาปราบไตรจักร (พลายบุญเรือง) ซึ่งช้างทรงของทั้งสองพระองค์นั้นเป็นช้างชนะงา คือช้างมีงาที่ได้รับการฝึกให้รู้จักการต่อสู้มาแล้วหรือเคยผ่านสงครามชนช้างชนะช้างตัวอื่นมาแล้ว และเป็นช้างที่กำลังตกมัน ในระหว่างการรบ ช้างทรงของทั้งสองพระองค์ได้วิ่งฝ่ากองทัพพม่ามาจนหลงเข้าไปในแดนพม่า และเข้าไปจนถึงช่วงกลางของทัพหงสาวดี มีเพียงทหารรักษาพระองค์และจาตุรงค์บาทเท่านั้นที่ติดตามไปทัน[3]

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่มไม้กับเหล่าท้าวพระยา จึงทราบได้ว่าช้างทรงของสองพระองค์หลงถลำเข้ามาถึงกลางกองทัพพม่า และตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึกจึงไสช้างเข้าไปใกล้ แล้วตรัสถามพระมหาอุปราชาด้วยความคุ้นเคยมาก่อนแต่วัยเยาว์ว่า "พระเจ้าพี่เรา จะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปจะไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ได้ทำยุทธหัตถีแล้ว"[4]

พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอ เข้าทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พลายพัทธกอซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าได้เข้าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพจนเสียท่า พระมหาอุปราชาได้จังหวะจึงทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าวแต่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเบี่ยงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพได้ถูกพลายพัทธกอดันไปจนถึงต้นพุทรา เจ้าพระยาไชยานุภาพได้ใช้เท้าหลังยันโคนต้นพุทราชนพลายพัทธกอจนเสียหลักสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่พระอังสะขวา สิ้นพระชนม์อยู่บนคอพระคชาธารกลางสนามรบ[5]

ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถได้ทำยุทธหัตถีกับมางจาชโร เจ้าเมืองจาปะโร ซึ่งขี่ช้างนามว่า พลายพัชเนียง สมเด็จพระเอกาทศรถก็ทรงฟันเจ้าเมืองจาปะโรเสียชีวิตเช่นกัน ทหารพม่าเห็นว่าแพ้แน่แล้ว จึงใช้ปืนระดมยิงใส่สมเด็จพระนเรศวรได้รับบาดเจ็บ ทันใดนั้น ทัพหลวงสยามตามมาช่วยทัน จึงรับทั้งสองพระองค์กลับพระนคร พม่าจึงยกทัพกลับกรุงหงสาวดีไป นับแต่นั้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกมากล้ำกรายกรุงศรีอยุธยาอีกเป็นระยะเวลาอีกยาวนาน[5]

แต่ในมหาราชวงศ์ระบุว่าการยุทธหัตถีครั้งนี้ ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรบุกเข้าไปในวงล้อมของฝ่ายพม่า ฝ่ายพม่าก็มีการยืนช้างเรียงเป็นหน้ากระดาน มีทั้งช้างของพระมหาอุปราชา ช้างของเจ้าเมืองชามะโรง ทหารฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรก็ระดมยิงปืนใส่ฝ่ายพม่า เจ้าเมืองชามะโรงสั่งเปิดผ้าหน้าราหูช้างของตน เพื่อไสช้างเข้ากระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรเพื่อป้องกันพระมหาอุปราชา แต่ปรากฏว่าช้างของเจ้าของชามะโรงเกิดวิ่งเข้าใส่ช้างของพระมหาอุปราชาเกิดชุลมุนวุ่นวาย กระสุนปืนลูกหนึ่งของทหารฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรก็ยิงถูกพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์[6]

การจัดลำดับทัพ

[แก้]
จิตรกรรมฝาผนังยุทธหัตถี ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

กองทัพพม่า แบ่งออกเป็นสี่กองทัพ คือ

ส่วน กองทัพอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงจัดทัพเป็นขบวนเบญจเสนา 5 ทัพ ดังนี้

ผลกระทบ

[แก้]

การตีเมืองทวายและตะนาวศรี

[แก้]
อนุสรณ์การสู้รบระหว่างนเรศวรกับมังกยอชวา ที่หนองสาหร่าย

ศึกทวายและตะนาวศรีนั้นเป็นการรบในระหว่างคนต้องโทษกับคนต้องโทษด้วยกัน กล่าวคือ ทางกรุงศรีอยุธยพาพวกนายทัพที่ตามเสด็จไม่ทันในวันยุทธหัตถีนั้น มีถึง 6 คนคือ พระยาพิชัยสงคราม พระยารามกำแหง เจ้าพระยาจักรี พระยาพระคลัง และพระยาศรีไสยณรงค์ สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้ปรึกษาโทษ ลูกขุนปรึกษาโทษให้ประหารชีวิต สมเด็จพระพนรัตน์ป่าแก้วมาถวายพระพรว่าการที่แม่ทัพเหล่านั้นตามเสด็จไม่ทัน ก็เพราะบุญญาภินิหารของพระองค์ ที่จะได้รับเกียรติคุณเป็นวีรบุรุษที่แท้จริง ด้วยเหตุว่าถ้าพวกนั้นตามไปทันแล้วถึงจะชนะก็ไม่เป็นชื่อเสียงใหญ่หลวง เหมือนที่เสด็จไปโดยลำพัง เมื่อเห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงเลื่อมใสในคำบรรยายข้อนี้แล้ว ก็ทูลขอโทษพวกแม่ทัพเหล่านี้ไว้ สมเด็จพระนเรศวรก็โปรดประทานให้ แต่พวกนี้จะต้องไปตีทวายและตะนาวศรีเป็นการแก้ตัว จึงให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพคุมพลห้าหมื่นไปตีตะนาวศรี พระยาพระคลังคุมกำลังพลหมื่นเหมือนกันไปตีทวาย ส่วนแม่ทัพอื่นๆ ที่ต้องโทษก็แบ่งกันไปในสองกองทัพนี้คือพระยาพิชัยสงครามกับพระยารามคำแหงไป ตีเมืองทวายกับพระยาพระคลัง และให้พระยาเทพอรชุนกับพระยาศรีไสยณรงค์ไปตีเมืองตะนาวศรีกับเจ้าพระยาจักรี[7][8]

ส่วนทางหงสาวดีเมื่อพระเจ้านันทบุเรงเสียพระโอรสรัชทายาทแล้วก็โทมนัส ให้ขังแม่ทัพนายกองไว้ทั้งหมด แต่ภายหลังทรงดำริว่าไทยชนะพม่าในครั้งนี้แล้วก็จะต้องมาตีพม่าโดยไม่ต้องสงสัย ก่อนที่ไทยไปรบพม่าก็จะต้องดำเนินการอย่างเดียวกันกับที่พม่ารบกับไทย กล่าวคือ จะต้องเอามอญไว้ในอำนาจเสียก่อนและเป็นการแน่นอนว่าไทยจะต้องเข้ามาตีทวาย และตะนาวศรี ด้วยเหตุนี้จึงให้แม่ทัพนายกองที่ไปแพ้สงครามครั้งนี้ไปทำการแก้ตัวรักษา เมืองตะนาวศรีและเมืองทวาย เป็นอันว่าทั้งผู้รบและผู้รับทั้งสองฝ่าย ตกอยู่ในฐานคนผิดที่จะต้องทำการแก้ตัวทั้งสิ้น[9]

ในการรบทวายและตะนาวศรีครั้ง นี้แม่ทัพทั้งสองคือ เจ้าพระยาจักรีและพระยาคลัง ทำการกลมเกลียวกันเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้สมเด็จพระนเรศวรจะได้แบ่งหน้าที่ให้ตีคนละเมือง ก็ยังมีการติดต่อช่วยเหลือกันและกัน ในที่สุดแม่ทัพทั้งสองก็รบชนะทั้งสองเมืองและบอกเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีไสยณรงค์อยู่ครองเมืองตะนาวศรี ส่วนทางเมืองทวายนั้นให้เจ้าเมืองทวายคนเก่าครองต่อไป ชัยชนะครั้งนี้เป็นอันทำให้แม่ทัพทั้งหลายพ้นโทษ แต่ทางพม่าแม่ทัพกลับถูกทำโทษประการใดไม่ปรากฏ แต่อย่างไรก็ดี การที่ชัยชนะทวายและตะนาวศรีครั้งนี้ ทำให้อำนาจของไทยแผ่ลงไปทางใต้เท่ากับในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช[10][11]

การสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยา

[แก้]

มีทฤษฎีที่กล่าวว่า ภายหลังจากสงครามยุทธหัตถี พระเจ้านันทบุเรงได้ปลงพระชนม์พระสุพรรณกัลยาด้วยโทสะ ซึ่งการสิ้นพระชนม์นั้นในพงศาวดารรวมถึงคำให้การต่าง ๆ ทั้งของไทยและพม่าต่างก็ให้ข้อมูลต่างกันออกไป โดยพงศาวดารของไทยทั้งสองฉบับ (คำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัด) ระบุว่า "พระเจ้าหงสาวดีก็ทรงพระพิโรธ จึงเสด็จไปสู่ตำหนักพระสุวรรณกัลยา เอาพระแสงฟันพระนางสุวรรณกัลยากับพระราชธิดา (หรือพระราชโอรสในคำให้การขุนหลวงหาวัด) ของพระองค์สิ้นพระชนม์ทั้ง ๒ พระองค์"

แม้การสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยานั้นจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเกิดจากแรงโทสะของพระเจ้านันทบุเรง ตามหลักฐานประเภทคำให้การของไทย แต่มิกกี้ ฮาร์ท (Myin Hsan Heart) นักประวัติศาสตร์ชาวพม่าได้นำเสนอข้อมูลที่แตกต่างออกไป โดยกล่าวถึงเจ้าภุ้นชิ่หรือเจ้าหญิงพิษณุโลกได้ตามเสด็จพระราชมารดาออกมาประทับนอกพระราชวังกัมโพชธานี โดยเจ้าหญิงเจ้าภุ้นชิ่ได้เสกสมรสกับ เจ้าเกาลัด พระโอรสของเจ้าอสังขยา เจ้าเมืองตะลุป ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้ามังรายกะยอชวา โอรสองค์ที่สองของพระเจ้านันทบุเรง และมีพระธิดาด้วยกันคือ เจ้าหญิงจันทร์วดี ซึ่งหมายความว่า ในช่วงสงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 พระสุพรรณกัลยามิได้ประทับอยู่ในหงสาวดีแต่ทรงประทับอยู่ในอังวะ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2137 พระเจ้าตองอู พระเจ้านยองยัน และพระเจ้าเชียงใหม่ ต่างแยกตัวเป็นอิสระจากหงสาวดี พระเจ้านยองยันได้เข้าครองกรุงอังวะที่เจ้าหญิงพิษณุโลก และพระมารดาอาศัยอยู่ อีกทั้งยังเป็นผลดีแก่ทั้งสองพระองค์ด้วย เนื่องจากพระเจ้านยองยันนั้นเป็นพระโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนอง ทั้งยังมีความคุ้นเคยกับเจ้าอสังขยาบิดาของเจ้าเกาลัด จึงคาดได้ว่า ภายใต้การปกครองของพระเจ้านยองยันพระสุพรรณกัลยารวมถึงเจ้าหญิงพิษณุโลกก็ยังทรงประทับในนครอังวะอย่างปกติสุขจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ โดยมิได้ถูกปลงพระชนม์แต่อย่างใด[12]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Chutintaranond, Sunait (2004). "The Rite of the Elephant Duel in Thai-Burmese Military History". Journal of Humanities. 7 (2).
  2. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล, หน้า 141-142
  3. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล, หน้า 144-145
  4. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล, หน้า 144
  5. 1 2 พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล, หน้า 145-146
  6. "คุณพระช่วย". ช่อง 9. 21 มิถุนายน 2014. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2014-07-07. สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, หน้า 118-121
  8. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล, หน้า 147
  9. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, หน้า 121
  10. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, หน้า 121-123
  11. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล, หน้า 153-155
  12. ตำนานนางกษัตริย์. หน้า 293-295