สงครามเจ็ดปี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามเจ็ดปี
Kunersdorff.jpg
ยุทธการคูเนอร์ดอร์ฟ โดยอเล็กซานเดอร์ โคท์เซอบิว
(Alexander Kotzebue)
ค.ศ. 1848
วันที่ ค.ศ. 1756–ค.ศ. 1763
สถานที่ ยุโรป, แอฟริกา, อินเดีย, ทวีปอเมริกาเหนือ, ฟิลิปปินส์
ผลลัพธ์ สถานภาพยังคงคงตัวโดยไม่มีเปลี่ยนแปลงในยุโรป

สนธิสัญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
สนธิสัญญาปารีส
สนธิสัญญาฮูเบอร์ตัสเบิร์ก

ดินแดน
เปลื่ยน
บริเตนและสเปนยึดอาณานิคมเกือบทั้งหมดของฝรั่งเศสในทวีปอเมริกาเหนือ การควบคุมดินแดนส่วนใหญ่ของไซลีเซียโดยปรัสเซียยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
คู่ขัดแย้ง
ปรัสเซีย ปรัสเซีย
สหราชอาณาจักร บริเตนใหญ่ และอาณานิคม
ราชอาณาจักรฮันโนเวอร์ ฮาโนเวอร์
Flag of the Iroquois Confederacy.svg สหพันธ์อิรคว็อยซ์
โปรตุเกส โปรตุเกส
Wappen Braunschweig.svg บรันสวิค-วูล์เฟ็นบืตเตล
รัฐเฮสส์ เฮสเส-คาสเซิล
ฝรั่งเศส[1] ฝรั่งเศส และอาณานิคม
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
ธงชาติของจักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิรัสเซีย
ธงชาติของสวีเดน สวีเดน
ธงชาติของสเปน สเปน และอาณานิคม
Flag of Electoral Saxony.svg แซกโซนี
ซาร์ดีเนีย ซาร์ดิเนีย
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ปรัสเซีย ฟรีดริชที่ 2
ปรัสเซีย ฟรีดริช วิลเฮล์ม ฟอน เซย์ลิทซ์
สหราชอาณาจักร จอห์น แมนเนอร์ส
สหราชอาณาจักร เอ็ดเวิร์ด บอสคาเว็น
สหราชอาณาจักร โรเบิร์ต ไคลฟ
สหราชอาณาจักร เจมส์ วูล์ฟ  
สหราชอาณาจักร เจฟฟรีย์ แอมเฮิร์สท์
สหราชอาณาจักร เอ็ดเวิร์ด แบรดด็อค  
ราชอาณาจักรฮันโนเวอร์ ดยุคเฟอร์ดินานด์แห่งบรันสวิค
ฝรั่งเศส หลุยส์ที่ 15
ฝรั่งเศส หลุยส์-โจเซฟแห่งมงต์คาล์ม  
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก เคานท์แห่งดอน
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ฟรันซ์ มอริทซ์ ฟอน เลซีย์
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ชาร์ลส์ อเล็กซานเดอร์แห่งลอร์แรน
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก เอิร์นสท์ ฟอน ลอดอน

จักรวรรดิรัสเซีย เอลิซาเบธแห่งรัสเซีย
จักรวรรดิรัสเซีย เปโยเตรอ ซาลติคอฟ
Flag of Electoral Saxony.svg ฟรีดิช ออกัสตัสที่ 2

สำหรับสงครามเจ็ดปีในความหมายอื่น อ่าน สงครามเจ็ดปี (แก้ความกำกวม)

สงครามเจ็ดปี หรือที่เรียกในภาษาเยอรมันว่า สงครามไซลีเซียครั้งที่ 3 (อังกฤษ: Seven Years' War หรือ Third Silesian War) ที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1756 จนถึงปี ค.ศ. 1763 โดยเกี่ยวข้องกับทุกประเทศมหาอำนาจในยุโรป สงครามเจ็ดปีเป็นสงครามระหว่างปรัสเซียและบริเตนใหญ่และกลุ่มนครรัฐเล็กในเยอรมนีที่ต่อต้านฝ่ายพันธมิตรที่ประกอบด้วยออสเตรีย, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, สวีเดน และแซกโซนี โดยรัสเซียเปลี่ยนข้างอยู่ระยะหนึ่งในช่วงปลายของสงคราม

ต่อมาโปรตุเกส (ฝ่ายบริเตนใหญ่) และสเปน (ฝ่ายฝรั่งเศส) ถูกดึงเข้าร่วมในสงคราม และเนเธอร์แลนด์ที่เป็นกลางก็เข้าร่วมเมื่อถูกโจมตีในอินเดีย เพราะความกว้างขวางของสงครามที่กระจายไปทั่วโลกทำให้สงครามเจ็ดปีได้รับการบรรยายว่าเป็น “สงครามโลกครั้งแรก” ที่มีผลให้ผู้คนเสียชีวิตไปประมาณ 900,000 ถึง 1,400,000 คน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสมดุลทางอำนาจต่อผู้เข้าร่วมหลายประเทศ

สงครามเจ็ดปีเริ่มขึ้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซียทรงเข้ารุกรานแซกโซนี การต่อสู้ระหว่างบริเตน, ฝรั่งเศสและพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายในทวีปอเมริกาเหนือเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1754 สองปีก่อนที่สงครามโดยทั่วไปจะเกิดขึ้น การต่อสู้ในอเมริกาเหนือบางครั้งก็ถือว่าเป็นสงครามอีกสงครามหนึ่งที่เรียกว่าสงครามฝรั่งเศส-อเมริกันอินเดียน (French and Indian War)

แม้ว่าทวีปยุโรปจะเป็นสมรภูมิหลักของสงครามโดยทั่วไปแต่ผลของสงครามก็มิได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปมากจากก่อนสงครามเท่าใดนัก กลับกลายเป็นว่าผลกระทบกระเทือนในเอเชียและอเมริกามีมากกว่าและส่งผลที่ยาวนานกว่า สงครามยุติความเป็นมหาอำนาจการครองครองอาณานิคมของฝรั่งเศสในทวีปอเมริกา ที่เสียดินแดนเกือบทั้งหมดในทวีปอเมริกาเหนือและหมู่เกาะเวสต์อินดีสบางส่วน[2] ปรัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจและยังคงครอบครองบริเวณไซลีเซียที่เดิมเป็นของออสเตรีย บริเตนใหญ่กลายเป็นมหาอำนาจในการเป็นเจ้าของอาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือ และเป็นผู้มีอำนาจมากกว่าผู้ใดในการครอบครองอาณานิคม

ที่มาของชื่อสงคราม[แก้]

ในแคนาดา, ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร คำว่า “สงครามเจ็ดปี” หมายถึงความขัดแย้งในทวีปอเมริกาเหนือ ที่รวมทั้งความขัดแย้งในยุโรปและเอเชียด้วย ความขัดแย้งนี้แม้ว่าจะเรียกว่า “สงครามเจ็ดปี” แต่อันที่จริงแล้วเป็นสงครามที่ยาวเก้าปีเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1754 จนถึงปี ค.ศ. 1763 ในสหรัฐอเมริกาสงครามส่วนที่เกิดขึ้นที่นั่นมักจะเป็นที่รู้จักกันว่า “สงครามฝรั่งเศส-อเมริกันอินเดียน” แต่นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์หลายท่านในสหรัฐอเมริกาเช่นเฟรด แอนเดอร์สันเรียกสงครามนี้ตามที่เรียกกันในประเทศอื่นว่า “สงครามเจ็ดปี” ไม่ว่าสงครามจะเกิดขึ้นที่ใด ในควิเบคความขัดแย้งนี้บางครั้งก็เรียกว่า “La Guerre de la Conquête” ที่แปลว่า “สงครามแห่งการพิชิต” ส่วนในอินเดียก็เรียกว่า “สงครามคาร์เนติค” (Carnatic Wars) ขณะที่การต่อสู้ระหว่างปรัสเซียและออสเตรียเรียกว่า “สงครามไซลีเซียครั้งที่ 3

วินสตัน เชอร์ชิลล์ บรรยายสงครามนี้ว่าเป็น “สงครามโลก[3] เพราะเป็นความขัดแย้งที่นำมาซึ่งสงครามไปทั่วทุกหนทุกแห่งในโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แม้ว่าผู้ที่มีความขัดแย้งกันส่วนใหญ่มาจากยุโรปและจากอาณานิคมโพ้นทะเลที่เป็นของประเทศเหล่านั้น ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเป็นความขัดแย้งระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสในการขยายจักรวรรดิ สงครามเป็นเหตุการณ์สำคัญของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ของสงครามร้อยปีครั้งที่ 2[4]

ที่มาของสงคราม[แก้]

สงครามเจ็ดปีมักจะถือกันว่าเป็นสงครามที่ต่อเนื่องมาจากสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรียที่เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1740 – ค.ศ. 1748 เมื่อพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซียหรือพระเจ้าฟรีดริชมหาราชได้ดินแดนไซลีเซียมาจากออสเตรีย สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรียทรงจำต้องลงพระนามในสนธิสัญญาเอซ์-ลา-ชาเปลเพื่อเป็นการยุติสงคราม และซื้อเวลาในการสร้างเสริมกองทัพออสเตรีย และเสาะหาพันธมิตรทางการทหารใหม่ซึ่งทรงได้รับความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง แผนที่การเมืองของยุโรปได้รับการร่างใหม่ภายในสองสามปีหลังจากที่ออสเตรียยุติการเป็นพันธมิตรกับอังกฤษหลังจากที่ดำเนินมากว่ายี่สิบห้าปี ระหว่างช่วงที่เรียกกันว่าการปฏิรูปทางการทูตของปี ค.ศ. 1756 คู่อริเก่าที่ประกอบด้วยฝรั่งเศส ออสเตรีย และ รัสเซียก็ตกลงเป็นพันธมิตรในการต่อต้านปรัสเซียร่วมกัน

ผู้ร่วมในสงคราเจ็ดปีทุกฝ่ายน้ำเงิน: บริเตนใหญ่, ปรัสเซีย, โปรตุเกส และพันธมิตรเขียว: ฝรั่งเศส, สเปน, ออสเตรีย, รัสเซีย, สวีเดน และพันธมิตร

พันธมิตรหลักของปรัสเซียก็มีเพียงบริเตนใหญ่ ที่มีผู้ครองที่เป็นเจ้าของอาณาจักรเลือกตั้งแห่งฮาโนเวอร์ ผู้มีความพะวงถึงอันตรายของฮาโนเวอร์ที่มาจากฝรั่งเศส เมื่อดูตามสถานะการณ์แล้วคู่พันธมิตรดังกล่าวก็เป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างที่สุด บริเตนมีราชนาวีที่ใหญ่ที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดในโลกในขณะนั้น ขณะที่ปรัสเซียมีกองทัพบกที่เป็นที่น่าเกรงขามที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นผลทำให้บริเตนใหญ่สามารถหันความสนใจไปในด้านการขยายตัวของอาณานิคมได้อย่างเต็มที่ บริเตนมีความหวังว่าการปฏิรูปทางการทูตจะมีผลให้สันติภาพมีโอกาสได้ดำเนินอยู่ต่อไป แต่อันที่จริงแล้วกลับเป็นสาเหตุของการปะทุของสงครามในปี ค.ศ. 1756

กองทัพออสเตรียได้รับการปรับปรุงสร้างเสริมขึ้นใหม่ตามแบบของระบบปรัสเซีย จักรพรรดินีนาถมาเรีย เทรีซาผู้มีพระปรีชาสามารถทางด้านการทหารไม่น้อยกว่าผู้ใดทรงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความกดดันที่เป็นผลให้เกิดการปฏิรูประบบการทหารขึ้น ออสเตรียได้รับความพ่ายแพ้อันน่าอับอายหลายครั้งต่อปรัสเซียในสงครามก่อนหน้านั้น และมีความไม่พึงพอใจต่อความช่วยเหลืออันจำกัดของฝ่ายบริติช ออสเตรียจึงได้ตั้งความหวังใหม่ว่าฝรั่งเศสจะมาเป็นพันธมิตรผู้สามารถช่วยกู้ไซลีเซียคืนจากปรัสเซียได้และยุติการขยายอำนาจของปรัสเซีย

สาเหตุที่สองของสงครามมาจากความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดิอังกฤษ และ จักรวรรดิฝรั่งเศสเรื่องการขยายอาณานิคม ที่เป็นผลให้มีการกระทบกระทั่งกันอย่างประปราย ความขัดแย้งหนึ่งคืออำนาจในดินแดนโอไฮโอ (Ohio Country) ซึ่งเป็นหัวใจของทั้งสองจักรวรรดิในการขยายอำนาจในทวีปอเมริกาเหนือ จักรวรรดิทั้งสองจึงอยู่ในสถานะภาพของสงครามมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1754 แต่การปะทะกันขณะนั้นยังคงจำกัดอยู่แต่ในทวีปอเมริกาเท่านั้น

อ้างอิง[แก้]

  1. George Ripley, Charles Anderson Dana, The American Cyclopaedia, New York, 1874, p. 250, "...the standard of France was white, sprinkled with golden fleur de lis...". *[1]The original Banner of France was strewn with fleurs-de-lis. *[2]:on the reverse of this plate it says: "Le pavillon royal était véritablement le drapeau national au dix-huitième siecle...Vue du chateau d'arrière d'un vaisseau de guerre de haut rang portant le pavillon royal (blanc, avec les armes de France)."[3] from the 1911 Encyclopedia Britannica: "The oriflamme and the Chape de St Martin were succeeded at the end of the 16th century, when Henry III, the last of the house of Valois, came to the throne, by the white standard powdered with fleurs-de-lis. This in turn gave place to the tricolour."
  2. The Treaty of Paris (1763) in Corbett, Julian (1918). England in the Seven Years' War: A Study in Combined Strategy Vol. II. (Second Edition ed.). London: Longman, Green and Co. 
  3. Bowen, HV (1998). War and British Society 1688-1815. Cambridge, United Kingdom: Cambridge University Press. p. 7. ISBN 0-521-57645-8. 
  4. Tombs, Robert and Isabelle. That Sweet Enemy: The French and the British from the Sun King to the Present. London: William Heinemann, 2006.

ดูเพิ่ม[แก้]