สหภาพโซเวียต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต
Союз Советских Социалистических Республик

 

 

 

1922–1991
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญ
Пролетарии всех стран, соединяйтесь!
(ถ่ายตัวอักษร: Proletarii vsekh stran, soedinyaytes!)
(แปล: ชนกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน!)
เพลงชาติ
เพลงสรรเสริญกรรมกร (1917-1918)
แลงแตร์นาซียอนาล (1918-1944)
เพลงชาติสหภาพโซเวียต (1944-1991)
สหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เมืองหลวง มอสโก
ภาษา ภาษารัสเซีย ฯลฯ
รัฐบาล รัฐพรรคการเมืองเดียวลัทธิมากซ์–เลนิน[1][2][3][4]
เลขาธิการ
 -  1922-1924 โจเซฟ สตาลิน (คนแรก)
 -  1924-1953 วลาดีมีร์ อีวัชโค (คนสุดท้าย)
ประมุขแห่งรัฐ
 -  1922–1938 มีฮาอิล คาลีนิน (คนแรก)
 -  1988–1991 มีฮาอิล กอร์บาชอฟ (คนสุดท้าย)
หัวหน้ารัฐบาล
 -  1922–1924 วลาดีมีร์ เลนิน (คนแรก)
 -  1991 อีวาน ซีลาเยฟ (คนสุดท้าย)
การปกครอง สภาโซเวียตสูงสุด
ยุคประวัติศาสตร์ สมัยระหว่างสงคราม, สงครามโลกครั้งที่สอง, สงครามเย็น
 -  สนธิสัญญาก่อตั้ง 30 ธันวาคม 1922
 -  ยุบ 25 ธันวาคม 1991
พื้นที่
 -  1991 22,402,200 ตร.กม. (8,649,538 ตารางไมล์)
ประชากร
 -  1991 ประมาณการ 293,047,571 
     ความหนาแน่น 13.1 คน/ตร.กม.  (33.9 คน/ตารางไมล์)
สกุลเงิน รูเบิลโซเวียต (SUR)
รหัสโดเมนระดับบนสุด .su
รหัสโทรศัพท์ +7
ก่อนหน้า
ถัดไป
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตทรานส์คอเคซัส
สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน
สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตเบียโลรัสเซีย
รัสเซีย
เบลารุส
ยูเครน
มอลโดวา
จอร์เจีย
อาร์มีเนีย
อาเซอร์ไบจาน
คาซัคสถาน
อุซเบกิสถาน
เติร์กเมนิสถาน
คีร์กีซสถาน
ทาจิกิสถาน
เอสโตเนีย
ลัตเวีย
ลิทัวเนีย
¹ชื่อทางการของสหภาพโซเวียต

สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (รัสเซีย: Сою́з Сове́тских Социалисти́ческих Респу́блик - CCCP; อังกฤษ: Union of Soviet Socialist Republics - USSR) หรือย่อเป็น สหภาพโซเวียต (อังกฤษ: Soviet Union) เป็นรัฐลัทธิมากซ์–เลนนินบนทวีปยูเรเซีย มีอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1922 ถึง 1991 ปกครองแบบรัฐพรรคการเมืองเดียวโดยพรรคคอมมิวนิสต์ มีกรุงมอสโกเป็นเมืองหลวง เป็นสหภาพของหลายสาธารณรัฐโซเวียตต่ำกว่าประเทศ (subnational) การปกครองและเศรษฐกิจรวมศูนย์อย่างมาก

สหภาพโซเวียตมีรากเหง้าในการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 ซึ่งโค่นจักรวรรดิรัสเซีย จากนั้น พรรคบอลเชวิก กลุ่มแยกฝ่ายข้างมากของพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย นำโดย วลาดีมีร์ เลนิน นำการปฏิวัติที่สองซึ่งโค่นรัฐบาลชั่วคราวและสถาปนาสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย (เปลี่ยนชื่อเป็น สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซียใน ค.ศ. 1936) เปิดฉากสงครามกลางเมืองระหว่างรัสเซียแดงนิยมการปฏิวัติและรัสเซียขาวซึ่งค้านการปฏิวัติ กองทัพแดงเข้าทลายดินแดนของอดีตจักรวรรดิรัสเซีย และช่วยนักคอมมิวนิสต์ท้องถิ่นยึดอำนาจผ่านสภาโซเวียตซึ่งกระทำการแทนคนงานและชาวนาในนาม ใน ค.ศ. 1922 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ชัย ตั้งสหภาพโซเวียตโดยรวมสาธารณรัฐรัสเซีย ทรานส์คอเคซัส ยูเครนและไบโลรุสเซีย หลังเลนินถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1924 ประมุขภาพร่วมตรอยกาและการแย่งอำนาจช่วงสั้น ๆ โจเซฟ สตาลินเถลิงอำนาจในกลางคริสต์ทศวรรษ 1920 สตาลินปราบปรามฝ่ายค้านการเมืองต่อเขา ยึดมั่นอุดมการณ์ของรัฐกับลัทธิมากซ์–เลนิน (ซึ่งเขาสร้าง) และริเริ่มเศรษฐกิจที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง ผลคือ ประเทศเข้าสู่สมัยการปรับให้เป็นอุตสาหกรรมและการทำให้เป็นระบบรวมอำนาจการผลิต (collectivisation) ซึ่งปูพื้นฐานของความพยายามสงครามในภายหลังและภาวะครอบงำหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทว่า สตาลินเกิดหวาดระแวงทางการเมือง และเริ่มการจับกุมตามอำเภอใจขนานใหญ่ ซึ่งต่อมาทางการส่งคนจำนวนมาก (ผู้นำทหาร สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ พลเมืองสามัญ) ไปค่ายแรงงานดัดสันดานหรือตัดสินประหารชีวิต

เมื่อเริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสปฏิเสธพันธมิตรกับสหภาพโซเวียตต่อนาซีเยอรมนี สหภาพโซเวียตลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกับเยอรมนี ซึ่งชะลอการเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศ แต่ถูกฉีกใน ค.ศ. 1941 เมื่อนาซีบุกครอง เปิดฉากเขตสงครามใหญ่สุดและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กำลังพลสูญเสียของโซเวียตในสงครามคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดของสงครามโลกครั้งที่สอง แต่พลิกกลับมาได้เปรียบเหนือฝ่ายอักษะในยุทธการอันดุเดือดอย่างสตาลินกราด สุดท้ายกำลังโซเวียตยกผ่านยุโรปตะวันออกและยึดกรุงเบอร์ลินใน ค.ศ. 1945 ทำให้ฝ่ายเยอรมันสูญเสียกำลังพลไปเป็นส่วนใหญ่ ดินแดนยึดครองของโซเวียตที่พิชิตจากกำลังอักษะในยุโรปกลางและตะวันออกกลายเป็นรัฐบริวารของกลุ่มตะวันออก ความแตกต่างทางอุดมการณ์และการเมืองกับกลุ่มตะวันตกซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำนำไปสู่การตั้งสนธิสัญญาทางเศรษฐกิจและทางทหารจนลงเอยด้วยสงครามเย็นอันยืดเยื้อ

หลังสตาลินถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1953 เกิดสมัยการปรับให้เสรี (liberalization) ทางสังคมและเศรษฐกิจสายกลางภายใต้รัฐบาลนิกิตา ครุสชอฟ จากนั้น สหภาพโซเวียตริเริ่มความสำเร็จทางเทคโนโลยีสำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งรวมการปล่อยดาวเทียมดวงแรกและเที่ยวบินอวกาศของมนุษย์เที่ยวแรกของโลก นำไปสู่การแข่งขันด้านอวกาศ (Space Race) วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ค.ศ. 1962 เป็นสมัยความตึงเครียดสุดขีดระหว่างสองอภิมหาอำนาจ ถือว่าใกล้ต่อการเผชิญหน้านิวเคลียร์ระหว่างทั้งสองที่สุด ในคริสต์ทศวรรษ 1970 เกิดการผ่อนคลายความสัมพันธ์ แต่กลับตึงเครียดอีกเมื่อสหภาพโซเวียตเริ่มให้ความช่วยเหลือทางทหารในอัฟกานิสถานด้วยคำขอของรัฐบาลสังคมนิยมใหม่ใน ค.ศ. 1979 การทัพนั้นผลาญทรัพยากรธรรมชาติและลากยาวโดยไร้ผลลัพธ์ทางการเมืองที่มีความหมายใด ๆ

ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 ผู้นำโซเวียตคนสุดท้าย มีฮาอิล กอร์บาชอฟ มุ่งปฏิรูปสหภาพและขับเคลื่อนประเทศในทิศทางสังคมประชาธิปไตยแบบนอร์ดิก เริ่มใช้นโยบายกลัสนอสต์และเปเรสตรอยคาในความพยายามยุติสมัยเศรษฐกิจชะงักและปรับการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย ทว่า นำไปสู่ขบวนการชาตินิยมและแยกตัวออกเข้มข้น ทางการกลางริเริ่มการลงประชามติซึ่งถูกสาธารณรัฐบอลติก อาร์มีเนีย จอร์เจียและมอลโดวาคว่ำบาตร ซึ่งพลเมืองที่ลงมติส่วนใหญ่ออกเสียงเห็นชอบการรักษาสหภาพเป็นสหพันธรัฐทำใหม่ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1991 สายแข็ง (hardliner) พยายามรัฐประหารต่อกอร์บาชอฟ โดยเจตนาย้อนนโยบายของเขา รัฐประหารล้มเหลว โดยประธานาธิบดีรัสเซีย บอริส เยลต์ซิน มีบทบาทเด่นในการทำให้รัฐประหารยอมจำนน ส่งผลให้มีการห้ามพรรคคอมมิวนิสต์ ในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991 กอร์บาชอฟลาออกและสาธารณรัฐองค์ประกอบที่เหลือสิบสองสาธารณรัฐกำเนิดขึ้นจากการยุบสหภาพโซเวียตเป็นรัฐเอกราชหลังโซเวียต สหพันธรัฐรัสเซีย (เดิมคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย) สืบสิทธิและข้อผูกพันของสหภาพโซเวียตและได้รับการยอมรับเป็นนิติบุคคลต่อ

เนื้อหา

ภูมิศาสตร์[แก้]

ประวัติศาสตร์[แก้]

การปฏิวัติรัสเซีย และการก่อตั้งสหภาพโซเวียต[แก้]

สหภาพโซเวียตถูกก่อตั้งมาจากการยึดอำนาจของพรรคบอลเชวิก นำโดยวลาดิมีร์ เลนิน โดยยึดอำนาจจากพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เรียกการปฏิวัติครั้งนั้นว่าการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 เกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2460 ซึ่งอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การปฏิวัติครั้งนั้นส่งผลให้ รัฐบาลของกษัตริย์ถูกยกเลิก ระบอบการปกครองโดยกษัตริย์ถูกยกเลิก ก่อเกิดรัฐสังคมนิยมขึ้นมาแทน และเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ราชวงศ์โรมานอฟในเวลาต่อมา ผลอื่นๆคือ กิจการธนาคารและโรงงานทั้งหมดถูกโอนเป็นของรัฐ และบัญชีส่วนบุคคลทั้งหมดถูกโอนให้แก่รัฐ และสหภาพโซเวียตถอนตัวออกจากสงครามโลกครั้งที่ 1

ยุคสตาลิน (ค.ศ. 1922-1953)[แก้]

โจเซฟ สตาลินในปี ค.ศ. 1942

นับตั้งแต่สตาลินได้ถูกแต่งตั้งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ. 1922 สตาลินได้ดำเนินนโยบายแบบรวมอำนาจ แข็งกร้าว และรุนแรง เขาได้ริเริ่มแผนปฏิรูป 5 ปี เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม แผนดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการทหารและเศรษฐกิจ โดยเน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก นโยบายดังกล่าวได้ทำให้เกิดการก่อตั้งนารวม (Collective farm) ขึ้น ส่งผลให้ชาวนาผู้ถือครองที่ดินอยู่ก่อนเกิดความไม่พอใจ สตาลินจึงสร้างค่ายกักกัน (Gulak) ขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ในการคุมขังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเขา ตลอดการปกครองของสตาลินมีผู้คาดการณ์ว่ามีนักโทษเสียชีวิตในค่ายกักกันถึง 60 ล้านคน สตาลินได้ทำการกวาดล้างผู้ต่อต้านครั้งใหญ่ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1930 ซึ่งบุคคลเหล่านั้นรวมถึงสมาชิกพรรคบอลเชวิคหลายๆคนซึ่งเคยร่วมกับเลนินในการทำการปฏิวัติรัสเซียปี ค.ศ. 1917 ด้วย

ในปี ค.ศ. 1932 สหภาพโซเวียตได้มีส่วนร่วมในการประชุมเพื่อลดอาวุธ ณ กรุงเวียนนา ในปีถัดมาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้ถูกสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ

ในปลายทศวรรษที่ 1930 สหภาพโซเวียตได้ทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกับนาซีเยอรมนีและในปีเดียวกันความล้มเหลวในการเจรจาให้ฟินแลนด์เลื่อนเขตแดนให้ห่างจากเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก (เลนินกราดในสมัยนั้น) ออกไปอีก 25 กิโลเมตร ทำให้สหภาพโซเวียตได้ใช้กำลังบุกฟินแลนด์ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของสหภาพโซเวียต

แม้ว่าสหภาพโซเวียตและนาซีเยอรมนีจะได้ทำข้อตกลงไม่รุกราน แต่นาซีเยอรมนีได้ละเมิดข้อตกลงและรุกรานสหภาพโซเวียตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 แม้ว่ากองทัพของสหภาพโซเวียตจะมียุทโธปรณ์ที่ทันสมัยซึ่งเป็นผลมาจากแผนปฏิรูป 5 ปี แต่กองทัพแดง ขาดผู้นำทางการทหารซึ่งเป็นผลมาจากการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสตาลิน ทำให้กองทัพแดงขาดบุคลากรไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ในช่วงแรกของสงครามสหภาพโซเวียตพ่ายแพ้มาโดยตลอด แต่เมื่อกำลังเสริมจากไซบีเรียมาถึงสงครามจึงเปลี่ยนไป ฝ่ายเยอรมนีประสบกับความพ่ายแพ้มาตลอดจนเสียกรุงเบอร์ลินให้แก่สหภาพโซเวียต และสิ้นสุดสงครามเมื่อปี ค.ศ. 1945 อย่างไรก็ตาม สงครามดังกล่าวส่งผลให้ชาวรัสเซียเสียชีวิตไปกว่า 10 ล้านคน บ้านเรือน ไร่ นาเสียหายอย่างใหญ่หลวง เมื่อสิ้นสุดสงครามสหภาพโซเวียตได้สถาปนาการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ขึ้นในรัฐต่างๆที่ถูกปลดแอกจากการยึดครองของนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น โปแลนด์ โรมาเนีย เป็นต้น

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียตได้ซ่อมแซมบ้านเมืองที่เสียหายจากสงคราม ฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแผ่ขยายอำนาจและก่อตั้งรัฐบริวารในยุโรบตะวันออก ต่อมาได้ก่อตั้งคณะกรรมการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (Comecon) ในปีค.ศ. 1949 และสถาปนาสนธิสัญญาวอร์ซอในปี ค.ศ. 1955 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นับเป็นการเริ่มตันของสงครามเย็นอย่างแท้จริง ซึ่งเปลี่ยนประเทศพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา ให้กลายเป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียต

ยุคครุสชอฟ (ค.ศ. 1953-1964)[แก้]

สตาลิน ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1953 โดยไม่มีการแต่งตั้งทายาททางการเมือง นิกิตา ครุสชอฟ ได้รับเลือกตั้งขึ้นเป็นเลขานุการคนที่ 1 ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต (Communist Party of the Soviet Union) ซึ่งเปรียบเสมือนตำแหน่งผู้นำของประเทศ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1956 เขาก็ทำให้โลกตะลึงด้วยการด้วยการประณามความเลวร้ายของสตาลิน ผู้ทำการปฏิวัติระบบนารวม (Commune) ให้ทรัพย์สินของทุกคนเป็นของส่วนรวม และนำสหภาพโซเวียตทำ สงครามเย็น กับสหรัฐอเมริกา

ในช่วงปลายของ ค.ศ. 1950 เกิดการแตกแยกระหว่างจีนกับโซเวียต ในเรื่องของอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์ เนื่องจากจีน โดย เหมา เจ๋อตง ไม่เห็นด้วยกับการยอมรับระบบทุนของโซเวียต และเห็นว่าควรรักษาแนวคิดระบบนารวมเอาไว้ การแตกแยกครั้งนี้ส่งผลให้ แอลบาเนีย กัมพูชา และ โซมาเลีย เลือกที่จะเป็นพันธมิตรกับจีนแทนโซเวียต

ในช่วงเวลานี้ของสหภาพโซเวียตดำเนินความพยายามอย่างต่อเนื่องในการหาประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเปิดตัวดาวเทียมเทียมดวงแรกของโลก สปุตนิก 1 ส่งสุนัขไลก้าขึ้นสู่อวกาศ มนุษย์คนแรกของโลกที่ขึ้นสู่อวกาศคือ ยูริ กาการิน ในปี ค.ศ. 1963 ส่งผู้หญิงคนแรกของโลกขึ้นสู่อวกาศคือ วาเลนตีนา เตเรชโควา ในปี ค.ศ.1965 ส่ง อเล็กซี ลีโอนอฟ มนุษย์คนแรกที่เดินในอวกาศ รวมทั้งส่งโรเวอร์คันแรกไปยังดวงจันทร์ ได้แก่ Lunokhod 1 และ Lunokhod 2

แม้ครุสชอฟจะดำเนินนโยบายเน้นสันติภาพ และพยายามผ่อนคลายสงครามเย็น แต่เขาก็ดำเนินนโยบายทางการเมืองผิดพลาดหลายครั้ง อาทิ วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ในปี ค.ศ. 1962 ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโซเวียตกับสหรัฐอเมริกาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้เขายังส่งทหารเข้าไปยังโปแลนด์และฮังการีเพื่อสนับสนุนการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ในที่สุดเขาก็ถูกยึดอำนาจในปี ค.ศ. 1964

ยุคเบรจเนฟ (ค.ศ. 1964-1982)[แก้]

เบรจเนฟและฟอร์ดลงนามในสนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ครั้งที่ 1

ในเดือน ตุลาคม ปี ค.ศ. 1964 คณะกรรมาธิการเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ (Committee for State Security หรือ KGB) นำโดย เลโอนิด เบรจเนฟ และ โคชิกิน ได้เข้าทำรัฐประหารยึดอำนาจจากครุสชอฟ โดยครุสชอฟถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง

เบรจเนฟ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคและประธานาธิบดี โดยมีนายโคซิกิน เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเรียกยุคนี้ว่าสมัยผู้นำร่วม เบรจเนฟ-โคชิกิน การดำเนินนโยบายต่างประเทศมีลักษณะผ่อนคลาย มีการดำเนินการเจรจาการจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 (SALT I,SALT II) ในปี ค.ศ.1972และ ค.ศ.1979 ตามลำดับ มีการดำเนินการเจรจาเพื่อความร่วมมือกันในยุโรปที่กรุงเฮลซิงกิ ในปี ค.ศ. 1975 มีการประกาศใช้ หลักการของเบรจเนฟ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ.1968 เพื่อยืนยันสิทธิและพันธกิจของสหภาพโซเวียต ในการพิทักษ์ความปลอดภัยแก่ลัทธิสังคมนิยม

ในด้านการบริหารของพรรคคอมมิวนิสต์ เบรจเนฟได้ตั้งกฎการเปลี่ยนตัวบุคคลจากภายในโปลิตบูโรขึ้นมาใหม่โดยการจัดให้มีการเปลี่ยนบุคคลต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านสมัชชา แต่ผ่านแค่คณะกรรมการกลางพรรคเท่านั้น ซึ่งตามธรรมนูญของพรรคแล้วถือว่าสมัชชาพรรคเป็นองค์กรสูงสุดของพรรค ที่สามารถดำเนินเป็นอิสระจากฝ่ายผู้นำได้ ที่ประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตประกอบด้วยสมาชิกถาวรทั้ง 14 คน กับสมาชิกสมทบทั้ง 10 คนของโปลิตบูโร

เบรจเนฟ ถึงแก่อสัญกรรมวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982 ด้วยความสงบ โดยมี แอนโดรปอฟ ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ใน วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982 ยูริ วี แอนโดรปอฟ นั่งในตำแหน่งเลขาธิการพรรคได้ไม่นานก็ถึงแก่อสัญกรรมวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984 กอนสตันติน ยู เชอร์เนนโก (Constantine U. Chernenko) ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984 และเพียงหนึ่งปีก็ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1985

การปฏิรูปของกอร์บาชอฟ และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (ค.ศ. 1985-1991)[แก้]

มิคาอิล กอร์บาชอฟ
บอริส เยลซิน ยืนท้าทายคณะรัฐประหารอยู่ด้านหน้ารัฐสภา วันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1991

เมื่อ มิคาอิล กอร์บาชอฟได้ขึ้นครองอำนาจเขาได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจในสหภาพโซเวียตที่เรียกว่าแผน "เปเรสตรอยคา" (Perestroika) ที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ให้เสรีภาพแก่สื่อมวลชน ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่มีผู้นำโซเวียตคนใดทำมาก่อน นอกจากนี้ เขาได้ดำเนินโยบายถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน ในปีค.ศ. 1988 การปฏิรูปของกอร์บาชอฟได้ส่งผลให้เกิดกฎหมาย Law on Cooperatives Law on Cooperatives ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่สมัยเลนิน กฎหมายนี้ได้อนุญาตให้ประชาชนมีทรัพย์สินส่วนบุคคล และดำเนินกิจการเอกชนได้ ซึ่งขัดต่อลัทธิมาร์กซ์อย่างสิ้นเชิง

ต่อมา ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 ที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ได้มีมติเห็นชอบยกเลิกการรวมอำนาจไว้ที่พรรคคอมมิวนิสต์ นั่นหมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์ได้กระจายอำนาจสู่ประชาชนและทำให้เกิดการเลือกตั้ง ส่งผลให้อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา รัฐจำนวน 15 รัฐของสหภาพโซเวียตได้รับรองกฎหมายเลือกตั้งทั่วไป และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียในปี ค.ศ. 1991 คือ บอริส เยลซิน ได้คะแนนสูงสุดถึง 57.3% (มีการเลือกตั้งในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1991) เนื่องจากกอร์บาชอฟมีความพยายามที่จะลดความเป็นศูนย์กลางอำนาจของสหภาพโซเวียตสหภาพโซเวียตตึงได้มีแผนจะผ่านสนธิสัญญา New Union Treaty ซึ่งจะมาแทน สนธิสัญญาการก่อตั้งสหภาพโซเวียต ปี ค.ศ. 1922 ซึ่งมีแผนจะลงนามในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1991 มีเนื้อหาแปลงสหภาพโซเวียตให้เป็นสหพันธรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำของรัฐนั้น ๆ


การปฏิรูปของกอร์บาชอฟส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกซ้ายจัดของพรรคคอมมิวนิสต์ และเกิดเป็นความพยายามที่จะยึดอำนาจการบริหารจากกอร์บาชอฟ เรียกการรัฐประหารครั้งนั้นว่า รัฐประหารเดือนสิงหาคม แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องจากเกิดการต่อต้านจากประชาชนส่วนมากในประเทศและเยลต์ซินสามารถกู้สถานการณ์เอาไว้ได้ ผลคือ คณะรัฐประหารถูกจับกุมและถูกสังหาร สนธิสัญญาถูกเห็นชอบ หลังจากผ่านสนธิสัญญารัฐย่อยต่าง ๆ ของสหภาพโซเวียตซึ่งมีความพยายามจะแยกตัวมากก่อนหน้านี้แล้ว ได้มีการลงประชามติเห็นชอบการแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต รัฐย่อยต่าง ๆ จึงได้แยกตัวจากสหภาพโซเวียตอย่างสมบูรณ์ ท้ายสุดในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991 กอร์บาชอฟได้เห็นชอบโอนอำนาจการบริหารทั้งหมดจากประธานาธิบดีแห่งสหภาพโซเวียต ให้กับ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และในคืนวันนั้นธงชาติสหภาพโซเวียตได้ถูกเชิญลงจากยอดเสาที่เครมลิน อันเป็นการสิ้นสุดสหภาพโซเวียตอย่างสมบูรณ์

การเมือง[แก้]

รูปแบบการปกครอง[แก้]

พระราชวังเครมลินที่นั่งของศาลฎีกาโซเวียตของสหภาพโซเวียต 1982

อำนาจสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นคณะกรรมการกลางการเลือกตั้งที่พรรคการประชุมและการประชุมคณะกรรมการกลางในการเปิดลงคะแนนสำหรับกลุ่มโปลิตบูโร(เรียกว่ารัฐสภาระหว่าง 1952-1966)เลขาธิการและเลขาธิการ(เลขานุการเอก 1953-1966)สูงที่สุดในสหภาพโซเวียต[5] ขึ้นอยู่กับระดับของการรวมอำนาจมันเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโปลิตบูโร เป็นตัวส่วนรวมหรือเลขาธิการที่เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกโปลิตบูโร, ที่มีประสิทธิภาพนำพรรคและประเทศ[6](ยกเว้นช่วงเวลาอำนาจสูงสุดของสตาลินที่ใช้โดยผ่านตำแหน่งในสภารัฐมนตรีมากกว่ากลุ่มโปลิตบูโรหลังจากที่ 1941)[7] พวกเขาไม่ได้ควบคุมการเป็นสมาชิกพรรคทั่วไปเป็นหลักการที่สำคัญขององค์กรเป็นพรรคอำนาจในระบอบประชาธิปไตยต้องการการอยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัดเพื่อหน่วยที่สูงขึ้นและการเลือกตั้งก็ไม่มีใครโต้แย้งรับรองอย่างเป็นทางการของที่ผู้สมัครเสนอจากเบื้องบน[8]

พรรคคอมมิวนิสต์ดูแลการปกครองของตนเหนือรัฐส่วนใหญ่โดยการควบคุมผ่านระบบของการนัดหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับสูงและเจ้าหน้าที่ส่วนศาลฎีกาโซเวียตเป็นสมาชิกของ CPSU ของหัวหน้าพรรคตนเอง สตาลินใน 1941-1953 และครุสชอฟอใน 1958-1964 เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเกษียณอายุบังคับของครุสชอฟหัวหน้าพรรคไม่ได้รับอนุญาตจากการใด ๆจากการเป็นสมาชิกสองครั้งนี้[9]แต่ต่อมารัฐมนตรีทั่วไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงตำแหน่งของตนอย่างน้อยในบางที่ถูกครอบครองตำแหน่งพิธีการส่วนมากของประธานรัฐสภาศาลฎีกาโซเวียตหัวหน้าน้อยของรัฐ สถาบันอยู่ในระดับล่างได้รับการดูแลและในบางครั้งแทนที่ด้วยพรรคองค์กรหลัก[10]

ในทางปฏิบัติ แต่ระดับของการควบคุมพรรคก็สามารถที่จะใช้ในช่วงระบบราชการของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการตายของสตาลินก็ยังห่างไกลจากการรวมระบบราชการด้วยการใฝ่หาผลประโยชน์ที่แตกต่างกันที่มีในช่วงเวลาที่อยู่ในความขัดแย้งกับบุคคลที่[11] หรือเป็นพรรคของตัวเองเป็นเสาหินจากบนลงล่างแม้ว่าฝ่ายไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ.[12]

เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง[แก้]

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

Republics of the USSR.svg
Map of the Union Republics from 1956-1991
สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต เมืองหลวง เข้าร่วม ประชากร
(1989)
ประชากร/USSR pop.
(%)
พื้นที่ (km²)
(1991)
พื้นที่/USSR area
(%)
รัฐเอกราชหลังรัฐเอกราชหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ลำดับที่
Flag of Russian SFSR สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย มอสโก 1922 147,386,000 51.40 17,075,400 76.62 ธงชาติของรัสเซีย รัสเซีย 1
Flag of Ukrainian SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน เคียฟ
(คาร์คิฟ before 1934)
1922 51,706,746 18.03 603,700 2.71 ธงชาติของยูเครน ยูเครน 2
Flag of Uzbekistan SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตอุซเบก ทัชเคนต์
(ซามาคานด์ before 1930)
1924 19,906,000 6.94 447,400 2.01 ธงชาติของอุซเบกิสถาน อุซเบกิสถาน 4
Flag of Kazakhstan SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตคาซัค อัลมา-อตาร์ 1936 16,711,900 5.83 2,717,300 12.24 ธงชาติของคาซัคสถาน คาซัคสถาน 5
Flag of Belarusian SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตเบียโลรัสเซีย มินสก์ 1922 10,151,806 3.54 207,600 0.93 ธงชาติของเบลารุส เบลารุส 3
Flag of Azerbaijan SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตอาเซอร์ไบจาน บากู 1922 7,037,900 2.45 86,600 0.39 ธงชาติของอาเซอร์ไบจาน อาเซอร์ไบจาน 7
Flag of Georgian SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตจอร์เจีย ทบิลิซี 1922 5,400,841 1.88 69,700 0.31 ธงชาติของประเทศจอร์เจีย จอร์เจีย 6
Flag of Tajikistan SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตทาจิก ดูชานเบ 1929 5,112,000 1.78 143,100 0.64 ธงชาติของทาจิกิสถาน ทาจิกิสถาน 12
Flag of Moldovan SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตมอลเดเวีย ชิซิเนา
(formerly คิชิเนฟ)
1940 4,337,600 1.51 33,843 0.15 ธงชาติของมอลโดวา มอลโดวา 9
Flag of Kyrgyzstan SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตคีร์กิซ บิชเคก
(formerly ฟรุนเซ / Pishpek)
1936 4,257,800 1.48 198,500 0.89 ธงชาติของคีร์กีซสถาน คีร์กีซสถาน 11
Flag of Lithuanian SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตลิทัวเนียa วิลนีอุส 1940 3,689,779 1.29 65,200 0.29 ธงชาติของลิทัวเนีย ลิทัวเนีย 8
Flag of Turkmenistan SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตเติร์กเมน อาชกาบัต 1924 3,522,700 1.23 488,100 2.19 ธงชาติของเติร์กเมนิสถาน เติร์กเมนิสถาน 14
Flag of Armenian SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตอาร์เมเนีย เยเรวาน 1922 3,287,700 1.15 29,800 0.13 ธงชาติของอาร์มีเนีย อาร์มีเนีย 13
Flag of Latvian SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตลัตเวียa ริกา 1940 2,666,567 0.93 64,589 0.29 ธงชาติของลัตเวีย ลัตเวีย 10
Flag of Estonian SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตเอสโตเนียa ทาลลินน์ 1940 1,565,662 0.55 45,226 0.20 ธงชาติของเอสโตเนีย เอสโตเนีย 15

อดีตเขตการปกครอง[แก้]

แผนที่ สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต เมืองหลวง เข้าร่วม พื้นที่ (km²)
รวมเข้า/แยกออก
Soviet Union - Transcaucasia.svg Flag of Transcaucasian SFSR สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตทรานส์คอเคซัส ทบิลิซิ 1922–1936 186,100 ได้แยกเป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตอาร์เมเนีย สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตอาเซอร์ไบจาน และ สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตจอร์เจีย
Soviet Union - Karelo-Finnish SSR (1940).svg Flag of the Karelo-Finnish SSR สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตคารีโล-ฟินนิช เปโตรซาวดอสค์ 1940–1956 172,400 รวมตัวกับ สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย

นโยบายต่างประเทศของสหภาพโซเวียต[แก้]

ยุทธศาสตร์โซเวียต
  • เป็นศิลปที่มุ่งที่จะแสวงหาผลตอบแทนที่สูงที่สุดแก่โซเวียตเท่าที่ทำได้ในสภาวะจำกัด เพื่อรับใช้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ จะแปรเปลี่ยนไปตามขั้นตอน อาจจะรุกไปข้างหน้าหรือถอยไปข้างหลังเพื่อรอจังหวะ โดยดำเนินการทั้งยุทธศาสตร์ทางตรง ได้แก่ การใช้กำลัง และยุทธศาสตร์ทางอ้อม เช่นทางจิตวิทยาหรือโฆษณาชวนเชื่อ
  • ยุทธศาสตร์ของโซเวียตได้ยึดถือแนวความคิดของเลนิน-สตาลิน ในเรื่อง “ความสัมพันธ์กำลังรบ” เป็นแนวในการดำเนินการประกอบกับทางเลือกต่างๆ ในการปฏิบัติซึ่งเรียกว่า ”ยุทธวิธี” (Tactics) บางครั้งยุทธวิธีอาจสวนทางกับอุดมการณ์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะเลือกปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้ได้ประโยชน์ตอบแทนมากกว่า

หลักการในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหภาพโซเวียต

  1. อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เป็นองค์ประกอบตายตัวในนโยบายต่างประเทศ อาจมีการผ่อนปรนในบางครั้ง ถ้าเห็นว่าผลประโยชน์สำคัญของชาติ (Vital National Interest) นั้นมีความสำคัญกว่า บางครั้งอาจจะต้องชะลอเพื่อสร้างฐานที่แข็งแกร่งไปสู่ชัยชนะของการปฏิวัติโลก
  2. ยุทธศาสตร์โซเวียต
  3. ทิศทางปฏิบัติการ เป็นความพยายามเชื่อมต่อปฏิบัติการย่อยๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ยุทธวิธีมีความเป็นเอกภาพ มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศมากกว่ายุทธศาสตร์ เป้าหมายเพื่อการเป็นผู้นำคอมมิวนิสต์ และบรรลุอุดมการณ์คอมมิวนิสต์

นโยบายต่างประเทศของสหภาพโซเวียตสามารถแบ่งได้เป็น 3 ยุค คือ

  1. นโยบายต่างประเทศก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
  2. นโยบายต่างประเทศของโซเวียตยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นับตั้งแต่ปี 1945 -1985 สามารถแบ่งได้ดังนี้
    1. นโยบายต่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
    2. นโยบายต่างประเทศหลังทศวรรษ 1970
  3. นโยบายต่างประเทศของโซเวียตช่วงก่อนการล่มสลาย

กองทัพ[แก้]

ดูบทความหลักที่: กองทัพแดง และ กองทัพโซเวียต
ทหารโซเวียตในอัฟกานิสถาน ค.ศ.1988

กองทัพโซเวียต หรือ กองทัพแห่งสหภาพโซเวียต มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า กองทัพแห่งสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (รัสเซีย: Вооружённые Силы Союза Советских Социалистических Республик, Вооружённые Силы Советского Союза) หมายถึง กองกำลังทหารของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย (1917–1922) และสหภาพโซเวียต (1922–1991) นับแต่การเริ่มต้นหลังสงครามกลางเมืองรัสเซียสิ้นสุดกระทั่งล่มสลายในเดือนธันวาคม 1991 ตามกฎหมายราชการทหารทั่วสหภาพ เดือนกันยายน 1925 กองทัพโซเวียตประกอบด้วยห้าเหล่า ได้แก่ กองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ หน่วยอำนวยการการเมืองรัฐ (OGPU) และ กองกำลังภายใน (convoy guards)[1] ภายหลัง OGPU แยกเป็นอิสระและรวมเข้ากับ NKVD ในปี 1934 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการเพิ่มหน่วยขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ (1960) กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศ (1948) และกำลังประชาชนแห่งชาติทั่วสหภาพ (1970) ซึ่งจัดเป็นอันดับที่หนึ่ง สามและหกในการนับความสำคัญเปรียบเทียบอย่างเป็นทางการของโซเวียต (โดยกำลังภาคพื้นดินมีความสำคัญเป็นอันดับสอง กองทัพอากาศเป็นอันดับสี่ และกองทัพเรือเป็นอันดับห้า) อำนาจทางทหารของโซเวียตในขณะนั้นใหญ่ที่สุดและทรงอำนาจที่สุดของโลก

เศรษฐกิจ[แก้]

คนงานโรงงานแร่โปแตชมินสก์, เบลารุส, 1968

โดยในช่วงต้นปี 1940 เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตได้กลายเป็นความพอเพียง; สำหรับส่วนมากของรอบระยะเวลาจนถึงการสร้างเพียงหุ้นขนาดเล็กมากของผลิตภัณฑ์ในประเทศมีการซื้อขายในระดับสากล หลังจากการสร้างค่ายตะวันออกหมู่ การค้าภายนอกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังคงมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกในสหภาพโซเวียตถูก จำกัด ด้วยราคาสินค้าภายในประเทศคงที่และการผูกขาดของรัฐในการค้าต่างประเทศ ในระหว่างการแข่งขันทางด้านอาวุธในสงครามเย็นที่เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตได้รับภาระโดยค่าใช้จ่ายทางทหารอย่างหนักห้โดยระบบราชการที่มี

ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันสหภาพโซเวียตกลายเป็นผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่สาม จำนวนเงินที่สำคัญของทรัพยากรของสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็นถูกจัดสรรในการช่วยเหลือไปยังรัฐสังคมนิยมอื่น ๆ โดยรวมระหว่างปี 1960 และปี 1989 อัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัวในสหภาพโซเวียตเล็กน้อยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก (ขึ้นอยู่กับ 102 ประเทศ) จากช่วงทศวรรษที่ 1930 จนถึงการล่มสลายในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตดำเนินการยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากหลัก

ในปี 1987, มีฮาอิล กอร์บาชอฟ พยายามที่จะปฏิรูปและฟื้นฟูเศรษฐกิจกับผนการเปเรสตรอยคา นโยบายของเขาผ่อนคลายการควบคุมของรัฐมากกว่าผู้ประกอบการแต่ก็ยังไม่ยอมมีการสร้างแรงจูงใจในการค้า ในที่สุดมีผลให้การส่งออกการผลิตลดลง เศรษฐกิจเลวร้ายจากรายได้จากการส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมลดลงและเริ่มจะล่มสลาย ราคายังคงได้รับการแก้ไขและทรัพย์สินยังคงเป็นส่วนใหญ่ที่รัฐเป็นเจ้าของจนกระทั่งหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

พลังงาน[แก้]

แสตมป์โซเวียตที่ครบรอบ 30 ปีของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศตีพิมพ์ในปี 1987 ก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติเชอร์โนบิล1ปี

ในปี 1991 สหภาพโซเวียตมีเครือข่ายท่อส่งของ 82,000 กิโลเมตร (51,000 ไมล์) น้ำมันดิบและอีก 206,500 กิโลเมตร (128,300 ไมล์) สำหรับก๊าซธรรมชาติ[13]ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติโลหะ, ไม้, ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและความหลากหลายของสินค้าที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักรที่และอุปกรณ์ทางทหารถูกส่งออก[14]ในปี 1970 และ 1980, สหภาพโซเวียตอย่างหนักพึ่งพาการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนักจงทำให้ค่าเงินแข็งตัว[15]ที่จุดสูงสุดในปี 1988 มันเป็นผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุดและผู้ส่งออกน้ำมันดิบที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากซาอุดีอาระเบีย[16]

เกษตรกรรม[แก้]

อุตสาหกรรม[แก้]

การท่องเที่ยว[แก้]

ธงประจำสายการบินแอโรฟลอตในสมัยสหภาพโซเวียต

เริ่มต้นในสมัยประธานาธิบดีนิกิตา ครุสชอฟ ได้การผ่อนคลายความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก เปิดเมืองมอสโกและ เลนินกราด (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก)ให้นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกเข้ามาท่องเที่ยวแต่ต้องมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่

ในสมัยประธานาธิบดีเลโอนิด เบรจเนฟ ได้มีการผ่อนคลายการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวและเปิดสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้น แต่ก็ไม่ช่วยทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวมีรายได้มากขึ้นและยังลดเนื่องจากเกิดสงครามเวียดนาม หลังจากนั้นก็ได้เพิ่มความสัมพันธ์กับอเมริกาทำให้การท่องเที่ยวกลับมาเหมือนเดิม

ในสมัยประธานาธิบดียูริ อันโดรปอฟ ได้ทำสงครามกับอัฟกานิสถาน ทำให้โลกตะวันตกคว่ำบาตร ทำให้มีผลต่อการท่องเที่ยวในช่วงนั้นมาก

ในสมัยประธานาธิบดีมีฮาอิล กอร์บาชอฟ ปฏิรูปและฟื้นฟูเศรษฐกิจกับแผนการเปเรสตรอยคา ทำให้มีการเปิดประเทศอย่างเสรีทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวมีรายได้มากขึ้นจนสหภาพล้มสลาย สหภาพโซเวียตมีสายการบินประจำชาติคือแอโรฟลอต(รัสเซีย: Аэрофло́т, อังกฤษ: Aeroflot) มีฐานบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชเรเมเตียโว กรุงมอสโคว

โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

การคมนาคม และ โทรคมนาคม[แก้]

คมนาคม[แก้]

เครื่องบิน ตู-104 Bขององค์กรการบิน แอโรฟลอต

การขนส่งทางรถไฟโซเวียตเป็นที่ใหญ่ที่สุดและใช้มากที่สุดในโลก;[17] พัฒนาดีกว่าโลกตะวันตกมาก[18]ในช่วงปลายปี 1970 และต้นปี 1980 นักเศรษฐศาสตร์โซเวียตถูกเรียกร้องให้มีการก่อสร้างถนนมากขึ้นเพื่อบรรเทาบางส่วนของภาระจากทางรถไฟและการปรับปรุงงบประมาณของรัฐโซเวียต[19]เครือข่ายถนนและอุตสาหกรรมยานยนต์[20]ยังคงด้อยพัฒนา[21]และมีถนนลูกรังนอกเมืองใหญ่จำนวนมาก[22]โครงการบำรุงรักษาโซเวียตพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถที่จะดูแลถนนได้ โดยในช่วงต้นถึงกลางทศวรรษที่ 1980, เจ้าหน้าที่ของสหภาพโซเวียตพยายามที่จะแก้ปัญหาท้องถนนด้วยการสั่งการก่อสร้างใหม่.[22]ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีการเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าการก่อสร้างถนน[23]เครือข่ายถนนด้อยพัฒนานำไปสู่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการขนส่งสาธารณะ. [24]

โทรคมนาคม[แก้]

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี[แก้]

การศึกษา[แก้]

ดูบทความหลักที่: การศึกษาในสหภาพโซเวียต
นักเรียนโซเวียตในเชโกสโลวาเกีย, 1985

Anatoly Lunacharsky กลายเป็นผู้ก่อตั้งกรมเพื่อการศึกษาโซเวียต ที่จุดเริ่มต้นเจ้าหน้าที่ของโซเวียตให้ความสำคัญในการรู้หนังสือ คนที่มีความรู้ได้รับการว่าจ้างโดยอัตโนมัติขณะที่ครู สำหรับช่วงเวลาสั้น ๆ ให้นักเรียนมีคุณภาพ 1940 โจเซฟสตาลินจะประกาศว่าการไม่รู้หนังสือไม่มีในสหภาพโซเวียต ตลอดช่วงทศวรรษที่ 1930 การเคลื่อนไหวทางสังคมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งได้รับการปฏิรูปการศึกษาในสหภาพโซเวียต[25] ในผลพวงของสงครามรักชาติที่ยิ่งใหญ่, ระบบการศึกษาของประเทศที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว การขยายตัวนี้มีผลอย่างมาก ในปี 1960 เด็กในสหภาพโซเวียตเกือบทั้งหมดมีการเข้าถึงการศึกษายกเว้นเพียงเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นห่างไกล นิกิตา ครุสชอฟ พยายามที่จะทำให้การศึกษาเข้าถึงมากขึ้นทำให้มันชัดเจนกับเด็กว่าการศึกษาที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความต้องการของสังคม การศึกษาก็กลายเป็นสิ่งสำคัญในการเกิดโซเวียตรุ่นใหม่[26]

สาธารณสุข[แก้]

ก่อน เลโอนิด เบรจเนฟ ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขโซเวียต ได้มีความนิยมผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก[27] รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข Yevgeny Chazov กับ รัฐสภาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตในขณะได้ให้ความสำคัญทางการแพทย์ของโซเวียตส่วนใหญ่และพัฒนาโรงพยาบาลให้อยู่ในระดับสากล ได้มีการปรับปรุงระบบใหม่เป็นเงิน หลายพันล้านรูเบิลโซเวียต[28]

ประชากร[แก้]

เชื้อชาติ[แก้]

สหภาพโซเวียตเป็นประเทศที่มีความหลากหลายเชื้อชาติมากที่มีมากกว่า 100 กลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันประชากรทั้งหมดของอยู่ที่ประมาณ 293 ล้านคนในปี 1991 ตามประมาณการ 1990 ส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซีย 50.78% ตามด้วย ชาวยูเคลน 15.45% และ ชาวอุซเบกิ 5.84%[29]

ภาษา[แก้]

ภาษาที่พูดอย่างกว้างขวางที่สุดแห่งสหภาพโซเวียตคือ ภาษารัสเซีย สันนิษฐานว่าภาษาประจำชาติอย่างเป็นทางการใน 1990

ศาสนา[แก้]

ในปี 1990, ศาสนา 20% รัสเซียออร์โธดอก 10% อิสลาม,7% โปรเตสแตนต์ จอร์เจียออร์โธดอก อาร์เมเนียร์โธดอกซ์และโรมันคาทอลิก 1% ยูดายและ 60%เชื่อว่ามีพระเจ้า

กีฬา[แก้]

ผลงานของทีมชาติสหภาพโซเวียต ได้แก่

ตราประจำกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1980 มอสโก สหภาพโซเวียต
  • สหภาพโซเวียตในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน เจ้าเหรีญทอง เมลเบิร์น 1956,โรม 1960, มิวนิก 1972,มอนทรีออล 1976,มอสโก 1980และ โซล 1988.
  • สหภาพโซเวียตในกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว เจ้าเหรีญทอง กอร์ตีนาดัมเปซโซ 1956 ,สควอว์วัลเลย์ 1960 ,อินส์บรุค 1964 ,ซัปโปโร 1972 ,อินส์บรุค 1976,เลคพลาซิด 1980 และ แคลกะรี 1988
  • ทีมบอลสหภาพโซเวียต ฟุตบอลโลก ผลงานดีที่สุด อังกฤษ 1966 ได้ที่ 4.ฟุตบอลยูโร ผลงานดีที่สุด ฝรั่งเศส 1960 ชนะเลิศ

วัฒนธรรม[แก้]

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมรัสเซีย

วรรณกรรม[แก้]

สถาปัตยกรรม[แก้]

อาหาร[แก้]

ดนตรี และ นาฎศิลป์[แก้]

สื่อสารมวลชน[แก้]

วันหยุด[แก้]

วันที่ ชื่อวัน ชื่อประจำท้องถิ่น หมายเหตุ
1 มกราคม วันปีใหม่ Новый Год
7 มกราคม วันคริสต์มาส Рождество วันคริสต์มาสตามนิกายออร์ทอดอกซ์ ไม่ใช่วันหยุดประจำชาติ ในสหภาพโซเวียต
13 มกราคม วันปีใหม่เดิมของรัสเซีย Старый-Новый год Календарь (Old-Calendar New Year) ชาวรัสเซียเฉลิมฉลองวันปีใหม่ในวันที่ 13 ด้วย อันเนื่องมาจากยึดตามปฏิทินเก่า ไม่ใช่วันหยุดประจำชาติ ในสหภาพโซเวียต
23 กุมภาพันธ์ วันกองทหารแห่งโซเวียต День Защитника Отечества (Den zashchitnika Otechestva) เพื่อรำลึกการก่อตั้ง กองทัพแดง ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1918 ขณะนี้รัสเซียเรียกวันนี้ว่า "วันผู้รักษามาตุภูมิ" День Советской Армии и Военно-Морского Флота (yen' Sovyetskoy Armii i Voyenno-Morskogo flota) และ ในปี ค.ศ. 1923 ผู้ชายทุกคนในรัสเซียถูกเรียกให้รายงานตัวเข้าประจำการกองทัพแดง เพื่อเข้าร่วมสงครามต่อต้านทหารเยอรมัน
8 มีนาคม วันสตรีสากล Международный Женский День วันหยุดสากลให้แก่ความเท่าเทียมทางเพศแก่สตรี
12 เมษายน วันนักบินอวกาศ День Космонавтики (Day of Cosmonautics) День Космонавтики - คือวันที่ยูริ กาการินเป็นมนุษย์คนแรกได้ขึ้นไปในห้วงอวกาศ ในปีพ.ศ. 2504. ไม่ใช่วันหยุดประจำชาติในสหภาพโซเวียต.
1 พฤษภาคม วันแรงงานสากล (May Day) Первое Мая - День Солидарности Трудящихся ("International Day of Worker's Solidarity") มีการฉลองอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 2 พฤษภาคม. หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันแรงงานและเฉลิมฉลองเข้าสู่ฤดูใบไม้พลิ."
9 พฤษภาคม ชัยชนะเหนือเยอรมนี День Победы (Victory Day) วันสิ้นสุดของมหาสงครามของผู้รักชาติ ซึ่งกองทัพแดง,เอาชนะนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2, พ.ศ. 2488
7 ตุลาคม วันรัฐธรรมนูญแห่งสหภาพโซเวียต День Конституции СССР เป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งสหภาพโซเวียต พ.ศ. 2520 - เดิมก่อนหน้าวันได้ใช้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญ
4 พฤศจิกายน วันเอกภาพแห่งมวลชน День Народного единства (People’s Unity Day) เป็นวันที่มีการรวมตัวกัน ของชาวมอสโกโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา และสถานะในสังคมเพื่อทำการต่อต้าน การรุกรานของโปแลนด์ที่เข้ามาในปี 1612
7 พฤศจิกายน การปฏิวัติสังคมนิยมในสหภาพโซเวียต Седьмое Ноября การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 ; ซึ่งเรียกวันนี้ว่า День Примирения и Согласия ("Day of Reconciliation and Agreement") และมีการฉลองอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน.


อ้างอิง[แก้]

  1. Historical Dictionary of Socialism. James C. Docherty, Peter Lamb. Page 85. "The Soviet Union was a one-party Marxist-Leninist state.".
  2. Ideology, Interests, and Identity. Stephen H. Hanson. Page 14. "the USSR was officially a Marxist-Leninist state"
  3. The Fine Line between the Enforcement of Human Rights Agreements and the Violation of National Sovereignty: The Case of Soviet Dissidents. Jennifer Noe Pahre. Page 336. "[...] the Soviet Union, as a Marxist-Leninist state [...]". Page 348. "The Soviet Union is a Marxist–Leninist state."
  4. Leninist National Policy: Solution to the "National Question"?. Walker Connor. Page 31. "[...] four Marxist-Leninist states (the Soviet Union, China, Czechoslovakia and Yugoslavia)[...]"
  5. Law, David A. (1975). Russian Civilization. Ardent Media. pp. 193–94. ISBN 978-0-8422-0529-0. 
  6. Zemtsov, Ilya (1989). Chernenko: The Last Bolshevik: The Soviet Union on the Eve of Perestroika. Transaction Publishers. p. 325. ISBN 978-0-88738-260-4. 
  7. Knight, Amy (1995). Beria: Stalin's First Lieutenant. Princeton University Press. p. 5. ISBN 0-691-01093-5. 
  8. Hough, Jerry F.; Fainsod, Merle (1979). How the Soviet Union is Governed. Harvard University Press. p. 486. ISBN 0-674-41030-0. 
  9. Service, Robert (2009). History of Modern Russia: From Tsarism to the Twenty-first Century. Penguin Books Ltd. p. 378. ISBN 0-14-103797-0. 
  10. Конститутион оф тхе Руссиян Федератион: витх комментариес анд интерпретатион. Brunswick Publishing Corp. 1994. p. 82. ISBN 1-55618-142-6. 
  11. Ōgushi, Atsushi (2008). The Demise of the Soviet Communist Party. Routledge. pp. 31–32. ISBN 0-415-43439-4. 
  12. Taras, Ray (1989). Leadership change in Communist states. Routledge. p. 132. ISBN 0-04-445277-2. 
  13. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ciacom
  14. Central Intelligence Agency (1992). "Soviet Union – Economy". The World Factbook. สืบค้นเมื่อ 23 October 2010. 
  15. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ foreign_trade
  16. Hardt, John Pearce; Hardt, John P. (2003). Russia's Uncertain Economic Future: With a Comprehensive Subject Index. M.E. Sharpe. p. 233. ISBN 0-7656-1208-9. 
  17. Wilson 1983, p. 205.
  18. Wilson 1983, p. 201.
  19. Ambler, Shaw and Symons 1985, p. 166–67.
  20. Ambler, Shaw and Symons 1985, p. 168.
  21. Ambler, Shaw and Symons 1985, p. 165.
  22. 22.0 22.1 Ambler, Shaw and Symons 1985, p. 167.
  23. Ambler, Shaw and Symons 1985, p. 169.
  24. International Monetary Fund and Organisation for Economic Co-operation and Development 1991, p. 56.
  25. Sheila Fitzpatrick, Education and Social Mobility in the Soviet Union 1921–1934, Cambridge University Press (16 May 2002), ISBN 0521894239
  26. Law, David A. (1975). Russian Civilization. Ardent Media. pp. 300–1. ISBN 0-8422-0529-2. 
  27. Lane 1992, p. 352.
  28. Lane 1992, p. 352–53.
  29. Central Intelligence Agency (1991). "Soviet Union – People". The World Factbook. สืบค้นเมื่อ 25 October 2010. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

แม่แบบ:สหภาพโซเวียต