สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

พระบรมนามาภิไธย พระองค์ไลย
พระอิสริยยศ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา
ครองราชย์ พ.ศ. 2173
รัชกาล 25 ปี
รัชกาลก่อน พระอาทิตยวงศ์
รัชกาลถัดไป สมเด็จเจ้าฟ้าไชย
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ พ.ศ. 2143
สวรรคต พ.ศ. 2199
พระราชบิดา ไม่ทราบแน่ชัด
พระราชมารดา ไม่ทราบแน่ชัด
พระราชบุตร สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
สมเด็จเจ้าฟ้าไชย
เจ้าฟ้าศรีสุวรรณ กรมหลวงโยธาทิพ

สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 5 พระมหากษัตริย์อาณาจักรอยุธยาพระองค์ที่ 24 (ครองราชย์ พ.ศ. 2173 - พ.ศ. 2199) และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ปราสาททอง ราชวงศ์ลำดับที่ 4 ของอาณาจักรอยุธยา

พระนาม[แก้]

  1. เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ (บรรดาศักดิ์)
  2. พระเจ้าปราสาททอง (เมื่อครองราชย์)
  3. พระสรรเพชญ์ที่ 5 (พระราชพงศาวดาร)
  4. พระรามาธิเบศร คำให้การชาวกรุงเก่า

พระราชประวัติ[แก้]

พื้นเพเดิม

เรื่องพระชาติกำเนิดของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองที่รู้จักกันแพร่หลายมากที่สุดคือกล่าวว่าพระองค์เป็นพระโอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถ เรื่องราวนี้เป็นที่เล่าขานกันโดยทั่วไป และถือเป็นตำนานท้องถิ่นของบางปะอิน มีเนื้อหากล่าวถึงสมเด็จพระเอกาทศรถคือ “…ในกาลครั้งหนึ่งมีที่เสด็จพระราชดำเนินลงไปข้างใต้ แล้วเสด็จกลับ พอเกิดพายุพัดหนักมืดมัว เรือพระที่นั่งล่มลงตรงเกาะบางปอินนี้ สมเด็จพระเอกาทศรฐ ทรงว่ายน้ำมาขึ้นเกาะนี้ พบบ้านแห่งหนึ่ง เจ้าของบ้านนั่งผิงไฟอยู่ สมเด็จพระเอกาทศรฐเสด็จเข้าไปทรงอาศัยผิงไฟ ทอดพระเนตรเห็นหญิงเจ้าเข้ามีรูปโฉมงามต้องพระทัย ก็เสด็จอยู่ด้วยหญิงนั้นคืนหนึ่ง แล้วจึ่งเสด็จกลับขึ้นไป ตั้งแต่นั้นมาหญิงนั้นก็มีครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย ครั้นโตขึ้น ก็ได้รับราชการสืบมาแต่มิได้ปรากฏว่าเป็นพระเจ้าลูกเธอ…”—ตำนานพระที่นั่งเกาะบางปอิน กล่าวกันว่าหญิงคนนั้นมีนามว่า “อิน” ภายหลังจึงเป็นที่มาของชื่อ “บางปะอิน” ซึ่งแปลว่า บางที่มาพบ(ปะ)นางอิน บ้างก็ว่าคำว่าบางปะอินเพี้ยนมาจาก “บางนางอิน” เป็นต้นเพราะพงศาวดารมีเรียกว่า “บางนางอิน” อยู่ อย่างไรเสียเรื่องเล่านี้ก็เป็นเพียงตำนานที่เล่ากันมา ไม่มีหลักฐานใดๆมายืนยันได้ และไม่น่าเชื่อถือนัก

แต่มีเอกสารที่เขียนในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโดย เยเรเมียส ฟาน ฟลีต(Jeremias Van Vliet) นายห้างชาวเนเธอร์แลนด์ในกรุงศรีอยุทธยาได้กล่าวไว้ในงานเขียนของตนที่ภายหลังเรียกว่า “Historical Account of King Prasat Thong” บันทึกใน ค.ศ.1640(พ.ศ. ๒๑๘๓) กล่าว่าพระบิดาของพระองค์คือ ออกญาศรีธารมาธีราช(Oija Sijdama Thijra-ija) หรือออกญาศรีธรรมาธิราช(แล้วแต่จะแปล) ซึ่งฟานฟลีตได้กล่าวว่าท่านผู้นี้ “...เป็นพี่ชายคนใหญ่ตามกฎหมายของพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (de Groot Coninck--the Great King)” เท่ากับว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โดยพระบิดาเป็นพระปิตุลาแท้ๆของพระเจ้าทรงธรรม เรื่องนี้สอดคล้องกับเอกสารคำให้การเชลยไทยสมัยเสียกรุงครั้งที่ ๒ ทั้งสองเรื่องคือคำให้การขุนหลวงหาวัดและคำให้การชาวกรุงเก่า(ทั้ง ๒ เล่มคือเรื่องเดียวกันลอกกันมาคนละภาษา) ซึ่งกล่าวว่าพระเจ้าปราสาททองเป็นเชื้อพระวงศ์ฝ่ายพระมารดาของพระเจ้าทรงธรรม ส่วนเรื่องที่เป็นโอรสลับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าจริงๆแล้ว หญิงที่สมเด็จพระเอกาทศรถมาพบคงจะเป็นพระมารดาของพระเจ้าทรงธรรมมากกว่า ภายหลังคงจะทรงชุบเลี้ยงครอบครัวของนางเรื่อยมา ทำให้พระเจ้าปราสาททองได้รับราชการในภายหลัง เมื่อพระเจ้าทรงธรรมได้ครองราชย์ก็เป็นไปได้ที่จะมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเพราะนับเป็นพระญาติของพระมารดา บางท่านก็สันนิษฐานว่าเป็นโอรสลับแต่ยกให้ออกญาศรีธรรมาธิราชดูแลก็มี บางท่านก็ว่าเป็นโอรสลับสมเด็จพระนเรศวรก็มี แต่ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือนัก

การรับราชการ[แก้]

วัน วลิตกล่าวไว้ว่า พระองค์ไลได้เริ่มต้นรับราชการโดยเริ่มจากการเป็นมหาดเล็ก แล้วจึงได้เลื่อนเป็นหุ้มแพร และได้เลื่อนเป็นจมื่นศรีสรรักษ์ เมื่อจมื่นศรีสรรักษ์มีอายุได้ 18 ปี ได้ไปก่อเหตุทำร้ายพระยาแรกนาแล้วหนีไปหลบอยู่ในวัด พระเจ้าอยู่หัว(สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม)จึงให้จับตัวออกญาศรีธรรมาธิราชผู้เป็นบิดาไปขัง จมื่นศรีสรรักษ์จึงเข้ามามอบตัว มีรับสั่งให้จับไปขังคุก 5 เดือน แต่ เจ้าขรัวมณีจันทร์ พระอัครมเหสีในสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมาทูลขอพระราชทานอภัยโทษแทน จมื่นศรีสรรักษ์จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมารับราชการตามเดิม แต่จมื่นศรีสรรักษ์ก็ยังก่อเรื่องวุ่นวายอีกจนถูกจำคุกอีกสองหน ต่อมาได้เลื่อนเป็นจมื่นสรรเพชญ์ภักดี และได้เลื่อนเป็นออกญาศรีวรวงศ์ตามลำดับ เป็นขุนนางที่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างมาก

จนถึง พ.ศ. 2171 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมประชวรหนัก จึงให้ออกญาศรีวรวงศ์เชิญกระแสรับสั่งออกในที่ประชุมขุนนางเรื่องรัชทายาท ซึ่งเหล่าขุนนางมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย

  • สนับสนุนพระเชษฐาธิราช พระโอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งมีพระชนมายุ 14 ชันษา
  • สนับสนุนพระศรีศิลป์ พระอนุชาของพระเจ้าทรงธรรมซึ่งผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ฝ่ายนี้มี ออกญากลาโหม ออกญาท้ายน้ำ ออกหลวงธรรมไตรโลก ออกพระศรีเนาวรัตน์และออกพระจุฬา (ราชมนตรี) สนับสนุน

สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมมีพระราชประสงค์ให้พระเชษฐาธิราชได้ครองราชสมบัติ ทรงมีรับสั่งให้ออกญาศรีวรวงศ์ แจ้งให้บรรดาเสนาบดีทราบ

วันรุ่งขึ้นหลังสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต พระยาศรีวรวงศ์แจ้งให้เหล่าขุนนางทราบว่าทรงให้พระเชษฐาธิราชครองราชย์ต่อ สมเด็จพระเชษฐาธิราชจึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระบิดา ระหว่างพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระยาศรีวรวงศ์สั่งให้จับออกญากลาโหมกับขุนนางที่สนับสนุนพระศรีศิลป์ไปประหารชีวิตที่ท่าช้าง แล้วริบทรัพย์สมบัติมาแจกจ่ายผู้มีความชอบ สมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงตั้งพระยาศรีวรวงศ์เป็น เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ เสนาบดีที่สมุหพระกลาโหม แทนเจ้าพระยามหาเสนาบดีที่ถูกประหาร เรียกกันสั้นๆว่า ออกญากลาโหม

ภายหลังออกญากลาโหมได้ให้ออกญาเสนาภิมุขไปลวงพระศรีศิลป์มาสังหารทิ้ง

การแย่งชิงราชสมบัติ[แก้]

แม่แบบ:พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์ปราสาททอง ใน พ.ศ. 2173 มารดาของเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ถึงแก่กรรม (จดหมายเหตุวัน วลิตกล่าวว่าน้องชาย) เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้จัดงานศพอย่างใหญ่โต ขุนนางทั้งหลายต่างไปช่วย บางคนถึงกับไปนอนค้าง เมื่อสมเด็จพระเชษฐาธิราชออกว่าราชการ มีข้าราชการหายไปจำนวนมากจึงทรงพระพิโรธว่าจะลงอาญาข้าราชการเหล่านั้น เหล่าข้าราชการจึงไปขอพึ่งเจ้าพระยากลาโหม และไม่ไปเข้าเฝ้า พวกข้าหลวงเดิมก็ทูลยุยงว่าเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์คิดเป็นกบฏ จึงทรงให้ข้าหลวงไปหลอกให้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เข้าวังมาเพื่อสังหารทิ้ง แต่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์รู้ตัวก่อนจึงประกาศแก่คนทั้งปวงว่า

...เราได้ทำราชการมาด้วยความสุจริต เดี๋ยวนี้พระเจ้าแผ่นดินพาลเอาผิดว่าคิดกบฏ เมื่อภัยมาถึงตัวก็จำต้องเป็นกบฏตามรับสั่ง...

ข้าราชการทั้งปวงก็พากันเข้าด้วย จึงคุมกำลังเข้ามาปล้นพระราชวัง จับสมเด็จพระเชษฐาธิราชไปปลงพระชนม์

ข้าราชการทั้งปวงจึงอัญเชิญเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ให้ขึ้นครองราชย์ แต่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ปฏิเสธและอัญเชิญสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ พระโอรสองค์เล็กของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมขึ้นครองราชสมบัติสืบไป โดยมีเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เพราะยังทรงพระเยาว์มาก วันๆ ได้แต่ทรงเล่นสนุก ขุนนางทั้งปวงจึงไปขอร้องให้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ขึ้นครองบัลลังก์เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จึงปลงพระอาทิตยวงศ์ลงจากราชสมบัติ แล้วจึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ใน พ.ศ. 2173 เมื่อมีพระชนมายุได้ 30 พรรษา ทรงพระนาม สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง


ทรงครองราชย์ได้ 25 ปี สวรรคตลงในปี พ.ศ. 2198 พระชนมายุได้ 55 พรรษา

พระราชกรณียกิจ[แก้]

การพระราชทานรางวัล[แก้]

เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ โปรดให้เลื่อนยศและตำแหน่งแก่ผู้ร่วมก่อการมากับพระองค์ เช่นจมื่นสรรเพชญ์ภักดี ผู้เขียนหนังสือเป็นรหัสบอกพระองค์ โปรดแต่งตั้งเป็นพระยาราชภักดี เจ้ากรมพระคลังมหาสมบัติ

การสงคราม[แก้]

พระองค์ได้เสด็จยกทัพไปตีเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา แต่ได้แข็งเมืองมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทำให้เขมรกลับมาเป็นหัวเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาดังเดิม

ในตอนต้นรัชสมัยของพระองค์ หัวเมืองประเทศราชทางใต้ คิดกบฏยกทัพไปตีเมืองสงขลาและเมืองพัทลุง พระองค์ได้ส่งกองทัพไปปราบปรามได้ราบคาบ แต่ในขณะเดียวกันก็เสียเมืองเชียงใหม่ และหัวเมืองล้านนาแก่พม่า

การตรากฎหมาย[แก้]

ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการตรากฎหมายที่สำคัญ เช่น พระไอยการลักษณะอุทธรณ์ พระไอยการลักษณะมรดก พระไอยการลักษณะกู้หนี้ และพระธรรมนูญ

การลบศักราช[แก้]

ในปีจุลศักราช 1000 ตรงกับปีขาล (พ.ศ. 2181) ซึ่งมีความเชื่อกันว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงถึงขั้นกลียุค พระองค์จึงทรงให้จัดพิธีลบศักราช เปลี่ยนจากปีขาลเป็นปีกุน แล้วแจ้งให้หัวเมืองน้อยใหญ่รวมทั้งเมืองประเทศราช ให้ใช้ปีศักราชตามที่ทางกรุงศรีอยุธยากำหนดขึ้นมาใหม่ [1]

การสร้างปราสาทราชวัง[แก้]

ทรงสร้างปราสาทหลายหลังเช่นการสร้างพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์และการสร้างพระที่นั่งวิหารสมเด็จขึ้นแทนพระที่นั่งมังคลาภิเศกที่ถูกไฟใหม้

ใน พ.ศ. 2175 พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ พร้อมทั้งหมู่พระราชนิเวศ และวัดชุมพลนิกายาราม ขึ้นที่บางปะอิน อันเป็นสถานที่ประสูติของพระองค์ สำหรับไว้เป็นที่แปรพระราชฐาน

การพระศาสนา[แก้]

พระองค์มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และได้ทรงสถาปนาวัดสำคัญ ๆ หลายวัด เช่น วัดไชยวัฒนาราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ และวัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดมหาธาตุ และโปรดที่จะเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ไปทรงนมัสการรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี มีการสร้างพระปรางค์ตามแบบขอม เป็นการเริ่มต้นรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยที่ 3 ของกรุงศรีอยุธยา (ยุคของพระเจ้าปราสาททองถึงพระเจ้าท้ายสระ)

ที่มาของพระนามปราสาททอง[แก้]

เหตุที่ทรงใช้พระนามว่าปราสาททอง อันเป็นชื่อเดียวกับชื่อราชวงศ์ด้วย ในคำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัดระบุว่า เมื่อพระองค์ครองราชย์แล้ววันหนึ่งทรงพระสุบินว่าได้ขุดค้นพบปราสาททองหลังหนึ่งฝังอยู่ในจอมปลวกที่พระองค์เคยประทับเล่นเมื่อทรงพระเยาว์ จึงให้ไปขุดที่จอมปลวกนั้นและพบปราสาททองเหมือนที่ทรงพระสุบิน จึงเรียกขานพระนามว่าพระเจ้าปราสาททองมาแต่บัดนั้น

พระราชโอรส-พระราชธิดา[แก้]

พระเจ้าปราสาททองมีพระราชโอรส และพระราชธิดารวม 9 พระองค์ พระราชโอรส 7 พระองค์ และพระราชธิดา 2 พระองค์

พระอัครมเหสี[แก้]

มีพระราชโอรส 1 พระองค์ คือ

พระราชเทวี องค์ที่ 1 พระราชเทวี สิริกัลยาณี[แก้]

มีพระโอรส 1 พระองค์ และพระธิดา 1 พระองค์ คือ

พระราชเทวี องค์ที่ 2[แก้]

มีพระโอรส 2 พระองค์ คือ

พระสนม[แก้]

มีพระโอรส 3 พระองค์ คือ

พระสนมเลื่อน[แก้]

มีพระราชธิดา 1 พระองค์

พระสนมเลื่อน เป็นธิดาของเจ้าพระยาอภัยราชา (ชื่น) เป็นบุตรของเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด)[2]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www4.sac.or.th/jaruk/inscription_details.php?id_name=321&userinput=72
  2. พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ (บรรณาธิการ) "เล่าเรื่อง...เฉกอะหมัด ต้นสกุลบุนนาค จากเอกสารพิมพ์ดีด ๒๔๘๒ กรุงเทพฯ:บันทึกสยาม พ.ศ. 2553 หน้า 48

ดูเพิ่ม[แก้]

ก่อนหน้า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ถัดไป
พระอาทิตยวงศ์
(ราชวงศ์สุโขทัย)

(พ.ศ. 2173 )
2leftarrow.png Seal of Ayutthaya (King Narai).png
พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยา
(ราชวงศ์ปราสาททอง)

(พ.ศ. 2173 - พ.ศ. 2199)
2rightarrow.png สมเด็จเจ้าฟ้าไชย
(ราชวงศ์ปราสาททอง)

(พ.ศ. 2199)