เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง โรจนกุล)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจ้าพระยาพิษณุโลก
(เรือง)
เกิดเรือง,บุญเรือง
พ.ศ. 2262
กรุงศรีอยุธยา
เสียชีวิตราวเดือน 11 พ.ศ. 2311
เมืองพิษณุโลก
สาเหตุเสียชีวิต
โรคฝีระลอกในคอ
ถิ่นพำนักเมืองพิษณุโลก
สัญชาติไทย
ชาติพันธุ์ไทย
พลเมืองสยาม
อาชีพเจ้าเมืองพิษณุโลก
ปีปฏิบัติงานพ.ศ. 227? ถึง พ.ศ. 2311
มีชื่อเสียงจากเจ้าเมืองพิษณุโลกคนสุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา
ผู้ร่วมวีรกรรมสงครามพระเจ้าอลองพญา
ผู้ก่อตั้งชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง
ผลงานเด่น
ผู้สำเร็จราชการเมืองพิษณุโลก
หัวเมืองชั้นเอก
บ้านเดิมกรุงศรีอยุธยา
สินทรัพย์สุทธิศักดินา 10,000
ฐานันดรหลวงมหาอำมาตยาธิบดี
พระราชฤทธานนพหลภักดี
พระยาพิศณุโลก
เจ้าพระยาพิศณุโลก
พระเจ้าพิศณุโลก
วาระพ.ศ. 227? ถึง พ.ศ. 2311
ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนเจ้าพระยาพิษณุโลก (เมฆ)
(พ.ศ. 2251-2275)
ผู้สืบตำแหน่งสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
(พ.ศ. 2313-2346)
ศาสนาพุทธ
คู่รักท่านผู้หญิงเชียง
บุตรไม่ปรากฏ
บิดามารดาไม่ปรากฏ

เจ้าพระยาพิษณุโลก (พ.ศ. 2262 - พ.ศ. 2311) (เขียนแบบเก่า "เจ้าพระยาพิศณุโลก") เดิมชื่อ เรือง หรือ บุญเรือง [1] เป็นเจ้าพระยามหานครผู้ครองหัวเมืองชั้นเอก เมืองพิษณุโลก และเป็นผู้ตั้งชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง มีราชทินนามขุนนางตามที่ปรากฏในทำเนียบพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหาร หัวเมือง พ.ศ. 1998 ว่า “เจ้าพระยาสุรสีห์พิศณุวาธิราช ชาติพัทยาธิเบศวรธิบดี อภัยพิริยบรากรมภาหุ[1] [2] [3] [4] เจ้าเมืองพิษณุโลกเอกอุหรือเจ้าเมืองขุนนางระดับ นา 10000 เอกอุ (นา 10000 ชั้นสูงสุด) ถือศักดินา 10000 และเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นต้นสกุล "โรจนกุล[5] [6] [7] [8] [9] [10]

ราชการและบรรดาศักดิ์[แก้]

เจ้าพระยาพิศณุโลก (เรือง) เริ่มรับราชการตั้งแต่วัยเยาว์ในรัชสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (พระเจ้าท้ายสระ) แต่ไม่ปรากฏตำแหน่งใด กรมใด บรรดาศักดิ์เท่าที่ปรากฏไว้มีดังนี้

  • หลวงมหาอำมาตยาธิบดี (เรือง) ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (ไม่ทราบศักดินา)
  • พระราชฤทธานนพหลภักดี (เรือง) ศักดินา 3000 ตำแหน่งพระปลัดเมืองพระพิษณุโลก รั้งหัวเมืองพิษณุโลก ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (หัวเมืองพิษณุโลกมีปลัดเมือง 2 คน ไม่ปรากฏชื่อปลัดขุนนางคนที่ 2)
  • พระยาพิศณุโลก (เรือง) ศักดินา 10000 (พระยาพานทอง) ตำแหน่งเจ้าเมืองพระพิษณุโลก สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ขึ้นกับกรมมหาดไทย เมืองพิษณุโลก ปรากฏราชทินนามว่า พระยาสุรสุนทรบวรพิศณุวาธิราช ชาติพัทยาธิเบศวรธิบดี อภัยพิรียบรากรมภาหุ [11]
  • เจ้าพระยาพิศณุโลก (เรือง) ศักดินา 10000 (บรรดาศักดิ์ขุนนางชั้นสูงสุด) ตำแหน่งเจ้าเมืองพระพิษณุโลก สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร และสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) พ.ศ. 2302 ปรากฏราชทินนามว่าเจ้าพระยาสุรสีห์พิศณุวาธิราช ชาติพัทยาธิเบศวรธิบดี อภัยพิริยบรากรมภาหุ สำหรับตำแหน่งเจ้าพระยามหานครผู้ครองหัวเมืองชั้นเอกดัง ให้รับราชการเจ้าเมืองที่เมืองพิษณุโลก แม้ไม่ได้เป็นเจ้านายแต่ก็ยังอยู่ในฐานะพิเศษ เพราะเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองหลวงในช่วงที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงครองราชย์ในช่วงราชอาณาจักรอยุธยาซึ่งเป็นช่วงที่มีส่งครามยืดเยื้อกับอาญาจักรล้านนา ไม่เพียงแต่เป็นเมืองพระมหาอุปราช แต่ยังเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่คอยดูแลหัวเมืองเหนือทั้งหมดและดูเหตุการณ์ด้านเมืองพม่าและเมืองมอญ

เจ้าพระยาสุรสีห์ ฯ นั้นเป็นราชทินนามประจำเจ้าเมืองพิษณุโลกในสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สำหรับขุนนางบรรดาศักดิ์ชั้นเจ้าพระยา และพระญาติพระวงศ์ที่ครองหัวเมืองพิษณุโลก

  • พระเจ้าพิศณุโลก (เรือง) (หรือ King Ruang) [12] [13] [14] [15] [16] ราชาภิเษกตนเองเป็นพระมหากษัตริย์ครองหัวเมืองพิษณุโลก [17] [18] เมื่อ พ.ศ. 2311 สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยจัดพระราชพิธีราชาภิเษกตามระบบจารีตประเพณีของอาณาจักรอยุธยา มีพระราชปุโรหิตาจารย์ในสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ ขุนนางหัวเมืองขั้นโทชั้นตรีรอบเมืองพิษณุโลกต่างๆ และขุนนางที่หลบหนีมาจากกรุงศรีอยุธยาครั้นกรุงแตกจำนวนมากร่วมพระราชพิธีดังกล่าว ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินเมืองพิษณุโลก หัวเมืองชั้นเอก ครอบคลุมทั้ง 7 มณฑล พระเจ้าพิศณุโลก (เรือง) มีพระราชประสงค์ต้องการรวบเข้ากับชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ให้เป็นปึกแผ่นเพื่อให้มีพระราชอำนาจครอบคลุมหัวเมืองเหนือทั้งหมด โดยพยายามยกทัพไปตีชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ถึง 3 ครั้ง รวมทั้งยังมีความพยายามที่จะบูรณะฟื้นฟูพระราชวังจันทน์เพื่อใช้เป็นที่ประทับ โดยพบร่องรอยหลักฐานบางประการภายในบริเวณพระราชวังเก่านี้ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเจ้าเมืองพิษณุโลก [19] ก่อนเสด็จสวรรคตด้วยโรคฝีละลอกในคอในฤดูน้ำหลาก

หมายเหตุ:

1) สันนิษฐานว่าอาจจะได้ตั้งบรรดาศักดิ์ชั้นพระยา และเจ้าพระยาในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เนื่องจากไม่พบหลักฐานว่าสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ตั้งเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เพราะขณะนั้นเป็นช่วงฉุกละหุกเกิดการสับเปลี่ยนกษัตริย์ภายในราชวงศ์ ประกอบกับหัวเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองเอกที่เป็นหน้าด่านเกิดสงครามบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามปรากฏบรรดาศักดิ์เด่นชัดของเจ้าพระยาพิศณุโลก (เรือง) ในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ เมื่อได้ทรงครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

2) สันนิษฐานว่าเจ้าพระยาพิศณุโลก (เรือง) อาจเกี่ยวดองกับราชวงศ์บ้านพลูหลวงในฐานะเครือญาติ ได้รับการไว้วางพระทัยให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนหัวเมืองพิษณุโลกทุกรัชสมัย และมีการกล่าวถึงในพระนิพนธ์เรื่อง ไทยรบพม่า ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอนเจ้าฟ้าจีดพาพรรคพวกหนีไปยังเมืองพิษณุโลกว่าทำนองจะเกี่ยวดองว่าเป็นญาติกับเจ้าพระยาพิศณุโลกอย่างใดอย่างหนึ่ง

3) เจ้าเมืองพิษณุโลกทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาร่วมกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ [20]

เครื่องยศขุนนางที่ได้รับพระราชทาน[แก้]

เจ้าพระยาพิษณุโลก ได้รับพระราชทานเครื่องยศดังนี้

  • ขี่คานหามกรรชิงหุ้มผ้าขาว (ขุนนางสามัญชน) (สำหรับขุนนางหัวเมืองชั้นเจ้าพระยา)
  • ดาบพระแสงราชศัสตรา (พระแสงดาบอาญาสิทธิ์) ประจำหัวเมืองพิษณุโลก [21]
  • เครื่องสูง
  • พานทอง
  • น้ำเต้าน้ำทอง
  • เสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัว
  • เจียดทองซ้ายขวา
  • เครื่องทอง
  • กระบี่กั้นหยั่น กระบี่บั้งทอง

ความเกี่ยวข้องกับสงครามพระเจ้าอลองพญา[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: สงครามพระเจ้าอลองพญา

เมื่อ พ.ศ. 2302 ในสมัยที่สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (เจ้าฟ้าดอกเดื่อ) ได้เพียง 1 ปี เกิดสงครามพระเจ้าอลองพญาอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางทหารระหว่างราชวงศ์คองบองของพม่ากับอาณาจักรอยุธยาสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง สงครามเริ่มต้นขึ้นราวเดือนธันวาคม ฝ่ายพม่าหมายจะยกทัพมารุกรานอาณาจักรอยุธยา และนำไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2310

เมื่อ พ.ศ. 2304 ภายหลังจากที่ “เนเมียวสีหบดี” เสร็จสิ้นจากการไปตีหัวเมืองมอญแล้ว “มังลอก” พระโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าอลองพญา จัดทัพมาตีเชียงใหม่ โดยมี “อภัยคามณี” เป็นแม่ทัพ และ “มังละศิริ” เป็นปลัดทัพพร้อมด้วยพลจำนวน 7,500 นาย พระเจ้าจันทร์ เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ กรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น ทรงแต่งหนักสือมาถวายพระเจ้าเอกทัศพร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการ มีพระประสงค์ให้เชียงใหม่เป็นเมืองออกของอยุธยา และขอกำลังทหารไปรักษาเมืองใหม่ พระเจ้าเอกทัศจึงตรัสสั่งให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เกณฑ์ทัพพลหัวเมืองเหนือจำนวน 5,000 นาย ยกไปช่วยเมืองเชียงใหม่ แต่ทัพเจ้าพระยาพิษณุโลกไปได้ถึงบ้านระแหงนั้นจึงได้ทราบข่าวว่าฝ่ายพม่าล้อมเมืองเชียงใหม่แล้วแต่ฝ่ายเชียงใหม่มีกำลังไม่แข็งกล้านักจึงเสียเมืองให้แก่ฝ่ายพม่าไป [22] โดยมี “เนเมียวสีหบดี” อยู่รักษาเมืองเชียงใหม่

เมื่อ พ.ศ. 2309 “เนเมียวสีหบดี” ซึ่งอยู่รักษาเมืองเชียงใหม่กับ “มังมหานรธา” ซึ่งอยู่รักษาเมืองที่ทวายได้รับหนังสือจากพระเจ้ามังระภายหลังจากที่เสด็จไปประทับกรุงอังวะ เมืองหลวงของพม่าว่าให้ยกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้ก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าอลองพญาที่ตรัสสั่งไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ว่าให้ตีอยุธยาให้ได้ ทั้งสองจึงต่างเกณฑ์พลยกทัพเข้าปล้นเมืองต่าง ๆ อีกฝ่ายหนึ่งบุกปล้นตั้งแต่เมืองนครสวรรค์ลงมาถึงเมืองอินทรเมืองพรหม (จังหวัดสิงห์บุรี) อีกฝ่ายหนึ่งก็ปล้นอยู่แถวเมืองสุพรรณบุรี เมืองราชบุรี และเพชรบุรี แล้วจึงมารวมทัพกัน [23] โดยหวังทำลายกำลังฝ่ายอยุธยาตั้งแต่ชั้นนอก พระเจ้าเอกทัศจึงตรัสให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เกณฑ์ทัพหัวเมืองเหนือไปขับไล่ และให้ทัพในกรุงยกทัพไปไล่พม่าทั้งด้านเมืองนครสวรรค์และเมืองราชบุรีด้วย โดยทัพด้านเหนือให้พระยาธิเบศร์บริวัตรเป็นแม่ทัพ ทัพใต้ให้พระสุนทรสงครามเป็นแม่ทัพ ต่อมาพระเจ้าเอกทัศทรงทราบความว่าพม่าตามตีมาจนถึงธนบุรีก็ตกพระทัยเกรงว่าพม่าจะล่วงจู่โจมเข้าถึงพระนคร จึงให้พระยารัตนาธิเบศร์คุมกองทัพซึ่งเกณฑ์มาจากนครราชสีมาลงมารักษาธนบุรีอีกทัพหนึ่งให้พระยายมราชคุมกองทัพอีกกองหนึ่งลงมารักษานนทบุรีคอยสกัดพม่าเอาไว้ ส่วนทัพของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ขับไล่พม่าจนมาสิ้นสุดที่พระนครศรีอยุธยา ณ วัดภูเขาทอง ตามพระประสงค์ของพระเจ้าเอกทัศ [24] แต่เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ถือโอกาสให้เจ้าพระยาพลเทพกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตพระเจ้าเอกทัศแทนตนเพื่อขอไปปลงศพมารดาโดยให้หลวงโกษา (ยัง) และหลวงเทพเสนาคุมทัพ ต่อมาเนเมียวสีหบดีรวบรวมพลจากล้านนา และล้านช้างราว 40,000 นาย จึงยกทัพจากเชียงใหม่แบ่งมาทางตาก และทางสวรรคโลก ตีหัวเมืองเหนือเรื่อยลงมา ฝ่ายเจ้าเมืองกรมการหัวเมืองเหนือเห็นข้าศึกพม่ามามากมายจึงหลบหนีเข้าป่า พม่าก็ได้หัวเมืองเรื่อยมาตั้งแต่พิชัย สวรรคโลก จนถึงเมืองสุโขทัย หลังพม่ายึดหัวเมืองสุโขทัยได้จึงตั้งค่ายอยู่ที่สุโขทัย เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) กับเจ้าเมืองกรมการหัวเมืองเหนือตัดสินใจรวบรวมพลยกทัพไปช่วยพระยาสุโขทัยรบพม่าที่ยึดเมืองเมืองสุโขทัย [25] และเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) มักถือดาบพระแสงราชศัสตราหรือพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าเอกทัศตลอดเวลาขณะไปราชการศึกหัวเมืองเหนือ

หลังจากเจ้าพระยาพิษณุโลกยกทัพออกไปแล้ว พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจีด กรมขุนสุรินทรสงคราม พระราชโอรสของพระองค์เจ้าชายแก้วกับเจ้าฟ้าหญิงเทพ พระราชธิดาของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระหรือเจ้าฟ้าเพชร) และเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระเพทราชา ขณะนั้นทรงต้องโทษอยู่ในกรุง เมื่อสถานการณ์ระส่ำระสาย เจ้าฟ้าจีดจึงตัดสินบนผู้คุมหลุดจากที่คุมขังแล้วจึงรวบรวมพรรคพวกยกกันไปเมืองพิษณุโลก ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ความว่า

ฝ่ายเจ้าพระยาพิศณุโลกก็ยกกองทัพไปช่วยรบพม่าณเมืองศุโขไทยด้วย ขณะนั้นเจ้าฟ้าจีดเปนบุตรพระองค์เจ้าดำ ซึ่งต้องสำเร็จโทษครั้งเจ้าฟ้าอไภยเจ้าฟ้าบรเมศร พระมารดานั้นเจ้าฟ้าเทพ เปนพระราชธิดาสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงแผ่นดินทรงปลา แลเปนเจ้าพี่เจ้าฟ้านิ่มเจ้าฟ้าสังวาลซึ่งเปนโทษครั้งกรมพระราชวังนั้น แลเจ้าฟ้าจีดต้องโทษจำอยู่ในพระราชวัง หลวงโกษาผลเมืองพระพิศณุโลกช่วยคิดอ่านให้หนีออกจากโทษได้ ไปรับณค่ายภูเขาทอง แล้วพากันหนีไปเมืองกับทั้งบ่าวไพร่ในกองของตัว

เมื่อมาถึงแล้วไม่พบเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เจ้าเมือง จึงมีแผนหมายจะยึดเมืองพิษณุโลกโดยคิดหลอกให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เข้าใจผิดว่าเพื่อรักษาเมืองให้มั่นคง จึงเรียกขุนนางในเมืองสั่งความว่าตนจะเป็นเจ้าเมืองแทน เมื่อเจ้าฟ้าจีดขึ้นนั่งเมืองพิษณุโลก จึงได้แอบเข้าเก็บริบทรัพย์สินเงินทองและยังจุดเพลิงเผาจวนเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ทิ้งเสีย [26] [27] ชาวเมืองต่างไม่มีผู้ใดกล้าสู้ด้วยเห็นว่าเป็นเจ้านาย ซึ่งหลวงโกษา (ยัง) ทหารเอกของเจ้าพระยาพิษณุโลกคิดเห็นชอบกับเจ้าฟ้าจีดด้วยเหตุว่าเป็นเจ้านายเช่นกัน แต่ญาติของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เห็นการณ์ ท่านผู้หญิงเชียง [28] [29] ภริยา พร้อมด้วยพรรคพวกและบ่าวไพร่จำนวนหนึ่งแอบหนีลงเรือขึ้นไปยังเมืองสุโขทัย เพื่อนำความไปแจ้งกับเจ้าพระยาพิษณุโลก เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงเลิกทัพกลับมา เจ้าฟ้าจีดสั่งให้ทหารเตรียมรบป้องกันเมืองแต่ทหารกลับไม่ต่อสู้ใด ๆ เพราะทหารในเมืองต่างก็นับถือเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เมื่อทหารจับตัวเจ้าฟ้าจีดได้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงว่ากล่าวติเตียนแล้วจับส่งตัวไปยังพระนคร แต่มีพม่าตั้งทัพอีกที่เมืองนครสวรรค์จึงลงไปพระนครไม่ได้ สั่งให้ทหารจับตัวเจ้าฟ้าจีดไปถ่วงน้ำที่เกยชัยบริเวณน้ำน่านและน้ำยม บรรดาพรรคพวกก็เอาไปประหารเสีย ในระหว่างที่เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) กลับมาปราบเจ้าฟ้าจีด พม่าถือโอกาสยกทัพล่วงเลยจากสุโขทัยมานครสวรรค์ลงมายังกำแพงเพชร หมายจะรุกรานกรุงต่อไป เมืองพิษณุโลกจึงมิได้เสียเมืองแก่พม่า (ทางไทยกล่าวว่า "...ทำนองเจ้าพระยาพิศณุโลกจะเปนคนเข้มแข็ง จึงรักษาเมืองพิศณุโลกไว้ได้..." แต่ทางพม่ากล่าวว่าพม่าได้เมืองพิษณุโลกด้วย) [30]

หมายเหตุ:
ประเด็นเรื่องการเสียเมืองพิษณุโลก
เนเมียวสีบดีพร้อมกองทัพพม่า 40,000 นาย (เหตุการณ์ขณะนั้นอ้างถึงประชุมพงศาวดารภาคที่ 6 เรื่องไทยรบพม่าครั้งกรุงเก่า ตอน คราวเสียกรุงครั้งหลัง) เดินทางมาจากเชียงใหม่มาทางเมืองสวรรคโลก และเมืองสุโขทัย ซึ่งหัวเมืองเหนือพระเจ้าเอกทัศโปรดให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) รักษาหัวเมืองอยู่ (ยังคงอยู่ที่หัวเมืองพิษณุโลก) เมื่อกองทัพพม่าเริ่มตีได้เมืองสวรรคโลกเข้ามา เจ้าพระยาพิษณุโลก จึงยกทัพไปช่วยเมืองสุโขทัย ในระหว่างนี้เจ้าฟ้าจีดถือโอกาสตั้งเป็นเจ้าเมืองเสียเอง เจ้าพระยาพิษณุโลกทราบข่าวจึงกลับมาปราบเจ้าฟ้าจีดจนสำเร็จและตั้งทัพรักษาเมืองพิษณุโลกไว้ เมืองสุโขทัยต้านทัพพม่าไม่ไหวจึงเสียเมืองให้พม่าเพราะเจ้าพระยาพิษณุโลกนำทัพกลับไปหัวเมืองพิษณุโลกไปแล้ว เมืองที่พม่าตีได้คือเมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองพิจิตร (หลวงโกษา เจ้าเมืองพิจิตรมาช่วยราชการอยู่ที่หัวเมืองพิษณุโลกอยู่ก่อนจะเสียเมือง) หลังจากนั้นกองทัพเนเมียวสีหบดีจึงมารวมที่เมืองนครสวรรค์เคลื่อนทัพผ่านสิงบุรีห์ลงไปตั้งกองทัพอยู่ที่ วัดป่าฝ้าย ชานกรุงศรีอยุธยา (อ้างถึงพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา)

'ข้อสันนิษฐาน: หากพม่าตีเมืองพิษณุโลกได้'

1.1) เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ไม่อาจมีกำลังไพร่พลพอที่จะตั้งชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ได้ วิธีพม่ายกทัพเข้ามาในครั้งนี้ปรากฏในพงศาวดารพม่าที่กำหนดไว้เป็นอุบายไว้คือ "...ถ้าเมืองไหน หรือแม้แต่ตำบลบ้านไหนต่อสู้ พม่าตีได้แล้ว เก็บริบทรัพย์สมบัติเอาจนหมด ผู้คนก็จับเปนเชลยส่งไปเมืองพม่า แล้วให้เผาบ้านช่องเสียไม่ให้เหลือ ถ้าบ้านไหนเมืองไหนเข้าอ่อนน้อมต่อพม่าโดยดี พม่าให้กระทำสัตย์แล้ว ไม่ปล้นสดมภ์เก็บริบทรัพย์สมบัติ เปนแต่เรียกเอาเสบียงอาหารผู้คนพาหนะมาใช้สรอยการทัพตามแต่จะต้องการ..." เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) คงมิอาจเข้าอ่อนน้อมพม่าให้เสียเมืองแต่โดยดี

1.2) ทัพเนเมียวสีบดีอาจเสียกำลังพล มีกำลังไม่เพียงพอที่จะตีหัวเมืองล่างๆ เมืองพิษณุโลกอีกจำนวนมากเพราะกองทัพของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เข้มแข็งมาก

(ข้อมูลพงศาวดารของไทยและของพม่าขัดแย้งกัน ไม่อาจกล่าวได้ว่าฝ่ายใดถูกต้องกว่าใคร)

ความเกี่ยวข้องกับชุมนุมใหญ่หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง[แก้]

การหลบหนีของพระญาติพระวงศ์สู่เมืองพิษณุโลก[แก้]

เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน นพศก ขณะที่กรุงศรีอยุธยาเกิดสงครามกับพม่าจวนจะเสียแก่ข้าศึก โดยมีทัพ “เนเมียวสีหบดี” กับทัพ “มังมหานรธา” เข้ารุกรานกรุงศรีอยุธยา [31]สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าลา กรมหลวงจักรเจษฎา (คุณลา) ทรงหลบหนีไปอยู่เมืองพิษณุโลก ซึ่งเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นเจ้าเมืองอยู่โดยมี นายทองขวัญและนายแย้ม บุตรของหลวงรักษ์เสนา (จำรัส) เป็นผู้ติดตามมาด้วย [1] สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกเป็นพระสหายเก่าของเจ้าพระยาพิษณุโลก[1] จึงได้รับต้อนรับอย่างดีถึงกับสถาปนาบรรดาศักดิ์แก่สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ขณะนั้นสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกทรงมีราชทินนามว่าออกพระอักษรสุนทรศาสตร์ กรมมหาดไทย) [17] เป็นอัครมหาเสนาบดี [32] ตำแหน่งสมุหนายกแคว้นพิษณุโลก มีราชทินนามว่า เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยบรากรมภาหุ ศักดินา 10000 ดังปรากฏใน พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงเซอร์ ยอน เบาริง (1969:62 - 63) ความว่า [33]

บรรพบุรุษของพระองค์เดิมเป็นชาวมอญอยู่ในกรุงหงสาวดี ได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยา เมื่อตอนสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพ ท่านผู้นี้คือ พระยาเกียรติ ได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่วัดขุนแสน ได้มีลูกหลานสืบต่อมาจนถึงโกษาปานในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ โดยเป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส ต่อมาลูกหลานคนหนึ่งได้รับราชการกับเจ้าพระยาพิษณุโลกเมื่อตอนกรุงศรีอยุธยาแตก และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระอักษรสุนทรเสมียนตรา พระอักษรเสมียนตรามีลูกหลานหลายคน คนที่ 4 เป็นชาย ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็น พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งเป็นปู่ของพระองค์ท่าน

และตั้งนายทองขวัญ ผู้ติดตาม เป็นนายชำนาญ (กระบวน) นายเวรกรมมหาดไทย เมืองพิษณุโลก สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ทรงประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกจนสวรรคตก่อนที่จะเสียกรุง เนื่องจากทรงพระประชวร [17] [34]

ต่อมามีการตั้งชุมนุมขึ้นทั้งหมด 8 ชุมนุม [35] แบ่งเป็นชุมนุมขนาดใหญ่ 5 ชุมนุม ชุมนุมขนาดย่อม 2 ชุมนุม และชุมนุมชนชาติอื่น 1 ชุมนุม ดังนี้

ชุมนุมขนาดใหญ่ 5 ชุมนุม

  • ชุมนุมพระยาตาก (สิน) หรือพระยาวชิรปราการ ตั้งอยู่ที่จันทบุรี
  • ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) มีอาณาเขตเมืองพิชัย - เมืองนครสวรรค์
  • ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองชุมพร - มลายู
  • ชุมนุมเจ้าพิมาย (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าแขก กรมหมื่นเทพพิพิธ) พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองสระบุรี พิมาย ล้านช้าง กัมพูชา
  • ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองแพร่ น่าน และหลวงพระบาง

ชุมนุมขนาดย่อม 2 ชุมนุม

  • ชุมนุมหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ (ทองด้วง) ที่ จ.สมุทรสงคราม ก่อนจะรวบเข้ากับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่กรุงธนบุรี ภายหลังปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรุงรัตนโกสินทร์
  • ชุมนุมนายบุญส่งและพระยาธนบุรี ตั้งอยู่ที่เมืองธนบุรี

ชุมนุมชนชาติอื่น 1 ชุมนุม

  • ชุมนุมสุกี้ (ชุมนุมชนชาติมอญ) หรือนายทองสุก ตั้งอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น (ปัจจุบันคือพื้นที่ ต.พุทเลา และ ต.โพธิ์สามต้น อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา)


ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)[แก้]

ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นชุมนุมของขุนนางตามระบบจารีตของอาณาจักรอยุธยา ซึ่งเจ้าพระยาพิษณุโลก ตั้งตัวเป็นผู้นำ ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ถือเป็นชุมนุมหัวเมืองเหนือที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่บนฝั่งลำน้ำน่าน มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองพิชัยลงมาจนถึงเมืองนครสวรรค์และปากน้ำโพครอบคลุม 7 มณฑล คือ 1. เมืองพิษณุโลก (เมืองสรลวงสองแคว) 2. เมืองสุโขทัย (นครไทย) 3. เมืองศรีสัชนาลัย (เมืองสวรรคโลก หรือเมืองเชลียง หรือเมืองเชียงชื่น) 4. เมืองกำแพงเพชร (รวมเมืองนครชุม) 5. เมืองพิจิตร (รวมเมืองปากยม) 6. เมืองพระบาง และ 7. เมืองทุ่งยั้ง (เมืองพิชัย) หลังจากตั้งตนเองเป็นผู้นำชุมนุมแล้วได้มีบรรดาข้าราชการเก่ากรุงศรีอยุธยามาสวามิภักดิ์ด้วยหลายนายเนื่องจากเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นผู้มีความสามารถในการสู้รบ เป็นขุนนางเก่าแก่ชั้นสูงในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงมีผู้นับถืออยู่มาก

ภาพแสดงที่ตั้งชุมนุมต่าง ๆ หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง (พ.ศ. 2310)
1: ชุมนุมพระยาตาก (รวมกับชุมนุมสุกี้พระนายกอง)
2: ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)
3: ชุมนุมเจ้าพระฝาง
4: ชุมนุมเจ้าพิมาย
5: ชุมนุมเจ้าพระยานครศรีธรรมราช

เมื่อ พ.ศ. 2311 หลังจากที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบข้อมูลจากเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) เกี่ยวกับเจ้าพระยาพิษณุโลก ราวเดือนตุลาคม ฤดูน้ำหลากจึงยกทัพด้วยกำลังพล 15,000 นาย ไปปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นชุมนุมแรกซึ่งเป็นชุมนุมใหญ่ เจ้าพระยาพิษณุโลกจึงได้ให้หลวงโกษา (ยัง) ยกกองทัพมาตั้งรับที่ตำบลเกยชัย เขตเมืองนครสวรรค์ คอยดักซุ่มสกัดทัพ ครั้นกองทัพของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกขึ้นไปถึง ก็ได้ปะทะรบพุ่งกันอย่างสามารถ ทหารฝ่ายชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ได้ยิงปืนมาถูกพระชงฆ์ (หน้าแข้ง) ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้รับบาดเจ็บ จึงต้องยกทัพกลับ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่มที่ 3 บันทึกว่า

เจ้าพระพิษณุโลก (เรือง) ได้ทราบข่าวศึก จึงแต่งให้หลวงโกษา (ยัง) ยกกองทัพลงมาตั้งรับ ได้รบกันเป็นสามารถ ข้าศึกยิงปืนมาต้องพระชงฆ์ข้างซ้าย จึงให้ล่าทัพหลวงกลับมายังกรุงธนบุรี

ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวว่า

พระยาพิษณุโลกรู้ประพฤติเหตุ แต่งพลทหารให้หลวงโกษา (ยัง) ยกออกมาตั้งรับ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จนำพลทั้งปวงเข้ารณรงค์ด้วยข้าศึกครั้งนั้น ฝ่ายข้าศึกยิงปืนมาดังห่าฝนต้องพระชงฆ์เบื้องซ้าย เลียบตัดผิวพระมังสะไปจึงให้ลาดทัพกลับยังกรุงธนบุรี

พระยาศรีสัชนาลัยบดี (เลี้ยง ศิริปาละกะ) บันทึกว่า

ในปลายปีชวดนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จยกพยุหโยธาไทยจีน สรรพด้วยสรรพาวุธทั้งทางบกทางเรือ ขึ้นไปตีเมืองพิษณุโลก ซึ่งเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตัวเป็นเจ้าแข็งเมืองอยู่ ได้รบกันเป็นสามารถ ข้าศึกยิงปืนกระสุนปืนเฉียดขาเจ้าหมื่นไวยวรนาถ ซึ่งนั่งเรือหน้าพระที่ นั่งผ้านุ่งขาด กระสุนเลยไปต้องพระองค์เบื้องซ้าย จึงได้ล่าทัพกลับพระนคร

บันทึกความทรงจำของ พระเจ้าไปยยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี บันทึกไว้ว่า [36] [37]

ไปตีเกยชัย ถูกปืนไม่เข้า

ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) นับเป็นชุมนุมใหญ่ชุมนุมแรกที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไปตีแล้วไม่สำเร็จ [38] ผลจากการที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่สามารถเอาชนะชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ทำให้พระยาพิษณุโลก (เรือง) ต้องการมีอำนาจหัวเมืองเหนือ [39] จึงตั้งตนเป็นพระมหากษัตริย์เป็น "พระเจ้าพิษณุโลก" [40] [41] ทำให้ขุนนางเก่าอยุธยาบางส่วนเกิดความไม่พอใจหนีไปเป็นบริวารของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ตามที่ปรากฏ "มีชาวเมืองพิษณุโลก เมืองพิจิตรแตกมาสู่โพธิสมภาร" ความเข้มแข็งชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เพิ่มมากขึ้นเพราะได้ยกทัพไปตีชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่แพ้ไม่ชนะกัน ต่อมาก็เสด็จสวรรคตด้วยโรคฝีละลอกเดือน 11 ปีชวดสัมฤทธิศก ตรงกับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2311 ด้วยเหตุเมืองพิษณุโลกขณะนั้นเกิดโรคห่าระบาดไปทั่ว [42] “พระเจ้าพิษณุโลก” ก็ถึงแก่อสัญกรรม “เจ้าพระยาพิษณุโลกอยู่ในราชสมบัติ 6 เดือน พระชนมายุได้ 49 ปี ก็เสด็จสวรรคตไปตามยถากรรม” [17] [43] [44] [45] แต่ก็มีอีกหลักฐานที่ขัดแย้งกับเหตุผลของนิธิ เอียวศรีวงศ์ดังกล่าวว่า “กำเริบถือตัวมีบุญญาธิการ จึงตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินรับราชโองการอยู่ได้ประมาณ 7 วัน ก็บังเกิดวัณโรคขึ้นในคอ (โรคฝีละลอก) ถึงพิราลัย” [46] พระอินทร์อากร น้องชายของเจ้าพระยาพิษณุโลกจึงได้ขึ้นครองเมืองแทน แต่ไม่ได้สถาปนาเป็นกษัตริย์ ภายหลังเมืองพิษณุโลกอ่อนแอลงเนื่องจากพระอินทร์อากรไม่ชำนาญการรบและไม่เป็นที่นิยมของชาวเมือง แต่อย่างไรก็ตามมีหลายหลักฐานที่ไม่ได้ปรากฏนามของ พระอินทร์อากรและไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) มีบางหลักฐานปรากฏว่าพระอินทร์อากรถูกเจ้าพระฝาง (เรือน) จับต้องโทษจนเสียชีวิต ต่อมาชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงอ่อนแอลง ส่งผลให้เกิดการรุกรานของชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ขึ้นจนตีเมืองเมืองพิษณุโลกแตกไปในที่สุด


ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) เป็นชุมนุมของกบฏไพร่ ตั้งอยู่ที่วัดพระฝาง เมืองสวางคบุรี (เมืองฝาง) มีอาณาเขตทางเหนือถึงหัวเมืองแพร่และนาน เชื่อมต่อกับวัฒนธรรมระหว่างสยาม ล้านนา และล้านช้าง และอาณาณาเขตทางใต้ถึงหัวเมืองอุทัยธานี [47] รุกล้ำเข้าแดนเมืองชัยนาท ดังปรากฏ "ด้วยเหล่าร้ายนั้นยกลงมาตระเวน ตีเอาข้าวปลาอาหาร เผาเรือนเสียหายหลายตำบล ไพร่บ้านพลเมืองได้รับความแค้นเคืองขัดสน” [48] ซึ่งอาณาเขตทางใต้ได้มาจากการที่ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ผนวกกับชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เจ้าพระฝาง (เรือน) ถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนอาสัตย์อาธรรมฝ่ายเหนือ” เพราะเป็นพระภิกษุที่ย่ำยีพระธรรมวินัย

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง "เที่ยวตามทางรถไฟ" [49]กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ว่า เมื่อพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยา ยกกองทัพมาทางเมืองกาญจนบุรี 1 ทาง ทางเมืองเชียงใหม่ 1 ทาง พม่าไม่กล้าไปตีเมืองพิษณุโลก ยกหลีกเลยมาทางเมืองสุโขทัย เจ้าพระยาพิษณุโลกยกกองทัพติดตามไปตีพม่า กำลังรบกันอยู่ทางเมืองพิษณุโลกมีพวกไทยด้วยกันชิงเมือง (หมายถึงเจ้าฟ้าจืด) เจ้าพระยาพิษณุโลกจึงล่าทัพกลับไปรักษาเมืองตามเดิม ครั้นไม่มีพระราชาธิบดีปกครองกรุงศรีอยุธยาแล้ว เจ้าพระยาพิษณุโลกตั้งชุมนุม เจ้าพระฝางยกกองทัพมาตีเมืองพิษณุโลก ต้องล้อมเมืองอยู่ 7 เดือนตีไม่ได้เมืองจึงล่าทัพกลับไป

เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมายกกองทัพหมายจะตีเมืองพิษณุโลกแต่ก็ถูกปืนต้องล่าทัพกลับ เจ้าพระยาพิษณุโลกจึงตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ทำพิธีราชาภิเษกตั้งตัวขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ แต่เผอิญเกิดโรคที่ในคอ พอราชาพิเษกได้ 7 วันก็ถึงแก่พิราลัย เป็นเหตุให้คนทั้งหลายเห็นว่ายกตนเกินวาสนา เมืองพิษณุโลกจึงอ่อนแอลง เจ้าพระฝางได้ยกทัพมาอีกตั้งล้อมอยู่ 2 เดือนก็ได้เมืองพิษณุโลก

หมายเหตุ: หลวงโกษา (ยัง) เดิมเป็นเจ้าเมืองพิจิตร เป็นขุนนางที่สนิทสนมกับเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ซึ่งมาช่วยราชการในการสู้รบเสมอ หลังจากเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) รวบหัวเมืองและตั้งชุมนุมแล้วจึงแต่งตั้งให้หลวงโกษา (ยัง) เป็นทหารของตนเอง หลังจากชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) พ่าย จึงหลบหนีไปเมืองสวางคบุรีไปเป็นทหารของชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน)

การปราบหัวเมืองเหนือ และการฟื้นฟูสู่กรุงธนบุรี พ.ศ. 2313[แก้]

พ.ศ. 2313 [36] ตรงกับวันเสาร์เดือน 8 แรม 14 ค่ำ เดือนมิถุนายน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพไปตี ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) และพม่า หัวเมืองเหนืออีกครั้งโดยแบ่งเป็น

  • 1. ทัพหลวงเป็นทัพเรือ กำลังพล 12,000 นาย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จขึ้นไปถึงพิษณุโลกก่อนทัพบก 9 วัน ตีเมืองพิษณุโลกไปก่อน
  • 2. ทัพบกที่ 1 กำลังพล 5,000 นาย ให้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) (ขณะนั้นทรงบรรดาศักดิ์เป็น "พระยายมราช") เป็นแม่ทัพ เดินทัพไปทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำน่าน ซึ่งทัพบกที่ 1 เดินทางมาถึงก่อนทัพบกที่ 2 2 วัน
  • 3. ทัพบกที่ 2 กำลังพล 5,000 นาย ให้ เจ้าพระยาพิชัยราชา (ขณะนั้นบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาพิชัยราชา") เป็นแม่ทัพ ให้เดินทัพไปทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำน่านบรรจบกับทัพยกที่ 1 ที่พิษณุโลก

ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) นับเป็นชุมนุมสุดท้ายที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตีได้ ต่อมาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้เดินทัพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ไปตีเมืองสวางคบุรี เมื่อทัพบกของเจ้าพระยาพิชัยราชามาถึงจึงให้รีบไปช่วยทัพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ตีเมืองสวางคบุรี

วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 7 ค่ำ เมื่อตีเมืองสวางคบุรีได้แล้ว มีชาวเมืองสวางคบุรีส่วนหนึ่งหนีขึ้นไปล้านนา ส่งผลให้ "โปมะยุง่วน" ขุนนางพม่าเชื้อพระวงศ์ เป็นอุปราชอาณาจักรล้านนา เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ขณะนั้นทรงทราบสถานการณ์แล้วว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสามารถรวบรวมประเทศเป็นอาณาจักรเดียวกันเรียบร้อยแล้วนับจากวันที่เริ่มกอบกู้อาณาจักร 6 พฤศจิกายน 2310 เป็นเวลานาน 2 ปี 10 เดือน [36]

การรับรู้ผ่านวรรณกรรมร่วมสมัย[แก้]

บทบาทการมีตัวตนของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) รวมถึงบุคคลในครอบครัวถูกสร้างการรับรู้แก่สังคมไทยในยุคปัจจุบันผ่านวรรณกรรม งานเขียน ละคร และนวนิยายอิงประวัติศาสตร์หลากหลาย เช่น

  • บทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เรื่องงานสร้างชาติไทย มีการกล่าวถึงการเกิดสงครามปะทะกันหลายครั้งระหว่างที่เจ้าพิษณุโลก (เรือง ต้นสกุลโรจนกุล) ยังมีพระชนม์อยู่ [50]
  • กรุงแตก เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ประพันธ์โดย หลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ) หรือกิมเหลียง โดยกล่าวถึงบทบาททางการสงครามของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) คราวเสียงกรุงครั้งที่สอง และท่านผู้หญิงเชียง ภริยาของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) กับคุณหญิงนิ่มนวล ในบทบาทสตรีที่เป็นผู้ต่อต้านการเข้ายึดเมืองพิษณุโลกของเจ้าฟ้าจีด
  • ฟ้าใหม่ เป็นนวนิยายประพันธ์โดย ศุภร บุนนาค ดัดแปลงเป็นบทโทรทัศน์เมื่อ พ.ศ. 2547 กล่าวถึง เรณูนวล นำแสดงโดย พัชราภา ไชยเชื้อ บทบาทลูกสาวคนเดียวเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) และบทบาทของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) นำแสดงโดย อรรถชัย อนันตเมฆ แต่ภายหลังถูกตัดออกไป
  • สายโลหิต เป็นนวนิยายประพันธ์โดย โสภาค สุวรรณ และมีการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ เมื่อคราวออกอากาศครั้งที่ 4 ปี พ.ศ. 2561 กล่าวถึงเหตุการณ์ เกิดกบฏที่เมืองพิษณุโลกขณะเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ยกทัพไปช่วยพระยาสุโขทัย เป็นเหตุให้ต้องล่าทัพกลับเมืองพิษณุโลก [51]
  • พรหมลิขิต เป็นนิยายภาคต่อจาก บุพเพสันนิวาส ประพันธ์โดย รอมแพง ซึ่งได้เปิดเผยในงาน เกร็ดประวัติศาสตร์ที่ยังคาใจจากศิลปากรสู่บุพเพสันนิวาส [52] ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ คุณเรืองและคุณริดบุตรชายของแม่การะเกดกับขุนศรีวิสารวาจาจะไปอยู่ที่เมืองพิษณุโลกพร้อมกับหมื่นเรืองราชภักดี มีกระแสทางสื่อโซเชี่ยลว่า คุณเรืองหรือหมื่นเรืองราชภักดี คนใดคนหนึ่ง อาจเกี่ยวข้องกับตำแหน่งเจ้าเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ที่เริ่มรับราชการในช่วงรัชกาลของพระเจ้าท้ายสระ
  • ยุคันตวาต ๒ ภาคสงครามพระเจ้าอลองพญา นิยายแฟนตาซีอิงประวัติศาสตร์ แต่งโดย LanzaDeluz (นามแฝง) กล่าวถึงบทบาทของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตอน ราชการศึกในท้องพระโรง [53]

นามสถานที่ที่เกี่ยวข้อง[แก้]

  • ถนนเจ้าพระยาพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 ชูศักดิ์ ศรีเพ็ญ, พลโท, และคณะ. บันทึกพระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี (สรวง ศรีเพ็ญ) "เล่าให้ลูกฟัง". สืบค้น เมษายน, 2555
  2. เป็นราชทินนามสำหรับเจ้าพระยาหรือพระญาติพระวงศ์ครองเจ้าเมืองชั้นเอก เมืองพิษณุโลก ปรากฏในมลเฑียรบาลเรียกว่า นา 10000 กินเมืองทั้ง 4 ฝ่าย หรือ ท้าวพระยาหัวเมืองทั้ง 4
  3. พิเศศ บูรณะสมบัติ. 2547. ประวัติศาสตร์การปกครองของไทย (ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกถึงเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย พ.ศ. 2475). กรุงเทพฯ : รวมสาส์น (1977).
  4. ขุนนางชั้นเอกของราชอาณาจักรที่มีศักดิระดับนา 10000 ในสมัยอยุธยายังแบ่งเป็น เอกอุ หรือ เอกอุตม (เอกสมบูรณ์) เอกม. หรือ เอกมัธยม (เอกระดับกลาง) และ เอกส. หรือ เอกสามัญ (เอกสามัญ)
  5. นามสกุลพระราชทาน. พระราชวังพญาไท. หมวดอักษร ร. ลำดับที่ 368
  6. นามสกุลพระราชทาน ร.ศ.113-124 (ค.ศ.1894-1905)‎. นามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย (ร)
  7. ภูมิพิสัยพิสุทธิวรพงศ์-ร..๒ นามสกุลพระราชทาน-ร..๒
  8. 10 นามสกุลเก่าแก่ของไทย. Facebook คลังประวัติศาสตร์ไทย
  9. กี อยู่โพธิ์, ปรีดา ศรีชลาลัย, และวิลเลียม เจ. เก็ดนีย์. บทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2484. หน้า 200.
  10. เทพ สุนทรศารทูล. มงคลนาม ตามตำราโหราศาสตร์. กรุงเทพฯ : พระนารายณ์, 2534. หน้า 205.
  11. เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์. [ม.ป.ป]
  12. Mishra, Patit Paban. (2010). History of Thailand. California: Greenwood. pp. 69-70
  13. W.A.R. WOOD, cut. H.B.M., CONSUL-GENERAL, CHIENGMAI. (1924). A History Of Siam: From The Earliest Times To The Year A. D. 1781. Bangkok : Chalermnit Press. pp. 255-256.
  14. Committee of National Annual Report. THAILAND Official Year Book 1964. Bangkok : Government House Printing Office, 2507:80.
  15. Tate, D. J., The Making of Modern Southeast Asia, The European conquest. 1st ed. United Kingdom : Oxford University Press, 1971:500.
  16. Shiv Shanker Tiwary. Encyclopaedia of Southeast Asian Dynasties Vol. II., Anmol Publications, 2008. pp 46.
  17. 17.0 17.1 17.2 17.3 Bowrings, Sir John. (1855). THE KINGDOM AND PEOPLE OF SIAM: WITH A NARRATIVE OF THE MISSION TO THAT COUNTRY IN 1855. VOLUME I. London : John W. Parker and Son, West Strand. pp. 67.
  18. จุลจักรพงษ์. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). กรุงเทพฯ : เดลิเมล์, 2480. พิมพ์แจกงานพระราชทานเพลิงศพ นายพันเอก พระยาสิริจุลเสวก (พัว จุลเสวก) ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม.
  19. สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์, เล่มที่ 53, ฉบับที่ 10-18.
  20. ศิลปากร. เล่มที่ 48 ฉบับที่ 1-3.
  21. ธรรม คามน์ โภวาที. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนาย รง ทัศนาญชลี (ป.ช. ป.ม.) ณ ฌาปนสถาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วัดตรีทศเทพวรวิหาร 15 กรุงเทพมหานคร 2544. กรุงเทพฯ : [ม.ป.ท.], 2554. 206 หน้า.
  22. หวน พินธุพันธ์. พิษณุโลกของเรา. พระนคร : กรุงสยามการพิมพ์, 2514. หน้า 21.
  23. Lt. Gen. Sir Arthur P. Phayre (1883). History of Burma (1967 ed.). London: Susil Gupta. pp. 188–190.
  24. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 64 พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
  25. นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2529. หน้า 51-52.
  26. คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2542.
  27. เพลิง ภูผา. รัฐประหารยึดบัลลังก์กษัตริย์บนแผ่นดินอยุธยา. กรุงเทพฯ : เจ้าพระยา, 2557. หน้า 185.
  28. ส. พลายน้อย. สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : บำรุงสาส์น, 2517. 508 หน้า.
  29. วิบูล วิจิตรวาทการ. สตรีสยามในอดีต. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2543. 359 หน้า.
  30. ดำรงราชานุภาพ.สมเด็จกรมพระยา. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 6 เรื่องไทยรบพม่าครั้งกรุงเก่า.สงครามครั้งที่ 24 คราวเสียกรุงครั้งหลัง. กรุงเทพฯ : อักษรนิติ์, 2460.
  31. GE Harvey (1925). History of Burma. London: Frank Cass & Co. Ltd.. pp. 250–254.
  32. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, "ปฐมวงศ์" ประชุมพงศาวดาร เล่ม 8, (พระนคร : ก้าวหน้า, 2507), หน้า 231.
  33. Bowring , Sir John. The Kingdom and People of Siam. Vol 1 , Oxford University Press , 1969.
  34. เทพ สุนทรศารทูล. พระพุทธยอดฟ้ามหาราช กษัตริย์นักรบ นักรัก นักกวี นักการทูต. ตอนที่ 5.
  35. เทพ สุนทรศารทูล. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ตอน 8 ก๊กกรุงสยาม. กรุงเทพฯ : ดวงแก้ว, 2546. 99 หน้า.
  36. 36.0 36.1 36.2 วสินธ์ สาริกะภูติ, พลเรือเอก. "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตอนหักคีมพม่าและเสือพบสิงห์" นาวิกศาสตร์ สำนักงานราชนาวิสภา. 91(8) : 6 - 12 : สิงหาคม 2551.
  37. จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี หน้า ๙๐ ข้อที่ ๒๐
  38. ชัยฤกษ์ ไชยโกมินทร์, พลเอก. ประเด็นพระยาตากเป็นกบฏ.
  39. นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วพิมพ์, 2527.
  40. กหช.จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 จ.ศ.1199 เลขที่ 75
  41. แสงเพชร. สิ้นชาติ กู้แผ่นดิน จลาจลบนแผ่นดินพระเจ้าตาก. กรุงเทพฯ : วันชนะ, 2549.
  42. กี อยู่โพธิ์, ปรีดา ศรีชลาลัย, และวิลเลียม เจ. เก็ดนีย์. บทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2484. หน้า 200.
  43. วนรัตน์, พระ, พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาภาษามคธและคำแปล, พระยาพจนสุนทร แปล, พระนคร, พิมพ์ในงานศพท่านเลื่อม บุนนาค 2459, หน้า 32-33
  44. สังคีติยวงศ์ พงศาวดาร เรื่องสังคายนาพระธรรมวินัย สมเด็จพระวันรัตน์ วัดพระเชตุพน ในรัชกาลที่ ๑.กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร , 2521.
  45. กี อยู่โพธิ์, ปรีดา ศรีชลาลัย, และวิลเลียม เจ. เก็ดนีย์. บทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2484. หน้า 200.
  46. สมเด็จพระปฐมกษัตริย์ (ทองด้วง) แห่งราชวงศ์จักรี
  47. กรมศิลปากร. 2530 : 20
  48. ประชุมพงศาวดารภาคที่ 65-66 เล่มที่ 40 , 2512 : 46 และขวัญเมือง จันโรจนี : 33
  49. วาปีบุษบากร, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. "เรื่องเมืองพิษณุโลก" พระนิพนธ์สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2496. หน้า 28 - 30.
  50. ตากสินมหาราช, สมเด็จพระเจ้า, ธนิต อยู่โพธิ์, และปรีดา ศรีชลาลัย. บทละครรามเกียรติ์ เล่าเรื่องหนังสือรามเกียรติ์ และเรื่องงานสร้างชาติไทย. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2484. หน้า 200.
  51. นิยายไทยรัฐ เรื่อง สายโลหิต ตอนที่ 6 หน้า 9.
  52. มติชนออนไลน์ รอมแพงเผย ‘แม่การะเกด’ ยกครอบครัวย้ายไปเพชรบุรี ใน ‘พรหมลิขิต’ เหตุเกิดยุคพระเจ้าท้ายสระ. 4 พฤษภาคม 2561.
  53. ยุคันตวาต ๒ ...ภาคสงครามพระเจ้าอลองพญา ตอนที่ ๑ ราชการศึกในท้องพระโรง(๑)
บรรณานุกรม
  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๓๙๖ - ๒๔๔๓. จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี พิมพ์พร้อมกับฉบับเพิ่มเติม (พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๒๓๘๑) และพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลลอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เฉพาะตอน พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๒๓๖๓). พิมพ์ครั้งที่ 7, กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2560. 400 หน้า. หน้า 2. ISBN 978-616-283-353-3
  • สัจจาภิรมย์ อุดมราชภักดี (สรวง ศรีเพ็ญ), พระยา. เล่าให้ลูกฟัง : ชีวิตข้าราชการมหาดไทยยุคใกล้อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์. พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด, 2557. 276 หน้า. หน้า 21. ISBN 978-974-021-264-5
  • ศรีนิล น้อยบุญแนว, บก. พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี แผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ฉบับหมอบรัดเล จุลศักราช 1128 - 1144. กรุงเทพฯ : กรมตำรา กระทรวงธรรมการ, 2472.
  • ส. พลายน้อย (นามแฝง). สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ, 2553. 512 หน้า. หน้า 105-106. ISBN 978-616-500-020-8
  • ภาณุพันธุวงศ์วรเดช, จอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมพระยา. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ภาค 1. กรุงเทพฯ : (ม.ป.ท.), 2455.
  • ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. ไทยรบกับพม่าฉบับรวมเล่ม. พระนคร : ศิลปาบรรณาคาร, 2524.
  • ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 – 2. พระนคร : คุรุสภา, 2505.
  • จรรยา ประชิตโรมรัน. การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547.
  • นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550.
  • นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วพิมพ์, 2527.
  • สุเนตร ชุตินธรานนท์. สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310) : ศึกษาจากพงศาวดารพม่า ฉบับราชวงศ์คองบอง. กรุงเทพฯ : สยาม, 2541.
  • วิจารณ์ พานิช. (2550). สนุกกับภาษาไทย – ภาษาอัชฌาไศรย 44. ชายคาภาษาไทย (23). สืบค้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน, 2555.
  • สมบัติ ปลาน้อย. ขุนนางสยาม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน. 2541. 271 หน้า
  • กฤตภาส โรจนกุล. โรจนกุล ชีวประวัติและเชื้อสายสัมพันธ์. กรุงเทพฯ : [ม.ป.ท.], 2554.
  • สมชาย เดือนเพ็ญ. ประวัติศาสตร์ชุมชนเมืองและอำเภอจังหวัดสุโขทัย.
  • สุเนตร ชุตินธรานนท์. สงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310) ศึกษาจากพงศาวดารพม่า ฉบับราชวงศ์คองบอง. กรุงเทพฯ : สองสยาม, 2531.
  • รายงานผลสัมมนาประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลกครั้งที่ 2. วิทยาลัยครูพิบูลสงคราม พิษณุโลก. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2527.
  • มานพ ถาวรวัฒน์สกุล. ขุนนางกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปกครองในสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต, ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์, 2530.
  • เมืองพิษณุโลก. ม.ป.ท. , ม.ป.ป. , พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.อ.พูน เสาว์ภายน, 2504.
  • พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติสมิวเซียม. พระนคร : อักษรสัมพันธ์, 2507.
  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพัน จันทนุมาศ. พระนคร : คุรุสภา, 2512.
  • กหช.จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 , จ.ศ.1199 , เลขที่ 75 จดหมายเหตุบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ 62 ปี.