สงครามเจ็ดปี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามเจ็ดปี
Seven Years' War Collage.jpg
ทวนเข็มจากบนซ้าย; ยุทธการที่ปลาศี, ยุทธการที่คาริลลอน, ยุทธการที่ซอร์นดอร์ฟ และ ยุทธการที่คูเนอร์สดอฟ
วันที่ ค.ศ. 1756–ค.ศ. 1763
สถานที่ ยุโรป, แอฟริกา, อินเดีย, อเมริกาเหนือ, ฟิลิปปินส์
ผลลัพธ์ แนวร่วมอังกฤษ-ปรัสเซีย-โปรตุเกสชนะ
สนธิสัญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
สนธิสัญญาปารีส
ดินแดน
เปลื่ยน
สถานะเดิมก่อนสงครามในทวีปยุโรป บริเตนและสเปนยึดอาณานิคมเกือบทั้งหมดของฝรั่งเศสในทวีปอเมริกาเหนือ การควบคุมดินแดนส่วนใหญ่ของไซลีเซียโดยปรัสเซียยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
คู่ขัดแย้ง
ปรัสเซีย ปรัสเซีย
สหราชอาณาจักร บริเตนใหญ่ และอาณานิคม
ราชอาณาจักรฮันโนเวอร์ ฮันโนเฟอร์
Flag of the Iroquois Confederacy.svg สหพันธ์อิรคว็อยซ์
โปรตุเกส โปรตุเกส
Wappen Braunschweig.svg บรันสวิค-วูล์เฟ็นบืตเตล
รัฐเฮสส์ เฮสเส-คาสเซิล
ฝรั่งเศส[1] ฝรั่งเศส และอาณานิคม
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
 จักรวรรดิรัสเซีย
 สวีเดน
 สเปน และอาณานิคม
Flag of Electoral Saxony.svg ซัคเซิน
ซาร์ดีเนีย ซาร์ดิเนีย
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ปรัสเซีย พระเจ้าฟรีดริชที่ 2
ปรัสเซีย เจ้าชายไฮน์ริช
ปรัสเซีย ฟรีดริช วิลเฮล์ม ฟอน เซย์ลิทซ์
สหราชอาณาจักร พระเจ้าจอร์จที่ 2
สหราชอาณาจักร พระเจ้าจอร์จที่ 3
สหราชอาณาจักร ดยุกแห่งเดวอนเชอร์
สหราชอาณาจักร ดยุกแห่งนิวคาสเซิล
สหราชอาณาจักร มาร์ควิสแห่งกรันบี
สหราชอาณาจักร รอเบิร์ด ไคลฟ์
สหราชอาณาจักร เจฟฟรีย์ แอมเฮิร์ส
Flag of Portugal (1750).svg พระเจ้าฌูเซที่ 1
ราชอาณาจักรฮันโนเวอร์ ดยุกแฟร์ดีนันด์
ฝรั่งเศส หลุยส์ที่ 15
ฝรั่งเศส หลุยส์-โจเซฟแห่งมงต์คาล์ม  
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก เคานท์แห่งดอน
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ฟรันซ์ มอริทซ์ ฟอน เลซีย์
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ชาร์ลส์ อเล็กซานเดอร์แห่งลอร์แรน
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก เอิร์นสท์ ฟอน ลอดอน

จักรวรรดิรัสเซีย เอลิซาเบธแห่งรัสเซีย
จักรวรรดิรัสเซีย อะเลคซันดร์ ซูโวรอฟ
Flag of Electoral Saxony.svg ฟรีดิช ออกัสตัสที่ 2

สำหรับสงครามเจ็ดปีในความหมายอื่น อ่าน สงครามเจ็ดปี (แก้ความกำกวม)

สงครามเจ็ดปี (อังกฤษ: Seven Years' War) หรือ สงครามไซลีเซียครั้งที่ 3 (อังกฤษ: Third Silesian War) เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1756 จนถึง 1763 โดยเกี่ยวข้องกับทุกประเทศมหาอำนาจในยุโรป สงครามเจ็ดปีเป็นสงครามระหว่างปรัสเซียและบริเตนใหญ่และกลุ่มนครรัฐเล็กในเยอรมนีที่ต่อต้านฝ่ายพันธมิตรที่ประกอบด้วยออสเตรีย, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, สวีเดน และซัคเซิน โดยรัสเซียเปลี่ยนข้างอยู่ระยะหนึ่งในช่วงปลายของสงคราม

ต่อมาโปรตุเกส (ฝ่ายบริเตนใหญ่) และสเปน (ฝ่ายฝรั่งเศส) ถูกดึงเข้าร่วมในสงคราม และเนเธอร์แลนด์ที่เป็นกลางก็เข้าร่วมสงครามเมื่อนิคมของตนในอินเดียถูกโจมตี เพราะความกว้างขวางของสงครามที่กระจายไปทั่วโลกนี้เองทำให้สงครามเจ็ดปีได้รับการบรรยายว่าเป็น "สงครามโลกครั้งแรก" ที่มีผลให้ผู้คนเสียชีวิตไปประมาณ 900,000 ถึง 1,400,000 คน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อดุลอำนาจทางการเมืองอย่างมหาศาล

แม้ว่าทวีปยุโรปจะเป็นสมรภูมิหลักของสงครามโดยทั่วไปแต่ผลของสงครามก็มิได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปมากจากก่อนสงครามเท่าใดนัก กลับกลายเป็นว่าผลกระทบกระเทือนในเอเชียและอเมริกามีมากกว่าและส่งผลที่ยาวนานกว่า สงครามยุติความเป็นมหาอำนาจการครองครองอาณานิคมของฝรั่งเศสในทวีปอเมริกา ที่เสียดินแดนเกือบทั้งหมดในทวีปอเมริกาเหนือและหมู่เกาะเวสต์อินดีสบางส่วน[2] ปรัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจและยังคงครอบครองบริเวณไซลีเซียที่เดิมเป็นของออสเตรีย บริเตนใหญ่กลายเป็นมหาอำนาจในการเป็นเจ้าของอาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือ และเป็นผู้มีอำนาจมากกว่าผู้ใดในการครอบครองอาณานิคม

เบื้องหลัง[แก้]

สงครามเจ็ดปีมักจะถือกันว่าเป็นสงครามที่ต่อเนื่องมาจากสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรียที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1740 – 1748 เมื่อพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซียได้ดินแดนไซลีเซียมาจากออสเตรีย พระนางเจ้ามาเรีย เทเรซา แห่งออสเตรียทรงจำต้องลงพระนามในสนธิสัญญาเอซ์-ลา-ชาเปลเพื่อเป็นการยุติสงคราม และซื้อเวลาในการสร้างเสริมกองทัพออสเตรีย และเสาะหาพันธมิตรทางการทหารใหม่ซึ่งทรงได้รับความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง แผนที่ทางการเมืองยุโรปถูกร่างใหม่ใน 2-3 ปีหลังออสเตรียยุติการเป็นพันธมิตรกับบริเตนใหญ่ หลังจากที่เป็นมิตรกันมากว่า 25 ปี

ส่วนพันธมิตรหลักของปรัสเซียก็มีเพียงบริเตนใหญ่ซึ่งครองบัลลังก์ฮันโนเฟอร์อยู่ บริเตนเองก็เกรงว่าฝรั่งเศสจะรุกรานฮันโนเฟอร์ เมื่อดูตามสถานการณ์แล้วคู่พันธมิตรดังกล่าวก็เป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างที่สุด บริเตนใหญ่มีราชนาวีที่ทรงแสนยานุภาพที่สุดในโลกในขณะนั้น ขณะที่ปรัสเซียมีกองทัพบกที่เป็นที่น่าเกรงขามที่สุดในยุโรป การที่ได้ปรัสเซียมาเป็นพันธมิตรทำให้บริเตนใหญ่อุ่นใจมากขึ้นและสามารถหันความสนใจไปในด้านการขยายตัวของอาณานิคมต่างทวีปได้อย่างเต็มที่

หลังจากที่ราชวงศ์ฮับส์บูร์กของออสเตรียพ่ายแพ้ในสงครามครั้งก่อนหน้า ก็ได้มีการปฏิรูปกองทัพขึ้นใหม่ตามแบบอย่างกองทัพปรัสเซีย พระนางเจ้ามาเรีย เทเรซา ผู้มีพระปรีชาสามารถทางด้านการทหารไม่น้อยกว่าผู้ใดทรงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความกดดันที่เป็นผลให้เกิดการปฏิรูปกองทัพครั้งนี้ จากความพ่ายแพ้หลายครั้งในสงครามก่อนหน้าประกอบกับไม่พอใจที่ก่อนหน้า บริเตนมักจะช่วยเหลือออสเตรียอย่างไม่ค่อยเต็มที่และเต็มใจ ออสเตรียจึงได้ตั้งความหวังใหม่ว่าฝรั่งเศสจะมาเป็นพันธมิตรผู้สามารถช่วยกู้ไซลีเซียคืนจากปรัสเซียได้และยุติการขยายอำนาจของปรัสเซีย

เหตุการณ์[แก้]

สงครามเจ็ดปีปะทุขึ้นในปี 1754–1756 เมื่อบริเตนใหญ่เข้าโจมตีที่มั่นของฝรั่งเศสในทวีปอเมริกาเหนือและยึดเอาเรือพาณิชย์ของฝรั่งเศสกว่าร้อยลำ ในขณะนั้น มหาอำนาจอย่างปรัสเซียก็กำลังต่อสู้อยู่กับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์ฮับส์บูร์กแห่งออสเตรียเพื่อแย่งชิงดินแดนทั้งในและนอกจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั่งในปี 1756 ชาติต่างๆก็เกิดการย้ายฝ่ายครั้งใหญ่เรียกว่า "การปฏิวัติทูต" ซึ่งทำให้ดุลอำนาจในยุโรปเปลี่ยนไปอย่างมาก

เมื่อปรัสเซียรู้ดีว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงสงครามได้ จึงรีบบุกครองซัคเซินอย่างรวดเร็วและสร้างความอลหม่านไปทั่วยุโรป เนื่องจากออสเตรียซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสในการทวงคืนไซลีเซียนั้นเป็นฝ่ายแพ้ในสงครามครั้งก่อน และปรัสเซียก็หันไปจับมือกับบริเตนใหญ่ และในการประชุมสภาจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งต่อมา รัฐส่วนใหญ่ในจักรวรรดิฯได้เลือกยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับออสเตรีย และบางรัฐเลือกอยู่กับฝ่ายพันธมิตรบริเตนใหญ่-ปรัสเซีย (โดยเฉพาะฮันโนเฟอร์) สวีเดนซึ่งเกรงว่าภัยจากการขยายดินแดนของปรัสเซียจะมาถึงตน จึงประกาศเข้าร่วมกับฝรั่งเศสในปี 1757 ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องประเทศราชต่างๆในบอลติกของสวีเดน สเปนซึ่งปกครองด้วยราชวงศ์เดียวกับฝรั่งเศสก็เข้าร่วมสงครามด้วยในนามของฝรั่งเศส โดยเข้ารุกรานโปรตุเกสในปี 1762 แต่ไม่สำเร็จ ส่วนจักรวรรดิรัสเซียเป็นพันธมิตรกับออสเตรียอยู่ตั้งแต่ต้น ก็เกิดอาการกลัวว่าปรัสเซียจะเข้ารุกรานเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย ดังนั้นในปี 1762 รัสเซียจึงล้มเลิกความคิดที่จะเอาชนะปรัสเซียและทำสนธิสัญญาสันติภาพกับปรัสเซียแทน ในขณะที่ชาติขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมากในยุโรป เช่น เดนมาร์ก, ก็มีท่าทีไม่เหมือนกับสงครามครั้งก่อนๆ แม้ว่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับสงครามครั้งนี้แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงและอยู่ห่างๆจากความขัดแย้งที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น

สงครามสิ้นสุดลงด้วยสนธิสัญญาปารีสระหว่างสเปนกับฝรั่งเศสและบริเตนใหญ่ กับสนธิสัญญาฮิวเบอร์ทุสบูร์กระหว่างซัคเซิน, ออสเตรีย และปรัสเซีย ในปี 1763

ฝ่ายในสงครามเจ็ดปี
น้ำเงิน: บริเตนใหญ่, ปรัสเซีย, โปรตุเกส และพันธมิตร
เขียว: ฝรั่งเศส, สเปน, ออสเตรีย, รัสเซีย, สวีเดน และพันธมิตร

ที่มาของชื่อสงคราม[แก้]

ในแคนาดา, ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร คำว่า “สงครามเจ็ดปี” หมายถึงความขัดแย้งในทวีปอเมริกาเหนือ ที่รวมทั้งความขัดแย้งในยุโรปและเอเชียด้วย ความขัดแย้งนี้แม้ว่าจะเรียกว่า “สงครามเจ็ดปี” แต่อันที่จริงแล้วเป็นสงครามที่ยาวเก้าปีเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1754 จนถึงปี ค.ศ. 1763 ในสหรัฐอเมริกาสงครามส่วนที่เกิดขึ้นที่นั่นมักจะเป็นที่รู้จักกันว่า “สงครามฝรั่งเศส-อเมริกันอินเดียน” แต่นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์หลายท่านในสหรัฐอเมริกาเช่นเฟรด แอนเดอร์สันเรียกสงครามนี้ตามที่เรียกกันในประเทศอื่นว่า “สงครามเจ็ดปี” ไม่ว่าสงครามจะเกิดขึ้นที่ใด ในควิเบคความขัดแย้งนี้บางครั้งก็เรียกว่า “La Guerre de la Conquête” ที่แปลว่า “สงครามแห่งการพิชิต” ส่วนในอินเดียก็เรียกว่า “สงครามคาร์เนติค” (Carnatic Wars) ขณะที่การต่อสู้ระหว่างปรัสเซียและออสเตรียเรียกว่า “สงครามไซลีเซียครั้งที่ 3

วินสตัน เชอร์ชิล บรรยายสงครามนี้ว่าเป็น “สงครามโลก[3] เพราะเป็นความขัดแย้งที่นำมาซึ่งสงครามไปทั่วทุกหนทุกแห่งในโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แม้ว่าผู้ที่มีความขัดแย้งกันส่วนใหญ่มาจากยุโรปและจากอาณานิคมโพ้นทะเลที่เป็นของประเทศเหล่านั้น ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเป็นความขัดแย้งระหว่างบริเตนใหญ่และฝรั่งเศสในการขยายจักรวรรดิ สงครามเป็นเหตุการณ์สำคัญของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ของสงครามร้อยปีครั้งที่ 2[4]

อ้างอิง[แก้]

  1. George Ripley, Charles Anderson Dana, The American Cyclopaedia, New York, 1874, p. 250, "...the standard of France was white, sprinkled with golden fleur de lis...". *[1]The original Banner of France was strewn with fleurs-de-lis. *[2]:on the reverse of this plate it says: "Le pavillon royal était véritablement le drapeau national au dix-huitième siècle...Vue du château d'arrière d'un vaisseau de guerre de haut rang portant le pavillon royal (blanc, avec les armes de France)."[3] from the 1911 Encyclopedia Britannica: "The oriflamme and the Chape de St Martin were succeeded at the end of the 16th century, when Henry III, the last of the house of Valois, came to the throne, by the white standard powdered with fleurs-de-lis. This in turn gave place to the tricolour."
  2. The Treaty of Paris (1763) in Corbett, Julian (1918). England in the Seven Years' War: A Study in Combined Strategy Vol. II. (Second Edition ed.). London: Longman, Green and Co. 
  3. Bowen, HV (1998). War and British Society 1688-1815. Cambridge, United Kingdom: Cambridge University Press. p. 7. ISBN 0-521-57645-8. 
  4. Tombs, Robert and Isabelle. That Sweet Enemy: The French and the British from the Sun King to the Present. London: William Heinemann, 2006.