ข้ามไปเนื้อหา

สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
พระบรมรูปสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
ครองราชย์พ.ศ. 2112 — พ.ศ. 2127 (15 ปี)
(ประเทศราชของหงสาวดี)
พ.ศ. 2127 — พ.ศ. 2133 (6 ปี)
(เอกราช)
ก่อนหน้าสมเด็จพระมหินทราธิราช
ถัดไปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
กษัตริย์พระเจ้าบุเรงนอง
พระเจ้านันทบุเรง
พระมหาอุปราชสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระราชสมภพพ.ศ. 2057
สวรรคตพ.ศ. 2133 (76 พรรษา)
พระอัครมเหสีพระวิสุทธิกษัตรีย์
พระราชบุตร
พระนามเต็ม
สมเด็จพระเจ้าสรรเพชญวงศ์กุรสุริโคดม บรมราชาธิราชราเมศ ปริเวทธรรมิกราช เดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมิทรเทพสมมติราชบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว
ราชวงศ์สุโขทัย

สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชหรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 1 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 17 แห่งอาณาจักรอยุธยา และปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัย ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2112 ถึง พ.ศ. 2133

พระราชประวัติ

[แก้]

ก่อนครองราชย์

[แก้]

สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช มีพระราชบิดาเป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง ส่วนพระราชมารดาเป็นเชื้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิ[1] สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า พระราชสมภพในปี พ.ศ. 2057 ต่อมาได้รับราชการมีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพิเรนทรเทพ ตำแหน่งเจ้ากรมพระตำรวจขวา[2]

เมื่อขุนวรวงศาธิราชและแม่หยัวศรีสุดาจันทร์สมคบกันสำเร็จโทษสมเด็จพระยอดฟ้าพระราชโอรสของแม่หยัวศรีสุดาจันทร์เองแล้ว ขุนพิเรนทรเทพได้ร่วมกับเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช เจ้าพระยามหาเทพ และหลวงศรียศ ปรึกษากันว่าแผ่นดินเป็นทุรยศ ควรจับขุนวรวงศาธิราชไปประหารชีวิตเสีย แล้วให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิซึ่งทรงผนวชอยู่วัดราชประดิษฐานเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน จึงพากันไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกราบทูลแผนการให้ทรงทราบก็ทรงเห็นด้วยฝ่ายเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช เจ้าพระยามหาเทพและหลวงศรียศเห็นว่าควรเสี่ยงเทียนว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิมีพระบารมีมากกว่าขุนวรวงศาธิราชหรือไม่ขุนพิเรนทรเทพไม่เห็นชอบแต่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเห็นด้วยค่ำวันนั้นทั้งหมดจึงไปยังพระอุโบสถวัดป่าแก้วเพื่อทำพิธีเสี่ยงทาย[3]

เมื่อจุดเทียนแล้วปรากฏว่าเทียนของขุนวรวงศาธิราชยาวกว่าขุนพิเรนทรเทพจึงโกรธว่าห้ามแล้วยังขืนทำอีกแล้วคายชานหมากทิ้ง บังเอิญไปถูกเทียนขุนวรวงศาธิราชดับลง ทั้ง 5 คนจึงยินดีอย่างยิ่ง[4] ขณะนั้นมีพระภิกษุลึกลับเข้ามาในอุโบสถ ให้พรว่าที่ปรารถนานั้นจะสำเร็จแน่ ออกจากอุโบสถก็หายตัวไป[5]

ต่อมากรมการเมืองลพบุรีแจ้งราชสำนักว่าพบช้างมงคล (ช้างเผือก) ในเช้าตรู่วันต่อมาขุนวรวงศาธิราช แม่หยัวศรีสุดาจันทร์ พระราชโอรส และพระศรีศิลป์ จึงเสด็จทางชลมารค พระราชดำเนินไปทางคลองสระบัว เพื่อไปทรงคล้องช้างเผือก ขุนพิเรนทรเทพกับพวกได้จัดกองเรือออกสกัด เข้าจับขุนวรวงศาธิราช แม่หยัวศรีสุดาจันทร์ และพระราชโอรส ฆ่าเสียทั้งหมด เอาศพไปเสียบประจานไว้ ณ วัดแร้ง เว้นชีวิตไว้แต่พระศรีศิลป์[5] แล้วเข้ายึดพระราชวัง ให้ส่งเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ไปรับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิซึ่งลาสิกขาบทแล้วมาราชาภิเษกเป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ครองกรุงศรีอยุธยาแทน[6]

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ครองเมืองพิษณุโลก ตั้งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระสวัสดิราชธิดาเป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์ ให้เป็นพระอัครมเหสี และพระราชทานเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค มีอำนาจตั้งตำแหน่งบรรดาศักดิ์ฝ่ายทหารพลเรือนในเมืองพิษณุโลก และเรือชัยพื้นดำพื้นแดงคู่หนึ่ง[1] เมื่อประทับ ณ เมืองพิษณุโลกนั้น พระวิสุทธิกษัตรีย์ได้มีประสูติกาลพระราชโอรสธิดาตามลำดับคือ พระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ[2]

ถึงปี พ.ศ. 2106 พระเจ้าบุเรงนองยกทัพมาตีพิษณุโลก สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเห็นว่าครั้งนี้ทัพหงสาวดีมากจนเหลือกำลังจะต้านทานได้ ในวันอาทิตย์ แรม 5 ค่ำ เดือน 2 จึงทรงยอมแพ้ พระเจ้าบุเรงนองจึงรับสั่งให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาจัดทัพไปตีกรุงศรีอยุธยาร่วมกับพระองค์ สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็จัดพล 30,000 ไปกับทัพพระเจ้าบุเรงนอง จนกระทั่งเสียกรุงในปี พ.ศ. 2112 พระเจ้าบุเรงนองจึงถอดสมเด็จพระมหินทราธิราชจากราชสมบัติ แล้วราชาภิเษกสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าให้ครองกรุงศรีอยุธยาแทน มีราชทินนามว่า สมเด็จพระเจ้าสรรเพชญวงศ์กุรสุริโคดม บรมราชาธิราชราเมศ ปริเวทธรรมิกราช เดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมิทรเทพสมมติราชบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว[7]

หลังครองราชย์

[แก้]

ในรัชสมัยของพระองค์ สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระยาละแวก) ได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาถึง 2 ครั้ง แต่ทรงป้องกันพระนครไว้ได้ และได้โปรดให้ขุดขยายคูเมืองด้านตะวันออกของเกาะเมืองให้กว้างขึ้น สร้างป้อมมหาชัย และสร้างพระราชวังจันทรเกษมให้เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช (สมเด็จพระนเรศวร)[8]

สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชประชวรและเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2133[8] สิริพระชนมพรรษา 76 พรรษา ครองราชย์ได้ 21 ปี[9]

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

[แก้]

มีนักแสดงผู้รับบท สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ได้แก่

อ้างอิง

[แก้]
เชิงอรรถ
  1. 1 2 พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 71
  2. 1 2 นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย, หน้า 117
  3. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 67
  4. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 68
  5. 1 2 พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 69
  6. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 70
  7. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 129
  8. 1 2 นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย, หน้า 118
  9. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 169
บรรณานุกรม
  • มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2554. 264 หน้า. ISBN 978-616-7308-25-8
  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2553. 800 หน้า. ISBN 978-616-7146-08-9

ดูเพิ่ม

[แก้]
ก่อนหน้า สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ถัดไป
- เจ้าผู้ครองเมืองพิษณุโลก
(พ.ศ. 2091 — พ.ศ. 2112)
สมเด็จพระนเรศวร
สมเด็จพระมหินทราธิราช
ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
(พ.ศ. 2112 — พ.ศ. 2133)
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ราชวงศ์สุโขทัย