อมเรศ ศิลาอ่อน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อมเรศ ศิลาอ่อน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ดำรงตำแหน่ง
26 สิงหาคม พ.ศ. 2533 – 9 ธันวาคม พ.ศ. 2533
นายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
ก่อนหน้า สุบิน ปิ่นขยัน
ดำรงตำแหน่ง
9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 – 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534
ดำรงตำแหน่ง
23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 – 22 มีนาคม พ.ศ. 2535
นายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน
ถัดไป อนุวรรตน์ วัฒนพงศ์ศิริ
ดำรงตำแหน่ง
10 มิถุนายน พ.ศ. 2535 – 23 กันยายน พ.ศ. 2535
ก่อนหน้า อนุวรรตน์ วัฒนพงศ์ศิริ
ถัดไป อุทัย พิมพ์ใจชน
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 19 ธันวาคม พ.ศ. 2476 (83 ปี)
คู่สมรส ภัทรา ศิลาอ่อน[1]

นายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 4 สมัย ในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (2 สมัย) และในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน (2 สมัย)

ประวัติ[แก้]

อมเรศ ศิลาอ่อน เกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2476 จบการศึกษาจากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จากนั้นได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และวิทยาลัยเซาธ์เอน มิวนิซิเบล ประเทศอังกฤษ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2500

การทำงาน[แก้]

อมเรศ ศิลาอ่อน เริ่มรับราชการประจำกองธนาธิการ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ต่อมาจึงได้ลาออกไปทำงานกับบริษัทลูซอนเชลล์ ในประเทศฟิลิปปินส์ และกลับมาทำงานในบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด

ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ แทนนายสุบิน ปิ่นขยัน ซึ่งถูกปรับไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในปีถัดมาเขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมในคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 46 จนกระทั่งมีการยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) และเขาได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการคลัง ในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ

เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในคณะรัฐมนตรีอีก 2 คณะ คือในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน (ครม.47[2], 49[3])

คดีความ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษาคดีที่เขา ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และนายวิรัตน์ วิจิตรวาทการ ในฐานะเลขาธิการ ปรส. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีขายสินทรัพย์สถาบันการเงิน 56 แห่ง โดยพิพากษาให้จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 3 ปี[4]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]