เนเมียวสีหบดี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เนเมียวสีหบดี
နေမျိုး သီဟပတေ့
ที่เกิด หมู่บ้านมู, ราชอาณาจักรพม่า
สังกัด ราชวงศ์คองบอง
ปฏิบัติหน้าที่ใน กองทัพอาณาจักรพม่า
ปีที่ปฏิบัติหน้าที่ ค.ศ. 1752–1776
ชั้นยศ พลเอก
การยุทธ์ สงครามคองบอง-หงสาวดี (ค.ศ. 1752–1757)
พม่าพิชิตหลวงพระบาง (ค.ศ. 1765)
สงครามพม่า-สยาม (ค.ศ. 1765-1767)
สงครามพม่า-สยาม (ค.ศ. 1775–1776)
บำเหน็จ เนเมียวสีหบดี
Ne Myo Thenapati (ค.ศ. 1776)[1]
งานอื่น Minister at the Hluttaw (ค.ศ. 1776–1782?)


เนเมียวสีหบดี (พม่า: နေမျိုးသီဟပတေ့, Ne Myo Thihapate) แม่ทัพใน ราชวงศ์คองบอง ของพม่าเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้พิชิต 3 อาณาจักร คือ อาณาจักรล้านนา, อาณาจักรล้านช้าง และ อาณาจักรอยุธยา ร่วมกับ มังมหานรธา เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2310[2]

ราชการทหาร[แก้]

เขาเริ่มต้นอาชีพทหารโดยเป็นหนึ่งในหกสิบผู้บัญชาการชั้นยอด โดยได้รับเลือกจาก พระเจ้าอลองพญา ใน พ.ศ. 2295 ได้กลายมาเป็นหนึ่งใน "ทหารที่โดดเด่นที่สุด"[3] ระหว่างการทัพรวมชาติของพระเจ้าอลองพญา (พ.ศ. 2295-2300)

ลาวและอยุธยา (2308-2310)[แก้]

ใน พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระ ตัดสินพระทัยริเริ่มการสงครามกับอาณาจักรอยุธยาใหม่อีกครั้ง พระองค์ได้เลือกเนเมียวสีหบดีและมังมหานรธาเป็นผู้บัญชาการร่วมในการรุกรานคราวนี้ เนเมียวสีหบดีนำเส้นทางรุกรานทางเหนือโดยมีกำลังพล 20,000 นาย เริ่มต้นจากรัฐลาว ราชอาณาจักรเวียงจันทน์ตกลงยินยอมจะเป็นเมืองขึ้นของพม่าโดยไม่มีการสู้รบเกิดขึ้น หลวงพระบางขัดขืนแต่ทัพเนเมียวสีหบดีสามารถยึดเมืองได้อย่างง่ายดายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2308 ทำให้พม่ามีอำนาจควบคุมอย่างสมบูรณ์ตามชายแดนทิศเหนือของอาณาจักรอยุธยาทั้งหมด[3]

เนเมียวสีหบดีเคลื่อนทัพลงมาตามหุบเขาเจ้าพระยา มุ่งสู่กรุงศรีอยุธยา กองทัพของเขามาถึงชานกรุงเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2309 ไปบรรจบกับทัพของมังมหานรธา[4] ฝ่ายพม่าเริ่มต้นการล้อมนาน 14 เดือน ราวเดือนมีนาคม พ.ศ. 2310 มังมหานรธาเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ และเนเมียวสีหบดีกลายมาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของปฏิบัติการทั้งหมด ทัพของเขาเจาะผ่านการป้องกันนครได้ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 และปล้นสะดมนคร[3]

ดินแดนที่พม่าได้นั้นไม่คงอยู่นานเมื่อพระเจ้ามังระมีบัญชาให้ทหารพม่าส่วนใหญ่กลับประเทศเมื่อปลายปี พ.ศ. 2310 เพื่อรับมือกับการรุกรานของจีนและอินเดียซึ่งคุกคามพระนครอังวะ[3][4] ส่วนคนไทยนั้นยึดเอาดินแดนของตนกลับคืนภายในปี พ.ศ. 2312

เชียงใหม่ (2316)[แก้]

ต้นปี พ.ศ. 2316 เนเมียวสีหบดีประจำอยู่ที่เชียงใหม่พร้อมกับกองทัพขนาดใหญ่พอสมควร พระเจ้ามังระต้องการให้เริ่มสงครามกับไทยอีกแต่ยังเกรงภัยคุกคามจากจีนทางเหนือ โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2312 สงครามพม่าและจีนสิ้นสุดลงด้วยการพักรบซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่พอใจนัก จีนยังคงทหารจำนวนมากไว้ที่ชายแดนเพื่อเตรียมทำศึกอีกครั้ง ขณะที่เชียงใหม่ เนเมียวสีหบดีเข้าไปพัวพันกับการเมืองท้องถิ่น ข้าหลวงพม่าคนใหม่ที่ แคว้นล้านนา กระทำทารุณต่อขุนนางท้องถิ่นจำนวนมาก เนเมียวสีหบดีแท้จริงแล้วอยู่ข้างเจ้าท้องถิ่น[5] พระเจ้ามังระทตัดสินพระทัยขั้นสุดท้ายในการโจมตีไทยอีกหนหนึ่ง เนเมียวสีหบดีถูกเรียกตัวกลับ

ธนบุรี (2318-2319)[แก้]

ปรากฏว่าขุนนางท้องถิ่นเปลี่ยนไปเข้ากับฝ่ายธนบุรี และขับไล่ข้าหลวงพม่าออกจากเชียงใหม่ด้วยความช่วยเหลือของธนบุรีในปี พ.ศ. 2317 พระเจ้ามังระ ขณะพระประชวรอย่างหนักซึ่งกำลังจะพรากเอาชีวิตของพระองค์ไปนั้น ตอบสนองโดยบัญชาให้รุกราน เนเมียวสีหบดีได้บัญชาการกองทัพด้านเหนืออีกครั้งหนึ่ง ภายใต้การบัญชาการของแม่ทัพอะแซหวุ่นกี้ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2318 เนเมียวสีหบดียกกองทัพซึ่งตั้งอยู่ที่เชียงแสนลงมายังเชียงใหม่ กองทัพของเขาสามารถยึดเชียงใหม่ได้แต่ก็ต้องเผชิญกับการต้านทานอย่างหนักของไทย[6] เขายกกองทัพกลับไปเชียงแสนอีกครั้งหลังอะแซหวุ่นกี้สั่งยกเลิกการรุกรานหลังพระเจ้ามังระสวรรคตในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2319

อ้างอิง[แก้]

  1. Kyaw Thet (1962). History of Burma (ใน Burmese). Yangon: University of Rangoon Press. p. 327. 
  2. GE Harvey (1925). History of Burma. London: Frank Cass & Co. Ltd. pp. 250–254. 
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 Thant Myint-U (2006). The River of Lost Footsteps--Histories of Burma. Farrar, Straus and Giroux. pp. 98–99. ISBN 978-0-374-16342-6, 0-374-16342-1 Check |isbn= value (help). 
  4. 4.0 4.1 Lt. Gen. Sir Arthur P. Phayre (1883). History of Burma (1967 ed.). London: Susil Gupta. pp. 188–190. 
  5. Phayare, p. 205
  6. Ronald Bishop Smith (1966). Siam: The History of the Thais: From 1569 A.D. to 1824 A.D. 2. Decatur Press.