โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
Bangkok Christian College
BCClogo.png
อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี (โรม 12:21)
ที่ตั้ง
35 ถนนประมวญ แขวงสีลม
เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

ข้อมูล
ชื่ออังกฤษ Bangkok Christian College
อักษรย่อ ก.ท / BCC
ประเภท โรงเรียนเอกชน
สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน [1]
นิกาย โปรแตสแตนท์
สถาปนา 30 กันยายน พ.ศ. 2395

(167 ปี 75 วัน)

ผู้ก่อตั้ง คณะมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียน
ผู้อำนวยการ อาจารย์วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์
ผู้อำนวยการ
อาจารย์จินตนา ปรีชาจารย์
ผู้จัดการ
จำนวนนักเรียน 6,000 คน
ภาษา ภาษาที่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน

ไทย ภาษาไทย
สหราชอาณาจักร ภาษาอังกฤษ
ญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่น
ประเทศจีน ภาษาจีนกลาง

สี      ม่วง      ทอง
เพลง ม่วงทองผ่องอำไพ
มาร์ชกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
มาร์ช บีซีซี
ต้นไม้ประจำโรงเรียน ต้นชงโค
เว็บไซต์

Hor-Thum.jpg
กรุงเทพคริสเตียน is located in กรุงเทพมหานคร
กรุงเทพคริสเตียน
กรุงเทพคริสเตียน
กรุงเทพคริสเตียน (กรุงเทพมหานคร)

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (อังกฤษ: Bangkok Christian College ย่อ: ก.ท, BCC) เรียกอย่างย่อว่า กรุงเทพคริสเตียน หรือ คริสเตียน เป็นโรงเรียนเอกชนชายล้วนขนาดใหญ่ ได้รับการสถาปนาขึ้นโดยคณะมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียน เมื่อปี พ.ศ. 2395 ปัจจุบันโรงเรียนมีอายุ 167 ปี เป็นโรงเรียนราษฎรแห่งแรกของประเทศไทย เป็นโรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย เป็นโรงเรียนโปรแตสแตนท์ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ และเป็นโรงเรียนเพียงแห่งเดียวในปัจจุบันที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ปัจจุบันโรงเรียนอยู่ภายใต้การควบคุมของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ ส.ช. [2] โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยตั้งอยู่ เลขที่ 35 ถนนประมวญ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร[3] โรงเรียนมีศิษย์เก่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน ทั้งองคมนตรี 4 คน นายกรัฐมนตรีไทย 2 คน รัฐมนตรีหลายกระทรวง นักร้อง นักแสดง ผู้จัดรายการหลายคน และ อำนวย เสี่ยงไทร์ แพทย์ชื่อดัง โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยเป็นโรงเรียนในเครือจตุรมิตร ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย, โรงเรียนเทพศิรินทร์, โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

ประวัติ[แก้]

  • ค.ศ. 1852 คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน (American Presbyterian) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีพระบรมราชานุญาตให้คณะมิชชันซื้อที่ดิน 2 แปลงคือที่ตำบลกุฎีจีน หลังวัดแจ้ง และตำบลสำเหร่ และได้ตั้งโรงเรียนเป็นแห่งแรก ณ ตำบลกุฎีจีน โดยจ้างเด็กมาเรียนวันละเฟื้อง (12 สตางค์) มีซินแสกีเอ็ง ก๊วยเซียนเป็นผู้สอน ในตอนนั้นมีเยาวชนจีนเพียง 8 คนเท่านั้นที่สมัครเป็นนักเรียน
  • ค.ศ. 1856 มีนักเรียนไทยกลุ่มแรกเข้ามาสมัครเป็นนักเรียนที่นี่ ต่อไปนี้เป็นชื่อนักเรียนเท่าที่มีบันทึกเอาไว้
    • นร. เลขประจำตัว 1 พระยาอุตรกิจฯ
    • นร. เลขประจำตัว 2 หลวงวิจิตรฯ
    • นร. เลขประจำตัว 8 หลวงขบวนฯ
    • นร. เลขประจำตัว 29 ครูยวญ เตียงหยก
    • นร. เลขประจำตัว 31 นายเทียนสู่ กีระนันทน
  • ค.ศ. 1862 คณะอเมริกันมิชชันนารี เล็งเห็นว่ากิจการด้านการศึกษาก้าวไกลไปข้างหน้าด้วยดี จึงย้ายโรงเรียนจากเดิมที่ตำบลวัดแจ้งมาเปิดที่ตำบลสำเหร่ ซึ่งอยู่ทางใต้ลงมาและมอบให้ศาสนทูต เอล แมตตูน เป็นผู้อำนวยการ ปรากฏว่าผลงานเป็นที่พอใจ อนึ่งในระยะเวลานั้นทางรัฐบาลไทยได้เปิดโรงเรียนของรัฐบาลแห่งหนึ่งที่ตำบลสวนอนันต์ ได้เชิญท่าน เอส.จี.แมคฟาแลนด์ หรือคุณพระอาจวิทยาคมเป็นผู้อำนวยการ โดยมีวัตถุประสงค์หรือนโยบายเพียงให้การศึกษาเฉพาะบุคคลชั้นเจ้านาย ลูกท่านหลานเธอและบุตรข้าราชการผู้ใหญ่ในราชสำนักเท่านั้น ท่านผู้อำนวยการเห็นว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายนั้น ลำพังท่านเพียงผู้เดียวนั้นยากที่จะดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายได้ ดังนั้นท่านจึงได้ออกปากชวน ท่านอาจารย์จอห์น.เอ.เอกิ้น เข้ามาร่วมงานอีกท่านหนึ่ง และแล้วกิจการของโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกก็ได้ก้าวหน้าไปด้วยดี
  • ค.ศ. 1888 เมื่อท่านอาจารย์จอห์น.เอ.เอกิ้นได้เข้าร่วมงานกับท่านอาจารย์เอส.จี.แมคฟาแลนด์ได้ระยะหนึ่งและเมื่อพ้นพันธะใดๆแล้ว ท่านก็ลาออกจากตำแหน่งครูรัฐบาลแต่ด้วยใจรักการศึกษา ท่านก็ได้จัดตั้งโรงเรียนส่วนตัวขึ้น ณ ตำบลวัดกระดี่จีน (กุฏีจีน) ชื่อว่าโรงเรียนบางกอกคริสเตียนไฮสกูล (B.C.H.) และได้เชิญอาจารย์และแหม่มเจ.บี.ดันแลป พร้อมด้วยน้องสาวของท่าน เข้าร่วมงาน

และในปีเดียวกันนั้นเอง อาจารย์จอห์น.เอ.เอกิ้น และคณะทั้งสามของท่านได้สมัครเข้าสังกัดของคณะเพรสไบธิเรียนแล้ว และในเวลาเดียวกันท่านศาสนทูตเอส.อาร์เฮ้าส์ ท่านศาสนทูตเจ.เอม.คัลเบริ์ทซัน ท่านศาสนทูตเอน.เจ.แมคโดนัล และท่านศาสนทูต เจ.แวนได๊ก์ ได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของท่าน ณ สหรัฐอเมริกา ทำให้ทางฝ่ายมิชชันในกรุงเทพฯ ขาดผู้บริหารด้านการศึกษาไปที่ประชุมจึงได้มีมติให้อาจารย์เจ.เอ.เอกิ้น เป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะบริหารงานด้านการศึกษาของมิชชันต่อไป ดังนั้นท่านต้องแบกภารกิจเป็น 2 เท่าคือทั้งงานส่วนตัวที่"บางกอกคริสเตียนไฮสกูล"ที่กุฎีจีน และโรงเรียนของคณะมิชชันที่สำเหร่

  • ค.ศ. 1892 ท่านอาจารย์จอห์น.เอ.เอกิ้น เห็นว่าการที่ต้องบริหารงานเป็นสองฝักสองฝั่งเช่นนี้ย่อมสิ้นเปลืองแรงงาน และไม่ประสบความสำเร็จในที่สุด ท่านจึงตัดสินใจยกเลิกกิจการที่กุฎีจีนเสีย และมุ่งหน้าปรับปรุงกิจการส่วนรวมของหมู่คณะ คือดำเนินการบริหารที่สำเหร่แต่เพียงด้านเดียวท่านได้แสดงถึงความเสียสละ อย่างยิ่ง โดยทุ่มเททุนส่วนตัวของท่านที่สะสมไว้เพื่อ "บากกอกคริสเตียนไฮสกูล" ที่กุฎีจีนทั้งหมด เพื่อสร้างงานใหม่ที่ตำบลสำเหร่ โดยได้สร้างอาคารใหม่ใช้เป็นสถานศึกษาสำหรับนักเรียนชาย ขนานามใหม่ว่า "สำเหร่ บอยสกูล"
  • ค.ศ. 1900 ทางคณะมิชชันนารีเล็งเห็นว่า หากจะขยายการศึกษาให้กว้างไกลออกไปแล้ว ที่ดินตรงตำบลสำเหร่ไม่เหมาะสม จึงมุ่งหมายไปยังที่ดินแปลงใหม่ ณ ฝั่งชายแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นฝั่งกรุงเทพฯ ปัจจุบันและในที่สุดก็ได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งที่บริเวณ ถนนประมวญ ตำบลสีลม อำเภอบางรัก และสร้างสถาบันการศึกษาขึ้นใหม่เรียกนามว่า "กรุงเทพคริสเตียนไฮสกูล" เปิดทำการสอนเป็นปฐมฤกษ์เมื่อ
  • ค.ศ. 1913 กรุงเทพคริสเตียนไฮสกูล รุ่งโรจน์เรื่อยมาเป็นลำดับ กิจการงานศึกษาแผ่กว้างยิ่งขึ้น มติจากบอร์ดนอก จึงได้สั่งให้เปลี่ยนจากไฮสกูล เป็นคอลเล็จ (COLLEGE) ดังนั้นเองนามของสถาบันการศึกษาแห่งนี้จึงได้เปลี่ยนเป็น "กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย" เรียกชื่อและเขียนตามอักษรโรมันว่า BANGKOK CHRISTIAN COLLEGE มักเรียกย่อๆว่า BCC
  • ค.ศ. 1920 กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยได้รับเกียรติรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สังกัดสำนักงานพันธกิจการศึกษามูลนิธิสภาคริสตจักรในประเทศไทย บนเนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน 31 ตารางวา ประกอบไปด้วยหอธรรม อาคารอารีย์ เสมประสาท อาคาร เอ็ม .บี. ปาล์มเมอร์ อาคารสิรินาถ อาคารบีซีซี 150 ปี สระว่ายน้ำ สนามฟุตบอล สนามบาสเกตบอล เปิดการเรียนการสอน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

พระมหากรุณาธิคุณ[แก้]

บูรพกษัตริยาธิราชและราชกุลแห่งบรมราชจักรีวงศ์ทรงมีคุณอันใหญ่หลวงต่อโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยมาโดยตลอด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่4) มีพระบรมราชานุญาตให้คณะมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบธีเรียนมิชชั่นซื้อที่ดินในประเทศสยามไว้ 2 แห่ง และสร้าง โรงเรียนแห่งแรกที่ตำบลกุฎีจีน ฝั่งธนบุรี (อันเป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ในปัจจุบัน) เปิดทำการสอนครั้งแรกเมื่อ 30 กันยายน พ.ศ. 2395 ต่อมาได้เปิดดำเนินการสอนอีกแห่งที่ตำบลสำเหร่ ฝั่งธนบุรีเช่นกัน[งานค้นคว้าต้นฉบับ?]

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงสนับสนุนโครงการขยายการศึกษาของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่นมายังฝั่งกรุงเทพฯ พระองค์พระราชทานเงินจำนวน 20 ชั่งเพื่อสมทบในกองทุนที่จัดซื้อที่ดินที่ ตำบลสีลม อำเภอบางรัก กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2443 เพื่อสร้างโรงเรียนขนาดใหญ่ขึ้นใหม่ มีอาคารเรียน ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เริ่มทำการสอนเมื่อ พ.ศ. 2445 นอกจากนั้นพระองค์ยังพระราชทานนาฬิกาประดับพระปรมาภิไธยย่อ"จ.ป.ร."ไว้ที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้

กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการสอนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย จะเน้นหนักที่ภาษาอังกฤษโดยจะใช้ภาษาอังกฤษสอนในทุกรายวิชา (ยกเว้นวิชาภาษาไทย) นักเรียนจะต้องพูดภาษาอังกฤษทั้งในเวลาเรียนและเวลาที่อยู่ในโรงเรียน ที่เป็นเช่นนี้เพราะการปลูกฝังทักษะด้านภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน หากนักเรียนคนใดพูดภาษาไทยในเวลาดังกล่าวจะต้องถูกทำโทษโดยการให้อยู่เย็นและท่องงานตามที่อาจารย์มอบหมาย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่6) มีพระบรมราชานุญาตให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มีวิทยฐานเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาลเมื่อ พ.ศ. 2463 นับเป็นโรงเรียนแห่งแรกที่ได้รับเกียรตินี้ และแตรวง (วงดุริยางค์) ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นตัวแทนของเขตพระนครใต้ เป็นกองเกียรติยศบรรเลงร่วมกับแตรวงโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและวงดุริยางค์กองทัพบก บรรเลงนำขบวนพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพ.ศ. 2469

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่7) มีพระมหากรุณาธิคุณต่อโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยพระราชทานโต๊ะทรงพระอักษรประดับตราพระลัญจกร "วชิราวุธ" (โต๊ะทรงพระอักษรชุดนี้เป็นโต๊ะทรงพระอักษรในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นเกียรติแก่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย)

ราชสกุล"มหิดล"นับว่ามีความใกล้ชิดกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เมื่อครั้งดำริพระอิสสริยยศเป็นกรมหลวงสงขลานครินทร์ พระองค์เสด็จเยี่ยมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นประจำ ด้วยเหตุที่ทรงสนิทสนมกับมิชชันนารีที่บริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในสมัยอาจารย์ เอ็ม.บี.ปาล์มเมอร์ (M.B.Palmer) และ ดร.อี.เอ็ม.เท็ตต์ (E.M.Tate) ทรงสนพระทัยโครงการขยายการศึกษาของคณะมิชชันนารีและได้พระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับแผนพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เอกสารแนวพระราชดำริปัจจุบันเก็บไว้ ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ทุกครั้งที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม บรมราชชนก เสด็จเยี่ยมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจะโดยเสด็จด้วยทุกครั้งและทรงเป็นกันเองกับมิชชันนารี ทรงยินดีรับคำเชิญในการร่วมกิจกรรมของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มาโดยตลอด ครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนีเสด็จเยี่ยมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ทอดพระเนตรเห็นความทรุดโทรมของสนามฟุตบอลโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 3,000 บาท เพื่อปรับปรุงสนามฟุตบอลโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ให้เป็นสนามฟุตบอลที่ทันสมัย ต่อมาเมื่อคณะศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์ ปาล์มเมอร์ ได้ร่วมกันสร้าง "อนุสรณ์ปาล์มเมอร์" ขึ้น และกราบทูลเชิญพระองค์เป็นองค์ประธานในการเปิดอนุสรณ์ปาล์มเมอร์ และทรงยินดีรับคำเชิญนี้ ภายหลังจากการเปิดอนุสรณ์ปาล์มเมอร์แล้ว พระองค์เสวยพระกระยาหารและทรงซักถามถึงความเป็นไปของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และมีพระราชดำรัสขอให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยอย่าหยุดยั้งในการพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชนของชาติ

ต่อมาคณะผู้ริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย นำโดยอาจารย์อารีย์ เสมประสาท ได้นำคณะครูและนักเรียนเข้าเฝ้าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วังสระปทุม เมื่อวันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 เพื่อถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยและพระองค์โปรดให้คณะครูและนักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ถ่ายภาพร่วมกับพระองค์ด้วย ยังความปิติเป็นล้นพ้นแก่ชาวโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยทุกคน และเมื่อคราวที่พระองค์เจริญพระชนมายุครบ 93 พรรษา โปรดให้วงดุริยางค์โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย บรรเลงเพลงถวาย ณ วังสระปทุมในวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2535 ด้วย

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยได้พัฒนาอย่างยิ่งทั้งด้านการศึกษาและเทคโนโลยี ด้วยพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแต่พระราชาองค์นั้น คือพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริเสนอแนวทางในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยแก่อาจารย์อารีย์ เสมประสาท ว่า

ควรจะจัดโรงเรียนในลักษณะเดียวกันกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในชนบทเพื่อขยายการศึกษาไปสู่ส่วนภูมิภาค

อาจารย์อารีย์ เสมประสาท ได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมเพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป

ในพระราชวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา โรงเรียนกุรงเทพคริสเตียนวิทยาลัยได้สร้างอาคารศูนย์วิทยบริการซึ่งเป็นอาคารสูง 16 ชั้น อันเป็นอาคารที่มีความทันสมัยทั้งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีก้าวล้ำไปสู่ศตวรรษที่ 21 ดังนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงพระราชทานนามอาคารนี้ว่า "อาคารสิรินาถ"

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ไม่หยุดยั้งโครงการพัฒนาการศึกษา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราชาที่พระราชทานแนวพะราชดำริแก่คณะผู้บริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยจึงได้วางแผนการศึกษาและดำเนินการโครงการต่างๆอันเป็นการก้าวล้ำไปสู่ศตวรรษหน้า

สมดังพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย) ที่ทรงประทานให้แก่นักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2468 ว่า

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยมีแต่จะพัฒนาสืบไป โดยไม่อาจมีใคร มาทำลายบีซีซี ที่รักของเราได้ #SAVEBCC

สถานที่ภายในโรงเรียน[แก้]

หอธรรม โบสถ์ดีไซน์เรือโนอาห์

หอธรรม[แก้]

เป็นหอประชุมที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของโรงเรียน และยังเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนอีกด้วย สร้างเมื่อปี 2511 แล้วเสร็จปี 2514 เพื่อใช้ในศาสนพิธีของโรงเรียน ซึ่งเป็นแบบคริสต์ศาสนานิกายโปรแตสแตนท์ และการประชุมสำคัญต่างๆ ของโรงเรียน รูปร่างของหอธรรมนั้น ผู้ออกแบบใช้แนวคิด "เรือโนอาห์" ซึ่งเป็นเรือที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ทางคริสต์ศาสนาในส่วนพันธสัญญาเดิม ว่าด้วยเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ที่พระผู้เป็นเจ้าบันดาลให้เกิดเพื่อล้างบรรดาความชั่วร้ายบนโลกอันเกิดขึ้น และพระผู้เป็นเจ้าได้สั่งให้โนอาห์ต่อเรือใหญ่สำหรับตนและครอบครัว อีกทั้งสัตว์น้อยใหญ่ อาศัยเรือนี้ในยามน้ำท่วมโลก เมื่อน้ำลด ผู้อยู่บนเรือโนอาห์จึงเป็นผู้รอดชีวิต และสืบเผ่าพันธุ์มาจนถึงทุกวันนี้ หอธรรมสามารถจุคนได้กว่า 1,500 คน ด้านหลังของหอธรรมเป็นที่ตั้งของห้องศาสนกิจ และห้องประชุม 5

อนึ่ง ไม้กางเขนของฝ่ายโปรแตสแตนท์ จะไม่มีรูปพระเยซูถูกตรึงบนกางเขน ต่างจากไม้กางเขนของฝ่ายโรมันคาทอลิก ด้วยฝ่ายโปรแตสแตนท์ถือเรื่องการไม่นับถือรูปเคารพใดๆ มีเพียงไม้กางเขนที่เป็นสัญลักษณ์ถึงการไถ่บาปของพระเยซูแก่ผู้คนชาวโลกเท่านั้น

อาคาร เอ็ม บี ปาล์มเมอร์

อาคาร เอ็ม บี ปาล์มเมอร์ (อาคาร2)[แก้]

เป็นอาคารสูง 4 ชั้น เป็นที่ตั้งของห้อง 00, โรงอาหาร, ห้องเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ห้องเรียนโครงการ IEP , ห้องพักครู, ห้องทดลองวิทยาศาสตร์,ห้องแนะแนวประถมและห้องส่งเสริมระเบียบวินัยมัธยมต้น

อาคารอารีย์ เสมประสาท

อาคารอารีย์ เสมประสาท[แก้]

เป็นอาคารสูง 6 ชั้นครึ่ง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของห้องเรียนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2, ห้องพักครู, ห้องทดลองวิทยาศาสตร์, ห้องดนตรีไทย และห้องคอมพิวเตอร์ มีลิฟต์ 1 ตัว (มิตซูบิชิ เจนเนอร์เรชั่น2)

อาคารสิรินาถ[แก้]

เป็นอาคารสูง 16 ชั้น เป็นที่ตั้งห้องเรียนของนักเรียนโครงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน (EIP) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6, ห้องพักครู, ฝ่ายบริหาร, ห้องประชาสัมพันธ์, ห้องการเงิน, ห้องทะเบียน , ห้องประชุม 1-4, สระว่ายน้ำ, ห้องสมุด ดร.สิงห์โต จ่างตระกูล, ห้องทดลองวิทยาศาสตร์, ห้องคอมพิวเตอร์, ชุมนุมดนตรี, ลานกิจกรรม และห้องพักผู้บริหาร มีลิฟต์ 4 ตัว (ฮิตาชิ คอมพิวเตอร์ คอนโทรล์)

อาคารบีซีซี 150 ปี[แก้]

เป็นอาคารสูง 20 ชั้น ชั้นใต้ดิน 2 ชั้น เป็นที่ตั้งของห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ห้องเรียนโครงการ IEP, ที่ทำการมัธยมศึกษา (ห้องประชาสัมพันธ์มัธยม), ห้องแนะแนวมัธยมศึกษา, ห้องส่งเสริมระเบียบวินัยมัธยมปลาย, ห้องพักครูของกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ, ห้องสมุด, ห้องประชุม 6-7, ห้องทดลองวิทยาศาสตร์, ห้องคอมพิวเตอร์, ห้องศูนย์วิทยาการ, ห้องเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ, ที่จอดรถใต้ดิน, ห้องเก็บอุปกรณ์สำหรับเชียร์และแปรอักษร และหอพักนักเรียนประจำ มีลิฟต์ 6 ตัว 2 ตัวเป็นลิฟต์อาจารย์ขึ้นชั้น 10-19 (มิตซูบิชิ เจนเนอร์เรชั่น1)

อาคารจอห์น เอ. เอกิ้น สูง 16 ชั้น อยู่ด้านหลังหอธรรม

อาคารจอห์น เอ.เอกิ้น [แก้]

เป็นอาคารเรียนประถมศึกษาสูง 16 ชั้น ชั้นใต้ดิน 2 ชั้น เปิดใช้ส่วนของห้องเรียนเมื่อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดป้ายอาคารเมื่อวันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2553 อาคารจอห์น เอ.เอกิ้นเป็นที่ตั้งของห้องเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6, ห้องสมุดปัญญาจารย์, ห้องปฏิบัติการ, ห้องทดลองวิทยาศาสตร์, ห้องคอมพิวเตอร์, ห้องประชุมใหญ่, โรงยิม, หอประวัติศาสตร์ BCC Inspiration Hall, ห้องวีดิทัศน์ และที่จอดรถใต้ดิน มีลิฟต์ 7 ตัว 1ตัวเป็นของครู จอดชั้น B และ M (ทิสเซ่นครุ๊ปป์)

สถานที่อื่นๆภายในโรงเรียน[แก้]

  • ลานชงโค เป็นลานอเนกประสงค์ ตั้งอยู่ระหว่างอาคารเอ็ม บี ปาล์มเมอร์ และอาคารสิรินาถ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้สำหรับนั่งพัก พร้อมด้วยเวทีเล็ก ซึ่งในเวลาพักจะมีการจัดกิจกรรมสำหรับนักเรียน มีสนามเปตองเล็กๆ ข้างๆลานชงโค
  • สวนน้ำตก เป็นสวนสวยที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาชนิด ตั้งอยู่ข้างโรงอาหาร
  • โรงอาหาร มีร้านอาหารร่วม 20 ร้าน ซึ่งมีทั้งข้าว, ก๋วยเตี๋ยว, เบเกอร์รี่, ผลไม้, เครื่องดื่ม และไอศกรีม
  • ห้องสมุด มีสามแห่งคืออาคารจอห์น เอ.เอกิ้น (ห้องสมุดปัญญาจารย์), อาคารสิรินาถ (ห้องสมุด ดร.สิงห์โต จ่างตระกูล) และอาคารบีซีซี 150 ปี (ห้องสมุดมัธยม) ภายในแยกหมวดหมู่หนังสืออย่างชัดเจน รวมทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ สำหรับนักเรียนเพื่อให้รับรู้ข่าวสารต่างๆ พร้อมด้วยระบบยืม-คืน คอมพิวเตอร์พร้อมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับนักเรียนเพื่อใช้สืบค้นหาข้อมูลและหาความรู้ระหว่างช่วงเวลาพักและหลังเลิกเรียน ห้อง Conference Room ซึ่งจะเปิดสารคดีและภาพยนตร์ต่างๆในระหว่างเวลาพักและหลังเลิกเรียน มุมยืมซีดีภาพยนตร์และโปรแกรม มุมถ่ายเอกสาร พร้อมกล้องวงจรปิดภายในห้องสมุดเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการขโมยหนังสือ
  • Book Store ร้านขายเครื่องเขียน และอุปกรณ์ประกอบการเรียนต่างๆ ตั้งอยู่ในลานชงโค
  • สะพานลอยเชื่อมอาคารบีซีซี 150 ปี เป็นทางเดินยกระดับซึ่งเชื่อมระหว่างอาคาร 2 ไปสู่อาคารบีซีซี 150 ปีซึ่งมี 3 ทางขึ้น-ลง เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของนักเรียน
  • สนามฟุตบอล จากเมื่อก่อนที่เป็นสนามฟุตบอลดิน ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นสนามหญ้าเทียม เนื่องจากสนามฟุตบอลดินเมื่อฝนตกสนามจะเต็มไปด้วยดินและโคลน ประกอบกับนักเรียนชอบดึงหญ้าเล่นตอนมีกิจกรรมต่างๆ ทำให้สนามเสียหาย โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยได้เริ่มทำการสร้างสนามหญ้าเทียมขึ้นเมื่อประมาณปี 2553-2554
  • ความปลอดภัย ภายในโรงเรียนมีระบบความรักษาความปลอดภัยอย่างดี โดยทุกประตูเข้า-ออก และในลิฟต์จะมีกล้องวงจรปิดซ่อนอยู่เพื่อดูแลความเรียบร้อยและป้องกันอันตรายต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โรงเรียนมีการเพิ่มมาตรการ ตรวจสอบ ผู้ที่เข้า-ออกบริเวณโรงเรียน เพื่อให้นักเรียน และบุคคลากร ภายในโรงเรีย

ผู้อำนวยการ[แก้]

ลำดับ รายนาม ประวัติ
1 ศาสนาจารย์จอห์น แอนเดอร์สัน เอกิ้น (Reverend John Anderson Eakin)[4] พ.ศ. 2446-2451(1903-1908) ศาสนาจารย์จอห์น แอนเดอร์สัน เอกิ้น นับได้ว่าท่านเป็นผู้เสียสละทั้งตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ทุนทรัพย์ส่วนตัว กำลังกาย และจิตใจเพื่อบริหารและพัฒนาโรงเรียนตั้งแต่สำเหร่จนก่อตั้งโรงเรียนสำเร็จ ตามเจตนารมย์ของท่าน เป็นผู้บริหารโรงเรียนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ด้วยความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าอย่างแรงกล้า ท่านได้สละตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนในวังเพื่อสร้างโรงเรียนในฝันสำหรับลูกสามัญชน ต่อมาท่านได้ย้ายโรงเรียนส่วนตัวมารวมกับโรงเรียนคริสเตียนบอยส์สกูลที่สำเหร่ ก่อนที่จะย้ายโรงเรียนมาที่ถนนประมวญเพื่อเตรียมโรงเรียนสำหรับอนาคต

Reverend John Anderson Eakin, a visionary school administrator, was a devout Christian who gave up his position in the palace to found a school for the children of commoners. Eakin eventually merged his own school with the Christian Boys school at Samray before the college was moved to Pramuan Road to make room for future expansion.[5]

2 ศาสนาจารย์ ดับบลิว. ยี. แมคครัวร์ (Reverend W.G. McClure)[6] พ.ศ. 2451-2462(1908-1919) ศาสนาจารย์ ดับบลิว. ยี. แมคครัวร์ เป็นผู้มีความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าสูงมาก มุ่งมั่นในการประกาศกิตติคุณ พูดน้อยแต่กินใจ ปกครองดูแลนักเรียนให้อยู่ในระเบียบวินัยด้วยความรัก เมตตา ท่านเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งสมาคมศิษย์เก่าขึ้น ซึ่งมีชื่อในเวลานั้นว่า "สมาคมนักเรียนสำเหร่"

Reverend W.G. McClure was a devout Christian with an abiding faith in Christ's teachings. A man of few words but an undeniable depth of feeling, McClure treated the boys under his charge with love and compassion. He founded the alumni association, which was then named the Samray Students Association.[7]

3 ศาสนาจารย์ อาร์.โอ.แฟรงคลิน (Reverend R.O. Franklin)[8] พ.ศ. 2462-2463(1919-1920) ศาสนาจารย์ อาร์.โอ.แฟรงคลิน ท่านส่งเสริมสนับสนุนดนตรีและกีฬาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะด้านกรีฑามีชื่อเสียงมากที่สุด ในการแข่งขันถ้าผู้ใดได้ยินเสียงนกหวีดเป่าแล้ว นักกีฬาผู้นั้นจะต้องเล่นให้เต็มฝีเท้า นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ก่อตั้งแตรวงของโรงเรียน ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าวงโยธวาทิต โดยท่านเองเข้าเป็นนายวง และทำหน้าที่เป่าแตรทองเหลืองขนาดเล็ก Reverend R.O. Franklin was a tremendous supporter of music and sports. He was especially well-known for his activities on the track. At meets, anyone who heard his whistle blow would know that he needed to give his all. Reverend Franklin was the founder and the director of the school band which is nowadays known as the BCC Marching Band. He was also an accomplished cornet player.[9]
4 ศาสนาจารย์ เอ็ม. บี. ปาล์มเมอร์ (Reverend Marian Boyd Palmer) พ.ศ. 2463-2481 (1920-1938) ศาสนาจารย์ เอ็ม. บี. ปาล์มเมอร์ เป็นผู้บริหารโรงเรียนที่ดำรงตำแหน่งนานถึง 19 ปี ท่านเป็นผู้ขยันขันแข็ง เข้มงวด พัฒนาโรงเรียนทุกด้านทั้งด้านวิชาการ อาคารสถานที่และบุคลากร จัดให้มีการสอนพระคัมภีร์ในหลักสูตร เน้นคุณภาพนักเรียนมากกว่าปริมาณ เป็นผู้ให้กำเนิดธง และสีประจำโรงเรียน สมัยของท่านจึงเปรียบเสมือนยุคทองของโรงเรียน

Reverend Marian Boyd Palmer held the position of school director for 19 years. Rev. Palmer was strict, energetic, and determined. Through his efforts, the school grew and improved significantly over the years. He added new courses, such as Bible studies, to the curriculum, and oversaw the construction of new facilities and the hiring of new faculty and staff. Reverend Palmer, who selected the school's official flag and colors, valued quality over quantity. The period of his leadership is often thought of as the school's golden age.[10]

5 อาจารย์มิส แอนนาเบล กอล์ท (Miss Annabel Galt)[11] พ.ศ. 2451-2476(1908-1933) อาจารย์มิส แอนนาเบล กอล์ท ทำหน้าที่ครูใหญ่ขณะที่อาจารย์ปาล์มเมอร์ลาพัก เป็นผู้วางหลักสูตรการเรียนการสอน ผู้ตรวจการสอน การจัดอบรมครู และเรียบเรียงตำราเรียนหลายเล่ม ฝึกให้นักเรียนขับร้องและอ่านโน้ตเพลง นอกจากนี้ท่านยังวางระบบงานทะเบียนและวัดผลของโรงเรียน

Miss Annabel Galt substituted as principal during Rev. Palmer's absences. She developed the school curriculum, monitored teachers, conducted teacher training courses, and compiled several course textbooks. Miss Galt taught the children to sing and read music, and was responsible for designing the school's registration and evaluation procedures.[12]

6 ดร. อี. เอ็ม. เท็ตต์ (Dr. E.M. Tate)[13] พ.ศ. 2481-2484(1938-1941) ดร. อี. เอ็ม. เท็ตต์ ผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นมิชชันนารีคนสุดท้าย เป็นอาจารย์ที่มีคุณวุฒิและความรู้สูง เน้นหนักในการพัฒนาด้านวิชาการ ท่านเข้ามารับหน้าที่ช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 2 ปี เนื่องจากในปี พ.ศ. 2483 เป็นช่วงเวลาที่กำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง จึงต้องเดินทางกลับไปสหรัฐอเมริกา

Dr. E.M. Tate, the last school director who was a missionary, was a highly-credentialed and highly-educated teacher dedicated to the school's academic development. Dr. Tate served at the school for only two years. His tenure was interrupted in 1940, with the outbreak of World War II, which forced him to return to the U.S.<refhttp://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html></ref>

7 อาจารย์เจริญ วิชัย[14] พ.ศ. 2484-2503(1941-1960) อาจารย์เจริญ วิชัย ผู้บริหารคนไทยคนแรก เป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้นำโรงเรียนให้พ้นภัยด้วยความเสียสละและอดทน เพลงประจำโรงเรียนเกิดขึ้นในสมัยของท่าน นักเรียนเก่าหลายคนนึกถึงอาจารย์เจริญกับเสียงเพลงจากเปียโนที่อ่อนหวานไพเราะ ขณะที่อีกหลายคนที่ยังนึกถึงอาจารย์เจริญที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย

Mr. Charoen Wichai was the school's first Thai principal. A scholar of the English language, he steered the school safely through the tumult of World War II. The BCC school anthem was introduced during his time as Principal. Many alumni remember how beautifully he played the piano while others remember him as a strict disciplinarian.[15]

8 ศาสนาจารย์เล็ก ไทยง[16] พ.ศ. 2503-2506(1960-1963) ศาสนาจารย์เล็ก ไทยง ท่านเป็นบุคคลแรกที่นำระบบราชการมาใช้ในการบริหารโรงเรียน ท่านเป็นครูที่ชำนาญการสอนโดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ขณะเป็นครูท่านฝึกนักเรียนให้ทำงานแบบมีส่วนร่วม รู้จักคิดวางแผนในการจัดทำวารสาร "คอลเล็ชนิวส์" ซึ่งเป็นวารสารเล่มแรกของโรงเรียน ทำให้นักเรียนสามารถนำประสบการณ์ความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้

Reverend Lek Taiyong introduced the Thai government system of administration to the school. An outstanding math teacher, he encouraged students to work together and was instrumental in the publication of the school's first newsletter "The College News." This enabled the students to apply the knowledge and experience they gained to their career.[17]

9 อาจารย์อารีย์ เสมประสาท[18] พ.ศ. 2506-2521(1963-1978) ท่านมีความผูกพันกับโรงเรียนตั้งแต่เป็นนักเรียน เป็นครูน้อย ครูใหญ่ และผู้จัดการ นักเรียนมักจะเรียกท่านว่า "ป๋า" เพราะท่านรักการสอนและรักลูกศิษย์เป็นชีวิตจิตใจ แม้ท่านจะเข้มงวด เสียงดัง ท่านจึงเป็นท่านเคารพรักของศิษย์ โดยเฉพาะนักเรียนประจำซึ่งท่านมีโอกาสดูแลอย่างใกล้ชิด ท่านเป็นครูที่มีจิตวิญญาณของการเป็นครูที่แท้จริง

Mr. Aree Semprasat had a connection with the school ever since he enrolled as a student. Later he worked as a teacher, principal and school director. Affectionately known to his students as "pa" or "Dad", he loved teaching and felt a real closeness to all his students. Despite his stern exterior, Mr Semprasat was a natural and gifted teacher. He was well-loved by his students, especially those who boarded in the school with whom he developed a deep bond.[19]

10 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สิงห์โต จ่างตระกูล[20] พ.ศ. 2521-2535(1978-1992) ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สิงห์โต จ่างตระกูล ผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถรอบด้าน ท่านเป็นผู้บุกเบิกโรงเรียนในยุคการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศไทย เป็นผู้วางระบบการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ท่านมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาโรงเรียนให้ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งด้านวิชาการ การกีฬา ดนตรี ศิลปะ การพัฒนาอาคารสถานที่ รวมทั้งความสัมพันธ์กับชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

Dr. Singtoh Changtrakul is a knowledgeable, competent and versatile administrator. He was the person who guided the school in a time of change in the economic and political state of thai society. Mr Changtrakul was the person who implemented a participatory approach to school management. He was determined to improve and develop the school to the greatest extend possible, not only academically but also in the area of sport, music and art. He was also a driving force behind the development of school buildings and strived tirelessly to build a relationship with the local community which has been the foundation of the sustain progress of the school.[21]

11 อาจารย์บุญยเกียรติ นิลมาลย์[22] พ.ศ. 2535-2542(1992-1999) อาจารย์บุญยเกียรติ นิลมาลย์ ท่านดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่ มีส่วนร่วมในการบริหารงานกับ ดร.สิงห์โต จ่างตระกูล มาโดยตลอด กระทั่งปี พ.ศ. 2535 จึงดำรงดำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ ท่านเป็นผู้มีจิตใจเมตตาและมีอารมณ์ขัน ท่านได้สานต่องานพัฒนาอาคารสถานที่ งานวิชาการ กิจกรรมฟุตบอล ว่ายน้ำ จัดทำศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ท่านยังสนใจและสนับสนุนกิจกรรมลูกเสือเป็นพิเศษ

Mr. Boonkiat Nilaman, principal, worked closely with Dr. Singtoh throughout his career, until he was appointed school director in 1992. He is a kind and humorous person. Mr. Boonkiat oversaw further construction projects and improvements in the school's academic programs. He took a particular interest in football, swimming, and the school's computer center, and gave special support to the activities of the Boy Scouts.[23]

12 อาจารย์ประกอบ พรหมบุตร[24] พ.ศ. 2542-2543(1999-2000) อาจารย์ประกอบ พรหมบุตร ท่านทำหน้าที่อาจารย์ใหญ่หลายปี ก่อนจะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ เคยเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองและดูแลนักเรียนประจำมาตลอด ท่านมีจิตใจโอบอ้อมอารี ซื่อสัตย์ ดูแลปรับปรุงพัฒนาสถานที่และภูมิทัศน์ของโรงเรียนให้สวยงามร่มรื่นอยู่เสมอ ท่านให้ความสำคัญกับสุขภาพของนักเรียน และพัฒนากีฬาฟุตบอลและบาสเกตบอลจนมีชื่อเสียงโด่งดัง

Mr. Prakob Prombutr served as principal for a number of years before his appointment to the post of school director. At one time a vice-principal in charge of school discipline, he was always involved in supervising students. Mr. Prakob was a generous, warmhearted and honest individual, who took pleasure in making the BCC campus a greener, more beautiful place. Concerned for the health of the BCC student body, he also worked hard to develop the school's football and basketball programs, winning recognition for both these teams.[25]

13 ดร.จารีต องคะสุวรรณ[26] พ.ศ. 2543-2546(2000-2003) ดร.จารีต องคะสุวรรณ ผู้อำนวยการหญิงคนไทยคนแรกผู้มีความสามารถ เป็นแบบอย่างที่ดีในความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความรอบคอบ รักความยุติธรรม กล้าตัดสินใจ ท่านเป็นผู้วางระบบการบริหารจัดการด้านการเงินและการเตรียมบุคลากรในอนาคต นอกจากนี้ท่านได้ส่งเสริมงานศาสนกิจและคณะนักร้องประสานเสียงให้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

Dr. Jareed Ongkasuwan was the school's first Thai female director. Combining leadership with vision, she was a conscientious and decisive individual who valued fairness. She implemented a new finance and staff planning system and devoted particular attention to religious activities. Dr. Jareed also provided continuous support for the BCC choir.[27]

14 ดร.วรนุช ตรีวิจิตรเกษม[28] พ.ศ. 2546-2559(2003-2016) ดร.วรนุช ตรีวิจิตรเกษม ท่านเป็นผู้รอบรู้ด้านวิชาการ มีความคิดก้าวหน้า เน้นการพัฒนานักเรียนให้เต็มตามศักยภาพ ทั้งด้านกิจกรรม และวิชาการ ซึ่งก้าวไปถึงระดับรางวัลโอลิมปิก ท่านเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารได้ทั้ง 4 ทักษะ และจัดให้มีการเรียนการสอนในโครงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน นอกจากนี้ท่านยังให้ความสำคัญในการประกาศพระกิตติคุณและการอภิบาลจนเกิดผลเป็นอย่างดียิ่ง

School director, Dr. Woranoot Triwichitkasem, was a true scholar and a forward thinker, who strove to provide educational and extracurricular opportunities for students to develop their full potential. Under her direction, BCC students achieved success at international academic Olympics. A devout Christian, Dr. Woranoot improved the school's English language curriculum, focusing on communicative competence in all four skill areas, and initiated the English Immersion Program (EIP).[29]

15 อาจารย์ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์[30] พ.ศ. 2559-2562(2017-2019) นาย ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ เป็นผู้ที่มีความคิด วิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน อาจารย์ได้ริเริ่มการแต่งชุดไปรเวท เปลี่ยนระบบ การเรียน สายวิทย์-ศิลป์ เป็น ระบบ Track ต่างๆ และคิดโครงการ BCC Space Program ร่วมกับ หน่วยวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศ Intelligent Space System Laboratory (ISSL) มหาวิทยาลัยโตเกียว ที่จะส่งดาวเทียม (BCC-SAT1) ไปยังอวกาศ ด้วยฝีมือของนักเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมแห่งแรงในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ทำสิ่งนี้ โดยที่มีอาจารย์หลายๆท่าน เป็นที่ปรึกษา และอาจารย์ยังเป็นที่รักของนักเรียน กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยอีกด้วย [31]
16 ดร.บรรจง ชมภูวงศ์ สิงหาคม พ.ศ. 2562 (August 2019) ได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการผู้อำนวยการและผู้จัดการ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม 2562 และได้รับการให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน แต่งตั้งขึ้นโดยมูลนิธิสถาคริสตจักรในประเทศไทย
17 นายยอด วิจักษณ์โยธิน 28 พ.ย. 2562 เวลาประมาณ 18:00 - 29 พ.ย. 2562 เวลา 9:40 (6:00PM November 28, 2019 - 9:40AM November 29, 2019) ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยขึ้นแทน ดร.บรรจง ชมภูวงศ์เมื่อวันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ไม่ถูกบันทึกไว้ในหอประวัติศาสตร์โรงเรียน เนื่องจากระยะเวลาการเข้ารับตำแหน่งเพียงแค่14ชั่วโมงครึ่ง โดยถูกสั่งปลดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เป็นผู้อำนวยการที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด
18 อาจารย์วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์[32] พ.ศ. 2562-ปัจจุบัน (2019-Present) ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เมื่อวันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2562



สปิริตบีซีซี[แก้]

  1. Loyalty ความจงรักภักดี
  2. Honesty ความซื่อสัตย์สุจริต
  3. Responsibility ความรับผิดชอบ
  4. Unity ความสามัคคี


งานครบรอบวันก่อตั้งโรงเรียน[แก้]

โรงเรียนได้ทำการเปิดสอนเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2395 เพื่อสอนให้เยาวชนไทยรู้หนังสือ ดังนั้นในทุกๆปีทางโรงเรียนได้จัดงานฉลองครบรอบวันเกิดโรงเรียนหรือเรียกกันโดยทั่วไปกันว่า งานวันเกิดโรงเรียน เป็นประเพณีที่ทำกันต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะเป็นการบริหารงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งถือเป็นเกียรติและภารกิจอันสูงสุดที่นักเรียนในแต่ละรุ่นต้องรับผิดชอบ ก่อนก้าวออกจากรั้วโรงเรียนไป งานโรงเรียนถือเป็นสีสันประจำปีที่ทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ครูอาจารย์ และผู้ปกครองต่างให้ความร่วมมือกันในงานอย่างเต็มที่

โดยปกติ งานจะจัดในวันเสาร์ของเดือนสิงหาคม (หรือบางครั้งในเดือนกันยายน) ของแต่ละปี จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของงานในแต่ละปีคือชื่อประจำงาน และการแสดงละครเวทีซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 นอกจากนั้นในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การแสดงคอนเสิร์ต การขายของที่ระลึก การประมูลตุ๊กตา และกิจกรรมเกมส์ชุมนุม เป็นต้น

งานครบรอบการก่อตั้งโรงเรียน[แก้]

วันที่จัดงาน[แก้]

ชื่องาน[แก้]

เพลงประจำงาน[แก้]

ละครเวทีประจำปี[แก้]

เพลงประกอบละครเวทีประจำปี[แก้]

ปีที่ 167 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ใต้ร่มพระบารมี 167 ปี แต้มสี เติมฝัน แบ่งปันความสุข เก็บ BLUETOPIA รอ
ปีที่ 166 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ความสุขอยู่ที่นี่ 166 ปีทั้งทีไม่มาได้ไง

ขอบคุณเวลา Starry Night June และ Find
ปีที่ 165 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560 165 ปี สร้างฝัน เรียงร้อยหัวใจให้ผูกพัน ร้อยเรียงวันแห่งความสุข ผูกพัน Main Course ทิ้ง (THINGS) และ รางวัล (Premio)
ปีที่ 164 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เปิดมุมมอง ตามครรลองพระภูมี 70 ปีแห่งความภักดี 164 ปีแห่งแรงบันดาลใจ เปิดหน้าต่าง ชั่งฝัน (FILM MARKERS) ช่างฝัน(Dreamer) และ เพราะความสุข(By your side)
ปีที่ 163 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ก้าวแรกสู่ฝัน สร้างสรรค์วันพรุ่งนี้ 163 ปีแห่งความยั่งยืน ก้าว กาลเดินทาง (THE LEAP OF HOPE) ไม่ต้องกลัว และ กาลรอคอย
ปีที่ 162 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปรับความคิด สานความต่าง สร้างความพอดี 162 ปีแห่งความผูกพัน คำถาม The Suspect (ผู้ต้องสงสัย) ผู้ต้องสงสัย, เสียงหัวใจ และ ฝากดาว
ปีที่ 161 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ปลูกชงโคในความคิด ปลูกชีวิตใน ก.ท (Grow Green, Grow Life) อย่าลืมฉัน สันตะโร โฮเต็ล (Central Row Hotel) สิ่งที่จางหาย (Faded Away) และ ยากเกินอธิบาย
ปีที่ 160 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555 บีซีซี 160 ปี รวมความต่าง สร้างความเป็นหนึ่ง - นิทาน ร้อยหนึ่งราตรี (The nights of Harmony) ครึ่งทาง
ปีที่ 159 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ร่วมร้อยรอยยิ้ม บีซีซี 159 ปี สดุดีองค์ราชัน - ละครศรัทธ์ (The Three-Ring Circus) ละครศรัทธ์ (Welcome to Circus) และ ศรัทธา (Faith)
ปีที่ 158 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เห็นชงโคสะพรั่งบาน ณ ที่นั้นคือบ้านเรา - นักโทษ หากวันนั้น
ปีที่ 157 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552 คริสเตียน 157 ปี ณ ที่นี้คือความทรงจำ - ลืม ลืม, ลืมรัก และ ลืมยิ้ม
ปีที่ 156 9 สิงหาคม พ.ศ. 2551 13 รอบที่เรืองรอง เปิดบ้านม่วงทอง 156 ปี - สวนรุม ต่าง
ปีที่ 155 4 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ม่วงทองที่จดจำ กับอีกวันที่รอคอย - คนนครสวรรค์ จากคนละฟ้า, ข้างๆเธอ และ เมืองมายา
ปีที่ 154 5 สิงหาคม พ.ศ. 2549 คริสเตียนไม่เปลี่ยนผัน แม้นานวันไม่ลืมเลือน - เก้าอี้ ที่นั่งแห่งความทรงจำ (The Armchair) แม้ในจิตใจ
ปีที่ 153 20 สิงหาคม พ.ศ. 2548 เปิดบ้านหลังเล็กของเด็ก ก.ท - เรื่องของร่ม ร่ม
ปีที่ 152 14 สิงหาคม พ.ศ. 2547 เก็บดอกชงโค ใส่ในโหลแห่งความทรงจำ - Agape' -
ปีที่ 151 23 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ตอนที่หนึ่งห้าหนึ่ง เรื่องเล่ากล่าวถึง กาลครั้งหนึ่งในรั้วม่วงทอง - กุมภาพันธ์ -
ปีที่ 150 17 สิงหาคม พ.ศ. 2545 วันวานที่ผันผ่าน กับตำนานที่ยิ่งใหญ่ คริสเตียนเลื่องลือไกล ม่วงทองภูมิใจ 150 ปี - My Sassy Girl -
ปีที่ 149 25 สิงหาคม พ.ศ. 2544 ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก้าวที่เรืองรอง ก้าวสีม่วงทอง ร่วมฉลอง 149 ปี - Romeo & Juliet (เวอร์ชันเฮฮา) -
ปีที่ 148 19 สิงหาคม พ.ศ. 2543 ชงโคงาม เริ่มบานอีกครั้ง เพื่อความทรงจำ 148 ปี - - -
ปีที่ 147 21 สิงหาคม พ.ศ. 2542 จากถิ่นสีม่วง ขอบรั้วสีทอง เปิดบ้านฉลอง 147 ปี - - -
ปีที่ 146 8 สิงหาคม พ.ศ. 2541 เสาร์ที่ 8 เดือนสิงหา ณ ใต้ฟ้า หลังคาชงโค - - -
ปีที่ 145 6 กันยายน พ.ศ. 2540 ก.ท หอธรรม ความทรงจำของคริสเตียน - - -
ปีที่ 144 พ.ศ. 2539 144 ปีที่เติบโต 12 โหลแห่งความทรงจำ - - -
ปีที่ 143 2 กันยายน พ.ศ. 2538 เก็บดอกไม้ใบม่วง ที่ร่วงบนลานทอง - - -
ปีที่ 142 พ.ศ. 2537 วันเกิดเด็กชาย และนายคริสเตียน - - -
ปีที่ 141 พ.ศ. 2536 1.41 x 10 ยกกำลังสอง เติมสีม่วงทอง ร่วมฉลอง 141 ปี - - -
ปีที่ 140 พ.ศ. 2535 บนถนนนี้ 14 ทศวรรษ - - -
ปีที่ 139 พ.ศ. 2534 ชงโคบานที่ ลานประมวญ - - -
ปีที่ 138 พ.ศ. 2533 farewell to the old party - - -
ปีที่ 137 พ.ศ. 2532 เบิร์ธเดย์ อารมณ์ดี 137 ปี ... ไม่มีชื่องาน - - -
ปีที่ 136 พ.ศ. 2531 136 ปี บีซีซี ที่เก่ากับคนใหม่ แปลกใจทำไมอยู่นาน - - -
ปีที่ 135 พ.ศ. 2530 ร้อยมะพร้าว สามหาว ที่ห้าวหาญ (ร้อยสามห้า) - - -
ปีที่ 134 พ.ศ. 2529 134 ปีที่นี่ ที่ถนนประมวญ - - -
ปีที่ 133 พ.ศ. 2528 133 ปี ที่ประมวญ - - -
ปีที่ 132 พ.ศ. 2527 132 ปี กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย - - -


ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง[แก้]

นายกรัฐมนตรี

องคมนตรี

ประธานศาลฎีกา

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

  • ศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์

อัยการสูงสุด

  • นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม
  • นายกมล วรรณประภา

สมาชิกวุฒิสภา

  • พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ
  • พล.ต.อ.อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
  • นายยศ เอื้อชูเกียรติ
  • พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์
  • นายอมเรศ ศิลาอ่อน
  • นายเฉลิม เชี่ยวสกุล
  • นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
  • นายวิทย์ รายนานนท์
  • นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

นักกีฬา

บุคคลในวงการบันเทิง

อ้างอิง[แก้]

  1. https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=2924063597626779&id=557771550922674
  2. https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=2924063597626779&id=557771550922674
  3. โรงเรียนเก่าแก่ที่สุดของไทย ชาย-หญิง
  4. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  5. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  6. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  7. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  8. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  9. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  10. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  11. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  12. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  13. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  14. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  15. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  16. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  17. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  18. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  19. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  20. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  21. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  22. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  23. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  24. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  25. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  26. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  27. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  28. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  29. http://www.bcc.ac.th/2019/ins/boardbcc.html
  30. ผู้บริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
  31. https://www.thaipost.net/main/detail/7549
  32. https://www.facebook.com/5breadsand2dumbs/photos/a.105279160855350/155113669205232/?type=3&theater

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°43′14″N 100°31′23″E / 13.720589°N 100.523095°E / 13.720589; 100.523095