เทย์เลอร์ สวิฟต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เทย์เลอร์ สวิฟต์
Taylor Swift 043 (18117777270).jpg
สวิฟต์แสดงที่สนามกีฬาฟอร์ตฟิลด์ในดีทรอยต์ ในทัวร์คอนเสิร์ต 1989 เวิลด์ทัวร์ ในเดือนพฤษภาคม 2015
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริง เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์
เกิด 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 (26 ปี)
เรดดิง รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง
อาชีพ
  • นักร้อง นักแต่งเพลง
  • นักแสดง
  • โปรดิวเซอร์เพลง
  • นักการกุศล
เครื่องดนตรี
  • ร้องนำ
  • กีตาร์
  • แบนโจ
  • อูกูเลเล
  • เปียโน
ช่วงปี 2004 - ปัจจุบัน
ค่ายเพลง บิกแมชีน
เว็บไซต์ taylorswift.com

เทย์เลอร์ แอลิสัน สวิฟต์ (อังกฤษ: Taylor Alison Swift; เกิด 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989) เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เติบโตที่ไวโอมิสซิง รัฐเพนซิลเวเนีย ต่อมาเธอได้ย้ายไปยังเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ขณะอายุ 14 ปี เพื่อเดินตามความฝันที่จะเป็นนักร้องแนวคันทรี เธอได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงบิกแมชีนเรเคิดส์ และกลายเป็นนักแต่งเพลงที่อายุน้อยที่สุดที่บริษัทโซนี/เอทีวีมิวสิกพับบลิชชิง (Sony/ATV Music Publishing) จ้าง อัลบั้มแรกของสวิฟต์มีชื่อเดียวกับตัวเอง อัลบั้มทำให้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องคันทรี เพลง "เอาร์ซอง" ซิงเกิลที่สาม ทำให้เธอเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่เขียนเพลงด้วยตนเองและกลายเป็นเพลงอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอตเพลงคันทรี เธอได้เข้าชิงรางวัลแกรมมีในปี ค.ศ. 2008 ในสาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Best New Artist)

อัลบั้มที่สอง เฟียร์เลส ออกจำหน่ายในปี ค.ศ. 2008 เนื่องจากประสบความสำเร็จแบบข้ามแนวเพลงสู่แนวป็อป (pop crossover) ของซิงเกิล "เลิฟสตอรี" และ "ยูบีลองวิตมี" ทำให้อัลบั้มเฟียร์เลสเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในสหรัฐในปี ค.ศ. 2009 อัลบั้มชนะรางวัลแกรมมี 4 รางวัล และสวิฟต์เป็นนักร้องที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลแกรมมีสาขาอัลบั้มเพลงแห่งปี (Album of the Year) ด้วย อัลบั้มที่สาม สปีกนาว (ค.ศ. 2010) ขายได้มากกว่า 1 ล้านหน่วยในสัปดาห์แรกหลังจากออกจำหน่ายที่อเมริกา ซิงเกิลที่สามของอัลบั้ม เพลง "มีน" ได้รับรางวัลแกรมมี 2 รางวัล ในปี ค.ศ. 2012 สวิฟต์ออกอัลบั้มที่สี่ เรด ขายได้ 1.2 ล้านหน่วยในสัปดาห์เปิดตัว สูงที่สุดในรอบทศวรรษ ทำให้สวิฟต์กลายเป็นนักร้องผู้หญิงคนเดียวที่ทำยอดขายในสัปดาห์แรกได้มากกว่า 2 ล้านอัลบั้ม ซิงเกิล "วีอาร์เนเวอร์เอเวอร์เกตติงแบ็กทูเกเตอร์" และ "ไอนูว์ยูเวอร์ทรับเบิล" เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมทั่วโลก อัลบั้มชุดที่ห้า 1989 ซึ่งเป็นอัลบั้มแนวเพลงป็อป ออกจำหน่ายใน ค.ศ. 2014 และมียอดขายมากกว่าอัลบั้มเพลงทุกอัลบั้มในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอเป็นศิลปินคนแรก และ เพียงคนเดียวที่มียอดขายเปิดตัวอัลบั้มมากกว่า 1 ล้านอัลบั้ม ในสัปดาห์แรกได้ถึง 3 อัลบั้ม ซิงเกิล "เชกอิตออฟ" "แบลงก์สเปซ" และ "แบดบลัด" ขึ้นอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 อัลบั้มได้รับรางวัลแกรมมีสามรางวัล ทำให้เธอเป็นศิลปินคนที่ห้า และเป็นศิลปินหญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลอัลบั้มแห่งปี (Album of the Year) ถึงสองครั้ง[1]

สวิฟต์เป็นที่รู้จักว่าเพลงของเธอเป็นการเล่าเรื่องที่มาจากประสบการณ์ตรง ในฐานะนักแต่งเพลง เธอได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์ (Nashville Songwriters Association) และหอเกียรติยศนักแต่งเพลง (Songwriters Hall of Fame) สวิฟต์ยังได้รับรางวัลแกรมมี 7 สาขา รางวัลบิลบอร์ดมิวสิกอะวอดส์ 12 สาขา รางวัลสมาคมเพลงคันทรี 11 สาขา และรางวัลอะคาเดมีออฟคันทรีมิวสิกอะวอดส์ 7 สาขา จนถึงปัจจุบัน เธอขายอัลบั้มได้มากกว่า 45 ล้านอัลบั้ม (27.1 ล้านอัลบั้มในสหรัฐอเมริกา) และยอดดาวน์โหลดซิงเกิล 130 ล้านดาวน์โหลด นอกจากงานเพลง สวิฟต์ยังปรากฏในภาพยนตร์ หวานฉ่ำ วันรักก้องโลก (2010) และ เดอะกิฟเวอร์ พลังพลิกโลก (2014) ใน ค.ศ. 2015 สวิฟต์เป็นผู้หญิงอายุน้อยที่สุดที่อยู่ใยรายชื่อ "100 ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุด" ของนิตยสารฟอบส์ เธออยู่อันดับที่ 64[2]

ชีวิตช่วงแรก[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เกิดในวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 ที่เรดดิง รัฐเพนซิลเวเนีย[3][4][5] เธอถูกตั้งชื่อตามเจมส์ เทย์เลอร์[6] พ่อของเธอชื่อ สกอตต์ คิงสลีย์ สวิฟต์ เป็นที่ปรึกษาการเงินที่บริษัทเมร์ริลลินช์[7][8] เขาเติบโตในรัฐเพนซิลเวเนีย และเป็นลูกหลานของประธานธนาคารถึง 3 รุ่น[9][10] แม่ของเธอ แอนเดรีย การ์ดเนอร์ (ฟินเลย์) สวิฟต์[11][12] เป็นผู้รับจ้างทำงานบ้านที่เคยทำงานเป็นกรรมการบริหารกองทุนรวม[13] แม่ของสวิฟต์เป็นชาวอเมริกัน แต่อาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์ในช่วง 10 ปีแรก ก่อนจะกลับมาที่สหรัฐอเมริกาและตั้งถิ่นฐานในรัฐเทกซัส พ่อของเธอเป็นวิศวกรที่ทำงานทั่วทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[10] สวิฟต์มีน้องชายหนึ่งคนชื่อ ออสติน[14]

สวิฟต์ใช้ชีวิตช่วงแรกในไร่นาต้นคริสต์มาสในคัมรูทาวน์ชิป รัฐเพนซิลเวเนีย[15][16] เธอเข้าโรงเรียนเตรียมอนุบาล และชั้นอนุบาลที่โรงเรียนอัลเวอร์เนียมอนเทสซอรีสกูล เปิดสอนโดยแม่ชีคณะฟรันซิสกัน[17] ก่อนย้ายเข้าโรงเรียนวินด์ครอฟต์สกูล โรงเรียนสหศึกษา[18] สวิฟต์และน้องชายถูกเลี้ยงให้ศรัทธาในโบสถ์เพรสไบทีเรียน และเข้าโรงเรียนสอนศาสนาฤดูร้อนทุก ๆ ฤดูร้อน[19][20] เมื่อสวิฟต์อายุ 9 ปี ครอบครัวย้ายไปที่บ้านเช่าหลังหนึ่งในชานเมืองไวโอมิสซิง รัฐเพนซิลเวเนีย[21] เธอเข้าเรียนที่เวสต์เรดดิงเอเลเมนแทรีเซ็นเตอร์ และไวโอมิสซิงเอเรียจูเนียร์/ซีเนียร์ไฮสกูล ที่นั่น[22] สวิฟต์ใช้เวลาในฤดูร้อนที่บ้านพักตากอากาศของพ่อแม่ที่สโตนฮาร์เบอร์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ และบรรยายสถานที่ว่าเป็น "ที่ที่ความทรงจำวัยเด็กของฉันเกิดขึ้น"[23]

เมื่ออายุ 9 ปี สวิฟต์เริ่มสนใจการละครเวที และแสดงในละครเวทีที่เบิกส์ยูธเธียเตอร์อะคาเดมี[24] เธอเดินทางไปบรอดเวย์เป็นประจำเพื่อเรียนร้องเพลงและการแสดง[25] ต่อมาสวิฟต์เริ่มเปลี่ยนความสนใจไปที่ดนตรีคันทรี เพลงของชะไนยา ทเวน ทำให้เธอ "อยากวิ่งรอบช่วงตึก 4 รอบและฝันกลางวันถึงทุกสิ่งทุกอย่าง"[26] เธอใช้เวลาสุดสัปดาห์แสดงตามงานเทศกาลในท้องถิ่น ร้านกาแฟ งานออกร้าน งานประกวดคาราโอเกะ คลับในสวน การชุมนุมลูกเสือ และงานกีฬาต่าง ๆ[10][13][27] เมื่ออายุ 11 ปี หลังจากล้มเหลวหลายครั้ง[28] สวิฟต์ชนะประกวดพรสวรรค์ในงานประกวดในท้องถิ่นงานหนึ่ง และได้รับโอกาสให้เล่นเปิดคอนเสิร์ตให้ชาร์ลี แดเนียลส์ ที่อัฒจันทร์ครึ่งวงกลมแห่งหนึ่งในเมืองสเตราส์ทาวน์[29]

หลังจากชมรายการบีไฮด์เดอะมิวสิก ตอนเกี่ยวกับเฟธ ฮิลล์ สวิฟต์รู้สึกมั่นใจว่าเธอต้องการเดินทางไปที่แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เพื่อสานฝันงานดนตรี[30] เมื่ออายุ 11 ปี เธอเดินทางไปแนชวิลล์กับแม่เพื่อส่งเดโมเพลง เป็นเพลงของดอลลี พาร์ตัน และดิกซีชิกส์ นำมาร้องใหม่ ตามค่ายเพลงย่านมิวสิกโรว์[31] เธอถูกปฏิเสธ และตระหนักว่า "ทุกคนในเมืองนั้นก็อยากทำสิ่งที่ฉันอยากทำ ดังนั้น ฉันจึงกลับมาคิดกับตัวเอง ฉันต้องหาทางทำสิ่งที่แตกต่างออกไป"[32]

เมื่อสวิฟต์อายุ 12 ปี เธอได้เรียนเล่นกีตาร์ 3 คอร์ด บันดาลให้เธอเขียนเพลงแรก "ลักกียู"[33] ก่อนหน้านี้เธอชนะการประกวดกวีแห่งชาติด้วยบทกวีชื่อ "มอนสเตอร์อินมายคลอเซต" แต่ต่อมาเธอได้มุ่งเน้นแค่การแต่งเพลง[34] ใน ค.ศ. 2003 สวิฟต์และพ่อแม่ของเธอเริ่มทำงานกับผู้จัดการดนตรี แดน ดิมโทรว์ ในนิวยอร์ก ด้วยความช่วยเหลือของดิมโทรว์ สวิฟต์เป็นแบบให้กับบริษัทเอเบอร์ครอมบีแอนด์ฟิตช์ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ "ไรซิงสตาส์" และมีเพลงต้นฉบับรวมในอัลบั้มรวมเพลงของตราสินค้าเมย์เบลลีน และเข้าร่วมประชุมกับค่ายเพลงหลักมากมาย[35] หลังจากแสดงเพลงที่งานมหรสพของสังกัดอาร์ซีเอเรเคิดส์ สวิฟต์ที่ยังเรียนอยู่ชั้นเกรด 8 ได้รับโอกาสให้เป็นนักร้อง และเริ่มเดินทางไปแนชวิลล์กับแม่ของเธอบ่อยครั้งขึ้น[36] พ่อของเธอย้ายไปทำงานออฟฟิศของเมร์ริลลินช์ที่แนชวิลล์เพื่อช่วยสวิฟต์ทำงานดนตรีคันทรี ขณะที่เธออายุ 14 ปี และครอบครัวย้ายที่อยู่ไปที่บ้านริมทะเลสาบในเฮนเดอร์สันวิลล์ รัฐเทนเนสซี[9]

พ่อแม่ของฉันทิ้งแรงกดดันทั้งหมด โดยพูดว่า "เราแค่ย้ายเพราะเรารักสถานที่นั้น ดังนั้นไม่ต้องกังวล" พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้ และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับการบันเทิง แต่ฉันรู้สึกหลงใหลกับมัน และเขาก็ได้วิจัยและหาข้อมูลเพื่อช่วยฉันในทุกทางเท่าที่เขาจะทำได้ พวกเขาเป็นคนที่น่าอัศจรรย์มาก[37]

ในเทนเนสซี สวิฟต์เข้าเรียนที่โรงเรียนเฮนเดอร์สันวิลล์ไฮสกูล ชั้นปีที่ 1 และ 2[38] หลังจากนั้น เธอย้ายไปเรียนที่สถาบันแอรอนอะคาเดมี โรงเรียนคริสต์เอกชนที่มีบริการเรียนที่บ้านได้ เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทางทัวร์ เธอคงผลการเรียนเฉลี่ยที่ 4.0 และได้รับเกียรติบัตรจากโรงเรียนใน ค.ศ. 2008 หลังจากจบการศึกษา 2 ปีสุดท้ายในเวลา 12 เดือน[39][40]

เส้นทางอาชีพนักร้อง[แก้]

2004–2008 : เริ่มต้นอาชีพนักร้อง และอัลบั้ม เทย์เลอร์ สวิฟต์[แก้]

สวิฟต์ย้ายไปที่แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ขณะอายุ 14 ปี[41] ได้เซ็นสัญญาพัฒนาศิลปินกับสังกัดอาร์ซีเอเรเคิดส์[42] เธอได้ร่วมงานกับนักแต่งเพลงย่านมิวสิกโรว์หลายคน เช่น ทรอย เวอร์เจส เบรตต์ บีเวอส์ เบรตต์ เจมส์ แม็ก แม็กอะแนลลี และเดอะวอร์เรนบราเธอส์[43][44] ในที่สุดเธอได้สานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ลิซ โรส สวิฟต์พบโรสที่งานนักแต่งเพลงของสังกัดอาร์ซีเอ และแนะให้มาแต่งเพลงด้วยกัน[45] พวกเขาเริ่มพบกันในคาบแต่งเพลงทุกวันเสาร์ตอนบ่ายหลังเรียน[46] โรสกล่าวว่า คาบแต่งเพลงเป็น "สิ่งที่ง่ายที่สุดที่ฉันเคยได้ทำ ง่าย ๆ คือ ฉันเป็นบรรณาธิการของเธอ เธอจะเขียนเพลงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนในวันนั้น เธอมีวิสัยทัศน์ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เธอต้องการจะพูด และเธอจะคิดท่อนสร้อยที่น่าเหลือเชื่อได้เสมอ"[47] สวิฟต์เริ่มบันทึกเสียงเดโมกับโปรดิวเซอร์เพลง นาธาน แชปแมน[45]

หลังจากขึ้นแสดงที่งานมหรสพนักแต่งเพลงขององค์กรเผยแพร่ดนตรี (BMI Songwriter's Circle showcase) ที่ไนต์คลับเดอะบิตเทอร์เอนส์ นครนิวยอร์ก เมื่อ ค.ศ. 2004[44][48] เธอกลายเป็นนักแต่งเพลงที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้ร่วมงานกับบริษัทโซนี/เอทีวีทรีพับลิชชิง[49] เมื่ออายุ 15 ปี เธอลาออกจากสังกัดอาร์ซีเอเรเคิดส์ เนื่องจากบริษัทต้องการให้เธอบันทึกเสียงเพลงของนักแต่งเพลงของคนอื่น และรอให้เธออายุ 18 ปีเพื่อให้ออกอัลบั้ม แต่เธอรู้สึกพร้อมที่จะทำงานดนตรีด้วยตนเอง[28][50] ต่อมาสวิฟต์นึกขึ้นได้ว่า "ฉันรู้สึกว่าเวลาจะหมดแล้วจริง ๆ ฉันต้องการเก็บช่วงเวลาวัยรุ่นในชีวิตของฉันไว้ในอัลบั้มขณะที่มันยังแทนสิ่งที่ฉันพบเจอมาได้"[51] เธอแยกทางกับผู้จัดการ แดน ดิมโทรว์ ซึ่งต่อมาได้ยื่นฟ้องสวิฟต์และพ่อแม่ของเธอทางกฎหมาย ใน ค.ศ. 2010 ผู้พิพากษาตัดสินให้ข้ออ้าง 6 ข้อของดิมโทรว์เป็นโมฆะ ข้ออ้างที่เป็นลาภมิควรได้อยุติธรรมนั้นไม่ได้ถูกพิจารณาในชั้นศาล[35][52][52]

ณ งานมหรสพแห่งหนึ่งที่ร้านกาแฟบลูเบิร์ดคาเฟในเมืองแนชวิลล์เมื่อ ค.ศ. 2005 สวิฟต์เป็นที่สนใจของสก็อตต์ บอร์เชตตา ผู้บริหารค่ายดรีมเวิกส์เรเคิดส์ที่กำลังเตรียมตัวก่อตั้งค่ายเพลงอิสระของตนในชื่อ บิกแมชีนเรเคิดส์ เธอได้เป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ที่ได้เซ็นสัญญา โดยพ่อของเธอจ่ายเงินช่วยบริษัท 3% เป็นเงินจำนวนประมาณ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ[53][54] บอร์เชตตาจัดให้สวิฟต์ฝึกงานเป็นคนคุ้มครองศิลปินที่เทศกาลดนตรีซีเอ็มเอมิวสิกเฟสติวัล เป็นการชิมลางธุรกิจดนตรีคันทรี[55]

สวิฟต์เริ่มทำงานอัลบั้มแรกของเธอโดยตั้งชื่อเธอให้เป็นชื่ออัลบั้ม ไม่นานหลังเซ็นสัญญากับสังกัด หลังจากทดลองทำเพลงกับโปรดิวเซอร์ผู้เชี่ยวชาญที่แนชวิลล์ สวิฟต์ชักชวนสังกัดบิกแมชีนให้จ้างโปรดิวเซอร์เดโมเพลงของเธอ นาธาน แชปแมน เป็นครั้งแรกของเขาที่ได้บันทึกสตูดิโออัลบั้ม แต่สวิฟต์รู้สึกว่าเขาพวกมี "เคมี" ตรงกัน[28] สวิฟต์แต่งเพลง 3 เพลงในอัลบั้มด้วยตนเอง ในจำนวนนั้นมีซิงเกิลสองซิงเกิล และร่วมแต่งเพลงที่เหลือกับนักแต่งเพลงหลายคน ได้แก่ โรส โรเบิร์ต เอลลิส ออร์รอล ไบรอัน เมเฮอร์ และแองเจโล เพทราเกลีย[56] มีคำอธิบายเกี่ยวกับดนตรีของเพลงในอัลบั้มว่าเป็น "การผสมผสานระหว่างเครื่องดนตรีคันทรีดั้งเดิมกับกีตาร์ร็อกที่มีชีวิตชีวา" (a mix of trad-country instruments and spry rock guitars)[57]

อัลบั้มเทย์เลอร์ สวิฟต์ ออกจำหน่ายในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2006 จอน คารามานิกา จากหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ บรรยายว่าเป็น "งานชิ้นเยี่ยมเล็ก ๆ ที่เป็นคันทรีผสมป็อป ทั้งเรียบง่ายและถากถาง รวมกันไว้ด้วยเสียงร้องที่อ้อนวอนและแน่วแน่ของสวิฟต์"[58] ซาชา เฟรียร์-โจนส์ จากนิตยสารเดอะนิวยอร์กเกอร์ พูดถึงสวิฟต์อายุ 16 ปีว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์" (prodigy) เขาชี้แจงว่าเพลง "อาวเวอร์ซอง" "ทำให้ผมประหลาดใจจนทำตัวไม่ถูก" และยกย่องเนื้อเพลงที่ว่า "He's got a one-hand feel on the steering wheel, the other on my heart."[59] นักวิจารณ์จากนิตยสารโรลลิงสโตนบรรยายถึงสวิฟต์ว่า "ตาใสแต่มีสีสันโดดเด่น" และชื่นชมเพลง "อาวเวอร์ซอง" เรื่อง "ทำนองติดหูอย่างขาดสติที่ฟังเหมือนแพตซี เช่นเดียวกับบริตนีย์"[57]

บิกแมชีนเรเคิดส์เพิ่งเปิดค่ายใหม่ ขณะที่ออกซิงเกิลนำ "ทิม แม็กกรอว์" ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2006 และสวิฟต์กับแม่ของเธอช่วย "นำซีดีซิงเกิลใส่ซองจดหมายและส่งให้สถานีวิทยุ"[60] เธอใช้เวลาตลอดปี ค.ศ. 2006 ส่งเสริมอัลบั้มเทย์เลอร์ สวิฟต์ ผ่านการทัวร์ตามสถานีวิทยุ และต่อมาออกความเห็นว่า "ทัวร์สถานีวิทยุของศิลปินส่วนใหญ่ใช้เวลา 6 สัปดาห์ แต่ของฉันใช้เวลา 6 เดือน"[28] เธอปรากฏตัวในโทรทัศน์หลายครั้ง ผ่านรายการแกรนด์โอลโอปรี[61] กูดมอร์นิงอเมริกา[62] และทีอาร์แอล[63] สวิฟต์ ขณะนั้นเรียกตนเองว่า "เด็กในอินเทอร์เน็ต" (kid on the internet) ใช้มายสเปซสร้างฐานแฟนคลับ[64] ขณะนั้นถือเป็นการ "ปฏิวัติดนตรีคันทรี"[65] บอร์เชตตา กล่าวว่าการที่เขาตัดสินใจให้เด็กผู้หญิงอายุ 16 ปี เซ็นสัญญา แรกเริ่มทำให้เพื่อนร่วมวงการของเขาเป็นกังวล แต่สวิฟต์ได้ก้าวเข้าสู่กลุุ่มตลาดดนตรีที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ วัยรุ่นสาวที่ฟังเพลงคันทรี[9][65]

หลังจากออกซิงเกิล "ทิม แม็กกรอว์" มีซิงเกิลออกตามมาอีกสี่ซิงเกิลตลอดปี ค.ศ. 2007-2008 ได้แก่ "เทียร์ดรอปส์ออนมายกีตาร์" "อาวเวอร์ซอง" "พิกเชอร์ทูเบิร์น" และ "ชูดฟ์เซดโน" ทุกซิงเกิลประสบความสำเร็จบทชาร์ตบิลบอร์ดฮอตเพลงคันทรี "เอาร์ซอง" และ "ชูดฟ์เซดโน" ขึ้นอันดับหนึ่ง เพลง "อาวเวอร์ซอง" ทำให้สวิฟต์เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่แต่งและร้องเพลงคันทรีเอง และเพลงนั้นขึ้นอันดับหนึ่ง[66] "เทียร์ดรอปส์ออนมายกีตาร์" กลายเป็นเพลงแนวป็อปที่ได้รับความนิยมระดับหนึ่ง ขึ้นอันดับ 13 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[67] อัลบั้มขายได้ 39,000 ชุดในสัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย[68] และนับถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 อัลบั้มขายได้ 5.5 ล้านชุดทั่วโลก[69] สวิฟต์ยังออกอัลบั้มวันหยุด ได้แก่ ซาวส์ออฟเดอะซีซัน: เดอะเทย์เลอร์ สวิฟต์ฮอลลิเดย์คอลเล็กชัน เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2007 และอีพีชื่อ บิวตีฟูลอายส์ เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2008[70][71]

สวิฟต์ยังคงทัวร์คอนเสิร์ตส่งเสริมอัลบั้มเทย์เลอร์ สวิฟต์ ต่อไป นอกจากงานเพลงของเธอแล้ว เธอยังเล่นเพลงของบียอนเซ่ ริอานนา จอห์น เวต ลินเนิร์ด สกินเนิร์ด และเอ็มมิเน็ม[72][73][74] เธอเปิดช่วงพบปะและทักทายกับแฟนเพลงก่อนและหลังคอนเสิร์ต ใช้เวลาทั้งหมดสี่ชั่วโมง สวิฟต์แสดงเปิดคอนเสิร์ตให้ศิลปินคันทรีหลายคน รวมทั้งในเทศกาลและโรงละครด้วย ปลายปี ค.ศ. 2006 เธอเปิดคอนเสิร์ตให้แรสคอลแฟลตส์ในทัวร์ มีแอนด์มายแกงทัวร์ ในเก้ารอบสุดท้ายของการแสดง หลังจากอีริก เชิร์ช ที่เคยเล่นเปิดคอนเสิร์ตให้ก่อนหน้านั้นถูกไล่ออก[75][76] ในปี ค.ศ. 2007 เธอเปิดคอนเสิร์ตให้ทัวร์ของจอร์จ สเตรต[77] เล่นให้ทัวร์ชื่อ ฟลิปฟลอปซัมเมอร์ทัวร์ของเคนนี เชสนีย์ หลายรอบ[78] ทัวร์ชื่อ บอนไฟรส์แอนด์แอมพลิไฟเออส์ทัวร์ของแบรด เพสลีย์[79] และทัวร์ชื่อ โซล2โซล II ทัวร์ ทัวร์ร่วมของทิม แม็กกรอว์ และฮิลล์[80] สวิฟต์ยังเล่นเปิดให้แรสคอลแฟลตส์ในทัวร์ชื่อสติลฟีลส์กูดทัวร์ ในปี ค.ศ. 2008 ด้วย[81]

สวิฟต์และอลัน แจ็กสันได้รับแต่งตั้งเป็นนักแต่งเพลง/ศิลปินแห่งปี โดยสมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์ ในปี ค.ศ. 2007 ทำให้สวิฟต์กลายเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเกียรติครั้งนี้[82] เธอยังได้รางวัลฮอไรซันอะวอร์ดสาขาศิลปินหน้าใหม่โดยสมาคมดนตรีคันทรี[83] รางวัลของโรงเรียนดนตรีคันทรีสาขานักร้องนำหญิงยอดเยี่ยม[84] และรางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอร์ดสาขาศิลปินคันทรีหญิงคนโปรด[85] เธอยังได้เข้าชิงรางวัลแกรมมีสาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมปี ค.ศ. 2008 แต่พ่ายให้กับเอมี ไวน์เฮาส์[86]

2008–2010 : อัลบั้มเฟียร์เลส[แก้]

สตูดิโออัลบั้มที่สองของสวิฟต์ชื่อ เฟียร์เลส วางจำหน่ายวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 สวิฟต์แต่งเพลงเองทั้งหมด 7 เพลง และร่วมแต่งกับนักแต่งเพลงคนอื่น ๆ ได้แก่ ลิซ โรส จอห์น ริช คอลบี เคอเล และฮิลลารี ลินด์ซีย์[87] เธอร่วมผลิตอัลบั้มกับนาธาน แชปแมน[87] ด้านดนตรี กล่าวกันว่ามีลักษณะพิเศษคือ "กีตาร์เสียงดัง และท่อนคอรัสที่เร้าใจ" และบางครั้ง "มีเครื่องสีและแบนโจสอดแทรกในเพลงด้วย"[88]

คารามานิกาจากเดอะนิวยอร์กไทมส์พูดถึงสวิฟต์ว่าเป็น "หนึ่งในนักแต่งเพลงป็อปที่ดีที่สุด เป็นนักร้องนักปฏิบัติแนวคันทรี และได้สัมผัสถึงชีวิตของเธอแบบเจาะลึกมากกว่าผู้ใหญ่ส่วนใหญ่"[89] จอช เลิฟ จากเดอะวิลเลจวอยซ์รู้สึกว่าเธอได้แสดง "สติปัญญาและความครอบคลุมอย่างแปลก ๆ" "หลบหลุมพรางความน่าเบื่อซ้ำซากและเรื่องเหลวไหลลึกซึ่งจอมปลอมขณะแต่งเพลงได้อย่างมืออาชีพ"[90] โจดี โรเซน จากโรลลิงสโตนบรรยายเธอว่าเป็น "ปราชญ์นักแต่งเพลงที่มีพรสวรรค์ในการแต่งโครงสร้างเพลงเป็นท่อนเวิร์ส คอรัส และบริดจ์ได้" โดยที่เธอมีเพลง "ลึกซึ้งกินใจเนิบ ๆ และแท้จริง" ที่ดูเหมือน "ถอดออกมาจากอนุทินของเด็กสาวนอกเมือง"[88] โรเบิร์ต คริสต์กาว ระบุลักษณะของสวิฟต์ว่าเป็น "เด็กสาวที่แข็งแกร่งขั้นหายากจนถึงหาแทบไม่ได้ และวัยรุ่นมีพรสวรรค์"[91]

สวิฟต์มีบริษัทของตนเองนำโดยโรเบิร์ต อัลเลน[92][93] ได้ส่งเสริมอัลบั้มเฟียร์เลสหลังจากวางจำหน่าย รายการดิเอลเลนดีเจเนเรสโชว์ตอนหนึ่งออกอากาศเกี่ยวกับอัลบั้ม และสวิฟต์ยังปรากฏตัวในรายการทอล์กโชว์อีกมากมาย[65][94] เธอยังสื่อสารกับแฟนเพลงผ่านเครือข่ายสังคม เช่น ทวิตเตอร์ และบล็อกวิดีโอส่วนตัว และร่วมเป็นพิธีกรในรายการก่อนงานประกาศรางวัลเอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์ 2008[65]

ซิงเกิลนำจากอัลบั้ม "เลิฟสตอรี" ออกจำหน่ายในเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 และกลายเป็นซิงเกิลคันทรีที่ขายดีที่สุดอันดับสองตลอดกาล[95] ขึ้นสูงสุดอันดับที่สี่บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[96] มีซิงเกิลออกจำหน่ายอีกสี่ซิงเกิลตลอดปี ค.ศ. 2008-2009 ได้แก่ "ไวต์ฮอร์ส" "ยูบีลองวิทมี" "ฟิฟทีน" และ "เฟียร์เลส" เพลง "ยูบีลองวิทมี" เป็นซิงเกิลที่ขึ้นอันดับสูงที่สุดในอัลบั้ม ขึ้นถึงอันดับที่สองบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[97] อัลบั้มเปิดตัวที่อันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ด้วยยอดขาย 592,304 ชุด และขายได้แล้ว 8.6 ล้านชุดทั่วโลก[98] เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในปี ค.ศ. 2009 และทำให้สวิฟต์ประสบความสำเร็จข้ามประเทศ[99]

สวิฟต์ออกทัวร์ของตนเองครั้งแรกเพื่อส่งเสริมอัลบั้มเฟียร์เลส ในทัวร์ชื่อเฟียร์เลสทัวร์มี 105 รอบ สวิฟต์ได้แสดงในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย[100][101][102] ทัวร์มีผู้ชมที่เป็นแฟนเพลงมากกว่า 1.1 ล้านคน และทำรายได้ได้ 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[103] ภาพยนตร์คอนเสิร์ต เทย์เลอร์ สวิฟต์: เจอร์นีย์ทูเฟียร์เลส ออกอากาศทางโทรทัศน์และจำหน่ายเป็นดีวีดีและบลูเรย์[104] สวิฟต์ยังแสดงรับเชิญในทัวร์ชื่อ เอสเคปทูเก็ตเทอร์เวิลด์ทัวร์ ของคีท เออร์เบิน[105]

นอกเหนือจากรอบทัวร์ สวิฟต์ยังแสดงเพื่อสรรเสริญศิลปินหลายคนในรายการโทรทัศน์หลายรายการ เธอแสดงเพลง "ไดรฟ์" ของอลัน แจ็กสัน ในรายการซีเอ็มทีไจแอนส์: อลัน แจ็กสัน[106] สวิฟต์แสดงในคอนเสิร์ตร่วมกับวงดนตรีร็อก เดฟเล็ปเพิร์ด ที่แนชวิลล์[107] และแสดงเพลง "รัน" ของสเตรตที่รายการโทรทัศน์ที่จัดขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่สเตรตในนาม ศิลปินแห่งทศวรรษ ทางช่องเอซีเอ็ม[108]

สวิฟต์อัดเพลงให้กับโปรเจกต์พิเศษหลายชุด เธอออกเพลง "อเมริกันเกิร์ล" ของทอม เพ็ตตี ผ่านบริการดนตรีแรปโซดี ในปี ค.ศ. 2009[109] และร้องเบื้องหลังให้เพลง "ฮาล์ฟออฟมายฮาร์ต" ของจอห์น เมเยอร์ เป็นซิงเกิลจากอัลบั้มที่สี่ แบตเทิลสตัดดีส์ [110] เธอร่วมแต่งและอัดเพลง "เบสต์เดส์ออฟยัวร์ไลฟ์" กับเคลลี พิกเลอร์ด้วย[111] และร่วมแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์แฮนนาห์ มอนทานา: เดอะมูฟวี สองเพลง ได้แก่ "ยูลออลเวส์ไฟนด์ยัวร์เวย์แบ็กโฮม" และ "เครซีเออร์" กับมาร์ติน จอห์นสัน และโรเบิร์ต เอลลิส โอร์รอล ตามลำดับ[112] สวิฟต์ยังร้องเพลงให้ซิงเกิล "ทูอิสเบ็ตเทอร์แดนวัน" ของบอยส์ไลก์เกิลส์ แต่งโดยมาร์ติน จอห์นสันด้วย[113] เธอร้องเพลงประกอบภาพยนตร์วาเลนไทน์เดย์ หวานฉ่ำ วันรักก้องโลก หนึ่งในนั้นคือเพลง "ทูเดย์วอสอะเฟรีเทล"[114] และอัดเพลง "เบรทเลส" ฉบับร้องใหม่ของเบ็ตเทอร์แดนเอซรา ลงอัลบั้มโฮปฟอร์เฮตินาว[115]

สวิฟต์กลายเป็นศิลปินคันทรีคนแรกที่ได้รางวัลเอ็มทีวีวิดีโอมวสิกอะวอร์ด หลังเพลง "ยูบีลองวิทมี" ได้เป็นวิดีโอของศิลปินหญิงยอดเยี่ยม เมื่อปี ค.ศ. 2009[116] ขณะเธอกล่าวรับรางวัล แร็ปเปอร์ คานเย เวสต์ เข้ามาขัดจังหวะ[117][118] เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากวื่อ และทำให้เกิดอินเทอร์เน็ตมีม[119] สองวันต่อมา สวิฟต์กล่าวกับผู้สัมภาษณ์ว่าเวสต์ขอโทษเธอเป็นการส่วนตัว และเธอยอมรับว่า "เขาดูจริงใจมาก"[116] เธอขอไม่พูดถึงเหตุการณ์นี้ในบทสัมภาษณ์ครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้ "เป็นเรื่องใหญ่" "มันเกิดขึ้นในทีวี ดังนั้นทุกคนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากให้พูดถึงตลอดเวลา"[120] เจมส์ มอนต์โกเมอรี จากเอ็มทีวีเถียงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวและความสนใจจากสื่อทำให้สวิฟต์กลายเป็น "คนดังตามกระแสอย่างแท้จริง" (a bona-fide mainstream celebrity)[121]

สวิฟต์ได้รับรางวัลแกรมมี่ 4 รางวัลในปี ค.ศ. 2010[122] เฟียร์เลสได้รางวัลอัลบั้มแห่งปี และอัลบั้มเพลงคันทรียอดเยี่ยม ขณะที่เพลง "ไวต์ฮอร์ส" ได้รางวัลเพลงคันทรียอดเยี่ยม และการแสดงเพลงคันทรีหญิงยอดเยี่ยม[123] เธอเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลอัลบั้มแห่งปี[124] ในระหว่างงานประกาศรางวัลแกรมมีปี ค.ศ. 2010 สวิฟต์ร้องเพลง "ยูบีลองวิทมี" และ "รีแอนนอน" กับสตีวี นิกส์ การแสดงของเธอได้รับคำวิจารณ์ที่ไม่ดีและมีปฏิกิริยาที่ไม่ดีจากสื่อเช่นกัน[121][125] หลายแหล่งบรรยายเสียงร้องของเธอว่า "ผิดคีย์อย่างเลวร้าย" "แย่อย่างเห็นได้ชัด" และ "น่าเวทนาอย่างเหลือเชื่อ"[126][127] คารามานิกาจากเดอะนิวยอร์กไทมส์เห็นว่า "น่าชื่นใจที่เห็นคนบางคนมีพรสวรรค์จนบางครั้งก็มีผิดพลาดบ้าง" และพูดถึงสวิฟต์ว่าเป็น "ดาราป็อปคนสำคัญที่สุดคนใหม่ในรอบหลายปี"[124] สตีวี นิกส์ เขียนในนิตยสารไทม์ ปกป้องสวิฟต์ว่า

ความมุ่งมั่นและความเหมือนเด็กของเทย์เลอร์ทำให้ฉันนึกถึงตัวเอง ดูไร้เดียงสาจนดูพิเศษและหายาก เด็กสาวคนนี้เขียนเพลงหลายเพลงให้คนทั้งโลกร้อง เหมือนนีล ไดมอนด์หรือเอลตัน จอห์น... นักแต่งเพลงร็อกแอนด์โรลคันทรีป็อปหญิงกลับมาแล้ว และเธอชื่อเทย์เลอร์ สวิฟต์ และผู้หญิงอย่างเธอนี่แหละที่จะผดุงธุรกิจดนตรีไว้[128]

อัลบั้มเฟียร์เลสได้รับรางวัลอื่น ๆ มากมาย และกลายเป็นอัลบั้มเพลงคันทรีที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงคันทรี[129] สวิฟต์กลายเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ชื่อว่า เอ็นเตอร์เทนเนอร์แห่งปี จากสมาคมดนตรีคันทรี[130] เฟียร์เลสยังได้รับรางวัลอัลบั้มแห่งปีจากสมาคมด้วย[130] สวิฟต์เป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลอัลบั้มแห่งปีของโรงเรียนดนตรีคันทรี[131] รางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอดส์มอบให้แด่สวิฟต์ในสาขาศิลปินแห่งปี และรางวัลอัลบั้มคันทรีชมเชย[132] เธอได้รับรางวัลฮัล เดวิด สตาร์ไลต์ จากหอเกียรติยศนักแต่งเพลง[133] และสมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์ให้ชื่อว่านักแต่งเพลง/ศิลปินแห่งปี[134] นิตยสารบิลบอร์ดให้เธอเป็นศิลปินแห่งปีในปี ค.ศ. 2009[135] สวิฟต์อยู่ในรายชื่อบุคคล 100 คนผู้มีอิทธิพลที่สุดประจำปี ค.ศ. 2010 จัดโดยนิตยสารไทม์[136]

2010-2012 : อัลบั้มสปีกนาว[แก้]

สวิฟต์ออกสตูดิโออัลบั้มที่สาม สปีกนาว ในวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2010 เธอแต่งเพลงเองทั้งหมด 14 เพลง และร่วมผลิตเพลงร่วมกับแชปแมน[137] ด้านดนตรี กล่าวกันว่าอัลบั้ม "ขยายความเป็นคันทรีป็อปจนมีขอบเขตดนตรีระหว่างแนวอัลเทอร์นาทิฟร็อปและเดอร์ตีบับเบิลกัมป็อป"[138]

คารามานิกา จากเดอะนิวยอร์กไทมส์บรรยายอัลบั้มว่า "โหดร้าย" "หลากหลายด้านดนตรี" และ "ดีเยี่ยมด้วย อาจดีที่สุดก็เป็นได้"[137] ทีออน เวเบอร์ จากเดอะวิลเลจวอยซ์ชี้ว่าอัลบั้มต้องการ "ความเหมาะสมกับพรสวรรค์ของสวิฟต์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการสารภาพผิด แต่เป็นความดรามา เหมือนกับการทำเพลงของนักแต่งเพลงคันทรีก่อนหน้าเธอ เธอสร้างตัวละครและสถานการณ์ขึ้นมาเอง บางอย่างมาจากชีวิตจริง และมีวิธีการเล่าเรื่องเกี่ยวกับมันได้อย่างมีศักยภาพ"[139] คริสต์กาวพบว่าเพลงหลายเพลงในอัลบั้ม "ยาวเกินไปและถูกทุ่มเทมากเกินไป" แต่กล่าวว่า "พวกมันแสดงความพยายามที่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ นั่นคือ ความเอาใจใส่ในด้านอารมณ์ที่ไม่จำกัด"[91] ร็อบ เชฟฟิลด์จากนิตยสารโรลลิงสโตนพูดถึงเพลงของสวิฟต์ว่าเป็นดนตรีป็อป ร็อก คันทรีที่ดูฉลาดที่สุด "สวิฟต์อาจเป็นชาวแนชวิลล์ผู้เชี่ยวชาญและฉลาดที่รู้ถึงกลเม็ดที่ทำให้เพลงได้รับความนิยม แต่เธอก็เป็นเด็กสาวที่หงุดหงิดง่าย โรแมนติกเกินขนาด และมีความเจ้าอารมณ์ระดับเท่ากับหนองน้ำแอตชาฟาลายา"[140]

สวิฟต์ออกโครงการรณรงค์ส่งเสริมก่อนออกอัลบั้มสปีกนาว[141] เธอปรากฏในรายการทอล์กโชว์และรายการพูดคุยตอนเช้าหลายรายการ และแสดงคอนเสิร์ตฟรีในสถานที่แปลก ๆ เช่น บนดาดฟ้ารถประจำทางที่ถนนฮอลลิวูด และอาคารผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี[142] เธอร่วมแสดง "กีตาร์พูล" (guitar pull: กลุ่มนักดนตรีนั่งผลัดกันเล่นกีตาร์) ร่วมกับคริส คริสตอฟเฟอร์สัน เอมมีลู แฮร์ริส วินซ์ กิลล์ และไลโอเนล ริชชี ที่คลับโนเกียในลอสแองเจลิส นักดนตรีผลัดกันเล่นบนเวที เล่นเพลงของตนเองในรูปแบบอะคูสติก เพื่อหาเงินเข้าหอเกียรตินิยมและพิพิธภัณฑ์ดนตรีคันทรี[143][144]

ซิงเกิลนำของอัลบั้ม "ไมน์" ออกจำหน่ายในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010 ตามด้วยซิงเกิลอื่น ๆ อีกห้าซิงเกิล ได้แก่ "แบ็กทูดีเซมเบอร์" "มีน" "เดอะสตอรีออฟอัส" "สปากส์ฟลาย" และ "อาวส์"[145] อัลบั้มสปีกนาวประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ เปิดตัวที่อันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ด้วยยอดขาย 1,047,000 ชุด กลายเป็นอัลบั้มที่ 16 ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาที่มียอดขายถึง 1 ล้านชุดในสัปดาห์เดียว[146] นับถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 2011 สปีกนาวขายได้ทั้งหมด 5 ล้านชุดทั่วโลก[147]

Speak Now World Tour คือคอนเสิร์ตทัวร์จากอัลบั้มนี้ ประกอบด้วย 111 โชว์ทั่วโลก แบ่งเป็น 7 โชว์สำหรับเอเชีย , 12 โชว์สำหรับยุโรป , 80 โชว์สำหรับอเมริกาเหนือ และ 12 โชว์สำหรับออสเตรีย เธอได้เชิญศิลปินมากมายเพื่อมาเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ต อาทิ นักร้องคนโปรดของเธอ เจมส์ เทเลอร์ เพื่อนสนิทของเธอ เซเลน่า โกเมซ และ จัสติน บีเบอร๋ รวมถึงศิลปินชื่อดัง จัสติน ทิมเบอร์เลค , นิกกี มินาจ และ ทิม แมคกรอว ในระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกานั้น เธอได้เขียนเนื้อเพลงที่แตกต่างกันในแต่ละโชว์บนแขนซ้ายของเธอ และ ได้แสดงเพลงต่าง ๆ ในเวอร์ชันอะคูสติก ทัวร์ครั้งนี้ประกอบไปด้วยแฟนเพลงกว่า 1.6 ล้านคน และ มีรายได้รวม 123 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาได้มีการจัดทำอัลบั้มการแสดงสด Speak Now World Tour: Live วางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน ปี 2011

ในงาน Grammy Awards ครั้งที่ 54 เพลง Mean ได้รับรางวัล Best Country Song และ Best Country Solo Performance เธอยังได้แสดงเพลงนี้บนเวทีประกาศรางวัลนี้อีกด้วย โดย บ๊อบ เลฟเซส นักวิจารณ์เพลงที่เคยวิจารณ์เธอในทางลบมาตลอด เชื่อว่าเพลงนี้ได้แต่งถึงเขา โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาและเทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้เคยคุยกันหลายครั้ง โดยคำวิจารณ์ต่าง ๆ นั้นก็เพื่อผลงานที่ดีขึ้น และ โชว์ที่น่าดูยิ่งขึ้น เท่านั้นเอง ในอัลบั้มนี้เธอได้รับรางวัลในหลากหลายสาขา โดยเป็นครั้งที่ 2 ที่เธอได้รับการบันทึกชื่อเป็นศิลปินแห่งปี โดย the Nashville Songwriters Association , ได้รับรางวัล Entertainer of the Year จาก ACM Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 , ได้รับรางวัล Entertainer of the Year จากงาน CMA Awards ในขณะที่งาน American Music Awards เธอได้รับรางวัล Artist of the Year และอัลบั้ม Speak Now ได้รับรางวัลในสาขา Favorite Country Album อีกทั้งยังได้รับรางวัล จาก Billboard ในสาขา Woman of the Year อีกด้วย

ในระหว่างการทำอัลบั้มชุดที่ 4 เธอได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง The Hunger Game ในเพลง Safe & Sound ที่ร่วมแต่งกับวงดนตรีโฟล์คซอง เดอะ ซีวิล วอลล์ โดยเพลงนี้ได้รับรางวัลในสาขา Best Song Written For Visual Media ในงาน Grammy Awards ครั้งที่ 55 อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Original Song ในงานลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 70 นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้เผยแพร่อีกหนึ่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ "Eyes Open" และ ยังได้ร่วมร้องเพลงกับนักร้องหนุ่ม B.O.B ในเพลง Both of Us อีกด้วย

2012-2014 : อัลบั้มชุดที่ 4 และ RED Tour[แก้]

อัลบั้มที่ 4 ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ เผยแพร่ออกมาในเดือนตุลาคม ปี 2012 ในชื่อ RED เธอได้เขียน 9 เพลงในอัลบั้มด้วยตัวเอง และ ร่วมแต่งเพลงกับนักแต่งเพลงคนอื่น ๆ อีก 7 เพลง โปรดิวเซอร์หลักของอัลบั้มนี้ยังคงเป็น นาธาน แชปแมน เช่นเดิม อัลบั้มนี้มีแนวเพลงที่หลากหลายมากขึ้นทั้งคันทรี่ ป๊อป ร็อค ดูปสเต็ป และ แดนซ์ป๊อป อัลบั้มนี้ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีในทุก ๆ นิตยสารถึงการเปลี่ยนแปลงแนวเพลงที่มีหลากหลายยิ่งขึ้น รวมถึงเพลง All Too Well ยังได้รับการกล่าวขานจาก Rolling Stone ว่าเป็นเพลงที่มีเนื้อเพลงยอดเยี่ยมที่สุดเพลงหนึ่ง

ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม We Are Never Ever Getting Back Together กลายเป็นเพลงอันดับ 1 เพลงแรกของเธอบน US Billboard Hot 100 chart และอีก 6 ซิงเกิลต่อมาอย่าง Begin Again , I Knew You Were Trouble , 22 , Everything Has Changed , The Last Time และ Red ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จด้านชาร์ตเพอร์ฟอร์แมนซ์ และ ยอดขายทั่วโลก อัลบั้มนี้เปิดตัวที่อันดับ 1 บน Billboard 200 ด้วยยอดขาย 1.21 ล้านแผ่นในสัปดาห์แรก เป็นอัลบั้มที่มียอดขายเปิดตัวสูงที่สุดในรอบทศวรรษ และ ทำให้เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นศิลปินหญิงคนแรกของโลกที่มีอัลบั้มที่มียอดขายเกิน 1 ล้านแผ่นถึง 2 อัลบั้ม ปัจจุบันอัลบั้มนี้มียอดขายกว่า 7 ล้านแผ่นทั่วโลก

RED Tour คอนเสิร์ตทัวร์จากอัลบั้มเริ่มต้นด้วย 66 โชว์ในอเมริกาเหนือในเดือนกันยายน ปี 2013 , 7 โชว์สำหรับออสเตรียในเดือนธันวาคม ปี 2013 , 6 โชว์ในยุโรปในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 และ 6 โชว์ในเอเชียในเดือนมิถุนายน ปี 2014 ในทัวร์ครั้งนี้มีศิลปินรับเชิญมากมาย อาทิ เอ็ด ชีเรน , เจนิเฟอร์ โลเปซ และ คาร์ลี่ย์ ไซม่อน ในปลายปี 2013 เธอได้เผยแพร่เพลง Sweeter Than Fiction" เพลงประกอบภาพยนตร์ One Chance ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Original Song ในงานลูกโลกทองคำครั้งที่ 71 นอกจากนั้นยังได้ร่วมร้องเพลงกับ ทิม แมคกรอว์ ในเพลง Highway Don't Care และ ยังได้แสดงเวอร์ชันอะคูสติกของเพลง Red ร่วมกับ วินซ์ กิลล์ และ อลิสัน คลอส ในงาน CMA Awards 2013 อีกด้วย

อัลบั้ม RED ไม่ได้รับรางวัลจากงาน Grammy Awards เพียงแต่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใน 4 สาขา ใน Record of the Year ในเพลง We Are Never Ever Getting Back Together ในงานปี 2013 ต่อมาในปี 2014 อัลบั้ม Red เข้าชิงในสาขา Best Country Album และ รางวัลใหญ่สุดของงาน Album of the Year รวมถึงเพลง Begin Again ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสาขา Best Country Song ในปีเดียวกัน เช่นเดียวกันกับงาน CMA Awards ซึ่งเธอไม่ได้รับรางวัลใด ๆ เช่นกัน แต่ทางงานได้มอบรางวัลพิเศษ Pinnacle Award รางวัลที่มอบแก่ศิลปินที่ทำให้เพลงคันทรี่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งเธอเป็นศิลปินเพียง 1 ใน 2 คนเท่านั้นที่ได้รับรางวัลนี้ นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้รับ 3 รางวัลจาก MTV Europe Music Awards รวมถึงรางวัลใหญ่ของงานอย่าง Best Female และ Best Live Act ด้านเพลง I Knew You Were Trouble ได้รับรางวัล Best Female Video จากงาน MTV Video Music Awards ปี 2013 ส่วนด้านงาน American Music Award เธอได้รับรางวัล Best Female Country Artist ในปี 2012 และ Artist of the Year ในปี 2013 และ The Nashville Songwriters Association ก็ได้บันทึกชื่อของเธอในนามศิลปินแห่งปี เป็นครั้งที่ 6 เมื่อปี 2013

2014 - ปัจจุบัน : 1989[แก้]

อัลบั้มลำดับที่ 5 ของเทย์เลอร์ ในชื่อ 1989 วางจำหน่ายในวันที่ 27 ตุลาคม 2014 โดยในอัลบั้มนี้เธอได้ร่วมแต่งเพลงกับ Jack Antonoff , Max Martin , Shellback , Imogen Heap , Ryan Tedder และ Ali Payami ซึ่งมีตัวเธอเอง และ Martin เป็นโปรดิวเซอร์หลักของอัลบั้ม โดยในวันเปิดตัวอัลบั้มเธอได้บอกไว้ว่าอัลบั้มนี้เป็นจะเป็น อัลบั้มเพลงป๊อป อย่างเป็นทางการอัลบั้มแรกของเธอ

ในส่วนของการโปรโมตอัลบั้ม เธอได้จัดกิจกรรม "1989 Secret Sessions" โดนเชิญแฟนคลับเพื่อไปฟังอัลบั้มก่อนวางจำหน่ายที่บ้านของเธอเองในนิวยอร์ก , แนชวิลล์ , ลอสแอนเจลิส และ โรส ไอร์แลนด์

ซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้ม Shake it off วางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม และ เปิดตัวที่อันดับ 1 บน Billboard Hot 100 ต่อมาเธอได้ปล่อยซิงเกิลออกมาอีก 6 เพลง ซึ่ง Blank Space และ Bad blood ต่างขี้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตนี้เช่นกัน ในขณะที่ Wildest Dreams และ Style ก็ล้วนแล้วแต่เข้าสู่ 10 อันดับในชาร์ตนี้เช่นกัน อัลบั้มนี้ขายได้ 1,287,000 แผ่นในอเมริกาภายในสัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย เป็นอัลบั้มเปิดตัวสูงสุดในรอบ 12 ปี ทำให้เธอเป็ฯศิลปินคนแรกและคนเดียวที่มีอัลบั้มเปิดตัวเกิน 1 ล้านชุดในสัปดาห์แรกถึง 3 อัลบั้ม ต่อมาอัลบั้มนี้ได้กลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในปี 2014 โดยขายได้ 3.66 ล้านชุด และในเดือนกุมภาพันธ์ 2015 อัลบั้มนี้ก็ขายไปได้แล้วถึง 8.6 ล้านแผ่นทั่วโลก

ในส่วนของทัวร์โปรโมตอัลบั้มนั้น 1989 World Tour เริ่มแสดงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงธันวาคมในปี 2015 โดยเริ่มต้นที่ประเทศญี่ปุ่น และแสดงในประกาศต่างๆ คือ สหรัสอเมริกา , แคนาดา , สหราชอาณาจักร , ไอร์แลนด์ , เยอรมัน , เนเธอแลนด์ และ ออสเตรีย โดยมีศิลปินที่เล่นเปิดคอนเสิร์ตคือ HAIM , Vance Joy , Shawn Mendes และ James Bay ทัวร์นี้ประสบความสำหรับอย่างมากโดยภายใน 85 รอบของการเปิดแสดง สามารถจำหน่ายบัตรหมดในทุกรอบของการแสดง มีผู้เข้าชมถึง 2,278,674 คน และ มีรายรับ 250,733,097 ล้านดอลลาห์สหรัส เป็นทัวร์คอนเสิร์ตที่มีรายรับสูงที่สุดในปี 2015 ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม 2015 เธอได้ปล่อย "The 1989 World tour LIVE" ลงบนแอปเปิลมิวสิค โดยถ่ายทำที่ ANZ Stadium ในเมืองซิสนีย์ ประเทศออสเตรียในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2015 มีผู้เข้าชมถึง 76,000 คน

ในส่วนของรางวัลจากอัลบั้มนี้นั้น เธอได้รับรางวัล Billboard's Woman Of Year ในปี 2014 เป็นครั้งที่ 2 ทำให้เธอเป็นศิลปินคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ถึง 2 ครั้ง ในปีเดียวกันนั้น เธอยังได้รับรางวัล the Dick Clark Award for Excellence จาก American Music Awards ต่อมาในปี 2015 ที่งาน Grammy Awards เพลง "Shake It Off" ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงใน 3 รางวัล รวมถึงรางวัลใหญ่ Record of the Year และ Song of the Year ขณะที่งาน Brit Awards เธอได้รับรางวัลในสาขา International Female Solo Artist นอกจากนั้นแล้วในปีเดียวกันนี้ เธอยังเป็น 1 ใน 8 ศิลปินคันทรี่ ที่ได้รับรางวัล Milestone Award จากงาน Academy of Country Music Awards

เทย์เลอร์ได้เข้าชิงรางวัล MTV Video Music Awards 2015 ถึง 10 สาขาด้วยกัน และได้รางวัลกลับไปกอดถึง 4 รางวัลด้วยกัน เธอยังได้รางวัลใหญ่อย่าง Video of the Year จากเพลงBad blood และ Best Female Video กับ Best Pop Video จากเพลงBlank Spaceอีกด้วย เธอได้ทำการแสดงร่วมกับนิกกี มินาจในเพลง The Night Is Still Young" และ "Bad Blood" และมอบรางวัลให้กับคานเย เวสต์ ในสาขา Michael Jackson Video Vanguard Award

ปี 2016 เทย์เลอร์ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ ถึง 7 สาขาด้วยกัน โดยเธอกวาดรางวัลไปได้ถึง 3 ถ้วยได้แก่ รางวัลมิวสิควิดีโอยอดเยี่ยม, อัลบั้มป็อปวอคัลยอดเยี่ยม และรางวัลใหญ่อย่าง อัลบั้มแห่งปี โดยเธอคือศิลปินหญิงคนแรกที่ได้รางวัลอัลบั้มแห่งปีถึง 2 ครั้ง โดยเธอชนะรางวัลแกรมมี่มากกว่า 10 ถ้วย ในเวลาแค่ 10 ปี ในงานเธอได้ทำการแสดงในเพลง "Out of the Woods" อีกด้วย

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ปัจจุบันสวิฟต์อาศัยอยู่ที่แมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก เธออาศัยอยู่ที่อาคารไทรเบกา แห่งเดียวกับออร์แลนโด บลูม และสตีเวน โซเดอร์เบิร์ก

ความสัมพันธ์[แก้]

สวิฟต์เคยคบหากับโจ โจนาส นักดนตรี ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม ค.ศ. 2008[148][149] และเทย์เลอร์ เลาต์เนอร์ นักแสดง ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม ค.ศ. 2009[150][151] เธอมีความสัมพันธ์เชิงรักใคร่กับจอห์น เมเยอร์ นักดนตรี ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 2009 ถึงต้นปี ค.ศ. 2010[152][153][154][155] เธอเคยคบหากับเจค จิลเลินฮาล นักแสดง ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม ค.ศ. 2010[156][157] หลังจากเลิกรากัน พบว่าพวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011[158][159] สวิฟต์เคยคบหากับคอเนอร์ เคนเนดี ทายาทนักการเมือง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ค.ศ. 2012[160][161] เธอเคยคบหากับแฮร์รี สไตลส์ นักร้อง ตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 ถึงมกราคม ค.ศ. 2013[162][163]

สวิฟต์ไม่ได้คบหากับใครหลังเดือนมกราคม ค.ศ. 2013 หรือใน ค.ศ. 2014 เนื่องจากเธอต้องการรับมือกับความสนใจจากสื่อ[164] "ฉันรู้สึกราวกับว่า ถ้าฉันเปิดตัวเองให้กับความรัก นั่นอาจเป็นจุดอ่อนของการทำอาชีพนี้ก็ได้"[165]

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2015 สวิฟต์เริ่มคบหากับแคลวิน แฮร์ริส ดีเจและโปรดิวเซอร์เพลงชาวสก็อตต์[166] ก่อนเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 ทั้งคู่ถูกจัดอันดับเป็นคู่รักคนดังที่มีรายได้สูงที่สุดโดยนิตยสารฟอบส์ ด้วยรายได้รวมกันมากกว่า 146 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[167] พวกเขาประกาศจบความสัมพันธ์ในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2016[168] ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2016 สวิฟต์กำลังคบหากับนักแสดงชาวอังกฤษ ทอม ฮิดเดิลสตัน[169][170]

การบริจาคเพื่อการกุศล[แก้]

การบริจาคเพื่อการกุศลของเทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้รับการยอมรับจาก Do Something Awards , องค์กร The Giving Back Fund และ The Tennessee Disaster Services ในปี 2012 มิเชลล์ โอบามา ได้มอบรางวัล The Big Help Award ให้แก่เธอจากการที่เธอได้ "อุทิศตนเสียสละเพื่อส่วนรวม และ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำเช่นเดียวกัน" และในปีเดียวกันนั้น แครี่ แคนเนดี ได้มอบรางวัล Ripple of Hope Award โดยกล่าวว่า "เธอเป็นบุคคลที่มีอายุน้อยที่อุทิศตนช่วยเหลือสังคมเสมอมา , เธอนี่แหละคือลูกแบบที่เราอยากมี"

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่สำหรับสถานศึกษาด้านดนตรีในอเมริกา โดยในปี 2010 เธอได้มอบเงิน 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ Nashville's Hendersonville High School ในการปรับปรุงสถานที่ ทำระบบแสงและเสียงใหม่ ต่อมาให้ปี 2012 เธอได้มอบเงินกว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นกองทุนในการสร้างอาคาร Country Music Hall of Fame and Museum ในแนชวิล ด้วยพื้นที่กว่า 7,500 ตารางฟุต ประกอบด้วย 3 ห้องเรียน , พื้นที่การจัดแสดง , พื้นที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ และยังมีห้องสำหรับการทำโปสเตอร์และงานศิลป์ต่าง ๆ อีกด้วย ต่อมาได้เปิดส่วนของ Taylor Swift Education Center เพิ่มเติมในอาคารอีกด้วย ในปี 2012 เธอยังได้บริจาคเงิน 60,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่ภาควิชาเกี่ยวกับการดนตรีในมหาวิทยาลัย 6 แห่งในสหรัฐอเมริกา และ ในปี 2013 เธอยังได้บริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ Nashville Symphony อีกด้วย

นอกจากการสนับสนุนด้านดนตรีแล้ว เธอยังได้สนับสนุนการศึกษาของเยาวชนอีกด้วย โดยในปี 2009 เธอได้บริจาคเงิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โรงเรียนทั่งประเทศที่อยู่ในเครือข่าย โดยใช้สำหรับการซื้อหนังสือ , เป็นเงินเดือนแก่ครู และ เป็นกองทุนในการศึกษา ต่อมาในปี 2010 เธอได้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ผ่านเว็บไซต์ในชื่อ Read Now! with Taylor Swift ออกอากาศตามโรงเรียนต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกา เธอยังได้บริจาคหนังสือจำนวน 6,000 เล่มแก่ห้องสมุดประชาชนในรัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อปี 2011 โดยหนังสือส่วนใหญ่มีไว้สำหรับการอ่าน และ ยืม หนังสือส่วนที่เหลือได้แจกจ่ายไปยังนักเรียนที่อยู่ในเขตยากไร้ และ ในปี 2012 เธอได้ร่วมแคมเปนจ์รณรงค์อ่านหนังสือในสหรัฐอเมริกา และ ได้บันทึกเสียงให้กำลังใจแก่นักเรียนในการอ่านหนังสือ ในปีนี้เธอยังได้โปรโมตกิจกรรม Power of Reading ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้ผ่านเว็บไซต์ครั้งที่ 2 ของเธอ โดยส่งตรงสู้โรงเรียนทั่วประเทศเช่นเคย ในปี 2013 เธอยังได้บริจาคหนังสืออีก 2,000 เล่ม แก่โรงพยาบาลเด็กเพื่อการเรียนรู้ และได้เข้าร่วมแคมเปนจ์รณรงค์การอ่านหนังสือในปี 2014 อีกด้วย

ตลอดการทำงานในวงการของเธอ เธอได้บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติมากมาย โดยในปี 2008 เธอได้บริจาคเงินจากการขายอัลบั้มที่งาน Country Music Festival เพื่อเป็นกองทุนแก่กาชาดสหรัฐ ปีต่อมาเธอได้บริจาคเงินกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่รัฐไอโอวา ในปี 2009 เธอได้มอบเงินช่วยเหลือเหตุการณ์ไฟป่าในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นศิลปินที่ให้การช่วยเหลือแก่ประเทศออสเตรเลียมากที่สุดที่เคยมีมา ในปี 2010 เธอได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เฮติ โดยได้เขียนและบันทึกเพลงสำหรับอัลบั้ม Hope of Haiti Now ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ในเหตุการณ์น้ำท่วม ณ รัฐเทนเทนเนสซี เธอได้บริจาคเงิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในปีถัดมาเธอได้มอบเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยซ่อมแซมสนามเด็กเล่นในเมืองแฮนเดอร์สันวิลล์ รัฐเทนเนสซีซึ่งถูกทำลายในเหตุการณ์น้ำท่วม ในปี 2011 เธอได้มอบเงินบางส่วนจากคอนเสิร์ต Speak Now World Tour เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุทอร์นาโดในอเมริกา กว่า 750,000 ดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย

เธอยังได้ช่วยเหลือเด็กที่มีความผิดปกติ และ พิการมากมาย ในปี 2008 เธอบริจาครถบรรทุกแก่ค่าย Victory Junction Gang เพื่อใช้สำหรับการรับ-ส่งผู้ป่วยเด็กจากสนามบินมายังค่าย ในปี 2009 หลังขึ้นแสดงที่งาน BBC Children in Need annual telethon เธอได้มอบเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่ผู้จัดงาน ต่อมาในปี 2011 เธอได้บริจาคเงิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่โรงพยาบาล St. Jude Children's Research รัฐเทนเนสซี ในปี 2012 เธอร่วมรณรงค์แคมเปนจ์ Stand Up to Cancer โดยได้แต่งเพลง Ronan ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง โดยเพลงนี้มีการเผยแพร่ให้ดาวน์โหลด และ รายได้ทั้งหมดได้มอบให้กับมูลนิธิผู้ป่วยโรคมะเร็ง ต่อมาในปี 2014 เธอได้มอบเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่การวิจัยโรคมะเร็ง และ มอบเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได่โรงพยาบาลเด็กในฟิลาเดล เทย์เลอร์ สวิฟต์ได้พบปะแฟนเพลงที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้แรงบันดาลใจแก่พวกเขาในการดำเนินชีวิตต่อไป

รางวัลและความสำเร็จ[แก้]

สวิฟต์ได้รับรางวัลและเกียรติยศมากมาย ได้แก่ รางวัลแกรมมี 10 รางวัล[171][172][173][174] อเมริกันมิวสิกอะวอร์ด 19 รางวัล[175] รางวัลสมาคมดนตรีคันทรี 11 รางวัล รางวัลโรงเรียนดนตรีคันทรี 8 รางวัล[176] บิลบอร์ดมิวสิกอะวอร์ด 22 รางวัล บริตอะวอดส์ 1 รางวัล และเอ็มมีอะวอร์ด 1 รางวัล[177] สวิฟต์ยังเป็นนักร้องที่ได้รับรางวัลทีนชอยส์อะวอร์ดมากเป็นอันดับที่สอง ด้วยจำนวน 25 รางวัล ในฐานะนักแต่งเพลง เธอได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์[82][178] และหอเกียรติยศนักแต่งเพลง[179]

ก่อนต้นปี ค.ศ. 2016 สวิฟต์ขายอัลบั้มได้มากกว่า 40 ล้านชุด ขายซิงเกิลดาวน์โหลดได้ 130 ล้านหน่วย และเป็นหนึ่งในห้านักดนตรีที่มียอดขายดิจิทัลสูงที่สุดทั่วโลก[180] สตูดิโออัลบั้มแต่ละอัลบั้มของสวิฟต์ขายได้อย่างน้อย 4 ล้านหน่วยในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ เทย์เลอร์ สวิฟต์ (5.5 ล้าน) เฟียร์เลส (7 ล้าน)[181] สปีกนาว (4.5 ล้าน) เรด (4.1 ล้าน) และ 1989 (5.7 ล้าน)[182]

ผลงานเพลง[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

คอนเสิร์ตทัวร์[แก้]

การแสดงทัวร์ในประเทศไทย[แก้]

หลังจากทัวร์คอนเสิร์ตเดอะเรดทัวร์ในภูมิภาคอเมริกา ยุโรป และ ออสเตรเลีย ในปี 2556 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ประกาศเปิดทัวร์คอนเสิร์ตในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงกลางปี 2014 และจะมาแสดงที่ประเทศไทยในวันที่ 9 มิถุนายน 2014 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี การจำหน่ายบัตรในประเทศไทยมีขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2557 โดยบัตรคอนเสิร์ตขายหมดตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เปิดจอง[183]

วันที่ 26 พฤษภาคม 2014 เวลา 13.00 เทย์เลอร์ สวิฟต์ประกาศยกเลิกการแสดงเนื่องจากการรัฐประหารขึ้นในเมืองไทย ซึ่งห้ามบุคคลใดออกนอกบ้านในเวลาที่กำหนด แม้โดยทั่วไปแล้วจะไม่ได้มีการบังคับใช้กฎดังกล่าวอย่างเข้มงวดก็ตาม เพื่อเป็นการขอโทษ เทย์เลอร์ สวิฟต์ได้โพสต์ข้อความลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า

ขอส่งความรักถึงแฟนเพลงในเมืองไทยค่ะ เสียใจจริงๆ ที่คอนเสิร์ตได้ถูกยกเลิกไปแล้ว[184]

ต่อมาได้เพิ่มรอบโชว์ในประเทศสิงคโปร์ และได้สำรองที่นั่งสำหรับแฟนเพลงชาวไทยจำนวน 1,000 ที่นั่ง[183]

ผลงานการแสดง[แก้]

ภาพยนตร์
ปีที่เข้าฉาย ชื่อเรื่อง ตัวละครที่แสดง อื่นๆ
2009 Jonas Brothers: The 3D Concert Experience ตัวเอง Cameo
2009 Hannah Montana: The Movie ตัวเอง Cameo
2010 Valentine's Day Felicia Film debut
2012 Lorax, TheThe Lorax Audrey Voice only
2014 The Giver Rosemary Post-production
ละครโทรทัศน์
ปีที่เข้าฉาย ชื่อเรื่อง ตัวละครที่แสดง อื่นๆ
2009 Saturday Night Live ตัวเอง Host/musical guest; 2 episodes
2009 CSI: Crime Scene Investigation Haley Jones Episode: "Turn, Turn, Turn"
2013 New Girl Elaine Episode: "Elaine's Big Day"

อ้างอิง[แก้]

  1. Bixby, Scott (February 16, 2016). "Taylor Swift wins best album at Grammys while Adele Struggles". The Guardian. สืบค้นเมื่อ February 16, 2016. 
  2. "#8 Taylor Swift". Forbes. สืบค้นเมื่อ July 27, 2015. 
  3. Eddy, Chuck. "Taylor Swift". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ April 9, 2015. 
  4. "Taylor Swift Biography: Singer (1989–)". Biography.com (FYI / A&E Networks. สืบค้นเมื่อ April 9, 2015. 
  5. Leahey, Andrew. "[Taylor Swift] Artist Biography". AllMusic.com. สืบค้นเมื่อ April 9, 2015. 
  6. "Walter Scott Asks ... James Taylor". Parade. June 14, 2015. 
  7. "Taylor Swift's father is a Blue Hen". Udel.edu. September 23, 2009. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  8. "4.1.13: LIZ SMITH: I'm a Taylor Swift "Groupie."". New York Social Diary. April 1, 2013. สืบค้นเมื่อ December 14, 2013. 
  9. 9.0 9.1 9.2 Widdicombe, Lizzie (October 10, 2011). "You Belong With Me". The New Yorker. สืบค้นเมื่อ October 11, 2011. 
  10. 10.0 10.1 10.2 Rolling Stone Interview: The Unabridged Taylor Swift, December 2, 2008
  11. Griggs, Brandon (April 9, 2015). "Taylor Swift: My mom has cancer". CNN. สืบค้นเมื่อ April 9, 2015. 
  12. "Taylor Swift". google.ca. 
  13. 13.0 13.1 Cutter, Kimberly (June 2, 2010). "Taylor Swift's Rise to America's Sweetheart". Marie Claire. p. 2. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  14. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Stun
  15. Reinbrecht, Steve (October 7, 1996). "New golf course is no picnic". Reading Eagle (via Google Books). สืบค้นเมื่อ November 17, 2013. 
  16. Raab, Scott (October 20, 2014). "Taylor Swift Interview". Esquire.com. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  17. "Photos Students at Alvernia Montessori School sending Taylor Swift a valentine". Readingeagle.com. February 13, 2010. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  18. Hatza, George (December 8, 2008). "Taylor Swift: Growing into superstardom". Readingeagle.com. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  19. "Article about Taylor's dad – Rare Taylor Swift". Raretaylorswift.webs.com. March 7, 2013. สืบค้นเมื่อ November 17, 2013. 
  20. words of whimsy: Taylor Swift Was My BFF. Words-of-whimsy.blogspot.co.uk (April 19, 2011). Retrieved December 6, 2013.
  21. Lauren Mennen, Philly.com. "Taylor Swift's Wyomissing childhood home on the market for $799,500". Philadelphia Daily News. สืบค้นเมื่อ November 17, 2013. 
  22. "Wyomissing Schools get Swift gift Taylor made for them – Lehigh Valley Music Blog". Blogs.mcall.com. January 13, 2010. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  23. Van Meter, Jonathan (January 17, 2012). "Taylor Swift: The Single Life – Magazine". Vogue. p. 4. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  24. Andrea Simpson (January 2014). "Taylor Swift and Her Chubby Cheeks Once Starred in 'Bye Bye Birdie'". Celebuzz. Spinmedia. สืบค้นเมื่อ January 3, 2015. 
  25. Brittany Joy Cooper (April 15, 2012). "Taylor Swift Opens Up About a Future in Acting and Admiration for Emma Stone". Taste of Country. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  26. MacPherson, Alex (October 18, 2012). "Taylor Swift: 'I want to believe in pretty lies'". The Guardian (London). 
  27. DeLuca, Dan (August 8, 2010). "Taylor Swift works crowd, local angle smoothly". Philadelphia Daily News. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  28. 28.0 28.1 28.2 28.3 Morris, Edward (December 1, 2006). "When She Thinks "Tim McGraw," Taylor Swift Savors Payoff: Hardworking Teen to Open for George Strait Next Year". CMT. สืบค้นเมื่อ March 11, 2010. 
  29. Lisa Popeil (November 30, 2014). "How Did Taylor Swift Make It?". Voice Council Magazine. Voice Council Magazine. สืบค้นเมื่อ January 3, 2015. 
  30. Nisha Lilia Diu (April 3, 2011). "Taylor Swift: 'I won't do sexy shoots'". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  31. "News : CMT Insider Interview: Taylor Swift (Part 1 of 2)". CMT. November 26, 2008. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  32. "Taylor Swift: The Garden In The Machine". American Songwriter. May 2, 2011. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  33. Rollo, Sarah (November 3, 2009). "Showbiz – News – Computer repairman taught Swift guitar". Digital Spy. สืบค้นเมื่อ December 30, 2009. 
  34. "Her Song: Talking Taylor Swift – Post Rock". The Washington Post. February 28, 2008. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  35. 35.0 35.1 "americanbar.org PDF". สืบค้นเมื่อ April 18, 2012. 
  36. "On tour with Taylor Swift – Dateline NBC – Newsmakers". MSNBC. May 31, 2009. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  37. Lina Das (October 29, 2012). "Taylor Swift: 'Men hand me inspiration on a plate'". Daily Mail (London). สืบค้นเมื่อ November 17, 2013. 
  38. "News : Taylor Swift's High School Names Auditorium in Her Honor". CMT. September 23, 2010. สืบค้นเมื่อ April 18, 2012. 
  39. du Lac, J. Freedom (February 27, 2008). "Taylor Swift Puts The Kid in Country". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ July 6, 2012. 
  40. Vanessa Grigoriadis (March 5, 2009). "The Very Pink, Very Perfect Life of Taylor Swift | Music News". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ October 31, 2012. 
  41. Ray, Michael. "Taylor Swift". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ November 12, 2014. 
  42. Vicky Castro (February 6, 2015). "How to Succeed as an Entrepreneur, Taylor Swift Style". Inc.com. Monsueto Ventures. สืบค้นเมื่อ February 9, 2015. 
  43. "Taylor Swift: The Garden In The Machine". American Songwriter. May 2, 2011. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  44. 44.0 44.1 "Songwriter Taylor Swift Signs Publishing Deal With Sony/ATV". BMI.com. May 12, 2005. สืบค้นเมื่อ April 20, 2012. 
  45. 45.0 45.1 Kosser, Michael (June 3, 2010). "Liz Rose: Co-Writer to the Stars". American Songwriter. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  46. "How Liz Rose and Taylor Swift Wrote the Hits". Majorlyindie.com. November 20, 2008. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  47. Blender, April 2008, page 54
  48. Eisenbery, Dana (October 25, 2012). "How Taylor Swift Conquered The Music World By Age 22". Business Insider. สืบค้นเมื่อ November 12, 2014. 
  49. DeLuca, Dan (November 11, 2008). "Focused on 'great songs' Taylor Swift isn't thinking about "the next level" or Joe Jon as gossip". Philadelphia Daily News. p. 1. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  50. Willman, Chris (February 5, 2008). "Taylor Swift's Road to Fame – The chipmunk years". Entertainment Weekly. p. 2. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  51. Rock and Pop Music (April 26, 2009). "Taylor Swift: the 19-year-old country music star conquering America – and now Britain – The Daily Telegraph". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ August 30, 2012. 
  52. 52.0 52.1 Matthew Belloni (October 8, 2010). "Taylor Swift's Ex-Manager Suing Over Contract Dispute". Billboard. สืบค้นเมื่อ January 3, 2015. 
  53. Rolling Stone, October 25, 2012, Taylor in Wonderland by Brian Hiatt, page 39
  54. "Toby Keith, Cowboy Capitalist: Country's $500 Million Man – Forbes". Forbes. 
  55. Reuter, Annie (June 22, 2009). "Taylor Swift Interview". Marie Claire. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  56. Taylor Swift (CD). Taylor Swift. Big Machine Records. 2006. BMR120702. 
  57. 57.0 57.1 "Taylor Swift: Album Guide". Rolling Stone Music. Archived from the original on March 22, 2014. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  58. A Young Outsider's Life Turned Inside Out By Jon Caramanica, The New York Times dated September 5, 2008.
  59. Frere, Sasha. "Prodigy". The New Yorker. Archived from the original on July 6, 2014. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  60. Willman, Chris (February 5, 2008). "Taylor Swift's Road to Fame". Entertainment Weekly. p. 3. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  61. Cowling, Lauren. "5 of Taylor Swift's Most Country Performances". Country Outfitter Life. 
  62. "Taylor Swift Joins Rascal Flatts Tour". CMT. October 18, 2006. สืบค้นเมื่อ March 11, 2010. 
  63. "TRL Embraced Me for who I Am". MTV. สืบค้นเมื่อ March 11, 2010. 
  64. Gonzalez, John (September 27, 2009). "Taylor Swift comes to VanAndel Arena this week on Fearless Tour". Michigan Live. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  65. 65.0 65.1 65.2 65.3 Caramanica, Jon (November 7, 2008). "My Music, MySpace, My Life". The New York Times. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  66. "Taylor Swift No. 1 on iTunes". Great American Country. Scripps Networks Interactive. December 19, 2007. Archived from the original on March 16, 2015. สืบค้นเมื่อ July 5, 2010. 
  67. "Teardrops on My Guitar – Taylor Swift". Billboard. สืบค้นเมื่อ December 15, 2010. 
  68. Harris, Chris (November 19, 2008). "Taylor Swift Scores First Chart-Topping Debut With Fearless". MTV. สืบค้นเมื่อ December 20, 2008. 
  69. "Taylor Swift Tops 20 Million in Record Sales" (Press release). Big Machine Records. March 31, 2011. สืบค้นเมื่อ April 15, 2011. 
  70. "Taylor Swift owns top of country chart". Country Standard Time. สืบค้นเมื่อ December 26, 2008. 
  71. "Wal-Mart "Eyes" New Taylor Swift Project". Great American Country. Archived from the original on March 16, 2015. สืบค้นเมื่อ July 24, 2008. 
  72. "News : 20 Questions With Taylor Swift". CMT. November 12, 2007. สืบค้นเมื่อ April 18, 2012. 
  73. "Interview with Taylor Swift". Time. April 23, 2009. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  74. "The Week in Review". The Morning Call. February 10, 2007. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  75. vh1 (2015-03-24). "Opening Acts Who Became Bigger Than The Headliner". VH1. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  76. Burch, Cathalena E. (March 31, 2011). "Eric Church's Taylor Swift story : Welcome to StarNet – Tucson, Arizona". Arizona Daily Star. Archived from the original on August 21, 2012. สืบค้นเมื่อ June 15, 2012. 
  77. "Taylor Swift Joins George Straits 2007 Tour". CMT. November 17, 2006. สืบค้นเมื่อ March 11, 2010. 
  78. "20 Questions With Taylor Swift". CMT. November 12, 2007. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  79. "Brad Paisley Plans Tour With Three Opening Acts". CMT. January 9, 2007. สืบค้นเมื่อ March 11, 2010. 
  80. "Taylor Swift Joins Tim McGraw, Faith Hill on Tour". CMT. June 1, 2007. สืบค้นเมื่อ March 11, 2010. 
  81. Fabian, Shelly. "Rascal Flatts & Taylor Swift in Concert – Sacramento, CA – April 10, 2008". About.com. สืบค้นเมื่อ June 22, 2010. 
  82. 82.0 82.1 "Taylor Swift Youngest Winner of Songwriter/Artist Award". Great American Country. October 16, 2007. Archived from the original on March 17, 2015. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  83. "Photos : All Taylor Swift Pictures : Horizon Award Winner Poses in the Pressroom". CMT. September 7, 2007. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  84. "Photos : 43rd Annual ACM Awards – Onstage: Winners : Acceptance Speech". CMT. May 18, 2008. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  85. "Taylor Swift, Rascal Flatts, Carrie Underwood Score at 2008 AMA Awards". Roughstock.com. November 24, 2008. Archived from the original on July 10, 2014. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  86. "Amy Winehouse Wins Best New Artist, Kanye West Pays Tribute to Mom – Grammy Awards 2008, Grammy Awards". People. October 2, 2008. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  87. 87.0 87.1 Fearless Platinum Edition (CD). Taylor Swift. Big Machine Records. 2008. BMRATS0250. 
  88. 88.0 88.1 Rosen, Jody (November 13, 2008). "Albums Reviews – Fearless". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  89. Caramanica, Jon (December 19, 2008). "Sounds of Swagger and Sob Stories". The New York Times. สืบค้นเมื่อ December 20, 2008. 
  90. Love, Josh (November 19, 2008). "Taylor Swift's Teenage Country-Star Tales, Spiked With Actual Wisdom". The Village Voice. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  91. 91.0 91.1 "Robert Christgau: CG: taylor swift". robertchristgau.com. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  92. "Power 100: Taylor Swift". Billboard. January 26, 2012. สืบค้นเมื่อ April 21, 2014. 
  93. "CMA Announces Industry SRO Awards Nominees". AllAccess.com. May 21, 2013. สืบค้นเมื่อ April 21, 2014. 
  94. Keel, Beverly (November 9, 2008). "Taylor Swift: Regular teenager, country star". The Tennessean. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  95. Paul GreinMarch 22, 2012 (2012-03-22). "Week Ending March 18, 2012. Songs: Your '80s Party Mix-Tape". Yahoo! Music. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  96. "Love Story – Taylor Swift". Billboard. สืบค้นเมื่อ March 5, 2011. 
  97. Ben-Yehuda, Ayala (August 13, 2009). "Black Eyed Peas, Jason Mraz Tie Records on Billboard Hot 100". Billboard. สืบค้นเมื่อ March 13, 2010. 
  98. "Taylor Swift's Fearless Makes History With No 1 Debut on Billboard's Top 200 All-Genre Album Sales Chart". Great American Country. November 20, 2008. Archived from the original on March 16, 2015. สืบค้นเมื่อ December 24, 2008. 
  99. Grein, Paul (May 12, 2011). "Chart Watch Extra: 20 Years Of Top Albums". Yahoo! Music. สืบค้นเมื่อ June 10, 2011. 
  100. Herrera, Monica (October 8, 2009). "Taylor Swift Announces Second Leg Of 'Fearless' Tour". Billboard. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  101. "Taylor Swift 2010 Tour Dates". TaylorSwift.com. Archived from the original on July 14, 2010. 
  102. "Taylor Swift: the 19-year-old country music star conquering America – and now Britain". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  103. Mapes, Jillian (November 23, 2010). "Taylor Swift Announces 'Speak Now' World Tour". Billboard. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  104. "Taylor Swift's Journey to Fearless : Programs : The Hub : Discovery Press Web". Discovery Press Web. สืบค้นเมื่อ October 10, 2011. 
  105. Ryan, Sarah (2009-08-10). "Taylor Swift Pranks Keith Urban". Great American Country. Archived from the original on September 6, 2015. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  106. "CMT : Photos : CMT Giants: Alan Jackson : Taylor Swift Sings for Alan Jackson (2 of 14)". CMT. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  107. "CMT.com : CMT Crossroads : About the Episode". CMT: Country Music Television. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  108. Gerome, John (April 7, 2009). "Stars salute Strait as ACM's Artist of the Decade". USA Today. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  109. "News : Headlines : Tim McGraw, Taylor Swift: New Songs Coming". Great American Country. June 29, 2009. Archived from the original on March 16, 2015. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  110. Vena, Jocelyn (November 6, 2009). "John Mayer Talks Taylor Swift Collaboration 'Half of My Heart'". MTV. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  111. "Kellie Pickler Has Her 'Best Days' Thanks To Taylor Swift". MTV. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  112. "Full text of "Hannah Montana: The Movie"". Archive.org. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  113. "Boys Like Girls Dish on Taylor Swift". Seventeen. December 15, 2009. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  114. Vena, Jocelyn (2009-12-28). "New Taylor Swift Song Included In 'Valentine's Day' Featurette". MTV. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  115. Vena, Jocelyn (January 26, 2010). "Better Than Ezra 'Honored' By Taylor Swift's Performance Of 'Breathless' At Haiti Telethon". MTV. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  116. 116.0 116.1 "Kanye calls Taylor Swift after 'View' appearance". Associated Press/MSNBC. September 15, 2009. สืบค้นเมื่อ September 16, 2009. 
  117. "Sorry, MTV VMA queen Taylor Swift: Kanye West is king of award-show tantrums". Los Angeles Times. September 13, 2009. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  118. "Taylor Swift Thanks "Gracious" Beyonce for Inviting Her Onstage After Kanye Stunt at VMAs". Rolling Stone. September 14, 2009. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  119. Anderson, Kyle (September 16, 2009). "Kanye West's VMA Interruption Gives Birth To Internet Photo Meme". MTV. สืบค้นเมื่อ October 3, 2009. 
  120. Horner, Marianne (September 19, 2009). "Taylor Swift Seeks Clarity Amidst Story That Just Won't Die". The Boot. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  121. 121.0 121.1 Montgomery, James (February 2, 2010). "Why You Shouldn't Hate on Taylor Swift". MTV. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  122. Gilbert, Calvin (December 3, 2009). "Taylor Swift Nets Eight Grammy Nominations". CMT. สืบค้นเมื่อ February 13, 2012. 
  123. Kreps, Daniel (February 1, 2010). "Beyonce, Taylor Swift Dominate 2010 Grammy Awards". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ February 13, 2012. 
  124. 124.0 124.1 Caramanica, Jon (February 1, 2010). "For Young Superstar Taylor Swift, Big Wins Mean Innocence Lost". The New York Times. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  125. Kreps, Daniel (February 4, 2010). "Taylor Swift's Label Lashes Out at Critics of Grammy Performance". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  126. Collis, Clark (January 31, 2010). "Taylor Swift and Stevie Nicks' Grammys duet: Out of sight, or out of tune?". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  127. Thompson, Gayle (February 2, 2010). "Taylor Swift & Stevie Nicks' Grammy Performance Invites Critics, Defenders". The Boot. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  128. Nicks, Stevie (April 29, 2010). "The 2010 TIME 100 – Taylor Swift". Time. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  129. Schneider, Marc (October 11, 2011). "Taylor Swift Named Billboard Woman of the Year". Billboard. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  130. 130.0 130.1 "Taylor Swift Wins CMA Entertainer of the Year". Fox News Channel. November 11, 2009. สืบค้นเมื่อ April 17, 2010. 
  131. Big Machine Press Release. Taylor Swift Wins Album of the Year at Academy of Country Music Awards; April 6, 2009 [archived April 16, 2009; cited April 7, 2009].
  132. MTV. Taylor Swift, Michael Jackson Big Winners at American Music Awards; 2009 [cited May 15, 2012].
  133. CMT. Taylor Swift Will Receive Hal David Starlight Award for Songwriting; May 11, 2010 [cited May 15, 2012].
  134. Taylor Swift, Toby Keith, and Wynn Varble Win Big at NSAI Awards; October 19, 2009 [cited May 15, 2012].
  135. 2009 Artists of the Year; December 10, 2009 [cited May 21, 2012].
  136. The 2010 TIME 100 – Taylor Swift. Time. April 29, 2010 [cited April 22, 2012].
  137. 137.0 137.1 Caramanica, Jon (October 20, 2010). "Taylor Swift, Angry on 'Speak Now' – The New York Times". The New York Times. สืบค้นเมื่อ October 23, 2010. 
  138. Powers, Ann (October 25, 2010). "Album review: Taylor Swift's 'Speak Now'". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ October 25, 2010. 
  139. Weber, Theon (November 3, 2010). "The Iceberg Songs of Taylor Swift". The Village Voice. สืบค้นเมื่อ November 3, 2010. 
  140. Sheffield, Rob (October 26, 2010). "Speak Now by Taylor Swift". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ October 26, 2010. 
  141. Sisario, Ben (November 3, 2010). "Taylor Swift Album Is a Sales Triumph". The New York Times. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  142. "Taylor Swift's '˜Speak Now' Moves Back to Number One on Billboard's Hot 200, Finishes Third for Year". Yahoo! Voices. October 25, 2010. Archived from the original on December 21, 2013. สืบค้นเมื่อ May 10, 2012. 
  143. Lewis, Randy (September 24, 2010). "Taylor Swift joins Kris Kristofferson, Vince Gill, Lionel Richie and Emmylou Harris at Country Hall of Fame benefit". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  144. Willman, Chris (September 24, 2010). "Taylor Swift, Kris Kristofferson Bond at Country Music Hall of Fame Fundraiser". CMT. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  145. "Taylor Swift's New Single, "Mine", Shipped to Country Radio After Leak". Country Music Television. August 4, 2010. สืบค้นเมื่อ August 4, 2010. 
  146. Grein, Paul (June 1, 2011). "Week Ending May 29, 2011. Albums: Gaga Goes On Sale". Yahoo! Music. Archived from the original on February 21, 2013. สืบค้นเมื่อ December 18, 2011. 
  147. "Taylor Swift to Release SPEAK NOW WORLD TOUR – LIVE, Concert CD/DVD & CD/Blu-Ray Set, on November 21st". PR Newswire. September 21, 2011. สืบค้นเมื่อ November 21, 2015. 
  148. Caplan, David (September 8, 2008). "Scoop". People. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  149. Rizzo, Monica (November 24, 2008). "Scoop – Couples, Camilla Belle, Joe Jonas". People. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  150. Park, Michael Y.; Sia, Nicole. "Taylor & Taylor Romance Was Overblown, Says Source". People. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  151. "Billboard Bits: Taylor Swifts Offers 'Apology' To Taylor Lautner, Christina Aguilera Confirms Split". Billboard. 
  152. "Taylor Swift Sings Along with Keith Urban and John Mayer – in the Audience!". People. January 27, 2010. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  153. Anderson, Danielle (September 8, 2010). "RoundUp". People. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  154. Margaret, Mary; Rygorsky, Stephanie (May 8, 2008). "Taylor Swift on Her 'Stalker' Moment with John Mayer". People. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  155. Vena, Jocelyn (November 6, 2009). "John Mayer Talks Taylor Swift Collaboration 'Half of My Heart'". MTV. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  156. "Taylor Swift, Jake Gyllenhaal Break Up : People.com". People. 
  157. Hammel, Sara (January 4, 2011). "Taylor Swift & Jake Gyllenhaal Break Up: Source". People. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  158. West, Kay (January 20, 2011). "Taylor Swift & Jake Gyllenhaal: Back Together Again?". People. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  159. Hammel, Sara (February 28, 2011). "Taylor Swift, Jake Gyllenhaal's Oscar Run-In". People. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  160. "Taylor Swift and Conor Kennedy Breakup: Anatomy of a Split". E!. สืบค้นเมื่อ 2015-11-10. 
  161. "Taylor Swift, Conor Kennedy Split; Couple Break Up". People. October 30, 2012. สืบค้นเมื่อ November 7, 2012. 
  162. "Taylor Swift And Harry Styles: Timeline To 'Haylor'". MTV. 2012-12-03. สืบค้นเมื่อ 2015-11-10. 
  163. "Taylor Swift & Harry Styles Split Up: Source". People. 
  164. Meddings, Jacqui. "Taylor Swift is our new cover goddess". Cosmopolitan. 
  165. "On the Road with Best Friends Taylor Swift and Karlie Kloss". Vogue. 2015-02-13. สืบค้นเมื่อ 2015-11-10. 
  166. Lara, Maria Mercedes. "Calvin Harris Spends the Night at Taylor Swift's LA Home". People. Archived from the original on June 29, 2016. สืบค้นเมื่อ May 24, 2015. 
  167. Rhodan, Maya (June 25, 2015). "Taylor Swift and Calvin Harris Are the Highest-Paid Celebrity Couple". Time. Archived from the original on June 29, 2016. สืบค้นเมื่อ June 26, 2015. 
  168. Chiu, Melody (June 1, 2016). "Taylor Swift and Calvin Harris Split After 15 Months Together". People. Archived from the original on June 29, 2016. สืบค้นเมื่อ June 1, 2016. 
  169. Sandberg, Elise (14 July 2016). "Tom Hiddleston Talks Emmy Nomination, Responds to Taylor Swift Conspiracy Theories (Q&A)". The Hollywood Reporter. Archived from the original on 15 July 2016. สืบค้นเมื่อ 20 July 2016. 
  170. Grant, Stacey (14 July 2016). "Tom Hiddleston Did A 'Shake Of Happiness' After Finding Out About His Emmy Nomination". Archived from the original on 15 July 2016. สืบค้นเมื่อ 20 July 2016. "'We are together and we're very happy, he confirmed." 
  171. "Grammy Awards 2010 Winners & Nominees". People. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  172. "Grammy Awards 2012: Complete Winners And Nominees List". The Hollywood Reporter. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  173. Greenburg, Zack O'Malley (February 11, 2013). "Grammy Winners 2013: The Full List". Forbes. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  174. "Grammys 2014: The complete list of nominees and winners". Los Angeles Times. January 26, 2014. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  175. "Taylor Swift, One Direction Big Winners at the AMAs". Times of San Diego. 
  176. "Taylor Swift Nashville Tickets". Excite. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  177. Jonze, Tim (February 25, 2015). "Taylor Swift wins best international female solo artist at Brit awards 2015". The Guardian. สืบค้นเมื่อ February 28, 2015. 
  178. Shelburne, Craig (October 18, 2010). "Taylor Swift Named NSAI's Songwriter-Artist of the Year". CMT. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  179. "Songwriters Hall of Fame". Songwriters Hall of Fame. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  180. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ best_selling_artist_2014_IFPI
  181. "Taylor Swift's 'Fearless' Surpasses 7 Million Sold in U.S.: Billboard 200 Chart Moves". Billboard. 
  182. Partridge, Kenneth (February 11, 2016). "Taylor Swift's '1989': Grammy Album of the Year Spotlight". [Billboard.com]. สืบค้นเมื่อ February 17, 2016. 
  183. 183.0 183.1 คนไทยไม่พลาดชม “เทย์เลอร์ สวิฟต์” จัดเต็ม! ที่สิงคโปร์หลังยกเลิกคอนเสิร์ตในไทย
  184. “เทย์เลอร์ สวิฟต์” เศร้าหลังประกาศยกเลิกคอนเสิร์ตในไทย

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]