เทย์เลอร์ สวิฟต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เทย์เลอร์ สวิฟต์
Taylor Swift 043 (18117777270).jpg
สวิฟต์แสดงที่สนามกีฬาฟอร์ตฟิลด์ในดีทรอยต์ ในทัวร์คอนเสิร์ต 1989 เวิลด์ทัวร์ ในเดือนพฤษภาคม 2015
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริง เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์
เกิด 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 (26 ปี)
เรดดิง รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง
อาชีพ
  • นักร้อง นักแต่งเพลง
  • นักแสดง
  • โปรดิวเซอร์เพลง
  • นักการกุศล
เครื่องดนตรี
  • ร้องนำ
  • กีตาร์
  • แบนโจ
  • อูกูเลเล
  • เปียโน
ช่วงปี 2004 - ปัจจุบัน
ค่ายเพลง บิกแมชีน
เว็บไซต์ taylorswift.com

เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์ (อังกฤษ: Taylor Alison Swift; เกิด 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989) เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เติบโตที่ไวโอมิสซิง รัฐเพนซิลเวเนีย ต่อมาเธอได้ย้ายไปยังเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ขณะอายุ 14 ปี เพื่อเดินตามความฝันที่จะเป็นนักร้องแนวคันทรี เธอได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงบิกแมชีนเรเคิดส์ และกลายเป็นนักแต่งเพลงที่อายุน้อยที่สุดที่บริษัทโซนี/เอทีวีมิวสิกพับบลิชชิง (Sony/ATV Music Publishing) จ้าง อัลบั้มแรกของสวิฟต์มีชื่อเดียวกับตัวเอง อัลบั้มทำให้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องคันทรี เพลง "เอาร์ซอง" ซิงเกิลที่สาม ทำให้เธอเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่เขียนเพลงด้วยตนเองและกลายเป็นเพลงอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอตเพลงคันทรี เธอได้เข้าชิงรางวัลแกรมมีในปี ค.ศ. 2008 ในสาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Best New Artist)

อัลบั้มที่สอง เฟียร์เลส ออกจำหน่ายในปี ค.ศ. 2008 เนื่องจากประสบความสำเร็จแบบข้ามแนวเพลงสู่แนวป็อป (pop crossover) ของซิงเกิล "เลิฟสตอรี" และ "ยูบีลองวิตมี" ทำให้อัลบั้มเฟียร์เลสเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในสหรัฐในปี ค.ศ. 2009 อัลบั้มชนะรางวัลแกรมมี 4 รางวัล และสวิฟต์เป็นนักร้องที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลแกรมมีสาขาอัลบั้มเพลงแห่งปี (Album of the Year) ด้วย อัลบั้มที่สาม สปีกนาว (ค.ศ. 2010) ขายได้มากกว่า 1 ล้านหน่วยในสัปดาห์แรกหลังจากออกจำหน่ายที่อเมริกา ซิงเกิลที่สามของอัลบั้ม เพลง "มีน" ได้รับรางวัลแกรมมี 2 รางวัล ในปี ค.ศ. 2012 สวิฟต์ออกอัลบั้มที่สี่ เรด ขายได้ 1.2 ล้านหน่วยในสัปดาห์เปิดตัว สูงที่สุดในรอบทศวรรษ ทำให้สวิฟต์กลายเป็นนักร้องผู้หญิงคนเดียวที่ทำยอดขายในสัปดาห์แรกได้มากกว่า 2 ล้านอัลบั้ม ซิงเกิล "วีอาร์เนเวอร์เอเวอร์เกตติงแบ็กทูเกเตอร์" และ "ไอนูว์ยูเวอร์ทรับเบิล" เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมทั่วโลก อัลบั้มชุดที่ห้า 1989 ซึ่งเป็นอัลบั้มแนวเพลงป็อป ออกจำหน่ายใน ค.ศ. 2014 และมียอดขายมากกว่าอัลบั้มเพลงทุกอัลบั้มในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอเป็นศิลปินคนแรก และ เพียงคนเดียวที่มียอดขายเปิดตัวอัลบั้มมากกว่า 1 ล้านอัลบั้ม ในสัปดาห์แรกได้ถึง 3 อัลบั้ม ซิงเกิล "เชกอิตออฟ" "แบลงก์สเปซ" และ "แบดบลัด" ขึ้นอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100

สวิฟต์เป็นที่รู้จักว่าเพลงของเธอเป็นการเล่าเรื่องที่มาจากประสบการณ์ตรง ในฐานะนักแต่งเพลง เธอได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์ (Nashville Songwriters Association) และหอเกียรติยศนักแต่งเพลง (Songwriters Hall of Fame) สวิฟต์ยังได้รับรางวัลแกรมมี 7 สาขา รางวัลบิลบอร์ดมิวสิกอะวอดส์ 12 สาขา รางวัลสมาคมเพลงคันทรี 11 สาขา และรางวัลอะคาเดมีออฟคันทรีมิวสิกอะวอดส์ 7 สาขา จนถึงปัจจุบัน เธอขายอัลบั้มได้มากกว่า 45 ล้านอัลบั้ม (27.1 ล้านอัลบั้มในสหรัฐอเมริกา) และยอดดาวน์โหลดซิงเกิล 130 ล้านดาวน์โหลด นอกจากงานเพลง สวิฟต์ยังปรากฏในภาพยนตร์ หวานฉ่ำ วันรักก้องโลก (2010) และ เดอะกิฟเวอร์ พลังพลิกโลก (2014) ใน ค.ศ. 2015 สวิฟต์เป็นผู้หญิงอายุน้อยที่สุดที่อยู่ใยรายชื่อ "100 ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุด" ของนิตยสารฟอบส์ เธออยู่อันดับที่ 64[1]

ชีวิตช่วงแรก[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เกิดในวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 ที่เรดดิง รัฐเพนซิลเวเนีย[2][3][4] เธอถูกตั้งชื่อตามเจมส์ เทย์เลอร์[5] พ่อของเธอชื่อ สกอตต์ คิงสลีย์ สวิฟต์ เป็นที่ปรึกษาการเงินที่บริษัทเมร์ริลลินช์[6][7] เขาเติบโตในรัฐเพนซิลเวเนีย และเป็นลูกหลานของประธานธนาคารถึง 3 รุ่น[8][9] แม่ของเธอ แอนเดรีย การ์ดเนอร์ (ฟินเลย์) สวิฟต์[10][11] เป็นผู้รับจ้างทำงานบ้านที่เคยทำงานเป็นกรรมการบริหารกองทุนรวม[12] แม่ของสวิฟต์เป็นชาวอเมริกัน แต่อาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์ในช่วง 10 ปีแรก ก่อนจะกลับมาที่สหรัฐอเมริกาและตั้งถิ่นฐานในรัฐเทกซัส พ่อของเธอเป็นวิศวกรที่ทำงานทั่วทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[9] สวิฟต์มีน้องชายหนึ่งคนชื่อ ออสติน[13]

สวิฟต์ใช้ชีวิตช่วงแรกในไร่นาต้นคริสต์มาสในคัมรูทาวน์ชิป รัฐเพนซิลเวเนีย[14][15] เธอเข้าโรงเรียนเตรียมอนุบาล และชั้นอนุบาลที่โรงเรียนอัลเวอร์เนียมอนเทสซอรีสกูล เปิดสอนโดยแม่ชีคณะฟรันซิสกัน[16] ก่อนย้ายเข้าโรงเรียนวินด์ครอฟต์สกูล โรงเรียนสหศึกษา[17] สวิฟต์และน้องชายถูกเลี้ยงให้ศรัทธาในโบสถ์เพรสไบทีเรียน และเข้าโรงเรียนสอนศาสนาฤดูร้อนทุก ๆ ฤดูร้อน[18][19] เมื่อสวิฟต์อายุ 9 ปี ครอบครัวย้ายไปที่บ้านเช่าหลังหนึ่งในชานเมืองไวโอมิสซิง รัฐเพนซิลเวเนีย[20] เธอเข้าเรียนที่เวสต์เรดดิงเอเลเมนแทรีเซ็นเตอร์ และไวโอมิสซิงเอเรียจูเนียร์/ซีเนียร์ไฮสกูล ที่นั่น[21] สวิฟต์ใช้เวลาในฤดูร้อนที่บ้านพักตากอากาศของพ่อแม่ที่สโตนฮาร์เบอร์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ และบรรยายสถานที่ว่าเป็น "ที่ที่ความทรงจำวัยเด็กของฉันเกิดขึ้น"[22]

เมื่ออายุ 9 ปี สวิฟต์เริ่มสนใจการละครเวที และแสดงในละครเวทีที่เบิกส์ยูธเธียเตอร์อะคาเดมี[23] เธอเดินทางไปบรอดเวย์เป็นประจำเพื่อเรียนร้องเพลงและการแสดง[24] ต่อมาสวิฟต์เริ่มเปลี่ยนความสนใจไปที่ดนตรีคันทรี เพลงของชะไนยา ทเวน ทำให้เธอ "อยากวิ่งรอบช่วงตึก 4 รอบและฝันกลางวันถึงทุกสิ่งทุกอย่าง"[25] เธอใช้เวลาสุดสัปดาห์แสดงตามงานเทศกาลในท้องถิ่น ร้านกาแฟ งานออกร้าน งานประกวดคาราโอเกะ คลับในสวน การชุมนุมลูกเสือ และงานกีฬาต่าง ๆ[9][12][26] เมื่ออายุ 11 ปี หลังจากล้มเหลวหลายครั้ง[27] สวิฟต์ชนะประกวดพรสวรรค์ในงานประกวดในท้องถิ่นงานหนึ่ง และได้รับโอกาสให้เล่นเปิดคอนเสิร์ตให้ชาร์ลี แดเนียลส์ ที่อัฒจันทร์ครึ่งวงกลมแห่งหนึ่งในเมืองสเตราส์ทาวน์[28]

หลังจากชมรายการบีไฮด์เดอะมิวสิก ตอนเกี่ยวกับเฟธ ฮิลล์ สวิฟต์รู้สึกมั่นใจว่าเธอต้องการเดินทางไปที่แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เพื่อสานฝันงานดนตรี[29] เมื่ออายุ 11 ปี เธอเดินทางไปแนชวิลล์กับแม่เพื่อส่งเดโมเพลง เป็นเพลงของดอลลี พาร์ตัน และดิกซีชิกส์ นำมาร้องใหม่ ตามค่ายเพลงย่านมิวสิกโรว์[30] เธอถูกปฏิเสธ และตระหนักว่า "ทุกคนในเมืองนั้นก็อยากทำสิ่งที่ฉันอยากทำ ดังนั้น ฉันจึงกลับมาคิดกับตัวเอง ฉันต้องหาทางทำสิ่งที่แตกต่างออกไป"[31]

เมื่อสวิฟต์อายุ 12 ปี เธอได้เรียนเล่นกีตาร์ 3 คอร์ด บันดาลให้เธอเขียนเพลงแรก "ลักกียู"[32] ก่อนหน้านี้เธอชนะการประกวดกวีแห่งชาติด้วยบทกวีชื่อ "มอนสเตอร์อินมายคลอเซต" แต่ต่อมาเธอได้มุ่งเน้นแค่การแต่งเพลง[33] ใน ค.ศ. 2003 สวิฟต์และพ่อแม่ของเธอเริ่มทำงานกับผู้จัดการดนตรี แดน ดิมโทรว์ ในนิวยอร์ก ด้วยความช่วยเหลือของดิมโทรว์ สวิฟต์เป็นแบบให้กับบริษัทเอเบอร์ครอมบีแอนด์ฟิตช์ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ "ไรซิงสตาส์" และมีเพลงต้นฉบับรวมในอัลบั้มรวมเพลงของตราสินค้าเมย์เบลลีน และเข้าร่วมประชุมกับค่ายเพลงหลักมากมาย[34] หลังจากแสดงเพลงที่งานมหรสพของสังกัดอาร์ซีเอเรเคิดส์ สวิฟต์ที่ยังเรียนอยู่ชั้นเกรด 8 ได้รับโอกาสให้เป็นนักร้อง และเริ่มเดินทางไปแนชวิลล์กับแม่ของเธอบ่อยครั้งขึ้น[35] พ่อของเธอย้ายไปทำงานออฟฟิศของเมร์ริลลินช์ที่แนชวิลล์เพื่อช่วยสวิฟต์ทำงานดนตรีคันทรี ขณะที่เธออายุ 14 ปี และครอบครัวย้ายที่อยู่ไปที่บ้านริมทะเลสาบในเฮนเดอร์สันวิลล์ รัฐเทนเนสซี[8]

พ่อแม่ของฉันทิ้งแรงกดดันทั้งหมด โดยพูดว่า "เราแค่ย้ายเพราะเรารักสถานที่นั้น ดังนั้นไม่ต้องกังวล" พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้ และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับการบันเทิง แต่ฉันรู้สึกหลงใหลกับมัน และเขาก็ได้วิจัยและหาข้อมูลเพื่อช่วยฉันในทุกทางเท่าที่เขาจะทำได้ พวกเขาเป็นคนที่น่าอัศจรรย์มาก[36]

ในเทนเนสซี สวิฟต์เข้าเรียนที่โรงเรียนเฮนเดอร์สันวิลล์ไฮสกูล ชั้นปีที่ 1 และ 2[37] หลังจากนั้น เธอย้ายไปเรียนที่สถาบันแอรอนอะคาเดมี โรงเรียนคริสต์เอกชนที่มีบริการเรียนที่บ้านได้ เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทางทัวร์ เธอคงผลการเรียนเฉลี่ยที่ 4.0 และได้รับเกียรติบัตรจากโรงเรียนใน ค.ศ. 2008 หลังจากจบการศึกษา 2 ปีสุดท้ายในเวลา 12 เดือน[38][39]

เส้นทางอาชีพนักร้อง[แก้]

2004–2008 : เริ่มต้นอาชีพนักร้อง และอัลบั้ม เทย์เลอร์ สวิฟต์[แก้]

สวิฟต์ย้ายไปที่แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ขณะอายุ 14 ปี[40] ได้เซ็นสัญญาพัฒนาศิลปินกับสังกัดอาร์ซีเอเรเคิดส์[41] เธอได้ร่วมงานกับนักแต่งเพลงย่านมิวสิกโรว์หลายคน เช่น ทรอย เวอร์เจส เบรตต์ บีเวอส์ เบรตต์ เจมส์ แม็ก แม็กอะแนลลี และเดอะวอร์เรนบราเธอส์[42][43] ในที่สุดเธอได้สานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ลิซ โรส สวิฟต์พบโรสที่งานนักแต่งเพลงของสังกัดอาร์ซีเอ และแนะให้มาแต่งเพลงด้วยกัน[44] พวกเขาเริ่มพบกันในคาบแต่งเพลงทุกวันเสาร์ตอนบ่ายหลังเรียน[45] โรสกล่าวว่า คาบแต่งเพลงเป็น "สิ่งที่ง่ายที่สุดที่ฉันเคยได้ทำ ง่าย ๆ คือ ฉันเป็นบรรณาธิการของเธอ เธอจะเขียนเพลงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนในวันนั้น เธอมีวิสัยทัศน์ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เธอต้องการจะพูด และเธอจะคิดท่อนสร้อยที่น่าเหลือเชื่อได้เสมอ"[46] สวิฟต์เริ่มบันทึกเสียงเดโมกับโปรดิวเซอร์เพลง นาธาน แชปแมน[44]

หลังจากขึ้นแสดงที่งานมหรสพนักแต่งเพลงขององค์กรเผยแพร่ดนตรี (BMI Songwriter's Circle showcase) ที่ไนต์คลับเดอะบิตเทอร์เอนส์ นครนิวยอร์ก เมื่อ ค.ศ. 2004[43][47] เธอกลายเป็นนักแต่งเพลงที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้ร่วมงานกับบริษัทโซนี/เอทีวีทรีพับลิชชิง[48] เมื่ออายุ 15 ปี เธอลาออกจากสังกัดอาร์ซีเอเรเคิดส์ เนื่องจากบริษัทต้องการให้เธอบันทึกเสียงเพลงของนักแต่งเพลงของคนอื่น และรอให้เธออายุ 18 ปีเพื่อให้ออกอัลบั้ม แต่เธอรู้สึกพร้อมที่จะทำงานดนตรีด้วยตนเอง[27][49] ต่อมาสวิฟต์นึกขึ้นได้ว่า "ฉันรู้สึกว่าเวลาจะหมดแล้วจริง ๆ ฉันต้องการเก็บช่วงเวลาวัยรุ่นในชีวิตของฉันไว้ในอัลบั้มขณะที่มันยังแทนสิ่งที่ฉันพบเจอมาได้"[50] เธอแยกทางกับผู้จัดการ แดน ดิมโทรว์ ซึ่งต่อมาได้ยื่นฟ้องสวิฟต์และพ่อแม่ของเธอทางกฎหมาย ใน ค.ศ. 2010 ผู้พิพากษาตัดสินให้ข้ออ้าง 6 ข้อของดิมโทรว์เป็นโมฆะ ข้ออ้างที่เป็นลาภมิควรได้อยุติธรรมนั้นไม่ได้ถูกพิจารณาในชั้นศาล[34][51][51]

ณ งานมหรสพแห่งหนึ่งที่ร้านกาแฟบลูเบิร์ดคาเฟในเมืองแนชวิลล์เมื่อ ค.ศ. 2005 สวิฟต์เป็นที่สนใจของสก็อตต์ บอร์เชตตา ผู้บริหารค่ายดรีมเวิกส์เรเคิดส์ที่กำลังเตรียมตัวก่อตั้งค่ายเพลงอิสระของตนในชื่อ บิกแมชีนเรเคิดส์ เธอได้เป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ที่ได้เซ็นสัญญา โดยพ่อของเธอจ่ายเงินช่วยบริษัท 3% เป็นเงินจำนวนประมาณ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ[52][53] บอร์เชตตาจัดให้สวิฟต์ฝึกงานเป็นคนคุ้มครองศิลปินที่เทศกาลดนตรีซีเอ็มเอมิวสิกเฟสติวัล เป็นการชิมลางธุรกิจดนตรีคันทรี[54]

สวิฟต์เริ่มทำงานอัลบั้มแรกของเธอโดยตั้งชื่อเธอให้เป็นชื่ออัลบั้ม ไม่นานหลังเซ็นสัญญากับสังกัด หลังจากทดลองทำเพลงกับโปรดิวเซอร์ผู้เชี่ยวชาญที่แนชวิลล์ สวิฟต์ชักชวนสังกัดบิกแมชีนให้จ้างโปรดิวเซอร์เดโมเพลงของเธอ นาธาน แชปแมน เป็นครั้งแรกของเขาที่ได้บันทึกสตูดิโออัลบั้ม แต่สวิฟต์รู้สึกว่าเขาพวกมี "เคมี" ตรงกัน[27] สวิฟต์แต่งเพลง 3 เพลงในอัลบั้มด้วยตนเอง ในจำนวนนั้นมีซิงเกิลสองซิงเกิล และร่วมแต่งเพลงที่เหลือกับนักแต่งเพลงหลายคน ได้แก่ โรส โรเบิร์ต เอลลิส ออร์รอล ไบรอัน เมเฮอร์ และแองเจโล เพทราเกลีย[55] มีคำอธิบายเกี่ยวกับดนตรีของเพลงในอัลบั้มว่าเป็น "การผสมผสานระหว่างเครื่องดนตรีคันทรีดั้งเดิมกับกีตาร์ร็อกที่มีชีวิตชีวา" (a mix of trad-country instruments and spry rock guitars)[56]

อัลบั้มเทย์เลอร์ สวิฟต์ ออกจำหน่ายในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2006 จอน คารามานิกา จากหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ บรรยายว่าเป็น "งานชิ้นเยี่ยมเล็ก ๆ ที่เป็นคันทรีผสมป็อป ทั้งเรียบง่ายและถากถาง รวมกันไว้ด้วยเสียงร้องที่อ้อนวอนและแน่วแน่ของสวิฟต์"[57] ซาชา เฟรียร์-โจนส์ จากนิตยสารเดอะนิวยอร์กเกอร์ พูดถึงสวิฟต์อายุ 16 ปีว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์" (prodigy) เขาชี้แจงว่าเพลง "อาวเวอร์ซอง" "ทำให้ผมประหลาดใจจนทำตัวไม่ถูก" และยกย่องเนื้อเพลงที่ว่า "He's got a one-hand feel on the steering wheel, the other on my heart."[58] นักวิจารณ์จากนิตยสารโรลลิงสโตนบรรยายถึงสวิฟต์ว่า "ตาใสแต่มีสีสันโดดเด่น" และชื่นชมเพลง "อาวเวอร์ซอง" เรื่อง "ทำนองติดหูอย่างขาดสติที่ฟังเหมือนแพตซี เช่นเดียวกับบริตนีย์"[56]


อัลบั้มนี้ขายได้ 39,000 แผ่นในสัปดาห์แรกที่วางขาย และ กระทั่งเดือนมีนาคม ปี 2011 อัลบั้มนี้มียอดขายแล้วเกินกว่า 5.5 ล้านแผ่นทั่วโลก นอกจากนี้แล้วเธอยังได้ออกอัลบั้มพิเศษ ในชื่อ Sounds of the Season: The Taylor Swift Holiday Collection ในเดือนตุลาคม ปี 2007 และ อัลบั้มพิเศษ Beautiful Eyes ในเดือนกรกฎาคม ปี 2008

ความสำเร็จของอัลบั้มนี้ยังรวมไปถึงการที่เธอได้รับการบันทึกชื่อลงบน Nashville Songwriters Association's Songwriter/Artist of the Year ในปี 2007 ซึ่งทำให้เธอเป็นศิลปินที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับเกียรตินี้ เธอยังได้รับรางวัลในสาขา Best New Artist จาก CMA Awards , รางวัล Top New Female Vocalist award จาก ACM Awards และ รางวัล Favorite Country Female Artist honor จาก AMA Award นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Grammy Award ในสาขา Best New Artist

2008–2010 : อัลบั้ม Fearless , เหตุการณ์ที่งาน VMA Award และ ดาวเด่นงาน GRAMMY Awards[แก้]

อัลบั้มชุดที่ 2 ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ เผยแพร่ออกมาในปี 2008 ในชื่อ Fearless โดยอัลบั้มนี้เธอได้แต่งเพลง 7 เพลงด้วยตนเอง และ ร่วมแต่งเพลงกับนักแต่งเพลงคนอื่น ๆ อีก 6 เพลง โปรดิวเซอร์ของอัลบั้มนี้ยังคงเป็น นาธาน แชบแมน เช่นเดิม นิตยสาร The New York Times ได้ให้คำจำกัดความอัลบั้มนี้ว่าเป็น "หนึ่งในอัลบั้มป๊อปที่ดีที่สุดอัลบั้มหนึ่ง" ส่วน Rolling Stone ได้กล่าวว่าเธอเป็น "นักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมของโลก"

ซิงเกิลแรกของอัลบั้ม Love Story เผยแพร่ออกมาในเดือนกันยายน ปี 2008 และได้ขึ้นแท่นกลายเป็นเพลงคันทรี่ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลในอันดับที่ 2 และขึ้นสูงสุดที่อันดับ 4 บน Billboard Hot 100 และได้เผยแพร่ซิงเกิลอีก 4 เพลงตามมาในปี 2008 และ 2009 ได้แก่เพลง White Horse , You Belong with Me , Fifteen และ Fearless ซึ่งเพลง You Belong with Me เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จด้านชาร์ตเพลงมากที่สุดในอัลบั้ม ขึ้นสูงสุดที่อันดับ 2 บน Billboard Hot 100 อัลบั้มนี้เปิดตัวบนชาร์ต Billboard 200 Album Chart ที่อันดับ 1 ด้วยยอดขาย 592,304 แผ่นในสัปดาห์แรก และ ขายได้ถึง 8.6 ล้านแผ่นทั่วโลก เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในปี 2009 และ เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเธอ

ในปี 2009 เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ประกาศทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของเธอในชื่อ Fearless Tour ด้วยจำนวน 105 โชว์ ประกอบด้วย 90 โชว์ในอเมริกาเหนือ , 6 โชว์ในยุโรป , 8 โชว์ในออสเตรีย และ 1 โชว์ในเอเชีย โดยทัวร์ประกอบไปด้วยแฟนเพลงกว่า 1.1 ล้านคน กับ รายรับทั้งหมด 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการแสดง ต่อมาได้ออกดีวีดี คอนเสิร์ต และ ชีวิตเทย์เลอร์ สวิฟต์ ในชื่อ Taylor Swift: Journey to Fearless เธอได้ขึ้นแสดงเพลง Fifteen กับนักร้องสาว ไมลี่ย์ ไซรัส ที่งาน Grammy Awards ครั้งที่ 51 และ ได้ร่วมเขียนเพลง Best Days of Your Life ของนักร้องสาว เคลลี่ พิกเกอร์ , เพลงประกอบภาพยนตร์ The Hannah Montana เพลง You'll Always Find Your Way Back Home และเพลง Crazier" , เพลงประกอบภาพยนตร์ The Valentine's Day ในเพลง Today Was a Fairytale และ เพลงในอัลบั้ม Hope for Haiti Now ในเพลง Breathless นอกจากนั้นแล้วเธอได้ร่วมร้องในเพลงของ จอห์น เมเยอร์ ในเพลง Half of My Heart , เพลงของวง บอยส์ ไลค์ เกิร์ล ในเพลง Two Is Better Than One

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นศิลปินคันทรี่คนแรกที่ชนะรางวัล MTV Video Music Award เมื่อเพลง You Belong with Me ได้รับรางวัล Best Female Video ซึ่งในระหว่างที่เธอขึ้นกล่าวขอบคุณนั้น นักร้องหนุ่ม คานแย่ เวสท์ ได้ขึ้นไปป่วนงาน โดยได้กล่าวว่า "บียอนเซ่ คือคนที่สมควรได้รับรางวัล" แต่หลังจากนั้นเมื่อนักร้องสาว บียอนเซ่ ได้รับรางวัล Video Of The Year เธอได้เชิญให้เทย์เลอร์ สวิฟต์ ขึ้นมากล่าวขอบคุณแทนที่เธอ หลังเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้นักร้องหนุ่มถูกกระแสวิจารณ์ในทางลบอย่างมาก และได้ออกมาขอโทษในเวลาถัดมา

อัลบั้มนี้ยังประสบความสำเร็จในงานประกาศรางวัลอื่น ๆ มากมาย โดยในงาน Grammy Awards ปี 2010 ได้รับการเสนอชื่อ 8 รางวัล และได้รับรางวัลรวมถึง 4 รางวัล โดยอัลบั้ม Fearless ได้รับรางวัล Album of the Year รวมถึงรางวัล Best Country Album ในขณะที่เพลง White Horse ได้รับรางวัล Best Female Country Vocal Performance และ Best Country Song และจากงานประกาศรางวัลในครั้งนี้ทำให้เธอกลายเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลใหญ่ของงานในสาขา Album of the Year อัลบั้ม Fearless ได้รับการบันทึกว่าเป็นอัลบั้มที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงคันทรี่ เธอได้กลายเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุด ที่ได้รับรางวัล Entertainer of the Year ในงาน CMA Awards และยังได้รับรางวัลในสาขา Album of the Year จากงานประกาศรางวัลนี้อีกด้วย และยังเป็นศิลปินที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลใหญ่ของงาน ACM Awards ในสาขา Album of the Year , Artist of the Year และ Favorite Country Album นอกจากนี้แล้วในฐานะนักแต่งเพลง เธอยังได้รับการบันทึกชื่อลงใน The Songwriters Hall of Fame ให้เป็นศิลปินแห่งปี โดย Nashville Songwriters Association ด้าน Billboard ได้มอบรางวัล Artist of the Year ให้เธอ และ นิตยสาร ไทม์ ได้จัดอันดับเธอให้เป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลกประจำปี 2010 อีกด้วย

2010-2012 : อัลบั้ม Speak Now และ World Tour Concert[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เผยแพร่อัลบั้มที่ 3 ของเธอในชื่อ Speak Now ในเดือนตุลาคม ปี 2010 ในอัลบั้มนี้เธอได้แต่งเพลงทั้งหมด 14 เพลงในอัลบั้มด้วยตัวเธอเอง และ โปรดิวซ์โดยโปรดิวเซอร์คู่ขา นาธาน แชปแมน โดยอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแนวป๊อป-คันทรี่ ที่มีกลิ่นอายของแนวดนตรีอันเทอร์เนทีฟ ร็อค โดยนิตยสาร New York Times ได้ให้คำจำกัดความอัลบั้มนี้ว่า "เป็นอัลบั้มที่เยี่ยมมาก อาจดีที่สุดเลยด้วยซ้ำ" ด้าน Rolling Stone ได้จัดให้เธอเป็นนักแต่งเพลงป๊อป ร็อค คันทรี่ ยอดเยี่ยมอีกด้วย

ซิงเกิลแรกของอัลบั้ม เพลง Mine เผยแพร่ออกมาในเดือนสิงหาคม ปี 2010 ตามด้วยซิงเกิลอื่น ๆ ได้แก่ Back to December , Mean , The Story of Us , Sparks Fly และ Ours อัลบั้มนี้เปิดตัวที่อันดับ 1 บน Billboard 200 chart ด้วยยอดขาย 1,047,000 แผ่น โดยเป็นอัลบั้มที่ 16 ของโลกที่มียอดขายเกิน 1 ล้านแผ่นในสัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย และ จากข้อมูลเดือนสิงหาคม ปี 2012 อัลบั้มนี้มียอดขายทั้งสิ้น 5.7 ล้านแผ่นทั่วโลก

Speak Now World Tour คือคอนเสิร์ตทัวร์จากอัลบั้มนี้ ประกอบด้วย 111 โชว์ทั่วโลก แบ่งเป็น 7 โชว์สำหรับเอเชีย , 12 โชว์สำหรับยุโรป , 80 โชว์สำหรับอเมริกาเหนือ และ 12 โชว์สำหรับออสเตรีย เธอได้เชิญศิลปินมากมายเพื่อมาเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ต อาทิ นักร้องคนโปรดของเธอ เจมส์ เทเลอร์ เพื่อนสนิทของเธอ เซเลน่า โกเมซ และ จัสติน บีเบอร๋ รวมถึงศิลปินชื่อดัง จัสติน ทิมเบอร์เลค , นิกกี มินาจ และ ทิม แมคกรอว ในระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกานั้น เธอได้เขียนเนื้อเพลงที่แตกต่างกันในแต่ละโชว์บนแขนซ้ายของเธอ และ ได้แสดงเพลงต่าง ๆ ในเวอร์ชันอะคูสติก ทัวร์ครั้งนี้ประกอบไปด้วยแฟนเพลงกว่า 1.6 ล้านคน และ มีรายได้รวม 123 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาได้มีการจัดทำอัลบั้มการแสดงสด Speak Now World Tour: Live วางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน ปี 2011

ในงาน Grammy Awards ครั้งที่ 54 เพลง Mean ได้รับรางวัล Best Country Song และ Best Country Solo Performance เธอยังได้แสดงเพลงนี้บนเวทีประกาศรางวัลนี้อีกด้วย โดย บ๊อบ เลฟเซส นักวิจารณ์เพลงที่เคยวิจารณ์เธอในทางลบมาตลอด เชื่อว่าเพลงนี้ได้แต่งถึงเขา โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาและเทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้เคยคุยกันหลายครั้ง โดยคำวิจารณ์ต่าง ๆ นั้นก็เพื่อผลงานที่ดีขึ้น และ โชว์ที่น่าดูยิ่งขึ้น เท่านั้นเอง ในอัลบั้มนี้เธอได้รับรางวัลในหลากหลายสาขา โดยเป็นครั้งที่ 2 ที่เธอได้รับการบันทึกชื่อเป็นศิลปินแห่งปี โดย the Nashville Songwriters Association , ได้รับรางวัล Entertainer of the Year จาก ACM Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 , ได้รับรางวัล Entertainer of the Year จากงาน CMA Awards ในขณะที่งาน American Music Awards เธอได้รับรางวัล Artist of the Year และอัลบั้ม Speak Now ได้รับรางวัลในสาขา Favorite Country Album อีกทั้งยังได้รับรางวัล จาก Billboard ในสาขา Woman of the Year อีกด้วย

ในระหว่างการทำอัลบั้มชุดที่ 4 เธอได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง The Hunger Game ในเพลง Safe & Sound ที่ร่วมแต่งกับวงดนตรีโฟล์คซอง เดอะ ซีวิล วอลล์ โดยเพลงนี้ได้รับรางวัลในสาขา Best Song Written For Visual Media ในงาน Grammy Awards ครั้งที่ 55 อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Original Song ในงานลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 70 นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้เผยแพร่อีกหนึ่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ "Eyes Open" และ ยังได้ร่วมร้องเพลงกับนักร้องหนุ่ม B.O.B ในเพลง Both of Us อีกด้วย

2012-2014 : อัลบั้มชุดที่ 4 และ RED Tour[แก้]

อัลบั้มที่ 4 ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ เผยแพร่ออกมาในเดือนตุลาคม ปี 2012 ในชื่อ RED เธอได้เขียน 9 เพลงในอัลบั้มด้วยตัวเอง และ ร่วมแต่งเพลงกับนักแต่งเพลงคนอื่น ๆ อีก 7 เพลง โปรดิวเซอร์หลักของอัลบั้มนี้ยังคงเป็น นาธาน แชปแมน เช่นเดิม อัลบั้มนี้มีแนวเพลงที่หลากหลายมากขึ้นทั้งคันทรี่ ป๊อป ร็อค ดูปสเต็ป และ แดนซ์ป๊อป อัลบั้มนี้ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีในทุก ๆ นิตยสารถึงการเปลี่ยนแปลงแนวเพลงที่มีหลากหลายยิ่งขึ้น รวมถึงเพลง All Too Well ยังได้รับการกล่าวขานจาก Rolling Stone ว่าเป็นเพลงที่มีเนื้อเพลงยอดเยี่ยมที่สุดเพลงหนึ่ง

ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม We Are Never Ever Getting Back Together กลายเป็นเพลงอันดับ 1 เพลงแรกของเธอบน US Billboard Hot 100 chart และอีก 6 ซิงเกิลต่อมาอย่าง Begin Again , I Knew You Were Trouble , 22 , Everything Has Changed , The Last Time และ Red ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จด้านชาร์ตเพอร์ฟอร์แมนซ์ และ ยอดขายทั่วโลก อัลบั้มนี้เปิดตัวที่อันดับ 1 บน Billboard 200 ด้วยยอดขาย 1.21 ล้านแผ่นในสัปดาห์แรก เป็นอัลบั้มที่มียอดขายเปิดตัวสูงที่สุดในรอบทศวรรษ และ ทำให้เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นศิลปินหญิงคนแรกของโลกที่มีอัลบั้มที่มียอดขายเกิน 1 ล้านแผ่นถึง 2 อัลบั้ม ปัจจุบันอัลบั้มนี้มียอดขายกว่า 7 ล้านแผ่นทั่วโลก

RED Tour คอนเสิร์ตทัวร์จากอัลบั้มเริ่มต้นด้วย 66 โชว์ในอเมริกาเหนือในเดือนกันยายน ปี 2013 , 7 โชว์สำหรับออสเตรียในเดือนธันวาคม ปี 2013 , 6 โชว์ในยุโรปในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 และ 6 โชว์ในเอเชียในเดือนมิถุนายน ปี 2014 ในทัวร์ครั้งนี้มีศิลปินรับเชิญมากมาย อาทิ เอ็ด ชีเรน , เจนิเฟอร์ โลเปซ และ คาร์ลี่ย์ ไซม่อน ในปลายปี 2013 เธอได้เผยแพร่เพลง Sweeter Than Fiction" เพลงประกอบภาพยนตร์ One Chance ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Original Song ในงานลูกโลกทองคำครั้งที่ 71 นอกจากนั้นยังได้ร่วมร้องเพลงกับ ทิม แมคกรอว์ ในเพลง Highway Don't Care และ ยังได้แสดงเวอร์ชันอะคูสติกของเพลง Red ร่วมกับ วินซ์ กิลล์ และ อลิสัน คลอส ในงาน CMA Awards 2013 อีกด้วย

อัลบั้ม RED ไม่ได้รับรางวัลจากงาน Grammy Awards เพียงแต่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใน 4 สาขา ใน Record of the Year ในเพลง We Are Never Ever Getting Back Together ในงานปี 2013 ต่อมาในปี 2014 อัลบั้ม Red เข้าชิงในสาขา Best Country Album และ รางวัลใหญ่สุดของงาน Album of the Year รวมถึงเพลง Begin Again ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสาขา Best Country Song ในปีเดียวกัน เช่นเดียวกันกับงาน CMA Awards ซึ่งเธอไม่ได้รับรางวัลใด ๆ เช่นกัน แต่ทางงานได้มอบรางวัลพิเศษ Pinnacle Award รางวัลที่มอบแก่ศิลปินที่ทำให้เพลงคันทรี่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งเธอเป็นศิลปินเพียง 1 ใน 2 คนเท่านั้นที่ได้รับรางวัลนี้ นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้รับ 3 รางวัลจาก MTV Europe Music Awards รวมถึงรางวัลใหญ่ของงานอย่าง Best Female และ Best Live Act ด้านเพลง I Knew You Were Trouble ได้รับรางวัล Best Female Video จากงาน MTV Video Music Awards ปี 2013 ส่วนด้านงาน American Music Award เธอได้รับรางวัล Best Female Country Artist ในปี 2012 และ Artist of the Year ในปี 2013 และ The Nashville Songwriters Association ก็ได้บันทึกชื่อของเธอในนามศิลปินแห่งปี เป็นครั้งที่ 6 เมื่อปี 2013

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ทรัพย์สินส่วนบุคคล[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์อาศัยอยู่ที่บ้านพักตามสถานที่ต่าง ๆ คือ บ้านพัก 3 ห้องนอน ที่เมืองแนชวิล รัฐเทนเนสซี (ที่อยู่อาศัยหลักของเธอ) , บ้านพักต่างอากาศ 3 ห้องนอน ที่เบเวอรี่ฮิล รัฐแคลิฟอเนีย , บ้านพักในย่านไทรเบกา มหานครนิวยอร์ก และ บ้านพักต่างอากาศฤดูร้อน ที่วอทช์ฮิลล์ รัฐโรดไอแลนด์ นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้ซื้อแมนชันในเบลล์ มีด รัฐเทนเนสซีสำหรับพ่อแม่ของเธอ , เครื่องบินส่วนตัว Dassault Falcon 900 และ โรงเก็บเครื่องบินส่วนตัวที่สนามบินนานาชาติแนชวิลอีกด้วย

จากการเปิดเผยรายได้ดารา 100 อันดับของนิตยสารฟอบส์ ที่เผยแพร่ออกมาเป็นประจำทุกปีในเดือนพฤษภาคม เทย์เลอร์ สวิฟต์มีรายได้ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2009 , 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2010 , 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2011 , 57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2012 และ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2013 และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นศิลปินที่มีรายได้สูงสุดในโลกของนิตยสารบิลบอร์ด ประจำปี 2012 และ 2013 อีกด้วย

ชีวิตความรัก[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์คบหากับ โจ โจนาส ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึง ตุลาคมในปี 2008 และ นักแสดงหนุ่ม เทย์เลอร์ เลาต์เนอร์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงธันวาคมในปี 2009 เธอยังมีความสัมพันธ์กับน้กร้องหนุ่ม จอห์น เมเยอร์ ตั้งแต่ปลายปี 2009 ถึงต้นปี 2010 จากนั้นได้คบหากับนักแสดงหนุ่ม เจค จิลเลินฮาล ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม ปี 2010 ทั้งคู่ได้เลิกรากัน และ กลับมาคบกันอีกครั้งในเดือนมกราคม ปี 2011 แต่ก็เลิกรากันอีกครั้งในเดือนถัดมา นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้คบหากับ คอเนอร์ เคนเนอร์ดี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึง กันยายนปี 2012 และ สุดท้ายก็ได้คบหากับนักร้องหนุ่ม แฮรี่ สไตล์ ในเดือนตุลาคม 2012

เพื่อนสนิท[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์เป็นบุคคลที่มีเพื่อนสนิทมากมาย หนึ่งในนั้นคือ อบิเกล แอนเดอร์สัน เพื่อนสนิทสมัยเรียนของเธอ ในวงการบันเทิงเธอเป็นเพือนสนิทกับบุคคลจากหลากหลายวงการ อาทิ นักร้องสาวจากดิสนีย์อย่าง เซเลนา โกเมซ นักร้องหนุ่มจากฝั่งยุโรปอย่าง เอ็ด ชีแรน รุ่นน้องในวงการอย่าง ลอร์ด (Lorde) และ นางแบบสาวจาก วิคตอเรีย ซีเคร็ต อย่าง คาร์ลี่ คลอส นักแสดงสาวชาวอเมริกัน เอมมา สโตน นักแสดงและนางแบบ เจมี่ คิง นักแสดงสาวชาวอเมริกันร่างอวบ ลีน่า ดันแฮม

การบริจาคเพื่อการกุศล[แก้]

การบริจาคเพื่อการกุศลของเทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้รับการยอมรับจาก Do Something Awards , องค์กร The Giving Back Fund และ The Tennessee Disaster Services ในปี 2012 มิเชลล์ โอบามา ได้มอบรางวัล The Big Help Award ให้แก่เธอจากการที่เธอได้ "อุทิศตนเสียสละเพื่อส่วนรวม และ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำเช่นเดียวกัน" และในปีเดียวกันนั้น แครี่ แคนเนดี ได้มอบรางวัล Ripple of Hope Award โดยกล่าวว่า "เธอเป็นบุคคลที่มีอายุน้อยที่อุทิศตนช่วยเหลือสังคมเสมอมา , เธอนี่แหละคือลูกแบบที่เราอยากมี"

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่สำหรับสถานศึกษาด้านดนตรีในอเมริกา โดยในปี 2010 เธอได้มอบเงิน 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ Nashville's Hendersonville High School ในการปรับปรุงสถานที่ ทำระบบแสงและเสียงใหม่ ต่อมาให้ปี 2012 เธอได้มอบเงินกว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นกองทุนในการสร้างอาคาร Country Music Hall of Fame and Museum ในแนชวิล ด้วยพื้นที่กว่า 7,500 ตารางฟุต ประกอบด้วย 3 ห้องเรียน , พื้นที่การจัดแสดง , พื้นที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ และยังมีห้องสำหรับการทำโปสเตอร์และงานศิลป์ต่าง ๆ อีกด้วย ต่อมาได้เปิดส่วนของ Taylor Swift Education Center เพิ่มเติมในอาคารอีกด้วย ในปี 2012 เธอยังได้บริจาคเงิน 60,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่ภาควิชาเกี่ยวกับการดนตรีในมหาวิทยาลัย 6 แห่งในสหรัฐอเมริกา และ ในปี 2013 เธอยังได้บริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ Nashville Symphony อีกด้วย

นอกจากการสนับสนุนด้านดนตรีแล้ว เธอยังได้สนับสนุนการศึกษาของเยาวชนอีกด้วย โดยในปี 2009 เธอได้บริจาคเงิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โรงเรียนทั่งประเทศที่อยู่ในเครือข่าย โดยใช้สำหรับการซื้อหนังสือ , เป็นเงินเดือนแก่ครู และ เป็นกองทุนในการศึกษา ต่อมาในปี 2010 เธอได้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ผ่านเว็บไซต์ในชื่อ Read Now! with Taylor Swift ออกอากาศตามโรงเรียนต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกา เธอยังได้บริจาคหนังสือจำนวน 6,000 เล่มแก่ห้องสมุดประชาชนในรัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อปี 2011 โดยหนังสือส่วนใหญ่มีไว้สำหรับการอ่าน และ ยืม หนังสือส่วนที่เหลือได้แจกจ่ายไปยังนักเรียนที่อยู่ในเขตยากไร้ และ ในปี 2012 เธอได้ร่วมแคมเปนจ์รณรงค์อ่านหนังสือในสหรัฐอเมริกา และ ได้บันทึกเสียงให้กำลังใจแก่นักเรียนในการอ่านหนังสือ ในปีนี้เธอยังได้โปรโมตกิจกรรม Power of Reading ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้ผ่านเว็บไซต์ครั้งที่ 2 ของเธอ โดยส่งตรงสู้โรงเรียนทั่วประเทศเช่นเคย ในปี 2013 เธอยังได้บริจาคหนังสืออีก 2,000 เล่ม แก่โรงพยาบาลเด็กเพื่อการเรียนรู้ และได้เข้าร่วมแคมเปนจ์รณรงค์การอ่านหนังสือในปี 2014 อีกด้วย

ตลอดการทำงานในวงการของเธอ เธอได้บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติมากมาย โดยในปี 2008 เธอได้บริจาคเงินจากการขายอัลบั้มที่งาน Country Music Festival เพื่อเป็นกองทุนแก่กาชาดสหรัฐ ปีต่อมาเธอได้บริจาคเงินกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่รัฐไอโอวา ในปี 2009 เธอได้มอบเงินช่วยเหลือเหตุการณ์ไฟป่าในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นศิลปินที่ให้การช่วยเหลือแก่ประเทศออสเตรเลียมากที่สุดที่เคยมีมา ในปี 2010 เธอได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เฮติ โดยได้เขียนและบันทึกเพลงสำหรับอัลบั้ม Hope of Haiti Now ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ในเหตุการณ์น้ำท่วม ณ รัฐเทนเทนเนสซี เธอได้บริจาคเงิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในปีถัดมาเธอได้มอบเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยซ่อมแซมสนามเด็กเล่นในเมืองแฮนเดอร์สันวิลล์ รัฐเทนเนสซีซึ่งถูกทำลายในเหตุการณ์น้ำท่วม ในปี 2011 เธอได้มอบเงินบางส่วนจากคอนเสิร์ต Speak Now World Tour เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุทอร์นาโดในอเมริกา กว่า 750,000 ดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย

เธอยังได้ช่วยเหลือเด็กที่มีความผิดปกติ และ พิการมากมาย ในปี 2008 เธอบริจาครถบรรทุกแก่ค่าย Victory Junction Gang เพื่อใช้สำหรับการรับ-ส่งผู้ป่วยเด็กจากสนามบินมายังค่าย ในปี 2009 หลังขึ้นแสดงที่งาน BBC Children in Need annual telethon เธอได้มอบเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่ผู้จัดงาน ต่อมาในปี 2011 เธอได้บริจาคเงิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่โรงพยาบาล St. Jude Children's Research รัฐเทนเนสซี ในปี 2012 เธอร่วมรณรงค์แคมเปนจ์ Stand Up to Cancer โดยได้แต่งเพลง Ronan ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง โดยเพลงนี้มีการเผยแพร่ให้ดาวน์โหลด และ รายได้ทั้งหมดได้มอบให้กับมูลนิธิผู้ป่วยโรคมะเร็ง ต่อมาในปี 2014 เธอได้มอบเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่การวิจัยโรคมะเร็ง และ มอบเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได่โรงพยาบาลเด็กในฟิลาเดล เทย์เลอร์ สวิฟต์ได้พบปะแฟนเพลงที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้แรงบันดาลใจแก่พวกเขาในการดำเนินชีวิตต่อไป

รางวัลที่ได้รับ[แก้]

เทย์เลอร์สวิฟต์ได้รับ 225 รางวัล จากการได้รับเสนอชื่อเข้ารับรางวัลทั้งหมด 390 ครั้ง โดยได้รับ

  • 7 รางวัล Grammy Awards
  • 16 รางวัล American Music Awards
  • 11 รางวัล Country Music Association Awards
  • 7 รางวัล Academy of Country Music Awards
  • 25 รางวัล Billboard Music Awards
  • 21 รางวัล Teen Choice Awards
  • 8 รางวัล People's Choice Awards
  • 2 รางวัล MTV Video Music Awards
  • 17 รางวัล BMI Awards
  • 1 รางวัล Brit Award

ในฐานะนักแต่งเพลง เธอได้รับเกียรติจาก Nashville Songwriters Association และ The Songwriters Hall of Fame ในปี 2013 เธอกลายเป็นศิลปินคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลทรงเกียรติ Pinnacle Award รางวัลสำหรับศิลปินที่ทำให้เพลงคันทรี่โด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนั้นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เธอได้แต่งและขับร้องยังได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Golden Globe Award nominations 2 ครั้ง

ผลงานเพลง[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

คอนเสิร์ตทัวร์[แก้]

การแสดงทัวร์ในประเทศไทย[แก้]

หลังจากทัวร์คอนเสิร์ตเดอะเรดทัวร์ในภูมิภาคอเมริกา ยุโรป และ ออสเตรเลีย ในปี 2556 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ประกาศเปิดทัวร์คอนเสิร์ตในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงกลางปี 2014 และจะมาแสดงที่ประเทศไทยในวันที่ 9 มิถุนายน 2014 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี การจำหน่ายบัตรในประเทศไทยมีขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2557 โดยบัตรคอนเสิร์ตขายหมดตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เปิดจอง[59]

วันที่ 26 พฤษภาคม 2014 เวลา 13.00 เทย์เลอร์ สวิฟต์ประกาศยกเลิกการแสดงเนื่องจากการรัฐประหารขึ้นในเมืองไทย เพื่อเป็นการขอโทษ เทย์เลอร์ สวิฟต์ได้โพสต์ข้อความลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า

ขอส่งความรักถึงแฟนเพลงในเมืองไทยค่ะ เสียใจจริงๆ ที่คอนเสิร์ตได้ถูกยกเลิกไปแล้ว[60]

ต่อมาได้เพิ่มรอบโชว์ในประเทศสิงคโปร์ และได้สำรองที่นั่งสำหรับแฟนเพลงชาวไทยจำนวน 1,000 ที่นั่ง[59]

ผลงานการแสดง[แก้]

ภาพยนตร์
ปีที่เข้าฉาย ชื่อเรื่อง ตัวละครที่แสดง อื่นๆ
2009 Jonas Brothers: The 3D Concert Experience ตัวเอง Cameo
2009 Hannah Montana: The Movie ตัวเอง Cameo
2010 Valentine's Day Felicia Film debut
2012 Lorax, TheThe Lorax Audrey Voice only
2014 The Giver Rosemary Post-production
ละครโทรทัศน์
ปีที่เข้าฉาย ชื่อเรื่อง ตัวละครที่แสดง อื่นๆ
2009 Saturday Night Live ตัวเอง Host/musical guest; 2 episodes
2009 CSI: Crime Scene Investigation Haley Jones Episode: "Turn, Turn, Turn"
2013 New Girl Elaine Episode: "Elaine's Big Day"

อ้างอิง[แก้]

  1. "#8 Taylor Swift". Forbes. สืบค้นเมื่อ July 27, 2015. 
  2. Eddy, Chuck. "Taylor Swift". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ April 9, 2015. 
  3. "Taylor Swift Biography: Singer (1989–)". Biography.com (FYI / A&E Networks. สืบค้นเมื่อ April 9, 2015. 
  4. Leahey, Andrew. "[Taylor Swift] Artist Biography". AllMusic.com. สืบค้นเมื่อ April 9, 2015. 
  5. "Walter Scott Asks ... James Taylor". Parade. June 14, 2015. 
  6. "Taylor Swift's father is a Blue Hen". Udel.edu. September 23, 2009. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  7. "4.1.13: LIZ SMITH: I'm a Taylor Swift "Groupie."". New York Social Diary. April 1, 2013. สืบค้นเมื่อ December 14, 2013. 
  8. 8.0 8.1 Widdicombe, Lizzie (October 10, 2011). "You Belong With Me". The New Yorker. สืบค้นเมื่อ October 11, 2011. 
  9. 9.0 9.1 9.2 Rolling Stone Interview: The Unabridged Taylor Swift, December 2, 2008
  10. Griggs, Brandon (April 9, 2015). "Taylor Swift: My mom has cancer". CNN. สืบค้นเมื่อ April 9, 2015. 
  11. "Taylor Swift". google.ca. 
  12. 12.0 12.1 Cutter, Kimberly (June 2, 2010). "Taylor Swift's Rise to America's Sweetheart". Marie Claire. p. 2. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  13. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Stun
  14. Reinbrecht, Steve (October 7, 1996). "New golf course is no picnic". Reading Eagle (via Google Books). สืบค้นเมื่อ November 17, 2013. 
  15. Raab, Scott (October 20, 2014). "Taylor Swift Interview". Esquire.com. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  16. "Photos Students at Alvernia Montessori School sending Taylor Swift a valentine". Readingeagle.com. February 13, 2010. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  17. Hatza, George (December 8, 2008). "Taylor Swift: Growing into superstardom". Readingeagle.com. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  18. "Article about Taylor's dad – Rare Taylor Swift". Raretaylorswift.webs.com. March 7, 2013. สืบค้นเมื่อ November 17, 2013. 
  19. words of whimsy: Taylor Swift Was My BFF. Words-of-whimsy.blogspot.co.uk (April 19, 2011). Retrieved December 6, 2013.
  20. Lauren Mennen, Philly.com. "Taylor Swift's Wyomissing childhood home on the market for $799,500". Philadelphia Daily News. สืบค้นเมื่อ November 17, 2013. 
  21. "Wyomissing Schools get Swift gift Taylor made for them – Lehigh Valley Music Blog". Blogs.mcall.com. January 13, 2010. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  22. Van Meter, Jonathan (January 17, 2012). "Taylor Swift: The Single Life – Magazine". Vogue. p. 4. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  23. Andrea Simpson (January 2014). "Taylor Swift and Her Chubby Cheeks Once Starred in 'Bye Bye Birdie'". Celebuzz. Spinmedia. สืบค้นเมื่อ January 3, 2015. 
  24. Brittany Joy Cooper (April 15, 2012). "Taylor Swift Opens Up About a Future in Acting and Admiration for Emma Stone". Taste of Country. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  25. MacPherson, Alex (October 18, 2012). "Taylor Swift: 'I want to believe in pretty lies'". The Guardian (London). 
  26. DeLuca, Dan (August 8, 2010). "Taylor Swift works crowd, local angle smoothly". Philadelphia Daily News. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  27. 27.0 27.1 27.2 Morris, Edward (December 1, 2006). "When She Thinks "Tim McGraw," Taylor Swift Savors Payoff: Hardworking Teen to Open for George Strait Next Year". CMT. สืบค้นเมื่อ March 11, 2010. 
  28. Lisa Popeil (November 30, 2014). "How Did Taylor Swift Make It?". Voice Council Magazine. Voice Council Magazine. สืบค้นเมื่อ January 3, 2015. 
  29. Nisha Lilia Diu (April 3, 2011). "Taylor Swift: 'I won't do sexy shoots'". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  30. "News : CMT Insider Interview: Taylor Swift (Part 1 of 2)". CMT. November 26, 2008. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  31. "Taylor Swift: The Garden In The Machine". American Songwriter. May 2, 2011. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  32. Rollo, Sarah (November 3, 2009). "Showbiz – News – Computer repairman taught Swift guitar". Digital Spy. สืบค้นเมื่อ December 30, 2009. 
  33. "Her Song: Talking Taylor Swift – Post Rock". The Washington Post. February 28, 2008. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  34. 34.0 34.1 "americanbar.org PDF". สืบค้นเมื่อ April 18, 2012. 
  35. "On tour with Taylor Swift – Dateline NBC – Newsmakers". MSNBC. May 31, 2009. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  36. Lina Das (October 29, 2012). "Taylor Swift: 'Men hand me inspiration on a plate'". Daily Mail (London). สืบค้นเมื่อ November 17, 2013. 
  37. "News : Taylor Swift's High School Names Auditorium in Her Honor". CMT. September 23, 2010. สืบค้นเมื่อ April 18, 2012. 
  38. du Lac, J. Freedom (February 27, 2008). "Taylor Swift Puts The Kid in Country". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ July 6, 2012. 
  39. Vanessa Grigoriadis (March 5, 2009). "The Very Pink, Very Perfect Life of Taylor Swift | Music News". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ October 31, 2012. 
  40. Ray, Michael. "Taylor Swift". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ November 12, 2014. 
  41. Vicky Castro (February 6, 2015). "How to Succeed as an Entrepreneur, Taylor Swift Style". Inc.com. Monsueto Ventures. สืบค้นเมื่อ February 9, 2015. 
  42. "Taylor Swift: The Garden In The Machine". American Songwriter. May 2, 2011. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  43. 43.0 43.1 "Songwriter Taylor Swift Signs Publishing Deal With Sony/ATV". BMI.com. May 12, 2005. สืบค้นเมื่อ April 20, 2012. 
  44. 44.0 44.1 Kosser, Michael (June 3, 2010). "Liz Rose: Co-Writer to the Stars". American Songwriter. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  45. "How Liz Rose and Taylor Swift Wrote the Hits". Majorlyindie.com. November 20, 2008. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  46. Blender, April 2008, page 54
  47. Eisenbery, Dana (October 25, 2012). "How Taylor Swift Conquered The Music World By Age 22". Business Insider. สืบค้นเมื่อ November 12, 2014. 
  48. DeLuca, Dan (November 11, 2008). "Focused on 'great songs' Taylor Swift isn't thinking about "the next level" or Joe Jon as gossip". Philadelphia Daily News. p. 1. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  49. Willman, Chris (February 5, 2008). "Taylor Swift's Road to Fame – The chipmunk years". Entertainment Weekly. p. 2. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  50. Rock and Pop Music (April 26, 2009). "Taylor Swift: the 19-year-old country music star conquering America – and now Britain – The Daily Telegraph". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ August 30, 2012. 
  51. 51.0 51.1 Matthew Belloni (October 8, 2010). "Taylor Swift's Ex-Manager Suing Over Contract Dispute". Billboard. สืบค้นเมื่อ January 3, 2015. 
  52. Rolling Stone, October 25, 2012, Taylor in Wonderland by Brian Hiatt, page 39
  53. "Toby Keith, Cowboy Capitalist: Country's $500 Million Man – Forbes". Forbes. 
  54. Reuter, Annie (June 22, 2009). "Taylor Swift Interview". Marie Claire. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  55. Taylor Swift (CD). Taylor Swift. Big Machine Records. 2006. BMR120702. 
  56. 56.0 56.1 "Taylor Swift: Album Guide". Rolling Stone Music. Archived from the original on March 22, 2014. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  57. A Young Outsider's Life Turned Inside Out By Jon Caramanica, The New York Times dated September 5, 2008.
  58. Frere, Sasha. "Prodigy". The New Yorker. Archived from the original on July 6, 2014. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  59. 59.0 59.1 คนไทยไม่พลาดชม “เทย์เลอร์ สวิฟต์” จัดเต็ม! ที่สิงคโปร์หลังยกเลิกคอนเสิร์ตในไทย
  60. “เทย์เลอร์ สวิฟต์” เศร้าหลังประกาศยกเลิกคอนเสิร์ตในไทย

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]