สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สมเด็จพระบรมราชาธิราช
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
ครองราชย์พ.ศ. 1913 - 1931 (18 ปี 0 วัน)
ก่อนหน้าสมเด็จพระราเมศวร
ถัดไปสมเด็จพระเจ้าทองลัน
พระราชบุตรสมเด็จพระเจ้าทองลัน
สมเด็จพระอินทราชา
นักนางสีสะเนียง(เขมร: អ្នកម្នាងស៊ីសៈងាម)
(พระสนมในพระบาทศรีสุริโยพันธุ์ที่๒.)
ราชวงศ์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
ประสูติพ.ศ. 1853
สวรรคตพ.ศ. 1931 (78 พรรษา)

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือ ขุนหลวงพ่องั่ว เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในราชวงศ์สุพรรณภูมิที่ได้ครองกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1916 - 1931 รวมเป็นระยะเวลา 18 ปี พระองค์เป็นพระเชษฐาของมเหสีในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) และเป็นพระมาตุลา (ลุง) ของสมเด็จพระราเมศวร

พระราชประวัติ[แก้]

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือ ขุนหลวงพะงั่ว นั้น มีข้อสันนิษฐานว่าพระองค์เป็นราชบุตรพระองค์ที่ 5 เพราะคำว่า "งั่ว" หมายถึงลำดับที่ 5 ตามการนับเลขแบบไทย และเป็นพระเชษฐาของพระมเหสีในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ตรัสเรียกพระองค์ว่าพระเชษฐา

เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 1893 ในการนั้นพระองค์ทรงสถาปนาขุนหลวงพะงั่วขึ้นเป็น "สมเด็จพระบรมราชาธิราช" พร้อมทั้งโปรดให้ขึ้นไปครองราชสมบัติ ณ เมืองสุพรรณบุรี ภายหลังการสวรรคตของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 สมเด็จพระราเมศวรพระราชโอรสในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เสด็จมาแต่เมืองลพบุรีและขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อมา โดยพระองค์ยังคงครองราชสมบัติอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรีเช่นเดิม

จนกระทั่ง ในปี พ.ศ. 1916 พระองค์ได้เสด็จจากเมืองสุพรรณบุรีมายังกรุงศรีอยุธยา ความทราบถึงสมเด็จพระราเมศวร พระองค์จึงเสด็จออกไปอัญเชิญเสด็จพระมาตุลาเข้าสู่พระนคร หลังจากนั้น สมเด็จพระราเมศวรได้ถวายราชสมบัติแก่พระองค์และถวายบังคมลาเสด็จไปครองเมืองลพบุรีตามเดิม พระองค์เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 1931 รวมระยะเวลาในการครองราชสมบัติได้ 18 ปี โดยสมเด็จพระเจ้าทองลัน พระราชโอรสของพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบไป

พระราชกรณียกิจ[แก้]

รายพระนามพระมหากษัตริย์ไทย
ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
  1. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 1913 – 1931
  2. สมเด็จพระเจ้าทองลัน 1931
  3. สมเด็จพระนครินทราธิราช 1952 – 1967
  4. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 1967 – 1991
  5. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ 1991 – 2031
  6. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 2031 – 2034
  7. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 2034 – 2072
  8. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 2072 – 2076
  9. สมเด็จพระรัษฎาธิราช 2076 – 2077
  10. สมเด็จพระชัยราชาธิราช 2077 – 2089
  11. สมเด็จพระยอดฟ้า 2089 – 2091
  12. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ 2091 – 2111
  13. สมเด็จพระมหินทราธิราช 2111 – 2112

ราชการสงคราม[แก้]

ด้วยทรงเป็นจอมทัพที่เข้มแข็ง พระราชกรณียกิจส่วนใหญ่ตลอดรัชกาลจึงทรงเป็นจอมทัพออกไปทำการรณรงค์ โดยศึกสำคัญมีดังนี้

ศึกเขมรแปรพักตร์[แก้]

เมื่อ พ.ศ. 1895 พระองค์ได้ทรงยกทัพไปยังนครธมแห่งกรุงกัมพูชาธิบดีเพื่อช่วยทัพของสมเด็จพระราเมศวรที่เข้าโจมตีกรุงกัมพูชาธิบดีก่อนหน้านั้น การศึกครั้งนี้มีเหตุจากการที่พระเจ้ากรุงกัมพูชาบดีแปรพักตร์ ดังนั้น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จึงมีพระราชโองการให้สมเด็จพระราเมศวรยกทัพไปปราบปราม แต่การไม่เป็นดังคาด ทัพพระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดีสามารถโจมตีทัพหน้าของกรุงศรีอยุธยาจนแตกพ่าย แล้วจึงเข้าปะทะกับทัพหลวงต่อ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จึงมีพระราชโองการให้ขุนตำรวจออกไปเชิญพระองค์ที่ประทับอยู่ ณ เมืองสุพรรณบุรี ขึ้นไปทำศึกช่วยสมเด็จพระราเมศวร การศึกดำเนินไปเป็นระยะเวลา 1 ปีโดยประมาณ จึงสามารถเอาชนะกรุงกัมพูชาธิบดีได้สำเร็จและได้กวาดต้อนครัวชาวกัมพูชาธิบดีเข้ามายังอยู่กรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก

หลังจากที่พระองค์ขึ้นครองราชสมบัติแห่งกรุงศรีอยุธยาแล้ว ในปี พ.ศ. 1914 พระองค์ได้เสด็จขึ้นไปทำสงครามกับเมืองฝ่ายเหนือหลายเมือง เช่น เมืองชากังราว เมืองพิษณุโลก เวียงเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง สงครามยืดเยื้อกันมาเป็นเวลานาน จนพระองค์เสด็จสวรรคต

สงครามกับเมืองชากังราว[แก้]

พระองค์ทรงยกกองทัพขึ้นไปยังเมืองชากังราวถึง 4 ครั้ง เนื่องจากเมืองชากังราวเป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรสุโขทัย โดยครั้งแรกนั้นทรงยกกองทัพไปเมืองปี พ.ศ. 1916 พระยาไสแก้วและพระยาคำแหงเจ้าเมืองชากังราวออกรบต่อพระองค์ การศึกในครั้งนั้นเป็นเหตุให้พระยาไสแก้วเสียชีวิตแต่พระยาคำแหงนั้นสามารถกลับเข้าเมืองได้ แล้วทรงยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา พระองค์ยกทัพขึ้นไปเมืองชากังราวครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 1919 พระยาคำแหงและท้าวผ่าคองคิดกันว่าจะยอทัพหลวงทำมิได้ ครั้งนั้นท้าวผ่าคองเลิกทัพหนีแต่พระองค์ทรงยกทัพตามและสามารถตีทัพท้าวผ่าคองแตก ได้ท้าวพระยาเสนาขุนหมื่นเป็นจำนวนมากแล้วทรงยกทัพหลวงกลับพระนคร พระองค์ยกทัพมาเมืองชากังราวเป็นครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 1921 ครั้งนั้นพระมหาธรรมราชาที่ 2 พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งกรุงสุโขทัยทรงออกรบเป็นสามารถ แต่เห็นจะสู้ทัพจากกรุงศรีอยุธยาไม่ไหว ดังนั้น พระมหาธรรมราชาจึงออกมาถวายบังคม พระองค์ทรงให้พระมหาธรรมราชาครองเมืองต่อไปในฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาแล้วทรงยกทัพหลวงกลับพระนคร พระองค์ยกทัพไปเมืองชากังราวอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 1931 แต่ไม่ปรากฏว่าทรงยกทัพไปด้วยสาเหตุอันใด ครั้งนั้นทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคตระหว่างการเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา

การพระศาสนา[แก้]

เมื่อ พ.ศ. 1917 พระองค์และพระมหาเถรธรรมากัลญาณได้ปรึกษากันและทรงสถาปนาพระศรีรัตนมหาธาตุ ฝ่ายบูรพาทิศ (วัดมหาธาตุ) หน้าพระบันชรสิงห์สูง 19 วา ยอดนพศูลสูง 3 วา

อ้างอิง[แก้]

  • พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา. สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พิมพ์ขึ้นเป็นส่วนพระราชกุศลทานมัยในงานพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสฐสุดา, พระอรรคชายาเธอ กรมขุนอรรควรราชกัญญา, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนพิจิตรเจษฎจันทร์ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี. พ.ศ. 2455. Check date values in: |year= (help)
  • พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. เจ้าภาพพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอกพร้อม มิตรภักดี (พระยานรินทร์ราชเสนี). พ.ศ. 2486. Check date values in: |year= (help)

ดูเพิ่ม[แก้]


ก่อนหน้า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ถัดไป
พระเจ้าอู่ทอง 2leftarrow.png เจ้าผู้ครองเมืองสุพรรณบุรี (เมืองอู่ทองแคว้นสุพรรณภูมิเก่า)
(พ.ศ. 1893 - 1913)
2rightarrow.png สมเด็จพระอินทราชา
สมเด็จพระราเมศวร (ครั้งที่ 1)
(ราชวงศ์อู่ทอง)

(พ.ศ. 1931 - 1938)
2leftarrow.png Seal of Ayutthaya (King Narai).png
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
(ราชวงศ์สุพรรณภูมิ)

(พ.ศ. 1916 - 1931)
2rightarrow.png สมเด็จพระเจ้าทองลัน
(ราชวงศ์สุพรรณภูมิ)

(พ.ศ. 1931)