สหรัฐ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก USA)
สหรัฐอเมริกา
United States of America (อังกฤษ)
ธงชาติ
คำขวัญIn God We Trust
เพลงชาติThe Star-Spangled Banner


มาร์ช: "The Stars and Stripes Forever"[1]


ที่ตั้งของสหรัฐแผ่นดินใหญ่รวมถึงรัฐอะแลสกาและรัฐฮาวาย
ที่ตั้งของสหรัฐแผ่นดินใหญ่รวมถึงรัฐอะแลสกาและรัฐฮาวาย
เมืองหลวง วอชิงตัน ดี.ซี.
38°53′N 77°01′W / 38.883°N 77.017°W / 38.883; -77.017
เมืองใหญ่สุด นครนิวยอร์ก
40°43′N 74°00′W / 40.717°N 74.000°W / 40.717; -74.000
US insular areas.svg
ภาษาราชการ ไม่มีในระดับสหพันธรัฐ[ก]
ภาษาประจำชาติ ภาษาอังกฤษ[ข]
การปกครอง สหพันธ์สาธารณรัฐแบบมีรัฐธรรมนูญระบบประธานาธิบดี
 -  ประธานาธิบดี ดอนัลด์ ทรัมป์
 -  รองประธานาธิบดี ไมก์ เพนซ์
นิติบัญญัติ รัฐสภา
 -  สภาสูง วุฒิสภา
 -  สภาล่าง สภาผู้แทนราษฎร
ประกาศเอกราชจากบริเตนใหญ่
 -  ประกาศ 4 กรกฎาคม 1776 
 -  สนธิสัญญาปารีส 3 กันยายน 1783 
 -  รัฐธรรมนูญ 21 มิถุนายน 1788 
 -  องค์การการเมืองเข้าล่าสุด 24 มีนาคม 1976 
พื้นที่
 -  รวม 9,629,091 ตร.กม. [2][d](3/4)
3,718,711 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) 4.87
ประชากร
 -  2558 (ประเมิน) 320,206,000[3] (3)
 -  2553 (สำมะโน) 309,349,689[4] (3)
 -  ความหนาแน่น 34.2 คน/ตร.กม. (180)
90.6 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2560 (ประมาณ)
 -  รวม $ 19.417 ล้านล้าน 
 -  ต่อหัว $ 59,609 
จีดีพี (ราคาตลาด) 2560 (ประมาณ)
 -  รวม $ 19.417 ล้านล้าน 
 -  ต่อหัว $ 59,609 
จีนี (2556) 41.1 
HDI (2558) Increase 0.920 (สูงมาก) (10)
สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐ ($) (USD)
เขตเวลา (UTC−4 to −12, +10, +11)
 •  ฤดูร้อน (DST)  (UTC−4 to −10[e])
ระบบจราจร ขวามือ
โดเมนบนสุด .us   .gov   .mil   .edu
เว็บไซต์ทางการ
usa.gov
รหัสโทรศัพท์ 1

สหรัฐอเมริกา (อังกฤษ: United States of America) โดยทั่วไปเรียก สหรัฐ (United States) หรือ อเมริกา (America) เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐแบบมีรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยรัฐ 50 รัฐ และหนึ่งเขตปกครองกลาง ห้าดินแดนปกครองตนเองสำคัญ และเกาะเล็กต่าง ๆ[fn 1] โดย 48 รัฐและเขตปกครองกลางตั้งอยู่ ณ ทวีปอเมริกาเหนือระหว่างประเทศแคนาดาและเม็กซิโก รัฐอะแลสกาอยู่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ มีเขตแดนติดต่อกับประเทศแคนาดาทางทิศตะวันออกและข้ามช่องแคบเบริงจากประเทศรัสเซียทางทิศตะวันตก และรัฐฮาวายเป็นกลุ่มเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกกลาง ดินแดนของสหรัฐกระจายอยู่ตามมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน ครอบคลุมเขตเวลาเก้าเขต ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศและสัตว์ป่าของประเทศหลากหลายอย่างยิ่ง[6]

สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ขนาด 9.8 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 326 ล้านคน ทำให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก[fn 2] และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก เป็นประเทศซึ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม และเป็นที่พำนักของประชากรเข้าเมืองใหญ่สุดในโลก[7] การมีลักษณะแบบเมืองทะยานเกิน 80% ในปี 2010 และนำสู่มหภาค (megaregion) ที่เติบโตขึ้น เมืองหลวงของประเทศ คือ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนครใหญ่สุดคือ นครนิวยอร์ก

อินเดียนดึกดำบรรพ์จากยูเรเชียย้ายถิ่นมาแผ่นดินใหญ่ทวีปอเมริกาเหนือเมื่อ 15,000 ปีก่อน การยึดเป็นอาณานิคมของยุโรปเริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 16 สหรัฐกำเนิดจาก13 อาณานิคมของบริติชตามชายฝั่งตะวันออก ข้อพิพาทหลายครั้งระหว่างบริเตนใหญ่และอาณานิคมหลังสงครามเจ็ดปีนำสู่การปฏิวัติอเมริกาซึ่งเริ่มในปี 1775 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1776 ผู้แทนจาก 13 อาณาเขตลงมติรับคำประกาศอิสรภาพเป็นเอกฉันท์ ขณะที่อาณานิคมกำลังต่อสู้กับบริเตนใหญ่ในสงครามปฏิวัติอเมริกา สงครามยุติในปี 1783 โดยราชอาณาจักรบริเตนใหญ่รับรองเอกราชของสหรัฐ และเป็นสงครามประกาศอิสรภาพต่อจักรวรรดิอาณานิคมยุโรปที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกด้วย[8][9][10] มีการลงมติรับรัฐธรรมนูญของประเทศในปี 1788 หลังบทบัญญัติสมาพันธรัฐ (Articles of Confederation) ซึ่งมีการลงมติรับในปี 1781 รู้สึกว่าให้อำนาจแก่สหพันธรัฐไม่เพียงพอ ในปี 1791 มีการให้สัตยาบันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสิบครั้งแรก ซึ่งเรียกรวมว่า รัฐบัญญัติสิทธิ ซึ่งออกแบบมาเพื่อประกันเสรีภาพพลเมืองพื้นฐานหลายข้อ

สหรัฐเริ่มขยายดินแดนอย่างแข็งขันทั่วทวีปอเมริกาเหนือตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 ขับไล่เผ่าอเมริกันพื้นเมือง ซื้อดินแดนใหม่ และค่อย ๆ รับรัฐใหม่จนขยายทั่วทวีปในปี 1848[11] ระหว่างครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 สงครามกลางเมืองอเมริกานำให้ยุติความเป็นทาสตามกฎหมายในประเทศ[12][13] เมื่อถึงสิ้นศตวรรษนั้น สหรัฐขยายเข้ามหาสมุทรแปซิฟิก[14] และเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว[15] สงครามสเปน–อเมริกาและสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยืนยันสุนภาพมหาอำนาจทางทหารโลกของสหรัฐ สหรัฐกำเนิดจากสงครามโลกครั้งที่สองเป็นอภิมหาอำนาจโลก ประเทศแรกที่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หลังสงครามเย็นสิ้นสุดและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ส่งผลให้สหรัฐกลายเป็นรัฐอภิมหาอำนาจเดี่ยวของโลก[16]

สหรัฐเป็นประเทศพัฒนาสูง โดยมีเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกตามจีดีพีราคาตลาด อยู่ในอันดับต้น ๆ ในการวัดสมรรถภาพสังคมเศรษฐกิจหลายรายการ ซึ่งรวมถึงค่าจ้างเฉลี่ย[17] การพัฒนามนุษย์ จีดีพีต่อหัวและผลิตภาพต่อคน[18] ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐถือว่าเป็นหลังอุตสาหกรรม (post-industrial) ซึ่งมีลักษณะที่บริการและเศรษฐกิจความรู้ครอบงำ แต่ภาคการผลิตยังมีขนาดใหญ่สุดอันดับสองของโลก[19] แม้มีประชากรรวมเพียง 4.3% ของโลก[20] แต่สหรัฐคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของจีดีพีโลก[21] และกว่าหนึ่งในสามของรายจ่ายทางทหารโลก[22] ทำให้เป็นชาติเศรษฐกิจและการทหารแนวหน้า สหรัฐเป็นประเทศการเมืองและวัฒนธรรมโดดเด่น และผู้นำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเทคโนโลยี[23]

เนื้อหา

นิรุกติศาสตร์[แก้]

ในปี 1507 นักเขียนแผนที่ชาวเยอรมัน มาร์ติน วัลด์เซมึลเลอร์ ผลิตแผนที่โลกซึ่งเขาได้ตั้งชื่อดินแดนทางซีกโลกตะวันตกในแผนที่ดังกล่าวว่า "อเมริกา" ตามชื่อของนักสำรวจและนักเขียนแผนที่ชาวอิตาเลียน อเมริโก เวสปุชชี[24] เดิมอดีตอาณานิคมอังกฤษได้ใช้ชื่อเรียกสมัยใหม่ของประเทศในคำประกาศอิสรภาพ ("การประกาศอิสรภาพของสิบสามสหรัฐอเมริกาด้วยน้ำหนึ่งใจเดียวกัน") ประกาศใช้โดย "คณะผู้แทนสหรัฐอเมริกา" เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2319[25] ส่วนชื่อในปัจจุบันได้รับการสรุปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2320 เมื่อสภานิติบัญญัติภาคพื้นทวีปที่สองได้ประกาศใช้ข้อบังคับแห่งสมาพันธรัฐ ความว่า "สมาพันธรัฐซึ่งถูกตั้งขึ้นนี้ จะถูกเรียกว่า "สหรัฐอเมริกา" ถ้อยคำมาตรฐานสั้น ๆ ซึ่งใช้เรียกสหรัฐอเมริกา คือ สหรัฐ (United States) และชื่อเรียกอีกหลายรูปแบบ ได้แก่ the U.S., the USA และ America คำว่า Columbia ก็เคยเป็นชื่อที่ได้รับความนิยมในการเรียกสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาจากชื่อของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส และยังปรากฏในชื่อ "District of Columbia" อีกด้วย

สำหรับการเรียกสหรัฐอเมริกาของคนไทย ในอดีต เคยเรียกชื่อสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการว่า "สหปาลีรัฐอเมริกา"[26] ส่วนชื่ออื่นที่ใช้เรียกสหรัฐอเมริกา เช่น มะกัน ลุงแซม อินทรี พญาอินทรี เจ้าโลก หรือ ตำรวจโลก

ภาษาศาสตร์[แก้]

ในภาษาอังกฤษ คำมาตรฐานซึ่งหมายถึงพลเมืองของสหรัฐอเมริกา คือ อเมริกัน (American) ถึงแม้ว่า United States จะเป็นคำคุณศัพท์อย่างเป็นทางการ แต่ทั้งคำว่า American และ U.S. เป็นคำคุณศัพท์อันเป็นที่นิยมมากกว่า ในการระบุถึงสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ อเมริกัน ยังอาจหมายถึง ทวีปอเมริกา อีกด้วย แต่มักจะถูกใช้น้อยมากในภาษาอังกฤษ เพื่อหมายความถึงประชากรซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา[27]

เดิม วลี "สหรัฐอเมริกา" ถือว่าเป็นคำพหูพจน์ (ใช้กับคำกริยา are, were, ...) — รวมทั้งในรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 13 ซึ่งมีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. 2408 อีกด้วย แต่คำดังกล่าวได้กลายมาเป็นคำเอกพจน์ (ใช้กับคำกริยา is, was, ...) — หลังจากยุคสงครามกลางเมือง และได้กลายมาเป็นรูปแบบมาตรฐานในปัจจุบัน แต่รูปแบบพหูพจน์ก็ยังคงปรากฏในสำนวน "these United States"[28]

ประวัติศาสตร์[แก้]

การติดต่อชนพื้นเมืองและชาวยุโรป[แก้]

ผู้อยู่อาศัยในทวีปอเมริกาเหนือคนแรก ๆ ย้ายถิ่นจากไซบีเรียโดยทางสะพานบกเบริงและมาถึงอย่างน้อย 15,000 ปีมาแล้ว แม้มีหลักฐานเพิ่มขึ้นที่เสนอว่าอาจมาถึงก่อนหน้านั้นอีก บางวัฒนธรรมเช่น วัฒนรรมมิสซิสซิปปีก่อนโคลัมบัส (pre-Columbian Mississippian culture) พัฒนาการกสิกรรมก้าวหน้า สถาปัตยกรรมใหญ่ และสังคมระดับรัฐ หลังกองกิสตาดอร์สเปนติดต่อครั้งแรก ๆ ประชากรพื้นเมืองลดลงด้วยหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่จากโรคอย่างฝีดาษและโรคหัด ความรุนแรงมิใช่ปัจจัยสำคัญในการลดจำนวนโดยรวมในหมู่อเมริกันพื้นเมือง แม้ความขัดแย้งในหมู่พวกตนเองและกับชาวยุโรปมีผลต่อบางเผ่าและหลายการตั้งถิ่นฐานอาณานิคมก็ตาม ในหมู่เกาะฮาวาย ผู้อยู่อาศัยพื้นเมืองมาถึงประมาณปี 1 จากโพลีนีเซีย ชาวยุโรปซึ่งมีนักสำรวจชาวบริติช กัปตันเจมส์ คุกเป็นผู้นำ มาถึงหมู่เกาะฮาวายในปี 1778

ในช่วงแรก ๆ ของการยึดเป็นอาณานิคม ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปประสบการขาดแคลนอาหาร โรคและการโจมตีจากอเมริกันพื้นเมือง อเมริกันพื้นเมืองยังมักก่อสงครามกับเผ่าใกล้เคียงและเป็นพันธมิตรกับชาวยุโรปในสงครามอาณานิคมของยุโรป ทว่าในขณะเดียวกันชนพื้นเมืองและผู้ตั้งถิ่นฐานจำนวนมากกลายมาพึ่งพาอาศัยกัน ผู้อยู่อาศัยแลกเปลี่ยนอาหารกับหนังสัตว์ ส่วนชนพื้นเมืองแลกเปลี่ยนปืน เครื่องกระสุนและสินค้ายุโรปอย่างอื่น ชนพื้นเมืองสอนผู้ตั้งถิ่นฐานถึงการเพาะปลูกข้าวโพด ถั่วและน้ำเต้า ส่วนมิชชันนารียุโรปและคนอื่นรู้สึกว่าสำคัญต้องทำให้อเมริกันพื้นเมือง "มีอารยะ" และกระตุ้นพวกเขาให้รับเทคนิคเกษตรกรรมและวิถีชีวิตแบบยุโรป

นิคม[แก้]

นักสำรวจชาวอิตาลี คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส มาถึงทวีปอเมริกาและเข้าควบคุมกัวนาฮานิ

หลังสเปนส่งโคลัมบัสในการล่องเรือครั้งแรกของเขาสู่โลกใหม่ในปี 1492 ก็มีนักสำรวจอื่นตามมา สเปนตั้งนิคมขนาดเล็กในนิวเม็กซิโกและฟลอริดา ฝรั่งเศสมีนิคมขนาดเล็กจำนวนมากตามแม่น้ำมิสซิสซิปปี การตั้งถิ่นฐานของอังกฤษที่สำเร็จบนชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือเริ่มจากอาณานิคมเวอร์จิเนียในปี 1607 ที่เจมส์ทาวน์ และอาณานิคมพลีมัธของผู้จาริกในปี 1620 การทดลองการอาศัยเป็นชุมชนช่วงแรกล้มเหลวจนมีการริเริ่มที่ดินไร่นาเอกชน ผู้ตั้งถิ่นฐานจำนวนมากเป็นกลุ่มคริสต์ศาสนิกชนขัดแย้งที่มาแสวงเสรีภาพทางศาสนา มีการสร้างสภาเบอร์จัสซิส (House of Burgesses) แห่งเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งแห่งแรกของทวีป ในปี 1619 และข้อตกลงร่วมกันเมย์ฟลาวเออร์ (Mayflower Compact) ซึ่งผู้จาริกลงนามก่อนขึ้นฝั่ง สถาปนาแบบอย่างสำหรับรูปแบบการปกครองตนเองแบบมีผู้แทนและระบอบรัฐธรรมนูญซึ่งจะพัฒนาทั่วอาณานิคมอเมริกา

ผู้ตั้งถิ่นฐานส่วนมากในทุกอาณานิคมเป็นเกษตรกรรายย่อย แต่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นในไม่กี่ทศวรรษแตกต่างกันตามนิคม พืชเศรษฐกิจมียาสูบ ข้าวเจ้าและข้าวสาลี อุตสาหกรรมการสกัดเติบโตขึ้นในหนังสัตว์ การประมงและการทำไม้ ผู้ผลิตผลิตรัมและเรือ และเมื่อถึงสมัยอาณานิคมตอนปลาย ชาวอเมริกันก็ผลิตหนึ่งในเจ็ดของอุปสงค์เหล็กโลก สุดท้ายนครต่าง ๆ ผุดขึ้นตามชายฝั่งเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและใช้เป็นศูนย์กลางการค้า ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษมีระลอกชาวสกอต-ไอริชและกลุ่มอื่นเข้ามาเสริม เมื่อที่ดินชายฝั่งมีราคาแพงขึ้นทำให้แรงงานสัญญา (indentured servant) ที่เป็นอิสระถูกผลักไปทางทิศตะวันตก

การใช้ทาสเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจเริ่มจากชาวสเปนในคริสต์ทศวรรษ 1500 แล้วชาวอังกฤษรับมา แต่ความคาดหมายการครองชีพสูงกว่ามากในทวีปอเมริกาเหนือเพราะมีโรคน้อยกว่าและมีอาหารและการรักษาดีกว่า นำให้มีการเพิ่มจำนวนทาสอย่างรวดเร็ว สังคมอาณานิคมแบ่งกันส่วนใหญ่ระหว่างการส่อความศาสนาและศีลธรรมของความเป็นทาสและหลายอาณานิคมผ่านรัฐบัญญัติสนับสนุนและต่อต้านความเป็นทาสนี้ แต่เมื่อถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ทาสแอฟริกันเข้ามาเป็นแรงงานพืชเศรษฐกิจแทนแรงงานสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้

ด้วยการทำให้จอร์เจียเป็นอาณานิคมของบริติชในปี 1732 จึงมีการสถาปนาสิบสามอาณานิคมที่จะกลายเป็นสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา ทุกอาณานิคมมีรัฐบาลท้องถิ่นและการเลือกตั้งที่เปิดแก่ชายไททุกคน โดยมีการฝักใฝ่สิทธิชนอังกฤษโบราณและสำนึกการปกครองตนเองที่กระตุ้นการสนับสนุนสาธารณรัฐนิยม ด้วยอัตราการเกิดที่สูงมาก อัตราการตายที่ต่ำมากและการตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง ประชากรอาณานิคมจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว ประชากรอเมริกันพื้นเมืองค่อนข้างน้อยถูกบดบัง ขบวนการฟื้นฟูคริสต์ศาสนิกชน (Christian revivalist) คริสต์ทศวรรษ 1730 และ 1740 ที่เรียก การตื่นใหญ่ (Great Awakening) ช่วยเร่งความสนใจทั้งศาสนาและเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ระหว่างสงครามเจ็ดปี (หรือเรียก สงครามฝรั่งเศสและอินเดียน) กำลังบริติชยึดแคนาดาจากฝรั่งเศส แต่ประชากรที่พูดภาษาฝรั่งเศสยังโดดเดี่ยวทางการเมืองจากอาณานิคมทางใต้ 13 อาณานิคมเหล่านี้มีประชากรกว่า 2.1 ล้านคนหรือประมาณหนึ่งในสามของบริเตนในปี 1770 หากไม่นับอเมริกันพื้นเมืองซึ่งถูกพิชิตและขับไล่ แม้มีการเข้ามาใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่อัตราการเพิ่มตามธรรมชาติสูงจนเมื่อถึงคริสต์ทศวรรษ 1770 มีชาวอเมริกันน้อยมากที่เกิดโพ้นทะเล ระยะห่างของอาณานิคมจากบริเตนทำให้มีการพัฒนาการปกครองตนเอง แต่ความสำเร็จของพวกเขาบันดาลให้พระมหากษัตริย์มุ่งย้ำพระราชอำนาจอยู่เป็นระยะ

เอกราชและการขยายอาณาเขต[แก้]

คำประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา: คณะกรรมการห้านำเสนอร่างต่อสภาทวีปที่สองในปี 1776

สงครามปฏิวัติอเมริกาเป็นสงครามประกาศอิสรภาพอาณานิคมที่สำเร็จครั้งแรกต่อชาติยุโรป ชาวอเมริกันพัฒนาอุดมการณ์ "สาธารณรัฐนิยม" โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะต้องมาจากเจตจำนงของประชาชนโดยแสดงออกผ่านสภานิติบัญญัติท้องถิ่น พวกเขาเรียกร้องสิทธิเป็นชาวอังกฤษและ "ห้ามจัดเก็บภาษีหากไม่มีผู้แทน" ฝ่ายบริติชยืนยันการบริหารจักรวรรดิผ่านรัฐสภา และความขัดแย้งบานปลายเป็นสงคราท

หลังการผ่านข้อมติลีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1776 ซึ่งเป็นการออกเสียงลงมติเอกราชที่แท้จริง สภาทวีปที่สองลงมติรับคำประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งประกาศในคำปรารภยาวว่า มนุษยชาติถูกสร้างขึ้นมาเท่าเทียมกันในสิทธิที่ไม่อาจโอนกันได้และบริเตนใหญ่ไม่คุ้มครองสิทธิเหล่านี้ และประกาศในคำของข้อมติว่าสิบสามอาณานิคมเป็นรัฐเอกราชและไม่สวามิภักดิ์กับพระมหากษัตริย์บริติชในสหรัฐ มีการเฉลิมฉลองวันที่ 4 กรกฎาคมทุกปีเป็นวันประกาศอิสรภาพ ในปี 1777 บทบัญญัติสมาพันธรัฐ (Articles of Confederation) สถาปนารัฐบาลอ่อนที่ดำเนินการจนปี 1789

บริเตนรับรองเอกราชของสหรัฐหลังปราชัยที่ยอร์กทาวน์ในปี 1781 ในสนธิสัญญาสันติภาพปี 1783 เอกราชของสหรัฐได้รับการรับรองจากชายฝั่งแอตแลนติกไปทางตะวันตกถึงแม่น้ำมิสซิสซิปปี นักชาตินิยมนำการประชุมฟิลาเดลเฟียปี 1787 ในการเขียนรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐ ให้สัตยาบันในการประชุมรัฐในปี 1788 มีการจัดระเบียบรัฐบาลกลางใหม่เป็นสามอำนาจ โดยหลักการสร้างการตรวจสอบและถ่วงดุลที่มีประโยชน์ ในปี 1789 จอร์จ วอชิงตันซึ่งนำกองทัพปฏิวัติคว้าชัย เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ในปี 1791 มีการลงมติรับบัญญัติว่าด้วยสิทธิพื้นฐานของพลเมืองซึ่งห้ามการจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลของรัฐบาลกลางและรับประกันการคุ้มครองทางกฎหมายต่าง ๆ

แม้รัฐบาลกลางทำให้การค้าทาสระหว่างประเทศเป็นความผิดในปี 1808 แต่หลังปี 1820 การใช้ทาสเพาะปลูกผลผลิตฝ้ายที่ได้กำไรสูงปะทุในดีปเซาธ์ พร้อมกับจำนวนประชากรทาสด้วย การตื่นใหญ่ที่สอง (Second Great Awakening) โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 1800–1840 เข้ารีตคนหลายล้านคนสู่โปรเตสแตนท์อีแวนเจลิคัล (evangelical) ในทิศเหนือ เหตุนี้ทำให้เกิดขบวนการปฏิรูปสังคมหลายขบวนการซึ่งรวมการเลิกทาส ในทิศใต้ มีการชวนเข้ารีตเมทอดิสต์ (Methodist) และแบปทิสต์ในหมู่ประชากรทาส

ดินแดนซึ่งสหรัฐอเมริกาเข้าถือสิทธิ์แบ่งตามเวลา

ความกระตือรือร้นของสหรัฐในการขยายดินแดนไปทางทิศตะวันตกทำให้เกิดสงครามอเมริกันอินเดียนยืดเยื้อ การซื้อลุยเซียนาซึ่งดินแดนที่ฝรั่งเศสอ้างในปี 1803 ทำให้ประเทศมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว สงครามปี 1812 ซึ่งประกาศต่อบริเตนเหนือความเดือดร้อนต่าง ๆ และการต่อสู้เพื่อดึงดูดและเสริมชาตินิยมสหรัฐ ชุดการบุกเข้าทางทหารสู่ฟลอริดานำให้สเปนยกดินแดนดังกล่าวและดินแดนฝั่งอ่าว (Gulf Coast) ในปี 1819 การขยายดินแดนได้รับการช่วยเหลือจากกำลังไอน้ำ เมื่อเรือไอน้ำเริ่มล่องตามระบบธารน้ำขนาดใหญ่ของอเมริกาซึ่งเชื่อมด้วยคลองสร้างใหม่ เช่น อีรีและไอแอนด์เอ็ม แล้วกระทั่งรางรถไฟที่เร็วกว่าเริ่มลากข้ามดินแดนของประเทศ

ตั้งแต่ปี 1820 ถึง 1850 ประชาธิปไตยแบบแจ็กสันเริ่มชุดการปฏิรูปซึ่งรวมสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของชายผิวขาวในวงกว้างขึ้น นำสู่ความเจริญของระบบพรรคที่สองประชาธิปไตยและวิกเป็นพรรคการเมืองหลังตั้งแต่ปี 1828 ถึง 1854 เส้นทางธารน้ำตาในคริสต์ทศวรรษ 1830 เป็นตัวอย่างของนโยบายกำจัดอินเดียนซึ่งตั้งถิ่นฐานอินเดยนใหม่ทางตะวันตกในเขตสงวนอินเดียน สหรัฐผนวกสาธารณรัฐเท็กซัสในปี 1845 ระหว่างสมัยเทพลิขิตขยายดินแดน สนธิสัญญาออริกอนปี 1846 กับบริเตนนำให้สหรัฐควบคุมภาคตะวันตกเฉียงเหนือปัจจุบัน ชัยในสงครามเม็กซิโก–อเมริกาลงเอยด้วยการยกแคลิฟอร์เนียของเม็กซิโกและพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคตะวันตกเฉียงใต้ปัจจุบัน

การตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียปี 1848–1849 กระตุ้นการย้ายถิ่นไปทางตะวันตกและการสถาปนารัฐทางตะวันตกเพิ่ม หลังสงครามกลางเมืองอเมริกา ระบบรางข้ามทวีปใหม่ทำให้การย้ายถิ่นง่ายขึ้นสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐาน การค้าภายในขยายตัวและความขัดแย้งกับอเมริกันพื้นเมืองเพิ่มขึ้น กว่าครึ่งศตวรรษ การสูญเสียอเมริกันไบซันมีผลกระทบต่อการดำรงอยู่ต่อวัฒนธรรมอินเดียนที่ราบหลายวัฒนธรรม ในปี 1869 นโยบายสันติภาพใหม่มุ่งคุ้มครองอเมริกันพื้นเมืองจากการละเมิด เลี่ยงสงครามเพิ่ม และประนความเป็นพลเมืองสหรัฐในที่สุด แม้ความขัดแย้งซึ่งรวมสงครามอินเดียนครั้งใหญ่สุดหลายครั้งยังดำเนินต่อไปทั่วตะวันตกจนล่วงเข้าคริสต์ทศวรรษ 1900

สงครามกลางเมืองและสมัยบูรณะ[แก้]

ข้อแตกต่างของความเห็นและระเบียบสังคมระหว่างรัฐภาคเหนือและภาคใต้ในสังคมสหรัฐช่วงแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวข้องกับทาสผิวดำ จนสุดท้ายนำสู่สงครามกลางเมืองอเมริกา เดิมทีรัฐเข้าสู่สหภาพสลับกันระหว่างรัฐทาสและรัฐเสรีเพื่อรักษาสมดุลภาคในวุฒิสภา ขณะที่รัฐเสรีมีประชากรมากกว่ารัฐทาสและมีผู้แทนในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า แต่ด้วยมีดินแดนตะวันตกและรัฐเสรีเพิ่มขึ้น ความตึงเรียดระหว่างรัฐทาสและรัฐเสรีสูงขึ้นด้วยการถกเถียงเกี่ยวกับระบอบสหพันธรัฐ การโอนการครอบครองดินแดน ควรขยายหรือจำกัดความเป็นทาสหรือไม่และอย่างไร

ด้วยการเลือกตั้งอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนแรกจากพรรครีพับลิกันซึ่งต่อต้านความเป็นทาสเป็นส่วนใหญ่ ในปี 1860 สุดท้ายการประชุมในสิบสามรัฐทาสประกาศแยกตัวออกและตั้งสมาพันธรัฐอเมริกา ขณะที่รัฐบาลกลางยืนยันว่าการแยกตัวออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย สงครามที่เกิดขึ้นให้หลังนั้นทีแรกเป็นสงครามเพื่อรักษาสหภาพ และหลังจากปี 1863 เมื่อกำลังพลสูญเสียเพิ่มขึ้นและลินคอล์นออกประกาศปลดปล่อยให้เป็นอิสระ (Emancipation Proclamation) เป้าหมายสงครามที่สองกลายเป็นการเลิกทาส สงครามนี้เป็นความขัดแย้งทางทหารที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ ทำให้มีทหารเสียชีวิตประมาณ 618,000 คนและพลเรือนอีกจำนวนมาก

หลังฝ่ายสหภาพมีชัยในปี 1865 มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐสามครั้ง การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 13 ห้ามความเป็นทาส การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14 มอบความเป็นพลเมืองแก่แอฟริกันอเมริกันที่เคยเป็นทาสเกือบสี่ล้านคน และการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 15 รับประกันว่าพวกเขามีสิทธิออกเสียงลงคะแนน สงครามและผลลัพธ์นำสู่การเพิ่มอำนาจของรัฐบาลกลางอย่างมากโดยมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการและสร้างใหม่ซึ่งรัฐภาคใต้ขณะที่รับประกันสิทธิของทาสที่เพิ่งเป็นไท

นักอนุรักษนิยมผิวขาวภาคใต้ซึ่งเรียกตนว่า "ผู้ไถ่" (Redeemer) เข้าควบคุมหลังสิ้นสุดการบูรณะ เมื่อถึงช่วงปี 1890–1910 กฎหมายจิมโครว์พรากสิทธิออกเสียงลงคะแนนคนผิวดำส่วนใหญ่และคนขาวยากจนบางส่วน คนดำเผชิญการแบ่งแยกทางเชื้อชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ ชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติบางครั้งเผชิญการลงประชาทัณฑ์

การปรับให้เป็นอุตสาหกรรม[แก้]

เกาะเอลลิสในนครนิวยอร์กเป็นประตูสำคัญสำหรับการเข้าเมืองของชาวยุโรป

ในภาคเหนือ การมีลักษณะแบบเมืองและการหลั่งไหล่ของผู้เข้าเมืองจากยุโรปใต้และยุโรปตะวันออกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทำให้มีแรงงานเหลือเฟือสำหรับการปรับประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม โครงสร้างพื้นฐานของประเทศซึ่งมีโทรเลขและทางรถไฟข้ามทวีปกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการตั้งถิ่นฐานยิ่งใหญ่ขึ้นและการพัฒนาโอลด์เวสต์อเมริกา การประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าและโทรศัพท์ต่อมายังมีผลต่อการคมนาคมและชีวิตคนเมือง

การสิ้นสุดของสงครามอินเดียนยิ่งขยายพื้นที่ภายใต้การเพาะปลูกโดยใช้เครื่องจักร เพิ่มส่วนเกินสำหรับตลาดระหว่างประเทศ การขยายดินแดนแผ่นดินใหญ่สำเร็จด้วยการซื้ออะแลสกาจากจักรวรรดิรัสเซียในปี 1867 ในปี 1893 ส่วนนิยมอเมริกาในฮาวายล้มราชาธิปไตยและตั้งสาธารณรัฐฮาวาย ซึ่งสหรัฐผนวกในปี 1898 สเปนยกเปอร์โตริโก กวมและฟิลิปปินส์ให้สหรัฐในปีเดียวกันหลังสงครามสเปน–อเมริกา

การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ช่วยให้นักอุตสาหกรรมโดดเด่นจำนวนมากเฟื่องฟูขึ้น นักธุรกิจใหญ่อย่างคอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลท์, จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์และแอนดรูว์ คาร์เนกีนำความก้าวหน้าของชาติในอุตสาหกรรมรางรถไฟ ปิโตรเลียมและเหล็กกล้า การธนาคารกลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเจ. พี. มอร์แกนมีบทบาทเด่น ทอมัส เอดิสันและนิโคลา เทสลาทำให้ไฟฟ้ากระจายแพร่หลายสู่อุตสาหกรรม บ้านเรือนและสำหรับการให้แสงสว่างตามถนน เฮนรี ฟอร์ดปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ เศรษฐกิจอเมริกาเฟื่องฟูและกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก และสหรัฐได้สถานภาพมหาอำนาจ การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วนี้กอปรกับความไม่สงบทางสังคมและความเจริญของขบวนการประชานิยม สังคมนิยมและอนาธิปไตย สุดท้ายสมัยนี้สิ้นสุดลงด้วยการมาของสมัยก้าวหน้า (Progressive Era) ซึ่งมีการปฏิรูปสำคัญในสังคมหลายด้าน ซึ่งรวมทั้งสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของสตรี การห้ามแอลกอฮอล์ การกำกับสินค้าบริโภค มาตรการป้องกันการผูกขาดที่มากขึ้นเพื่อประกันการแข่งขันและความใส่ใจความเป็นอยู่ของแรงงาน

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

สหรัฐวางตนเป็นกลางตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุในปี 1914 จนถึงปี 1917 เมื่อเข้าร่วมสงครามเป็น "ชาติสมทบ" ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ โดยช่วยเปลี่ยนทิศทางของสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจกลาง ในปี 1919 ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันรับบทบาทการทูตนำ ณ การประชุมสันติภาพปารีสและสนับสนุนอย่างแข็งขันให้สหรัฐเข้าร่วมสันนิบาตชาติ ทว่า วุฒิสภาปฏิเสธไม่อนุมัติและไม่ให้สัตยาบันสนธิสัญญาแวร์ซายซึ่งสถาปนาสันนิบาตชาติ

ในปี 1920 ขบวนการสิทธิสตรีชนะการผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งให้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งของสตรี คริสต์ทศวรรษ 1920 และ 1930 มีความเจริญของวิทยุสำหรับการสื่อสารมวลชนและการประดิษฐ์โทรทัศน์ยุคแรก ความมั่งคั่งของสองศูนย์ดัง (Roaring Twenties) สิ้นสุดด้วยเหตุการณ์วอลล์สตรีทตกปี 1929 และการเริ่มต้นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หลังแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 1932 เขาสนองด้วยข้อตกลงใหม่ (New Deal) ซึ่งรวมการสถาปนาระบบหลักประกันสังคม การย้ายถิ่นใหญ่ของแอฟริกันอเมริกันหลายล้านคนจากภาคใต้ของสหรัฐเริ่มก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและกินเวลาจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1960 ขณะที่ชามฝุ่น (Dust Bowl) กลางคริสต์ทศวรรษ 1930 ทำให้ชุมชนกสิกรรมจำนวนมากยากจนและทำให้เกิดการย้ายถิ่นทางตะวันตกระลอกใหม่

ทีแรกสหรัฐวางตนเป็นกลางระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองระหว่างที่เยอรมนีพิชิตทวีปยุโรปส่วนใหญ่ สหรัฐเริ่มจัดหาปัจจัยแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรในเดือนมีนาคม 1941 ผ่านโครงการให้ยืม-เช่า วันที่ 7 ธันวาคม 1941 จักรวรรดิญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตีอย่างจู่โจมต่อท่าเพิร์ล ทำให้สหรัฐเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรสู้รบกับฝ่ายอักษะ ระหว่างสงคราม สหรัฐถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งใน "สี่ตำรวจ" แห่งฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ประชุมกันวางแผนโลกหลังสงคราม ร่วมกับบริเตน สหภาพโซเวียตและจีน แม้สหรัฐเสียทหารกว่า 400,000 นาย แต่ค่อนข้างไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามและยิ่งมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและทางทหารมากยิ่งขึ้นอีก

สหรัฐมีบทบาทนำในการประชุมเบรตตันวูดส์และยัลตากับสหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียตและฝ่ายสัมพันธมิตรอื่นซึ่งลงนามความตกลงว่าด้วยสถาบันการเงินระหว่างประเทศใหม่และการจัดระเบียบใหม่หลังสงครามของทวีปยุโรป เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรชนะในทวีปยุโรปแล้ว การประชุมระหว่างประเทศในซานฟรานซิสโกในปี 1945 ได้ออกกฎบัตรสหประชาชาติซึ่งมีผลใช้บังคับหลังสงคราม สหรัฐพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ชิ้นแรกและใช้มันกับญี่ปุ่นในนครฮิโระชิมะและนะงะซะกิ ญี่ปุ่นยอมจำนนในวันที่ 2 กันยายน ยุติสงครามโลกครั้งที่สอง

สงครามเย็นและยุคสิทธิมนุษยชน[แก้]

ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐอเมริกา (ซ้าย) และเลขาธิการมีฮาอิล กอร์บาชอฟแห่งสหภาพโซเวียต ในการประชุมที่เจนีวาในปี 1985

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐและสหภาพโซเวียตประชันชิงอำนาจระหว่างสมัยสงครามเย็น ขับเคลื่อนด้วยการแบ่งแยกอุดมการณ์ระหว่างทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ ทั้งสองครอบงำกิจการทหารของทวีปยุโรป โดยมีสหรัฐและพันธมิตรนาโต้ฝ่ายหนึ่งและสหภาพโซเวียตและพันธมิตรสนธิสัญญาวอร์ซออีกฝ่ายหนึ่ง สหรัฐพัฒนานโยบายการจำกัดการขยายตัวของลัทธิที่ไม่พึงปรารถนาต่อการขยายอิทธิพลตอมมิวนิสต์ ขณะที่สหรัฐและสหภาพโซเวียตต่อสู้ในสงครามตัวแทนและพัฒนาคลังอาวุธนิวเคลียร์ทรงพลัง และสองประเทศเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารโดยตรง

สหรัฐมักคัดค้านขบวนการโลกที่สามซึ่งมองว่าโซเวียตสนับสนุน ทหารอเมริกันต่อสู้กำลังคอมมิวนิสต์จีนและเกาหลีเหนือในสงครามเกาหลีปี 1950–1953 การปล่อยดาวเทียมดวงแรกของสหภาพโซเวียตปี 1957 และการปล่อยเที่ยวบินอวกาศที่มีมนุษย์โดยสารครั้งแรกในปี 1961 เริ่ม "การแข่งขันอวกาศ" ซึ่งสหรัฐเป็นชาติแรกที่นำมนุษย์ลงจอดดวงจันทร์ในปี 1969 สงครามตัวแทนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สุดท้ายกลายเป็นการเข้าไปมีส่วนพัวพันเต็มตัวของอเมริกา เช่น สงครามเวียดนาม

ในประเทศ สหรัฐมีการขยายทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและการเติบโตของประชากรและชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว การก่อสร้างระบบทางหลวงระหว่างรัฐแปรสภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในเวลาหลายทศวรรษถัดมา คนหลายล้านคนผละไร่นาและนครชั้นใน (inner city) สู่การพัฒนาเคหะชานเมืองขนาดใหญ่ ในปี 1959 ฮาวายกลายเป็นรัฐที่ 50 และรัฐล่าสุดของสหรัฐที่เพิ่มเข้าประเทศ ขบวนการสิทธิพลเมืองที่เติบโตขึ้นใช้สันติวิธีเผชิญกับการแบ่งแยกและการเลือกปฏิบัติ โดยมีมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์เป็นผู้นำคนสำคัญและหัวโขน คำวินิจฉัยของศาลและกฎหมายประกอบกันลงเอยด้วยรัฐบัญญัติสิทธิพลเมืองปี 1968 ซึ่งมุ่งยุติการเลือกปฏิบัติทางเพศ ขณะเดียวกัน ขบวนการวัฒนธรรมต่อต้านเติบโตขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากการค้านสงครามเวียดนาม ชาตินิยมผิวดำและการปฏิวัติทางเพศ

การเปิดฉาก "สงครามต่อความยากจน" ขยายการให้สิทธิ์และการใช้จ่ายด้านสวัสดิการ ซึ่งรวมการสร้างเมดิแคร์และเมดิเคด สองโครงการซึ่งให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพต่อผู้สูงอายุและผู้ยากไร้ตามลำดับ และโครงการสแตมป์อาหาร (Food Stamp Program) และช่วยเหลือครอบครัวที่มีเด็กพึ่งพิง (Aid to Families with Dependent Children)

คริสต์ทศวรรษ 1970 และต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 ตั้งต้นการชะงักทางเศรษฐกิจ หลังประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนได้รับเลือกตั้งในปี 1980 เขาตอบโต้ด้วยการปฏิรูปเน้นตลาดเสรี ให้หลังการล่มสลายของการผ่อนคลายความตึงเครียด เขาเลิก "การจำกัดการขยายตัวของลัทธิที่ไม่พึงปรารถนา" และริเริ่มยุทธศาสตร์ "ม้วนกลับ" ที่ก้าวร้าวขึ้นต่อสหภาพโซเวียต หลังมีการเพิ่มขึ้นของแรงงานสตรีในทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ในปี 1985 สตรีข้างมากอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นปีมีงานทำ

ปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 มีการ "ผ่อนคลาย" ความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต และการล่มลายในปี 1991 ยุติสงครามเย็นในที่สุด เหตุนี้นำมาซึ่งภาวะขั้วเดียวโดยสหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจครอบงำของโลกโดยไร้ผู้ต่อกร มโนทัศน์สันติภาพอเมริกา (Pax Americana) ซึ่งปรากฏในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นคำเรียกระเบียบโลกใหม่ยุคหลังสงครามเย็นที่ได้รับความนิยมกว้างขวาง

ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย[แก้]

เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในโลวเออร์แมนฮัตตันระหว่างวินาศกรรม 11 กันยายน ปี 2001
วันเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่ถูกสร้างแทนที่

หลังสงครามเย็น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจุดชนวนวิกฤตการณ์ในปี 1990 เมื่อประเทศอิรักภายใต้ซัดดัม ฮุสเซนบุกครองและพยายามผนวกประเทศคูเวต พันธมิตรของสหรัฐ ด้วยเกรงว่าความไร้เสถียรภาพจากลามไปภูมิภาคอื่น ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุชจึงเปิดฉากปฏิบัติการโล่ทะเลทราย การส่งสมกำลังป้องกันในประเทศซาอุดีอาระเบีย และปฏิบัติการพายุทะเลทรายในขั้นที่เรียก สงครามอ่าว โดยมีกำลังผสมจาก 34 ประเทศนำโดยสหรัฐต่อประเทศอิรัก ยุติด้วยการขับกำลังอิรักออกจากประเทศคูเวตได้สำเร็จ ฟื้นฟูราชาธิปไตยคูเวต

อินเทอร์เน็ตซึ่งกำเนิดในเครือข่ายกลาโหมสหรัฐลามไปเครือข่ายวิชาการระหว่างประเทศ และสู่สาธารณะในปี 1990 มีผลใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมโลก

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอตคอม นโยบายการเงินแบบเสถียรภาพภายใต้แอลัน กรีนสแพนและการลดรายข่ายสวัสดิการสังคม คริสต์ทศวรรษ 1990 มีการขยายทางเศรษฐกิจใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐสมัยใหม่ซึ่งสิ้นสุดในปี 2001 เริ่มตั้งแต่ปี 1994 สหรัฐเข้าสู่ความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เชื่อมประชากร 450 ล้านคนซึ่ผลิตสินค้าและบริการมูลค่า 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป้าหมายของความตกลงคือเพื่อกำจัดอุปสรรคการค้าและการลงทุนในสหรัฐ ประเทศแคนาดาและเม็กซิโกในวันที่ 1 มกราคม 2008 การค้าในหมู่ไตรภาคีเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ NAFTA มีผลใช้บังคับ

วันที่ 11 กันยายน 2001 ผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์โจมตีเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์กและอาคารเพนตากอนใกล้กับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน สหรัฐตอบโต้ด้วยการเปิดฉากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งรวมสงครามในอัฟกานิสถานและสงครามอิรักปี 2003–2011 ในปี 2007 รัฐบาลบุชสั่งเพิ่มกำลังทหารครั้งใหญ่ในสงครามอิรัก ซึ่งลดความรุนแรงและนำสู่เสถียรภาพเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอย่างเป็นผล

นโยบายของรัฐบาลซึ่งออกแบบเพื่อส่งเสริมการเคหะที่เสียได้ ความล้มเหลวกว้างขวางของบรรษัทภิบาลและธรรมาภิบาลในการกำกับดูแล (regulatory governance) และอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระบบธนาคารกลางตั้ง นำสู่ฟองสบู่การเคหะกลางคริสต์ทศวรรษ 2000 จนลงเอยด้วยวิกฤตการณ์การเงินปี 2008 เป็นการหดตัวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศนับแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีแอฟริกันอเมริกันและหลายเชื้อชาติคนแรก ได้รับเลือกตั้งในปี 2008 ท่ามกลางวิกฤต และต่อมาผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและรัฐบัญญัติการปฏิรูปวอลล์สตรีตและคุ้มครองผู้บริโภคด็อดด์-แฟรงก์เพื่อพยายามบรรเทาผลร้าย ขณะที่มาตรการกระตุ้นดังกล่าวอำนวยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการว่างงานลดลงโดยสัมพัทธ์ แต่ด็อดด์-แฟรงก์มีผลลบต่อการลงทุนธุรกิจและธนาคารขนาดเล็ก

ในปี 2010 รัฐบาลโอบามาผ่านรัฐบัญญัติการบริบาลที่เสียได้ ซึ่งเป็นการปฏิรูปครั้งครอบคลุมที่สุดต่อระบบสาธารณสุขของประเทศในเกือบห้าทศวรรษ ซึ่งรวมการมอบอำนาจ เงินอุดหนุนและการแลกเปลี่ยนประกัน กฎหมายนี้ทำให้ลดจำนวนและร้อยละของผู้ไม่มีประกันสุขภาพลงอย่างสำคัญ โดยมี 24 ล้านคนครอบคลุมระหว่างปี 2016 กระนั้น กฎหมายนี้เป็นที่โต้เถียงเนื่องจากผลกระทบต่อราคาสาธารณสุข เบี้ยประกันภัยและสมรรถภาพทางเศรษฐกิจ แม้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำถึงจุดต่ำสุดในเดือนมิถุนายน 2009 แต่ผู้ออกเสียงลงคะแนนยังคับข้องใจกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ล่าช้า พรรครีพับลิกันซึ่งคัดค้านนโยบายของโอบามา ได้ควบคุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างถล่มทลายในปี 2010 และควบคุมวุฒิสภาในปี 2014

มีการถอนกำลังอเมริกันในประเทศอิรักในปี 2009 และ 2010 และมีการประกาศให้สงครามในภูมิภาคยุติลงอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2011 การถอนกำลังดังกล่าวทำให้การก่อการกำเริบนิกายนิยมบานปลาย นำสู่ความเจริญของรัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดของอัลกออิดะฮ์ในภูมิภาค ในปี 2014 โอบามาประกาศฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางทูตสมบูรณ์กับประเทศคิวบาเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1961 ปีต่อมา สหรัฐซึ่งเป็นสมาชิกประเทศพี5+1 ลงนามแผนการปฏิบัติครอบคลุมร่วม ซึ่งเป็นความตกลงที่มุ่งชะลอการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของประเทศอิหร่าน

ดอนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีผู้มั่งมีที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐและประธานาธิบดีคนแรกที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองและการทหารก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง ได้รับเลือกตั้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016

ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม[แก้]

ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงถึงลักษณะภูมิประเทศของสหรัฐอเมริกาแผ่นดินใหญ่
ภาพถ่ายบางส่วนของเทือกเขาร็อกกี

สหรัฐแผ่นดินใหญ่มีพื้นที่ 7,663,940.6 ตารางกิโลเมตร รัฐอะแลสกา ซึ่งมีประเทศแคนาดาคั่นสหรัฐแผ่นดินใหญ่ เป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุด มีขนาด 1,717,856.2 ตารางกิโลเมตร รัฐฮาวายซึ่งเป็นกลุ่มเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกกลาง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาเหนือ มีพื้นที่ 28,311 ตารางกิโลเมตร[29] ดินแดนที่มีประชากรอาศัยเปอร์โตริโก อเมริกันซามัว กวม หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาและหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐรวมมีพื้นที่ 23,789 ตารางกิโลเมตร

สหรัฐเป็นประเทศใหญ่สุดอันดับสามหรือสี่ของโลกเรียงตามพื้นที่ทั้งหมด (แผ่นดินและพื้นน้ำ) รองจากประเทศรัสเซียและแคนาดา และมีอันดับสูงหรือต่ำกว่าจีน การจัดอันดับต่างกันขึ้นอยู่กับว่านับรวมดินแดนที่ประเทศจีนและอินเดียพิพาทหรือไม่ และวัดขนาดทั้งหมดของสหรัฐอย่างไร คือ การคำนวณมีตั้งแต่ 9,522,055. กม.2, 9,629,091.5 กม.2, 9,833,516.6 กม.2 ไปจนถึง 9,857,306 กม.2 หากวัดเฉพาะแผ่นดิน สหรัฐจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามรองจากประเทศรัสเซียและจีน สูงกว่าแคนาดา

ที่ราบชายฝั่งทะเลแอตแลนติกให้ทางลึกเข้าไปในแผ่นดินเป็นป่าผลัดใบและรอยคลื่นพีดมอนต์ (Piedmont) เทือกเขาแอพพะเลเชียน (Appalachian) แบ่งชายฝั่งทะเลตะวันออกจากเกรตเลกส์และทุ่งหญ้าภาคกลางตะวันตกเฉียงใต้ (Midwest) แม่น้ำมิสซิสซิปปี–มิสซูรี ระบบแม่น้ำยาวที่สุดอันดับสี่ของโลก ไหลส่วนใหญ่ในทิศเหนือ–ใต้ผ่านใจกลางประเทศ ที่ราบใหญ่ (Great Plains) ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าราบอุดมสมบูรณ์แผ่ขยายไปทางทิศตะวันตก โดยมีพื้นที่สูงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขวาง

เทือกเขาร็อกกี ณ ขอบทิศตะวันตกของที่ราบใหญ่ ขยายข้ามประเทศจากเหนือจรดใต้ มีระดับความสูงกว่า 4,300 เมตร ในรัฐโคโลราโด ไปอีกทางทิศตะวันตกเป็นแอ่งใหญ่ (Great Basin) หิน และทะเลทราย เช่น ชิฮัวฮวนและโมฮาวี เทือกเขาเซียร์ราเนวาดาและแคสเคด (Cascade) ทอดใกล้กับชายฝั่งแปซิฟิก เทือกเขาทั้งสองนี้มีระดับความสูงกว่า 4,300 เมตร จุดต่ำสุดและสูงสุดในสหรัฐแผ่นดินใหญ่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และห่างกัน 135 กิโลเมตร ที่ระดับความสูง 6,194 เมตร ยอดเขาเดนาลี (ยอดเขาแม็กคินเลย์) ในรัฐอะแลสกาเป็นยอดเขาสูงสุดในประเทศและในทวีปอเมริกาเหนือ ภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่มีทั่วไปตลอดหมู่เกาะเล็กซานเดอร์และเกาะอะลูชอน (Aleutian) ในรัฐอะแลสกา และรัฐฮาวายประกอบด้วยเกาะภูเขาไฟ ภูเขาไฟใหญ่ที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนในเทือกเขาร็อกกี เป็นลักษณะภูเขาไฟใหญ่สุดของทวีปอเมริกาเหนือ[30]

อินทรีหัวขาวเป็นนกประจำชาติของสหรัฐตั้งแต่ปี 1782

สหรัฐเนื่องจากมีขนาดใหญ่และความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ จึงมีลักษณะอากาศหลายชนิด ทางตะวันออกของเส้นเมอริเดียนที่ 100 ลักษณะอากาศมีตั้งแต่ภาคพื้นทวีปชื้นทางเหนือถึงกึ่งเขตร้อนชื้นทางใต้ ที่ราบใหญ่ทางตะวันตกของเส้นเมอริเดียนที่ 100 เป็นกึ่งแห้งแล้ง เขาทางตะวันตกส่วนใหญ่มีลักษณะอากาศแบบแอลป์ ลักษณะอากาศเป็นแบบแห้งแล้งในแอ่งใหญ่ ทะเลทรายในภาคตะวันตกเฉียงใต้ เมดิเตอร์เรเนียนในรัฐแคลิฟอร์เนียชายฝั่ง และมหาสมุทรในชายฝั่งรัฐออริกอนและทางใต้ของรัฐอะแลสกา รัฐอะแลสกาส่วนใหญ่เป็นแบบกึ่งอาร์กติกหรือขั้วโลก รัฐฮาวายและปลายใต้สุดของรัฐฟลอริดามีลักษณะอากาศแบบเขตร้อน เช่นเดียวกับดินแดนที่มีประชากรอยู่อาศัยในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก อากาศสุดโต่งพบไม่บ่อย โดยรัฐที่ติดอ่าวเม็กซิโกมีความเสี่ยงเกิดพายุเฮอร์ริเคน และทอร์เนโดส่วนใหญ่ของโลกเกิดในประเทศ โดยเกิดในบริเวณตรอกทอร์เนโดแถบมิดเวสต์และภาคใต้เป็นหลัก[31]

สัตว์ป่า[แก้]

นิเวศวิทยาของสหรัฐนั้นหลากหลายมาก (megadiverse) โดยมีพืชมีท่อลำเลียงประมาณ 17,000 ชนิดในสหรัฐแผ่นดินใหญ่และรัฐอะแลสกา และพบพืชดอกกว่า 1,800 ชนิดในรัฐฮาวาย ซึ่งมีจำนวนน้อยที่พบในแผ่นดินใหญ่[32] สหรัฐเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 428 ชนิด นก 784 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 311 ชนิดและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 295 ชนิด[33] มีการอธิบายแมลงประมาณ 91,000 ชนิด[34] อินทรีหัวขาวเป็นนกประจำชาติและสัตว์ประจำชาติของสหรัฐ และเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเสมอมา[35]

มีอุทยานแห่งชาติ 58 แห่งและอุทยาน ป่าและพื้นที่ที่ดินในสภาพธรรมชาติอื่นที่รัฐบาลกลางจัดการอีกนับหลายร้อยแห่ง[36] เบ็ดเสร็จแล้วรัฐบาลเป็นเจ้าของพื้นที่ประมาณ 28% ของประเทศ[37] ส่วนใหญ่พื้นที่เหล่านี้มีการคุ้มครอง แม้บางส่วนให้เช่าสำหรับการขุดเจาะน้ำมันและแก๊ส การทำเหมือง การทำไม้หรือการเลี้ยงปศุสตว์ ประมาณ 0.86% ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร[38][39]

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 1970 การโต้เถียงเรื่องสิ่งแวดล้อมรวมถึงการอภิปรายเรื่องน้ำมันและพลังงานนิวเคลียร์ การจัดการกับมลพิษทางอากาศและน้ำ ค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจในการพิทักษ์สัตว์ป่า การทำไม้ และการทำลายป่า[40][41] และการตอบสนองระหว่างประเทศเกียวกับภาวะโลกร้อน[42][43] มีหน่วยงานของรัฐบาลกลางและรัฐหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง ที่โดดเด่นที่สุดคือ หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency) ที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งของประธานาธิบดีในปี 1970[44] ความคิดเรื่องที่ดินในสภาพธรรมชาติได้ก่อรูปการจัดการที่ดินสาธารณะตั้งแต่ปี 1964 ด้วยบทบัญญัติที่ดินในสภาพธรรมชาติ (Wilderness Act)[45] รัฐบัญญัติชนิดใกล้สูญพันธุ์ปี 1973 ตั้งใจคุ้มครองชนิดที่อยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์หรือใกล้การสูญพันธุ์และถิ่นที่อยู่ของพวกมัน โดยมีราชการปลาและสัตว์ป่าสหรัฐเป็นผู้ตรวจตรา[46]

ประชากรศาสตร์[แก้]

ประชากร[แก้]

เชื้อชาติ/ชาติพันธุ์ (ประมาณของ ACS ปี 2015)[47]
แบ่งตามเชื้อชาติ:[47]
ผิวขาว 73.1%
ผิวดำ 12.7%
เอเชีย 5.4%
อเมริกันอินเดียนและชนพื้นเมืองอะแลสกา 0.8%
ฮาวายพื้นเมืองและชาวเกาะแปซิฟิก 0.2%
พหุเชื้อชาติ 3.1%
เชื้อชาติอื่น 4.8%
แบ่งตามชาติพันธุ์:[47]
ฮิสแปนิก/ละติโน (ทุกเชื้อชาติ) 17.6%
มิใช่ฮิสแปนิก/ละติโน (ทุกเชื้อชาติ) 82.4%
กลุ่มบรรพบุรุษใหญ่สุดแบ่งตามเทศมณฑล (ปี 2000) ซึ่งมีชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมันมากที่สุด

สำนักงานสำมะโนสหรัฐประมาณจำนวนประชากรของประเทศเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2016 ไว้ที่ 323,425,550 คน โดยเพิ่มขึ้น 1 คน (เพิ่มสุทธิ) ทุก 13 วินาที หรือประมาณ 6,646 คนต่อวัน[3] ประชากรสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าในคริสต์ศตวรรษที่ 20 จากประมาณ 76 ล้านคนในปี 1900[48] สหรัฐเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดอันดับสามของโลกรองจากประเทศจีนและอินเดีย สหรัฐเป็นประเทศอุตสาหกรรมหลักประเทศเดียวที่มีการทำนายการเพิ่มของประชากรขนาดใหญ่[49] ในคริสต์ทศวรรษ 1800 หญิงเฉลี่ยมีบุตร 7.04 คน เมื่อถึงคริสต์ทศวรรษ 1900 จำนวนดังกล่าวลดลงเหลือ 3.56 คน นับแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา อัตราการเกิดลดต่ำกว่าอัตราทดแทน 2.1 โดยอยู่ที่บุตร 1.86 คนต่อหญิง 1 คนในปี 2014 การเข้าเมืองที่เกิดต่างด้าวทำให้ประชากรสหรัฐยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยประชากรที่เกิดต่างด้าวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากประมาณ 20 ล้านคนในปี 1990 เป็นกว่า 40 ล้านคนในปี 2010 โดยเป็นการเพิ่มของประชากรหนึ่งในสาม ประชากรที่เกิดต่างด้าวถึง 45 ล้านคนในปี 2015[50]

สหรัฐมีอัตราเกิด 13 คนต่อ 1,000 คน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก 5 คน อัตราการเติบโตของประชากรเป็นบวก 0.7% สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ[51] ในปีงบประมาณ 2012 ผู้เข้าเมืองกว่าหนึ่งล้านคน (ส่วนมากเข้าประเทศผ่านการรวมครอบครัว) ได้รับถิ่นที่อยู่ตามกฎหมาย[52] ประเทศเม็กซิโกเป็นประเทศต้นทางของผู้อยู่อาศัยใหม่อันดับต้น ๆ ตั้งแต่รัฐบัญญัติการเข้าเมืองปี 1965 ประเทศจีน อินเดียและฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีผู้เข้าเมืองสูงสุดสี่อันดับทุกปีมาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990[53][54] ในปี 2012 ผู้อยู่อาศัยประมาณ 11.4 ล้านคนเป็นผู้เข้าเมืองไม่ชอบด้วยกฎหมาย[55] ในปี 2015 47% ของผู้เข้าเมืองทั้งหมดเป็นฮิสแปนิก 26% เป็นชาวเอเชีย 18% เป็นคนขาว และ 8% เป็นคนดำ ร้อยละของผู้เข้าเมืองซึ่งเป็นชาวเอเชียเพิ่มขึ้นส่วนร้อยละของผู้เป็นฮิสแปนิกลดลง[50]

ตามการสำรวจซึ่งดำเนินการโดยสถาบันวิลเลียมส์ ชาวอเมริกันเก้าล้านคน หรือประมาณ 3.4% ของประชากรผู้ใหญ่ระบุตนเองว่าเป็นรักร่วมเพศ รักสองเพศหรือข้ามเพศ การสำรวจมติมหาชนปี 2016 ยังสรุปว่า 4.1% ของชาวอเมริกันผู้ใหญ่ระบุตนเป็นแอลจีบีที ร้อยละสูงสุดมาจากเขตโคลัมเบีย (10%) ส่วนรัฐที่ตัวเลขต่ำสุด คือ รัฐนอร์ทดาโกตาที่ 1.7% การสำรวจในปี 2013 ศูนย์สำหรับการควบคุมและป้องกันโรคพบว่า 96.6% ระบุตนว่าตรงเพศ ส่วน 1.6% ระบุว่าเป็นเกย์หรือเลสเบียน และ 0.7% ระบุว่าเป็นรักสองเพศ

ในปี 2010 ประชากรสหรัฐประมาณ 5.2 ล้านคนมีบรรพบุรุษเป็นอเมริกันอินเดียนหรือชนพื้นเมืองอลาสก้า (2.9 ล้านคนที่มีเฉพาะของบรรพบุรุษดังกล่าว) และ 1.2 ล้านคนที่มีบรรพบุรุษชนพื้นเมืองฮาวายหรือชาวเกาะแปซิฟิก (0.5 ล้านคนมีเฉพาะบรรพบุรุษดังกล่าว)[56] สำมะโนนับกว่า 19 ล้านคนอยู่ใน "เชื้อชาติอื่น" ซึ่ง "ไม่สามารถระบุได้" ว่าอยู่ในหมวดเชื้อชาติอย่างเป็นทางการห้าหมวดในปี 2010 โดยมีกว่า 18.5% (97%) ของจำนวนนี้มีชาติพันธุ์ฮิสแปนิก[56]

การเติบโตของประชากรฮิสแปนิกและละติโนอเมริกัน (คำดังกล่าวใช้แทนกันได้อย่างเป็นทางการ) เป็นแนวโน้มประชากรศาสตร์ที่สำคัญ สำนักงานสำมะโนระบุชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิก 50.5 ล้านคนว่ามี "ชาติพันธุ์" แยกต่างหาก 64% ของฮิสแปนิกอเมริกันมีเชื้อสายเม็กซิโก ระหว่างปี 2000 ถึง 2010 ประชากรฮิสแปนิกของประเทศเพิ่ม 43% ขณะที่ประชากรที่มิใช่ฮิสแปนิกเพิ่มเพียง 4.9% การเติบโตส่วนมากมาจากการเข้าเมือง ในปี 2007 12.7% ของประชากรสหรัฐเกิดต่างด้าว ขณะที่ 54% ในจำนวนนี้เกิดในละตินอเมริกา[57]

ชาวอเมริกันประมาณ 82% อาศัยอยู่ในเขตเมือง (รวมชานเมือง)[2] ในจำนวนนี้ประมาณกึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในนครที่มีประชากรกว่า 50,000 คน[58] สหรัฐมีหลายกลุ่มนครที่เรียก เมกะรีจัน (megaregion) เมกะรีจันขนาดใหญ่สุดคือ อภิมหานครเกรตเลกส์ (Great Lakes Megalopolis) ตามด้วยอภิมหานครตะวันออกเฉียงเหนือและแคลิฟอร์เนียใต้ ในปี 2008 มีเทศบาล 273 เทศบาลที่มีประชากรกว่า 100,000 คน มีเก้านครที่มีผู้อยู่อาศัยกว่าหนึ่งล้านคน และสี่นครโลกที่มีประชากรกว่าสองล้านคน (นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส ชิคาโกและฮุสตัน)[59] มี 52 พื้นที่มหานครที่มีประชากรกว่าหนึ่งล้านคน[60] พื้นที่มหานครที่เติบโตเร็วที่สุด 47 จาก 50 พื้นที่อยู่ในภาคตะวันตกหรือภาคใต้[61] พื้นที่มหานครแซนเบอร์นาร์ดีโน แดลลัส ฮุสตัน แอตแลนตาและฟีนิกซ์ล้วนเติบโตกว่าหนึ่งล้านคนระหว่างปี 2000 ถึง 2008[60]

ศูนย์ประชากรอันดับต้น
อันดับ นครแกนกลาง ประชากรในพื้นที่นครบาล พื้นที่สถิตินครบาล ภาค[62]
New York City
นครนิวยอร์ก

Los Angeles
ลอสแองเจลิส

Chicago
ชิคาโก

Dallas
แดลลัส

1 นครนิวยอร์ก 20,182,305 นครนิวยอร์ก-นูอาร์ก-เจอร์ซีย์, NY-NJ-PA MSA ตะวันออกเฉียงเหนือ
2 ลอสแองเจลิส 13,340,068 ลอสแองเจลิส–ลองบีช–แอนะไฮม์, CA MSA ตะวันตก
3 ชิคาโก 9,551,031 ชิคาโก–โจเลียต–เนเพอร์วิลล์, IL–IN–WI MSA ตะวันตกกลาง
4 แดลลัส–ฟอร์ตเวิร์ธ 7,102,796 แดลลัส–ฟอร์ตเวิร์ธ–อาร์ลิงตัน, TX MSA ใต้
5 ฮูสตัน 6,656,947 ฮูสตัน–เดอะวูดแลนส์-ชูการ์แลนด์ MSA ใต้
6 วอชิงตัน ดี.ซี. 6,097,684 วอชิงตัน ดี.ซี.–VA–MD–WV MSA ตะวันออกเฉียงเหนือ
7 ฟิลาเดลเฟีย 6,069,875 ฟิลาเดลเฟีย–แคมเดน–วิลมิงตัน, PA–NJ–DE–MD MSA ตะวันออกเฉียงเหนือ
8 ไมแอมี 6,012,331 ไมแอมี–ฟอร์ตลอเดอร์เดล–พอมพาโนบีช, FL MSA ใต้
9 แอตแลนตา 5,710,795 แอตแลนตา–แซนดีสปริงส์–มารีเอตตา, GA MSA ใต้
10 บอสตัน 4,774,321 บอสตัน–เคมบริดจ์–ควินซี, MA–NH MSA ตะวันออกเฉียงเหนือ
11 ซานฟรานซิสโก 4,656,132 ซานฟรานซิสโก–โอกแลนด์–ฟรีมอนต์, CA MSA ตะวันตก
12 ฟีนิกซ์ 4,574,531 ฟีนิกซ์–เมซา–เกลนเดล, AZ MSA ตะวันตก
13 ริเวอร์ไซด์–แซนเบอร์นาร์ดีโน 4,489,159 ริเวอร์ไซด์–แซนเบอร์นาร์ดีโน–ออนแทริโอ, CA MSA ตะวันตก
14 ดีทรอยต์ 4,302,043 ดีทรอยต์–วอร์เรน–ลีโวเนีย, MI MSA ตะวันตกกลาง
15 ซีแอตเทิล 3,733,580 ซีแอตเทิล–ทาโคมา–เบลวิว, WA MSA ตะวันตก
16 มินนีแอโพลิส–เซนต์พอล 3,524,583 มินนีแอโพลิส–เซนต์พอล–บลูมิงตัน, MN–WI MSA ตะวันตกกลาง
17 แซนดีเอโก 3,299,521 แซนดีเอโก–คาลส์แบด ช–แซนมาร์คัส, CA MSA ตะวันตก
18 แทมปา–เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 2,975,225 แทมปา–เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก–เคลียร์วอเทอร์, FL MSA ใต้
19 เดนเวอร์ 2,814,330 เดนเวอร์–ออโรรา–เลกวูด, CO MSA ตะวันตก
20 เซนต์หลุยส์ 2,811,588 เซนต์หลุยส์ MO–IL MSA ตะวันตกกลาง
ตามการประมาณประชากรปี 2015 จากสำนักสำมะโนสหรัฐ[63]

ภาษา[แก้]

ภาษาที่คนกว่า 1 ล้านคนพูดที่บ้านในสหรัฐ (ปี 2010)[64][fn 3]
ภาษา ร้อยละของ
ประชากร
จำนวน
ผู้พูด
จำนวนผู้พูด
ภาษาอังกฤษ
ได้ดีหรือดีมาก
อังกฤษ (เท่านั้น) 80% 233,780,338 ทุกคน
รวมทุกภาษา
ที่มิใช่อังกฤษ
20% 57,048,617 43,659,301
สเปน
(ไม่รวมเปอร์โตริโกและผสมสเปน)
12% 35,437,985 25,561,139
จีน
(รวมภาษากวางตุ้งมาตรฐานและภาษาจีนมาตรฐาน)
0.9% 2,567,779 1,836,263
ตากาล็อก 0.5% 1,542,118 1,436,767
เวียดนาม 0.4% 1,292,448 879,157
ฝรั่งเศส
(รวมเคจันแต่ไม่รวมผสมเฮติ)
0.4% 1,288,833 1,200,497
เกาหลี 0.4% 1,108,408 800,500
เยอรมัน 0.4% 1,107,869 1,057,836

ภาษาอังกฤษ (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน) เป็นภาษาประจำชาติโดยพฤตินัย แม้ไม่มีภาษาราชการในระดับสหพันธรัฐ แต่กฎหมายบางฉบับ เช่น ข้อกำหนดการแปลงสัญชาติของสหรัฐ วางมาตรฐานภาษาอังกฤษ ในปี 2010 ประมาณ 230 ล้านคนหรือ 80% ของประชากรอายุตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป พูดภาษาอังกฤษที่บ้านเท่านั้น ภาษาสเปน ซึ่งมีประชากร 12% พูดที่บ้าน เป็นภาษาที่พบมากที่สุดอันดับสองและเป็นภาษาที่สองที่สอนกันแพร่หลายที่สุด[65][66] ชาวอเมริกันบางส่วนสนับสนุนให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการของประเทศ เนื่องจากเป็นภาษาราชการแล้วใน 32 รัฐ[67]

ทั้งภาษาฮาวายและภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการในรัฐฮาวายตามกฎหมายของรัฐ[68] แม้ไม่มีภาษาราชการ แต่รัฐนิวเม็กซิโกมีกฎหมายที่กำหนดการใช้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน เช่นเดียวกับที่รัฐลุยเซียนากำหนดให้ใช้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส[69] รัฐอื่น เช่น แคลิฟอร์เนียมีคำสั่งศาลสูงให้พิมพ์เผยแพร่เอกสารราชการบางชนิดเป็นภาษาสเปน รวมทั้งแบบของศาล[70] หลายเขตอำนาจที่มีผู้ไม่พูดภาษาอังกฤษจำนวนมากมีการผลิตเอกสารรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสนเทศการเลือกตั้ง ในภาษาที่มีผู้พูดแพร่หลายในเขตอำนาจเหล่านั้น

หลายดินแดนเกาะให้การรับรองอย่างเป็นทางการต่อภาษาพื้นเมืองร่วมกับภาษาอังกฤษ โดยอเมริกันซามัวและกวมรับรองภาษาซามัวและภาษาชามอร์โรตามลำดับ หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนารับรองภาษาแคโรไลน์และชามอร์โร ชาติเชอโรคีรับรองภาษาเชอโรคีอย่างเป็นทางการในพื้นที่เขตอำนาจเผ่าเชอโรคีในรัฐโอกลาโฮมาตะวันออก ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการในเปอร์โตริโกและมีพูดกันแพร่หลายกว่าภาษาอังกฤษที่นั่น[71]

ตามข้อมูลของศูนย์เพื่อการศึกษาการเข้าเมือง ภาษาอารบิกและภาษาอุรดูเป็นภาษาต่างด้าวท่เติบโตเร็วที่สุดที่พูดในครัวเรือนอเมริกา ในปีหลัง ๆ ผู้อยู่อาศัยที่พูดภาษาอาหรับเพิ่ม 29% อุรดู 23% และเปอร์เซีย 9%

ภาษาต่างด้าวที่สอนกันกว้างขวางที่สุดในทุกระดับในสหรัฐ (ในแง่ของจำนวนผู้ลงทะเบียน) ได้แก่ ภาษาสเปน (ผู้เรียนประมาณ 7.2 ล้านคน) ฝรั่งเศส (1.5 ล้านคน) และเยอรมัน (500,000 คน) ภาษษที่มีสอนแพร่หลายอื่น (โดยมีผู้เรียน 100,000 ถึง 250,000 คน) มีภาษาละติน ญี่ปุ่น ภาษาใบ้อเมริกัน อิตาลีและจีน 18% ของชาวอเมริกันอ้างว่าตนพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษานอกจากภาษาอังกฤษ

ศาสนา[แก้]

ศาสนาที่นับถือในสหรัฐ (ปี 2014)[72]
ศาสนา  % ของประชากรสหรัฐ
คริสต์ 70.6 70.6
 
โปรเตสแตนต์ 46.5 46.5
 
โปรเตสแตนต์อีวานเจลิคัล 25.4 25.4
 
โปรเตสแตนต์สายหลัก 14.7 14.7
 
คริสตจักรดำ 6.5 6.5
 
คาทอลิก 20.8 20.8
 
มอรมอน 1.6 1.6
 
พยานพระยะโฮวา 0.8 0.8
 
อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ 0.5 0.5
 
คริสต์อื่น 0.4 0.4
 
ยูดาห์ 1.9 1.9
 
อิสลาม 1 1
 
พุทธ 0.7 0.7
 
ฮินดู 0.7 0.7
 
ศาสนาอื่น 1.8 1.8
 
ไม่มีศาสนา 22.8 22.8
 
ไม่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง 15.8 15.8
 
อไญยนิยม 4.0 4
 
อเทวนิยม 3.1 3.1
 
ไม่ทราบหรือปฏิเสธไม่ตอบ 0.6 0.6
 

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐครั้งแรกรับประกันการนับถือศาสนาอย่างเสรีและห้ามรัฐสภาผ่านกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันศาสนา

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในสหรัฐ ในการสำรวจปี 2013 ชาวอเมริกัน 56% กล่าวว่า ศาสนามี "บทบาทสำคัญมากในชีวิตของพวกเขา" ซึ่งเป็นตัวเลขสูงกว่าของประเทศที่ร่ำรวยอื่นมาก[73] ในการสำรวจมติมหาชนปี 2009 ชาวอเมริกัน 42% กล่าวว่า พวกเขาเข้าโบสถ์ทุกสัปดาห์หรือเกือบทุกสัปดาห์ ตัวเลขดังกล่าวแปรผันตั้งแต่ 23% ในรัฐเวอร์มอนต์ จนถึงสูง 63% ในรัฐมิสซิสซิปปี[74]

สหรัฐกลายมาเคร่งศาสนาน้อยลงเช่นเดียวกับประเทศตะวันตกอื่น การไม่มีศาสนาเติบโตอย่างรวดเร็วในหมู่ชาวอเมริกันอายุต่ำกว่า 30 ปี[75] การสำรวจแสดงว่า ความเชื่อมั่นในศาสนาของชาวอเมริกันโดยรวมเสื่อมลงมาตั้งแต่กลางถึงปลายคริสต์ทศวรรษ 1980[76] โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอเมริกันอายุน้อยที่ไม่มีศาสนาเพิ่มขึ้น[77] ชาวอเมริกันที่ไม่มีศาสนามีบุตร 1.7 คนเทียบกับคริสต์ศาสนิกชน 2.2 คน ผู้ไม่นับถือศาสนายังมีแนวโน้มสมรสน้อยกว่าคริสต์ศาสนิกชน 37% ต่อ 52%

จากการสำรวจปี 2014 ผู้ใหญ่ 70.6% ระบุตัวเองเป็นคริสต์ศาสนิกชน[78] ลดลงจาก 73% ในปี 2012.[79] โปรเตสแตนต์นิกายต่าง ๆ คิดเป็น 46.5% ในขณะที่นิกายโรมันคาทอลิกคิดเป็น 20.8% เป็นนิกายเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุด[78] ศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนาคริสต์ที่รายงานทั้งหมดในปี 2014 มี 5.9%[78] ศาสนาอื่น ๆ ได้แก่ ศาสนายูดาห์ (1.9%), ศาสนาอิสลาม (0.9%), ศาสนาฮินดู, (0.7%) ศาสนาพุทธ (0.7%)[78] การสำรวจยังรายงานว่าชาวอเมริกัน 22.8% ระบุตัวเองว่าอไญยนิยม, อเทวนิยมหรือไม่มีศาสนา เพิ่มขึ้นจาก 8.2% ในปี 1990[78][79][80] นอกจากนี้ยังมีชุมชน Unitarian Universalist, ศาสนาบาไฮ, ศาสนาซิกข์, ศาสนาเชน, ลัทธิชินโต, ลัทธิขงจื๊อ, ลัทธิเต๋า, ดรูอิด, พื้นเมืองอเมริกัน, วิคะ, มนุษยนิยม, และเทวัสนิยม[81]

โปรเตสแตนต์เป็นกลุ่มศาสนาคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ มีคริสตจักรแบปทิสต์รวมกันเป็นนิกายโปรเตสแตนต์ที่ใหญ่ที่สุด และ สหคริสตจักรแบปทิสต์ใต้ (Southern Baptist Convention) เป็นนิกายโปรเตสแตนต์เดี่ยวที่ใหญ่สุด ชาวอเมริกันประมาณ 26% ระบุตนเป็นโปรเตสแตนต์อีวานเจลิคัล (Evangelical Protestant) ส่วน 15% เป็นสายหลัก (Mainline) และ 7% เป็นคริสตจักรดำดั้งเดิม โรมันคาทอลิกในสหรัฐมีเหง้าในการทำให้ทวีปอเมริกาเป็นอาณานิคมของสเปนและฝรั่งเศส และต่อมาขยายตัวเนื่องจากการเข้าเมืองของชาวไอริช อิตาลี โปแลนด์ เยอรมันและสเปน รัฐโรดไอแลนด์มีร้อยละของคาทอลิกสูงสุดโดยมี 40% ของประชากร นิกายลูเทอแรนในสหรัฐกำเนิดจากการเข้าเมืองจากยุโรปเหนือและประเทศเยอรมนี รัฐนอร์ทและเซาท์ดาโคตาเป็นเพียงสองรัฐที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นลูเทอร์แรนมากกว่า ผู้เข้าเมืองชาวสกอตและสกอตอัลสเตอร์เผยแผ่นิกายเพรสไบทีเรียนในทวีปอเมริกาเหนือ แม้นิกายดังกล่าวได้เผยแผ่ทั่วสหรัฐ แต่กระจุกอยู่ในชายฝั่งตะวันออกเป็นหลัก มีการก่อตั้งกลุ่มผู้นับถือศาสนาปฏิรูปดัตช์ครั้งแรกในนิวอัมสเตอร์ดัม (นครนิวยอร์ก) ก่อนเผยแผ่ไปทางทิศตะวันตก รัฐยูทาห์เป็นรัฐเดียวที่มอรมอนเป็นศาสนาของประชากรส่วนใหญ่ ฉนวนมอรมอนยังขยายไปถึงบางส่วนของรัฐไอดาโฮ เนวาดาและไวโอมิง

เข็มขัดไบเบิล (Bible Belt) เป็นภาษาปากใช้เรียกภูมิภาคในภาคใต้ของสหรัฐซึ่งโปรเตสแตนต์อีวานเจลิคัลซึ่งเป็นอนุรักษนิยมทางสังคมเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและอัตราการเข้าโบสถ์คริสต์ในนิกายต่าง ๆ ปกติสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ในทางกลับกัน ศาสนามีบทบาทสำคัญน้อยในรัฐนิวอิงแลนด์และภาคตะวันตกของสหรัฐ[74]

โครงสร้างครอบครัว[แก้]

ในปี 2007 ชาวอเมริกันอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป 58% สมรส 6% เป็นม่าย 10% หย่าร้าง และ 25% ไม่เคยสมรส[82] ขณะนี้หญิงทำงานส่วนใหญ่นอกบ้าน และสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีมากกว่าชาย[83]

อัตราการตั้งครรภ์วัยรุ่นสหรัฐอยู่ที่ 26.5 คนต่อ 1,000 คน อัตราดังกล่าวลดลง 57% จากปี 1991[84] ในปี 2013 อัตราเกิดวัยรุ่นสูงสุดอยู่ในรัฐแอลาบามา และต่ำสุดในรัฐไวโอมิง การทำแท้งชอบด้วยกฎหมายทั่วทั้งสหรัฐ เนื่องจากคดีระหว่างโรและเวด (Roe v. Wade) คำวินิจฉัยบรรทัดฐานในปี 1973 ของศาลสูงสุดแห่งสหรัฐ แม้อัตราการทำแท้งจะลดลง แต่อัตราทำแท้ง 241 ต่อ 1,000 การคลอดมีชีพและอัตราการทำแท้ง 15 คนต่อ 1,000 คนในหญิงอายุระหว่าง 15–44 ปีก็ยังสูงกว่าอัตราของชาติตะวันตกส่วนใหญ่[85] ในปี 2013 อายุเฉลี่ยของการคลอดครั้งแรกอยู่ที่ 26 ปีและ 40.6% ของการเกิดเกิดกับหญิงไม่สมรส

มีการประมาณอัตราเจริญพันธุ์รวมของปี 2013 ไว้ที่ 1.86 การเกิดต่อหญิง 1 คน การรับบุตรบุญธรรมในสหรัฐมีทั่วไปและค่อนข้างง่ายจากมุมมองกฎหมายเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตกอื่น ในปี 2001 ด้วยการรับบุตรบุญธรรมกว่า 127,000 คน สหรัฐคิดเป็นเกืบอกึ่งหนึ่งของจำนวนการรับบุตรบุญธรรมทั้งหมดทั่วโลก การสมรสเพศเดียวกันชอบด้วยกฎหมายทั่วประเทศและคู่สมรสเพศเดียวกันสามารถรับบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมาย พหุสามีภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมายทั่วทั้งสหรัฐ

การเมืองการปกครอง[แก้]

สหรัฐเป็นสหพันธรัฐเก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังรอดมาถึงปัจจุบัน เป็นสาธารณรัฐแบบมีรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน "ซึ่งการปกครองโดยฝ่ายข้างมากถูกจำกัดโดยสิทธิฝ่ายข้างน้อยที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย" มีการวางระเบียบการปกครองด้วยระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่นิยามตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ สำหรับปี 2016 สหรัฐจัดอยู่ในอันดับที่ 21 ตามดัชนีประชาธิปไตย และอันดับที่ 18 ในดัชนีการรับรู้การฉ้อราษฎร์บังหลวง

ในระบบสหพันธรัฐนิยมอเมริกา ปกติพลเมืองอยู่ใต้บังคับแห่งการปกครองสามระดับ คือ สหพันธรัฐ รัฐและท้องถิ่น หน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นปกติแบ่งกันระหว่างรัฐบาลเทศมณฑล (county) และเทศบาล ในเกือบทุกกรณี ข้าราชการฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งแบบคะแนนเสียงที่เหนือกว่าของพลเมืองแบ่งตามเขต ไม่มีการมีผู้แทนตามสัดส่วนในระดับสหพันธรัฐ และพบน้อยในระดับล่างกว่า

รัฐบาลกลางประกอบด้วยสามอำนาจ ได้แก่

  • สภานิติบัญญัติ: รัฐสภาซึ่งใช้ระบบสองสภา ประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ออกกฎหมายกลาง ประกาศสงคราม รับรองสนธิสัญญา มีอำนาจผ่านงบประมาณ (power of the purse) และมีอำนาจฟ้องให้ขับออกจากตำแหน่ง ซึ่งสามารถถอดถอนสมาชิกรัฐบาลปัจจุบันได้
  • ฝ่ายบริหาร: ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด สามารถใช้สิทธิยับยั้งร่างกฎหมายก่อนมีผลใช้บังคับ (แต่สามารถถูกรัฐสภาแย้งได้) และแต่งตั้งสมาชิกคณะรัฐมนตรี (โดยการอนุมัติของวุฒิสภา) และข้าราชการอื่น ซึ่งปกครองและใช้บังคับกฎหมายและนโยบายกลาง
  • ฝ่ายตุลาการ: ศาลสูงสุดและศาลกลางระดับล่างกว่า ซึ่งผู้พิพากษามาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดีด้วยการอนุมัติของวุฒิสภา ตีความกฎหมายและยกเลิกกฎหมายที่วินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

การแบ่งเขตรัฐกิจ[แก้]

สหรัฐอเมริกาปัจจุบันประกอบด้วย รัฐ 50 รัฐ ดังต่อไปนี้

แอละแบมา อะแลสกา แอริโซนา อาร์คันซอ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด คอนเนตทิคัต เดลาแวร์ ฟลอริดา จอร์เจีย ฮาวาย ไอดาโฮ อิลลินอยส์ อินดีแอนา ไอโอวา แคนซัส เคนทักกี ลุยเซียนา เมน แมริแลนด์ แมสซาชูเซตส์ มิชิแกน มินนิโซตา มิสซิสซิปปี มิสซูรี มอนทานา เนแบรสกา เนวาดา นิวแฮมป์เชียร์ นิวเจอร์ซีย์ นิวเม็กซิโก นิวยอร์ก นอร์ทแคโรไลนา นอร์ทดาโคตา โอไฮโอ โอคลาโฮมา ออริกอน เพนซิลเวเนีย โรดไอแลนด์ เซาท์แคโรไลนา เซาท์ดาโคตา เทนเนสซี เทกซัส ยูทาห์ เวอร์มอนต์ เวอร์จิเนีย วอชิงตัน เวสต์เวอร์จิเนีย วิสคอนซิน ไวโอมิง เดลาแวร์ แมริแลนด์ นิวแฮมป์เชียร์ นิวเจอร์ซีย์ แมสซาชูเซตส์ คอนเนตทิคัต เวสต์เวอร์จิเนีย เวอร์มอนต์ โรดไอแลนด์Map of USA with state names th.svg
เกี่ยวกับภาพนี้

รายชื่อรัฐในสหรัฐอเมริกา เรียงตามลำดับการก่อตั้ง

นอกจากนี้ยังประกอบด้วยดินแดนอื่น ๆ ได้แก่ ดินแดน ดิสตริกต์ออฟโคลัมเบีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของประเทศ และดินแดนโพ้นทะเลอื่น ๆ ที่สำคัญได้แก่ อเมริกันซามัว กวม จอห์นสตันอะทอลล์ หมู่เกาะมิดเวย์ หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา เปอร์โตริโก และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา และอีกหนึ่งดินแดนคือเขตคลองปานามาที่สหรัฐอเมริกาเช่าไว้จากปานามา

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ[แก้]

สหรัฐอเมริกามีโครงสร้างที่จัดตั้งขึ้นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และนครนิวยอร์กเป็นบ้านของสำนักงานใหญ่ สหประชาชาติ มันเป็นสมาชิกของ G8,[86] G20 และ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (อังกฤษ: Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)) เกือบทุกประเทศมีสถานทูตในกรุงวอชิงตัน ดีซี และหลายประเทศมีสถานกงสุลทั่วประเทศ ในทำนองเดียวกัน เกือบทุกประเทศเป็นเจ้าบ้านทูตอเมริกัน อย่างไรก็ตาม คิวบา, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ, ภูฏาน และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศสหรัฐอเมริกา (แม้ว่า สหรัฐอเมริกา ยังคงส่งอุปกรณ์ทางทหารให้ไต้หวัน)

ประเทศสหรัฐอเมริกามี "ความสัมพันธ์พิเศษ" กับสหราชอาณาจักร[87] และความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศแคนาดา,[88] ออสเตรเลีย,[89] นิวซีแลนด์,[90] ฟิลิปปินส์,[91] ญี่ปุ่น,[92] เกาหลีใต้,[93] อิสราเอล,[94] และอีกหลายประเทศในยุโรป, รวมทั้ง ฝรั่งเศสและเยอรมนี. มันทำงานอย่างใกล้ชิดกับเพื่อนสมาชิกนาโต ในประเด็นทางทหารและความมั่นคง และกับประเทศเพื่อนบ้านโดยผ่านองค์การรัฐอเมริกัน และข้อตกลง การค้าเสรี เช่น ข้อตกลงไตรภาคีการค้าเสรีอเมริกาเหนือกับแคนาดาและเม็กซิโก. ในปี 2008 ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้จ่ายสุทธิ 25.4 พันล้าน $ ในการช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ, มากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นส่วนแบ่งของรายได้รวมประชาชาติ (อังกฤษ: gross national income (GNI)) ที่มีขนาดใหญ่ของอเมริกา การมีส่วนร่วมของสหรัฐอยู่ที่ 0.18% เป็นอันดับท้ายสุดใน 22 รัฐผู้บริจาค ในทางตรงกันข้าม การให้เอกชนต่างประเทศโดยชาวอเมริกันเป็นค่อนข้างใจกว้าง.[95]

สหรัฐอเมริกาออกแรงเป็นผู้มีอำนาจการป้องกันระหว่างประเทศเต็มรูปแบบ และรับผิดชอบใน สามประเทศอธิปไตยผ่าน Compact of Free Association กับ ไมโครนีเซีย, หมู่เกาะมาร์แชลล์ และปาเลา, ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประเทศเกาะแปซิฟิกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนหมู่เกาะแปซิฟิกที่บริหารโดยสหรัฐอเมริกา (อังกฤษ: U.S.-administered Trust Territory of the Pacific Islands) เริ่มต้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับเอกราชในหลายปีต่อมา

การเงินของรัฐบาล[แก้]

ดูเพิ่มเติม : ภาษีในประเทศสหรัฐอเมริกาและ งบประมาณของรัฐบาลกลางประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาษีถูกเรียกเก็บในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยรัฐบาลกลาง, แต่ละรัฐและรัฐบาลระดับท้องถิ่น ภาษีเหล่านี้รวมถึง ภาษีรายได้, เงินเดือน, ทรัพย์สิน, การขาย, นำเข้า, ที่ดินและของขวัญ รวมทั้ง ค่าธรรมเนียมต่างๆ ในปี 2010 ภาษีที่จัดเก็บโดยรัฐบาลกลาง, รัฐ และเทศบาลมีจำนวน 24.8 % ของ GDP.[96] ในช่วงปีงบประมาณ 2012 รัฐบาลกลางเก็บรายได้จากภาษีได้ประมาณ 2.45 ล้านล้าน $, เพิ่มขึ้น $ 147 พันล้าน หรือ 6% เมื่อเทียบกับรายได้ของปีงบประมาณ 2011 ที่มีรายได้ $ 2.30 ล้านล้าน หมวดหมู่หลักที่ได้รับ ประกอบด้วย ภาษีรายได้ส่วนบุคคล ($ 1,132 พันล้าน หรือ 47%), ภาษีประกันสังคม ($ 845 พันล้าน หรือ 35%) และ ภาษีนิติบุคคล ($ 242 พันล้าน หรือ 10%).[97]

ภาษีอากรสหรัฐอเมริกาโดยทั่วไปเป็นแบบก้าวหน้า, โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีรายได้ของรัฐบาลกลาง และเป็นหนึ่งในแบบก้าวหน้าที่สุดในโลกที่พัฒนาแล้ว[98][99][100][101][102] แต่ อุบัติการณ์ของภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นเรื่องของการความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องมากมานานหลายทศวรรษ.[103][104][105][106] ในปี 2009 10% ของผู้มีรายได้สูงสุดเป็น 36 % ของรายได้ของประเทศ, ต้องจ่าย 78.2% ของภาระภาษีรายได้ส่วนบุคคลเก็บโดยรัฐบาลกลาง, ในขณะที่ 40% ของผู้มีรายได้ต่ำสุดไม่ต้องจ่ายภาษี.[101] อย่างไรก็ตาม ภาษีเงินเดือนสำหรับประกันสังคมเป็นภาษีถอยหลังแบบคงที่ โดยไม่มีภาษีเรียกเก็บจากเงินได้ที่มากกว่า $ 113,700 และไม่มีภาษีทั้งสิ้นที่ต้องจ่ายจากรายได้ที่ไม่ได้หามาจากสิ่งต่างๆเช่นหุ้นและกำไรจากการขายหุ้น.[107][108] เหตุผลทางประวัติศาสตร์สำหรับธรรมชาติถอยหลังของภาษีเงินเดือนก็คือโปรแกรมผู้มีสิทธิ ไม่ได้รับการมองว่าเป็นการโอนสวัสดิการ.[109][110] ผู้มีรายได้สูงสุด 10% จ่าย 51.8% ของภาษีทั้งหมดของรัฐบาลกลางในปี 2009, และผู้มีรายได้สูงสุด 1%, ที่มี 13.4% ของรายได้ประชาชาติก่อนหักภาษี จ่าย 22.3% ของภาษีของรัฐบาลกลาง.[101] ในปี 2013 ศูนย์นโยบายภาษีได้คาดการณ์อัตราภาษีของรัฐบาลกลางรวมที่มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 35.5 % สำหรับผู้มีรายได้สูงสุด 1%, 27.2 % สำหรับ quintile สูงสุด, 13.8% สำหรับ quintile กลางและ -2.7% สำหรับ quintile ต่ำสุด.[111][112] ภาษีรัฐและภาษีท้องถิ่นแตกต่างกันมาก, แต่โดยทั่วไปจะมี แบบก้าวหน้าน้อยกว่าภาษีของรัฐบาลกลาง เพราะพวกเขาต้องพึ่งพาอย่างมากกับภาษีการขายและภาษีทรัพย์สินที่แบกการถอยหลังที่กว้างที่ให้ผลตอบแทนกระแสรายได้ที่ผันผวนน้อยลง แม้ว่า การพิจารณาของพวกเขาไม่ได้กำจัดธรรมชาติความก้าวหน้าของการเก็บภาษีโดยรวม.[99][113]

ในช่วงปีงบประมาณ 2012, รัฐบาลกลางใชัจ่าย 3.54 ล้านล้าน $ บนพื้นฐานงบประมาณหรือเงินสด, ลดลง $ 60 พันล้าน หรือ 1.7 % เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2011 ที่ใช้จ่ายไป $ 3.60 ล้านล้าน. ประเภทหลักของการใช้จ่ายในปีงบประมาณ 2012 ได้แก่: การดูแลทางการแพทย์ และ การช่วยเหลือทางการแพทย์ ($ 802 พันล้าน หรือ 23% ของการใช้จ่าย), ประกันสังคม ($ 768 พันล้าน หรือ 22%), กระทรวงกลาโหม ($ 670 พันล้าน หรือ 19%) ที่ไม่ใช่การป้องกันประเทศตามความจำเป็น ($ 615 พันล้าน หรือ 17%) อื่นๆบังคับ ($461 พันล้าน หรือ 13%) และดอกเบี้ย ($ 223 พันล้าน หรือ 6%).[97]

หนี้สาธารณะ[แก้]

บทความหลัก: หนี้แห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

หนี้ของรัฐบาลกลางสหรัฐที่เป็นของประชาชนระหว่างปี 1790-2013 เป็นร้อยละของ จีดีพี

ในเดือนมีนาคม 2013, หนี้ของรัฐบาลกลางสหรัฐที่ถือโดยประชาชนมีประมาณ 11.888 ล้านล้าน $ หรือประมาณ 75% ของจีดีพีสหรัฐ การถือครองของหนี้ภายในรัฐบาลของแต่ละรัฐอยู่ที่ $ 4.861 ล้านล้าน, ทำให้เป็นหนี้โดยรวม $ 16.749 ล้านล้าน.[114][115] ในปี 2012 หนี้ของรัฐบาลกลางรวมได้เกิน 100% ของจีดีพีสหรัฐ.[116] สหรัฐอเมริกามีอันดับเครดิตที่ AA+ จากการจัดอันดับของบริษัท Standard & Poor, AAA จากบริษัท ฟิทช์ และ Aaa จากบริษัท มูดี้ส์.[117]

ในประวัติศาสตร์, หนี้สาธารณะสหรัฐที่เป็นส่วนแบ่งของ GDP จะเพิ่มขึ้นในช่วงสงครามและการ ถดถอยของเศรษฐกิจ, และต่อมาจะปรับตัวลดลง ตัวอย่างเช่น หนี้ที่ถือโดยประชาชนเป็นส่วนแบ่งของ GDP ได้พุ่งสูงสุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (113 % ของ GDP ในปี 1945) แต่จากนั้นก็ลดลงกว่า 30 ปีต่อมา, ในทศวรรษที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณจำนวนมากและการส่งผลให้หนี้เพิ่มขึ้นได้นำไปสู่​​ความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนในระยะยาวของนโยบายการคลังของรัฐบาลกลาง.[118] อย่างไรก็ตาม ความกังวลเหล่านี้จะไม่ได้ถูกแชร์อย่างกว้างขวาง.[119]

การทหาร[แก้]

ดูบทความหลักที่: กองทัพสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังติดอาวุธของประเทศและแต่งตั้งผู้นำของกองกำลัง, นั่นคือรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และหัวหน้าคณะผู้บริหารร่วม กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาบริหารกองทัพ, รวมทั้งกองทัพบก, กองทัพเรือ, นาวิกโยธิน, และ กองทัพอากาศ หน่วยยามฝั่งจะดำเนินการโดยกระทรวงความมั่นคงดินแดน (ในยามสงบ) และ โดยกรมทหารเรือ (ในช่วงเวลาสงคราม) ในปี 2008 กองกำลังติดอาวุธมี 1.4 ล้านบุคลากรในการปฏิบัติหน้าที่ กองกำลังสำรองและกองกำลังป้องกันแห่งชาติทำให้จำนวนรวมของกองกำลังมีจำนวน 2.3 ล้าน กระทรวงกลาโหมยังจ้างงานประมาณ 700,000 พลเรือน, ไม่รวมผู้รับเหมา.[120]

กลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินประจันบาน Kitty Hawk, Ronald Reagan และAbraham Lincoln กับเครื่องบินจากนาวิกโยธิน, กองทัพเรือและกองทัพอากาศ

การรับราชการทหารเป็นความสมัครใจ, แม้ว่าการเกณฑ์ทหารอาจเกิดขึ้นในช่วงสงครามผ่าน Selective Service System.[121] กองกำลังอเมริกันสามารถใช้งานอย่างรวดเร็วโดยกองเรือขนาดใหญ่ของเครื่องบินขนส่งของกองทัพอากาศ, 10 เรือบรรทุกเครื่องบิน ที่พร้อมใช้งานของกองทัพเรือ, และ หน่วยนาวิกโยธินเคลื่อนที่เร็วในทะเลที่มีกองเรือในแอตแลนติคและแปซิฟิกของกองทัพเรือ กองทัพดำเนินการ 865 ฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างประเทศ,[122] และรักษาสภาพการจ้างงานมากกว่า 100 บุคลากรประจำการใน 25 ประเทศ.[123] ขอบเขตของการวางกำลังทางทหารทั่วโลก นี้ ได้ทำให้นักวิชาการบางคนพยายามอธิบายว่าสหรัฐอเมริกากำลังรักษา"อาณาจักรของฐานทัพ".[124]

งบประมาณทางทหารของสหรัฐอเมริกาในปี 2011 มีจำนวนกว่า $ 700 พันล้าน, 41% เป็นการใช้จ่ายทั่วโลกและ เท่ากับ ค่าใช้จ่ายทางทหารของ 14 ชาติที่ใหญ่ที่สุดอันดับรองลงไปร่วมกัน. ที่ 4.7% ของ GDP, เป็นอัตราสูงสุดเป็นที่สองในงบทางทหาร 15 ประเทศที่ใช้สูงสุด ตามหลัง ซาอุดีอาระเบีย.[125] การใช้จ่ายเพื่อป้องกันของสหรัฐเมื่อเทียบเป็นร้อยละของจีดีพี เป็นอันดับที่ 23 ของโลกในปี 2012 ตามข้อมูลของ ซีไอเอ.[126] ค่าใช้จ่ายของกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ได้ลดลงโดยทั่วไปในหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากยอดสุดช่วงสงครามเย็นที่ 14.2% ของ GDP ในปี 1953 และ 69.5% ของค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลางใน 1954 ลงมาที่ 4.7 % ของ GDP และ 18.8 % ของค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลางในปี 2011.[127]

ฐานของงบประมาณแผนกป้องกันปี 2012 ถูกนำเสนอที่ $ 553 พันล้าน เพิ่มขึ้น 4.2% จากปี 2011; นั่นคือเพิ่ม $ 118 พันล้านสำหรับแคมเปญทางทหารในอิรักและอัฟกานิสถาน[128] กองกำลังชุดสุดท้ายในอิรักได้ออกมาในเดือนธันวาคม 2011.[129] 4,484 นายถูกฆ่าตายในระหว่างสงครามอิรัก[130] ประมาณ 90,000 กองกำลังสหรัฐได้ทำการ ในอัฟกานิสถานในเดือนเมษายน ปี 2012.[131] ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2013, 2,285 นายถูกฆ่าตายในระหว่างสงครามในอัฟกานิสถาน[132]

อาชญากรรมและการบังคับใช้กฎหมาย[แก้]

การบังคับใช้กฎหมายในสหรัฐจะทำงานเป็นหลักโดยกรมตำรวจท้องถิ่น กรมตำรวจมหานครนิวยอร์ก (NYPD) เป็นกรมตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ.[133]

การบังคับใช้กฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นความรับผิดชอบหลักของตำรวจท้องที่ และหน่วยงานของนายอำเภอ ที่มีตำรวจของรัฐให้บริการในวงกว้าง หน่วยงานรัฐบาลกลาง เช่นสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) และ Marshals Service ของสหรัฐฯ มีหน้าที่เชี่ยวชาญเฉพาะอย่าง.[134] ในระดับรัฐบาลกลางและในเกือบ ทุกรัฐ, หน่วยนิติศาสตร์ดำเนินการกับระบบกฎหมายทั่วไป ศาลของรัฐดำเนินการสอบสวนทางอาญาเป็นส่วนใหญ่ ศาลรัฐบาลกลางจัดการกับอาชญากรรมที่กำหนดบางอย่าง เช่นเดียวกับงานอุทรณ์บางอย่างจากศาลอาญาของรัฐ การเจรจาต่อรองคำร้องในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องธรรมดามาก ส่วนใหญ่ของกรณีความผิดทางอาญาในประเทศมีการตัดสินโดยการเจรจาต่อรองมากกว่าการพิจารณาคดีโดยลูกขุน.[135][136]

ในปี 2012 มีการฆาตกรรม 4.7 ต่อ 100,000 คนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ลดลง 54% จากจุดสูงสุดที่ ​​10.2 ในปี 1980.[137][138][139] ในระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว, ประเทศสหรัฐอเมริกามีระดับความรุนแรงของอาชญากรรมที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับของความรุนแรงที่ใช้ปืนและฆาตกรรมที่สูง.[140] การวิเคราะห์ภาคตัดขวางของฐานข้อมูล การตายขององค์การอนามัยโลก จากปี 2003 แสดงให้เห็นว่า "อัตราการฆาตกรรมในสหรัฐอเมริกา เป็น 6.9 เท่าสูงกว่าอัตราของประเทศที่มีรายได้สูงอื่นๆ, ถูกขับเคลื่อนโดย อัตราการฆาตกรรมด้วยปืนที่สูงกว่า 19.5 เท่า"[141] สิทธิการเป็นเจ้าของปืนยังคงเป็นหัวข้อของการถกเถียง อภิปรายทางการเมือง

โทษประหาร ถูกคว่ำบาตรในสหรัฐอเมริกาสำหรับการก่ออาชญากรรมของรัฐบาลกลางและการทหารบางอย่างและถูกใช้ใน 32 รัฐ.[142] ไม่มีการประหารชีวิตเกิดขึ้นระหว่างปี 1967-1977 เนื่องจากการตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐที่ตัดสิทธ์การกำหนดโทษประหารชีวิตโดยพละการ. ในปี 1976 ที่ศาลตัดสินว่า, ภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม, โทษประหารอาจ จะถูกบังคับใช้ได้ตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก การตัดสินประหารชีวิตมีกว่า 1,300 คดี ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสามรัฐ; เท็กซัส, เวอร์จิเนีย และโอกลาโฮมา[143] ในขณะเดียวกัน หลายรัฐได้ยกเลิกหรือตัดทิ้งกฎหมายโทษประหารชีวิต ในปี 2010 สหรัฐมีจำนวนการประหารสูงสุดเป็นอันดับห้าของโลก ต่อจาก จีน, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ และเยเมน.[144]

ประเทศสหรัฐอเมริกามีอัตราการจำคุกสูงสุดและมีประชากรคุกรวมที่ถูกบันทึกไว้มากที่สุดในโลก.[145][146] ในช่วงเริ่มต้นของปี 2008, มากกว่า 2.3 ล้านคนถูกคุมขัง, มากกว่าหนึ่งคนในทุกๆผู้ใหญ่ 100 คน.[147] ประชากรคุกได้เพิ่มเป็นสี่เท่าตั้งแต่ปี 1980.[148] ชายแอฟริกันอเมริกันจะถูกจำคุกอยู่ที่ประมาณหกเท่าของอัตราของชายผิวขาว และสามเท่าของอัตราของชายเชื้อสายสเปน.[149] อัตราของการจำคุกของสหรัฐที่สูงส่วนใหญ่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในแนวทางการพิจารณาและนโยบาย ยาเสพติด.[150] ในปี 2008 หลุยเซียนามีอัตราโทษจำคุกสูงสุด และรัฐเมน ต่ำสุด.[151] ในปี 2012 หลุยเซียนามีอัตราที่สูงที่สุดของการฆาตกรรมและการฆาตกรรมที่ไตร่ตรองไว้ก่อนในสหรัฐอเมริกา และมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ต่ำสุด.[152]

เศรษฐกิจ[แก้]

ตัวชี้วัด ทางเศรษฐกิจ
GDP โดยประมาณ 17.102 ล้านล้าน (Q4 2013) [153]
การเจริญเติบโตของ GDP ที่แท้จริง 3.2% (Q4 2013, รอบปี)
2.2% (2012) [154]
CPI อัตราเงินเฟ้อ 2.0% (กุมภาพันธ์ 2012 – กุมภาพันธ์ 2013) [155]
สัดส่วนการจ้างงานต่อประชากร 58.5% (มีนาคม 2013) [156]
การว่างงาน 6.7% (ธันวาคม 2013) [157]
แรงงาน อัตราการมีส่วนร่วม 63.3% (มีนาคม 2013) [158]
ความยากจน 15.1% (2010) [159]
หนี้สาธารณะ $16.738 trillion (Q3 2013) [160]
มูลค่าสุทธิครัวเรือน $77.3 ล้านล้าน (Q3 2013) [161]
แผนผังรายการส่งออกของสหรัฐปี 2011: สหรัฐเป็นผู้ส่งออกใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

สหรัฐมีเศรษฐกิจทุนนิยมผสมที่ขับเคลื่อนโดยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และผลผลิตที่สูง[162] สอดคล้องกับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, GDP ของสหรัฐอยู่ที่ 17.1 ล้านล้าน $ ถือว่าเป็น 22% ของผลิตภัณฑ์รวมของโลกที่อัตราแลกเปลี่ยนตลาด และกว่า 19 % ของผลิตภัณฑ์รวมของโลกที่กำลังซื้อเท่าเทียมกัน (อังกฤษ: purchasing power parity (PPP))[163] แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าของประเทศอื่นๆ จีดีพีของชาติเป็นประมาณ 5% เล็กกว่า PPP ในปี 2011 ของสหภาพยุโรปที่มีประชากรประมาณมากกว่า 62%[164] จากปี 1983 ถึงปี 2008, อัตราการเจริญเติบโตแบบทบต้นต่อปีของจีดีพีสหรัฐอยู่ที่ 3.3% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 2.3% สำหรับส่วนที่เหลือของประเทศ G7[165] ประเทศนี้อยู่ในอันดับที่เก้าของโลกด้านจีดีพีโดยประมาณต่อหัวประชากรและอันดับที่หกด้าน GDP ต่อหัวที่ PPP.[166] ค่าเงินดอลลาร์ สหรัฐเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก.[167]

สหรัฐเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของสินค้าและเป็นผู้ส่งออกใหญ่เป็นอันดับสองแม้ว่าการส่งออกต่อหัวจะค่อนข้างต่ำ ในปี 2010 การขาดดุลรวมทางการค้าของสหรัฐอยู่ที่ $ 635 พันล้าน.[168] แคนาดา, จีน, เม็กซิโก, ญี่ปุ่นและเยอรมนีเป็นคู่ค้าสูงสุด.[169] ในปี 2010, น้ำมันเป็นสินค้านำเข้าที่ใหญ่ที่สุด ในขณะที่อุปกรณ์การขนส่งเป็นสินค้าส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ.[168] จีนเป็นผู้ถือต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา.[170]

ในปี 2009 ภาคเอกชนคาดว่าจะเป็น 86.4 % ของเศรษฐกิจ โดยที่กิจกรรมของรัฐบาลกลางคิดเป็น 4.3% และกิจกรรมของรัฐและรัฐบาลท้องถิ่น (รวมถึงการโอนของรัฐบาลกลาง) เป็นส่วนที่เหลืออีก 9.3%.[171] ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศได้เข้าถึงระดับหลังอุตสาหกรรม (อังกฤษ: postindustrial) ของการพัฒนา และภาคบริการของประเทศที่ถือว่าเป็น 67.8% ของจีดีพี, สหรัฐก็ยังคงเป็นพลังอุตสาหกรรม[172] สาขาธุรกิจชั้นนำเมื่อคิดตามใบเสร็จรับเงินรวมของธุรกิจคือค้าส่งและค้าปลีก เมื่อคิดตามรายได้สุทธิ ธุรกิจชั้นนำเป็นการผลิต.[173]

ผลิตภัณฑ์เคมีเป็นสาขาการผลิตชั้นนำ.[174] สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสามของโลก และเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของโลกด้วย.[175] สหรัฐยังอันดับหนึ่งของโลกของผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าและนิวเคลียร์ เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติเหลว, กำมะถัน, ฟอสเฟต และเกลือ ในขณะที่ภาคเกษตรมีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของ GDP[172] สหรัฐเป็นผู้ผลิตข้าวโพดชั้นนำของโลก[176] และถั่วเหลือง[177] สำนักบริการสถิติการเกษตรแห่งชาติเก็บรักษาสถิติการเกษตรสำหรับผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย ถั่วลิสง, โอ๊ต, ไรย์, ข้าวสาลี, ข้าว, ผ้าฝ้าย, ข้าวโพด, ข้าวบาร์เลย์, หญ้าแห้ง, ดอกทานตะวัน และพืชน้ำมัน นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรของสหรัฐ (USDA ) จัดหาสถิติเกี่ยวกับปศุสัตว์เช่น เนื้อวัว, เนื้อไก่, เนื้อหมู พร้อมกับผลิตภัณฑ์นม สมาคมการทำเหมืองแร่แห่งชาติให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินและแร่ธาตุที่รวมถึง เบริลเลียม, ทองแดง, ตะกั่ว, แมกนีเซียม, สังกะสี, ไทเทเนียม และอื่นๆ.[178][179] ในรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์​​, McDonald และ Subway เป็นสองแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โคคาโคล่าเป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก[180]

การใช้จ่ายของผู้บริโภคมีสัดส่วนเป็น 71% ของเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2013.[181] ในเดือนสิงหาคม 2010, แรงงานอเมริกันประกอบด้วย 154.1 ล้านคน มี 21.2 ล้านคนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรัฐเป็นสนามชั้นนำของการจ้างงาน การจ้างงานภาค เอกชนที่ใหญ่ที่สุดคือการดูแลสุขภาพและการช่วยเหลือสังคม มีจำนวน 16.4 ล้านคน ประมาณ 12% ของคนงานอยู่ในสหภาพ เมื่อเทียบกับ 30% ในยุโรปตะวันตก[182] ธนาคารโลกจัดอันดับประเทศสหรัฐอเมริกาให้เป็นที่หนึ่งในความสะดวกในการจ้างงานและปลดออกจากงาน[183] สหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่เป็นเศรษฐกิจขั้นสูงที่ไม่รับประกันคนงานว่าจะได้รับค่าแรงในวันหยุด[184] และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศเท่านั้นใน โลกที่ไม่จ่ายเงินลาพักกับครอบครัวตามสิทธิตามกฎหมาย เหมือนกับประเทศอื่นๆเช่น ปาปัวนิวกินี, ซูรินาม และไลบีเรีย[185]. ในปี 2009 ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับสามในโลกสำหรับผลผลิตแรงงานสูงที่สุดต่อคน ตามหลัง ลักเซมเบิร์กและนอร์เวย์ เป็นที่สี่สำหรับผลผลิตต่อชั่วโมง ตามหลังสองประเทศข้างต้นและ เนเธอร์แลนด์.[186]

ภาวะถดถอยทั่วโลกระหว่างปี 2008 ถึง 2012 มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการส่งออกยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่มีตามรายงานของสำนักงบประมาณรัฐสภา.[187] การถดถอยนำไปสู่การว่างงานที่สูง (ซึ่งถูกทำให้ลดลง แต่ยังคงสูงกว่าระดับ ก่อนภาวะถดถอย) พร้อมด้วยความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำ, มูลค่าบ้านที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มขึ้นในการเข้ายึดและการล้มละลายส่วนบุคคล, วิกฤตหนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลกลาง, อัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันปิโตรเลียมและราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น ยังคงมีการบันทึกสัดส่วนการตกงานในระยะยาว, รายได้ของครัวเรือนลดลงอย่างต่อเนื่อง และภาษีและงบประมาณของรัฐบาลกลางที่เพิ่มขึ้น[188][189][190] การสำรวจในปี 2011 พบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของ ชาวอเมริกันทั้งหมดคิดว่าสหรัฐยังคงอยู่ในภาวะถดถอยหรือแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้า แม้จะมี ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่แสดงให้เห็นการฟื้นตัวอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเป็นประวัติศาสตร์[191]

รายได้ ความยากจน และความมั่งคั่ง[แก้]

ข้อมูลเพิ่มเติม: รายได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความยากจนในประเทศสหรัฐอเมริกา และ ความมั่งคั่งในประเทศสหรัฐอเมริกา

ผลผลิตและการเจริญเติบโตของรายได้จริงของครอบครัวโดยเฉลี่ยระหว่างปี 1947–2009
การพัฒนาที่อยู่อาศัยระบบทางเดินในซานโฮเซ่แคลิฟอร์เนีย

ชาวอเมริกันมีรายได้ในครัวเรือนและจากการจ้างงานเฉลี่ยสูงสุดในหมู่ประชาชาติ OECD และในปี 2007 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยที่สูงที่สุดเป็นอันดับสอง[192] อ้างอิงถึงสำนักสำรวจสำมะโนประชากร รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยจริงคือ $ 50,502 ในปี 2011, ลดลงจาก $ 51,144 ในปี 2010[193] รายงานของดัชนีความมั่นคงด้านอาหารโลกได้สหรัฐเป็นที่หนึ่งสำหรับความสามารถในการจ่ายค่าอาหารและความมั่นคงด้านอาหารโดยรวมในเดือนมีนาคมปี 2013.[194] ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยมีพื้นที่ที่อยู่อาศัยต่อหน่วยต่อคนเป็นสองเท่า มากกว่าที่ผู้ที่อยู่ในสหภาพยุโรป และมากกว่าทุกประเทศในสหภาพยุโรป[195]

ความมั่งคั่ง, เช่นรายได้และภาษี, มีความกระจุกตัวสูง; นั่นคือ 10% ของประชากรที่เป็นผู้ใหญ่ที่ร่ำรวยที่สุดครอบครอง 72% ของความมั่งคั่งในครัวเรือนของประเทศ ในขณะที่ ครึ่งล่างครอบครองเพียง 2%.[196] นี่คือส่วนแบ่งสูงสุดอันดับสองในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว.[197] ในปี 2013 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือ UNDP จัดอันดับของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ 16 ในหมู่ 132 ประเทศสำหรับดัชนีการพัฒนามนุษย์ที่ไม่เท่าเทียมกัน (อังกฤษ: inequality-adjusted human development index (IHDI)) 13 ตำแหน่งต่ำกว่า HDI มาตรฐาน.[198] ได้มีการขยายช่องว่างระหว่างผลผลิตและรายได้เฉลี่ย ตั้งแต่ปี 1970s.[199] ในขณะที่ รายได้ของครัวเรือนที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ ("จริง") ถูกทำให้เพิ่มขึ้นเกือบทุกปีตั้งแต่ปี 1947 ถึง 1999, ตั้งแต่นั้นมันเท่าเดิมและลดลงด้วยซ้ำ เมื่อเร็วๆนี้.[200]

การเพิ่มขึ้นในส่วนแบ่งของรายได้รวมประจำปีที่ได้รับจากยอดร้อยละ 1 ซึ่งเป็นมากกว่าสองเท่าจากร้อยละ 9 ในปี 1976 เป็นร้อยละ 20 ในปี 2011ได้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันของรายได้[201] ปล่อยให้สหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการกระจายของรายได้ที่กว้างที่สุดในหมู่ประเทศ OECD.[202][203] รายได้ที่ได้รับหลังภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นไปไม่สม่ำเสมออย่างมาก ด้วยยอดร้อยละ 1 จะได้รับร้อยละ 95 ของรายได้จากปี 2009 ถึงปี 2012.[204] ระหว่าง มิถุนายน 2007 ถึง พฤศจิกายน 2008 ภาวะถดถอยทั่วโลกนำไปสู่การลดลงของราคาสินทรัพย์ทั่วโลก สินทรัพย์ที่ชาวอเมริกันเป็นเจ้าของได้หายไปประมาณหนึ่งในสี่ของค่าของพวกมัน[205] ตั้งแต่ขึ้นสูงสุดในไตรมาสที่สองของปี 2007 ความมั่งคั่งของครัวเรือนลดลง $ 14 ล้านล้าน.[206] ในตอนท้ายของปี 2008 หนี้ครัวเรือนมีจำนวน 13.8 ล้านล้าน $.[207]

อ้างถึงการสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐปี 2011, เกือบครึ่งของครัวเรือนถูกพิจารณาว่ายากจนหรือรายได้ต่ำ (มีรายได้ $45,000 ต่อปีหรือน้อยกว่าสำหรับครอบครัวสี่คน).[208][209] มีประชากรไร้บ้านแบบที่มีกำบังและไม่มีที่กำบังประมาณ 643,000 รายในสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม 2009, ที่เกือบสองในสามจะอยู่ในที่พักฉุกเฉินหรืออยู่ในโปรแกรมที่อยู่อาศัยเฉพาะกาล ในปี 2011 เด็ก 16.7 ล้านคนอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่ไม่มั่นคงด้านอาหาร, ซึ่งเป็นประมาณ 35% มากกว่าระดับปี 2007, แม้ว่าจะมีเพียง 1.1% ของเด็กอเมริกันหรือ 845,000 คนที่ได้เห็น การบริโภคอาหารลดลง หรือ มีรูปแบบการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นระบบในบางเวลาระหว่างปี และกรณีส่วนใหญ่ไม่เรื้อรัง.[210]


โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

การขนส่ง[แก้]

ระบบทางหลวงระหว่างรัฐ, ซึ่งทอดตัวยาว 46,876 ไมล์ (75,440 กิโลเมตร)[211]

การขนส่งส่วนบุคคลถูกครอบงำด้วยรถยนต์, ซึ่งทำงานบนเครือข่ายของ 13 ล้านถนน, รวมทั้งหนึ่งในระบบทางหลวงที่ยาวที่สุดในโลก[212] ตลาดรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก[213] สหรัฐอเมริกามีอัตราสูงสุดของเจ้าของรถของต่อหัวของโลกโดยมีถึง 765 คันต่อ 1,000 คนอเมริกัน[214] ประมาณ 40% ของยานพาหนะส่วนบุคคลเป็นรถตู้, ออฟโรดหรือรถบรรทุกเบา[215] ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ย (นับรวมหมดทั้งผู้ขับและผู้ที่ไม่ขับ) ใช้เวลา 55 นาทีขับรถ ทุกวัน, เดินทาง 29 ไมล์ (47 กิโลเมตร)[216]

ขนส่งมวลชนให้บริการ 9 % จากการเดินทางไปทำงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา[217][218] ในขณะที่การขนส่งสินค้าทางรถไฟถูกใช้อย่างกว้างขวาง, ค่อนข้างน้อยคนที่ใช้รถไฟในการเดินทาง[219] แม้ว่าผู้โดยสารบน Amtrak (ระบบรถไฟผู้โดยสารระหว่างเมืองแห่งชาติ) จะขยายตัวเกือบ 37% ระหว่าง ปี 2000 และ 2010[220] นอกจากนี้ การพัฒนาระบบรางขนาดเบาได้เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา[221] การใช้จักรยานไปทำงานมีน้อย[222]

อุตสาหกรรมการบินพลเรือนเป็นของเอกชนทั้งหมด และได้รับการดำเนิการอย่างอิสระตั้งแต่ปี 1978 ในขณะที่สนามบินที่สำคัญส่วนใหญ่จะเป็นของรัฐ สามสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกนับจากจำนวนผู้โดยสารเป็นของสหรัฐ; อเมริกันแอร์ไลน์เป็นที่หนึ่งหลังจากเข้าซื้อกิจการของสายการบิน US Airways ในปี 2013[223] ในจำนวน 30 สนามบินที่พลุกพล่านที่สุดในโลก, 16 สนามบินอยู่ในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งที่ติดอันดับพลุกพล่านที่สุดได้แก่ สนามบินนานาชาติ Hartsfield - Jackson แอตแลนตา[224]

พลังงาน[แก้]

ดูเพิ่มเติม: นโยบายพลังงานของประเทศสหรัฐอเมริกา

ตลาดพลังงานสหรัฐอเมริกาเป็น 29,000 terawatt ชั่วโมงต่อปี การใช้พลังงานต่อหัวคือ 7.8 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อปี อัตราที่สูงที่สุดอันดับ 10 ของโลกในปี 2005 , 40% ของพลังงานนี้มาจากปิโตรเลียม, 23% จากถ่านหินและ 22% จากก๊าซธรรมชาติ ส่วนที่เหลือได้รับพลังงานนิวเคลียร์และแหล่งพลังงานหมุนเวียน[225] สหรัฐอเมริกาเป็นผู้บริโภคปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดของโลก[226]

สำหรับหลายทศวรรษที่ผ่านมา พลังงานนิวเคลียร์มีบทบาทที่จำกัดเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรับรู้ของประชาชนเนื่องจากอุบัติเหตุในปี 1979 ในปี 2007 การใช้งานหลายประการสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ถูกฟ้อง[227] สหรัฐอเมริกามี 27% ของปริมาณสำรองถ่านหินทั่วโลก[228] สหรัฐเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลก[229]

การศึกษา[แก้]

ดูบทความหลักที่: การศึกษาในสหรัฐอเมริกา

ระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกาควบคุมโดยแต่ละรัฐแยกจากกัน เด็กทุกคนจะถูกให้เรียนจบในระดับไฮสคูล และจบในระดับชั้นเกรด 12 หรือเทียบเท่า โดยผู้ปกครองสามารถเลือกให้ลูกเรียนที่โรงเรียนรัฐบาล หรือโรงเรียนเอกชน นอกจากนี้ยังมีผู้ปกครองบางกลุ่ม ที่สอนให้ลูกเรียนด้วยตนเองที่บ้านหรือในชุมชนซึ่งเรียกลักษณะนี้ว่าโฮมสคูล ภายหลังจากจบการศึกษา นักเรียนสามารถเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยทั้งในมหาวิทยาลัยรัฐหรือมหาวิทยาลัยเอกชน โดยนักเรียนสามารถกู้เงินจากทางธนาคารหรือหน่วยงานราชการสำหรับจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนในระดับนี้ และจ่ายคืนภายหลังจบการศึกษา มหาวิทยาลัยเอกชนส่วนใหญ่ค่าเรียนจะแพงกว่ามหาวิทยาลัยรัฐ ในขณะที่คุณภาพของมหาวิทยาลัยบางแห่งเทียบเท่า ดีกว่า หรือด้อยกว่ามหาวิทยาลัยรัฐ นอกจากนี้นักเรียนสามารถเลือกเรียนในวิทยาลัยชุมชนที่ค่าเรียนถูกกว่าทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนในช่วง 2 ปีแรก และโอนหน่วยกิตไปเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอื่นในช่วงต่อมาได้ มหาวิทยาลัยที่สำคัญในสหรัฐอเมริกาเช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ และ มหาวิทยาลัยชิคาโก เป็นต้น

สหรัฐอเมริกามีอัตราการอ่านออกเขียนได้ค่อนข้างสูง โดยมีค่า 86-98% ของประชากรที่อายุมากกว่า 15 ปี

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี[แก้]

นีล อาร์มสตรอง เป็นมนุษย์คนแรกที่เดินบนดวงจันทร์

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เป็นผู้นำในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ในปี ค.ศ. 1876 ​​อเล็กซานเดอร์ แกรฮ์ม เบลล์ ได้รับสิทธิบัตรโทรศัพท์ชิ้นแรกของสหรัฐอเมริกา ห้องปฏิบัติการโทมัส เอดิสัน ได้พัฒนาหีบเสียง, หลอดไฟใช้งานได้ยาวนานหลอดแรกและกล้องถ่ายหนังที่ทำงานได้ตัวแรก[230] ในต้นศตวรรษที่ 20, บริษัทรถยนต์ ของ Ransom E. Olds และเฮนรี่ ฟอร์ด สร้างสายการประกอบจนเป็นที่นิยม พี่น้องตระกูลไรท์, ในปี ค.ศ. 1903 ได้ทำการบินครั้งแรกที่ยั่งยืนและควบคุมได้ด้วยการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ที่หนักกว่าอากาศ[231]

ความรุ่งเรืองของนาซีในปี 1930s ทำให้นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปจำนวนมากรวมทั้ง Albert Einstein, เอนรีโก Fermi และจอห์น ฟอน นอยมันน์ อพยพไปยังสหรัฐอเมริกา ในช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง โครงการแมนฮัตตันได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นการนำไปสู่ยุคของอะตอม การแข่งขันด้านอวกาศสร้างความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้านจรวด, วัสดุศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ ความก้าวหน้าของบริษัทไมโครโปรเซสเซอร์ของสหรัฐ เช่น Advanced Micro Devices (AMD ) และ Intel พร้อมกับบริษัทคอมพิวเตอร์ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เช่น Sun Microsystems, IBM, GNU-ลินุกซ์, แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์และไมโครซอฟท์ทำให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นที่นิยม

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ ARPANET และทายาทของมัน- อินเทอร์เน็ตของกระทรวงกลาโหม วันนี้ 64% ของทุนของการวิจัยและพัฒนามาจากภาคเอกชน [232] สหรัฐอเมริกา นำโลกไปสู่​​ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (อังกฤษ: impact factor)[233] ณ เดือนเมษายน 2010, 77% ของครัวเรือนอเมริกันเป็นเจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง และ 68 % มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง[234] 85% ของชาวอเมริกันยังเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือ ณ ปี 2011[235] ประเทศนี้ยังเป็นผู้พัฒนาและผู้ปลูกหลักของอาหารที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมที่เป็นตัวแทนของครึ่งหนึ่งของพืชเทคโนโลยีชีวภาพของโลก[236]

สุขภาพ[แก้]

ดูเพิ่มเติม: การดูแลสุขภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา การปฏิรูปการดูแลสุขภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา และ การประกันสุขภาพในสหรัฐอเมริกา


ประชากรสหรัฐอเมริกามีอายุขัยที่ 78.4 ปี เพิ่มขึ้นจาก 75.2 ปีในปี 1990, อยู่ในอันดับที่ 50 ใน 221 ประเทศ และที่ 27 จาก 34 ประเทศอุตสาหกรรม OECD ลดลงจากที่ 20 ในปี 1990[237][238] การเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนในสหรัฐอเมริกาและการปรับปรุงสุขภาพอื่นๆได้มีส่วนร่วมในการลด อันดับของประเทศด้านอายุขัยจากปี 1987 เมื่อตอนนั้นมันเป็นที่ 11 ของโลก[239] อัตราโรคอ้วนในสหรัฐอเมริกาอยู่ในกลุ่มที่สูงที่สุดในโลก[240] ประมาณหนึ่งในสามของประชากรผู้ใหญ่เป็นโรคอ้วนและอีกหนึ่งในสามมีน้ำหนักเกิน[241] อัตราโรคอ้วน, สูงที่สุดในโลกอุตสาหกรรม, มีมากกว่าสองเท่าในรอบ 25 ปีของศตวรรษที่ผ่านมา[242] โรคเบาหวานประเภท 2 ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนถูกถือว่าเป็นโรคระบาด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ[243] อัตราการตายของทารกอยู่ที่ 6.06 ต่อพันทำให้สหรัฐอยู่ในอันดับที่ 176 สูงที่สุดจาก 222 ประเทศ[244]

ในปี 2010 โรคหลอดเลือด, มะเร็งปอด, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, และอุบัติเหตุการจราจร เป็นสาเหตุการตายมากที่สุดในสหรัฐ โรคปวดหลัง, ซึมเศร้า, ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ, ปวดคอ และความวิตกกังวลเป็นสาเหตุของความพิการ ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอันตราย มากที่สุดคือการอดอาหารที่ไม่ดี, การสูบบุหรี่, โรคอ้วน, ความดันโลหิตสูง, น้ำตาลในเลือดสูง, ขาดการออกกำลังกาย และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรคอัลไซเมอร์, ยาเสพติด, โรคไตและ โรคมะเร็งและการหกล้มทำให้เกิดการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบต่อหัวของอัตราในปี 1990 [245] อัตราการตั้งครรภ์และการทำแท้งของวัยรุ่นสหรัฐสูงกว่าใน ประเทศตะวันตกอื่นๆเป็นอย่างมาก

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำของโลกในด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ อเมริกาได้พัฒนาหรือมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญถึง 9 ใน 10 ของนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญมากที่สุดนับตั้งแต่ 1975 จาก การสำรวจความคิดเห็นของแพทย์ในปี 2001 ในขณะที่สหภาพยุโรปและสวิสร่วมกันมีส่วนร่วมที่ห้านวัตกรรม ตั้งแต่ปี 1966 ชาวอเมริกันได้รับรางวัลโนเบลด้านการแพทย์มากกว่าส่วนที่เหลือของโลก จากปี 1989 ถึง 2002, เงินลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพเอกชนในอเมริกามาก กว่าในยุโรปถึงสี่เท่า[246][247] ระบบการดูแลสุขภาพของสหรัฐอเมริกาใช้เงินมากกว่า ของประเทศอื่นๆมากเมื่อวัดทั้งในการใช้จ่ายต่อหัวและร้อยละของจีดีพี[248] การคุ้มครองดูแลสุขภาพในสหรัฐเป็นการรวมกันของความพยายามทางภาครัฐและเอกชนและไม่ถ้วนหน้า ในปี 2010 ผู้อยู่อาศัย 49.9 ล้านคน หรือ 16.3 % ของประชากรไม่มีประกันสุขภาพ หัวข้อเกี่ยวกับชาวอเมริกันที่ไม่มีประกันสุขภาพและมีประกันที่ต่ำเกินไปเป็นประเด็นทางการเมือง ที่สำคัญ[249][250] ในปี 2006 รัฐแมสซาชูเซตได้กลายเป็นรัฐแรกที่จะบังคับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า[251] การออกกฎหมายของรัฐบาลกลางที่ผ่านมาในช่วงต้นปี 2010 มุ่งจะสร้างระบบประกันสุขภาพใกล้ถ้วนหน้าทั่วประเทศในปี 2014 แม้ว่ากฎหมายและผลกระทบยิ่งยวดของมันยังเป็นปัญหาของความขัดแย้ง[252][253]

วัฒนธรรม[แก้]

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพในนครนิวยอร์ก เป็นสัญลักษณ์ของทั้งในสหรัฐอเมริกาและอุดมคติของเสรีภาพ, ประชาธิปไตย และโอกาส[254]

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นบ้านของหลายวัฒนธรรม และความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์, ประเพณี และค่านิยม.[7][255] นอกเหนือจากคนอเมริกันโดยกำเนิดและชาวพื้นเมืองฮาวายที่ค่อนข้างน้อย อเมริกันหรือบรรพบุรุษของพวกเขาเกือบทุกคนได้อพยพมาตั้งรกรากหรือภายในห้าศตวรรษที่ผ่านมา.[256] วัฒนธรรมของชาวอเมริกันที่เป็นกระแสหลักเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่แปลงมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีของผู้อพยพชาวยุโรป ที่มีอิทธิพลจากแหล่งอื่นๆเป็นจำนวนมาก เช่นประเพณีที่ถูกนำมาโดยพวกทาส จากแอฟริกา.[7][257] การอพยพล่าสุดจากเอเชียและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากละตินอเมริกา ได้เพิ่มการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ได้รับการอธิบายว่า เป็นทั้งหม้อหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน และชามสลัดต่างชนิดกัน ในที่ซึ่งผู้อพยพและลูกหลานของพวกเขายังคงรักษา ลักษณะทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น.[7]

แกนของวัฒนธรรมของชาวอเมริกันถูกก่อตั้งขึ้นโดยชาวอาณานิคมอังกฤษโปรเตสแตนต์ และถูกขึนรูปโดยกระบวนการการตั้งถิ่นฐานชายแดน ที่มีลักษณะชาติพันธ์ที่ถูกแปลงผ่านลงไปที่ลูกหลาน และส่งต่อไปยังผู้อพยพผ่านทางการดูดซึม ชาวอเมริกันมีคุณสมบัติเป็นประเพณีที่โดดเด่นด้วยจริยธรรมที่แข็งแกร่งในการทำงาน, ในการแข่งขัน และการแสวงหาผลประโยชน์ เช่นเดียวกับความเชื่อที่เป็นหนึ่งเดียวใน"หลักความเชื่อถือแบบอเมริกัน" ที่เน้นเสรีภาพ, ความเสมอภาค, ทรัพย์สินส่วนตัว, ประชาธิปไตย, กฎหมาย และความพอใจสำหรับการปกครองที่จำกัด.[258] ชาวอเมริกันสร้างกุศลอย่างมากตามมาตรฐานโลก สอดคล้องกับการศึกษาของอังกฤษในปี 2006 ชาวอเมริกันอุทิศ 1.67% ของ GDP เพื่อการกุศล มากกว่าประเทศอื่นๆ มากกว่าสองเท่าของตำแหน่งที่สองคืออังกฤษที่ 0.73 % และราวๆสิบสองเท่าของฝรั่งเศสที่ 0.14%.[259][260]

ความฝันของอเมริกัน หรือการรับรู้ว่าชาวอเมริกันได้เพลิดเพลินกับการเคลื่อนไหวทางสังคมที่สูง มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดผู้อพยพ.[261] ไม่ว่าการรับรู้นี้จะเป็นจริงหรือไม่ มันได้เป็นหัวข้อของการอภิปราย.[262][263][264][265][165][266] ในขณะที่วัฒนธรรมกระแสหลักถือว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น[267] นักวิชาการได้ระบุความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างหลายชนชั้นทางสังคมของประเทศ ที่มีผลต่อสังคม, ภาษาและคุณค่า.[268] ภาพพจน์ตัวเองของชาวอเมริกัน, มุมมองของสังคม และความคาดหวังทางวัฒนธรรม จะเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพของพวกเขา ไปยังระดับที่ใกล้ผิดปกติ.[269] ในขณะที่ชาวอเมริกันมีแนวโน้มอย่างมากที่จะให้มูลค่าของความสำเร็จทางเศรษฐกิจและสังคม, การเป็นคนสามัญหรือระดับเฉลี่ย มีให้เห็นโดยทั่วไปว่าเป็นคุณลักษณะในทางบวก[270]

สื่อที่นิยม[แก้]

ป้ายฮอลลีวู้ด ใน Los Angeles, California

นิทรรศการภาพเคลื่อนไหวเชิงพาณิชย์ที่จัดแสดงเป็นครั้งแรกของโลกถูกจัดขึ้นในมหานครนิวยอร์กในปี 1894 โดยการใช้คิเนโตสโคป ของโทมัส เอดิสัน ปีต่อมาก็ได้เห็นการแสดงที่ฉายบนฉากของฟิล์มภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ครั้งแรก, ยังแสดงในนิวยอร์ก,และ สหรัฐอเมริกาอยู่ในแถวหน้าของการพัฒนาภาพยนตร์เสียงในฟิล์มในหลายทศวรรษต่อมา ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 , อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของสหรัฐมีฐานที่กว้างใหญ่ในและรอบๆฮอลลีวู้ด แคลิฟอร์เนีย

ผู้อำนวยการ D.W. กริฟฟิท เป็นศูนย์กลางการพัฒนาของฟิล์มแกรมมาและ Citizen Kane ของ ออร์สัน เวลส์ (1941) มักถูกอ้างถึงว่าเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล.[271][272] นักแสดงหน้าจอชาวอเมริกันเช่น จอห์น เวย์นและ มาริลีน มอนโร ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญที่โดดเด่น ในขณะที่ ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ วอลต์ ดิสนีย์ เป็นผู้นำทั้งในภาพยนตร์แอนิเมชันและ ภาพยนตร์ขายสินค้า ฮอลลีวูดยังเป็นหนึ่งในผู้นำในการผลิตภาพเคลื่อนไหว.[273]

เวอร์ชันแรกๆของหนังสือพิมพ์การ์ตูนอเมริกันและหนังสือการ์ตูนอเมริกัน เริ่มปรากฏตัวในศตวรรษที่ 19 ในปี 1938 ซูเปอร์แมน, หนังสือการ์ตูนที่มีแก่นสารของ DC Comics, ถูกพัฒนาให้เป็นไอคอนของคนอเมริกัน[274] สำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนเพิ่มเติม รวมถึง Marvel Comics, ที่ตั้งขึ้นในปี 1939, Image Comics, ที่ตั้งขึ้นในปี 1992, Dark Horse Comics, ที่ตั้งขึ้นในปี 1986, และบริษัทหนังสือการ์ตูนขนาดเล็กอีกจำนวนมาก ในการเฉลิมฉลองความสำเร็จของอุตสาหกรรม, การประชุม ประจำปีของการ์ตูนถูกจัดขึ้นที่ The San Diego Comic-Con International ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 130,000 ผู้เข้าชม

ชาวอเมริกันเป็นผู้ชมโทรทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก[275] และเวลาการดูเฉลี่ยยังคงเพิ่มขึ้นถึงห้าชั่วโมงต่อวันในปี 2006.[276] สี่เครือข่ายโทรทัศน์ออกอากาศที่สำคัญทั้งหมดเป็นหน่วยงานเชิงพาณิชย์ ชาวอเมริกันฟังรายการวิทยุ, ส่วนใหญ่ยังเป็นเชิงพาณิชย์, เฉลี่ยเพียงสอง ชั่วโมงครึ่งต่อวัน.[277] นอกเหนือจาก web portals และ search engines เว็บไซต์ที่นิยมมากที่สุดคือ Facebook, YouTube, วิกิพีเดีย, Blogger, อีเบย์ และ Craigslist.[278]

รูปแบบของจังหวะและเนื้อร้องของเพลงแอฟริกัน-อเมริกันมีอิทธิพลที่ลึกต่อดนตรีอเมริกันอย่างมาก แตกต่างจากประเพณียุโรป องค์ประกอบจากสำนวนพื้นบ้าน เช่น แบบบลูส์และสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในขณะนี้ว่าเป็นเพลงยุคเก่า ถูกนำมาใช้และเปลี่ยนเป็นประเภทที่นิยมที่มีผู้ฟังทั่วโลก เพลงแจ๊สได้รับการพัฒนาโดยนักประดิษฐ์ เช่น หลุยส์ อาร์มสตรองและ Duke Ellington ในช่วงต้น ศตวรรษที่ 20. เพลงคันทรี่ถูกพัฒนาใน ปี 1920s และจังหวะและบลูส์ในปี 1940[279]

Elvis Presley และ Chuck Berry เป็นผู้บุกเบิกร็อกแอนด์โรลในหมู่ผู้บุกเบิกอื่นในช่วงกลางปี 1950s ในปี 1960, บ๊อบ ดีแลน โผล่ออกมาจากการฟื้นตัวของเพลงพื้นบ้านที่จะกลายเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของอเมริกา และ เจมส์บราวน์เป็นผู้นำการพัฒนา เพลง funk การสร้างสรรค์ของอเมริกันที่ผ่านมามีมากขึ้นรวมถึง ฮิปฮอป และ ดนตรีบ้าน ดาราเพลงป๊อปชาวอเมริกัน เช่น เอลวิส เพรสลีย์, ไมเคิล แจ็คสัน และ มาดอนน่า ได้กลายเป็นคนดัง ระดับโลก.[279]

วรรณกรรม ปรัชญา และศิลปะ[แก้]

Mark Twain, นักเขียนและผู้มีอารมณ์ขันชาวอเมริกัน

ในศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ศิลปะและวรรณกรรมอเมริกันรับเอาการชี้นำจากยุโรปมากที่สุด นักเขียน เช่น นาธาเนียล ฮอว์ธอน, เอ็ดการ์ อัลลันโป และ เฮนรี เดวิด ธอโร จัดตั้งเสียงวรรณกรรมอเมริกันที่โดดเด่นราวกลางศตวรรษที่ 19 Mark Twain และกวี วอลท์ วิทแมน เป็นบุคลสำคัญหลักในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษ; เอมิลี่ ดิกคินสัน ไม่เป็นที่รู้จักในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ของเธอ ได้รับการยอมรับในขณะนี้ว่าเป็นกวีอเมริกันที่สำคัญ.[280] งานที่เห็นว่าเป็นการจับภาพลักษณะพื้นฐานของประสบการณ์และตัวอักษรระดับชาติ เช่น โมบี้ ดิ๊ก ของ เฮอร์แมน เมลวิลล์ (1851) 'การผจญภัยของ Huckleberry Finn' ของ ทเวน (1885) และ The Great Gatsby ของ เอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (1925) อาจจะได้รับการขนานนามว่า "นวนิยาย American ที่ยิ่งใหญ่".[281]

สิบเอ็ดพลเมืองสหรัฐได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดี เมื่อเร็ว ๆ นี้คือ โทนี มอร์ริสัน ในปี 1993 . วิลเลียม Faulkner และ เออร์เนส เฮมมิงเวย์ มักจะมีชื่ออยู่ในหมู่นักเขียนที่มีอิทธิพลมากที่สุด ของศตวรรษที่ 20.[282] ประเภทของ วรรณกรรมยอดนิยม เช่น the Western และ นิยายอาชญากรรม ถูกพัฒนาในประเทศสหรัฐอเมริกา นักเขียน The Beat Generation เปิดการเขียนวรรณกรรมขึ้นใหม่, ที่มีผู้เขียนสมัยใหม่ เช่นจอห์น บาร์ธ, โทมัส พินโชนส์ และ ดอน DeLillo

นักเขียนยอดเยี่ยมนำโดย ธอโร และ ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน ได้จัดตั้ง การเคลื่อนไหวทางปรัชญาอเมริกันที่สำคัญคนแรก หลังสงครามกลางเมือง ชาร์ลส์ แซนเดอร์ เพียร์ซ และต่อมา วิลเลียมเจมส์ และจอห์น ดิวอี้ เป็นผู้นำในการพัฒนาด้านปฏิบัตินิยม ในศตวรรษที่ 20 การทำงานของ W. V. O. Quine และ ริชาร์ด Rorty และต่อมา Noam Chomsky, ได้นำปรัชญาการวิเคราะห์ให้กับสถาบันการศึกษาปรัชญาชาวอเมริกัน จอห์น Rawls และ โรเบิร์ต Nozick ได้นำ การคืนชีพของปรัชญาการเมือง Cornel West และ จูดิธ บัตเลอร์ ได้นำประเพณีทวีปในภาคการศึกษาปรัชญาอเมริกัน นักเศรษฐศาสตร์โรงเรียนชิคาโกที่มีอิทธิพลทั่วโลก เช่น มิลตัน ฟรีดแมน, เจมส์ เอ็ม บูคานัน และโทมัส Sowell ได้อยู่เหนือวินัยในการส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆในปรัชญาทางสังคมและการเมือง.[283][284]

ในด้านทัศนศิลป์ Hudson River School ได้เคลื่อนไหวในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ในด้าน ประเพณีของนักธรรมชาตินิยมแบบยุโรป ภาพความจริงของ โทมัส Eakins ถูกฉลองกันอย่างแพร่หลาย 1913 Armory Show ในมหานครนิวยอร์ก, นิทรรศการศิลปะสมัยใหม่แบบยุโรป, ทำให้เกิดการตื่นตะลึงของประชาชนและได้เปลี่ยนฉากศิลปะของสหรัฐอเมริกา.[285] จอร์เจีย โอคีฟ, Marsden Hartley และอื่น ๆ ได้ทดลองกับสไตล์ เฉพาะบุคคลแบบใหม่ การเคลื่อนไหวทางศิลปะที่สำคัญเช่นการแสดงออกที่เป็นนามธรรมของ แจ็คสัน พอลล็อก และ วิลเล็ม เดอ คูนิง และศิลปะป๊อปของ แอนดี้ วอร์ฮอล และรอย Lichtenstein ได้พัฒนากว้างขวางในประเทศสหรัฐอเมริกา กระแสของความทันสมัย​​และลัทธิหลังสมัยใหม่ได้นำชื่อเสียงให้กับสถาปนิกอเมริกัน เช่น แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์, ฟิลิป จอห์นสัน และแฟรงก์ เกห์รี

ไทม์สแควร์ในนครนิวยอร์กเป็นศูนย์กลางของโรงละคร บรอดเวย์

หนึ่งในผู้สนับสนุนที่สำคัญคนแรกของโรงละครอเมริกัน คือ โต้โผ P.T. Barnum ผู้เริ่มดำเนินงานอาคารชุดเพื่อความบันเทิงแห่งแมนฮัตตันตอนล่างในปี 1841. ทีมงาน Harrigan และ ฮาร์ต ได้ผลิตชุดของละครตลกดนตรีที่เป็นที่นิยมในนิวยอร์ก เริ่มต้นในช่วงปลายยุค 1870s ในศตวรรษที่ 20, รูปแบบดนตรีที่ทันสมัยได้​​เกิดขึ้นในบรอดเวย์; เพลงของคีตกวีละครเพลง เช่น เออร์วิง เบอร์ลิน, โคล พอร์เตอร์ และ สตีเฟ่น Sondheim ได้กลายเป็นมาตรฐานเพลงป๊อป นักเขียนบทละคร ยูจีน โอนีล ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1936; นักแสดงละครสหรัฐอื่นๆที่ได้รับการสรรเสริญ รวมถึงผู้ชนะรางวัลพูลิตเซอร์หลายครั้ง เทนเนสซี วิลเลียม, เอ็ดเวิร์ด Albee และ ออกัส วิลสัน

แม้ว่าจะเป็นที่รู้จักกันเพียงเล็กน้อยในขณะนั้น, งานของ ชาร์ลส์ อีฟส์ ของปี 1910s ทำให้เขากลายเป็น นักแต่งเพลงคนแรกที่สำคัญของสหรัฐด้านประเพณีคลาสสิก ในขณะที่ นักทดลอง เช่น เฮนรี โคเวล และจอห์น เคจ ได้สร้างวิธีการอเมริกันที่โดดเด่นให้กับการแต่งเพลงคลาสสิก แอรอน Copland และจอร์จ เกิร์ชวิน ได้พัฒนาการสังเคราะห์ใหม่ของเพลง pop และเพลง คลาสสิก นักออกแบบท่าเต้น อิซาดอร่า ดันแคน และมาร์ธา เกรแฮม ได้ช่วยสร้างการเต้นรำสมัยใหม่ ​​ในขณะที่ จอร์จ Balanchine และ เจอโรม ร็อบบินส์ เป็นผู้นำด้านบัลเล่ต์ของศตวรรษที่ 20 ชาวอเมริกันมีความสำคัญยาวนานในการสื่อศิลปะที่ทันสมัยของการถ่ายภาพ ที่มีช่างภาพที่สำคัญรวมทั้ง อัลเฟรด Stieglitz, เอ็ดเวิร์ด Steichen, และ ธานเซล อดัมส์

อาหาร[แก้]

บทความหลัก: อาหารของสหรัฐอเมริกา

พายแอปเปิ้ลเป็นอาหารตรงกันกับวัฒนธรรมอเมริกัน

อาหารอเมริกันกระแสหลักจะคล้ายกับในประเทศตะวันตกอื่นๆ ข้าวสาลีเป็นธัญพืชหลัก อาหารอเมริกันแบบดั้งเดิมใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ไก่งวง, กวาง, มันฝรั่ง, มันเทศ, ข้าวโพด, สควอช และ น้ำเชื่อมเมเปิ้ล ซึ่งได้รับการบริโภคโดยชาวอเมริกันพื้นเมืองและพวกตั้งถิ่นฐานจากยุโรปในช่วงต้น

เนื้อหมูและบาร์บีคิวเนื้อที่ปรุงสุกช้า, เค้กปู, มันฝรั่งทอด, และคุกกี้ช็อกโกแลตชิป เป็นอาหารอเมริกันที่โดดเด่น อาหารจิตวิญญาณ, ที่ถูกพัฒนาโดยทาสแอฟริกัน, เป็นที่นิยมทั่วภาคใต้ และ ในหมู่ชาวแอฟริกันอเมริกันจำนวนมากทุกหนแห่ง อาหารปรุงรวม เช่น หลุยเซียนา ครีโอล, Cajun และ Tex- Mex มีความสำคัญในระดับภูมิภาค อุตสาหกรรมขนมในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึง บริษัทเฮอร์ชีย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตช็อคโกแลตที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ Frito -Lay, บริษัทย่อยของ PepsiCo เป็นบริษัทอาหารว่างกระจายทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุด สหรัฐอเมริกามีอุตสาหกรรมอาหารเช้าซีเรียลขนาดใหญ่ ที่มีแบรนด์เช่น เคลล็อก และ General Mills

อาหารเป็นจาน เช่น พายแอปเปิ้ล, ไก่ทอด, พิซซ่า, แฮมเบอร์เกอร์ และ hot dogs เป็นผลมาจากสูตรของผู้อพยพต่างๆ มันฝรั่งทอด, อาหารเม็กซิกัน เช่น Burritos และ ทาโก้ และ จาน พาสต้า ได้ปรับตัวอย่างอิสระจากแหล่งที่มาคืออิตาลี ได้มีการบริโภคกันอย่างแพร่หลาย.[286] ชาวอเมริกันมักชอบกาแฟ มากกว่าชา การตลาดโดยอุตสาหกรรมสหรัฐ รับผิดชอบอย่างมากสำหรับการทำน้ำส้มและนม และเครื่องดื่มอาหารเช้าแพร่หลาย.[287][288]

อุตสาหกรรมอาหารจานด่วนอเมริกัน, ใหญ่ที่สุดในโลก, ได้บุกเบิกรูปแบบการขับรถผ่านในปี 1930 การบริโภคอาหารจานด่วนได้ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องสุขภาพ ในระหว่าง ปี 1980s และ ปี 1990s, แคลอรี่ที่บริโภคของชาวอเมริกันเพิ่มขึ้น 24%.[286] การรับประทานอาหารที่ร้านจานด่วนบ่อย มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเรียก "โรคอ้วน ระบาด"ของชาวอเมริกัน[289] น้ำอัดลมความหวานสูง เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย และ เครื่องดื่มหวานมีจำนวนร้อยละเก้าของปริมาณ บริโภคแคลอรี่ของชาวอเมริกัน.[290]

กีฬา[แก้]

นักว่ายน้ำ ไมเคิล เฟ็ลปส์ เป็นนักกีฬา โอลิมปิกที่อลังการที่สุดตลอดกาล

ตลาดสำหรับกีฬาอาชีพในสหรัฐอเมริกามีประมาณ $ 69 พันล้าน, ประมาณ 50 % ใหญ่กว่าของ ทั้งหมดของยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริการวมกัน.[291] เบสบอลได้รับการยกย่องให้เป็นกีฬาประจำชาติมาตั้งแต่ ปลายศตวรรษที่ 19, ในขณะที่ อเมริกันฟุตบอลในขณะนี้โดยการวัดหลายอย่าง เป็นกีฬาที่มีผู้ชม นิยมมากที่สุด.[292] บาสเก็ตบอลและฮ็อกกี้น้ำแข็งเป็นอีกสองทีมกีฬาอาชีพชั้นนำต่อไปของประเทศ ทั้งสี่กีฬาที่สำคัญนี้, เมื่อเล่นเป็นอาชีพ, แต่ละชนิดกีฬาได้ครอบครองฤดูกาลที่แตกต่างกัน, แต่ทับซ้อนกัน, ในช่วงเวลาของปี ฟุตบอลและบาสเกตบอลระดับวิทยาลัยดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก.[293] มวยและการแข่งม้าครั้งหนึ่งเคยเป็นกีฬาที่มีผู้เล่นเดียวดูมากที่สุด[294] แต่พวกมันได้ถูกบดบังด้วยกอล์ฟและรถแข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นาสคาร์ ในศตวรรษที่ 21, การถ่ายทอดสดศิลปะการต่อสู้ผสมยังได้รับการติดตามที่แข็งแกร่งของผู้ชมทั่วไป.[295][296] ในขณะที่ ฟุตบอลเป็นที่นิยมน้อยกว่าในประเทศอื่นๆ ทีมฟุตบอลชายของชาติอยู่ในการแข่งขันชิงถ้วย World Cups ในหกครั้งที่ผ่านมา และทีมหญิงเป็น ที่ 1 ในการจัดอันดับโลกของผู้หญิง

ขณะที่ กีฬาหลักของสหรัฐส่วนใหญ่มีการพัฒนาออกมาจากแนวทางการเล่นของยุโรป, บาสเกตบอล, วอลเลย์บอล, สเก็ตบอร์ด, สโนว์บอร์ด และ เชียร์ลีดเดอร์ เป็นสิ่งประดิษฐ์ของอเมริกัน, บางส่วนได้กลายเป็นที่นิยมในประเทศอื่นๆ ลาครอสและ surfing เกิดจากกิจกรรมของชาวอเมริกันท้องถิ่นและชาวพื้นเมืองฮาวายที่เกิดขึ้นก่อนการติดต่อกับประเทศตะวันตก.[297] กีฬาโอลิมปิกแปดครั้งจัดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับ 2,400 เหรียญที่ โอลิมปิกเกมส์ฤดูร้อน มากกว่าประเทศอื่น ๆ และ 281 เหรียญในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว, มากสุดเป็นที่สองในปี 2014.[298]

ดนตรี[แก้]

ดนตรีในสหรัฐอเมริกา เกิดจากการผสมผสานของดนตรีหลายเชื้อชาติเข้าด้วยกัน และเกิดเป็นดนตรีแนวใหม่รายประเภท เช่น ร็อกแอนด์โรลล์ ฮิปฮอป คันทรี บลูส์ Drum & Bugle Corps (วงโยธวาทิต) และแจ๊ส และในช่วงล่าสุด ดนตรีของสหรัฐอเมริกาได้เริ่มเป็นที่นิยมในหลายที่ทั่วโลก นอกจากนี้การเต้นรำ ได้มีกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกันเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การเต้นแท็ป

สื่อสารมวลชน[แก้]

วันหยุด[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. The five major territories are American Samoa, Guam, the Northern Mariana Islands, Puerto Rico, and the U.S. Virgin Islands. There are eleven smaller island areas without permanent populations: Baker Island, Howland Island, Jarvis Island, Johnston Atoll, Kingman Reef, Midway Atoll, and Palmyra Atoll. U.S. sovereignty over Bajo Nuevo Bank, Navassa Island, Serranilla Bank, and Wake Island is disputed.[5]
  2. The following two primary sources (non-mirrored) represent the range (min./max.) of total area for China and the United States. Both sources exclude Taiwan from the area of China. แม่แบบ:Ordered list
  3. Source: 2010 American Community Survey, U.S. Census Bureau. Most respondents who speak a language other than English at home also report speaking English "well" or "very well." For the language groups listed above, the strongest English-language proficiency is among speakers of German (96% report that they speak English "well" or "very well"), followed by speakers of French (93.5%), Tagalog (92.8%), Spanish (74.1%), Korean (71.5%), Chinese (70.4%), and Vietnamese (66.9%).

อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "language" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "time" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า

อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "drive" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า

อ้างอิง[แก้]

  1. "U.S. Code: Title 36, 304". United States Code. United States: Cornell Law School. August 12, 1998. สืบค้นเมื่อ February 15, 2015. "The composition by John Philip Sousa entitled 'The Stars and Stripes Forever' is the national march." 
  2. 2.0 2.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ WF
  3. 3.0 3.1 "U.S. and World Population Clock". U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ January 17, 2015. 
  4. PDF.U.S. census department data.
  5. U.S. State Department, Common Core Document to U.N. Committee on Human Rights, December 30, 2011, Item 22, 27, 80.— and U.S. General Accounting Office Report, U.S. Insular Areas: application of the U.S. Constitution, November 1997, p. 1, 6, 39n. Both viewed April 6, 2016.
  6. "Wildlife Library". National Wildlife Federation. สืบค้นเมื่อ December 23, 2014. 
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 Adams, J.Q., and Pearlie Strother-Adams (2001). Dealing with Diversity. Chicago: Kendall/Hunt. ISBN 0-7872-8145-X.
  8. Greene, Jack P.; Pole, J.R., eds. (2008). A Companion to the American Revolution. pp. 352–361.
  9. Bender, Thomas (2006). A Nation Among Nations: America's Place in World History. New York: Hill & Wang. p. 61. ISBN 978-0-8090-7235-4. 
  10. Dull, Jonathan R. (2003). "Diplomacy of the Revolution, to 1783, " p. 352, chap. in A Companion to the American Revolution, ed. Jack P. Greene and J. R. Pole. Maiden, Mass.: Blackwell, pp. 352–361. ISBN 1-4051-1674-9.
  11. Carlisle, Rodney P.; Golson, J. Geoffrey (2007). Manifest Destiny and the Expansion of America. Turning Points in History Series. ABC-CLIO. p. 238. ISBN 978-1-85109-833-0. 
  12. "The Civil War and emancipation 1861–1865". Africans in America. Boston, Massachusetts: WGBH Educational Foundation. 1999. Archived from the original on October 12, 1999. 
  13. Britannica Educational Publishing (2009). Wallenfeldt, Jeffrey H., ed. The American Civil War and Reconstruction: People, Politics, and Power. America at War. Rosen Publishing Group. p. 264. ISBN 978-1-61530-045-7. 
  14. White, Donald W. (1996). "1: The Frontiers". The American Century. Yale University Press. ISBN 0-300-05721-0. สืบค้นเมื่อ March 26, 2013. 
  15. "Work in the Late 19th Century". Library of Congress. สืบค้นเมื่อ January 16, 2015. 
  16. Cohen, Eliot A. (July/August 2004). "History and the Hyperpower". Foreign Affairs. สืบค้นเมื่อ 2006-07-14.  "Country Profile: United States of America". BBC News. 2008-04-22. สืบค้นเมื่อ 2008-05-18. 
  17. "Average annual wages, 2013 USD PPPs and 2013 constant prices". OECD. สืบค้นเมื่อ April 30, 2016. 
  18. "U.S. Workers World's Most Productive". CBS News. February 11, 2009. สืบค้นเมื่อ April 23, 2013. 
  19. "Manufacturing, value added (current US$)". World Bank Open Data. World Bank. สืบค้นเมื่อ 11 February 2017. 
  20. "U.S. and World Population Clock". United States Census Bureau. สืบค้นเมื่อ July 11, 2016. 
  21. "World Economic Outlook Database, April 2015". 
  22. "Trends in world military expenditure, 2013". Stockholm International Peace Research Institute. April 2014. สืบค้นเมื่อ April 14, 2014. 
  23. Cohen, 2004: History and the Hyperpower
    BBC, April 2008: Country Profile: United States of America
    "Geographical trends of research output". Research Trends. สืบค้นเมื่อ March 16, 2014. 
    "The top 20 countries for scientific output". Open Access Week. สืบค้นเมื่อ March 16, 2014. 
    "Granted patents". European Patent Office. สืบค้นเมื่อ March 16, 2014. 
  24. "Cartographer Put 'America' on the Map 500 years Ago". USA Today. 2007-04-24. สืบค้นเมื่อ 2008-11-30. 
  25. "The Charters of Freedom". National Archives. สืบค้นเมื่อ 2007-06-20. 
  26. คำว่า "สหปาลีรัฐอเมริกา" ปรากฏใน: นิมิตร นามชัย. "สมเด็จย่า" ในสหปาลีรัฐอเมริกา ที่มา: สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (3qejse5510erol451x5n1v3h) /result.aspx?bib=000000000011235 หนังสือ "สมเด็จย่า" ในสหปาลีรัฐอเมริกา; ปรากฏในชื่อ "สมาคมสยาม ณ สหปาลีรัฐอเมริกา" (The Siamese Alliance in the United of America) ที่มา: สถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประวัติสมาคมไทย ณ อเมริกา และในร่างพระราชบัญญัติที่ดินอันเกี่ยวแก่ชนต่างด้าว เลขเสร็จ 3/2467 ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2467 ที่มา: กรมร่างกฎหมาย. ร่างพระราชบัญญัติที่ดินอันเกี่ยวแก่ชนต่างด้าว เป็นต้น
  27. Wilson, Kenneth G. (1993). The Columbia Guide to Standard American English. New York: Columbia University Press, pp. 27–28. ISBN 0-231-06989-8.
  28. Zimmer, Benjamin (2005-11-24). "Life in These, Uh, This United States". University of Pennsylvania—Language Log. สืบค้นเมื่อ 2008-02-22. 
  29. Lubowski, Ruben; Vesterby, Marlow; Bucholtz, Shawn (July 21, 2006). "AREI Chapter 1.1: Land Use". Economic Research Service. สืบค้นเมื่อ March 9, 2009. 
  30. O'Hanlon, Larry. "Supervolcano: What's Under Yellowstone?". Discovery Channel. Archived from the original on May 25, 2012. สืบค้นเมื่อ June 13, 2007. 
  31. Perkins, Sid (May 11, 2002). "Tornado Alley, USA". Science News. Archived from the original on July 1, 2007. สืบค้นเมื่อ September 20, 2006. 
  32. Morin, Nancy. "Vascular Plants of the United States". Plants. National Biological Service. สืบค้นเมื่อ October 27, 2008. 
  33. "Global Significance of Selected U.S. Native Plant and Animal Species". SDI Group. February 9, 2001. สืบค้นเมื่อ January 20, 2009. 
  34. "Numbers of Insects (Species and Individuals)". Smithsonian Institution. สืบค้นเมื่อ January 20, 2009. 
  35. Lawrence, E.A. (1990). "Symbol of a Nation: The Bald Eagle in American Culture". The Journal of American Culture 13 (1): 63–69. doi:10.1111/j.1542-734X.1990.1301_63.x. 
  36. "National Park Service Announces Addition of Two New Units" (Press release). National Park Service. February 28, 2006. Archived from the original on October 1, 2006. สืบค้นเมื่อ February 10, 2017. 
  37. Lipton, Eric; Krauss, Clifford (August 23, 2012). "Giving Reins to the States Over Drilling". New York Times. สืบค้นเมื่อ January 18, 2015. 
  38. Gorte, Ross W.; Vincent, Carol Hardy.; Hanson, Laura A.; Marc R., Rosenblum. "Federal Land Ownership: Overview and Data". fas.org. Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ January 18, 2015. 
  39. "Chapter 6: Federal Programs to Promote Resource Use, Extraction, and Development". doi.gov. U.S. Department of the Interior. Archived from the original on March 18, 2015. สืบค้นเมื่อ January 19, 2015. 
  40. The National Atlas of the United States of America (2013-01-14). "Forest Resources of the United States". Nationalatlas.gov. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  41. "Land Use Changes Involving Forestry in the United States: 1952 to 1997, With Projections to 2050" (PDF). 2003. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  42. Daynes & Sussman, 2010, pp. 3, 72, 74–76, 78
  43. Hays, Samuel P. (2000). A History of Environmental Politics since 1945.
  44. Rothman, Hal K. (1998).The Greening of a Nation? Environmentalism in the United States since 1945
  45. Turner, James Morton (2012). The Promise of Wilderness
  46. Endangered species Fish and Wildlife Service. General Accounting Office, DIANE Publishing. p. 1. ISBN 978-1-4289-3997-4. สืบค้นเมื่อ October 25, 2015. 
  47. 47.0 47.1 47.2 "ACS DEMOGRAPHIC AND HOUSING ESTIMATES, 2015 American Community Survey 1-Year Estimates, (V2015)". www.census.gov. สืบค้นเมื่อ October 15, 2016. 
  48. "Statistical Abstract of the United States". United States Census Bureau. 2005. 
  49. "Executive Summary: A Population Perspective of the United States". Population Resource Center. May 2000. Archived from the original on June 4, 2007. สืบค้นเมื่อ December 20, 2007. 
  50. 50.0 50.1 "Modern Immigration Wave Brings 59 Million to U.S. – Pew Research Center". Pew Research Center's Hispanic Trends Project. September 28, 2015. 
  51. "Births: Preliminary Data for 2010". National Vital Statistics Reports, Volume 60. National Center for Health Statistics. 2011. สืบค้นเมื่อ August 17, 2012. 
  52. "U.S. Legal Permanent Residents: 2012". Office of Immigration Statistics Annual Flow Report.
  53. "Yearbook of Immigration Statistics: 2011 – Persons Obtaining Legal Permanent Resident Status by Region and Country of Birth: Fiscal Years 2002 to 2011 (Table 3)". U.S. Dept. of Homeland Security. สืบค้นเมื่อ February 4, 2013. 
  54. "Yearbook of Immigration Statistics: 2007 – Persons Obtaining Legal Permanent Resident Status by Region and Country of Birth: Fiscal Years 1998 to 2007 (Table 3)". U.S. Dept. of Homeland Security. สืบค้นเมื่อ February 4, 2013. 
  55. Baker, Bryan; Rytina, Nancy (March 2013). "Estimates of the Unauthorized Immigrant Population Residing in the United States: January 2012". Office of Immigration Statistics. Department of Homeland Security. สืบค้นเมื่อ October 21, 2014. 
  56. 56.0 56.1 Humes, Karen R.; Jones, Nicholas A.; Ramirez, Roberto R. (March 2011). "Overview of Race and Hispanic Origin: 2010". U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ March 29, 2011. 
  57. "Tables 41 and 42—Native and Foreign-Born Populations". Statistical Abstract of the United States 2009. U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ October 11, 2009. 
  58. "United States – Urban/Rural and Inside/Outside Metropolitan Area". U.S. Census Bureau. Archived from the original on January 17, 2010. 
  59. "Table 1: Annual Estimates of the Resident Population for Incorporated Places Over 100,000, Ranked by July 1, 2008 Population: April 1, 2000 to July 1, 2008". 2008 Population Estimates. U.S. Census Bureau, Population Division. July 1, 2009. Archived from the original on December 7, 2009. 
  60. 60.0 60.1 "Table 5. Estimates of Population Change for Metropolitan Statistical Areas and Rankings: July 1, 2007 to July 1, 2008". 2008 Population Estimates. U.S. Census Bureau. March 19, 2009. Archived from the original on December 7, 2009. 
  61. "Raleigh and Austin are Fastest-Growing Metro Areas". U.S. Census Bureau. March 19, 2009. สืบค้นเมื่อ October 11, 2009. 
  62. "Figure A–3. Census Regions, Census Divisions, and Their Constituent States" (PDF). U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ 2007-06-17. 
  63. "Annual Estimates of the Population of Metropolitan and Micropolitan Statistical Areas: April 1, 2010 to July 1, 2011". U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ 2012-06-07. 
  64. "United States". Modern Language Association. สืบค้นเมื่อ September 2, 2013. 
  65. "Language Spoken at Home by the U.S. Population, 2010", American Community Survey, U.S. Census Bureau, in World Almanac and Book of Facts 2012, p. 615.
  66. "Foreign Language Enrollments in United States Institutions of Higher Learning". MLA. fall 2002. สืบค้นเมื่อ October 16, 2006. 
  67. Feder, Jody (January 25, 2007). "English as the Official Language of the United States: Legal Background and Analysis of Legislation in the 110th Congress". Ilw.com (Congressional Research Service). สืบค้นเมื่อ June 19, 2007. 
  68. "The Constitution of the State of Hawaii, Article XV, Section 4". Hawaii Legislative Reference Bureau. November 7, 1978. สืบค้นเมื่อ June 19, 2007. [ลิงก์เสีย]
  69. Dicker, Susan J. (2003). Languages in America: A Pluralist View. Clevedon, UK: Multilingual Matters. pp. 216, 220–25. ISBN 1-85359-651-5. 
  70. "California Code of Civil Procedure, Section 412.20 (6)". Legislative Counsel, State of California. สืบค้นเมื่อ December 17, 2007.  "California Judicial Council Forms". Judicial Council, State of California. สืบค้นเมื่อ December 17, 2007. 
  71. "Translation in Puerto Rico". Puerto Rico Channel. สืบค้นเมื่อ 29 December 2013. 
  72. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ pew2015
  73. "Religion". Gallup. June 2013. สืบค้นเมื่อ January 10, 2014. 
  74. 74.0 74.1 "Mississippians Go to Church the Most; Vermonters, Least". Gallup.com. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  75. Merica, Dan (June 12, 2012). "Pew Survey: Doubt of God Growing Quickly among Millennials". CNN. สืบค้นเมื่อ June 14, 2012. 
  76. "American Confidence In Organized Religion At All Time Low". Huffington Post. July 12, 2012. สืบค้นเมื่อ July 14, 2012. 
  77. "Religion Among the Millennials". The Pew Forum on Religion & Public Life. สืบค้นเมื่อ August 29, 2012. 
  78. 78.0 78.1 78.2 78.3 78.4 "Church Statistics and Religious Affiliations". Pew Research. Retrieved September 23, 2014.
  79. 79.0 79.1 ""Nones" on the Rise". Pew Forum on Religion & Public Life. 2012. สืบค้นเมื่อ January 10, 2014. 
  80. "United States". สืบค้นเมื่อ May 2, 2013. 
  81. Media, Minorities, and Meaning: A Critical Introduction — Page 88, Debra L. Merskin – 2010
  82. "Table 55—Marital Status of the Population by Sex, Race, and Hispanic Origin: 1990 to 2007". Statistical Abstract of the United States 2009. U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ October 11, 2009. 
  83. "Women's Advances in Education". Columbia University, Institute for Social and Economic Research and Policy. 2006. Archived from the original on June 9, 2007. สืบค้นเมื่อ June 6, 2007. 
  84. "Teenage birth rate statistics – countries compared – NationMaster People". Nationmaster.com. สืบค้นเมื่อ July 10, 2011. 
  85. Strauss, Lilo T., et al. (November 24, 2006). "Abortion Surveillance—United States, 2003". MMWR. Centers for Disease Control, National Center for Chronic Disease Prevention and Health Promotion, Division of Reproductive Health. สืบค้นเมื่อ June 17, 2007. 
  86. "What is the G8?". University of Toronto. สืบค้นเมื่อ February 11, 2012. 
  87. Dumbrell, John; Schäfer, Axel (2009). America's 'Special Relationships': Foreign and Domestic Aspects of the Politics of Alliance. p. 45. ISBN 9780203872703. 
  88. Ek, Carl, and Ian F. Fergusson (September 3, 2010). "Canada–U.S. Relations". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  89. Vaughn, Bruce (August 8, 2008). "Australia: Background and U.S. Relations". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  90. Vaughn, Bruce (May 27, 2011). "New Zealand: Background and Bilateral Relations with the United States". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  91. Lum, Thomas (January 3, 2011). "The Republic of the Philippines and U.S. Interests". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 3, 2011. 
  92. Chanlett-Avery, Emma, et al. (June 8, 2011). "Japan-U.S. Relations: Issues for Congress" (PDF). Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  93. Manyin, Mark E., Emma Chanlett-Avery, and Mary Beth Nikitin (July 8, 2011). "U.S.–South Korea Relations: Issues for Congress". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  94. Addis, Casey L. (February 14, 2011). "Israel: Background and U.S. Relations". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  95. Shah, Anup (April 13, 2009). "U.S. and Foreign Aid Assistance". GlobalIssues.org. สืบค้นเมื่อ October 11, 2009. 
  96. Porter, Eduardo (August 14, 2012). "America's Aversion to Taxes". The New York Times. สืบค้นเมื่อ August 15, 2012. "In 1965, taxes collected by federal, state and municipal governments amounted to 24.7 percent of the nation's output. In 2010, they amounted to 24.8 percent. Excluding Chile and Mexico, the United States raises less tax revenue, as a share of the economy, than every other industrial country." 
  97. 97.0 97.1 "CBO Historical Tables-February 2013". Congressional Budget Office. February 5, 2013. สืบค้นเมื่อ April 23, 2013. 
  98. Prasad, M.; Deng, Y. (April 2, 2009). "Taxation and the worlds of welfare". Socio-Economic Review 7 (3): 431–457. doi:10.1093/ser/mwp005. สืบค้นเมื่อ May 5, 2013. 
  99. 99.0 99.1 Matthews, Dylan (September 19, 2012). "Other countries don't have a "47%"". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ October 29, 2013. 
  100. "How Much Do People Pay in Federal Taxes?". Peter G. Peterson Foundation. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  101. 101.0 101.1 101.2 "The Distribution of Household Income and Federal Taxes, 2008 and 2009". Congressional Budget Office. July 2012. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  102. "Table T12-0178 Baseline Distribution of Cash Income and Federal Taxes Under Current Law". The Tax Policy Center. สืบค้นเมื่อ October 29, 2013. 
  103. Harris, Benjamin H. (November 2009). "Corporate Tax Incidence and Its Implications for Progressivity". Tax Policy Center. สืบค้นเมื่อ October 9, 2013. 
  104. Gentry, William M. (December 2007). "A Review of the Evidence on the Incidence of the Corporate Income Tax". OTA Paper 101. Office of Tax Analysis, U.S. Department of the Treasury. สืบค้นเมื่อ October 9, 2013. 
  105. Fullerton, Don; Metcalf, Gilbert E. (2002). "Tax Incidence". In A.J. Auerbach and M. Feldstein. Handbook of Public Economics. Amsterdam: Elsevier Science B.V. pp. 1788–1839. สืบค้นเมื่อ October 9, 2013. 
  106. Musgrave, R.A.; Carroll, J.J.; Cook, L.D.; Frane, L. (March 1951). "Distribution of Tax Payments by Income Groups: A Case Study for 1948". National Tax Journal 4 (1): 1–53. สืบค้นเมื่อ October 9, 2013. 
  107. Agadoni, Laura. "Characteristics of a Regressive Tax". Houston Chronicle Small Business blog. 
  108. "TPC Tax Topics | Payroll Taxes". Taxpolicycenter.org. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  109. "The Design of the Original Social Security Act". Social Security Online. U.S. Social Security Administration. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  110. Blahous, Charles (February 24, 2012). "The Dark Side of the Payroll Tax Cut". Defining Ideas. Hoover Institution. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  111. Stephen, Ohlemacher (March 3, 2013). "Tax bills for rich families approach 30-year high". The Seattle Times. Associated Press. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  112. "Who will pay what in 2013 taxes?". The Seattle Times. Associated Press. March 3, 2013. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  113. Malm, Elizabeth (February 20, 2013). "Comments on Who Pays? A Distributional Analysis of the Tax Systems in All 50 States". Tax Foundation. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  114. "Debt to the Penny (Daily History Search Application)". TreasuryDirect. สืบค้นเมื่อ April 23, 2013. 
  115. "US national debt surpasses $16 trillion". Boston Business Journal blog. September 5, 2012. สืบค้นเมื่อ April 23, 2013. 
  116. Thornton, Daniel L. (Nov./Dec. 2012). "The U.S. Deficit/Debt Problem: A Longer–Run Perspective". Federal Reserve Bank of St. Louis Review. สืบค้นเมื่อ May 7, 2013. 
  117. Lopez, Luciana (January 28, 2013). "Fitch backs away from downgrade of U.S. credit rating". Reuters. สืบค้นเมื่อ March 26, 2013. 
  118. "Federal Debt: Answers to Frequently Asked Questions". Government Accountability Office. สืบค้นเมื่อ April 16, 2012. 
  119. Lynch, David J. (March 21, 2013). "Economists See No Crisis With U.S. Debt as Economy Gains". Bloomberg (New York). สืบค้นเมื่อ March 25, 2013. 
  120. "The Air Force in Facts and Figures (Armed Forces Manpower Trends, End Strength in Thousands)". Air Force Magazine. May 2009. สืบค้นเมื่อ October 9, 2009. 
  121. "What does Selective Service provide for America?". Selective Service System. สืบค้นเมื่อ February 11, 2012. 
  122. "Base Structure Report, Fiscal Year 2008 Baseline". Department of Defense. สืบค้นเมื่อ October 9, 2009. 
  123. "Active Duty Military Personnel Strengths by Regional Area and by Country (309A)". Department of Defense. March 31, 2010. สืบค้นเมื่อ October 7, 2010. 
  124. Ikenberry, G. John (March/April 2004). "Illusions of Empire: Defining the New American Order". Foreign Affairs. Archived from the original on May 25, 2012.  Kreisler, Harry, and Chalmers Johnson (January 29, 2004). "Conversations with History". University of California at Berkeley. สืบค้นเมื่อ June 21, 2007. 
  125. "The 15 Countries with the Highest Military Expenditure in 2011". Stockholm International Peace Research Institute. สืบค้นเมื่อ February 4, 2013. 
  126. "Compare". CIA World Factbook. RealClearWorld. สืบค้นเมื่อ February 4, 2013. 
  127. "Fiscal Year 2013 Historical Tables". Budget of the U.S. Government. White House OMB. สืบค้นเมื่อ November 24, 2012. 
  128. "Fiscal Year 2012 Budget Request Overview". Department of Defense. February 2011. สืบค้นเมื่อ July 25, 2011. [ลิงก์เสีย]
  129. Basu, Moni (December 18, 2011). "Deadly Iraq War Ends with Exit of Last U.S. Troops". CNN. สืบค้นเมื่อ February 5, 2012. 
  130. "Operation Iraqi Freedom". Iraq Coalition Casualty Count. February 5, 2012. สืบค้นเมื่อ February 5, 2012. 
  131. Cherian, John (April 7, 2012). "Turning Point". Frontline (The Hindu Group). Archived from the original on December 2, 2012. สืบค้นเมื่อ December 2, 2012. "There are currently 90,000 U.S. troops deployed in the country." 
  132. "Department of Defence Defence Casualty Analysis System". Department of Defense. November 2013. สืบค้นเมื่อ November 11, 2013. 
  133. "Local Police Departments, 2003". U.S. Dept. of Justice, Bureau of Justice Statistics. May 2006. สืบค้นเมื่อ December 7, 2011. 
  134. "U.S. Federal LAw Enforcement Agencies, Who Governs & What They Do". chiff.com. สืบค้นเมื่อ August 21, 2012. 
  135. Plea Bargains Findlaw.com
  136. Interview with Judge Michael McSpadden PBS interview, December 16, 2003
  137. "Uniform Crime Reporting Statistics". U.S Department of Justice Federal Bureau of Investigation. สืบค้นเมื่อ November 16, 2013. 
  138. "Crime in the United States, 2011". FBI ' (Uniform Crime Statistics—Murder) '. สืบค้นเมื่อ January 23, 2013. 
  139. "UNODC Homicide Statistics". United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC). สืบค้นเมื่อ January 23, 2013. 
  140. "Eighth United Nations Survey of Crime Trends and Operations of Criminal Justice Systems (2001–2002)". United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC). March 31, 2005. สืบค้นเมื่อ May 18, 2008. 
  141. "Homicide, Suicide, and Unintentional Firearm Fatality: Compa ... : Journal of Trauma and Acute Care Surgery". Journals.lww.com. doi:10.1097/TA.0b013e3181dbaddf. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  142. Simpson, Ian (May 2, 2013). "Maryland becomes latest U.S. state to abolish death penalty". Yahoo! News. Reuters. Archived from the original on June 24, 2013. สืบค้นเมื่อ July 4, 2013. 
  143. "Searchable Execution Database". Death Penalty Information Center. สืบค้นเมื่อ October 10, 2012. 
  144. "Executions Around the World". Death Penalty Information Center. 2010. สืบค้นเมื่อ July 23, 2011. 
  145. Schmidt, Steffen W.; Shelley, Mack C.; Bardes, Barbara A. (2008). American Government & Politics Today. Cengage Learning. p. 591. ISBN 978-0-495-50228-9. 
  146. Walmsley, Roy (2005). "World Prison Population List". King's College London, International Centre for Prison Studies. Archived from the original on June 28, 2007.  For the latest data, see "Prison Brief for United States of America". King's College London, International Centre for Prison Studies. June 21, 2006. Archived from the original on August 4, 2007.  For other estimates of the incarceration rate in China and North Korea see Adams, Cecil (February 6, 2004). "Does the United States Lead the World in Prison Population?". The Straight Dope. สืบค้นเมื่อ October 11, 2007. 
  147. Barkan, Steven E.; Bryjak, George J. (2011). Fundamentals of Criminal Justice: A Sociological View. Jones & Bartlett. p. 23. ISBN 978-1-4496-5439-9. 
  148. Iadicola, Peter; Shupe, Anson (October 26, 2012). Violence, Inequality, and Human Freedom. Rowman & Littlefield. p. 456. ISBN 978-1-4422-0949-7. 
  149. DeLisi, Matt; Conis, Peter John (2011). American Corrections: Theory, Research, Policy, and Practice. Jones & Bartlett. p. 21. ISBN 978-1-4496-4540-3. 
  150. Clear, Todd R.; Cole, George F.; Reisig, Michael Dean (2008). American Corrections. Cengage Learning. p. 485. ISBN 978-0-495-55323-6. 
  151. Mears, Daniel P. (2010). American Criminal Justice Policy: An Evaluation Approach to Increasing Accountability and Effectiveness. Cambridge University Press. p. 72. ISBN 978-0-521-76246-5. 
  152. Fuchs, Erin (October 1, 2013). "Why Louisiana Is The Murder Capital Of America". Business Insider. 
  153. "Gross Domestic Product, 1 Decimal (GDP)". Federal Reserve Bank of St. Louis. December 20, 2013. สืบค้นเมื่อ January 10, 2014. 
  154. "National Income and Product Accounts Gross Domestic Product, 2nd Quarter 2013 (advance estimate)" (Press release). Bureau of Economic Analysis. July 31, 2013. สืบค้นเมื่อ August 23, 2013.  Change is based on chained 2005 dollars. Quarterly growth is expressed as an annualized rate.
  155. "Consumer Price Index for All Urban Consumers: All Items (CPIAUCSL)". Federal Reserve Bank of St. Louis. April 5, 2013. สืบค้นเมื่อ April 5, 2013. 
  156. "Civilian Employment-Population Ratio (EMRATIO)". Federal Reserve Bank of St. Louis. April 5, 2013. สืบค้นเมื่อ April 5, 2013. 
  157. "Employment Situation Summary" (Press release). United States Department of Labor. January 10, 2014. สืบค้นเมื่อ January 10, 2014. 
  158. "Labor Force Statistics from the Current Population Survey". Bureau of Labor Statistics. United States Department of Labor. April 7, 2013. สืบค้นเมื่อ April 7, 2013. 
  159. "Income, Poverty, and Health Insurance Coverage in the United States: 2010". U.S. Census Bureau. September 14, 2010. สืบค้นเมื่อ September 16, 2011. 
  160. "Federal Debt: Total Public Debt (GFDEBTN)". Federal Reserve Bank of St. Louis. April 5, 2013. สืบค้นเมื่อ April 5, 2013. 
  161. "Flow of Funds Accounts of the United States: Flows and Outstandings Fourth Quarter 2011" (Press release). U.S. Federal Reserve. March 8, 2012. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  162. Wright, Gavin; Czelusta, Jesse (2007). "Resource-Based Growth Past and Present", in Natural Resources: Neither Curse Nor Destiny, ed. Daniel Lederman and William Maloney. World Bank. p. 185. ISBN 0-8213-6545-2.
  163. "World Economic Outlook Database: United States", International Monetary Fund, November 2, 2014
  164. "EU27 Population 502.5 Million at 1 January 2011" (Press release). Eurostat Press Office. July 28, 2011. สืบค้นเมื่อ June 19, 2012. 
  165. 165.0 165.1 Hagopian, Kip; Ohanian, Lee (August 1, 2012). "The Mismeasure of Inequality". Policy Review (Hoover Institution Stanford University). สืบค้นเมื่อ August 22, 2013. 
  166. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ IMF_GDP
  167. "Currency Composition of Official Foreign Exchange Reserves". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ April 9, 2012. 
  168. 168.0 168.1 "Trade Statistics". Greyhill Advisors. สืบค้นเมื่อ October 6, 2011. 
  169. "Top Ten Countries with which the U.S. Trades". U.S. Census Bureau. August 2009. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. 
  170. "National debt: Whom does the US owe?". The Christian Science Monitor (Boston MA). February 4, 2011. สืบค้นเมื่อ July 14, 2011. 
  171. "GDP by Industry". Greyhill Advisors. สืบค้นเมื่อ October 13, 2011. 
  172. 172.0 172.1 "USA Economy in Brief". U.S. Dept. of State, International Information Programs. Archived from the original on March 12, 2008. 
  173. "Table 724—Number of Tax Returns, Receipts, and Net Income by Type of Business and Industry: 2005" (XLS). U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. 
  174. "Table 964—Gross Domestic Product in Current and Real (2000) Dollars by Industry: 2006". U.S. Census Bureau. May 2008. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. 
  175. "Rank Order—Oil (Production)". The World Factbook. CIA. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. [ลิงก์เสีย]"Rank Order—Oil (Consumption)". The World Factbook. CIA. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. [ลิงก์เสีย]"Crude Oil and Total Petroleum Imports Top 15 Countries". U.S. Energy Information Administration. September 29, 2009. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. 
  176. "Corn". U.S. Grains Council. Archived from the original on January 12, 2008. สืบค้นเมื่อ March 13, 2008. 
  177. "Soybean Demand Continues to Drive Production". Worldwatch Institute. November 6, 2007. สืบค้นเมื่อ March 13, 2008. 
  178. "Coal Statistics". Nma.org. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  179. "Minerals Production". Nma.org. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  180. "Sony, LG, Wal-Mart among Most Extendible Brands". Cheskin. June 6, 2005. สืบค้นเมื่อ June 19, 2007. 
  181. "Personal Consumption Expenditures (PCE)/Gross Domestic Product (GDP)" FRED Graph, Federal Reserve Bank of St. Louis
  182. Fuller, Thomas (June 15, 2005). "In the East, Many EU Work Rules Don't Apply". International Herald Tribune (Paris). สืบค้นเมื่อ June 28, 2007. [ลิงก์เสีย]
  183. "Doing Business in the United States". World Bank. 2006. สืบค้นเมื่อ June 28, 2007. 
  184. Ray, Rebecca; Sanes, Milla; Schmitt, John (May 2013). No-Vacation Nation Revisited. Center for Economic and Policy Research. Retrieved September 8, 2013.
  185. Bernard. Tara Siegel (February 22, 2013). "In Paid Family Leave, U.S. Trails Most of the Globe". The New York Times. Retrieved August 27, 2013.
  186. "Total Economy Database, Summary Statistics, 1995–2010". Total Economy Database. The Conference Board. September 2010. สืบค้นเมื่อ September 20, 2009. 
  187. "Chart Book: The Legacy of the Great Recession — Center on Budget and Policy Priorities". Cbpp.org. March 12, 2013. สืบค้นเมื่อ March 27, 2013. 
  188. Schwartz, Nelson (March 3, 2013). "Recovery in U.S. Is Lifting Profits, but Not Adding Jobs". The New York Times. สืบค้นเมื่อ March 18, 2013. 
  189. McKinnon, John D. (January 1, 2013). "Analysis: 77% of Households to See Tax Increase". The Wall Street Journal (blog) (New York). สืบค้นเมื่อ April 8, 2013. 
  190. Gongloff, Mark (September 17, 2013). "Median Income Falls For 5th Year, Inequality At Record High". The Huffington Post. สืบค้นเมื่อ October 4, 2013. 
  191. "Most Americans say U.S. in recession despite data: poll". Reuters. April 28, 2011. 
  192. "OECD Better Life Index". OECD. สืบค้นเมื่อ November 25, 2012. 
  193. "Household Income for States: 2010 and 2011" United States Census, American Community Survey Briefs, September 2012, Appendix Table 1, p. 5
  194. "Global Food Security Index". London: The Economist Intelligence Unit. March 5, 2013. สืบค้นเมื่อ April 8, 2013. 
  195. Rector, Robert; Sheffield, Rachel (September 13, 2011). "Understanding Poverty in the United States: Surprising Facts About America's Poor". Heritage Foundation. สืบค้นเมื่อ April 8, 2013. 
  196. Piketty, Thomas (2014). Capital in the Twenty-First Century. Belknap Press. ISBN 067443000X p.257
  197. Domhoff, G. William (December 2006). "Table 4: Percentage of Wealth Held by the Top 10% of the Adult Population in Various Western Countries". Power in America. University of California at Santa Cruz, Sociology Dept. สืบค้นเมื่อ August 21, 2006. 
  198. "2013 Human Development Report". United Nations Development Programme. สืบค้นเมื่อ July 28, 2013. 
  199. Mishel, Lawrence (April 26, 2012). The wedges between productivity and median compensation growth. Economic Policy Institute. Retrieved October 18, 2013.
  200. "The Most Important Chart in American Politics". Time (New York). February 4, 2013. 
  201. Alvaredo, Facundo; Atkinson, Anthony B.; Piketty, Thomas; Saez, Emmanuel (2013). "The Top 1 Percent in International and Historical Perspective". Journal of Economic Perspectives. Retrieved August 16, 2013.
  202. Smeeding, T.M. (2005). "Public Policy: Economic Inequality and Poverty: The United States in Comparative Perspective". Social Science Quarterly 86: 955–983. doi:10.1111/j.0038-4941.2005.00331.x. 
  203. Saez, E. (October 2007). "Table A1: Top Fractiles Income Shares (Excluding Capital Gains) in the U.S., 1913–2005". UC Berkeley. สืบค้นเมื่อ July 24, 2008. "Field Listing—Distribution of Family Income—Gini Index". The World Factbook. CIA. June 14, 2007. สืบค้นเมื่อ June 17, 2007. 
  204. Saez, Emmanuel (September 3, 2013). "Striking it Richer: The Evolution of Top Incomes in the United States". UC Berkley. Retrieved September 11, 2013.
  205. Altman, Roger C. "The Great Crash, 2008". Foreign Affairs. สืบค้นเมื่อ February 27, 2009. 
  206. "Americans' wealth drops $1.3 trillion". CNN Money. June 11, 2009.
  207. "U.S. household wealth falls $11.2 trillion in 2008". Reuters. March 12, 2009.
  208. "U.S. Poverty: Census Finds Nearly Half Of Americans Are Poor Or Low-Income". The Huffington Post. December 15, 2011. สืบค้นเมื่อ June 5, 2013. 
  209. Census data: Half of U.S. poor or low income. CBS News, 15 December 2011. Retrieved 9 April 2014.
  210. "Household Food Security in the United States in 2011". USDA. September 2012. สืบค้นเมื่อ April 8, 2013. 
  211. "Interstate FAQ (Question #3)". Federal Highway Administration. 2006. Retrieved March 4, 2009.
  212. "China Expressway System to Exceed US Interstates". New Geography (Grand Forks, ND). January 22, 2011. Retrieved September 16, 2011.
  213. "China overtakes US in car sales". The Guardian (London). January 8, 2010. Retrieved July 10, 2011.
  214. "Motor vehicles statistics – countries compared worldwide". NationMaster. Retrieved July 10, 2011.
  215. "Household, Individual, and Vehicle Characteristics". 2001 National Household Travel Survey. U.S. Dept. of Transportation, Bureau of Transportation Statistics. Retrieved August 15, 2007.
  216. "Daily Passenger Travel". 2001 National Household Travel Survey. U.S. Dept. of Transportation, Bureau of Transportation Statistics. Retrieved August 15, 2007.
  217. Renne, John L.; Wells, Jan S. (2003). "Emerging European-Style Planning in the United States: Transit-Oriented Development". Rutgers University. p. 2. Retrieved June 11, 2007.
  218. "NatGeo surveys countries' transit use: guess who comes in last". Switchboard.nrdc.org. May 18, 2009. Retrieved July 10, 2011.
  219. "Intercity Passenger Rail: National Policy and Strategies Needed to Maximize Public Benefits from Federal Expenditures". U.S. Government Accountability Office. November 13, 2006. Retrieved June 20, 2007.
  220. "Amtrak Ridership Records". Amtrak. June 8, 2011. Retrieved February 29, 2012.
  221. McGill, Tracy (January 1, 2011). "3 Reasons Light Rail Is an Efficient Transportation Option for U.S. Cities". MetaEfficient. Retrieved June 14, 2013.
  222. "Bicycling to Work". Network of Employers for Traffic Safety. Retrieved July 10, 2011.
  223. "Scheduled Passengers Carried". International Air Transport Association (IATA). 2011. Retrieved February 17, 2012.
  224. "Passenger Traffic 2006 Final". Airports Council International. July 18, 2007. Retrieved August 15, 2007.
  225. "Diagram 1: Energy Flow, 2007". EIA Annual Energy Review. U.S. Dept. of Energy, Energy Information Administration. 2007. Retrieved June 25, 2008.
  226. "Rank Order—Oil (Consumption)". The World Factbook. CIA. September 6, 2007. Retrieved September 14, 2007.
  227. "Atomic Renaissance". The Economist (London). September 6, 2007. Retrieved September 6, 2007.
  228. "BP Statistical Review of World Energy" (XLS). British Petroleum. June 2007. Retrieved February 22, 2010.
  229. Ames, Paul (May 30, 2013). "Could fracking make the Persian Gulf irrelevant?". Salon. Retrieved May 30, 2012. "Since November, the United States has replaced Saudi Arabia as the world's biggest producer of crude oil. It had already overtaken Russia as the leading producer of natural gas."
  230. "Edison's Story". Lemelson Center. Retrieved August 21, 2012.
  231. Benedetti, François (December 17, 2003). "100 Years Ago, the Dream of Icarus Became Reality". Fédération Aéronautique Internationale (FAI). Archived from the original on September 12, 2007. Retrieved August 15, 2007.
  232. "Research and Development (R&D) Expenditures by Source and Objective: 1970 to 2004". U.S. Census Bureau. Retrieved June 19, 2007.
  233. MacLeod, Donald (March 21, 2006). "Britain Second in World Research Rankings". The Guardian (London). Retrieved May 14, 2006.
  234. "Exploring the Digital Nation—Computer and Internet Use at Home". U.S. Dept. of Commerce, Economics and Statistics Administration. November 8, 2011. Retrieved April 11, 2012
  235. "Report: 90% of Americans own a computerized gadget". CNN. February 3, 2011. Retrieved December 27, 2012.
  236. "ISAAA Brief 39-2008: Executive Summary—Global Status of Commercialized Biotech/GM Crops: 2008". International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Applications. p. 15. Retrieved July 16, 2010.
  237. "Country Comparison: Life Expectancy at Birth". The World Factbook. CIA. Retrieved October 25, 2011.
  238. Murray, Christopher J.L. (July 10, 2013). "The State of US Health, 1990–2010: Burden of Diseases, Injuries, and Risk Factors". Journal of the American Medical Association 310 (6) : 591–608. doi:10.1001/jama.2013.13805. PMID 23842577. Retrieved July 11, 2013.
  239. MacAskill, Ewen (August 13, 2007). "US Tumbles Down the World Ratings List for Life Expectancy". The Guardian (London). Retrieved August 15, 2007.
  240. "Slideshow: Most obese countries". Reuters. Retrieved November 22, 2012.
  241. "Prevalence of Overweight and Obesity Among Adults: United States, 2003–2004". Centers for Disease Control and Prevention, National Center for Health Statistics. Retrieved June 5, 2007.
  242. Schlosser, Eric (2002). Fast Food Nation. New York: Perennial. p. 240. ISBN 0-06-093845-5.
  243. "Fast Food, Central Nervous System Insulin Resistance, and Obesity". Arteriosclerosis, Thrombosis, and Vascular Biology. American Heart Association. 2005. Retrieved June 17, 2007.
  244. "Country Comparison: Infant Mortality Rate". The World Factbook. CIA. Retrieved October 25, 2011.
  245. Murray, Christopher J.L. (July 10, 2013). "The State of US Health, 1990–2010: Burden of Diseases, Injuries, and Risk Factors". Journal of the American Medical Association 310 (6) : 591–608. doi:10.1001/jama.2013.13805. PMID 23842577. Retrieved July 11, 2013
  246. Cowen, Tyler (October 5, 2006). "Poor U.S. Scores in Health Care Don't Measure Nobels and Innovation". The New York Times. Retrieved October 9, 2012.
  247. Whitman, Glen; Raad, Raymond. "Bending the Productivity Curve: Why America Leads the World in Medical Innovation". The Cato Institute. Retrieved October 9, 2012.
  248. OECD Health Data 2000: A Comparative Analysis of 29 Countries [CD-ROM] (OECD: Paris, 2000). See also "The U.S. Healthcare System: The Best in the World or Just the Most Expensive?". University of Maine. 2001. Retrieved November 29, 2006.
  249. Abelson, Reed (June 10, 2008). "Ranks of Underinsured Are Rising, Study Finds". The New York Times. Retrieved October 25, 2008.
  250. Blewett, Lynn A. et al. (December 2006). "How Much Health Insurance Is Enough? Revisiting the Concept of Underinsurance". Medical Care Research and Review 63 (6) : 663–700. doi:10.1177/1077558706293634. ISSN 1077-5587. PMID 17099121.
  251. Fahrenthold, David A. (April 5, 2006). "Mass. Bill Requires Health Coverage". The Washington Post. Retrieved June 19, 2007.
  252. "Health Care Law 54% Favor Repeal of Health Care Law". Rasmussen Reports. Retrieved October 13, 2012.
  253. "Debate on ObamaCare to intensify in the wake of landmark Supreme Court ruling". Fox News. June 29, 2012. Retrieved October 14, 2012.
  254. "Statue of Liberty". World Heritage. UNESCO. สืบค้นเมื่อ October 20, 2011. 
  255. Thompson, William; Hickey, Joseph (2005). Society in Focus. Boston: Pearson. ISBN 0-205-41365-X.
  256. Fiorina, Morris P.; Peterson, Paul E. (2000). The New American Democracy. London: Longman, p. 97. ISBN 0-321-07058-5.
  257. Holloway, Joseph E. (2005). Africanisms in American Culture, 2d ed. Bloomington: Indiana University Press, pp. 18–38. ISBN 0-253-34479-4. Johnson, Fern L. (1999). Speaking Culturally: Language Diversity in the United States. Thousand Oaks, Calif., London, and New Delhi: Sage, p. 116. ISBN 0-8039-5912-5.
  258. Huntington, Samuel P. (2004). "Chapters 2–4". Who are We?: The Challenges to America's National Identity. Simon and Schuster. ISBN 0684870533. 
  259. AP (June 25, 2007). "Americans give record $295B to charity". USA Today. สืบค้นเมื่อ October 4, 2013. 
  260. "International comparisons of charitable giving". Charities Aid Foundation. November 2006. สืบค้นเมื่อ October 4, 2013. 
  261. Clifton, John (March 21, 2013). "More Than 100 Million Worldwide Dream of a Life in the U.S. More than 25% in Liberia, Sierra Leone, Dominican Republic want to move to the U.S.". Gallup. สืบค้นเมื่อ 10 January 2014. 
  262. "A Family Affair: Intergenerational Social Mobility across OECD Countries". Economic Policy Reforms: Going for Growth. OECD. 2010. สืบค้นเมื่อ September 20, 2010.  Blanden, Jo; Gregg, Paul; Malchin, Stephen (April 2005). "Intergenerational Mobility in Europe and North America". Centre for Economic Performance. Archived from the original on June 23, 2006. 
  263. Gould, Elise (October 10, 2012). "U.S. lags behind peer countries in mobility." Economic Policy Institute. Retrieved July 15, 2013.
  264. CAP: Understanding Mobility in America. April 26, 2006
  265. Schneider, Donald (July 29, 2013). "A Guide to Understanding International Comparisons of Economic Mobility". The Heritage Foundation. สืบค้นเมื่อ August 22, 2013. 
  266. Winship, Scott (Spring 2013). "Overstating the Costs of Inequality". National Affairs. สืบค้นเมื่อ 10 January 2014. 
  267. Gutfield, Amon (2002). American Exceptionalism: The Effects of Plenty on the American Experience. Brighton and Portland: Sussex Academic Press. p. 65. ISBN 1-903900-08-5. 
  268. Zweig, Michael (2004). What's Class Got To Do With It, American Society in the Twenty-First Century. Ithaca, NY: Cornell University Press. ISBN 0-8014-8899-0.  "Effects of Social Class and Interactive Setting on Maternal Speech". Education Resource Information Center. สืบค้นเมื่อ January 27, 2007. 
  269. Eichar, Douglas (1989). Occupation and Class Consciousness in America. Westport, CT: Greenwood Press. ISBN 0-313-26111-3. 
  270. O'Keefe, Kevin (2005). The Average American. New York: PublicAffairs. ISBN 1-58648-270-X. 
  271. Village Voice: 100 Best Films of the 20th century (2001). Filmsite.
  272. "Sight and Sound Top Ten Poll 2002". Archived from the original on May 25, 2012. .[ลิงก์เสีย]. British Film Institute. Retrieved June 19, 2007.
  273. "Nigeria surpasses Hollywood as world's second largest film producer" (Press release). United Nations. May 5, 2009. สืบค้นเมื่อ February 17, 2013. 
  274. Daniels, Les (1998). Superman: The Complete History (1st ed.). Titan Books. p. 11. ISBN 1-85286-988-7. 
  275. "Media Statistics > Television Viewing by Country". NationMaster. สืบค้นเมื่อ June 3, 2007. 
  276. "Broadband and Media Consumption". eMarketer. June 7, 2007. สืบค้นเมื่อ June 10, 2007. 
  277. "TV Fans Spill into Web Sites". eMarketer. June 7, 2007. สืบค้นเมื่อ June 10, 2007. 
  278. "Top Sites in United States". Alexa. 2010. สืบค้นเมื่อ March 27, 2010. 
  279. 279.0 279.1 Biddle, Julian (2001). What Was Hot!: Five Decades of Pop Culture in America. New York: Citadel, p. ix. ISBN 0-8065-2311-5.
  280. Bloom, Harold. 1999. Emily Dickinson. Broomall, PA: Chelsea House. p. 9. ISBN 0-7910-5106-4.
  281. Buell, Lawrence (Spring/Summer). "The Unkillable Dream of the Great American Novel: Moby-Dick as Test Case". American Literary History 20 (1–2): 132–155. doi:10.1093/alh/ajn005. ISSN 0896-7148. 
  282. Quinn, Edward (2006). A Dictionary of Literary and Thematic Terms. Infobase, p. 361. ISBN 0-8160-6243-9. Seed, David (2009). A Companion to Twentieth-Century United States Fiction. Chichester, West Sussex: John Wiley and Sons, p. 76. ISBN 1-4051-4691-5. Meyers, Jeffrey (1999). Hemingway: A Biography. New York: Da Capo, p. 139. ISBN 0-306-80890-0.
  283. Summers, Lawrence H. (November 19, 2006). "The Great Liberator". The New York Times. สืบค้นเมื่อ May 17, 2013. 
  284. McFadden, Robert D. (January 9, 2013). "James M. Buchanan, Economic Scholar and Nobel Laureate, Dies at 93". The New York Times. สืบค้นเมื่อ May 17, 2013. 
  285. Brown, Milton W. (1988 1963). The Story of the Armory Show. New York: Abbeville. ISBN 0-89659-795-4.
  286. 286.0 286.1 Klapthor, James N. (August 23, 2003). "What, When, and Where Americans Eat in 2003". Newswise/Institute of Food Technologists. สืบค้นเมื่อ June 19, 2007. 
  287. Smith, 2004, pp. 131–132
  288. Levenstein, 2003, pp. 154–55
  289. Boslaugh, Sarah (2010). "Obesity Epidemic", in Culture Wars: An Encyclopedia of Issues, Viewpoints, and Voices, ed. Roger Chapman. Armonk, N.Y.: M. E. Sharpe, pp. 413–14. ISBN 978-0-7656-1761-3.
  290. "Fast Food, Central Nervous System Insulin Resistance, and Obesity". Arteriosclerosis, Thrombosis, and Vascular Biology. American Heart Association. 2005. สืบค้นเมื่อ June 9, 2007.  "Let's Eat Out: Americans Weigh Taste, Convenience, and Nutrition". U.S. Dept. of Agriculture. สืบค้นเมื่อ June 9, 2007. 
  291. Global sports market to hit ,1 billion in 2012. Reuters. Retrieved on July 24, 2013.
  292. Krane, David K. (October 30, 2002). "Professional Football Widens Its Lead Over Baseball as Nation's Favorite Sport". Harris Interactive. สืบค้นเมื่อ September 14, 2007.  Maccambridge, Michael (2004). America's Game: The Epic Story of How Pro Football Captured a Nation. New York: Random House. ISBN 0-375-50454-0.
  293. "Passion for College Football Remains Robust". National Football Foundation. March 19, 2013. สืบค้นเมื่อ April 1, 2014. 
  294. Cowen, Tyler; Grier, Kevin (February 9, 2012). "What Would the End of Football Look Like?". Grantland/ESPN. สืบค้นเมื่อ February 12, 2012. 
  295. Mccauley, Adam. "Mixed Martial Arts News". Topics.nytimes.com. สืบค้นเมื่อ March 27, 2013. 
  296. Oakes, Kalle (April 28, 2013). "Mixed Martial Arts: Its popularity is no contest". Sun Journal. สืบค้นเมื่อ October 1, 2013. "Pay-per-view cards play out to captive audiences in millions of American homes, attracting more consumers than professional wrestling and boxing at the same price. An adrenaline-sports television network, Fuel, devotes more than half its 24-hour broadcast day to a single sport. Other, more popular cable or satellite stops furnish daily or weekly shows devoted to it." 
  297. Liss, Howard. Lacrosse (Funk & Wagnalls, 1970) pg 13.
  298. Chase, Chris (February 7, 2014). "The 10 most fascinating facts about the all-time Winter Olympics medal standings". USA Today. สืบค้นเมื่อ February 28, 2014.  Loumena, Dan (February 6, 2014). "With Sochi Olympics approaching, a history of Winter Olympic medals". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ February 28, 2014. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

รัฐบาล
ประวัติศาสตร์
ศาสนา
  • USA Collected links to historical data
แผนที่