สงครามพระเจ้าอลองพญา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามพระเจ้าอลองพญา

ยุทธศาสตร์การยกทัพพระเจ้าอลองพญา
วันที่ธันวาคม พ.ศ. 2302 - พฤษภาคม พ.ศ. 2303
สถานที่
ผล ไม่มีบทสรุปแน่ชัด
ดินแดน
เปลี่ยนแปลง
พม่าแผ่อำนาจปกครองชายฝั่งตะนาวศรีลงไปจนถึงทวายและมะริด [1]
คู่สงคราม
อาณาจักรโก้นบอง อาณาจักรอยุธยา
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
พระเจ้าอลองพญา 
เจ้าชายมังระ
มังฆ้องนรธา
พระเจ้าเอกทัศ
พระเจ้าอุทุมพร
กำลัง

กำลังรุกราน:
40,000 นาย[2][3] (รวมทหารม้า 3,000 นาย)[4]
กองหลัง:

พลปืนคาบศิลา 6,000 นาย ทหารม้า 500 นาย[5]

ตะนาวศรีและอ่าวไทย:
ทหาร 27,000 นาย, ทหารม้า 1,300 นาย, ช้าง 200 เชือก[6]
สุพรรณบุรีและอยุธยา:

ทหาร 45,000 นาย, ทหารม้า 3,000 นาย, ช้าง 300 เชือก[6]

สงครามพระเจ้าอลองพญา เป็นชื่อเรียกความขัดแย้งทางทหารครั้งแรกระหว่างอาณาจักรโก้นบองแห่งพม่า กับอาณาจักรอยุธยาสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง สงครามครั้งนี้เป็นการจุดชนวนการสงครามนานหลายศตวรรษระหว่างทั้งสองรัฐขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะกินเวลานานไปอีกหนึ่งศตวรรษข้างหน้า ฝ่ายพม่านั้นอยู่ที่ "ขอบแห่งชัยชนะ" แล้วเมื่อจำต้องถอนกำลังจากการล้อมอยุธยา เนื่องจากพระเจ้าอลองพญาถูกระเบิดปืนใหญ่สิ้นพระชนม์[6] พระองค์สวรรคตและทำให้สงครามครั้งนี้ยุติลง

ความต้องการครอบครองชายฝั่งตะนาวศรีและการค้าขายในแถบนี้เป็นชนวนเหตุของสงคราม[7][8] และการให้การสนับสนุนของอยุธยาต่อกบฏมอญแห่งอดีตราชอาณาจักรหงสาวดีฟื้นฟู[6][9] ราชวงศ์โก้นบองที่เพิ่งจะสถาปนาขึ้นใหม่นั้นต้องการจะแผ่ขยายอำนาจเข้าควบคุมชายฝั่งตะนาวศรีตอนบนอีกครั้ง (ปัจจุบันคือ รัฐมอญ) ซึ่งอยุธยาได้ให้การสนับสนุนแก่กบฏชาวมอญและจัดวางกำลังพลไว้ ฝ่ายอยุธยาปฏิเสธข้อเรียกร้องของพม่าที่จะส่งตัวผู้นำกบฏมอญหรือระงับการบุกรุกดินแดนซึ่งพม่ามองว่าเป็นดินแดนของตน[10]

สงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2302 เมื่อทหารพม่า 40,000 นาย ภายใต้การนำของพระเจ้าอลองพญา และพระราชบุตร เจ้าชายมังระ ยกพลรุกรานลงมาตามชายฝั่งตะนาวศรีจากเมาะตะมะ แผนยุทธการของพระองค์คือ เคลื่อนทัพหลบตำแหน่งที่มีการป้องกันอย่างแข็งแรงของอยุธยา ตามเส้นทางการรุกรานที่สั้นและเข้าถึงโดยตรงมากกว่า กองทัพรุกรานพิชิตการป้องกันของอยุธยาที่ค่อนข้างเบาบางตามแนวชายฝั่ง ข้ามเทือกเขาตะนาวศรีไปจนถึงอ่าวไทย จากนั้นวกขึ้นเหนือไปยังกรุงศรีอยุธยา ฝ่ายอยุธยารู้สึกประหลาดใจกับการรุกรานดังกล่าว โดยรีบจัดทัพมาเผชิญกับพม่าทางใต้ของกรุง และจัดตั้งการป้องกันอย่างกล้าหาญระหว่างทางสู่กรุงศรีอยุธยา แต่กองทัพพม่าซึ่งกรำศึกกลับเอาชนะกองทัพฝ่ายป้องกันของอยุธยาซึ่งมีจำนวนเหนือกว่าได้ และเคลื่อนมาถึงชานกรุงเมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2303 แต่เพียงห้าวันหลังจากการล้อมเริ่มต้นขึ้น พระมหากษัตริย์พม่ากลับทรงพระประชวรและมีการตัดสินใจยกทัพกลับ[6] ปฏิบัติการของทหารกองหลังอันมีประสิทธิภาพ ภายใต้การนำของแม่ทัพมังฆ้องนรธาทำให้การถอนกำลังเป็นไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย[11]

สงครามดังกล่าวไม่มีบทสรุปแน่ชัด ขณะที่พม่าสามารถแผ่อำนาจควบคุมเหนือชายฝั่งตะนาวศรีตอนบนไปจนถึงทวาย แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดภัยคุกคามจากดินแดนรอบข้างได้ ซึ่งถือว่าไม่ค่อยสำคัญเท่าใดนัก ฝ่ายพม่าถูกบีบให้ตกลงกับกบฏชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการสนับสนุนจากอยุธยา เช่นเดียวกับในล้านนา ในอีกสี่ปีต่อมา พม่าจะยกทัพมารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้ง และนำไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2310 ยุติประวัติศาสตร์นานสี่ศตวรรษของอยุธยา

ภูมิหลัง[แก้]

สรุปความขัดแย้งระหว่างพม่ามอญและสยาม[แก้]

พระเจ้าตะเบงชเวตี้กษัตริย์พม่าราชวงศ์ตองอูได้เข้าพิชิตยึดครองอาณาจักรหงสาวดีของชาวมอญในพม่าตอนล่างได้สำเร็จในพ.ศ. 2082 ต่อมาไม่นานชาวมอญได้เป็นกบฏจนพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองต้องทำการพิชิตชาวมอญอีกครั้งในพ.ศ. 2094 กษัตริย์พม่าราชวงศ์ตองอูตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองหงสาวดีของชาวมอญ และมีความเคารพต่ออัตลักษณ์วัฒนธรรมมอญ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองทรงกรีฑาทัพเข้าบุกยึดเมืองอังวะและพม่าตอนบนจากชาวไทใหญ่ได้สำเร็จในพ.ศ. 2098 รวบรวมอาณาจักรพม่าให้เป็นเอกภาพ ยึดล้านนาเชียงใหม่ในพ.ศ. 2101 ยึดเมืองมณีปุระในพ.ศ. 2103 และยึดเมืองทวายในพ.ศ. 2105 ปีต่อมาพ.ศ. 2106 สงครามช้างเผือก พระเจ้าบุเรงนองทรงยกทัพพม่าเข้าโจมตีหัวเมืองเหนือของสยาม พระมหาธรรมราชาแห่งพิษณุโลกหัวเมืองเหนือยินยอมสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าบุเรงนอง[12] และพระเจ้าบุเรงนองจึงยกทัพเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ. 2107 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิกษัตริย์อยุธยาทรงยอมสงบศึกเป็นไมตรีต่อพระเจ้าบุเรงนอง[12] ต่อแต่มาไม่นานกรุงศรีอยุธยาเกิดความขัดแย้งกับหัวเมืองเหนือพิษณุโลก เป็นเหตุให้พระเจ้าบุเรงนองส่งทัพเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง จนนำไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่งในพ.ศ. 2112[12] อยุธยาตกเป็นประเทศราชของพม่า ในรัชสมัยพระเจ้าบุเรงนองอาณาจักรพม่าเรืองอำนาจแผ่อิทธิพลและอาณาเขตไพศาล พระเจ้าบุเรงนองได้รับฉายาว่า"ผู้ชนะสิบทิศ" พระเจ้าบุเรงนองทรงแต่งตั้งให้พระโอรสคือเจ้าชายสาวัตถีนรธาเมงสอให้เป็นกษัตริย์เชียงใหม่มีอำนาจเหนือล้านนา

พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสวรรคตในพ.ศ. 2124 พระโอรสพระมหาอุปราชขึ้นครองราชสมบัติพม่าต่อมาเป็นพระเจ้านันทบุเรง[12] จึงเข้าสู่ยุคเสื่อมอำนาจของอาณาจักรพม่าตองอู สมเด็จพระนเรศวรฯทรงเป็นปฏิปักษ์ต่อพม่าในพ.ศ. 2127[12] กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นอิสระจากอำนาจของพม่า พระเจ้านันทบุเรงกษัตริย์พม่าส่งทัพพม่าเข้ามาปิดล้อมอยุธยาในพ.ศ. 2129 แต่ไม่สามารถพิชิตกรุงศรีอยุธยาได้ต้องถอยทัพกลับ[12] หลังจากนั้นทัพพม่าไม่รุกรานเข้ามาถึงชานกรุงศรีอยุธยาอีกเป็นเวลาประมาณสองร้อยปี (จนกระทั่งสงครามพระเจ้าอลองพญา) พระเจ้านันทบุเรงส่งพระโอรสพระมหาอุปราชมังกยอชวายกทัพเข้ารุกรานสยามในพ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรฯทรงสามารถต้านทานและเอาชนะทัพพม่าได้ในการรบยุทธหัตถีพ.ศ. 2135 สังหารพระมหาอุปราชพม่าสิ้นพระชนม์ในที่รบ หลังจากสงครามยุทธหัตถีพม่าไม่เข้ารุกรานกรุงศรีอยุธยาอีกเป็นเวลาประมาณสองร้อยปี (พงศาวดารพม่ากล่าวถึงการรุกรานสยามครั้งหนึ่งในสมัยของสมเด็จพระเพทราชาแต่ไม่ปรากฏในพงศาวดารไทย) จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรฯทรงส่งทัพสยามเข้ายึดทวายและตะนาวศรีคืนจากพม่าในพ.ศ. 2136 และตีได้เมืองเมาะตะมะของชาวมอญในพ.ศ. 2137 พระเจ้าสาวัตถีนรธาเมงสอแห่งเชียงใหม่เข้าสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยา เมื่อมีชัยชนะต่อทัพพม่าผู้รุกราน ฝ่ายสยามกรุงศรีอยุธยากลับเป็นฝ่ายรุก สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้เมืองเมาะตะมะเป็นฐานในการโจมตีพม่า แต่ทว่ามอญเมืองเมาะตะมะได้เป็นกบฏต่อสยามในพ.ศ. 2142[12] สมเด็จพระนเรศวรฯเสด็จยกทัพปราบกบฏมอญที่เมาะตะมะ ในเวลาเดียวกันเจ้าเมืองตองอูร่วมมือกับอาณาจักรยะไข่เข้ายึดเมืองหงสาวดีได้สำเร็จ ปีต่อมาพ.ศ. 2143 สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพเข้าตีกรุงหงสาวดี ฝ่ายเมืองตองอูจึงนำพระเจ้านันทบุเรงกษัตริย์พม่าไปไว้ที่เมืองตองอู ส่วนฝ่ายยะไข่นั้นเผาทำลายเมืองหงสาวดีลงแล้วกลับไป[12] สมเด็จพระนเรศวรฯเสด็จยกทัพติดตามไปจนถึงเมืองตองอู เข้าล้อมเมืองตองอู ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรทรงล้อมเมืองตองอูไม่สามารถตีหักเอาเมืองตองอูได้จึงเสด็จถอยทัพกลับ[12] ในปีเดียวกันนั้นพระเจ้านันทบุเรงทรงถูกนัตจินหน่องวางยาพิษปลงพระชนม์[12] สยามกรุงศรีอยุธยาจึงมีอำนาจปกครองทั้งล้านนาเมืองเมาะตะมะและทวายตะนาวศรีทั้งหมด

เมื่อสิ้นพระเจ้านันทบุเรงแล้ว อาณาจักรพม่าตกอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมือง มีผู้ตั้งตนเป็นใหญ่ขึ้นสี่แห่งได้แก่อังวะแประตองอูและสีเรียม เจ้าชายนยองรามเจ้าเมืองอังวะยกทัพเข้าปราบปรามหัวเมืองไทใหญ่ในพ.ศ. 2146[12] สมเด็จพระนเรศวรฯเสด็จยกทัพขึ้นไปช่วยเมืองแสนหวีแต่ประชวรสวรรคตระหว่างเส้นทางเมื่อพ.ศ. 2148[12] เจ้าชายนยองรามแห่งอังวะก็ได้ประชวรสิ้นพระชนม์ในครั้งนั้นเช่นกัน โอรสขึ้นเป็นพระเจ้าอังวะพระองค์ใหม่พระนามว่าพระมหาธรรมราชาอะเนาะเพะลูน พระเจ้าอะเนาะเพะลูนเจ้าเมืองอังวะได้ปราบเมืองแปรตองอูและสีเรียม รวบรวมพม่าได้สำเร็จอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าอะเนาะเพะลูนตั้งราชธานีที่เมืองหงสาวดีขึ้นอีกครั้งในพ.ศ. 2156 รวมทั้งยังเกลี้ยกล่อมเมืองเมาะตะมะให้เป็นของพม่าดังเดิม สามารถยึดเมืองทวายคืนได้[12]ในพ.ศ. 2157 และยึดเมืองเชียงใหม่และล้านนาคืนจากอยุธยาได้ในพ.ศ. 2158 หลังจากนั้นความขัดแย้งระหว่างพม่าและสยามเข้าสู่สภาวะคุมเชิงและสงบศึก ยุติลงที่พม่าปกครองล้านนาและทวายในขณะที่อยุธยาปกครองมะริดตะนาวศรี พระเจ้าตาลุนทรงย้ายราชธานีในพ.ศ. 2178 จากเมืองหงสาวดีในพม่าตอนล่างไปยังเมืองอังวะในพม่าตอนบน ทำให้ชาวมอญในพม่าตอนล่างเป็นอิสระและออกห่างจากการควบคุมของราชสำนักพม่าได้มากขึ้น

ในพ.ศ. 2204 ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จักรพรรดิหย่งลี่แห่งราชวงศ์หมิงใต้เข้าลี้ภัยที่พม่าเมืองสะกาย เป็นเหตุให้จักรวรรดิจีนราชวงศ์ชิงส่งทัพเข้ารุกรานพม่าเพื่อตามตัวจักรพรรดิหย่งลี่ พระเจ้าเชียงใหม่มีความเกรงกลัวต่อทัพจีนจึงขอความช่วยเหลือจากราชสำนักอยุธยา ฝ่ายพม่าเกณฑ์ชาวมอญไปรบกับจีนแต่ชาวมอญไม่พอใจเกิดการกบฏของชาวมอญขึ้นที่เมาะตะมะ สมเด็จพระนารายณ์เสด็จกรีฑาทัพขึ้นไปช่วยเมืองเชียงใหม่ในพ.ศ. 2204 แต่เมืองเชียงใหม่หันกลับไปเข้ากับพม่าเนื่องจากพม่าสามารถต้านทานทัพจีนได้แล้ว พระเจ้าเบงตะเลกษัตริย์พม่าส่งทัพลงมาปราบกบฏชาวมอญแล้วล่วงเข้ารุกรานสยามทางด่านเจดีย์สามองค์ในพ.ศ. 2204 สมเด็จพระนารายณ์ฯจึงมีพระราชโองการให้พระยาสีหราชเดโช (ทิป) ยกทัพจากเชียงใหม่มาป้องกันทางกาญจนบุรี พระยาสีหราชเดโชตีทัพพม่าแตกพ่ายไปที่ไทรโยค[12] จากนั้นสมเด็จพระนารายณ์จึงเสด็จยกทัพไปตีได้เมืองเชียงใหม่ในปลายปีพ.ศ. 2204 แล้วจึงส่งพระยาสีหราชเดโช (ทิป) และพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) นำทัพสยามเข้ารุกรานโจมตีเมืองทวายและเมาะตะมะของชาวมอญในพ.ศ. 2205 แต่ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ยึดครองล้านนาเชียงใหม่และหัวเมืองมอญเป็นการถาวร เพียงแต่กวาดต้อนชาวเชียงใหม่และชาวมอญมาที่อยุธยาเท่านั้น หลังจากนั้นเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองมอญรวมทั้งทวายจึงกลับคืนแก่พม่า

ความเสื่อมและการล่มสลายของราชวงศ์ตองอู[แก้]

ในพ.ศ. 2247 พระเจ้าจาไรรงบา (Charairongba) แห่งอาณาจักรคังเลปัก (Kangleipak) ได้ยกพระขนิษฐาคือเจ้าหญิงชักปามาเคางัมบี (Chakpa Makhao Ngambi)[13] ให้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าสเน่ห์กษัตริย์พม่าราชวงศ์ตองอู แต่ทว่าพระเจ้าสเน่ห์ได้เกิดความขัดแย้งกับเจ้าหญิงชักปามาเคางัมบี ไม่ได้ยกขึ้นเป็นพระมเหษีเอกตามที่ได้สัญญาไว้ ทำให้พระเจ้าจาไรรงบาแค้นเคืองตรอมพระทัยจนสิ้นพระชนม์เมื่อพ.ศ. 2252 พระเจ้าจาไรรงบาได้สั่งเสียแก่พระโอรสพามเฮบา (Pamheiba) ว่าให้ทำการแก้แค้นแก่พม่าเมื่อมีโอกาส พามเฮบาขึ้นครองราชสมบัติต่อจากบิดาเป็นกษัตริย์แห่งคังเลปักพระองค์ต่อมา พระเจ้าพามเฮบาได้รับอิทธิพลจากกูรูชาวอินเดียชื่อว่าศานติทาส อธิการี (Shantidas Adhikari) ทำให้พระเจ้าพามเฮบาทรงรับเอาศาสนาพราหมณ์ไวษณพนิกายให้เป็นศาสนาประจำอาณาจักร เปลี่ยนชื่ออาณาจักรคังเลปักเป็นอาณาจักรมณีปุระ และแปลงพระนามเป็นภาษาเปอร์เซียพระนามว่าพระเจ้าการิบนิวาซ (Gharib Niwaz) ต่อมาในพ.ศ. 2259 กษัตริย์พม่าพระองค์ใหม่คือพระเจ้าช้างเผือกตะนินกันเหว่ส่งทูตมาสู่ขอเจ้าหญิงมณีปุระเป็นบาทบริจาริกาของกษัตริย์พม่า พระเจ้าการิบนิวาซทรงจดจำคำสั่งเสียของพระบิดาได้มีความแค้นเคืองต่อพม่า จึงส่งกำลังไปทำร้ายและจับกุมคณะทูตพม่านั้น[13] กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามพม่า-มณีปุระ พระเจ้าการิบนิวาซแห่งมณีปุระยกทัพเข้าโจมตีสร้างความเสียหายแก่หัวเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า ในลุ่มแม่น้ำชี่นดวี่นและแม่น้ำมู ได้แก่เมืองปิดู่ (Myedu) เมืองดีเปเยียง (Tabayin) เมืองมินกิน (Mingin) การรุกรานของมณีปุระทำให้พม่าเสื่อมอำนาจลง ในพ.ศ. 2270 เจ้าองค์คำแห่งเชียงใหม่สามารถแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของพม่าได้สำเร็จ ในพ.ศ. 2277 พระเจ้าการิบนิวาซยกทัพเข้ายึดรัฐไทใหญ่เมืองก้องซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของพม่า กูรูศานติทาสทูลกษัตริย์มณีปุระว่าแม่น้ำอิระวดีเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์หากได้สรงน้ำในแม่น้ำอิระวดีนั้นจะเป็นสิริมงคล ในพ.ศ. 2282 ในสมัยพระมหาธรรมราชาธิบดีกษัตริย์พม่าราชวงศ์ตองอูพระองค์สุดท้าย พระเจ้าการิบนิวาซยกทัพมณีปุระเข้ามายึดและเผาทำลายเมืองสะกาย ซึ่งอยู่เพียงฝั่งตรงข้ามแม่น้ำอิระวดีจากกรุงอังวะไปเท่านั้น แต่พระเจ้าการิบนิวาซไม่ได้เข้าโจมตีเมืองอังวะ เพียงแต่ประกอบพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในแม่น้ำอิระวดีตามคำแนะนำของกูรู ในปีต่อมาพ.ศ. 2283 ฝ่ายพม่าได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกกับพระเจ้าการิบนิวาซ จนกษัตริย์มณีปุระถอยทัพกลับไปในที่สุด

หลังจากที่พม่าได้ย้ายราชธานีจากเมืองหงสาวดีของชาวมอญไปยังเมืองอังวะแล้ว ราชสำนักพม่าได้ส่งเมี้ยวหวุ่นหรือผู้ปกครองชาวพม่ามาปกครองชาวมอญที่เมืองหงสาวดีแทนที่ แต่ชาวมอญเป็นอิสระจากการควบคุมของพม่ามากขึ้น ในพ.ศ. 2280 มังสาอ่อง ขุนนางชาวพม่าได้มาเป็นเมี้ยวหวุ่นเจ้าเมืองหงสาวดี[14] มังสาอ่องทำการขูดรีดภาษีชาวมอญอย่างหนักสร้างความไม่พอใจแก่ชาวมอญ ในพ.ศ. 2283 เมื่อกรุงอังวะกำลังประสบภัยการรุกรานจากมณีปุระนั้น มองส่าอ่องเห็นเป็นโอกาสจึงกบฏขึ้นที่หงสาวดีประกาศตนเองเป็นเจ้าอิสระ "ธอระแซงมู"ขุนนางมอญไปกราบทูลพระเจ้าอังวะว่ามังสาอ่องเป็นกบฏ[14] พระเจ้าอังวะทรงส่งมังมหาราชาหรือมังรายจอข่อง[14] เป็นแม่ทัพพม่าลงมาปราบมังสาอ่อง จับตัวมังสาอ่องไปประหารชีวิต จากนั้นพระเจ้าอังวะทรงแต่งตั้ง"มองซวยเยนรธา"เป็นเจ้าเมืองหงสาวดีคนใหม่ แต่ทว่าชาวมอญได้ร่วมมือกับ"ชาวกวย" (ชาวไทใหญ่ซึ่งถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่พม่าตอนล่าง หรืออาจหมายถึงชาวกะเหรี่ยง) กบฏต่ออังวะในพ.ศ. 2283 โดยมีผู้นำคือพระภิกษุชาวกวยชื่อว่าสมิงทอ (พงศาวดารมอญระบุว่าสมิงทอเป็นชาวกวย แต่พงศาวดารพม่าระบุว่าสมิงทอเดิมเป็นโอรสของเจ้าพุกาม เจ้าชายพม่าซึ่งได้เคยกบฏแล้วหนีไป)[12] ธอระแซงมูสังหารมองซวยเยนรธาเจ้าเมืองหงสาวดีคนใหม่ ยกเมืองหงสาวดีให้แก่สมิงทอและยกย่องสมิงทอขึ้นเป็นกษัตริย์หงสาวดีพระเจ้าทอพุทธเกษ[14] ก่อตั้งฟื้นฟูอาณาจักรหงสาวดีของชาวมอญขึ้นใหม่ ในพม่าตอนล่าง สมิงทอแต่งตั้งให้ธอระแซงมูเป็นเสนาบดีดำรงตำแหน่งเป็นพญาทะละและสมรสกับบุตรสาวของพญาทะละเป็นพระมเหสี[14] จากนั้นสมิงทอจึงยกทัพมอญเข้าโจมตีเมืองแปร เจ้าเมืองเมาะตะและเจ้าเมืองทวายเกรงว่าชาวมอญจะเข้าโจมตี จึงหลบหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศกษัตริย์อยุธยา[14] ฝ่ายกษัตริย์พม่าเมื่อทรงทราบว่าเจ้าเมืองเมาะตะมะและเจ้าเมืองทวายได้หลบหนีเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยา จึงแต่งทูตเดินทางมาถึงอยุธยาในพ.ศ. 2287 กราบทูลขอตัวเจ้าเมืองทั้งสองคืนแก่อังวะ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงทรงแต่งคณะทูตนำโดยพระยายมราชเป็นราชทูต พระธนบุรีเป็นอุปทูต[12] เป็นคณะทูตสยามนำตัวเจ้าเมืองทั้งสองไปถวายคืนแก่พระเจ้าอังวะ คณะทูตสยามได้แสดงท่าทีสนับสนุนพม่าและเป็นปฏิปักษ์ต่อมอญ[14] ทำให้สมิงทอกษัตริย์หงสาวดีเกรงว่าจะถูกฝ่ายกรุงศรีอยุธยาตีกระหนาบจากด้านหลังจึงถอยทัพออกจากเมืองแปรในที่สุด พงศาวดารไทยระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยาและพม่าในช่วงเวลานี้เป็นไปด้วยความไมตรี แต่เอกสารพม่าระบุว่าราชสำนักพม่าไม่ไว้วางใจคณะทูตสยาม และสงสัยว่าสยามอาจให้ความช่วยเหลือแก่มอญ

สมิงทอกษัตริย์หงสาวดีนั้น เดิมมีพระมเหสีอยู่แล้วองค์หนึ่งคือนางคุ้งเป็นบุตรสาวของพญาทะละกรมช้าง (เดิมคือ"ธอระแซงมู") ในพ.ศ. 2287 สมิงทอได้สู่ขอพระธิดาจากเจ้าองค์คำแห่งเชียงใหม่มาเป็นพระมเหสีองค์ที่สอง[14] ชื่อว่า นางสอิ้งทิพ[12]หรือนางเทพวิลา สมิงทอโปรดปรานนางเทพวิลามเหสีเชียงใหม่มากกว่าทำให้พระมเหสีเดิมไม่พอพระทัย จึงนำความไปฟ้องต่อพญาทะละผู้เป็นบิดา พญาทะละจึงมีความไม่พอใจต่อสมิงทอ ในพ.ศ. 2289 เมื่อสมิงทอออกไปคล้องช้างอยู่นั้น พญาทะละเสนาบดีทำการยึดอำนาจที่กรุงหงสาวดี ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์หงสาวดีแทนที่สมิงทอ (เอกสารพม่าระบุว่าพญาทะละดั้งเดิมอาจเป็นหมอช้างชาวฉาน ชาวยวนล้านนา? จากเชียงใหม่ที่ได้อพยพมาอยู่หงสาวดี) พญาทะละแต่งตั้งให้น้องชายชื่อว่าธอลองเป็นอุปราช[14] จากนั้นในปีเดียวกันพญาทะละส่งให้อุปราชธอลองยกทัพขึ้นไปยึดเมืองแปรและตองอูของพม่าได้สำเร็จ[14] ฝ่ายสมิงทอหลบหนีไปเชียงใหม่ นำกำลังชาวกะเหรี่ยงมากอบกู้ราชสมบัติคืนจากพญาทะละในปีต่อมาพ.ศ. 2290 แต่ไม่สำเร็จ พ่ายแพ้ทำให้สมิงทอต้องหลบหนีมายังกรุงศรีอยุธยาขอพึ่งพระโพธิสมภารพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศฯ[14] ต่อมาในพ.ศ. 2292 พระเจ้าการิบนิวาซกษัตริย์มณีปุระทรงสละราชสมบัติให้แก่พระโอรสคือพระเจ้าจิตไซ (Chitsai) จากนั้นพระเจ้าการิบนิวาซยกทัพเข้ามายังกรุงอังวะเพื่ออภิเษกพระนัดดาเจ้าหญิงมณีปุระถวายกษัตริย์พม่าเป็นบาทบริจาริกา[15] เมื่อสิ้นหนทาง พระมหาธรรมราชาฯพระเจ้าอังวะจึงทรงแต่งเครื่องบรรณาการไปมอบให้แก่ข้าหลวงมณฑลยูนนานในพ.ศ. 2293 ร้องขอทัพจีนมาช่วยเหลือ ทัพจีนราชวงศ์ชิงเข้ามาช่วยเหลือพม่าแต่เห็นว่าทัพพม่าขาดประสิทธิภาพจึงกลับไป พระเจ้าจิตไซกษัตริย์มณีปุระองค์ใหม่ทรงขับไล่พระบิดาคือพระเจ้าการิบนิวาซออกจากราชธานีกรุงอิมผาลในพ.ศ. 2293 จนพระเจ้าการิบนิวาซต้องเสด็จลี้ภัยมายังกรุงอังวะของพม่า[15] ในพ.ศ. 2294 ราชสำนักหงสาวดีทำสนธิสัญญากับผู้แทนฝรั่งเศส ชื่อว่าเดอบริวโน (Sieur de Bruno) ยินยอมให้ฝรั่งเศสจัดตั้งกองกำลังที่เมืองสิเรียม โดยมีข้อแลกเปลี่ยนให้ฝรั่งเศสส่งมอบอาวุธได้แก่ปืนใหญ่และปืนคาบศิลาให้แก่หงสาวดีเป็นการตอบแทน ฝ่ายมอญจึงมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าของพม่าอังวะ ขณะนั้นอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังมีความขัดแย้งกัน อังกฤษจึงตอบโต้ด้วยการยกทัพเข้ายึดเมืองท่าเนกราย (Negrais) ใกล้กับเมืองสีเรียมในพ.ศ. 2296

ในพ.ศ. 2294 พญาทะละจัดทัพใหญ่ให้อุปราชคุมทัพเรือจำนวน 20,000 คน ให้ตาละปั้นคุมทัพหน้า 7,000 คน[14] ยกขึ้นไปตามลำน้ำอิระวดีเพื่อตีเมืองอังวะ ฝ่ายพม่าแม่ทัพมังมหาราชาตั้งรับมอญที่เมืองแปรแต่พ่ายแพ้ถอยไป ฝ่ายมอญสามารถยึดเมืองพุกามล่วงขึ้นไปจนถึงเมืองอังวะในต้นปีพ.ศ. 2295 ฝ่ายพม่าพ่ายแพ้การรบหลายครั้งหมดสิ้นเสบียงอาหารและกำลังพล จนกระทั่งทัพชาวมอญและชาวกวย นำโดยอุปรายธอลองและแม่ทัพตาละปั้น สามารถเข้ายึดเมืองอังวะราชธานีพม่าได้ในที่สุด ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2295 พระมหาธรรมราชาธิบดี พระเจ้าอังวะกษัตริย์พม่าราชวงศ์ตองอูพระองค์สุดท้าย ทรงยินยอมให้จับกุมแต่โดยดี อุปราชมอญมีคำสั่งให้เผาทำลายเมืองอังวะลง กวาดต้อนเชื้อพระวงศ์อังวะรวมทั้งชาวพม่าจำนวนกว่า 20,000 คน ลงไปไว้ที่หงสาวดี และมอบหมายให้ตาละปั้นเป็นผู้รักษาการที่อังวะ เนื่องจากฝ่ายมอญกังวลว่าหากสู้รบในพม่าตอนบนอยู่นานฝ่ายสยามกรุงศรีอยุธยาจะถือโอกาสยกมาโจมตีเมืองเมาะตะมะ ฝ่ายพระเจ้าการิบนิวาซอดีตกษัตริย์มณีปุระซึ่งได้ประทับอยู่ที่กรุงอังวะ เมื่อเสียกรุงอังวะแล้วพระเจ้าการิบนิวาซเสด็จกลับไปยังเมืองมณีปุระแต่พระโอรสคือพระเจ้าจิตไซเกรงว่าพระบิดาจะกลับมาทวงอำนาจคืน จึงส่งคนไปลอบสังหารปลงพระชนม์พระเจ้าการิบนิวาซเสียกลางทาง[15]

รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[แก้]

หลังจากเหตุการณ์การปฏิวัติสยามเมื่อพ.ศ. 2231 พระเพทราชาปราบดิภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อยุธยาก่อตั้งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ในสมัยราชวงส์บ้านพลูหลวงเกิดกบฏขึ้นหลายครั้งได้แก่กบฏธรรมเถียรพ.ศ. 2232 กบฏนครราชสีมาพ.ศ. 2242 และกบฏนครศรีธรรมราชพ.ศ. 2243 ที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสามารถปราบลงได้[16] กษัตริย์อยุธยาราชวงศ์บ้านพลูหลวงจึงมีนโยบายขยายอำนาจของราชสำนักส่วนกลางออกไปยังหัวเมือง[17] โดยการให้สมุหนายกควบคุมหัวเมืองฝ่ายเหนือ และให้สมุหกลาโหมควบคุมหัวเมืองฝ่ายใต้ แต่นโยบายนี้สุดท้ายแล้วทำให้ราชสำนักอยุธยาสูญเสียอำนาจในหัวเมือง[17] ราชสำนักอยุธยาไม่สามารถควบคุมกำลังพลในหัวเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีข้าศึกรุกรานราชสำนักอยุธยาจึงไม่สามารถเรียกเกณฑ์กำลังพลมาป้องกันพระนครได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับนโยบายลดอำนาจหัวเมืองทำให้หัวเมืองมีกำลังไม่เพียงพอไม่สามารถเป็นปราการหน้าด่านสำหรับพระนครได้ ยุทธวิถีการรับศึกพม่าจึงเป็นการตั้งรับศึกอยู่ที่พระนครศรีอยุธยาแต่เพียงเท่านั้น ระบบการปกครองของอยุธยาสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวงนั้น เป็นไปเพื่อการสร้างเสถียรภาพภายในและป้องกันการกบฏเป็นหลัก ไม่ได้เป็นไปเพื่อการตั้งรับการรุกรานจากภายนอก[17] ในขณะเดียวกันการค้าสำเภาระหว่างอยุธยากับจีนราชวงศ์ชิงรุ่งเรืองขึ้น เนื่องจากจีนประสบปัญหาขาดแคลนข้าวโดยเฉพาะในภาคใต้ของจีน ในเวลานั้นราชสำนักจีนมีนโยบายไห่จิ้น (海禁) คือห้ามค้าขายกับต่างประเทศโดยเด็ดขาด ราชสำนักอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระได้ทดลองนำข้าวขนส่งไปกับเรือบรรณาการไปขายที่เมืองกวางตุ้งในพ.ศ. 2265 พระจักรพรรดิคังซีมีพระราชานุญาตให้สยามเข้ามาขายข้าวเป็นกรณีพิเศษ ต่อมาในพ.ศ. 2270 พระจักรพรรดิยงเจิ้งทรงประกาศยกเลิกนโยบายไห่จิ้นทำให้ชาวจีนสามารถค้าขายต่างประเทศได้อย่างอิสระ สยามค้าขายข้ามกับจีนผ่านระบบบรรณาการรวมทั้งพ่อค้าจีนเอกชน สร้างรายได้ให้แก่ราชสำนักอยุธยาและไพร่ที่ปลูกข้าวเพื่อส่งออก[18]

ในพ.ศ. 2276 ก่อนสวรรคตพระเจ้าท้ายสระทรงยกราชสมบัติให้แก่พระโอรสเจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศร์ แทนที่จะทรงมอบให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเจ้าฟ้าพรพระอนุชา ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในอยุธยาระหว่างเจ้าฟ้าพรและเจ้าฟ้าอภัยเจ้าปรเมศร์ ในชั้นแรกฝ่ายวังหน้าถูกทัพฝ่ายวังหลวงตีแตกถอยร่น จนกระทั่งขุนชำนาญชาญณรงค์ขุนนางวังหน้าได้ทูลอาสานำทัพออกไปรบกับฝ่ายวังหลวง สุดท้ายขุนขำนาญสามารถเอาชนะทัพฝ่ายวังหลวงได้ เจ้าฟ้าอภัยและเจ้าปรเมศร์ถูกจับกุมและสำเร็จโทษประหารชีวิต เจ้าฟ้าพรทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงแต่งตั้งให้ขุนชำนาญผู้มีความดีความชอบให้เป็นเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ที่ตำแหน่งพระคลังและเป็นเสนาบดีผู้มีอำนาจ ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศอยุธยาประสบปัญหาขาดแคลนกำลังพลเนื่องจากความเสื่อมของระบบการเกณฑ์ไพร่ ทรงตั้งกรมเจ้านายขึ้นหลายกรมเพื่อควบคุมกำลังพลของเจ้านายแต่ละพระองค์ เป็นการป้องกันการแย่งชิงราชสมบัติ เศรษฐกิจการส่งออกข้าวไปจีนที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นทำให้ไพร่มีรายได้มากขึ้นจากการค้าขายนำไปสู่กำเนิด"ไพร่มั่งมี"[18] หรือคหบดีชนชั้นกลางขึ้น ไพร่จึงหลีกเลี่ยงการเกณฑ์แรงงานออกไปทำผลผลิตค้าขายสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง บรรดาไพร่ไม่ต้องการเป็นไพร่หลวงเนื่องจากถูกใช้งานหนักจึงหลีกเลี่ยงไปเป็นไพร่สมตามกรมเจ้านายแทน ทำให้ระบบการควบคุมกำลังพลของอยุธยาเสื่อมถอยลง ในพ.ศ. 2285 พระยาราชภักดี (สว่าง) สมุหนายก ได้ออกเกลี้ยกล่อมบรรดาไพร่ที่หลบหนีตามแขวงเมืองต่างๆในภาคกลางตอนล่าง สามารถเกลี้ยกล่อมไพร่ให้กลับเข้ารับราชการได้เป็นจำนวนหลายหมื่นคน[19]

รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่บรมโกศตรงกับช่วงปลายสมัยราชวงศ์ตองอูของพม่า ในพ.ศ. 2285 เจ้าเมืองเมาะตะมะและเจ้าเมืองทวายหลบหนีกบฏมอญเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารฯ เจ้าเมืองทั้งสองกราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศว่า "สมิงทอคนหนึ่งเป็นชาติถ่อย คบคิดกันกับพระยาทละกรมช้างกบฏต่อพระเจ้าอังวะ"[20] พ.ศ. 2287 พระมหาธรรมราชาธิบดีกษัตริย์พม่าพระเจ้าอังวะทรงส่งทูตพม่ามายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและเพื่อกราบทูลขอตัวเจ้าเมืองพม่าทั้งสองนั้นกลับไป พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงทรงแต่งคณะทูตมีพระยายมราชเป็นราชทูต พระธนบุรีเป็นอุปทูต[12] เดินทางนำเจ้าเมืองทั้งสองกลับไปพม่า ทูตสยามประกาศสนับสนุนฝ่ายพม่าและให้ทูตพม่าปล่อยข่าวออกไป ทำให้สมิงทอกษัตริย์หงสาวดีซึ่งขณะนั้นกำลังโจมตีเมืองแปรอยู่ เกรงว่าจะถูกสยามโจมตีจากทางตะนาวศรีจึงถอยทัพออกจากเมืองแปร สมิงทอต้องการสานสัมพันธ์กับอยุธยาเพื่อรักษาชายแดนด้านตะนาวศรีให้ปลอดภัย[14] จึงส่งผู้แทนมายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อทูลสู่ขอพระธิดาในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไปเป็นมเหสี ปรากฏว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่บรมโกศทรงพระพิโรธ "อ้ายสมิงธอนี้ มันเป็นชาติกวย เมื่อครั้งมันได้นั่งเมืองหงสาวดีนั้น มันจัดให้มาขอลูกสาวเราใจกำเริบมันไม่คิดถึงตัวมันว่าไม่ใช่เชื้อกษัตริย์"[20] ต่อมาพ.ศ. 2289 สมิงทอกษัตริย์หงสาวดีถูกพญาทะละเสนาบดียึดอำนาจ จนสุดท้ายสมิงทอจำต้องเดินทางลี้ภัยมายังกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศฯทรงให้จำคุกสมิงทอด้วยข้อหาบังอาจมาทูลขอพระธิดา พระยาพระราม พระยากลางเมือง และพระยาน้อยวันดี แม่ทัพมอญผู้ภักดีต่อสมิงทอ ได้อพยพนำชาวมอญจำนวน 400 คน[14][19] เข้ามายังอยุธยา พระราชทานให้ชาวมอญอพยพไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่โพธิ์สามต้น[19]ทางเหนือของอยุธยา ปีต่อมาพ.ศ. 2290 พญาทะละกษัตริย์หงสาวดีองค์ใหม่ส่งทูตมากรุงศรีอยุธยา ขอต้วสมิงทอคืนไม่ให้กรุงศรีอยุธยาเลี้ยงดูสมิงทอไว้ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงเมตตาสมิงทอจึงตัดสินพระทัยให้จับสมิงทอใส่โซ่ตรวนลงเรือสำเภาจีนเนรเทศไปเมืองกวางตุ้ง โดยมีทูตมอญเป็นสักขีพยาน[14] พญาทะละกษัตริย์มอญไม่พอใจที่สยามไม่ยอมส่งมอบตัวสมิงทอให้แต่ไม่สามารถทำอย่างไรได้เนื่องจากต้องการรักษาสัมพันธ์กับสยาม[14] สุดท้ายแล้วสมิงทอหลบหนีออกจากเรือที่เมืองญวน สามารถเดินทางไปยังเมืองเชียงใหม่อยู่กับเจ้าองค์คำเจ้าเชียงใหม่ผู้เป็นพ่อตา ในพ.ศ. 2293 สมิงทอขอกำลังจากเจ้าเชียงใหม่ไปกอบกู้ราชสมบัติหงสาวดีคืนแต่เจ้าเชียงใหม่ไม่เห็นชอบด้วย[14] ในปีเดียวกันนั้น พระยาพระรามหัวหน้าชาวมอญที่โพธิ์สามต้น อาจได้ข่าวว่าสมิงทอมีความเคลื่อนไหว จึงนำปืนสยามพร้อมกำลังมอญบางส่วนลักลอบหลบหนีออกไปทางด่านเจดีย์สามองค์เพื่อช่วยเหลือสมิงทอแต่ถูกจับได้ที่บางแก้วราชบุรี พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงลงพระราชอาญาให้ประหารชีวิตพระยาพระรามพร้อมพรรคพวก[19]

กำเนิดราชวงศ์คองบอง[แก้]

อองไจยะ (Aung Zeiya) หรือ อ่องชัย เกิดที่หมู่บ้านมุกโซโบในลุ่มแม่น้ำมู[21] ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงอังวะ เมื่อพ.ศ. 2259 พงศาวดารพม่าระบุว่าอ่องชัยมาจากวงศ์ตระกูลเป็นขุนนางท้องถิ่นแต่หลักฐานอื่นระบุว่าเดิมเป็นนายพราน เมื่อเติบโตขึ้นอ่องชัยรับราชการเป็นนายบ้านมุกโซโบ เมื่ออุปราชธอลองนำทัพมอญเข้าล้อมกรุงอังวะในพ.ศ. 2295 นั้น อุปราชาหงสาวดีได้ประกาศให้ชาวพม่าในพม่าตอนบนทั้งปวงเข้ามาสวามิภักดิ์ถือน้ำ อ่องชัยซึ่งเป็นเจ้าภาษีได้ปกครองหมู่บ้านจำนวนสี่สิบหกหมู่บ้านในลุ่มแม่น้ำมู เป็นหนึ่งในขุนนางพม่าที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อมอญ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2295 หนึ่งเดือนก่อนเสียกรุงอังวะ[21] อ่องชัยได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าอลองพญา แปลว่า พระโพธิสัตว์ เมื่อเสียกรุงอังวะให้แก่มอญในเดือนมีนาคม พระเจ้าอลองพญาทรงแปลงนามหมู่บ้านมุกโซโบเป็นเมืองรัตนสิงห์หรือเมืองชเวโบ ทรงให้สร้างป้อมตั้งค่ายขุดคูเมืองที่ชเวโบเตรียมรับศึกมอญ ฝ่ายอุปราชหงสาวดีเกรงว่ากรุงศรีอยุธยาจะตีกระหนาบหลังทางทวาย[22] หลังจากพิชิตพม่ากรุงอังวะได้สำเร็จแล้วจึงรีบนำทัพกลับลงไปหงสาวดี ตั้งให้ตาละปั้นเป็นผู้รักษาเมืองอังวะ ตาละปั้นส่งกองกำลังมอญมาสู้รบพระเจ้าอลองพญาแต่ไม่สำเร็จถูกตีแตกพ่าย ในเดือนมิถุนายน[22] ตาละปั้นแม่ทัพมอญยกทัพมาด้วยตนเองเข้าโจมตีเมืองรัตนสิงห์ชเวโบแต่พ่ายแพ้ พระเจ้าอลองพญาทรงปราบปรามชุมนุมต่างๆในพม่าตอนบนรวบรวมชาวพม่าให้เป็นเอกภาพในการกอบกู้บ้านเมืองจากมอญ ในปลายปีพ.ศ. 2296 พระเจ้าอลองพญาทรงให้มังระราชบุตร (ต่อมาคือพระเจ้ามังระ) ยกทัพพม่าเข้าโจมตีล้อมเมืองอังวะ จนสามารถยึดเมืองอังวะคืนจากมอญได้สำเร็จในเดือนมกราคม พ.ศ. 2297 อุปราชมอญและแม่ทัพตาละปั้นยกจากหงสาวดียกขึ้นมาล้อมกรุงอังวะแต่ไม่สำเร็จ เจ้าชายมังระสามารถรักษาอังวะไว้ได้ ในเวลานั้นชาวพม่าที่เมืองแปรได้ลุกฮือขึ้นและขับไล่มอญออกจากเมือง ตาละปั้นยกเข้าล้อมเมืองแปร แต่พระเจ้าอลองพญาทรงตีทัพตาละปั้นขับไล่ออกไปจากแปรได้ในพ.ศ. 2298[22] ทำให้พระเจ้าอลองพญาทรงมีอำนาจลงไปจรดถึงเมืองแปร

พระเจ้าอลองพญาเสด็จยกทัพเข้ารุกรานยึดครองพม่าตอนล่างปากแม่น้ำอิระวดีอย่างรวดเร็ว ในพ.ศ. 2298 พระเจ้าอลองพญาทรงโจมตีเมืองตะโก้ง ในเวลานั้นชาวมอญได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสนำโดยนายบริวโนผู้แทนฝรั่งเศส ทัพฝ่ายมอญมีความได้เปรียบเนื่องจากมียุทโธปกรณ์ตะวันตกที่ทันสมัยได้รับจากฝรั่งเศส พระเจ้าอลองพญาทรงร้องขออาวุธปืนจากอังกฤษที่มีเนกราย[21] แต่ยังไม่ทันส่งมอบอาวุธพระเจ้าอลองพญาทรงยึดได้เมืองตะโก้งเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองร่างกุ้ง หลังจากนั้นพระเจ้าอลองพญาจึงยกทัพเข้าโจมตีเมืองสิเรียมในเดือนพฤษภาคม เมืองสิเรียมของมอญเป็นเมืองที่มีป้อมปราการแข็งแรงและมีอาวุธทันสมัย เนื่องจากมีทั้งชาวอังกฤษและชาวฝรั่งเศสตั้งสถานีการค้าอยู่ ฝ่ายอังกฤษซึ่งในขณะนั้นมีความขัดแย้งกับฝรั่งเศสในสงครามเจ็ดปี จึงตัดสินใจให้การสนับสนุนแก่พระเจ้าอลองพญา แต่พระเจ้าอลองพญาทรงไม่ไว้วางพระทัยอังกฤษเนื่องจากทราบว่ามีเรือรบอังกฤษชื่อว่าอาร์โคต (Arcot) ได้ร่วมรบในฝ่ายมอญ[21]ที่สิเรียม ในปลายปีพ.ศ. 2298 พระเจ้าอลองพญาเกรงว่าจะถูกมณีปุระและไทใหญ่โจมตีด้านเหนือ จำต้องจัดทัพล้อมเมืองสิเรียมไว้แล้วเสด็จขึ้นไปเมืองอังวะ ส่งทัพพม่าเข้าปราบมณีปุระในพ.ศ. 2298 สร้างความเสียหายแก่มณีปุระ เหตุการณ์นี้ถูกขนานนามว่า "ความเสียหายครั้งที่หนึ่ง" (Koolthakahalba)[23] ของมณีปุระ เมื่อปราบมณีปุระแล้วพระเจ้าอลองพญาจึงเสด็จกลับลงมาที่สิเรียมในต้นปีพ.ศ. 2299 การล้อมเมืองสิเรียมกินเวลากว่าสิบเอ็ดเดือน[14] นายบริวโนแม่ทัพฝรั่งเศสขอกำลังเสริมจากเมืองปอนดีเชอรี จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม กลางปีพ.ศ. 2299 พระเจ้าอลองพญาทรงเกรงว่ากำลังหนุนฝรั่งเศสจะมาถึง จึงจัดตั้ง"กองกำลังผู้กล้าแห่งสิเรียม" (Golden Company of Syriam)[24] ประกอบด้วยผู้กล้าจำนวน 93 คน สละชีพรับกระสุนปืนฝรั่งเศสเป็นทัพหน้าเพื่อเปิดทางให้แก่ทัพพม่า จนพระเจ้าอลองพญาทรงสามารถตีเมืองสิเรียมแตกได้ในที่สุด เมื่อเรือบรรทุกอาวุธฝรั่งเศสมาถึงเมืองสิเรียม สามวันหลังจากเสียเมือง พระเจ้าอลองพญาทรงบังคับให้นายบริวโนเขียนจดหมายให้นายเรือฝรั่งเศสนำเรือเข้ามา[22] แล้วฝ่ายพม่าได้เข้ายึดเรือฝรั่งเศสทั้งสองนั้น ได้อาวุธยุทโธปกรณ์ ปืนใหญ่และปืนคาบศิลาที่ทันสมัยจำนวนมากมาไว้ในครอบครอง หลังจากนั้นพระเจ้าอลองพญาทรงประหารชีวิตนายบริวโนชาวฝรั่งเศสด้วยการย่างไฟ

การที่พระเจ้าอลองพญายึดเมืองสีเรียมได้เป็นการทำลายที่มั่นของฝรั่งเศสในการช่วยเหลือมอญหงสาวดี หลังจากพักค้างฤดูฝนพระเจ้าอลองพญาทรงยกทัพเข้าล้อมเมืองหงสาวดีในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2299 ฝ่ายหงสาวดีพญาทะละกษัตริย์หงสาวดีและอนุชาคืออุปราชธอลองยินยอมเจรจาสงบศึกเป็นประเทศราชของพม่าแต่โดยดี พญาทะละส่งบุตรสาวของตน ซึ่งตาละปั้นหมายมั่นว่าจะแต่งงานด้วย ให้อุปราชนำไปถวายพระเจ้าอลองพญา พระเจ้าอลองพญาทรงคุมตัวอุปราชไว้ ทำให้แม่ทัพตาละปั้นไม่พอใจและไม่เห็นด้วยไม่ต้องการสงบศึกกับพม่า จึงออกโจมตีฝ่าวงล้อมพม่าออกไปทางเมืองสะโตงไปยังเชียงใหม่ พระเจ้าอลองพญาดำริว่าฝ่ายหงสาวดีหลงกลแล้วจึงตรัสว่าฝ่ายหงสาวดีสงบศึกแล้วแต่กลับเสียสัจจะส่งตาละปั้นออกมารบอีก จึงส่งทัพเข้าโจมตีเมืองหงสาวดีอีกครั้ง การล้อมเมืองหงสาวดีกินเวลาประมาณหกเดือน จนกระทั่งเดือนพฤษภาคมพ.ศ. 2300 ฝ่ายพม่าสามารถเข้ายึดเมืองหงสาวดีได้ พระเจ้าอลองพญาทรงช้างเสด็จเข้าเมืองหงสาวดีทางประตูเมืองยางทิศใต้ จับกุมพญาทะละกษัตริย์หงสาวดีได้ พระเจ้าอลองพญาพิโรธที่ฝ่ายมอญได้ปลงพระชนม์พระมหาธรรมราชาธิบดีอดีตกษัตริย์พม่า[14] (พงศาวดารมอญระบุว่าพระมหาธรรมราชาฯประชวรสิ้นพระชนม์ ส่วนหลักฐานพม่าระบุว่าพญาทะละมีคำสั่งให้ปลงพระชนม์) พระเจ้าอลองพญามีพระราชโองการให้เผาทำลายเมืองหงสาวดีที่ได้สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าบุเรงนองลงอย่างราบคาบ และให้ฆ่าพระสงฆ์มอญกว่าพันรูปเนื่องจากพิโรธว่าพระสงฆ์มอญทำมงคลตะกรุดประเจียดลงยันต์ให้แก่ทหารมอญถือว่าศีลขาดแล้ว[14] จากนั้นพระเจ้าอลองพญาทรงกวาดต้อนชาวมอญหงสาวดี พร้อมทั้งพญาทะละและอุปราชไปไว้ที่เมืองร่างกุ้ง นับจากนั้นเมืองร่างกุ้งจึงกลายเป็นศูนย์กลางของพม่าตอนล่างแทนที่เมืองหงสาวดี พระเจ้าอลองพญามีพระราชโองการให้อังกฤษเมืองเนกรายมาเข้าเฝ้าที่เมืองแปร โธมัส เลสเตอร์ (Thomas Lester) ผู้แทนอังกฤษจากเนกรายจึงเดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอลองพญา[21] นายเลสเตอร์ต้องถอดรองเท้าคลานเข่าเข้าหากษัตริย์พม่า[21] นำไปสู่ข้อตกลงสนธิสัญญาอังกฤษ-พม่า พ.ศ. 2300 พระเจ้าอลองพญาทรงอนุญาตให้อังกฤษตั้งสถานีการค้าที่เนกรายและพะสิม โดยที่อังกฤษตอบแทนด้วยการส่งดินดำให้แก่ราชสำนักพม่าทุกปี[21]

ความขัดแย้งภายในอยุธยา[แก้]

เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ถึงแก่กรรมในพ.ศ. 2269 ทำให้เกิดสูญญากาศทางอำนาจภายในราชสำนักอยุธยา กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กรมขุนเสนาพิทักษ์ ทรงมีอำนาจขึ้น ทรงสามารถลงพระอาญาเฆี่ยนพระยากลาโหม (ปิ่น) จนเสียชีวิต กรมพระราชวังบวรฯทรงเผชิญกับการท้าทายอำนาจจากเจ้าสามกรม ประกอบด้วย กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศฯซึ่งประสูติแต่พระสนม ในพ.ศ. 2298 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงแต่งตั้งเสนาบดีได้แก่;[19]

  • พระยาราชสุภาวดีบ้านประตูจีน เป็น เจ้าพระยาอภัยราชาว่าที่สมุหนายก
  • พระยาธรรมไตรโลกบ้านคลองแกลบ เป็น เจ้าพระยามหาเสนาบดีสมุหกลาโหม
  • พระยาบำเรอภักดิ์ เป็น พระยารัตนาธิเบศร์ว่าที่กรมวัง

พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรฯประชวรเป็นพระโรคสำหรับบุรุษไม่ได้เข้าเฝ้าถึงสามปีเศษ เจ้าสามกรมแต่งตั้งข้าในกรมให้มียศเป็นขุนสูงเกินกว่าศักดิ์ กรมพระราชวังบวรฯมีพระบัณฑูรให้นำตัวข้าในกรมของเจ้าสามกรมมาลงพระอาญาโบยหลัง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2299 กรมหมื่นสุนทรเทพกราบทูลฯว่ากรมพระราชวังบวรฯเป็นชู้กับเจ้าฟ้านิ่มเจ้าฟ้าสังวาล พระชายาในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศฯ กรมพระราชวังบวรฯทรงถูกจำและรับเป็นสัตย์ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศฯทรงลงพระราชอาญาให้เฆี่ยนกรมพระราชวังบวรฯ 230 ครั้ง เฆี่ยนไปได้ 180 ครั้ง กรมพระราชวังบวรฯจึงดับสูญสิ้นพระชนม์ จากนั้นตำแหน่งมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงว่างลง ในพ.ศ. 2300 กรมหมื่นเทพพิพิธปรึกษาด้วยเจ้าพระยาอภัยราชาสมุหนายก เจ้าพระยามหาเสนา พระยาพระคลัง กราบทูลฯขอพระราชทานยกให้เจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์ต่อมา กรมขุนพรพินิตทูลว่ามีพระเชษฐาเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีอยู่ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศตรัสว่ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้นโฉดเขลาหาสติปัญญาและความเพียรมิได้ ถ้าให้เป็นพระมหาอุปราชบ้านเมืองจะวิบัติฉิบหายเสีย เห็นแต่กรมขุนพรพินิตมีสติปัญญา พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมีพระราชโองการให้กรมขุนอนุรักษ์มนตรีไปผนวชที่วัดละมุดปากจั่น เจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตจึงอุปราชาภิเษกขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่ยังคงประทับอยู่ที่พระตำหนักสวนกระต่ายตามแต่เดิม[19]

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคตเมื่อแรม 5 คำ เดือน 6 จุลศักราช 1120 (26 เมษายน พ.ศ. 2301) กรมหมื่นเทพพิพิธอัญเชิญพระแสงดาบให้ชาวที่นำไปประดิษฐานไว้ที่พระตำหนักสวนกระต่ายอันเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรฯ ฝ่ายเจ้าสามกรมซึ่งกำลังซ่องสุมอยู่ที่ตำหนักศาลาลวดนั้น ได้เชิญเอาพระแสงบนพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ไปไว้ที่ตำหนักศาลาลวด ฝ่ายกรมขุนอนุรักษ์มนตรีซึ่งได้ผนวชอยู่ที่วัดละมุดปากจั่นนั้น ได้เสด็จมายังกรุงศรีอยุธยา กรมขุนอนุรักษ์มนตรีมีคำสั่งให้กรมหมื่นเทพพิพิธพระแสงในโรงแสงต้นไปไว้ที่พระตำหนักสวนกระต่ายทั้งหมด เพื่อเป็นการตอบโต้เจ้าสามกรม กรมพระราชวังบวรฯกรมขุนพรพินิต มีพระบัณฑูรให้ข้าทูลละอองฯทั้งปวงมาเข้าเฝ้าที่ตำหนักสวนกระต่าย ในเวลาเดียวกันนี้ เจ้าสามกรมส่งคนปีนกำแพงเข้าทลายประตูโรงแสงนอกยึดอาวุธปืนไปเป็นจำนวนมาก เมื่อเห็นว่ากรุงศรีอยุธยากำลังจะเข้าสู่สงครามกลางเมือง พระราชาคณะจำนวนห้ารูป นำโดยพระเทพมุนีวัดกุฎีดาว ไปเกลี้ยกล่อมให้เจ้าสามกรมยอมรับอำนาจของกรมพระราชวังบวรฯ เจ้าสามกรมยอมเชื่อฟังคำของพระราชาคณะและเดินทางไปเข้าเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ แต่ทว่ากรมพระราชวังบวรฯทรงปรึกษากับกรมขุนอนุรักษ์มนตรี จับกุมตัวเจ้าสามกรมไปกุมขังไว้ แล้วลงพระอาญาสำเร็จโทษเจ้าสามกรมด้วยท่อนจันทน์ตามประเพณี[19]

กรมพระราชวังบวรฯกรมขุนพรพินิต เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าอุทุมพร เมื่อวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7 (12 พฤษภาคม) แต่กรมขุนอนุรักษ์มนตรีซึ่งผนวชอยู่ในสมณเพศนั้น กลับไปประทับที่พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ไม่เสด็จกลับวัดละมุด พระเจ้าอุทุมพรอยู่ในราชสมบัติประมาณหนึ่งเดือน ทรงเผชิญกับการกดดันทางการเมืองจากพระเชษฐา จนทรงสละราชสมบัติในที่สุดเมื่อวันแรม 1 ค่ำ เดือน 7 (22 พฤษภาคม) ถวายราชสมบัติให้แก่กรมขุนอนุรักษ์มนตรีพระเชษฐา กรมขุนอนุรักษ์มนตรีเจ้าฟ้าเอกทัศน์จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อข้างขึ้นเดือน 8 ฝ่ายพระเจ้าอุทุมพรเสด็จออกผนวชที่วัดประดู่ทรงธรรม ได้รับสมัญญานามว่า "ขุนหลวงหาวัด" กรมหมื่นเทพพิพิธออกบวชลี้ภัยทางการเมืองประทับอยู่ที่วัดกระโจม เมื่อพระเจ้าเอกทัศน์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พี่ชายของเจ้าจอมเพ็งสองคนได้แก่ พระยาราชมนตรี (ปิ่น) และจมื่นศรีสรรักษ์ (ฉิม) ขึ้นมามีอำนาจในราชสำนัก

พระยาราชมนตรีและจมื่นศรีสรรักษ์ถือตนว่ามีอำนาจหมื่นประมาทขุนนางเสนาบดีระดับสูง สร้างความไม่พอใจให้แก่ขุนนางกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในเดือนสิบสอง กลุ่มขุนนางประกอบด้วยเจ้าพระยาอภัยราชา (ประตูจีน) สมุหนายก พระยายมราชเสนาบดีนครบาล พระยาเพชรบุรีเจ้าเมืองเพชรบุรี หมื่นทิพเสนา นายจุ้ย และนายเพ็งจันทร์ วางแผนการกบฏล้มอำนาจพระเจ้าเอกทัศน์คืนราชสมบัติให้แก่พระเจ้าอุทุมพรขุนหลวงหาวัด เจ้าพระยาอภัยราชานำคณะผู้ก่อการไปเข้าเฝ้ากรมหมื่นเทพพิพิธที่วัดกระโจม ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธ ซึ่งยังคงจงรักภักดีต่อพระเจ้าอุทุมพร ยินยอมเป็นผู้นำในการกบฏครั้งนี้ กรมหมื่นเทพพิพิธนำคณะผู้ก่อการไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอุทุมพรที่วัดประดู่ทรงธรรม พระเจ้าอุทุมพรไม่มีพระทัยปรารถนาจะครองราชสมบัติจึงตรัสตอบว่า "รูปเป็นสมณะ จะคิดอ่านการแผ่นดินนั้นไม่ควร ท่านทั้งปวงจะเหนเปนประการใดก็ตามแต่จะคิดกันเถีด"[19] ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธเข้าใจว่าพระเจ้าอุทุมพรทรงตอบตกลงแล้ว จึงดำเนินการตามแผนการ พระเจ้าอุทุมพรทรงไม่ไว้วางพระทัยกรมหมื่นเทพพิพิธ "คนเหล่านี้คิดขบถจะทำการใหญ่ ถ้าเขาทำการสำเรจ์จับพระเชษฐาได้แล้ว เขาก็จะมาจับเราเสียด้วยจะยกกรมหมื่นเทพพิพิธ ขึ้นครองราชสมบัดิ์ เราสองคนพี่น้องก็จะภากันตาย"[19] พระเจ้าอุทุมพรจึงตัดสินพระทัยนำความกบฏไปทูลพระเชษฐาพระเจ้าเอกทัศน์ พร้อมทั้งถวายพระพรขอไว้ชีวิตคณะผู้ก่อการกบฏครั้งนี้ พระเจ้าเอกทัศน์จงมีพระราชโองการให้จับกุมคณะกบฏ เจ้าพระยาอภัยราชา พระยายมราช พระยาเพชรบุรี ถูกจับกุมและเฆี่ยน หมื่นทิพเสนาและนายเพ็งจันทร์หลบหนีไปได้ กรมหมื่นเทพพิพิธเสด็จหนีจากวัดกระโจมพร้อมทั้งบุตรธิดาไปทางตะวันตกแต่ทรงถูกจับกุมได้ที่พระแท่นดงรัง พระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชโองการให้เนรเทศฝากกรมหมื่นเทพพิพิธพร้อมทั้งบุตรธิดาลงเรือกำปั่นฮอลันดาออกไปยังเมืองลังกา ในพ.ศ. 2301 นั้นเอง นอกจากนี้ พระเจ้าเอกทัศน์ยังหมายจะลงพระราชอาญาแก่พระยาพระคลังในฐานะรู้เห็นต่อการกบฏ พระยาพระคลังจึงถวายเงินให้แด่พระเจ้าเอกทัศน์ พระเจ้าเอกทัศน์จึงปูนบำเหน็จพระยาพระคลังขึ้นเป็น"เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหนายก" เป็นสมุหนายกต่อจากเจ้าพระยาอภัยราชา (ประตูจีน) ซึ่งถูกกุมขังอยู่

ตะนาวศรีจนถึง พ.ศ. 2300[แก้]

"พงศาวดารทวาย" (Dawei Yazawin) บรรยายตำนานการสร้างเมืองทวายไว้ว่า กาลครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่บริเวณเมืองทวาย ผีนัตท้องถิ่นชื่อว่าทุรคาได้ถวายผลทุเรียนให้พระพุทธเจ้าเสวย พระพุทธเจ้าจึงมีพุทธทำนายว่าจะเกิดเมืองขึ้นในที่แห่งนี้ ต่อมาท้าวสักกะเทวราชหรือพระอินทร์ ได้ส่งผีนัตสตรีมามีบุตรกับฤๅษีชื่อว่ากวีนันท์ เกิดเป็นเด็กชายขึ้นมา ต่อมาเด็กชายคนนี้จงปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็น"พระเจ้าสามนตราชา"แห่งเมืองสาคร (Thagara) ในพ.ศ. 1249 ซึ่งเมืองสาครนี้คือเมืองทวายแห่งแรก อยู่ทางเหนือของเมืองทวายในปัจจุบันทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำทวาย ในขณะที่พงศาวดารมอญพม่าระบุว่า กษัตริย์พม่าเมืองพุกามชื่อว่าพระเจ้าอลังคจอสู เสด็จลงมาปราบเมืองมอญสะเทิมสุธรรมวดี แล้วเสด็จประพาสมายังบริเวณเมืองทวาย ทรงพบต้นทุเรียนขึ้นอยู่จำนวนมาก จึงมีพระราชโองการให้สร้างเมืองทวายขึ้นเพื่อส่งส่วยทุเรียนให้แก่ราชสำนักพุกาม[14] นายฟรานซิส เมสัน (Francis Mason) มิชชันนารีชาวอเมริกันซึ่งได้เดินทางมายังเมืองทวายในพ.ศ. 2374 ซึ่งทวายอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษแล้วนั้น บันทึกตำนานการสร้างเมืองทวายไว้ว่าในปีพ.ศ. 1747 พระเจ้านรปติสิธูกษัตริย์พม่าพุกามเสด็จลงมาตั้งเมืองทวาย แล้วทรงให้ชาวพม่าอพยพเข้ามาอยู่เมืองทวาย เป็นเหตุให้ชาวทวายพูดภาษาตระกูลพม่า[25] "เมืองทวายซึ่งพระเจ้าอลังคจอสู่สร้างไว้ให้พวกพม่าอยู่นั้น คนทั้งหลายในเมืองนั้นจึงพูดเปนภาษาพม่า ครั้นนานมาภาษานั้นเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ว่าพม่าพอฟังได้"[14] จารึกในสมัยพุกามระบุว่า เมืองทวายเป็นเมืองสุดเขตแดนทางทิศใต้ของอาณาจักรพุกาม

ต่อมาเมืองทวายจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรมอญหงสาวดีซึ่งปกครองพม่าตอนล่าง พงศาวดารมอญพม่าระบุว่า เจ้าเมืองทวายเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าฟ้ารั่ว[14] ซึ่งเป็นกษัตริย์มอญที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรสุโขทัย ในปีพ.ศ. 1933 เมืองทวายย้ายไปตั้งอยู่ที่เมืองเวยดี (Weidi)[26] ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองทวายในปัจจุบัน อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำทวาย และต่อมามีการตั้งเมืองโมกติ (Mokti) หรือเมืองมุตตสุขนครขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ ต่อมาในพ.ศ. 2031 สมเด็จพระบรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยาเสด็จยึดเมืองทวายได้ หลังจากนั้นเมืองทวายจึงอยู่ภายใต้การปกครองของสยาม ส่วนเมืองตะนาวศรีนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยานับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นอย่างน้อย ดังปรากฏในจารึกลานทองที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองตะนาวศรีในพ.ศ. 2005[27] เมืองตะนาวศรีปรากฏในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหาร หัวเมือง มีราชทินนามว่า"ออกญาไชยาธิบดี" เมืองตะนาวศรีและเมืองทวายปรากฏเป็นเมืองเจ้าพระยามหานครในกฎมณเฑียรบาลที่เจ้าเมืองต้องเข้ามาถือน้ำพิพัฒน์สัตยา "พงศาวดารมะริด" (Myeik Yazawin) ระบุว่า ในพ.ศ. 2074 เจ้าเมืองตะนาวศรีชื่อว่า"พญาราม"ได้สร้างเมืองท่าขึ้นใหม่ชื่อเมืองมะริด เพื่อทดแทนเมืองท่าเดิมที่ตะกอนทับถมจนตื้นเขิน เมืองมะริดจึงถือกำเนิดอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองตะนาวศรี

พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพมาโจมตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง จึงยึดเมืองทวายและตะนาวศรีไปได้ทั้งหมด[12] หลังจากนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จยกทัพเข้าโจมตีเมืองตะนาวศรีและเมืองทวายคืนจากพม่าได้ในพ.ศ. 2136[12] ชายฝั่งตะนาวศรีสลับผลัดเปลี่ยนมือระหว่างพม่าและสยามหลายครั้ง ท้ายที่สุดพระเจ้าอโนตเพ็ตลุนกษัตริย์พม่าได้เข้ายึดเมืองทวายในพ.ศ. 2157 นับจากนั้นมาเมืองทวายจึงอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ในขณะที่เมืองมะริดและตะนาวศรีอยู่ภายใต้การปกครองของสยามกรุงศรีอยุธยา สถานการณ์ในชาวฝั่งตะนาวศรีคงที่อยู่ในลักษณะนี้เป็นระยะเวลาร้อยกว่าปี เมืองมะริดบนฝั่งทะเลอันดามันเป็นเมืองท่าหลักของอยุธยา ซึ่งเป็นแหล่งการค้ากับอินเดียและชาติตะวันตกที่สำคัญ[1] ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2224 ทรงแต่งตั้งให้นายริชาร์ด เบอร์นาบี (Richard Burnaby) ชาวอังกฤษ มาเป็นเจ้าเมืองมะริด นายเบอร์นาบีเจ้าเมืองมะริด และนายแซมมวล ไวท์ (Samuel White) ได้ทำการแก้แค้นส่วนตัวด้วยการต่อเรือขึ้นที่เมืองมะริดและยกกองเรือไปโจมตีเรือสินค้าของอังกฤษในมหาสมุทรอินเดีย เป็นเหตุให้อังกฤษประกาศสงครามกับสยาม นำไปสู่สงครามอังกฤษ-สยามในพ.ศ. 2230 เรืออังกฤษเดินทางมายังเมืองมะริด เจ้าเมืองตะนาวศรียกทัพสยามเข้าสังหารชาวอังกฤษที่เมืองมะริดไปสิ้น

ในพ.ศ. 2283 เมื่อมอญเป็นกบฏต่อพม่าขึ้นที่หงสาวดี เจ้าเมืองเมาะตะมะชาวพม่าชื่อว่ามังนราจอสู มีความเกรงกลัวว่าชาวมอญในเมืองเมาะตะมะจะเป็นกบฏขึ้นบ้าง จึงตัดสินใจละทิ้งเมืองเมาะตะมะอพยพลี้ภัยมาอยู่ที่เมืองทวาย[14] ต่อมาสมิงทอพระเจ้าหงสาวดีมีคำสั่งให้มังนราจอสูไปสวามิภักดิ์ต่อมอญที่หงสาวดี มิฉะนั้นจะส่งกำลังไปโจมตี ชาวเมืองทวายเกรงกลัวทัพหงสาวดีจึงปรึกษากันว่าจะจับมังนราจอสูส่งให้หงสาวดี มังนราจอสูเจ้าเมืองเมาะตะมะพร้อมทั้งมังลักแวเจ้าเมืองทวายจึงตัดสินใจพาครอบครัวหลบหนีเข้ามาที่เมืองตะนาวศรีของสยาม[14] พระยาตะนาวเจ้าเมืองตะนาวศรีมีใบบอกเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงมีพระราชโองการให้พระยาตะนาวส่งตัวเจ้าเมืองเมาะตะมะและเจ้าเมืองทวายมายังกรุงศรีอยุธยา พร้อมทั้งมีราชโองการให้พระยาตะนาวยกทัพไปรักษาเมืองทวายไว้[14] เมืองทวายจึงตกเป็นของกรุงศรีอยุธยาในเวลาสั้นๆ ต่อมาพระมหาธรรมราชาธิบดีกษัตริย์พม่าพระเจ้าอังวะจึงแต่งตั้งเจ้าเมืองทวายคนใหม่ชื่อมังนายหลา เมื่อกรุงอังวะเสียให้แก่มอญในพ.ศ. 2295 เมืองทวายจึงถูกตัดขาดและแยกตัวโดดเดี่ยว เมืองเมาะตะมะและเมืองทวายนั้นเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่หงสาวดี "พงศาวดารทวาย"ระบุว่า ในพ.ศ. 2297 มังนายหลาเจ้าเมืองทวายได้ย้ายเมืองทวายมาตั้งเมืองทวายใหม่ในตำแหน่งปัจจุบัน[26] เจ้าเมืองทวายมีจดหมายถึงอังกฤษขอความช่วยเหลือในการป้องกันเมืองทวายจากชาวมอญ ต่อมาในพ.ศ. 2300 เมื่อพระเจ้าอลองพญาพิชิตเมืองหงสาวดีแล้ว เมืองเมาะตะมะจึงขึ้นแก่พระเจ้าอลองพญาแต่เมืองทวายยังคงเป็นอิสระ ในสนธิสัญญาระหว่างอังกฤษและพระเจ้าอลองพญาในพ.ศ. 2300 มีข้อสัญญาระบุว่าอังกฤษจะงดไม่ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่เจ้าเมืองทวาย แสดงว่าในปีพ.ศ. 2300 นั้น เมืองทวายยังคงเป็นอิสระอยู่

กบฏมอญต่อพม่า พ.ศ. 2301[แก้]

ในปีพ.ศ. 2298 หลังจากที่พระเจ้าอลองพญาทรงสามารถยึดเมืองร่างกุ้งจากมอญได้สำเร็จแล้ว จึงส่งทัพเข้าโจมตีเมืองสีเรียมของมอญ ซึ่งมีทั้งชาวอังกฤษและชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่ ชาวอังกฤษที่เมืองสีเรียมแสดงสัมพันธไมตรีต่อพระเจ้าอลองพญาด้วยการแล่นเรือรบของอังกฤษทั้งหมดที่เมืองสิเรียมไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอลองพญาที่เมืองร่างกุ้ง เรือของอังกฤษลำหนึ่งชื่อว่าเรืออาร์โคต (Arcot) มีกัปตันเรือชื่อว่าโรเบิร์ต แจ็คสัน (Robert Jackson) มีความเห็นที่แตกต่างไปจากชาวอังกฤษอื่นๆ กัปตันแจ็คสันไม่ต้องการเข้าฝ่ายพระเจ้าอลองพญา กัปตันแจ็คสันไม่ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอลองพญาด้วยตนเองแต่ส่งผู้แทนชื่อว่าจอห์น ไวท์ฮิล (John Whitehill) ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอลองพญาแทน พระเจ้าอลองพญามีพระราชโองการให้เรือรบอังกฤษส่งมอบอาวุธปืนทั้งหมดให้แก่ฝ่ายพม่าเพื่อใช้ในการรบกับมอญ กัปตันแจ็คสันไม่พอใจและไม่ยินยอมถวายอาวุธให้แก่พระเจ้าอลองพญา ต่อมาพระเจ้าอลองพญาจำต้องเสด็จขึ้นเหนือไปประทับที่เมืองอังวะเพื่อรบกับไทใหญ่และมณีปุระ ฝ่ายมอญและฝรั่งเศสที่เมืองสีเรียมฉวยโอกาสนี้ ยกทัพเรือเข้าโจมตีเมืองร่างกุ้ง ปรากฏว่าเรืออาร์โคตและกัปตันแจ็คสันเข้ากับฝ่ายมอญโจมตีฝ่ายพม่า สุดท้ายแล้วฝ่ายมอญและฝรั่งเศสต้องถอยทัพกลับไป เมื่อพระเจ้าอลองพญาเสด็จกลับมาที่เมืองร่างกุ้ง ทรงทราบว่าเรืออาร์โคตได้ทรยศไปเข้ากับฝ่ายมอญมาโจมตีฝ่ายพม่า ทำให้พระเจ้าอลองพญาทรงพระพิโรธเรืออาร์โคตและนายไวท์ฮิล อันเป็นผู้แทนของกัปตันแจ็คสันที่ส่งไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอลองพญา[28]

พระเจ้าการิบนิวาซแห่งมณีปุระได้สละราชสมบัติให้แก่พระโอรสคือพระเจ้าจิตไซในพ.ศ. 2292 แต่พระเจ้าการิบนิวาซมีพระโอรสอีกองค์หนึ่งคือเจ้าชายศยามไซ ซึ่งเป็นพระโอรสที่โปรดปราน ทำให้พระเจ้าจิตไซกษัตริย์มณีปุระพระองค์ใหม่มีความอิจฉา พระเจ้าจิตไซจึงทรงขับไล่เนรเทศพระเจ้าการิบนิวาซพระบิดาให้ออกไปพ้นจากมณีปุระพร้อมทั้งเจ้าชายศยามไซ พระเจ้าการิบนิวาซและเจ้าชายศยามไซจึงเสด็จลี้ภัยมาอยู่ที่กรุงอังวะ เมื่อเมืองอังวะเสียให้แก่มอญในพ.ศ. 2295 พระเจ้าการิบนิวาซและเจ้าชายศยามไซจึงเสด็จกลับเมืองมณีปุระ ฝ่ายพระเจ้าจิตไซเกรงว่าพระบิดาจะกลับมายึดอำนาจและยกราชสมบัติให้แก่ศยามไซ จึงส่งคนไปทำการลอบปลงพระชนม์พระเจ้าการิบนิวาซและเจ้าชายศยามไซเสียกลางทาง การที่พระเจ้าจิตไซทำการลอบปลงพระชนม์พระบิดาการิบนิวาซทำให้ชาวมณีปุระไม่พอใจ จนเจ้าชายภารัตไซ (Bharatsai) พระโอรสของพระเจ้าการิบนิวาซอีกองค์ ทำการล้มอำนาจพระเจ้าจิตไซและยึดราชสมบัติในพ.ศ. 2295 เป็นพระเจ้าภารัตไซ แต่ทว่าปีต่อมาพระเจ้าภารัตไซถูกยึดอำนาจ และยกให้เจ้าชายโกริศยาม (Gaurisiam) ซึ่งเป็นโอรสของเจ้าชายศยามไซและเป็นนัดดาของพระเจ้าการิบนิวาซ เป็นกษัตริย์มณีปุระองค์ต่อมา เมื่อพระเจ้าอลองพญาทรงสามารถพิชิตเมืองหงสาวดีได้ในพ.ศ. 2300 พระเจ้าอลองพญาเสด็จกรีฑาทัพเข้ารุกรานมณีปุระในปลายปีพ.ศ. 2301 เพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่พระเจ้าการิบนิวาซ และเพื่อประดิษฐานพระพุทธศาสนาในมณีปุระ อนุชาของพระเจ้าโกริศยาม คือ อุปราชภัคยจันทร์ (Bhagyachandra) ยกทัพมณีปุระออกมาตั้งรับทัพพม่าแต่ถูกพระเจ้าอลองพญาตีแตกพ่ายไป พระเจ้าโกริศยามพร้อมทั้งชาวเมืองมณีปุระ ต่างหลบหนีเข้าป่าไปหมดสิ้น เมื่อพระเจ้าอลองพญาเสด็จเข้าเมืองอิมผาลราชธานีมณีปุระ เมืองนั้นว่างเปล่าไร้ผู้คน[23]

ในระหว่างที่พระเจ้าอลองพญาเสด็จยกทัพไปตีเมืองมณีปุระอยู่นั้น ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2301 ชาวมอญในพม่าตอนล่างเป็นกบฏต่อพม่าขึ้น ชาวมอญสามารถเข้ายึดเมืองหงสาวดีและเมืองร่างกุ้งได้ "เนเมียวนรธา"เจ้าเมืองหงสาวดีที่พระเจ้าอลองพญาทรงแต่งตั้งไว้ ต้องถอยออกจากเมืองหงสาวดี พระเจ้าอลองพญาประทับอยู่ในเมืองอิมผาลของมณีปุระได้เก้าวัน ก็ทรงทราบข่าวว่ามอญเป็นกบฏขึ้น จึงรีบเสด็จกลับยังพม่า แต่ในระหว่างนี้เนเมียวนรธาสามารถรวบรวมกำลังพม่าปราบกบฏมอญลงได้สำเร็จเสียก่อนแล้วสามารถยึดเมืองร่างกุ้งคืนได้ ชาวมอญกบฏหลบหนี้ลี้ภัยมายังเมืองมะริดซึ่งเป็นเมืองท่าของสยาม พระเจ้าอลองพญาจึงเสด็จกลับมาประทับที่เมืองชเวโบรัตนสิงห์ราชธานีในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2302 ในขณะเดียวกันอังกฤษซึ่งตั้งสถานีการค้าอยู่ที่เมืองเนกรายนั้น กำลังทำสงครามเจ็ดปีกับฝรั่งเศส นายจอร์จ ปิโกต (George Pigot) เจ้าเมืองมัทราสมีคำสั่งให้ถอนกำลังอังกฤษออกจากเมืองเนกรายเกือบทั้งหมดในเดือนเมษายน พ.ศ. 2302 เพื่อโยกย้ายกำลังไปสู้รบกับฝรั่งเศสในอินเดีย

ในเดือนกรกฎาคม ปีพ.ศ. 2302 พระเจ้าอลองพญาเสด็จยกทัพพม่าและไทใหญ่จำนวนประมาณ 60,000 คน ลงมาเพื่อบำเพ็ญกุศลสร้างศาลาถวายแด่วัดเจดีย์ชเวดากองที่เมืองร่างกุ้ง ในเวลาเดียวกันนายจอห์น ไวท์ฮิล ล่องเรือมาค้าขายที่เมืองร่างกุ้ง นายไวท์ฮิลไม่ทราบว่าพระเจ้าอลองพญามีความพิโรธแก่ตน จากเหตุการณ์เรืออาร์โคตไปเข้ากับฝ่ายมอญเมื่อพ.ศ. 2298 เมื่อสี่ปีก่อนหน้า นายไวท์ฮิลเดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอลองพญาที่เมืองแปร นายไวท์ฮิลถูกฝ่ายพม่าจับกุมโบยตีและใส่โซ่ตรวน ไวท์ฮิลจำต้องกู้เงินจำนวนมากมาเพื่อไถ่ตนเองให้รอดพ้นจากพระราชอาญาของกษัตริย์พม่า ต่อมานายลาวีนชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอดีตลูกน้องของนายบริวโนที่ถูกประหารชีวิตไปนั้น ได้เพ็ดทูลต่อพระเจ้าอลองพญาว่าฝ่ายอังกฤษได้ให้ความช่วยเหลือและให้อาวุธแก่กบฏมอญ พระเจ้าอลองพญาจึงตั้งพระทัยที่จะกำจัดอังกฤษออกไปจากพม่าอย่างสิ้นเชิง ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2302 ชาวโปรตุเกสชื่อนายอันโตนิโอ ซึ่งพระเจ้าอลองพญาได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองพะสิม เดินทางมาถึงเมืองเนกราย เพื่อมอบราชสาสน์พม่าให้แก่อังกฤษ นายลาวีนฝรั่งเศสได้เชื้อเชิญนายเซาท์บี (Southby) ชาวอังกฤษเจ้าเมืองเนกราย มารับประทานอาหาร แล้วนายอันโตนิโอมีคำสั่งให้ทหารพม่าปิดประตูห้องอาหารรุมสังหารฆาตกรรมนายเซาท์บีรวมทั้งชาวอังกฤษอีกสิบคน และทหารอินเดียซีปอยอีกร้อยคนไปจนหมดสิ้น เหตุการณ์การสังหารชาวอังกฤษที่เมืองเนกรายในพ.ศ. 2303 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพม่าและอังกฤษยุติลงไปเป็นเวลาประมาณสี่สิบปี

ชนวนเหตุ[แก้]

พระเจ้าอลองพญาทรงกังวลกับกบฏมอญที่หลั่งไหลเข้าไปสู่ดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของอยุธยาอย่างไม่ขาดสาย โดยทรงเชื่อว่าพวกมอญมักจะเตรียมวางแผนก่อกบฏและพยายามชิงเอาพม่าตอนล่างกลับคืนไปเป็นของตน[29] ความกังวลของพระองค์นั้นถูกพิสูจน์แล้วว่าสมเหตุสมผล มอญได้ก่อกบฏขึ้นหลายครั้งในปี พ.ศ. 2301, 2305, 2317, 2326, 2335 และ 2367-69 ซึ่งการกบฏแต่ละครั้งที่ล้มเหลวนั้นจะตามมาด้วยการหลบหนีของมอญเข้าไปยังอาณาจักรของไทย[30] พระเจ้าอลองพญาทรงเรียกร้องให้อยุธยาหยุดให้การสนับสนุนต่อกบฏมอญ ยอมส่งตัวผู้นำมอญ และยุติการส่งกำลังรุกล้ำเข้าไปทางตอนเหนือของตะนาวศรี ซึ่งพระองค์ทรงเห็นว่าเป็นดินแดนของพม่า พระมหากษัตริย์อยุธยา พระเจ้าเอกทัศ ปฏิเสธข้อเรียกร้องของพม่า และเตรียมพร้อมทำสงคราม[10]

ขณะที่นักประวัติศาสตร์มีความเห็นโดยทั่วไปว่าการสนับสนุนของอยุธยาต่อกบฏมอญ และการปล้นสะดมข้ามพรมแดนของมอญนั้นเป็นหนึ่งในสาเหตุของสงคราม แต่ยังไม่มีข้อสรุปถึงแรงจูงใจที่ลึกลับกว่านั้น นักประวัติศาสตร์พม่าสมัยอาณานิคมอังกฤษบางคนลงความเห็นว่าสาเหตุที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น และได้เสนอว่าสาเหตุหลักของสงคราม คือ ความปรารถนาของพระเจ้าอลองพญาที่จะฟื้นฟูจักรวรรดิของพระเจ้าบุเรงนองขึ้นอีกครั้ง ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมถึงอาณาจักรอยุธยาด้วย[31][32] เดวิด ไวอัท นักประวัติศาสตร์ไทย ยอมรับว่าพระเจ้าอลองพญาอาจทรงกลัวการสนับสนุนการฟื้นฟูอาณาจักรหงสาวดีของอยุธยา แต่ได้เสริมว่าพระเจ้าอลองพญานั้นชัดเจนว่าออกจะเป็นชาวชนบทดิบซึ่งมีประสบการณ์ทางการทูตน้อยมาก จึงได้เพียงสานต่อสิ่งต่อพระองค์ได้ทรงแสดงออกมาให้เห็นแล้วว่าพระองค์ทำได้ดีที่สุด ซึ่งก็คือการนำกองทัพไปสู่สงคราม[33]

แต่นักประวัติศาสตร์พม่า หม่อง ทินอ่อง กล่าวว่าวิเคราะห์ของพวกเขานั้นบรรยายไม่หมดถึงความกังวลที่แท้จริงของพระเจ้าอลองพญาที่ว่าอำนาจของพระองค์นั้นเพิ่งจะเริ่มสถาปนาขึ้น และพระราชอำนาจในพม่าตอนล่างนั้นยังไม่มั่นคง และพระเจ้าอลองพญาไม่ทรงเคยรุกรานรัฐยะไข่ เนื่องจากชาวยะไข่ไม่เคยแสดงความเป็นปรปักษ์ และเมืองตานด่วยในรัฐยะไข่ตอนใต้ได้เคยถวายเครื่องราชบรรณาการในปี พ.ศ. 2298[10] ถั่น มินอู ยังได้ชี้ให้เห็นว่านโยบายที่มีมาอย่างยาวนานของอยุธยาในการรักษารัฐกันชนกับพม่าศัตรูเก่า ได้กินเวลามาจนถึงสมัยใหม่ซึ่งครอบครัวของชาวพม่าผู้ต่อต้านรัฐบาลได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในประเทศไทย และกองทัพต่อต้านรัฐบาลยังสามารถซื้ออาวุธ เครื่องกระสุน และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย[34]

นักประวัติศาสตร์ตะวันตกในสมัยหลังได้ให้มุมมองที่ค่อนข้างเป็นกลางกว่า ดี.จี.อี. ฮอลล์ เขียนว่า การปล้นสะดมเป็นนิจโดยอยุธยาและกบฏมอญนั้นเพียงอย่างเดียวก็พอที่จะเป็นชนวนเหตุของสงครามได้ ถึงแม้เขาจะเสริมว่าสำหรับพระมหากษัตริย์ผู้ทรงไม่สามารถที่จะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นได้[35] สไตน์แบร์กและคณะสรุปว่าชนวนเหตุของสงครามเป็นผลมาจากการกบฏท้องถิ่นในทวาย ซึ่งอยุธยาถูกคาดว่าเข้าไปมีส่วนพัวพัน[9] และล่าสุด เฮเลนส์ เจมส์ เขียนว่า พระเจ้าอลองพญาทรงต้องการที่จะยึดครองการค้าระหว่างคาบสมุทรของอยุธยา ขณะที่ยอมรับว่าเหตุจูงใจรองนั้นเป็นเพื่อหยุดยั้งการโจมตีของอยุธยา และการให้การสนับสนุนพวกมอญของอยุธยา[6]

การเปลี่ยนแปลงนโยบายของอยุธยาและการสนับสนุนการต่อต้านของมอญ[แก้]

สำหรับอยุธยา สถานการณ์ที่เคยเกรงกลัวกันว่าจะเกิดอำนาจใหม่อันแข็งกล้าในพม่ากลายเป็นจริงแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นราชวงศ์โก้นบองที่มีฐานอยู่ทางพม่าตอนเหนือก็ตาม ไม่ใช่หงสาวดีที่เคยเกรงกัน อยุธยาเองก็มีส่วนรับผิดชอบต่อความสำเร็จในช่วงแรกของราชวงศ์โก้นบอง เนื่องจากการยึดครองตอนเหนือของตะนาวศรีของอยุธยา ช่วยทำให้กองทัพหลักของหงสาวดีถูกแบ่งลงมาทางใต้ อยุธยาได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย โดยให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อกลุ่มต่อต้านของมอญที่ยังคงสู้รบอยู่ทางตอนเหนือของตะนาวศรีที่ซึ่งการควบคุมของพม่ายังคงมีเพียงแต่ในนามเท่านั้น

หลังจากราชวงศ์โก้นบองยึดหงสาวดีได้ในปี พ.ศ. 2300 เจ้าเมืองเมาะตะมะและทวายได้ถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระเจ้าอลองพญาเพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมเดียวกัน[36] เจ้าเมืองทวายถูกจับได้ว่าถวายเครื่องราชบรรณาการสองฝ่าย และถูกประหารชีวิตในภายหลัง ขณะที่พม่าอ้างสิทธิ์เหนือตะนาวศรีตอนบนลงไปจนถึงทวาย การปกครองพม่าตอนล่างยังคงไม่แข็งแรงนักและโดยเฉพาะอย่างยิ่งชายฝั่งตะนาวศรีตอนใต้สุดนั้นส่วนใหญ่คงเป็นเพียงในนามเท่านั้น และอันที่จริงแล้ว เมื่อกองทัพโก้นบองยกกลับขึ้นไปทางเหนือในปี พ.ศ. 2301 ในสงครามกับมณีปุระและรัฐฉานทางตอนเหนือ ชาวมอญในพม่าตอนล่างก็ได้ก่อกบฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง[29]

การกบฏประสบความสำเร็จในช่วงแรก ๆ โดยสามารถขับเจ้าเมืองพม่าออกจากหงสาวดีได้ แต่ได้ถูกปราบปรามโดยกองทหารรักษาการของราชวงศ์โก้นบอง ผู้นำกลุ่มต่อต้านชาวมอญและผู้ติดตามได้หลบหนีมายังชายฝั่งตะนาวศรีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตะนาวศรี และยังคงปฏิบัติการต่อจากที่นั่น พรมแดนระหว่างพม่ากับอยุธยากลายมาเป็นสถานที่ปล้นสะดมของทั้งฝ่ายมอญและพม่าอยู่เป็นนิจ[29][35]

การเตรียมการ[แก้]

แผนการรบฝ่ายอยุธยา[แก้]

ในปี พ.ศ. 2301 ด้วยการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กรุงศรีอยุธยาเป็นนครที่มั่งคั่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ หลังจากมีการแย่งชิงราชสมบัติกันระยะหนึ่ง พระราชโอรสองค์โตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เจ้าฟ้าเอกทัศ ได้สืบราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์หลังจากพระอนุชา เจ้าฟ้าอุทุมพร สละราชสมบัติและทรงลาผนวช พระองค์ทรงเผชิญกับสถานการณ์ที่ก่อตัวขึ้นทางตะวันตก ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยพระบิดาของพระองค์ พระองค์ทรงปฏิเสธข้อเรียกร้องของพระเจ้าอลองพญา และเตรียมการทำสงคราม

ฝ่ายอยุธยาเตรียมแผนการรบแบบตั้งรับ พระเจ้าเอกทัศทรงปรับปรุงการป้องกันพระนครและทรงเริ่มจัดเตรียมการป้องกันตามที่มั่นต่าง ๆ ตามรายทางซึ่งกองทัพพม่าเคยยกเข้ามาในอดีต กองทัพหลักของอยุธยากระจุกตัวอยู่ทางตะวันตกของกรุง[35] การป้องกันดังกล่าวรวมไปถึงเรือรบที่มีชาวดัตช์ประจำการอยู่ด้วย เช่นเดียวกับเรือรบบรรทุกปืนใหญ่หลายลำ ซึ่งมีลูกเรือเป็นชาวต่างประเทศ[37] ในอดีต การรุกรานของพม่าใช้เส้นทางผ่านด่านเจดีย์สามองค์ทางตะวันตกอยู่เสมอ และในบางครั้งยกมาจากเชียงใหม่ทางเหนือด้วย เพื่อเฝ้าแนวชายฝั่งและปีกด้านอ่าวไทย พระองค์ยังได้จัดวางกำลังพลขนาดเล็กกว่า ซึ่งมีทั้งหมด 20 กรมทหาร (ทหาร 27,000 นาย, ทหารม้า 1,300 นาย และช้าง 500 เชือก) ทำให้มีทหารเพียง 7,000 นาย และทหารม้า 300 นายเท่านั้นที่ถูกจัดวางตามชายฝั่งตะนาวศรี[6]

ในการนี้ พระเจ้าเอกทัศยังได้ทรงขอให้เจ้าฟ้าอุทุมพรลาผนวช และทรงแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่

แผนการรบฝ่ายพม่า[แก้]

ฝ่ายพม่าเองก็ได้เตรียมระดมพลกองทัพรุกราน โดยเริ่มจากการเฉลิมฉลองปีใหม่เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2302 โดยรวบรวมทหารจากพม่าตอนบนทั้งหมด รวมทั้งจากรัฐฉานและมณีปุระที่อยู่ทางเหนือซึ่งเพิ่งจะถูกยึดครองไปเมื่อไม่นานมานี้ด้วย จนถึงปลายปี พ.ศ. 2302 พระเจ้าอลองพญาทรงสามารถระดมพลได้มากถึง 40 กรมทหาร (ทหารราบ 40,000 นาย และทหารม้า 3,000 นาย) ที่ย่างกุ้ง ซึ่งจากทหารม้าทั้งหมด 3,000 นายนี้ เป็นทหารม้ามณีปุระเสีย 2,000 นาย ซึ่งเพิ่งจะถูกจัดเข้าสู่ราชการของพระเจ้าอลองพญาหลังจากมณีปุระถูกพม่ายึดครองเมื่อปี พ.ศ. 2301[6][38]

แผนการรบฝ่ายพม่าคือ การเลี่ยงตำแหน่งที่มีการป้องกันแข็งแรงของฝ่ายอยุธยาตามฉนวนด่านเจดีย์สามองค์-อยุธยา โดยทรงเลือกเส้นทางที่ยาวกว่าแต่มีการป้องกันเบาบางกว่า โดยมุ่งลงใต้ตามตะนาวศรี ข้ามเทือกเขาตะนาวศรีไปยังอ่าวไทย แล้วจึงวกกลับขึ้นเหนือไปยังอยุธยา[36] เพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์นี้ ฝ่ายพม่าได้รวบรวมกองทัพเรือที่มีเรือกว่า 300 ลำ เพื่อขนส่งทหารบางส่วนไปยังชายฝั่งตะนาวศรีโดยตรง[38]

พระเจ้าอลองพญาทรงเป็นผู้นำทัพด้วยพระองค์เอง โดยมีพระราชบุตรองค์ที่สอง เจ้าชายมังระ เป็นรองแม่ทัพใหญ่ ส่วนเจ้าชายมังลอก พระราชบุตรองค์โต พระองค์ทรงให้บริหารประเทศต่อไป ส่วนพระราชโอรสที่เหลือนั้นนำทหารราวหนึ่งกองพันทั้งสองพระองค์[39] นอกจากนี้ที่ติดตามกองทัพไปด้วยนั้นยังมีแม่ทัพยอดฝีมือ ซึ่งรวมไปถึงมังฆ้องนรธา ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ทางทหารอย่างมาก บางคนในราชสำนักสนับสนุนให้เขาผู้นี้อยู่ข้างหลังและมังระนำปฏิบัติการแทน แต่พระเจ้าอลองพญาทรงปฏิเสธ[40]

สงคราม[แก้]

การปะทะครั้งแรก[แก้]

ตามพงศาวดารพม่า การปะทะกันครั้งแรกในสงครามเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูมรสุมในพรมแดนทวาย ราวเดือนกันยายนหรือตุลาคม พ.ศ. 2302 พระเจ้าอลองพญาทรงได้รับแจ้งว่ามีการโจมตีการขนส่งทางเรือของพม่าโดยอยุธยารอบ ๆ ทวาย และการรุกล้ำเข้าไปยังพรมแดนทวายของอยุธยายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง[40] เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัด ซึ่งอาจเป็นข้ออ้างโดยชอบธรรมในการทำสงครามของฝ่ายพม่าได้เป็นอย่างดี แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่ากองทัพอยุธยาได้เตรียมแนวป้องกันด่านหน้าไปแล้วในตอนนั้น

ชายฝั่งตะนาวศรี[แก้]

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2303 ทัพหลวงของพม่าประชุมกันอยู่ที่พรมแดนในเมาะตะมะ แทนที่จะใช้เส้นทางปกติจากเมาะตะมะไปยังด่านเจดีย์สามองค์ พม่าเลือกที่จะรุกรานลงไปทางใต้ โดยเจ้าชายมังระทรงนำทัพหน้าไป ซึ่งประกอบด้วยทหาร 6 กรม (ทหาร 5,000 นาย และม้า 500 ตัว) ไปยังทวาย[39] ทวายถูกยึดครองโดยง่ายดาย และเจ้าเมืองเคราะห์ร้าย ผู้ซึ่งอยู่ระหว่างมหาอำนาจทั้งสองและถวายเครื่องราชบรรณาการคู่ ถูกประหารชีวิต[6] กองทัพพม่าหยุดพักเป็นเวลาสามวันเพื่อรอให้ทัพหลวงมาถึงทั้งทางบกและทางทะเล จากนั้นกองทัพพม่าเคลื่อนลงใต้มุ่งหน้าไปยังมะริด และสามารถเอาชนะทหารอยุธยาที่มีน้อยกว่ามาก คือ ทหารราบเพียง 7,000 นาย และทหารม้าเพียง 300 นาย ได้อย่างง่ายดาย หลังจากสงครามเริ่มต้นขึ้นเพียงสองอาทิตย์เท่านั้น พม่าสามารถยึดครองทั้งมะริดและเมืองทวาย และสามารถควบคุมชายฝั่งตะนาวศรีทั้งหมดได้สำเร็จ[39]

อ่าวไทย[แก้]

แม้ว่าพระเจ้าอลองพญาจะทรงทราบว่ากองทัพหลักของอยุธยาจะเคลื่อนลงมาทางใต้เพื่อเผชิญกับทัพหลวงพม่า แต่พระองค์ก็รุกต่อไปมิได้หยุดพัก กองทัพพม่าเคลื่อนไปทางตะวันออกอย่างรวดเร็ว ข้ามเทือกเขาตะนาวศรี และมาถึงบริเวณที่เป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน ริ่มฝั่งอ่าวไทย[36] ปีกด้านใต้ได้รับการป้องกันโดยกองทัพอยุธยา ซึ่งประกอบด้วยทหาร 20,000 นาย ทหารม้า 1,000 นาย และช้าง 200 เชือก นอกเหนือไปจากกองทัพอยุธยาอีก 7,000 นายที่ล่าถอยมาจากตะนาวศรี[41] ในทำนองเดียวกัน เนื่องจากฝ่ายอยุธยาต้านทานบริเวณชายฝั่งเพียงเล็กน้อย กองทัพพม่าที่มีกำลังพล 40,000 นาย ส่วนใหญ่จึงยังสมบูรณ์อยู่ ถึงแม้ว่ากองทัพฝ่ายรุกรานนั้นจะถูกปิดล้อมอยู่ในแนวชายฝั่งแคบ ๆ ริมอ่าว

ทัพป้องกันของอยุธยาปะทะกับกองทัพฝ่ายรุกรานนอกกุยบุรี แต่ถูกบีบให้ถอยทัพ ฝ่ายพม่ายังได้ยึดปราณบุรี แต่การรุกคืบต่อไปยังกรุงศรีอยุธยาถูกถ่วงให้ช้าลงอย่างมากโดยการป้องกันของฝ่ายอยุธยาที่เข้มแข็งขึ้น เป็นเวลาอีกกว่าสองเดือน (กุมภาพันธ์และมีนาคม พ.ศ. 2303) กองทัพพม่าที่เป็นฝ่ายกรำศึกกว่าสามารถเอาชนะการป้องกันอย่างกล้าหาญของอยุธยาได้หลายจุด และสามารถยึดเพชรบุรีและราชบุรีได้อีกด้วย[6][41]

สุพรรณบุรี[แก้]

โดยการยึดสุพรรณบุรี พม่าได้สู้รบขึ้นไปทางเหนือของคอคอดแคบ ๆ และสามารถมาถึงภาคกลางของอยุธยา เมื่อปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2303 เมื่อกองทัพฝ่ายรุกรานมาถึงกรุงศรีอยุธยา กองทัพอยุธยาได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งในด้านกำลังพล ปืนและเครื่องกระสุน ได้ทำการตั้งรับอีกจุดหนึ่งที่สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเมืองที่ติดกับอยุธยาทางตะวันตก ฝ่ายป้องกันประกอบด้วยทหาร 33,000 นาย รวมทั้งทหารม้า 3,000 นาย และมีภารกิจเพื่อหยุดยั้งกองทัพพม่ามิให้ข้ามแม่น้ำมาซึ่งจะแบ่งแยกอยุธยาและสุพรรณบุรีออกจากกัน ฝ่ายพม่าแบ่งการโจมตีออกเป็นสามสาย นำโดยเจ้าชายมังระในตอนกลาง ขนาบโดยแม่ทัพมังฆ้องนรธาและมินฮลาทิริ ต่อที่ตั้งของอยุธยาที่ป้องกันอย่างดี ฝ่ายพม่าได้รับความสูญเสียอย่างหนักแต่ก็ได้รับชัยชนะในที่สุด โดยสามารถจับกุมเชลยศึกเป็นแม่ทัพระดับสูงของอยุธยาได้ห้าคน รวมทั้งช้างศึกของแม่ทัพเหล่านี้[6][42]

การล้อมอยุธยา[แก้]

ถึงแม้ว่าจะได้รับความสูญเสียอย่างหนักที่สุพรรณบุรี กองทัพพม่ายังคงมุ่งหน้าต่อไปยังกรุงศรีอยุธยา ทหารเหล่านี้ไม่สามารถพักผ่อนได้เนื่องจากฤดูมรสุมอยู่ห่างออกไปเพียงเดือนเศษเท่านั้น เนื่องจากอยุธยาล้อมรอบด้วยแม่น้ำหลายสาย การล้อมในฤดูฝนจึงเป็นงานที่น่าหวาดหวั่น ภูมิประเทศโดยรอบจะถูกน้ำท่วมสูงหลายฟุต ทหารพม่าที่ยังเหลือรอดกว่าครึ่งป่วยเป็นโรคบิด และพระเจ้าอลองพญาเองก็เริ่มมีพระพลานามัยไม่ค่อยดีแล้ว[11]

อย่างไรก็ตาม กองทัพพม่าได้มาถึงชานกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2303 ฝ่ายอยุธยาได้ส่งกองทัพใหม่ที่มีกำลังพล 15,000 นาย ออกมากเผชิญหน้ากับฝ่ายผู้รุกราน แต่กองทัพดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าประกอบด้วยทหารเกณฑ์ที่ไม่มีประสบการณ์ในการรบเลย พ่ายแพ้อย่างรวดเร็วต่อกองทัพพม่าที่กรำศึก ถึงแม้ว่าจะมีกำลังพลถดถอยลงแล้วก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงการล้อมระยะยาว พระมหากษัตริย์พม่าได้ส่งทูตเข้าไปเจรจาให้พระมหากษัตริย์อยุธยายอมจำนน โดยให้สัญญาว่าพระองค์จะไม่ทรงถูกปลดออกจากบัลลังก์ พระเจ้าเอกทัศทรงส่งทูตของพระองค์เองเพื่อไปเจรจา แต่พบว่าข้อเรียกร้องของพระเจ้าอลองพญานั้นไม่สามารถยอมรับได้ และการเจรจานั้นยุติลงอย่างสมบูรณ์[10] เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน ระหว่างเทศกาลปีใหม่ของพม่าและอยุธยา พม่าเริ่มระดมยิงปืนใหญ่ใส่พระนครซึ่งจะกินเวลานานสามวัน[6]

ตามข้อมูลฝ่ายสยามพระเจ้าอลองพญาทรงเคืองพระทัยที่กองทัพพม่ายึดอยุธยาช้ากว่าที่กำหนดพระองค์จึงทรงนำขบวนไปสังเกตการรบที่แนวหน้าและได้สิ้นพระชนม์จากแรงระเบิดจากปืนใหญ่ซึ่งทรงขึ้นบัญชาการยิงเข้าพระนครด้วยพระองค์เอง[10] หรือจากวัณโรคต่อมน้ำเหลือง[6] แต่พงศาวดารพม่าระบุอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงพระประชวรด้วยโรคบิด ไม่มีเหตุอันใดที่พงศาวดารพม่าจะปกปิดความจริง เนื่องจากจะเป็นการสมพระเกียรติของพระมหากษัตริย์มากกว่าที่จะสวรรคตจากบาดแผลในการรบมากกว่าสวรรคตด้วยอาการเจ็บป่วยธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น หากพระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บต่อหน้าทหารทั้งกองทัพ ข้อเท็จจริงนี้ก็จะเป็นที่ที่ทราบไปทั้งกองทัพ และก่อให้เกิดความสับสน[10]

กองหลัง[แก้]

แม่ทัพระดับสูงของพม่าเก็บความลับที่ว่าพระเจ้าอลองพญาทรงสิ้นพระชนม์เป็นความลับและสั่งให้มีการถอยทัพทั้งหมด พม่าได้ปกปิดข้อเท็จจริงตรงนี้ไว้โดยอ้างเหตุผลว่าพระมหากษัตริย์นั้นทรงพระประชวรสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอลองพญาทรงเลือกพระสหายขณะยังทรงพระเยาว์ มังฆ้องนรธา รับเกียรติบังคับบัญชาทหารกองหลัง ทหารเหล่านี้เป็น "ทหารชั้นเลิศของกองทัพ" ประกอบด้วยทหารราบ 6,000 นาย และทหารม้า 500 นาย โดยทุกนายมีปืนคาบศิลาเป็นอาวุธ มังฆ้องนรธาขยายทหารกองหลังออกเป็นแถวยาวแล้วเฝ้าคอย เป็นเวลาสองวันก่อนที่ฝ่ายอยุธยาจะรู้ว่าทัพหลวงพม่าได้ยกกลับไปแล้ว จากนั้นทัพหลวงของอยุธยาได้ยกออกมาจากกรุง ทหารของเขาเฝ้ามองขณะที่ข้าศึกเข้ามาใกล้พวกเขา และกลัวว่าจะถูกตัดขาดจากส่วนที่เหลือของกองทัพ พวกเขาร้องขอแม่ทัพให้ถอยกลับไปเล็กน้อย แต่มังฆ้องนรธากล่าว่า "สหาย ความปลอดภัยของพระเจ้าอยู่หัวอยู่ในการรักษาของพวกเรา ขอพวกเราอย่าถอย ด้วยเสียงของปืนจะไปรบกวนการบรรทมของพระองค์ท่าน" ภายใต้การนำของเขา กองทัพพม่าจึงล่าถอยได้เป็นระเบียบเรียบร้อยดี และสามารถรวบรวมผู้พลัดหลงกับกองทัพได้ตลอดทาง[10][11]

สงครามยุติ[แก้]

พระเจ้าอลองพญาสวรรคตเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2303 ใกล้กับกรุงศรีอยุธยา หลังจากถูกเร่งรุดนำพระองค์มาอย่างรวดเร็วโดยทัพหน้า และจากการสวรรคตนี้เองสงครามครั้งนี้จึงสิ้นสุดลง

ผลที่ตามมา[แก้]

หลังจากการสวรรคตของพระเจ้าอลองพญา พระมหากษัตริย์พม่าพระองค์ใหม่ พระเจ้ามังลอก ทรงต้องเผชิญกับการกบฏหลายครั้ง รวมทั้งการกบฏของแม่ทัพมังฆ้องนรธาด้วย และสงครามไม่สามารถดำเนินตอ่ไปได้

สงครามครั้งนี้ไม่มีบทสรุปชัดเจน พม่าบรรลุวัตถุประสงค์ดั้งเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อยุธยายังคงเป็นขวากหนามต่อเสถียรภาพต่อภูมิภาคที่อยู่รอบข้างของพม่า อีกหลายปีให้หลังอยุธยายังคงให้การสนับสนุนต่อกบฏมอญทางตอนใต้ ซึ่งก่อการกบฏครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2305 เช่นเดียวกับกบฏในล้านนาทางตอนเหนือ (พ.ศ. 2304-06) ดินแดนที่เหลือซึ่งพม่าได้รับมาจากสงครามนั้นคือชายฝั่งตะนาวศรีตอนบน ซึ่งที่ผ่านมาเคยเพียงแต่อ้างสิทธิ์แต่ในนามเท่านั้น (อยุธยายึดชายฝั่งตอนล่างขึ้นไปถึงมะริดในปี พ.ศ. 2304)[1] ถึงแม้ว่ากองทัพอยุธยาจะไม่ได้บุกรุกพรมแดนอย่างเปิดเผยอีกต่อไป แต่กบฏมอญยังคงปฏิบัติการจากดินแดนของอยุธยา ในปี พ.ศ. 2307 เจ้าเมืองทวายชาวมอญ ผู้ซึ่งได้รับการทรงแต่งตั้งจากพระเจ้าอลองพญาเพียงสี่ปีก่อนหน้านี้เท่านั้น ได้ก่อการกบฏจนกระทั่งถูกปราบปรามในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ในทำนองเดียวกัน ความไม่มีเสถียรภาพในล้านนาเกิดขึ้นอีกครั้งไม่นานหลังจากกองทัพพม่าออกจากพื้นที่ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2307 บีบให้กองทัพต้องกลับมาประจำอีกครั้งหนึ่งในเดียวกัน[43] ด้วยบทสรุปที่ไม่แน่ชัดของสงครามจะนำไปสู่สงครามครั้งถัดไปในปี พ.ศ. 2308

การวิเคราะห์[แก้]

ความสำเร็จของพม่าในการรุกรานไปจนถึงกรุงศรีอยุธยานั้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากยุทธศาสตร์ในการหลีกเลี่ยงการป้องกันของอยุธยาที่ตั้งไว้ตามเส้นทางรุกรานเดิม[35] แต่ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุหลักสำหรับความสำเร็จครั้งนี้ ขณะที่พม่าตัดสินใจถูกในตอนแรกที่โจมตีชายฝั่งตะนาวศรีที่มีการป้องกันเบาบาง (ทหารเพียง 7,000 นาย) แต่เมื่อข้ามมายังฝั่งอ่าวไทย กลับต้องเผชิญกับการต้านทานอันแข็งขันของอยุธยา ซึ่งถึงแม้ว่าในตอนแรกอยุธยาจะรู้สึกประหลาดใจกับเส้นทางการโจมตีของพม่า การณ์กลับกลายเป็นว่าอยุธยาสามารถปรับตัวได้ และย้ายกองทัพลงมาทางใต้ ในความเป็นจริงแล้วการสู้รบตามอ่าวไทยนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย พงศาวดารพม่ารายงานว่าพม่าได้รับความสูญเสียอย่างหนักเพียงแค่ต้องฝ่าออกจากคอคอดแคบ ๆ แห่งนั้น ถึงแม้ว่าจะมีรายงานว่าอยุธยาสูญเสียกำลังพลและเครื่องกระสุนมากกว่า

สำหรับเหตุผลที่เป็นไปได้มากกว่าสำหรับความสำเร็จของพม่านั้น อาจเป็นเพราะว่าพม่าซึ่งรบพุ่งในสงครามสืบราชบัลลังก์นับตั้งแต่ พ.ศ. 2283 จึงมีความกรำศึกกว่ามาก ผู้นำการทหารของพม่า "สร้างทหารขึ้นมาด้วยตัวเอง"[44] ซึ่งทั้งหมดนั้นมีประสบการณ์ทางทหารเพียงพอเรียบร้อยแล้ว ส่วนในอีกด้านหนึ่งไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้นำทางทหารของอยุธยาหรือทหารมีประสบการณ์ทางทหารมากน้อยเพียงใด เนื่องจากอยุธยาสงบมาเป็นเวลานานแล้ว พระมหากษัตริย์อยุธยาถึงกับต้องทรงขอให้พระอนุชาลาผนวชมาบัญชาการรบ การขาดประสบการณ์ทางทหารในหมู่แม่ทัพอยุธยาระดับสูง อาจอธิบายได้ว่าทำไมอยุธยาจึงแพ้ต่อกองทัพพม่าที่มีขนาดเล็กกว่า และมีกำลังพลไม่เต็มที่ที่สุพรรณบุรีและนอกกรุงศรีอยุธยา ในทำนองเดียวกันหากขาดการนำที่ดีการใช้ทหารรับจ้างต่างชาติจะไม่ปรากฏความแตกต่างใด ๆ ในสงครามนี้เลย (พม่าได้เผาเรือที่มีลูกเรือเป็นทหารรับจ้างต่างชาติ)[36] ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าภาวะผู้นำนั้นมีความสำคัญเมื่อทหารส่วนใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเป็นทหารเกณฑ์[45]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 James, SEA encyclopedia, pp. 1318-1319
  2. Harvey, p. 334
  3. Kyaw Thet, p. 290
  4. Letwe Nawrahta, p. 142
  5. Harvey, p. 246
  6. 6.00 6.01 6.02 6.03 6.04 6.05 6.06 6.07 6.08 6.09 6.10 6.11 6.12 James, SEA encyclopedia, p. 302 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "hj-302" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  7. Baker, et al, p. 21
  8. James, Fall of Ayutthaya: Reassessment, p. 75
  9. 9.0 9.1 Steinberg, p. 102
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 10.5 10.6 Htin Aung, pp. 169-170
  11. 11.0 11.1 11.2 Harvey, p. 242
  12. 12.00 12.01 12.02 12.03 12.04 12.05 12.06 12.07 12.08 12.09 12.10 12.11 12.12 12.13 12.14 12.15 12.16 12.17 12.18 12.19 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ. พงษาวดารเรื่องเรารบพม่า ครั้งกรุงศรีอยุทธยา. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนกำแพงเพชรอรรคโยธินทร์ โปรดให้พิมพ์ครั้งแรก ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมมารดาวาดรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ถนนรองเมือง
  13. 13.0 13.1 Memchaton Singha. MARRIAGE DIPLOMACY BETWEEN THE STATES OF MANIPUR AND BURMA, 18TH TO 19TH CENTURIES. Proceedings of the Indian History Congress, Vol. 77 (2016). https://www.jstor.org/stable/26552717
  14. 14.00 14.01 14.02 14.03 14.04 14.05 14.06 14.07 14.08 14.09 14.10 14.11 14.12 14.13 14.14 14.15 14.16 14.17 14.18 14.19 14.20 14.21 14.22 14.23 14.24 14.25 ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑: พงศาวดารมอญพม่า
  15. 15.0 15.1 15.2 Raj Kumar Somorjit Sana. The Chronology of Meetei Monarchs From 1666 CE to 1850 CE. Waikhom Ananda Meetei, พ.ศ. 2553.
  16. จิตรสิงห์ ปิยะชาติ. (2551). กบฏกรุงศรีอยุธยา. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ:ยิปซีกรุ๊ป.
  17. 17.0 17.1 17.2 นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. พ.ศ. 2550. พิมพ์ครั้งที่ 9, กรุงเทพฯ; มติชน.
  18. 18.0 18.1 สายชล สัตยานุรักษ์. พุทธศาสนากับแนวคิดทางการเมืองใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ( พ.ศ. 2325-2352). พ.ศ. 2546, กรุงเทพฯ; มติชน.
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 19.4 19.5 19.6 19.7 19.8 พระราชพงศาวดารฉบับพระพนรัตน์วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน มูลนิธิ "ทุนพระพุทธยอดฟ้า"ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระราชทานเพลิงศพ พระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร ป.ธ.๔) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม อดีตพระธานกรรมการมูลนิธิ"ทุนพระพุทธยอดฟ้า"ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิริรนทราวาส วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, ห้องสมุดรัฐสภา. Link
  20. 20.0 20.1 ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยารวม ๓ เรื่อง คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม คำให้การขุนหลวงหาวัด. กรุงเทพ; แสงดาว, พ.ศ. 2553.
  21. 21.0 21.1 21.2 21.3 21.4 21.5 21.6 D. G. E. Hall. Burma. Read Books Limited, พ.ศ. 2556.
  22. 22.0 22.1 22.2 22.3 Sir Arthur Purves Phayre. History of Burma: From the Earliest Time to the End of the First War with British India. Trübner & Company, พ.ศ. 2426.
  23. 23.0 23.1 Rev Dr Koningthung Ngoru Moyon. The Lost Kingdom of Moyon (Bujuur) Iruwng (King) Kuurkam Ngoruw Moyon & The People of Manipur. Shashwat Publication, พ.ศ. 2566.
  24. G. E. Harvey. History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824 The Beginning of the English Conquest. Taylor & Francis, พ.ศ. 2562.
  25. Francis Mason. Burmah, Its People and Natural Productions. T.S. Ranney, พ.ศ. 2403.
  26. 26.0 26.1 Elizabeth Moore. Dawei Buddhist culture: a hybrid borderland. Myanmar Historical Research Journal, พ.ศ. 2554. https://core.ac.uk/download/pdf/2793845.pdf
  27. วินัย พงศ์ศรีเพียร. ประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๗: ประมวลจารึกที่พบในประเทศไทยและต่างประเทศ. พ.ศ. 2534.
  28. Journal Of The Burma Research Society Vol.21. American Baptist Mission Press, พ.ศ. 2474.
  29. 29.0 29.1 29.2 Htin Aung, pp. 167-168
  30. Lieberman, p. 205
  31. Harvey, pp. 241, 250
  32. Phayre, pp. 168-169
  33. Wyatt, p. 116
  34. Myint-U, pp. 287, 299
  35. 35.0 35.1 35.2 35.3 Hall, Chapter X, p. 24
  36. 36.0 36.1 36.2 36.3 Harvey, p. 241
  37. Harvey, pp. 241, 246
  38. 38.0 38.1 Alaungpaya Ayedawbon, pp. 141-142
  39. 39.0 39.1 39.2 Alaungpaya Ayedawbon, pp. 143-145
  40. 40.0 40.1 Alaungpaya Ayedawbon, p. 229
  41. 41.0 41.1 Alaungpaya Ayedawbon, pp. 146-147
  42. Alaungpaya Ayedawbon, pp. 147-148
  43. Kyaw Thet, p. 300
  44. Lieberman, p. 185
  45. Lieberman, p. 216

อ้างอิง[แก้]

  • Baker, Chris, Christopher John Baker, Pasuk Phongpaichit (2009). A history of Thailand (2 ed.). Cambridge University Press. ISBN 0521767687, 9780521767682. {{cite book}}: ตรวจสอบค่า |isbn=: ตัวอักษรไม่ถูกต้อง (help)
  • Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd.
  • Htin Aung, Maung (1967). A History of Burma. New York and London: Cambridge University Press.
  • James, Helen (2004). "Burma-Siam Wars and Tenasserim". ใน Keat Gin Ooi (บ.ก.). Southeast Asia: a historical encyclopedia, from Angkor Wat to East Timor, Volume 2. ABC-CLIO. ISBN 1576077705.
  • James, Helen (2000). "The Fall of Ayutthaya: A Reassessment". Journal of Burma Studies. 5: 75–108.
  • Kyaw Thet (1962). History of Union of Burma (ภาษาพม่า). Yangon: Yangon University Press.
  • Lieberman, Victor B. (2003). Strange Parallels: Southeast Asia in Global Context, c. 800–1830, volume 1, Integration on the Mainland. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-80496-7.
  • Myint-U, Thant (2006). The River of Lost Footsteps--Histories of Burma. Farrar, Straus and Giroux. ISBN 978-0-374-16342-6, 0-374-16342-1. {{cite book}}: ตรวจสอบค่า |isbn=: ตัวอักษรไม่ถูกต้อง (help)
  • Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. (1883). History of Burma (1967 ed.). London: Susil Gupta.
  • Steinberg, David Joel (1987). David Joel Steinberg (บ.ก.). In Search of South-East Asia. Honolulu: University of Hawaii Press.
  • Wyatt, David K. (2003). History of Thailand (2 ed.). Yale University Press. ISBN 0300084757, 9780300084757. {{cite book}}: ตรวจสอบค่า |isbn=: ตัวอักษรไม่ถูกต้อง (help)