เทย์เลอร์ สวิฟต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เทย์เลอร์ สวิฟต์
เทย์เลอร์ สวิฟต์ สวิฟต์ยิ้มมาที่ฝูงชน
สวิฟต์แสดงในเดอะเรดทัวร์ ในเดือนมีนาคม 2013
เกิด เทย์เลอร์ แอลิสัน สวิฟต์
13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 (27 ปี)
เรดดิง รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐ
อาชีพ นักร้องนักแต่งเพลง นักแสดง
สินทรัพย์สุทธิ $280 ล้าน (ประมาณในเดือนมิถุนายน 2017)
บำเหน็จ รายการทั้งหมด
เว็บไซต์ taylorswift.com
อาชีพทางดนตรี
แนวเพลง
เครื่องดนตรี
  • ร้องนำ
  • กีตาร์
  • แบนโจ
  • เปียโน
ช่วงปี 2004–ปัจจุบัน
ค่ายเพลง อาร์ซีเอ, บิกแมชีน

เทย์เลอร์ แอลิสัน สวิฟต์ (อังกฤษ: Taylor Alison Swift; เกิด 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989) เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เธอเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงยอดนิยมที่เป็นที่รู้จักจากการแต่งเพลงเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวและเป็นที่สนใจของสื่ออย่างมาก

สวิฟต์เกิดเติบโตในรัฐเพนซิลเวเนีย ต่อมาเธอได้ย้ายไปยังเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ขณะอายุ 14 ปี เพื่อหางานทำเกี่ยวกับเพลงคันทรี เธอได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงบิกแมชีนเรเคิดส์ และเป็นนักแต่งเพลงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เซ็นสัญญากับบริษัทโซนี/เอทีวีมิวสิกพับบลิชชิง อัลบั้มแรกของสวิฟต์มีชื่อเดียวกับตนเอง วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 2006 อัลบั้มเปิดตัวที่อันดับห้าในชาร์ตบิลบอร์ด 200 และอยู่ในชาร์ตได้นานที่สุดในทศวรรษ 2000 ซิงเกิลที่สาม "อาวเวอร์ซอง" ทำให้เธอเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่แต่งเพลงด้วยตนเองและเพลงขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอตเพลงคันทรี อัลบั้มที่สอง เฟียร์เลส ออกจำหน่ายในปี ค.ศ. 2008 หลังจากสามารถติดชาร์ตเพลงป็อป (pop crossover) ได้สำเร็จ ซิงเกิล "เลิฟสตอรี" และ "ยูบีลองวิทมี" ทำให้อัลบั้มเฟียร์เลสเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในสหรัฐในปี ค.ศ. 2009 อัลบั้มชนะรางวัลแกรมมี 4 รางวัล และสวิฟต์เป็นนักร้องที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลแกรมมีสาขาอัลบั้มเพลงแห่งปี (Album of the Year)

สวิฟต์เป็นนักแต่งเพลงคนเดียวในอัลบั้มที่สาม สปีกนาว (ค.ศ. 2010) อัลบั้มเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในสหรัฐ ซิงเกิล "มีน" ได้รับรางวัลแกรมมี 2 รางวัล ต่อมาในปี ค.ศ. 2012 สวิฟต์ออกอัลบั้มที่สี่ เรด มีซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ "วีอาร์เนเวอร์เอเวอร์เกตติงแบ็กทูเกเตอร์" และ "ไอนูว์ยูเวอร์ทรับเบิล" อัลบั้มชุดที่ห้า 1989 เป็นอัลบั้มแนวเพลงป็อป ออกจำหน่ายใน ค.ศ. 2014 ทำให้เธอเป็นศิลปินคนแรก และ เพียงคนเดียวที่มียอดขายเปิดตัวอัลบั้มในสหรัฐมากกว่า 1 ล้านอัลบั้ม ในสัปดาห์แรกได้ถึง 3 อัลบั้ม ซิงเกิล "เชกอิตออฟ" "แบลงก์สเปซ" และ "แบดบลัด" ขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐ อัลบั้มได้รับรางวัลแกรมมีสามรางวัล ทำให้เธอเป็นศิลปินคนที่ห้า และเป็นศิลปินหญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลอัลบั้มแห่งปี (Album of the Year) ถึงสองครั้ง[1] ทัวร์ 1989 เวิลด์ทัวร์ของอัลบั้ม 1989 จัดขึ้นในปี ค.ศ. 2015 เป็นหนึ่งในทัวร์คอนเสิร์ตรายได้ดีที่สุดตลอดกาล

ในฐานะนักแต่งเพลง เธอได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์ (Nashville Songwriters Association) และหอเกียรติยศนักแต่งเพลง (Songwriters Hall of Fame) เธอยังได้รับรางวัลแกรมมี 10 รางวัล อยู่ในบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ 5 รายการ รางวัลเอมมีอะวอดส์ 1 รางวัล รางวัลบิลบอร์ดมิวสิกอะวอดส์ 21 รางวัล รางวัลสมาคมเพลงคันทรี 11 รางวัล รางวัลอะคาเดมีออฟคันทรีมิวสิกอะวอดส์ 8 สาขา และรางวัลบริตอะวอดส์ 1 รางวัล สวิฟต์เป็นหนึ่งในศิลปินที่ขายดีที่สุดตลอดกาล เธอขายอัลบั้มได้มากกว่า 40 ล้านอัลบั้ม (27.1 ล้านอัลบั้มในสหรัฐ) และยอดดาวน์โหลดซิงเกิล 130 ล้านดาวน์โหลด ในปี ค.ศ. 2015 เธออยู่ในรายชื่อ "ผู้หญิง 100 คนที่มีอิทธิพลที่สุด" จัดโดยนิตยสารฟอบส์ (ปี ค.ศ. 2010 และ ค.ศ. 2015) หนึ่งในผู้หญิงที่มีรายได้มากที่สุด" จัดโดยนิตยสารไทม์ รายชื่อ "ผู้หญิง 100 คนที่มีอิทธิพลที่สุด" จัดโดยนิตยสารฟอบส์ และรายชื่อคนดัง 100 คนของฟอบส์ เธอเป็นผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดที่อยู่ในรายชื่อคนดัง 100 คน และเธออยู่อันดับที่หนึ่ง

ชีวิตและการทำงาน[แก้]

1989–2003: ชีวิตช่วงแรก[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เกิดในวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 ที่เรดดิง รัฐเพนซิลเวเนีย[2] บิดาของเธอชื่อ สกอตต์ คิงสลีย์ สวิฟต์ เป็นที่ปรึกษาการเงิน แม่ของเธอ แอนเดรีย การ์ดเนอร์ (ชื่อก่อนสมรส ฟินเลย์) สวิฟต์ เป็นผู้รับจ้างทำงานบ้านที่เคยทำงานเป็นกรรมการบริหารกองทุนรวม[3] สวิฟต์มีน้องชายหนึ่งคนชื่อ ออสติน[4] สวิฟต์ใช้ชีวิตช่วงแรกในไร่นาต้นคริสต์มาส[5] เธอเข้าโรงเรียนเตรียมอนุบาล และชั้นอนุบาลที่โรงเรียนอัลเวอร์เนียมอนเทสซอรีสกูล เปิดสอนโดยแม่ชีคณะฟรันซิสกัน[6] ก่อนย้ายเข้าโรงเรียนวินด์ครอฟต์สกูล[7] ต่อมา ครอบครัวย้ายไปที่บ้านเช่าหลังหนึ่งในชานเมืองไวโอมิสซิง รัฐเพนซิลเวเนีย[8] เธอเข้าเรียนที่โรงเรียนไวโอมิสซิงเอเรียจูเนียร์/ซีเนียร์ไฮสกูล[9]

"พ่อแม่ของฉันทิ้งความกดดันโดยพูดว่า 'เราแค่ย้ายเพราะเรารักที่ตรงนั้น ดังนั้นไม่ต้องกังวล' พวกเขาไม่รู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเพลงและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความบันเทิงเลย แต่ฉันหลงใหลมัน ดังนั้นพวกเขาจึงศึกษาและอ่านเกี่ยวกับมันเพื่อช่วยฉันในทุก ๆ ทางเท่าที่พวกเขาทำได้"

—สวิฟต์กล่าวถึงการย้ายไปอยู่ที่แนชวิลล์[10]

เมื่ออายุ 9 ปี สวิฟต์เริ่มสนใจการละครเวที และแสดงในละครเวทีที่เบิกส์ยูธเธียเตอร์อะคาเดมี[11] เธอเดินทางไปบรอดเวย์เป็นประจำเพื่อเรียนร้องเพลงและการแสดง[12] ต่อมาสวิฟต์เริ่มเปลี่ยนความสนใจไปที่ดนตรีคันทรี เพลงของชะไนยา ทเวน ทำให้เธอ "อยากวิ่งรอบช่วงตึก 4 รอบและฝันกลางวันถึงทุกสิ่งทุกอย่าง"[13] เธอใช้เวลาสุดสัปดาห์แสดงตามงานเทศกาลในท้องถิ่น และเหตุการณ์ต่าง ๆ[14][15] หลังจากชมสารคดีเกี่ยวกับเฟธ ฮิลล์ สวิฟต์รู้สึกมั่นใจว่าเธอต้องการเดินทางไปที่แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เพื่อสานฝันงานดนตรี[16] เมื่ออายุ 11 ปี เธอเดินทางไปแนชวิลล์กับมารดาเพื่อส่งเดโมเพลง ซึ่งเป็นเพลงคาราโอเกะของดอลลี พาร์ตัน และดิกซีชิกส์ นำมาขับร้องใหม่[17] แต่เธอถูกปฏิเสธ ด้วยเหตุที่ว่า "ทุกคนในเมืองนั้นก็อยากทำสิ่งที่ฉันอยากทำ ดังนั้น ฉันจึงกลับมาคิดกับตัวเอง ฉันต้องหาทางทำสิ่งที่แตกต่างออกไป"[18]

เมื่อสวิฟต์อายุ 12 ปี ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์คนหนึ่งสอนเธอเล่นกีตาร์ 3 คอร์ด บันดาลให้เธอเขียนเพลงแรก "ลักกียู"[19] ใน ค.ศ. 2003 สวิฟต์และบิดามารดาของเธอเริ่มทำงานกับผู้จัดการดนตรี แดน ดิมโทรว์ ในนิวยอร์ก ด้วยความช่วยเหลือของดิมโทรว์ สวิฟต์เป็นแบบให้กับบริษัทเอเบอร์ครอมบีแอนด์ฟิตช์ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ "ไรซิงสตาส์" และมีเพลงต้นฉบับรวมในอัลบั้มรวมเพลงของตราสินค้าเมย์เบลลีน และเข้าร่วมประชุมกับค่ายเพลงหลักมากมาย[20] หลังจากแสดงเพลงที่งานมหรสพของสังกัดอาร์ซีเอเรเคิดส์ สวิฟต์ที่ยังเรียนอยู่ชั้นเกรด 8 ได้รับโอกาสให้เป็นนักร้อง และเริ่มเดินทางไปแนชวิลล์กับมารดาของเธอบ่อยขึ้น[21][22]

บิดาของเธอย้ายไปทำงานออฟฟิศของเมร์ริลลินช์ที่แนชวิลล์เพื่อช่วยส่งเสริมสวิฟต์ทำงานดนตรีคันทรี ขณะที่เธออายุ 14 ปี และครอบครัวย้ายที่อยู่ไปที่บ้านริมทะเลสาบในเฮนเดอร์สันวิลล์ รัฐเทนเนสซี[23][24] ในเทนเนสซี สวิฟต์เข้าเรียนที่โรงเรียนไฮสกูล[25] แต่เรียนได้สองปี เธอก็ย้ายไปเรียนที่สถาบันแอรอนอะคาเดมี โรงเรียนคริสต์เอกชนที่มีบริการเรียนที่บ้านได้ เพื่อให้สะดวกต่อการทัวร์ และเธอจบการศึกษาเร็วกว่ากำหนดหนึ่งปี[26]

2004–2008 : เริ่มต้นอาชีพนักร้อง และอัลบั้ม เทย์เลอร์ สวิฟต์[แก้]

ที่แนชวิลล์ เธอได้ร่วมงานกับนักแต่งเพลงย่านมิวสิกโรว์หลายคน เช่น ทรอย เวอร์จิส เบรตต์ บีเวอส์ เบรตต์ เจมส์ แม็ก แม็กอะแนลลี และเดอะวอร์เรนบราเธอส์[27][28] ในที่สุดเธอได้สานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ลิซ โรส[29] พวกเขาเริ่มพบกันในคาบแต่งเพลงทุกวันเสาร์ตอนบ่ายหลังเรียน[30] โรสกล่าวว่า คาบแต่งเพลงเป็น "สิ่งที่ง่ายที่สุดที่ฉันเคยได้ทำ ง่าย ๆ คือ ฉันเป็นบรรณาธิการของเธอ เธอจะเขียนเพลงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนในวันนั้น เธอมีวิสัยทัศน์ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เธอต้องการจะพูด และเธอจะคิดท่อนสร้อยที่น่าเหลือเชื่อได้เสมอ"[31] สวิฟต์ได้เซ็นสัญญากับโซนี/เอทีวีทรีพับลิชชิง[32] แต่ลาออกจากสังกัดอาร์ซีเอเรเคิดส์เมื่ออายุ 14 ปี[15][33][34] เธอระลึกได้ว่า "ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังหมดเวลา ฉันอยากเก็บความทรงจำในชีวิตของฉันหลายปีมานี้ไว้ในอัลบั้มสักอัลบั้ม ขณะที่ความทรงจำเหล่านั้นยังแทนสิ่งที่ฉันพบเจอมาอยู่"[34]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ สวมชุดกระโปรงสีขาวและแว่นกันแดด เล่นกีตาร์โปร่ง ยืนอยู่แท่นที่มีไมโครโฟน
สวิฟต์แสดงที่สำนักงานใหญ่ ยาฮู! ในซันนีเวล รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี ค.ศ. 2007

ณ งานมหรสพแห่งหนึ่งที่ร้านกาแฟบลูเบิร์ดคาเฟในเมืองแนชวิลล์เมื่อ ค.ศ. 2005 สวิฟต์เป็นที่สนใจของสก็อตต์ บอร์เชตตา ผู้บริหารค่ายดรีมเวิกส์เรเคิดส์ที่กำลังเตรียมตัวก่อตั้งค่ายเพลงอิสระของตนในชื่อ บิกแมชีนเรเคิดส์ เธอเคยพบกับบอร์เชตตาแล้วในปี ค.ศ. 2004[35] เธอได้เป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ที่ได้เซ็นสัญญา โดยพ่อของเธอจ่ายเงินช่วยบริษัท 3% เป็นเงินจำนวนประมาณ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ[36][37]สวิฟต์เริ่มทำงานอัลบั้มแรกของเธอโดยตั้งชื่อเธอให้เป็นชื่ออัลบั้มไม่นานหลังเซ็นสัญญา สวิฟต์โน้มน้าวให้ค่ายบิกแมชีนจ้างโปรดิวเซอร์เพลงชื่อนาธาน แชปแมน ที่เธอรู้สึกว่ามีเคมีตรงกัน[15] สวิฟต์แต่งเพลง 3 เพลงในอัลบั้มด้วยตนเอง และร่วมแต่งเพลงที่เหลืออีกแปดเพลงกับนักแต่งเพลงหลายคน เช่น โรส เอลลิส ออร์รอล ไบรอัน เมเฮอร์ และแอนเจโล เพทราเกลีย[38] มีคำอธิบายเกี่ยวกับดนตรีของเพลงในอัลบั้มว่าเป็น "การผสมผสานระหว่างเครื่องดนตรีคันทรีดั้งเดิมกับกีตาร์ร็อกที่มีชีวิตชีวา" (a mix of trad-country instruments and spry rock guitars)[39] อัลบั้มเทย์เลอร์ สวิฟต์ ออกจำหน่ายในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2006[40] จอน คารามานิกา จากหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ บรรยายว่าเป็น "งานชิ้นเยี่ยมเล็ก ๆ ที่เป็นคันทรีผสมป็อป ทั้งเรียบง่ายและถากถาง รวมกันไว้ด้วยเสียงร้องที่อ้อนวอนและแน่วแน่ของคุณสวิฟต์"[41] อัลบั้มเทย์เลอร์ สวิฟต์ขึ้นสูงสุดอันดับที่ห้าในชาร์ตบิลบอร์ด 200 และอยู่ในชาร์ตนาน 157 สัปดาห์ ยาวนานที่สุดในบรรดาอัลบั้มที่ออกในคริสต์ทศวรรษ 2000[42] นับถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2016 อัลบั้มขายได้มากกว่า 7.75 ล้านชุดทั่วโลก[43]

บิกแมชีนเรเคิดส์เพิ่งเปิดค่ายใหม่ ขณะที่ออกซิงเกิลนำ "ทิม แม็กกรอว์" ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2006 และสวิฟต์กับแม่ของเธอช่วย "นำซีดีซิงเกิลใส่ซองจดหมายและส่งให้สถานีวิทยุ"[44] เธอใช้เวลาตลอดปี ค.ศ. 2006 ส่งเสริมอัลบั้มเทย์เลอร์ สวิฟต์ ผ่านการทัวร์ตามสถานีวิทยุและรายการโทรทัศน์[45][46] บอร์เชตตากล่าวว่า การที่เขาตัดสินใจให้เด็กผู้หญิงอายุ 16 ปี เซ็นสัญญา แรกเริ่มทำให้เพื่อนร่วมวงการของเขาเป็นกังวล แต่สวิฟต์ได้ก้าวเข้าสู่กลุ่มตลาดดนตรีที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ วัยรุ่นสาวที่ฟังเพลงคันทรี[23] หลังจากออกซิงเกิล "ทิม แม็กกรอว์" มีซิงเกิลออกตามมาอีกสี่ซิงเกิลตลอดปี ค.ศ. 2007-2008 ได้แก่ "เทียร์ดรอปส์ออนมายกีตาร์" "อาวเวอร์ซอง" "พิกเชอร์ทูเบิร์น" และ "ชูดัฟเซดโน" ทุกซิงเกิลประสบความสำเร็จบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอตเพลงคันทรี "เอาร์ซอง" และ "ชูดัฟเซดโน" ขึ้นอันดับหนึ่ง เพลง "อาวเวอร์ซอง" ทำให้สวิฟต์เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่แต่งและร้องเพลงคันทรีเอง และเพลงนั้นขึ้นอันดับหนึ่งด้วย[47] "เทียร์ดรอปส์ออนมายกีตาร์" กลายเป็นเพลงแนวป็อปที่ได้รับความนิยมระดับหนึ่ง ขึ้นอันดับ 13 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[48] สวิฟต์ยังออกอัลบั้มวันหยุด ได้แก่ ซาวส์ออฟเดอะซีซัน: เดอะเทย์เลอร์ สวิฟต์ฮอลลิเดย์คอลเล็กชัน เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2007 และอีพีชื่อ บิวตีฟูลอายส์ เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2008[49][50] เธอส่งเสริมอัลบั้มแรกของเธอด้วยการพบปะทักทายกับแฟนเพลง ร้องเพลงที่ได้รับความนิยม และเป็นศิลปินเปิดคอนเสิร์ตให้ทัวร์ของศิลปินอื่น ๆ[51]

อัลบั้มเทย์เลอร์ สวิฟต์ ทำให้เธอได้รับรางวัลมากมาย เธอเป็นหนึ่งในผู้ที่รางวัลนักแต่งเพลง/ศิลปินแห่งปี โดยสมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์ ในปี ค.ศ. 2007 ทำให้สวิฟต์กลายเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเกียรติครั้งนี้[52] เธอยังได้รางวัลฮอไรซันอะวอร์ดสาขาศิลปินหน้าใหม่โดยสมาคมดนตรีคันทรี[53] รางวัลอะคาเดมีออฟคันทรีมิวสิกอะวอดส์ สาขานักร้องนำหญิงคนใหม่ยอดเยี่ยม[54] และรางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอร์ดสาขาศิลปินคันทรีหญิงคนโปรด[55] เธอยังได้เข้าชิงรางวัลแกรมมีสาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมปี ค.ศ. 2008 แต่พ่ายให้กับเอมี ไวน์เฮาส์[56] ในเดือนกรกฎาคมปีนั้น เธอคบหากับโจ โจนาส ความสัมพันธ์จบลงในสามเดือนถัดมา[57][58]

2008–2010 : อัลบั้มเฟียร์เลส และการแสดง[แก้]

สตูดิโออัลบั้มที่สองของสวิฟต์ชื่อ เฟียร์เลส วางจำหน่ายวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008[40] โจดี โรเซน จากโรลลิงสโตน บรรยายถึงเธอว่าเป็น "นักปราชญ์แต่งเพลงที่มีพรสวรรค์ตั้งแต่เกิดเกี่ยวกับโครงสร้างเวิร์ส-คอรัส-บริดจ์" ที่มีเพลง "ลึกซึ้งกินใจทีละเล็กละน้อยและแท้จริง" ดูเหมือนกับ "ถูกดึงออกจากอนุทินของเด็กชานเมืองคนหนึ่ง"[59] ซิงเกิลนำจากอัลบั้ม "เลิฟสตอรี" ออกจำหน่ายในเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 และกลายเป็นซิงเกิลคันทรีที่ขายดีที่สุดอันดับสองตลอดกาล[60] ขึ้นสูงสุดอันดับที่สี่บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[61] และอันดับหนึ่งในออสเตรเลีย[62] มีซิงเกิลออกจำหน่ายอีกสี่ซิงเกิลตลอดปี ค.ศ. 2008-2009 ได้แก่ "ไวต์ฮอร์ส" "ยูบีลองวิทมี" "ฟิฟทีน" และ "เฟียร์เลส" เพลง "ยูบีลองวิทมี" เป็นซิงเกิลที่ขึ้นอันดับสูงที่สุดในอัลบั้ม ขึ้นถึงอันดับที่สองบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[63] อัลบั้มเปิดตัวที่อันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในสหรัฐในปี ค.ศ. 2009[64] สวิฟต์ออกทัวร์ของตนเองครั้งแรกเพื่อส่งเสริมอัลบั้มเฟียร์เลส ในทัวร์ชื่อเฟียร์เลสทัวร์[65] ทำรายได้ได้มากกว่า 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[66] ภาพยนตร์คอนเสิร์ต เทย์เลอร์ สวิฟต์: เจอร์นีย์ทูเฟียร์เลส ออกอากาศทางโทรทัศน์และจำหน่ายเป็นดีวีดีและบลูเรย์[67] สวิฟต์ยังแสดงรับเชิญในทัวร์ชื่อ เอสเคปทูเก็ตเทอร์เวิลด์ทัวร์ ของคีท เออร์เบิน[68]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เล่นกีตาร์ในชุดกระโปรงสีเหลือง
สวิฟต์แสดงในลอสแอนเจลิสระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต เฟียร์เลสทัวร์ ในปี ค.ศ. 2010

ในปี ค.ศ. 2009 สวิฟต์กลายเป็นศิลปินคันทรีคนแรกที่ได้รางวัลเอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอร์ด หลังเพลง "ยูบีลองวิทมี" ได้เป็นวิดีโอของศิลปินหญิงยอดเยี่ยม[69] ขณะเธอกล่าวรับรางวัล แร็ปเปอร์ คานเย เวสต์ เข้ามาขัดจังหวะ[70] เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากสื่อ และทำให้เกิดอินเทอร์เน็ตมีม[71] เจมส์ มอนต์โกเมอรี จากเอ็มทีวีเถียงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวและความสนใจจากสื่อทำให้สวิฟต์กลายเป็น "คนดังตามกระแสอย่างแท้จริง" (a bona-fide mainstream celebrity)[72] ในปีเดียวกันนั้น เธอได้รับรางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอดส์ 5 รางวัล รวมถึงรางวัลสาขาศิลปินแห่งปี และอัลบั้มเพลงคันทรีชมเชยด้วย[73] บิลบอร์ดแต่งตั้งให้เธอเป็นศิลปินแห่งปี ค.ศ. 2009[74]

ในปี ค.ศ. 2010 สวิฟต์ได้รับรางวัลมากมายจากอัลบั้มเฟียร์เลส ในงานประกาศรางวัลแกรมมีครั้งที่ 52 เฟียร์เลสได้รางวัลอัลบั้มแห่งปี และอัลบั้มเพลงคันทรียอดเยี่ยม ขณะที่เพลง "ไวต์ฮอร์ส" ได้รางวัลเพลงคันทรียอดเยี่ยม และการแสดงเพลงคันทรีหญิงยอดเยี่ยม เธอเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลอัลบั้มแห่งปี[75] ในงานประกาศรางวัล สวิฟต์ร้องเพลง "ยูบีลองวิทมี" และ "รีแอนนอน" กับสตีวี นิกส์ การแสดงของเธอได้รับคำวิจารณ์ที่ไม่ดีและมีปฏิกิริยาที่ไม่ดีจากสื่อ[72][76] จอน คารามานิกาจากเดอะนิวยอร์กไทมส์เห็นว่า "น่าชื่นใจที่เห็นคนบางคนมีพรสวรรค์จนบางครั้งก็มีผิดพลาดบ้าง" และพูดถึงสวิฟต์ว่าเป็น "ดาราป็อปคนสำคัญที่สุดคนใหม่ในรอบหลายปี"[77] สวิฟต์เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่สมาคมดนตรีคันทรีแต่งตั้งเป็นผู้ให้ความบันเทิงแห่งปี[78] อัลบั้มเฟียร์เลสได้รับรางวัลอัลบั้มแห่งปีจากสมาคมดังกล่าวด้วย[79]

สวิฟต์ร้องเบื้องหลังให้เพลง "ฮาล์ฟออฟมายฮาร์ต" ของจอห์น เมเยอร์ เป็นซิงเกิลจากอัลบั้มที่สี่ แบตเทิลสตัดดีส์ (2009)[80] เธอร่วมแต่งและอัดเพลง "เบสต์เดส์ออฟยัวร์ไลฟ์" กับเคลลี พิกเลอร์ด้วย[81] และร่วมแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์แฮนนาห์ มอนทานา: เดอะมูฟวี สองเพลง ได้แก่ "ยูลออลเวส์ไฟนด์ยัวร์เวย์แบ็กโฮม" และ "เครซีเออร์"[82] สวิฟต์ยังร้องเพลงให้ซิงเกิล "ทูอิสเบ็ตเทอร์แดนวัน" ของบอยส์ไลก์เกิลส์ แต่งโดยมาร์ติน จอห์นสันด้วย[83] เธอร้องเพลงประกอบภาพยนตร์วาเลนไทน์เดย์ หวานฉ่ำ วันรักก้องโลก หนึ่งในนั้นคือเพลง "ทูเดย์วอสอะเฟรีเทล" กลายเป็นเพลงอันดับหนึ่งบนชาร์ตแคนาเดียนฮอต 100 เพลงแรกของเธอด้วย[84][85] และอัดเพลง "เบรทเลส" ฉบับร้องใหม่ของเบ็ตเทอร์แดนเอซรา ลงอัลบั้มโฮปฟอร์เฮตินาว[86]

สวิฟต์เริ่มงานแสดงในละครชุด ซีเอสไอ: ไครม์ซีนอินเวสติเกชัน ทางช่องซีบีเอส ตอนหนึ่งในปี ค.ศ. 2009 รับบทเป็นวัยรุ่นหัวรั้น[87] เดอะนิวยอร์กไทมส์กล่าวว่าตัวละครดังกล่าวทำให้สวิฟต์ดู "ซนเล็กน้อย และซนอย่างเหลือเชื่อ"[88] ในปีเดียวกันนั้น สวิฟต์เป็นพิธีกรและเป็นแขกรับเชิญตอนหนึ่งในรายการแซเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์[89] เอนเตอร์เทนเมนต์วีกลีพูดถึงเธอว่า "เป็นพิธีกรรายการแซเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์ที่ดีที่สุดในฤดูกาลนี้เลย" จากที่เธอ "ดูท้าทายอยู่เสมอ ดูเหมือนจะสนุกสนาน และทำให้นักแสดงที่เหลือเล่นมุกตลกได้หลายมุก" ขณะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องวาเลนไทน์เดย์ หวานฉ่ำ วันรักก้องโลก ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2009 เธอเริ่มความสัมพันธ์ชู้สาวกับนักแสดง เทย์เลอร์ เลาต์เนอร์ แต่เลิกรากันในปีเดียวกัน[90][91] ภาพยนตร์รักตลกเรื่องดังกล่างออกฉายในปีต่อมา เธอแสดงเป็นแฟนสาวทึ่มของหนุ่มบ้านนอกนักเรียนไฮสกูล บทบาทที่ลอสแอนเจลิสไทมส์มองเห็น "ศักยภาพที่ทำให้ดูตลกอย่างจริงจัง"[92] ในบทสัมภาษณ์บทหนึ่ง นิตยสารวาไรตีมองว่าเธอ "ไม่ได้ถูกชี้นำชัดเจน" และแย้งว่า "เธอต้องหาผู้กำกับที่มีความสามารถคอยจำกัดขอบเขตพลังการแสดงที่มีมากเกินไป"[93] ในปีเดียวกันนั้น สวิฟต์คบหากับนักแสดง เจค จิลเลินฮาล เป็นช่วงสั้น ๆ[94]

2010-2012 : อัลบั้มสปีกนาว และ เรด[แก้]

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010 สวิฟต์ออกเพลง "ไมน์" ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มที่สามชื่อ สปีกนาว เข้าชาร์ตที่สหรัฐอันดับที่สาม ทำให้สวิฟต์เป็นศิลปินคนที่สอง (ถัดจากมารายห์ แครี) ในประวัติศาสตร์ของชาร์ตฮอต 100 ที่เปิดตัวที่ห้าอันดับแรกถึงสองเพลงในปีเดียวกัน อีกเพลงหนึ่งคือ "ทูเดย์วอสอะเฟรีเทล"[95] เพลงนี้เป็นซิงเกิลนำจากสตูดิโออัลบั้มที่สาม สปีกนาว ซึ่งเธอแต่งเองโดยไม่มีผู้ช่วย[96] ในการส่งเสริมอัลบั้ม เธอออกรายการทอล์กโชว์และรายการพูดคุยตอนเช้าหลายรายการ และแสดงคอนเสิร์ตฟรีในสถานที่แปลก ๆ เช่น บนดาดฟ้ารถประจำทางที่ถนนฮอลลิวูด และอาคารผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี[97] อัลบั้มสปีกนาว วางจำหน่ายในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2010 ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ เปิดตัวที่อันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ด้วยยอดขาย 1,047,000 ชุด กลายเป็นอัลบั้มที่ 16 ในประวัติศาสตร์สหรัฐที่มียอดขายถึง 1 ล้านชุดในสัปดาห์เดียว[98] ต่อมา อัลบั้มทำลายสถิติ "อัลบั้มดิจิทัลที่ขายได้เร็วที่สุดโดยศิลปินหญิง" ด้วยยอดดาวน์โหลด 278,000 ครั้งในหนึ่งสัปดาห์ สวิฟต์จึงมีชื่อบันทึกในบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ เธอยังได้รับบันทึกอีกหนึ่งหัวข้อหลังจากเพลงในอัลบั้มสปีกนาว 10 เพลง เปิดตัวในชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 เป็นศิลปินหญิงคนแรกที่ทำได้[99][100] ซิงเกิลสามซิงเกิล "ไมน์" "แบ็กทูดีเซมเบอร์" และ "มีน" ขึ้นถึงสิบอันดับแรกในประเทศแคนาดา[85]

เพลง "มีน" ชนะรางวัลเพลงคันทรียอดเยี่ยม และแสดงเดี่ยวเพลงคันทรียอดเยี่ยมในงานประกาศรางวัลแกรมมีครั้งที่ 54[101] เธอยังแสดงเพลงนี้ในงานด้วย แคลร์ ซัดดาท จากนิตยสารไทม์รู้สึกว่าเธอ "กลับมาร้องเพลงตรงคีย์และเป็นการแก้ตัว"[102] และเจมี เดียร์เวสเตอร์จากยูเอสเอทูเดย์ กล่าวว่า คำตำหนิเธอเมื่อปี ค.ศ. 2010 ทำให้เธอ "เป็นนักแต่งเพลงและนักร้องร้องสดที่ดีกว่าเดิม"[103] สวิฟต์ยังได้รับรางวัลอื่น ๆ กับอัลบั้มสปีกนาว เช่น รางวัลนักแต่งเพลง/ศิลปินแห่งปี จากสมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์ (2010 และ 2011)[104][105] ผู้หญิงแห่งปี จากนิตยสารบิลบอร์ด (2011)[106] และผู้ให้ความบันเทิงแห่งปี จากโรงเรียนดนตรีคันทรี (2011 และ 2012)[107] และสมาคมดนตรีคันทรีในปี ค.ศ. 2011[108] สวิฟต์ได้รับรางวัลศิลปินแห่งปีและอัลบั้มเพลงคันทรีชมเชยจากงานประกาศรางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอดส์ 2011[109] อัลบั้มสปีกนาวถูกรวมในราบชื่อ "อัลบั้มเพลงผู้หญิง 50 อัลบั้มยอดเยี่ยมตลอดกาล" ของนิตยสารโรลลิงสโตน เมื่อปี ค.ศ. 2012 อยู่ในอันดับที่ 45 สวิฟต์ ขณะนั้นอายุ 22 ปี เป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดที่ได้อยู่ในรายชื่อ นิตยสารเขียนว่า "เพลงของเธออาจถูกเปิดในคลื่นวิทยุเพลงคันทรี แต่เธอในหนึ่งในร็อกสตาร์ที่แท้จริงไม่กี่คนที่เรามีในเวลานี้ ที่มีหูกำหนดสิ่งที่ทำให้เพลงมีคุณภาพอย่างไร้ตำหนิ"[110]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ แสดงสด
สวิฟต์แสดงระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต สปีกนาวเวิลด์ทัวร์ ในปี ค.ศ. 2012

สวิฟต์เริ่มทัวร์ชื่อสปีกนาวเวิลด์ทัวร์ เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 ถึงมีนาคม ค.ศ. 2012 และทำรายได้ได้มากกว่า 123 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[111] ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2011 สวิฟต์ออกอัลบั้มบันทึกการแสดงสด สปีกนาวเวิลด์ทัวร์: ไลฟ์[112] เดือนต่อมา สวิฟต์ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์เกมล่าเกม "เซฟแอนด์ซาวด์" ร่วมแต่งและอัดเสียงกับเดอะซีวิลวอส์ และทีโบน เบอร์เน็ตต์ และเพลง "อายส์โอเพน" เพลง "เซฟแอนด์ซาวด์" ได้รับรางวัลแกรมมีสาขาเพลงที่แต่งประกอบสื่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม[113] หลังจากร้องเพลง "โบทออฟอัส" ให้กับบี.โอ.บี. ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2012[114] สวิฟต์คบหากับทายาทนักการเมือง คอเนอร์ เคนเนดี ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงกันยายน ค.ศ. 2012[115] ในเดือนสิงหาคม สวิฟต์ออกซิงเกิล "วีอาร์เนเวอร์เอเวอร์เกตติงแบ็กทูเกเตอร์" และเป็นซิงเกิลนำจากสตูดิโออัลบั้มที่สี่ เรด ซิงเกิลประสบความสำเร็จในต่างประเทศ กลายเป็นซิงเกิลอันดับหนึ่งเพลงแรกในสหรัฐและนิวซีแลนด์[116][117] เพลงขึ้นอันดับหนึ่งบนไอทูนส์หลังเพลงออกได้ 50 นาที เป็น "ซิงเกิลที่ขายได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงดิจิทัล" บันทึกในบันทึกสถิติโลกกินเนสส์[118] จากนั้นสวิฟต์ออกซิงเกิลที่สอง "บีกินอะเกน" ในเดือนตุลาคม เพลงขึ้นอันดับที่เจ็ดในชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[119] และได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี[119] ซิงเกิลอื่น ๆ จากอัลบั้มออกตามมา ได้แก่ "ไอนูว์ยูเวอร์ทรับเบิล" "22" "เอฟรีทิงแฮสเชนจ์" "เดอะลาสต์ไทม์" และ "เรด" ซิงเกิล "ไอนูว์ยูเวอร์ทรับเบิล" ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์[120] ขึ้นอันดับที่สองในสหรัฐ[119]

อัลบั้มเรดเป็นจุดเปลี่ยนแปลงแนวเพลงของสวิฟต์[40] โดยเธอทดลองแนวเพลงฮาร์ตแลนด์ร็อก ดั๊บสเตป และแดนซ์ป็อป[13] อัลบั้มออกจำหน่ายในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 ประสบความสำเร็จในด้านคำวิจารณ์และเชิงพาณิชย์ อัลบั้มเปิดตัวอันดับหนึ่งในชาร์ตบิลบอร์ด 200 ด้วยยอดขายสัปดาห์แรก 1.21 ล้านชุด เป็นยอดขายเปิดอัลบั้มที่สูงที่สุดในทศวรรษ และทำให้สวิฟต์เป็นผู้หญิงคนแรกที่มีอัลบั้มขายสัปดาห์แรกได้ถึงล้านชุดถึงสองอัลบั้ม บันทึกโดยบันทึกสถิติโลกกินเนสส์[121][122] ในการส่งเสริมอัลบั้ม สวิฟต์เริ่มทัวร์ชื่อ เดอะเรดทัวร์ เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 2013 ถึงมิถุนายน ค.ศ. 2014 และทำรายได้ได้มากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[123] อัลบั้มเรดได้รับรางวัลหลายรางวัล ได้แก่ เข้าชิงรางวัลแกรมมีในงานประกาศรางวัลแกรมมีครั้งที่ 56 จำนวน 4 รางวัล[124] ซิงเกิล "ไอนูว์ยูเวอร์ทรับเบิล ได้รับรางวัลวิดีโอผู้หญิงยอดเยี่ยม" ในงานประกาศรางวัลเอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์ 2013[125] สวิฟต์ได้ชื่อว่าศิลปินคันทรีหญิงยอดเยี่ยมในงานอเมริกันมิวสิกอะวอดส์ 2012 และศิลปินแห่งปีในงานของปี ค.ศ. 2013[126][127] สมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์มอบรางวัลนักแต่งเพลง/ศิลปินให้สวิฟต์ติดต่อกันเป็นปีที่ห้าและหกในปี ค.ศ. 2012 และ 2013 ตามลำดับ[128] สวิฟต์ยังได้รับรางวัล พินนาเคิลอะวอร์ด จากสมาคม สำหรับความสำเร็จระดับ "ไม่เหมือนใคร" สวิฟต์เป็นผู้รับรางวัลดังกล่าวเป็นคนที่สองถัดจากการ์ท บรุกส์[129]

ในปี ค.ศ. 2013 สวิฟต์ร่วมแต่งเพลง "สวีเทอร์แดนฟิกชัน" กับแจ็ก แอนโทนอฟฟ์ ประกอบภาพยนตร์เรื่องขอสักครั้งให้ดังเป็นพลุแตก และได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 71 สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม[130] เธอร้องรับเชิญให้แม็กกรอว์ ในเพลง "ไฮเวย์โดนต์แคร์" บรรเลงกีตาร์โดยเออร์เบิน[131] สวิฟต์ร้องเพลง "แอสเทียส์โกบาย" กับเดอะโรลลิงสโตนส์ ที่ชิคาโกในทัวร์ชื่อ 50 แอนด์เคาน์ติง[132] later stating that the band has been a major influence on her outlook of her career.[133] เธอแสดงกับฟลอริดาจอร์เจียไลน์ในงานคันทรีเรดิโอเซมินาร์ 2013 ในเพลง "ครูส"[134] นอกจากร้องเพลง สวิฟต์พากย์เสียงให้ออเดรย์ คนรักต้นไม้ ในภาพยนตร์แอนิเมชัน คุณปู่โลแรกซ์ มหัศจรรย์ป่าสีรุ้ง[135] ปรากฏในซิตคอม นิวเกิร์ล (2013)[136] เล่นบทรองในภาพยนตร์ พลังพลิกโลก (2014)[137] เธอเคยคบหากับนักร้องชาวบริติช แฮร์รี สไตลส์[138]

2014-2016 : อัลบั้ม 1989[แก้]

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2014 สวิฟต์ย้ายมาอาศัยที่แมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก[139] ช่วงนี้เธอกำลังทำสตูดิโออัลบั้มที่ห้า 1989 ร่วมกับนักแต่งเพลง แอนโทนอฟฟ์ มาร์ติน เชลล์แบ็ก อิโมเจน ฮีป ไรอัน เท็ดเดอร์ และอาลี พายามี[140] สวิฟต์ส่งเสริมอัลบั้มผ่านโครงการรณรงค์มากมาย รวมถึงการเชิญชวนแฟนเพลงให้มาฟังเพลงในอัลบั้มแบบลับ ๆ เรียกว่า "1989 ซีเคร็ตเซสชัน" ด้วย[141] อัลบั้มเป็นการแยกทางจากอัลบั้มเพลงคันทรีชุดก่อนหน้า และสวิฟต์ให้เป็น "อัลบั้มเพลงป็อปอย่างเป็นทางการอัลบั้มแรกที่มีการบันทึก"[142] อัลบั้มวางจำหน่ายในวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 2014 ได้รับคำวิจารณ์ด้านบวกมากมาย[40][143]

เทย์เลอร์ สวิฟต์กำลังแสดงบนเวที ถือไมค์ด้วยมือขวา
สวิฟต์ระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต 1989 เวิลด์ทัวร์ ทำรายได้ได้ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนึ่งในทัวร์คอนเสิร์ตที่มีรายได้สูงที่สุดในทศวรรษ

อัลบั้ม 1989 ขายได้ 1.28 ล้านชุดในสหรัฐในสัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย และเปิดตัวสูงสุดในชาร์ตบิลบอร์ด 200 ทำให้สวิฟต์เป็นศิลปินคนแรกที่มีอัลบั้มที่ขายในสัปดาห์แรกเกินหนึ่งล้านชุดถึงสามอัลบั้ม ทำให้เธอได้รับการบันทึกในบันทึกสถิติโลกกินเนสส์[144][145] นับถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2017 อัลบั้ม 1989 ขายได้มากกว่า 10 ล้านชุดทั่วโลก[146] ซิงเกิลนำของอัลบั้ม "เชกอิตออฟ" จำหน่ายในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2014 และเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[147] ซิงเกิลอื่น ๆ ประกอบด้วยซิงเกิลอันดับหนึ่งได้แก่ "แบลงก์สเปซ" "แบดบลัด" (ร้องรับเชิญโดยเคนดริก ลามาร์) และซิงเกิลที่ขึ้นสิบอันดับแรก ได้แก่ "สไตล์" และ "ไวล์ดิสต์ดรีมส์" และมีซิงเกิล "เอาต์ออฟเดอะวุดส์" และ "นิวโรแมนติกส์"[148] "เชกอิตออฟ" "แบลงก์สเปซ" และ "แบดบลัด" ติดอันดันหนึ่งในออสเตรเลียและแคนาดา[62][85] มิวสิกวิดีโอเพลง "แบลงก์สเปซ" เคยเป็นวิดีโอที่มียอดผู้ชมขึ้นถึงหนึ่งพันล้านครั้งเร็วที่สุดในวีโว[149] "แบลงก์สเปซ" และวิดีโอเพลง "แบดบลัด" ได้รับรางวัลสี่รางวัลที่งานเอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์ 2015 โดยเพลง "แบดบลัด" ได้รับรางวัลวิดีโอแห่งปี และเพลงร่วมขับร้องยอดเยี่ยมด้วย[150] ในทัวร์เดอะ 1989 เวิลด์ทัวร์ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม ค.ศ. 2015 ทัวร์ยังคงทำรายได้ต่อไปได้ถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนึ่งในทัวร์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในทศวรรษ[151]

สวิฟต์ได้เป็นผู้หญิงแห่งปีของนิตยสารบิลบอร์ดในปี ค.ศ. 2014 กลายเป็นศิลปินคนแรกที่ได้ชื่อนี้ถึงสองครั้ง[152] ในปีเดียวกันนั้น เธอได้รับรางวัลดิก คลาร์ก อะวอร์ดสำหรับความดีเลิศที่งานประกาศรางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอดส์[153] ที่งานประกาศรางวัลแกรมมี 2015 "เชกอิตออฟ" ได้เข้าชิงสามรางวัล รวมถึงรางวัลแผ่นเสียงแห่งปี และเพลงแห่งปี[154] ขณะที่ในงานประกาศรางวัลบริตอะวอดส์ 2015 สวิฟต์ได้รับรางวัลบริตอะวอดส์สาขาศิลปินเดี่ยวหญิงต่างชาติ[155][156] สวิฟต์เป็นหนึ่งในแปดศิลปินที่ได้รับรางวัลครบรอบ 50 ปีของอะคาเดมีออฟคันทรีมิวสิกอะวอดส์ในปี ค.ศ. 2015[157] ในงานประกาศรางวัลแกรมมีครั้งที่ 58 สวิฟต์ได้รับรางวัลสามรางวัลจากอัลบั้ม 1989 ได้แก่ อัลบั้มแห่งปี อัลบั้มเพลงป็อปยอดเยี่ยม และมิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยม จากเพลง "แบดบลัด" เธอเป็นผู้หญิงคนแรกและเป็นศิลปินคนที่ห้าจากทั้งหมดที่ได้รับรางวัลอัลบั้มแห่งปีถึงสองครั้ง[158]

ก่อนออกอัลบั้ม 1989 สวิฟต์เน้นเกี่ยวกับความสำคัญของอัลบั้มเพลงที่มีต่อศิลปินและแฟนเพลง[159] และในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2014 เธอลบเพลงทั้งอัลบั้มออกจากสปอทิฟาย โดยแย้งว่าบริการฟรีที่มีโฆษณาสนับสนุนของบริษัทสตรีมมิงบ่อนทำลายบริการระดับพรีเมียมที่ให้ค่าลิขสิทธิ์กับนักแต่งเพลงมากกว่า[160] ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 สวิฟต์ตำหนิแอปเปิลมิวสิกผ่านจดหมาย เนื่องจากไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์แก่ศิลปินระหว่างบริการสตรีมมิงในช่วงทดลองฟรีสามเดือน และกล่าวว่าเธอจะถอดอัลบั้ม 1989 ออกจากรายการ[161] วันถัดมา แอปเปิลประกาศว่าพวกเขาจะจ่ายเงินให้ศิลปินในช่วงทดลองฟรี[162] และสวิฟต์ยอมให้สตรีมอัลบั้ม 1989 ในบริการสตรีมอีกครั้ง[163] บริษัทที่ดูแลการจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสวิฟต์ชื่อ ทีเอเอสไรส์แมเนจเมนต์ ฟ้องเครื่องหมายการค้า 73 รายการที่เกี่ยวข้องกับตัวนักร้องเองและมีมต่าง ๆ จากอัลบั้ม 1989[164] เธอกลับมาเพิ่มเพลงทั้งหมดมาใส่ในสปอติฟาย อเมซอนมิวสิก และกูเกิล เพลย์ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2017[165]

ในปี ค.ศ. 2015 สวิฟต์ร้องเพลง "ไอซอว์เฮอร์สแตนดิงแดร์" และ "เชกอิตออฟ" ร่วมกับพอล แม็กคาร์ตนีย์ในงานสังสรรค์ของรายการแซเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์โฟร์ทีธ์แอนนิเวอร์แซรีสเปเชียล[166] และร่วมร้องเพลง "บิกสตาร์" กับเคนนี เชสนีย์ ในคืนเปิดคอนเสิร์ตของบิกรีไวเวิลทัวร์ ที่แนชวิลล์[167] เธอเล่นกีตาร์กับมาดอนน่าในการแสดงเพลง "โกสต์ทาวน์" แนวอะคูสติกที่งานประกาศรางวัลไอฮาร์ตเรดิโอมิวสิกอะวอดส์[168] ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2015 สวิฟต์เริ่มคบหากับดีเจและโปรดิวเซอร์เพลงชาวสก็อต แคลวิน แฮร์ริส[169] ก่อนเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 ทั้งคู่ถูกจัดให้เป็นคู่รักคนดังที่มีค่าตัวสูงที่สุดในรอบปีโดยนิตยสารฟอบส์ โดยมีรายได้รวมกันมากกว่า 146 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[170] ในเดือนสิงหาคม สวิฟต์กล่าวว่าแม่ของเธอตรวจพบมะเร็ง และเชิญชวนให้ทุกคนให้ตรวจสุขภาพทั่วไป[171] ก่อนสวิฟต์กับแฮร์ริสประกาศจบความสัมพันธ์ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2016[172] ทั้งคู่ร่วมแต่งเพลง "ดิสอิสวอตยูเคมฟอร์" ซึ่งมีชื่อเธอระบุในนามแฝงว่า Nils Sjöberg[173] ในเดือนตุลาคม เธอแต่งเพลง "เบตเทอร์แมน" ให้วงลิตเทิลบิกทาวน์ ให้กับอัลบั้มที่เจ็ด เดอะเบรกเกอร์[174] สองเดือนต่อมา สวิฟต์และเซย์น แมลิก ออกซิงเกิลร่วมกันชื่อ "ไอดอนต์วอนนาลิฟฟอร์เอฟเวอร์" เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ฟิฟตีเชดส์ดาร์กเกอร์ (2017)[175] เพลงขึ้นอันดับหนึ่งในประเทศสวีเดน[176] และอันดับสองในสหรัฐ[177]

2017: เรพิวเทชัน[แก้]

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2017 สวิฟต์ชนะคดีต่อเดวิด มูเอลเลอร์ อดีตนักจัดรายการวิทยุคลื่นไคโกเอฟเอ็ม ในปี ค.ศ. 2013 สวิฟต์เคยชี้แจงหัวหน้าของมูเอลเลอร์ว่าเขาเคยล่วงละเมิดเธอโดยการลูบคลำตัวเธอในงานงานหนึ่ง หลังจากเขาถูกไล่ออก มูเอลเลอร์กล่าวหาเธอว่าโกหกและฟ้องร้องเธอจากเหตุที่ทำให้เขาตกงาน หลังจากนั้นไม่นาน สวิฟต์ฟ้องร้องกลับคดีละเมิดทางเพศ ผู้พิพากษาปฏิเสธข้อเรียกร้องของเขาและยกผลประโยชน์ให้สวิฟต์[178] ในเดือนเดียวกันนั้น สวิฟต์ล้างบัญชีสื่อสังคมของเธอทั้งหมด[179] และประกาศว่าเธอจะออกสตูดิโออัลบั้มที่หก ใช้ชื่อว่า เรพิวเทชัน ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017[180] ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม "ลุกวอตยูเมดมีดู" ออกจำหน่ายในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2017[181] และขึ้นอันดับหนึ่งในออสเตรเลีย[182] ไอร์แลนด์[183] นิวซีแลนด์[184] สหราชอาณาจักร[185] และสหรัฐ[186] มิวสิกวิดีโอในยูทูบมีผู้ชมมากกว่า 43.2 ล้านครั้งในวันแรก ทำลายสถิติมิวสิกวิดีโอที่มีผู้ชมมากที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง[187] ในเดือนตุลาคม สวิฟต์ออกซิงเกิลที่สองจากอัลบั้ม "เรดีฟอร์อิต"[188] เพลงขึ้นอันดับที่สามในออสเตรเลีย[189] และอันดับที่สี่ในสหรัฐ[186]

อัลบั้มเรพิวเทชันวางจำหน่ายในวันที่ 10 พฤศจิกายน และขายได้ 1.05 ล้านหน่วยภายในสี่วันในสหรัฐ หลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในประเทศในปี ค.ศ. 2017[190] วันถัดมา สวิฟต์แสดงเพลง "เรดีฟอร์อิต" และ "คอลอิตวอตยูวอนต์" ในรายการแซเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์[191] สวิฟต์จะทัวร์คอนเสิร์ตในชื่อ เทย์เลอร์ สวิฟต์ เรพิวเทชันสเตเดียมทัวร์ ในปี ค.ศ. 2018 เพื่อส่งเสริมอัลบั้มเรพิวเทชัน[192]

การเป็นศิลปิน[แก้]

อิทธิพล[แก้]

ชะไนยา ทเวน
สตีวี นิกส์
ชะไนยา ทเวน (ซ้าย) และ สตีวี นิกส์ (ขวา) มีอิทธิพลต่อสวิฟต์

หนึ่งในความทรงจำเกี่ยวกับดนตรีของเธอคือขณะฟังยายของเธอ มาร์จอรี ฟินเลย์ ร้องเพลงที่โบสถ์[3] เมื่อตอนเป็นเด็ก สวิฟต์ชอบฟังเพลงประกอบภาพยนตร์ของดิสนีย์ "พ่อแม่ของฉันสังเกตว่า เมื่อใดที่ฉันหมดคำพูด ฉันจะคิดคำพูดของฉันขึ้นมา"[193] สวิฟต์เคยกล่าวว่าแม่ของเธอทำให้เธอมีความมั่นใจ แม่ของเธอช่วยเธอเตรียมตัวในการนำเสนอหน้าชั้นเมื่อเธอเป็นเด็ก[194] เธอยังกล่าวว่าแม่เธอทำให้เธอ "หลงใหลในการเขียนและเล่าเรื่อง"[195] สวิฟต์ชอบเล่าเรื่องเกี่ยวกับดนตรีคันทรี[196] และได้รู้จักแนวเพลงนี้จาก "ศิลปินคันทรีหญิงยุค 90 หลายคน" เช่น ชะไนยา ทเวน เฟธ ฮิลล์ และดิกซีชิกส์[197][198] ทเวน เป็นทั้งนักแต่งเพลงและนักร้อง และเป็นอิทธิพลที่สำคัญที่สุดของสวิฟต์[199] ฮิลล์เป็นบุคคลตัวอย่างของสวิฟต์ในวัยเด็ก "ทุกอย่างที่เธอพูด ทำ ชุดที่เธอใส่ ฉันพยายามเลียนแบบทั้งหมด"[200] เธอชื่นชมดิกซีชิกส์ในเรื่องทัศนคติที่ชอบท้าทาย และการเล่นดนตรีของวง[201] เพลง "คาวบอยเทกมีอะเวย์" เป็นเพลงแรกที่สวิฟต์ใช้หัดเล่นกีตาร์[202] สวิฟต์ยังตามฟังเพลงของนักร้องคันทรีเก่า ๆ เช่น แพตซี ไคลน์ ลอเร็ตตา ลินน์[14] ดอลลี พาร์ตัน และแทมมี ไวเน็ตต์[14][203] เธอเชื่อว่าพาร์ตันเป็น "ตัวอย่างที่น่าเหลือเชื่อให้กับนักแต่งเพลงหญิงทุกคน"[204] เธอยกย่องศิลปินออลเทอร์นาทิฟคันทรีหลายคน เช่น ไรอัน แอดัมส์[205] แพตตี กริฟฟิน[206] และลอรี แม็กเคนนา[23]

สวิฟต์จัดให้พอล แม็กคาร์ตนีย์ เดอะโรลลิงสโตน[133] บรูซ สปริงส์ทีน เอมมีลู แฮร์ริส คริส คริสตอฟเฟอร์สัน และคาร์ลี ไซมอน เป็นบุคคลตัวอย่างในอาชีพของเธอ "พวกเขาได้ลองเสี่ยงหลายครั้ง แต่พวกเขาก็ยังเป็นศิลปินคนเดิมตลอดอาชีพของเขา"[23][207] แม็กคาร์ตนีย์ ทั้งในนามเดอะบีเทิลส์และศิลปินเดี่ยว ทำให้สวิฟต์รู้สึก "ราวกับว่าฉันได้เข้าไปอยู่ในหัวใจและจิตใจของเขา" "นักดนตรีคนอื่นทำได้แค่ฝันถึงสิ่งสืบทอดเหล่านั้น"[208] เธอชื่นชมสปริงสทีนเพราะเขา "ยังคงเข้ากับดนตรีของเขาได้หลังผ่านมานาน"[209] เธอต้องการเป็นอย่างแฮร์ริสเมื่อเธอแก่ตัวลง "ไม่ได้เกี่ยวกับชื่อเสียงของเธอ แต่มันเกี่ยวกับดนตรี"[210] สวิฟต์กล่าวว่า "[คริสตอฟเฟอร์สัน]โดดเด่นในเรื่องการแต่งเพลง เขาเป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มคนที่อยู่ในธุรกิจนี้มาหลายปี แต่คุณบอกได้ว่ามันไม่ได้ทำลายเขาเลย"[211] เธอชื่นชม "การแต่งเพลงและความซื่อสัตย์" ของไซมอน "เธอเป็นที่รู้จักว่าเป็นคนที่มีอารมณ์แต่เป็นคนที่แข็งแกร่งด้วย"[212]

สวิฟต์ยังได้รับอิทธิพลจากศิลปินแนวอื่น ๆ อีกมากมาย ช่วงก่อนวัยรุ่น เธอฟังศิลปินแนวบับเบิลกัมป็อป เช่น แฮนสัน และบริตนีย์ สเปียส์ สวิฟต์เคยกล่าวว่าเธอได้ "อุทิศตนอย่างแนวแน่" ให้สเปียส์[213][214] ในช่วงไฮสกูล สวิฟต์ฟังวงดนตรีอีโมหลายวง เช่น แดชบอร์ดคอนเฟชชันเนิล[215] ฟอลเอาต์บอย[216] และจิมมีอีตเวิลด์[217] เธอยังแสดงความชื่นชมนักร้องและนักแต่งเพลงร่วมสมัยหลายคน เช่น มิเชลล์ แบรนช์[217] อลานิส มอริสเซตต์[218] แอชลี ซิมป์สัน[219] เฟเฟ ดอบสัน[217] และจัสติน ทิมเบอร์เลก[220] สวิฟต์กล่าวว่าเธอ "หลงใหล" ศิลปินยุค 1960 เช่น เดอะชิเรลส์ ดอริส ทรอย และเดอะบีชบอยส์ด้วย[221][222] อัลบั้มที่ห้าของสวิฟต์ 1989 ซึ่งเป็นแนวป็อป ได้รับอิทธิพลจากศิลปินเพลงป็อปยุค 1980 หลายคน เช่น แอนนี เลนนิกซ์ ฟิล คอลลินส์ และ "มาดอนน่า ยุคที่มีเพลงไลก์อะเพรเยอร์"[223]

แนวดนตรี[แก้]

กีตาร์ "เลส พอล" และไมโครโฟนไร้สายของสวิฟต์ ตั้งแสดงในห้องภาพศิลปินของพิพิธภัณฑ์มิวสิคัลอินสตรูเมนต์มิวเซียม ฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา

แนวเพลงของสวิฟต์เป็นแนวป็อป ป็อปร็อก และคันทรี[224] เธอระบุตัวเองเป็นศิลปินคันทรีจนกระทั่งออกอัลบั้ม 1989 ในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งเธอบรรยายว่าเป็น "อัลบั้มที่มีเพลงป็อปอยู่ติดกัน"[225] นิตยสารโรลลิงสโตนประเมินว่า "เพลงของ [สวิฟต์] อาจได้เปิดเพลงในสถานีวิทยุเพลงคันทรี แต่เธอเป็นร็อกสตาร์หนึ่งในไม่กี่คนที่เรามีในทุกวันนี้"[226] เดอะนิวยอร์กไทมส์กล่าวว่า "ในเพลงของสวิฟต์ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงความคันทรีมากนัก มีเพียงเสียงแบนโจ ใส่รองเท้าบูทคาวบอยคู่หนึ่งบนเวที และกีตาร์ที่ทำให้ตาลายตัวหนึ่ง แต่มีบางอย่างในการสื่ออารมณ์ที่มีเสน่ห์และบอบบางในตัวสวิฟต์ที่เป็นเอกลักษณ์กับแนชวิลล์"[227] เดอะการ์เดียนเคยกล่าวว่า สวิฟต์ "เหวี่ยงเมโลดีด้วยประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมเพลงป็อปสแกนดิเนเวียนโดยไร้ความสงสาร"[228]

เสียงร้องของสวิฟต์นั้น โซฟี ชิลลาชี จากเดอะฮอลลิวูดรีพอร์เตอร์ บรรยายว่า "หวาน แต่นุ่มนวล"[229] ในระหว่างการอัดเสียงในสตูดิโอ หนังสือพิมพ์ลอสแอนเจลิสไทมส์นิยามเสียงร้องของสวิฟต์ว่า "เส้นร้องที่ไหลลงเหมือนกับเสียงถอนหายใจขณะพอใจ หรือไหลขึ้นเหมือนกับเลิกคิ้ว ทำให้วัยสาวที่น่ารักของเธอชวนให้คุ้นเคยได้ง่าย"[230] ในบทวิจารณ์อัลบั้มสปีกนาว นิตยสารโรลลิงสโตนกล่าวว่า "เสียงของสวิฟต์ไม่กระทบอะไรมากพอถึงระดับที่จะปิดบังความมืออาชีพที่เธอเป็นในฐานะนักร้อง เธอลดเสียงลงขณะร้องเพลงในแบบคลาสสิกที่เด็กสาวขี้อายคนหนึ่งพยายามจะพูดให้กลัว"[231] ในบทวิจารณ์อัลบั้มสปีกนาวอีกบท หนังสือพิมพ์เดอะวิลเลจวอยซ์กล่าวว่าก่อนหน้านี้ การใช้ถ้อยคำของเธอ "จืดและดูสับสน แต่มันเปลี่ยนไปแล้ว เธอยังฟังดูตึงและบาง และเสียงมักจะหลงไปอยู่ระดับเสียงที่ทำให้คนบางคนเป็นบ้าได้ แต่เธอเรียนรู้แล้วว่าจะทำให้สื่อสารความหมายของคำแต่ละคำได้อย่างไร"[232] เสียงร้องสดของเธอเคยถูกลดระดับลงเป็น "พอใช้ได้" แต่ไม่เคยเท่าเพื่อน ๆ ของเธอ[229] ในปี ค.ศ. 2009 ยังมีเสียง "ราบเรียบ บาง และบางครั้งไม่มั่นคงพอ ๆ กับคนไม่มีประสบการณ์"[233][234] แต่อย่างไรก็ตาม สวิฟต์ได้รับคำชมที่เธอไม่ได้ใช้ออโตทูนปรับระดับเสียงของตน[235]

ในบทสัมภาษณ์กับเดอะนิวยอร์กเกอร์ สวิฟต์กำหนดลักษณะองตนเองในฐานะนักแต่งเพลงว่า "ฉันแต่งเพลง และเสียงของฉันเป็นแค่ทางเชื่อมเนื้อเพลงเหล่านั้น"[23][236] นักเขียนคนหนึ่งจากเดอะเทนเนสเซียนยอมรับในปี ค.ศ. 2010 ว่าสวิฟต์ "ไม่ใช่นักร้องทางเทคนิคที่ดีที่สุด" แต่พูดถึงเธอว่าเป็น "นักสื่อสารที่ดีที่สุดที่เรามี"[237] เสียงร้องของสวิฟต์เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับเธอ และเธอได้ "พยายามอย่างหนัก" เพื่อปรับปรุงมัน[238] มีรายงานในปี ค.ศ. 2010 ว่าเธอจะเข้าเรียนร้องเพลงต่อไปอีก[239] เธอเคยกล่าวว่าเธอจะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการแสดง "ก็ต่อเมื่อฉันไม่มั่นใจสิ่งที่ผู้ฟังคิดเกี่ยวกับฉันเหมือนตอนงานประกาศรางวัล"[240]

การแต่งเพลง[แก้]

สวิฟต์ใช้ประสบการณ์ตรงเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง[241] ในเพลงของเธอ สวิฟต์มักพูดถึง "คนนิรนามที่เธอแอบชอบในช่วงเรียนไฮสกูล" และคนดัง[242] สวิฟต์พูดถึงคนรักเก่าของเธอในเพลงในเชิงเย้ยหยัน[243] ซึ่งเป็นมุมมองการแต่งเพลงที่เดอะวิลเลจวอยซ์สบประมาทไว้ "การได้ฟังว่าสิ่งที่เพลงสื่อนั้นเหมือนกับมีศาสตราจารย์ที่วางมาด และมันเป็นภัยต่อการประเมินค่าพรสวรรค์ของสวิฟต์ ซึ่งดูไม่เป็นมืออาชีพ แต่ดูเหมือนละคร"[244] แต่นิตยสารนิวยอร์กเชื่อว่า การพินิจพิเคราะห์ของสื่อถึงการตัดสินใจของเธอที่จะ "ขุดชีวิตส่วนตัวใส่ในเพลงนั้น [...] เป็นการแบ่งแยกเพศ เนื่องจาก ไม่ได้มีการถามเพื่อนผู้ชายเลย"[245] ตัวสวิฟต์เองเคยกล่าวว่า ไม่ใช่ทุกเพลงที่แต่งจากเรื่องจริง และบางครั้งมาจากการสังเกตการณ์[246] นอกจากคำบอกใบ้ของเธอในเพลง สวิฟต์พยายามไม่พูดถึงประเด็นของเพลง "เพราะคนเหล่านี้คือคนจริง ๆ คุณพยายามหยั่งรู้ถึงพื้นเพที่คุณมาเป็นนักแต่งเพลง โดยไม่ต้องเสียเพื่อนด้วยเหตุผลเห็นแก่ตัว"[247]

ภาพถ่ายเทย์เลอร์ สวิฟต์กำลังแสดงที่ไฮนซ์ฟีลด์
สวิฟต์ระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตสปีกนาวเวิลด์ทัวร์ที่พิตส์เบิร์ก ค.ศ. 2011

สำหรับผู้หญิงที่แต่งเพลงเกี่ยวกับความรู้สึกของเธอ และถูกเล่าเรื่องในฐานะแฟนสาวที่สิ้นหวัง ขาดสติ และติดกับผู้อื่น ที่ต้องการให้คุณแต่งงานกับเธอและมีลูกกับเธอ ฉันคิดว่านั่นต้องใช้บางอย่างที่ต้องฉลอง นั่นคือผู้หญิงที่แต่งเพลงเกี่ยวกับความรู้สึกของเธอในแบบที่ชำนาญ สิ่งที่เปลี่ยนมันเป็นบางอย่างที่แบ่งแยกเพศอย่างตรงไปตรงมา

สวิฟต์กล่าวตอบคำวิจารณ์เกี่ยวกับการแต่งเพลงของเธอ[248]

หนังสือพิมพิมพ์เดอะการ์เดียนยกย่องสวิฟต์เรื่องการเขียนเกี่ยวกับ "การระลึกความหลังโทนซีเปียด้วยความโหยหา" ของวัยรุ่น ตลอดสองอัลบั้มแรกของเธอ[228] นิตยสารนิวยอร์กกล่าวว่านักร้องนักแต่งเพลงมากมายได้ทำเพลงขณะเป็นวัยรุ่น แต่ "ไม่มีใครทำเพลงเล่าเรื่องเกี่ยวกับช่วงวัยรุ่นได้ชัดเจน" นิตยสารเปรียบเธอกับไบรอัน วิลสัน[249] สำหรับภาพนิยายปรัมปราบนปกอัลบั้มเฟียร์เลส เธอได้ศึกษาความไม่เชื่อมโยงกันระหว่าง "นิทานปรัมปราและความเป็นจริงของความรัก"[250] อัลบั้มถัดจากนั้นพูดถึงความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่มากขึ้น[207] นอกจากความโรแมนติกและความรักแล้ว เพลงหลายเพลงของสวิฟต์ยังพูดถึงความสัมพันธ์แบบพ่อแม่ลูก มิตรภาพ[251][252] ความห่างเหิน ชื่อเสียง และความทะเยอทะยานในการทำงาน[195] สวิฟต์มักใส่ "วลีที่คิดขึ้นฉับพลันเพื่อแสดงสิ่งที่ยิ่งใหญ่และจริงจังที่อาจไม่เข้ากับเพลง สิ่งที่เพิ่มหรือล้มล้างเรื่องเล่าในเพลง"[253]

โรลลิงสโตนบรรยายเธอว่าเป็น "นักปราชญ์แต่งเพลงที่มีพรสวรรค์ตั้งแต่เกิดในการแต่งเพลงตามโครงสร้าง เวิร์ส-คอรัส-บริดจ์"[254] จากข้อมูลของเดอะวิลเลจวอยซ์ สวิฟต์ใช้แต่งให้เนื้อเพลงพลิกแพลงในท่อนเวิร์สที่สามอยู่บ่อย ๆ[253] ในเรื่องของกระบวนการจินตภาพ สิ่งที่เห็นได้ชัดในการแต่งเพลงของสวิฟต์คือการกล่าวซ้ำ ในคำกล่าวของเดอะการ์เดียน กล่าวว่า "เธอใช้เวลาจูบกันท่ามกลางสายฝนมากจนดูเหมือนปาฏิหาริย์ที่เธอไม่เคยเป็นเท้าเปื่อยเลย"[228] นิตยสารสแลนต์แม็กกาซีนเสริมว่า "สวิฟต์ศึกษาแนวเรื่องใหม่ตลอดการทำอัลบั้ม [ที่สี่ของเธอ]"[255] ขณะที่บทวิจารณ์งานเพลงของสวิฟต์เป็น "ด้านบวกเกือบเป็นเอกฉันท์" เดอะนิวยอร์กเกอร์กล่าวว่าเธอเล่าเรื่อง "ในฐานะนักเทคนิคผู้เชี่ยวชาญได้มากกว่าในฐานะนักคิดแบบดีแลน"[23]

ภาพลักษณ์ในที่สาธารณะ[แก้]

ชีวิตส่วนตัวของสวิฟต์เป็นประเด็นที่สื่อให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง[256] ในปี ค.ศ. 2013 แอเบอร์ครอมบีแอนด์ฟิตช์ทำการตลาดโดยใช้คำโปรยเสื้อยืดโดยมีคำว่า "โสเภณีน่าอาย" (slut-shaming) ตั้งใจสื่อถึงเธอโดยตรง[257] เดอะนิวยอร์กไทมส์ยืนยันว่า "ประวัติการคบผู้ชายเริ่มทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนจุดเริ่มต้นของการตอกกลับ" และตั้งคำถามว่าสวิฟต์กำลังอยู่ในใจกลางของ "วิกฤตในชีวิตช่วง 25 ปีแรกของเธอหรือไม่"[258] สวิฟต์เคยกล่าวว่าเธอไม่อยากเล่าถึงชีวิตส่วนตัวให้สื่อสาธารณะ เนื่องจากเธอเชื่อว่า การพูดถึงมันอาจเป็น "จุดอ่อนในการทำงาน" ได้[259]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ยืนในบริเวณสื่อของไทม์ สวมชุดกระโปรงสีดำ เกาะอก ผมดัด
สวิฟต์ในงานไทม์ 100 2010 ซึ่งเธอได้รับเกียรติ

ในปี ค.ศ. 2009 โรลลิงสโตนกล่าวถึงมารยาทที่เหมาะสมของสวิฟต์ว่า "ถ้านี่เป็นการเล่นหน้าเล่นตาของสวิฟต์ มันจะต้องเป็นดั่งรอยสัก เพราะมันจะไม่หลุดออก"[260] นิตยสารดังกล่าวยังสนใจ "การต้อนรับอย่างอบอุ่น" ของสวิฟต์ด้วย[36] นิตยสารเดอะฮอลลิวูดรีพอร์เตอร์ให้เธอเป็น "บุคคลที่ดีที่สุดนับตั้งแต่บิล คลินตัน"[261] ในขณะมอบรางวัลให้สวิฟต์เนื่องจากงานการกุศลในปี ค.ศ. 2012 มิเชล โอบามา กล่าวยกย่องเธอว่าเป็นคนที่ "ทะยานขึ้นจุดสูงสุดของอุตสาหกรรมดนตรีแต่เท้ายังติดดิน คนที่ทำลายมาตรฐานที่คาดไว้ของสิ่งที่คนอายุ 22 ปีจะทำสำเร็จได้"[262] สวิฟต์ยกให้โอบามาเป็นบุคคลตัวอย่างคนหนึ่ง[263] สวิฟต์เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในสื่อสังคม และเป็นที่รู้กันว่าเธอมีปฏิสัมพันธ์เป็นมิตรกับแฟนเพลง[264][265] เธอเคยส่งของขวัญวันหยุดให้แฟนเพลงผ่านทางจดหมาย และส่งให้ด้วยตนเอง เรียกของชิ้นนั้นว่า "สวิฟต์มาส" (Swiftmas)[266] เธอมองว่าเป็น "ความรับผิดชอบ" ที่เธอตระหนักว่าเธอมีอิทธิพลต่อแฟนเพลงหนุ่มสาว[267] และเคยกล่าวว่าแฟนเพลงของเธอเป็น "ความสัมพันธ์ที่ยาวนานและดีที่สุดที่เธอเคยมี"[268]

สื่อมักเรียกสวิฟต์บ่อย ๆ ว่า "หวานใจของอเมริกา" (America's Sweetheart)[269] แต่สวิฟต์ยืนยันว่า "ฉันไม่ได้อยู่กับกฎแปลก ๆ แข็งกระด้างที่ทำให้ฉันถูกล้อมกรอบ ฉันแค่ชอบแบบที่ฉันรู้สึกและทำให้ฉันรู้สึกเป็นอิสระ เธอปฏิเสธที่จะถ่ายแบบยั่วยวนทางเพศ"[270] แต่บลูมเบิร์ก แอล.พี. มองสวิฟต์เป็นสัญลักษณ์ทางเพศคนหนึ่ง[271] เธอได้ชื่อว่าสัญรูปแห่งวิถีชีวิตอเมริกัน (Icon of American Style) แต่งตั้งโดยนิตยสารโว้กในปี ค.ศ. 2011[272] ในปี ค.ศ. 2014 เธออยู่อันดับหนึ่งในรายชื่อผู้แต่งตัวดูดีที่สุดประจำปีโดยนิตยสารพีเพิล[273] ในปี ค.ศ. 2015 ที่งานแอลสไตล์อะวอดส์ เธอได้ชื่อว่า ผู้หญิงแห่งปี (Woman of the Year)[274] และอยู่ในรายชื่อคนฮอต 100 คนของนิตยสารแม็กซิม[275]

สวิฟต์ยังปรากฏในรายชื่ออีกหลายรายชื่อ เธอเป็นหนึ่งใน 100 ผู้มีอิทธิพลที่สุดประจำปี ในปี ค.ศ. 2010 และ 2015 จัดโดยนิตยสารไทม์ด้วย[276]

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011-2015 เธอเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกของผู้หญิงที่มีรายได้สูงสุดในวงการดนตรีจัดโดยนิตยสารฟอบส์ โดยเธอมีรายได้ 45 ล้าน, 57 ล้าน, 55 ล้าน, 64 ล้าน และ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ[277] ในปี ค.ศ. 2015 เธอกลายเป็นผู้หญิงอายุน้อยที่สุดที่อยู่ในรายชื่อผู้หญิงที่มีอิทธิพลที่สุดของฟอบส์ 100 คน อยู่ในอันดับที่ 64[278] ในปี ค.ศ. 2016 สวิฟต์เป็นคนดังที่มีค่าตัวสูงที่สุด 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เธอยังอยู่ในสิบอันดับแรกในปี ค.ศ. 2011, 2013 และ 2015[279] เธอเป็นหนึ่งในรายชื่อบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ ปี ค.ศ. 2014[280] ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2017 รายได้สุทธิของสวิฟต์ประมาณอยู่ที่ 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[281]

กิจกรรมอื่น ๆ[แก้]

การกุศล[แก้]

ความใจบุญของสวิฟต์เป็นที่จดจำจากรางวัลดูซัมทิงอะวอดส์ และบริการสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติที่เทนเนสซี[282][283]เธอยังได้รับรางวัลเดอะบิกเฮลป์อะวอร์ด จากที่เธอ "อุทิศตนที่จะช่วยเหลือคนอื่น ๆ" และ "บันดาลใจให้คนอื่นลงมือทำ"[284] และรางวัลริปเพิลออฟโฮป เนื่องจากเธอ "อุทิศตนให้กับการแก้ต่างให้กับคนอายุน้อย เทย์เลอร์เป็นผู้หญิงประเภทที่เราอยากให้ลูกสาวของเราเป็น"[285] สวิฟต์บริจาคเงินช่วยเหลือเหยื่อผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติตลอดอาชีพของเธอ ในปี ค.ศ. 2008 เธอบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์ให้กับหน่วยงานกาชาดเพื่อช่วยเหลือเหยื่อผู้ประสบอุทกภัยในรัฐไอโอวา ค.ศ. 2008[286] สวิฟต์แสดงในคอนเสิร์ตการกุศล เช่น ซาวด์รีลีฟที่ซิดนีย์[287] เธอยังอัดเพลงให้กับอัลบั้มโฮปฟอร์เฮตินาวด้วย[288] จากเหตอุทกภัยในรัฐเทนเนสซีในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 สวิฟต์บริจาคเงิน 500,000 ดอลลาร์ระหว่างเทเลธอนจัดโดย WSMV[289] ในปี ค.ศ. 2011 สวิฟต์ซ้อมคอนเสิร์ตสปีกนาวทัวร์รอบสุดท้ายในอเมริกาเหนือเพื่อหารายได้ให้เหยื่อทอร์นาโดครั้งล่าสุดในสหรัฐ หารายได้ได้มากกว่า 750,000 ดอลลาร์[290] ในปี ค.ศ. 2012 สวิฟต์ส่งเสริมเทเลธอนชื่อรีสโตร์เดอะชอร์ขององค์กรอาร์คิเท็กเชอร์ฟอร์ฮิวแมนิตี หลังเกิดพายุหมุนเขตร้อนแซนดี[291] ในปี ค.ศ. 2016 เธอบริจาคเงินให้โครงการบรรเทาทุกข์อุทกภัยที่ลุยส์เซียนา และกองทุนอัคคีภัยดอลลี พาร์ตัน[292][293]

สวิฟต์เป็นผู้สนับสนุนศิลปิะและได้บริจาคเงิน 75,000 ดอลลาร์ให้กับโรงเรียนแนชวิลส์เฮนเดอร์สันวิลล์ไฮสกูล เพื่อช่วยปรับปรุงระบบแสงและเสียงในหอประชุมของโรงเรียน[294] ในปี ค.ศ. 2012 เธอมอบเงิน 4 ล้านดอลลาร์เพื่อเป็นทุนก่อสร้างศูนย์การเรียนแห่งใหม่ที่หอเกียรติยศและพิพิธภัณฑ์ดนตรีคันทรีที่แนชวิลล์[295] ในปี ค.ศ. 2012 สวิฟต์เป็นหุ้นส่วนกับบริษัทเช่าตำราเรียนชื่อ เชกก์ บริจาคเงิน 60,000 ดอลลาร์ให้กับสาขาวิชาดนตรีในวิทยาลัยหกแห่ง[296] สวิฟต์ส่งเสริมการรู้หนังสือของเด็ก ๆ ด้วย ในปี ค.ศ. 2009 เธอบริจาคเงิน 250,000 ดอลลาร์ให้กับโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ[297] ความพยายามในการส่งเสริมการรู้หนังสืออย่างอื่น ได้แก่ ห้องสมุดสาธารณะเรดิง รัฐเพนซิลเวเนีย 6,000 เล่ม[298] ห้องสมุดสาธารณะแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี 14,000 เล่ม[299] หนังสือเรียน 2,000 เล่มมอบให้ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลเรดิง[300] และโรงเรียนหลายแห่งในนครนิวยอร์ก 25,000 เล่มเมื่อปี ค.ศ. 2015[301]

ในปี ค.ศ. 2007 เธอออกโครงการรณรงค์ปกป้องเด็กจากผู้ร้ายออนไลน์ หุ้นส่วนกับสมาคมอธิบดีกรมตำรวจเทนเนสซี[302] เธอเคยบริจาคเงินให้มูลนิธิการกุศลมากมาย ได้แก่ มูลนิธิโรคเอดส์เอลตันจอห์น ยูนิเซฟแทปโปรเจกต์ มิวสิแคส์ และฟีดิงอเมริกา[303] ในปี ค.ศ. 2011 ในฐานะเอนเตอร์เทนเนอร์แห่งปีของโรงเรียนดนตรีคันทรี สวิฟต์บริจาคเงิน 25,000 ดอลลาร์ให้กับโรงพยาบาลวิจัยเด็กเซนต์จูด รัฐเทนเนสซี[304] ในปี ค.ศ. 2012 สวิฟต์ร่วมในเทเลธอนสแตนด์อัปทูแคนเซอร์ ร้องเพลง "โรแนน" ซึ่งเธอแต่งให้กับเด็กชายอายุสี่ขวบคนหนึ่งที่เสียชีวิตจากนิวโรบลาสโตมา เพลงมีให้ดาวน์โหลด รายได้จากการดาวน์โหลดถูกบริจาคให้กับองค์กรการกุศลที่เกี่ยวกับโรคมะเร็ง[305] ในปี ค.ศ. 2014 เธอบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์ให้กับมูลนิธิ V เพื่อศูนย์วิจัยมะเร็ง[306] และ 50,000 ดอลลาร์ให้โรงพยาบาลเด็กฟิลาเดลเฟีย[307] สวิฟต์เคยแวะเยี่ยมผู้ป่วยและคอยช่วยเหลือตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เป็นการส่วนตัวด้วย[308] สวิฟต์กระตุ้นให้คนวัยหนุ่มสาวอาสาในชุมชนท้องถิ่นตนเองเป็นส่วนหนึ่งของวันบริการเยาวชนโลก[309]

การเมือง[แก้]

ระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2008 สวิฟต์สนับสนุนโครงการรณรงค์เอเวอรีวูแมนเคานส์ มีเป้าหมายให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการเมือง และเป็นหนึ่งในศิลปินคันทรีหลายคนที่บันทึกเสียงโฆษณาบริการสาธารณะให้โครงการรณรงค์โหวต (ฟอร์ยัวร์) คันทรี[310] เธอกล่าวว่า "ฉันคิดว่าการพยายามและโน้มน้าวผู้คนว่าให้โหวตใครนั้นไม่ได้เป็นหน้าที่ของฉัน"[14] หลังประธานาธิบดีโอบามากล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ เธอกล่าวกับโรลลิงสโตนว่าเธอสนับสนุนเขา "ฉันยังไม่เคยเห็นประเทศนี้มีความสุขกับการตัดสินใจทางการเมืองตั้งแต่ฉันมีชีวิตมา ฉันดีใจที่นี่จะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของฉัน"[311]

ในบทสัมภาษณ์ปี ค.ศ. 2012 สวิฟต์กล่าวว่า แม้ว่าเธอจะยึดตัวเองเป็น "ผู้มีการศึกษาและมีความรู้มากเท่าที่จะเป็นไปได้" เธอไม่ขออภิปรายทางการเมือง โดยเกรงว่ามันอาจเป็นการโน้มน้าวคนอื่นได้[312] สวิฟต์เคยใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเคนเนดี[313] และเคยกล่าวชื่นชมอีเทล เคนเนดี[211] เธอเป็นนักสิทธิสตรีด้วย[314] เธอเคยกล่าวต่อต้านการเหยียดกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หลังจากเหตุฆาตกรรมแลร์รี คิง ในปึ ค.ศ. 2008 เธอบันทึกเสียงโฆษณาบริการสาธารณะให้องค์กรเครือข่ายให้การศึกษาเกย์ เลสเบียน และรสนิยมต่างเพศ (GLSEN) เพื่อสู้กับอาชญากรรมความเกลียดชัง[315] หลังครบรอบการเสียชีวิตของคิงหนึ่งปี สวิฟต์กล่าวกับเซเวนทีนว่า บิดามารดาของเธอ "ไม่เคยตัดสินคนอื่นโดยมองว่าเขารักใคร สีผิวอะไร หรือศาสนาอะไร"[316] มิวสิกวิดีโอเพลง "มีน" ที่ค้านการกลั่นแกล้ง มีส่วนเกี่ยวข้องกับรักร่วมเพศในไฮสกูล วิดีโอได้เข้าชิงรางวัลกิจกรรมทางสังคมของเอ็มทีวี ในปึ ค.ศ. 2011 ด้วย[317][318] เดอะนิวยอร์กไทมส์เชื่อว่าเธอเป็นหนึ่งใน "คลื่นลูกใหม่ของผู้หญิง (รสนิยมต่างเพศ) วัยสาวที่ทำเพลงให้กับแฟนคลับเกย์ที่ยอมรับตัวตนของตัวเองในเวลาที่มีประเด็นทางวัฒนธรรมที่ชวนสับสน"[317]

การสนับสนุนผลิตภัณฑ์[แก้]

ขณะส่งเสริมอัลบั้มแรก สวิฟต์เป็นหน้าตาให้กับโครงการโมบายล์มิวสิกของบริษัทเวริซันไวร์เลส[319] ในยุคอัลบั้มเฟียร์เลส เธอออกสินค้าเสื้อผ้าซันเดรสให้บริษัทแอล.อี.ไอ. (l.e.i.) วางจำหน่ายที่วอลมาร์ต[320] และออกแบบบัตรให้บริษัทอเมริกันกรีทิงส์ และตุ๊กตาแจ็กส์แปซิฟิก[321][322] เธอเคยเป็นโฆษกให้ทีมแนชวิลล์พรีเดเตอร์ของเนชันแนลฮอกกีลีก (NHL) และกล้องดิจิทัล โซนี ไซเบอร์ช็อต[323][324] ในยุคอัลบั้มสปีกนาว เธอออกอัลบั้มรูปแบบพิเศษจำหน่ายผ่านทาร์เกต[325] สวิฟต์เคยเป็นโฆษกให้ยี่ห้อคัฟเวอร์เกิร์ล[326] ออกน้ำหอมเอลิซาเบธ อาร์เดน สองรุ่น ได้แก่ วันเดอร์สตรัก และวันเดอร์สตรักเอ็นแชนเทด[327]

ขณะส่งเสริมอัลบั้มที่สี่ เรด สวิฟต์ส่งเสริมอัลบั้มด้วยโปรโมชันเฉพาะผ่านทาร์เกต[328] พาพาจอนส์พิซซ่า[329] และวอลกรีนส์[330] เธอเคยเป็นโฆษกให้ไดเอตโค้ก และรองเท้ากีฬาเคดส์[331] ออกน้ำหอมเอลิซาเบธ อาร์เดนรุ่นที่สามชื่อ เทย์เลอร์ บาย เทย์เลอร์ สวิฟต์[332] และเป็นหุ้นส่วนกับโซนีอิเล็กทรอนิกส์ และอเมริกันกรีทิงส์[333][334] สวิฟต์ยังเคยเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทแอร์เอเชีย[335] และควอนตัส[336] ในระหว่างทัวร์เรดทัวร์ด้วย นับว่าเป็นสายการบินทางการในช่วงทัวร์ทวีปออสเตรเลียและเอเชีย และไอศกรีมคอร์เนตโตเป็นผู้สนับสนุนทัวร์ในทวีปเอเชีย[337] ในระหว่างส่งเสริมอัลบั้ม 1989 สวิฟต์โฆษณาให้ซับเวย์ เคดส์ ทาร์เกต และไดเอตโค้ก[338] ในปี ค.ศ. 2014 สวิฟต์ออกน้ำหอมรุ่นที่สี่ชื่อ อินเครดิเบิลทิงส์[339]

รางวัลและความสำเร็จ[แก้]

สวิฟต์ได้รับรางวัลและเกียรติยศมากมาย ได้แก่ รางวัลแกรมมี 10 รางวัล[340] อเมริกันมิวสิกอะวอร์ด 19 รางวัล[341] บิลบอร์ดมิวสิกอะวอร์ด 21 รางวัล[342] รางวัลสมาคมดนตรีคันทรี 11 รางวัล รางวัลอะคาเดมีออฟคันทรีมิวสิกอะวอดส์ 8 รางวัล[343] บริตอะวอดส์ 1 รางวัล[156] และเอ็มมีอะวอร์ด 1 รางวัล[344] สวิฟต์ยังเป็นนักร้องที่ได้รับรางวัลทีนชอยส์อะวอร์ดมากเป็นอันดับที่สอง ด้วยจำนวน 25 รางวัล ในฐานะนักแต่งเพลง เธอได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์[52][345] และหอเกียรติยศนักแต่งเพลง[346]

ก่อนต้นปี ค.ศ. 2016 สวิฟต์ขายอัลบั้มได้มากกว่า 40 ล้านชุด ขายซิงเกิลดาวน์โหลดได้ 130 ล้านหน่วย และเป็นหนึ่งในห้านักดนตรีที่มียอดขายดิจิทัลสูงที่สุดทั่วโลก[146] สตูดิโออัลบั้มของสวิฟต์ เทย์เลอร์ สวิฟต์ เฟียร์เลส สปีกนาว เรด และ 1989 ขายได้อย่างน้อย 4 ล้านหน่วยในสหรัฐ[347]

ผลงานเพลง[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

คอนเสิร์ตทัวร์[แก้]

ผลงานการแสดง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Bixby, Scott (February 16, 2016). "Taylor Swift wins best album at Grammys while Adele Struggles". The Guardian. สืบค้นเมื่อ February 16, 2016. 
  2. "Taylor Swift Biography: Singer (1989–)". FYI. Archived from the original on August 30, 2016. สืบค้นเมื่อ April 9, 2015. 
  3. 3.0 3.1 Jepson, Louisa (2013). Taylor Swift. Simon and Schuster. p. 1. ISBN 978-1-4711-3087-8. สืบค้นเมื่อ August 16, 2016. 
  4. Roth, Madeline (May 19, 2015). "Taylor Swift's Brother Had The Most Epic Graduation Weekend Ever". MTV News. Archived from the original on July 23, 2016. สืบค้นเมื่อ July 25, 2016. 
  5. Raab, Scott (October 20, 2014). "Taylor Swift Interview". Esquire. Archived from the original on April 26, 2015. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  6. "Photos Students at Alvernia Montessori School sending Taylor Swift a valentine". Reading Eagle. February 13, 2010. Archived from the original on October 16, 2013. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  7. Hatza, George (December 8, 2008). "Taylor Swift: Growing into superstardom". Reading Eagle. Archived from the original on April 1, 2012. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  8. Mennen, Lauren (November 12, 2014). "Taylor Swift's Wyomissing childhood home on the market for $799,500". Philadelphia Daily News. Archived from the original on October 17, 2016. สืบค้นเมื่อ October 13, 2016. 
  9. "Taylor Swift Returns to Reading Pennsylvania as Maid of Honor in Friend's Wedding". WCAU. February 22, 2016. Archived from the original on September 16, 2016. สืบค้นเมื่อ August 26, 2016. 
  10. Das, Lina (October 29, 2012). "Taylor Swift: 'Men hand me inspiration on a plate'". Daily Mail (London). Archived from the original on July 9, 2016. สืบค้นเมื่อ July 23, 2017. 
  11. "Taylor Swift, Age 12". New York Daily News. Archived from the original on August 27, 2016. สืบค้นเมื่อ August 26, 2016. 
  12. Cooper, Brittany Joy (April 15, 2012). "Taylor Swift Opens Up About a Future in Acting and Admiration for Emma Stone". Taste of Country. Archived from the original on April 17, 2012. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  13. 13.0 13.1 MacPherson, Alex (October 18, 2012). "Taylor Swift: 'I want to believe in pretty lies'". The Guardian. Archived from the original on August 26, 2016. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 Rolling Stone Interview: The Unabridged Taylor Swift, December 2, 2008
  15. 15.0 15.1 15.2 Morris, Edward (December 1, 2006). "When She Thinks 'Tim McGraw', Taylor Swift Savors Payoff: Hardworking Teen to Open for George Strait Next Year". CMT. Archived from the original on June 26, 2015. สืบค้นเมื่อ March 11, 2010. 
  16. Diu, Nisha Lilia (April 3, 2011). "Taylor Swift: 'I won't do sexy shoots'". The Daily Telegraph (London). Archived from the original on May 6, 2013. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  17. "News : CMT Insider Interview: Taylor Swift (Part 1 of 2)". CMT. November 26, 2008. Archived from the original on January 23, 2015. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  18. "Taylor Swift: The Garden In The Machine". American Songwriter. May 2, 2011. Archived from the original on May 10, 2012. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  19. Martino, Andy (January 10, 2015). "Exclusive: The real story of Taylor Swift's guitar 'legend'". Daily News (New York). Archived from the original on November 22, 2015. สืบค้นเมื่อ November 10, 2015. 
  20. "americanbar.org PDF". Americanbar.org. Archived from the original on October 11, 2012. สืบค้นเมื่อ April 18, 2012. 
  21. "On tour with Taylor Swift – Dateline NBC". MSNBC. May 31, 2009. Archived from the original on October 5, 2013. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  22. Castro, Vicky (February 6, 2015). "How to Succeed as an Entrepreneur, Taylor Swift Style". Inc. (Monsueto Ventures). Archived from the original on September 24, 2016. สืบค้นเมื่อ February 9, 2015. 
  23. 23.0 23.1 23.2 23.3 23.4 23.5 Widdicombe, Lizzie (October 10, 2011). "You Belong With Me". The New Yorker. Archived from the original on July 24, 2014. สืบค้นเมื่อ October 11, 2011. 
  24. Jo, Nancy (January 2, 2014). "Taylor Swift and the Growing of a Superstar: Her Men, Her Moods, Her Music". Vanity Fair. Archived from the original on November 10, 2015. สืบค้นเมื่อ November 11, 2015. 
  25. "News : Taylor Swift's High School Names Auditorium in Her Honor". CMT. September 23, 2010. Archived from the original on November 21, 2014. สืบค้นเมื่อ April 18, 2012. 
  26. Grigoriadis, Vanessa (March 5, 2009). "The Very Pink, Very Perfect Life of Taylor Swift". Rolling Stone. Archived from the original on October 15, 2012. สืบค้นเมื่อ October 31, 2012. 
  27. "Taylor Swift: The Garden In The Machine". American Songwriter. May 2, 2011. Archived from the original on August 7, 2013. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  28. "Songwriter Taylor Swift Signs Publishing Deal With Sony/ATV". Broadcast Music, Inc. May 12, 2005. Archived from the original on December 4, 2012. สืบค้นเมื่อ April 20, 2012. 
  29. Kosser, Michael (June 3, 2010). "Liz Rose: Co-Writer to the Stars". American Songwriter. Archived from the original on December 24, 2011. สืบค้นเมื่อ April 19, 2012. 
  30. Leahey, Andrew (October 24, 2014). "Songwriter Spotlight: Liz Rose". Rolling Stone. Archived from the original on September 26, 2016. สืบค้นเมื่อ September 24, 2016. 
  31. Blender, April 2008, page 54
  32. DeLuca, Dan (November 11, 2008). "Focused on 'great songs' Taylor Swift isn't thinking about "the next level" or Joe Jon as gossip". Philadelphia Daily News. p. 1. Archived from the original on November 18, 2012. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  33. Willman, Chris (February 5, 2008). "Taylor Swift's Road to Fame – The chipmunk years". Entertainment Weekly. p. 2. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  34. 34.0 34.1 Preston, John (April 26, 2009). "Taylor Swift: the 19-year-old country music star conquering America – and now Britain". The Daily Telegraph. Archived from the original on January 5, 2012. สืบค้นเมื่อ August 30, 2012. 
  35. Rapkin, Mickey (July 27, 2017). "Oral History of Nashville's Bluebird Cafe: Taylor Swift, Maren Morris, Dierks Bentley & More on the Legendary Venue". Billboard. Archived from the original on July 29, 2017. สืบค้นเมื่อ July 28, 2017. 
  36. 36.0 36.1 Hiatt, Brian (October 25, 2012). "Taylor Swift in Wonderland". Rolling Stone. Archived from the original on July 31, 2016. สืบค้นเมื่อ August 1, 2016. 
  37. Greenburg, Zack O'Malley (June 26, 2013). "Toby Keith, Cowboy Capitalist: Country's $500 Million Man". Forbes. Archived from the original on August 27, 2016. สืบค้นเมื่อ August 1, 2016. 
  38. Taylor Swift (CD). Taylor Swift. Big Machine Records. 2006. BMR120702. 
  39. "Taylor Swift: Album Guide". Rolling Stone Music. Archived from the original on March 22, 2014. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  40. 40.0 40.1 40.2 40.3 Solin, Jennifer (August 10, 2016). "Taylor Swift New Album Release Date Postponed; Is She Laying Low After Kim Kardashian, Kanye West Drama?". International Business Times. Archived from the original on August 16, 2016. สืบค้นเมื่อ August 15, 2016. 
  41. Caramanica, Jon (September 5, 2008). "A Young Outsider's Life Turned Inside Out". The New York Times. Archived from the original on September 8, 2014. สืบค้นเมื่อ August 1, 2016. 
  42. Trust, Gary (October 29, 2009). "Chart Beat Thursday: Taylor Swift, Tim McGraw Linked Again". Billboard. Archived from the original on March 7, 2013. สืบค้นเมื่อ November 8, 2016. 
  43. "Taylor Swift Total Album Sales". Statistic Brain Research Institute. Archived from the original on August 30, 2016. สืบค้นเมื่อ 30 August 2016. 
  44. Willman, Chris (February 5, 2008). "Taylor Swift's Road to Fame". Entertainment Weekly. p. 3. Archived from the original on February 21, 2015. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  45. Cowling, Lauren (November 12, 2014). "5 of Taylor Swift's Most Country Performances". Country Outfitter Life. Archived from the original on August 9, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  46. "Taylor Swift Joins Rascal Flatts Tour". CMT. October 18, 2006. Archived from the original on January 7, 2015. สืบค้นเมื่อ March 11, 2010. 
  47. "Taylor Swift No. 1 on iTunes". Great American Country. December 19, 2007. Archived from the original on March 16, 2015. สืบค้นเมื่อ July 5, 2010. 
  48. "Teardrops on My Guitar – Taylor Swift". Billboard. สืบค้นเมื่อ December 15, 2010. 
  49. "Taylor Swift owns top of country chart". Country Standard Time. July 23, 2008. Archived from the original on July 31, 2008. สืบค้นเมื่อ December 26, 2008. 
  50. "Wal-Mart "Eyes" New Taylor Swift Project". Great American Country. Archived from the original on March 16, 2015. สืบค้นเมื่อ July 24, 2008. 
  51. Rosa, Christopher (March 24, 2015). "Opening Acts Who Became Bigger Than The Headliner". VH1. Archived from the original on November 10, 2015. สืบค้นเมื่อ November 11, 2015. 
  52. 52.0 52.1 "Taylor Swift Youngest Winner of Songwriter/Artist Award". Great American Country. October 16, 2007. Archived from the original on March 17, 2015. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  53. "Photos : All Taylor Swift Pictures : Horizon Award Winner Poses in the Pressroom". CMT. September 7, 2007. Archived from the original on November 13, 2012. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  54. "Photos : 43rd Annual ACM Awards – Onstage: Winners : Acceptance Speech". CMT. May 18, 2008. Archived from the original on November 13, 2012. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  55. "Taylor Swift, Rascal Flatts, Carrie Underwood Score at 2008 AMA Awards" (Blog). Roughstock.com. November 24, 2008. Archived from the original on July 10, 2014. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  56. "Amy Winehouse Wins Best New Artist, Kanye West Pays Tribute to Mom – Grammy Awards 2008, Grammy Awards". People. October 2, 2008. Archived from the original on November 13, 2012. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  57. Caplan, David (September 8, 2008). "Scoop". People. Archived from the original on February 2, 2016. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  58. Rizzo, Monica (November 24, 2008). "Scoop – Couples, Camilla Belle, Joe Jonas". People. Archived from the original on March 3, 2016. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  59. Rosen, Jody (November 13, 2008). "Albums Reviews – Fearless". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  60. Paul GreinMarch 22, 2012 (2012-03-22). "Week Ending March 18, 2012. Songs: Your '80s Party Mix-Tape". Yahoo! Music. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  61. "Love Story – Taylor Swift". Billboard. สืบค้นเมื่อ March 5, 2011. 
  62. 62.0 62.1 "Discography Taylor Swift". ARIA Charts. สืบค้นเมื่อ January 2, 2010. 
  63. Ben-Yehuda, Ayala (August 13, 2009). "Black Eyed Peas, Jason Mraz Tie Records on Billboard Hot 100". Billboard. Archived from the original on May 8, 2013. สืบค้นเมื่อ March 13, 2010. 
  64. Grein, Paul (March 16, 2012). "Chart Watch Extra: Top Albums Of Last 10 Years" (Blog). Yahoo! Music. Archived from the original on April 2, 2015. สืบค้นเมื่อ June 10, 2011. 
  65. Herrera, Monica (October 8, 2009). "Taylor Swift's "Fearless" Tour Returns March 2010". Rolling Stone. Archived from the original on August 18, 2016. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  66. Mapes, Jillian (November 23, 2010). "Taylor Swift Announces 'Speak Now' World Tour". Billboard. Archived from the original on May 8, 2013. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  67. Weiss, Dan (December 12, 2011). "Taylor Swift: Journey To Fearless DVD". American Songwriter. Archived from the original on August 15, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  68. Ryan, Sarah (August 10, 2009). "Taylor Swift Pranks Keith Urban" (Blog). Great American Country. Archived from the original on September 6, 2015. สืบค้นเมื่อ November 11, 2015. 
  69. "Kanye calls Taylor Swift after 'View' appearance". MSNBC. September 15, 2009. Archived from the original on October 6, 2013. สืบค้นเมื่อ September 16, 2009. 
  70. "Taylor Swift Thanks "Gracious" Beyonce for Inviting Her Onstage After Kanye Stunt at VMAs". Rolling Stone. September 14, 2009. Archived from the original on June 15, 2012. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  71. Anderson, Kyle (September 16, 2009). "Kanye West's VMA Interruption Gives Birth To Internet Photo Meme". MTV. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ October 3, 2009. 
  72. 72.0 72.1 Montgomery, James (February 2, 2010). "Why You Shouldn't Hate on Taylor Swift". MTV. Archived from the original on September 8, 2014. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  73. Ditzian, Eric (2009). "Taylor Swift, Michael Jackson Big Winners at American Music Awards". MTV. Archived from the original on September 8, 2014. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  74. "2009 Artists of the Year". Billboard. December 10, 2009. Archived from the original on January 4, 2010. สืบค้นเมื่อ May 21, 2012. 
  75. Kreps, Daniel (February 1, 2010). "Beyonce, Taylor Swift Dominate 2010 Grammy Awards". Rolling Stone. Archived from the original on February 15, 2012. สืบค้นเมื่อ February 13, 2012. 
  76. Kreps, Daniel (February 4, 2010). "Taylor Swift's Label Lashes Out at Critics of Grammy Performance". Rolling Stone. Archived from the original on January 19, 2013. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  77. Caramanica, Jon (February 1, 2010). "For Young Superstar Taylor Swift, Big Wins Mean Innocence Lost". The New York Times. Archived from the original on August 28, 2012. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  78. Kaufman, Gil (November 12, 2009). "Taylor Swift Dominates CMA Awards". MTV News. Archived from the original on March 6, 2016. สืบค้นเมื่อ September 13, 2016. 
  79. "Taylor Swift Wins Album of the Year at Academy of Country Music Awards". Big Machine Records. April 6, 2009. Archived from the original on April 16, 2009. สืบค้นเมื่อ April 7, 2009 – โดยทาง PR Newswire. 
  80. Vena, Jocelyn (November 6, 2009). "John Mayer Talks Taylor Swift Collaboration 'Half of My Heart'". MTV. Archived from the original on September 8, 2014. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  81. "Kellie Pickler Has Her 'Best Days' Thanks To Taylor Swift". MTV. Archived from the original on January 1, 2016. สืบค้นเมื่อ November 11, 2015. 
  82. "Hannah Montana: The Movie (Original Motion Picture Soundtrack) by Hannah Montana". iTunes Store. Archived from the original on May 2, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  83. "Boys Like Girls Dish on Taylor Swift". Seventeen. December 15, 2009. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  84. Vena, Jocelyn (December 28, 2009). "New Taylor Swift Song Included In 'Valentine's Day' Featurette". MTV. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ November 11, 2015. 
  85. 85.0 85.1 85.2 "Taylor Swift – Chart history on Canadian Hot 100". Billboard. Archived from the original on August 9, 2016. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  86. Vena, Jocelyn (January 26, 2010). "Better Than Ezra 'Honored' By Taylor Swift's Performance Of 'Breathless' At Haiti Telethon". MTV. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  87. Ryan, Joal (March 6, 2009). "Wild Card American Idol Holds Off Taylor Swift CSI". E!. 
  88. Caramanica, Jon (March 6, 2009). "OMG! Taylor Swift Does 'CSI'!". The New York Times (Blog). Archived from the original on August 14, 2011. สืบค้นเมื่อ May 7, 2012. 
  89. Strecker, Erin (January 2, 2015). "Remember When Taylor Swift Shined as 'Saturday Night Live' Host?". Billboard. Archived from the original on January 24, 2015. สืบค้นเมื่อ January 15, 2015. 
  90. Park, Michael Y.; Sia, Nicole (December 29, 2009). "Taylor & Taylor Romance Was Overblown, Says Source". People. Archived from the original on November 13, 2012. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  91. "Billboard Bits: Taylor Swifts Offers 'Apology' To Taylor Lautner, Christina Aguilera Confirms Split". Billboard. October 10, 2012. Archived from the original on June 5, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  92. Sharkey, Betsy (February 12, 2010). "Review: 'Valentine's Day' – Page 2". Los Angeles Times. Archived from the original on October 11, 2012. สืบค้นเมื่อ July 30, 2012. 
  93. McCarthy, Todd (February 7, 2010). "Valentine's Day – Film Reviews". Variety. Archived from the original on July 29, 2013. สืบค้นเมื่อ July 30, 2012. 
  94. Hammel, Sara (January 4, 2011). "Taylor Swift & Jake Gyllenhaal Break Up: Source". People. Archived from the original on May 9, 2012. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. 
  95. Pietroluongo, Silvio (August 11, 2010). "Taylor Swift Makes Sparkling Hot 100 Entrance". Billboard. Archived from the original on January 31, 2016. สืบค้นเมื่อ July 25, 2016. 
  96. Caramanica, Jon (October 20, 2010). "Taylor Swift, Angry on 'Speak Now'". The New York Times. Archived from the original on October 21, 2010. สืบค้นเมื่อ October 23, 2010. 
  97. "Taylor Swift's '˜Speak Now' Moves Back to Number One on Billboard's Hot 200, Finishes Third for Year". Yahoo! Voices. October 25, 2010. Archived from the original on December 21, 2013. สืบค้นเมื่อ May 10, 2012. 
  98. Kaufman, Gil (November 3, 2010). "Taylor Swift's Speak Now Tops 1 Million In First Week". MTV News. Archived from the original on August 10, 2016. สืบค้นเมื่อ August 8, 2016. 
  99. "Fastest-selling digital album in the US by a female artist". Guinness World Records. Archived from the original on June 22, 2015. สืบค้นเมื่อ June 16, 2015. 
  100. "Most simultaneous US hot 100 hits by a female". Guinness World Records. Archived from the original on June 22, 2015. สืบค้นเมื่อ June 16, 2015. 
  101. Wyland, Sarah (February 12, 2012). "Taylor Swift Takes Home Two GRAMMYs at Tribute-Filled Show". Great American Country. Archived from the original on September 6, 2015. สืบค้นเมื่อ February 13, 2012. 
  102. Suddath, Claire (February 12, 2012). "Taylor Swift, "Mean" | The Best and Worst of the 2012 Grammys". Time. Archived from the original on April 24, 2012. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  103. Deerwester, Jayme (February 12, 2012). "Adoration for Adele: 6 Grammys". USA Today. Archived from the original on October 26, 2012. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  104. Shelburne, Craig (October 18, 2010). "Taylor Swift Named NSAI's Songwriter-Artist of the Year". CMT. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ November 21, 2015. 
  105. Smith, Hazel (October 24, 2011). "News : Hot Dish: Taylor Swift Sings Alan Jackson's Masterpiece at Nashville Songwriters Celebration". CMT. Archived from the original on November 29, 2014. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
  106. Roland, Tom (December 2, 2011). "Taylor Swift: Billboard's Woman of the Year". Billboard. p. 1. Archived from the original on February 3, 2013. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  107. "Taylor Swift wins ACM entertainer of the year". Yahoo!. Associated Press. April 1, 2012. Archived from the original on August 23, 2016. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  108. "CMA Awards 2011: Taylor Swift wins entertainer of the year". CBS News. November 9, 2011. Archived from the original on September 8, 2014. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  109. Kellogg, Jane (November 20, 2011). "AMAs 2011: Winners and Nominees Complete List". The Hollywood Reporter. Archived from the original on June 27, 2015. สืบค้นเมื่อ November 21, 2015. 
  110. "Women Who Rock: The 50 Greatest Albums of All Time". Rolling Stone. June 23, 2012. Archived from the original on December 10, 2016. สืบค้นเมื่อ July 15, 2017. 
  111. Allen, Bob (March 29, 2012). "Hot Tours: Taylor Swift, George Strait, Cirque Du Soleil". Billboard. Archived from the original on February 21, 2013. สืบค้นเมื่อ May 10, 2012. 
  112. "Taylor Swift News and Blog". Taylorswift.com. September 21, 2011. Archived from the original on October 11, 2011. สืบค้นเมื่อ September 21, 2011. 
  113. Herrera, Monica (March 15, 2012). "Taylor Swift, Arcade Fire Talk 'Hunger Games'". Rolling Stone. Archived from the original on June 27, 2015. สืบค้นเมื่อ May 10, 2012. 
  114. Horowitz, Steven J. (April 20, 2012). "B.o.B Explains Origins of Taylor Swift Collaboration "Both of Us"". HipHopDX. Archived from the original on September 10, 2015. สืบค้นเมื่อ May 15, 2012. 
  115. Toomedy, Alyssa. "Taylor Swift and Conor Kennedy Breakup: Anatomy of a Split". E!. Archived from the original on December 4, 2015. สืบค้นเมื่อ November 10, 2015. 
  116. Trust, Gary (August 22, 2012). "Taylor Swift Scores First Hot 100 No. 1". Billboard. Archived from the original on February 13, 2013. สืบค้นเมื่อ August 22, 2012. 
  117. "Discography Taylor Swift". New Zealand Charts. สืบค้นเมื่อ July 26, 2016. 
  118. Lynch, Kevin (September 4, 2013). "Calvin Harris trumps Michael Jackson feat to join Taylor Swift, Rihanna and One Direction in Guinness World Records™ 2014 book". Guinness World Records. Archived from the original on June 22, 2015. สืบค้นเมื่อ June 16, 2015. 
  119. 119.0 119.1 119.2 "Taylor Swift – Chart history". Billboard. Archived from the original on August 9, 2016. สืบค้นเมื่อ July 26, 2016. 
  120. Apodaca, Joseph. "Billboard names Taylor Swift 2014's No. 1 music Money Maker — see who made the top 10". KABC-TV. Archived from the original on May 16, 2016. สืบค้นเมื่อ June 19, 2016. 
  121. "Taylor Swift's 'Red' Sells 1.21 Million; Biggest Sales Week for an Album Since 2002". Billboard. September 14, 2009. Archived from the original on February 1, 2013. สืบค้นเมื่อ November 7, 2012. 
  122. Greenwald, David (September 6, 2013). "Taylor Swift, Rihanna, Justin Bieber Among 2014 Guinness Record-Setters". Billboard. Archived from the original on June 8, 2015. สืบค้นเมื่อ July 27, 2016. 
  123. Allen, Bob (July 3, 2014). "Taylor Swift's Red Wraps as All-Time Country Tour". Billboard. Archived from the original on June 1, 2015. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  124. "Grammys 2014: The complete list of nominees and winners". Los Angeles Times. January 26, 2014. Archived from the original on March 4, 2015. สืบค้นเมื่อ January 25, 2015. 
  125. "VMAs: The 2013 Winner's List". Entertainment Weekly. August 25, 2013. Archived from the original on March 9, 2016. สืบค้นเมื่อ August 25, 2013. 
  126. Gregoire, Carolyn (November 19, 2012). "Taylor Swift AMA Awards 2012: Pop Star Performs 'I Knew You Were Trouble' (Video)". The Huffington Post. Archived from the original on May 26, 2013. สืบค้นเมื่อ June 10, 2013. 
  127. Payne, Chris (November 25, 2013). "Taylor Swift & Justin Timberlake Win Big at American Music Awards". Billboard. Archived from the original on November 24, 2015. สืบค้นเมื่อ November 21, 2015. 
  128. "NSAI Songwriter/Artists of the Year". Nashville Songwriters Association International. Archived from the original on August 19, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  129. Caramanica, Jon (November 7, 2013). "Country Awards Hold Swift Close". The New York Times. Archived from the original on November 11, 2013. สืบค้นเมื่อ April 3, 2014. 
  130. Labrecque, Jeff (December 12, 2013). "'12 Years a Slave' and 'American Hustle' lead Golden Globe nominees". Entertainment Weekly. Archived from the original on March 23, 2015. สืบค้นเมื่อ December 12, 2013. 
  131. Bonaguro, Alison (January 25, 2013). "News : Offstage: Tim McGraw Wanted to Make Taylor Swift Duet an Event". CMT. Archived from the original on July 12, 2015. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  132. Blistein, Doyle (June 4, 2013). "Taylor Swift Joins Rolling Stones for 'As Tears Go By'". Rolling Stone. Archived from the original on June 9, 2013. สืบค้นเมื่อ June 10, 2013. 
  133. 133.0 133.1 The Rolling Stones (2013-06-04), The Rolling Stones & Taylor Swift - As Tears Go By - Live in Chicago, สืบค้นเมื่อ 2017-08-23 
  134. "Taylor Swift Joins Florida Georgia Line Onstage for 'Cruise'". Taste of Country. March 2, 2013. Archived from the original on March 16, 2013. สืบค้นเมื่อ March 29, 2013. 
  135. Collin, Robbie (July 26, 2012). "The Lorax, review". The Daily Telegraph. Archived from the original on September 17, 2016. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  136. Beard, Lanford (May 1, 2013). "Taylor Swift says 'I do' to 'New Girl'". Entertainment Weekly. Archived from the original on November 8, 2016. สืบค้นเมื่อ August 4, 2016. 
  137. Busis, Hillary (September 27, 2013). "Taylor Swift will co-star in long-awaited adaptation of 'The Giver'". Entertainment Weekly. Archived from the original on December 21, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  138. "Taylor Swift's Boyfriend Timeline: 10 Relationships & Their Songs". Billboard. December 30, 2014. Archived from the original on August 26, 2016. สืบค้นเมื่อ August 26, 2016. 
  139. Peterson, Price (March 31, 2014). "Taylor Swift Moves into NYC Apartment Built Over Mysterious River of Pink Slime". The Atlantic. Archived from the original on September 27, 2016. สืบค้นเมื่อ July 31, 2016. 
  140. 1989 (Compact disc liner notes). Taylor Swift. Big Machine Records. 2014. BMRBD0500A. 
  141. Stutz, Colin (October 16, 2014). "Watch Taylor Swift's '1989' Secret Sessions Behind The Scenes Video". Billboard. Archived from the original on June 5, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  142. Mansfield, Brian (August 18, 2014). "Taylor Swift debuts 'Shake It Off,' reveals '1989' album". USA Today. Archived from the original on August 19, 2014. สืบค้นเมื่อ August 19, 2014. 
  143. "1989 by Taylor Swift". Metacritic. Archived from the original on August 17, 2016. สืบค้นเมื่อ August 15, 2016. 
  144. Caulfield, Keith (November 4, 2014). "Taylor Swift's "1989" debuts with 1.287 million copies sold". Billboard. Archived from the original on November 5, 2014. สืบค้นเมื่อ November 4, 2014. 
  145. Swatman, Rachel (August 31, 2015). "Taylor Swift enters Guinness World Records 2016 with yet another record-breaking achievement". Guinness World Records. Archived from the original on September 3, 2015. สืบค้นเมื่อ July 31, 2016. 
  146. 146.0 146.1 "Taylor Swift named IFPI Global Recording Artist of 2014". International Federation of the Phonographic Industry. February 23, 2015. Archived from the original on June 18, 2015. สืบค้นเมื่อ February 24, 2015.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  147. Trust, Gray (August 27, 2014). "Taylor Swift's 'Shake It Off' Debuts At No. 1 On Hot 100". Billboard. Archived from the original on October 21, 2014. สืบค้นเมื่อ August 27, 2014.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  148. "Taylor Swift – Chart History: Hot 100". Billboard. สืบค้นเมื่อ September 18, 2016. 
  149. Strecker, Erin (July 6, 2015). "Taylor Swift's 'Blank Space' the Fastest Video to Reach 1 Billion Views on Vevo". Billboard. Archived from the original on May 8, 2016. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  150. Stutz, Colin (July 21, 2015). "2015 MTV Video Music Awards Nominees Revealed: Taylor Swift, Kendrick Lamar, Ed Sheeran & More". Billboard. Archived from the original on July 24, 2015. สืบค้นเมื่อ August 15, 2016. 
  151. "Live Music's $20 Billion Year: The Grateful Dead's Fare Thee Well Reunion, Taylor Swift, One Direction Top Boxscore's Year-End". Billboard. Archived from the original on December 14, 2015. 
  152. "Taylor Swift: 2014 Billboard Woman of the Year". Billboard. October 10, 2014. Archived from the original on June 1, 2015. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  153. Payne, Chris (November 23, 2014). "Taylor Swift Wins Dick Clark Award of Excellence at 2014, Presented by Diana Ross". Billboard. Archived from the original on July 4, 2015. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  154. Leight, Elias (February 8, 2015). "Taylor Swift Talks Nominated 'Shake It Off' on the Grammys Red Carpet". Billboard. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  155. Leight, Elias (February 8, 2015). "Taylor Swift Talks Nominated 'Shake It Off' on the Grammys Red Carpet". Billboard. Archived from the original on April 17, 2015. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  156. 156.0 156.1 Jonze, Tim (February 25, 2015). "Taylor Swift wins international female solo artist at Brit awards 2015". The Guardian. Archived from the original on January 1, 2016. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  157. Betts, Stephen L. (March 25, 2015). "2015 ACM Award Milestone Winners Include Swift, Lambert". Rolling Stone. Archived from the original on April 2, 2015. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  158. Lynch, Joe (February 19, 2016). "Taylor Swift Joins Elite Club to Win Grammy Album of the Year More Than Once: See the Rest". Billboard. Archived from the original on March 1, 2016. สืบค้นเมื่อ July 31, 2016. 
  159. Weissmann, Jordan (July 7, 2014). "Taylor Swift Has Written an Op-Ed in the Wall Street Journal". Slate (Blog). Archived from the original on January 23, 2015. สืบค้นเมื่อ January 23, 2015. 
  160. Knopper, Steve (November 8, 2014). "Taylor Swift's Label Head Explains Spotify Removal". Rolling Stone. Archived from the original on April 21, 2015. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  161. Peters, Mitchell (June 21, 2015). "Taylor Swift Pens Open Letter Explaining Why '1989' Won't Be on Apple Music". Billboard. Archived from the original on June 22, 2015. สืบค้นเมื่อ June 22, 2015. 
  162. Halperin, Shirley (June 21, 2015). "Apple Changes Course After Taylor Swift Open Letter: Will Pay Labels During Free Trial". Billboard. Archived from the original on June 22, 2015. สืบค้นเมื่อ June 22, 2015. 
  163. Rosen, Christopher (June 25, 2015). "Taylor Swift is putting 1989 on Apple Music". Entertainment Weekly. Archived from the original on June 26, 2015. สืบค้นเมื่อ June 25, 2015. 
  164. Daly, Thomas J. (January 13, 2016). "Taylor Swift's Trademark Play". The National Law Review. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ January 23, 2016. 
  165. "Taylor Swift returns to Spotify on the day Katy Perry's album comes out". BBC News. June 9, 2017. Archived from the original on June 9, 2017. สืบค้นเมื่อ June 9, 2017. 
  166. Bacle, Ariana (February 16, 2015). "Paul McCartney jams with Taylor Swift at 'SNL' afterparty". Entertainment Weekly. Archived from the original on March 28, 2015. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  167. Watts, Cindy (March 27, 2015). "Kenny Chesney tops 12 a.m. with Taylor Swift, Joe Walsh". The Tennessean. Archived from the original on September 24, 2016. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  168. Sepinwall, Alan (March 29, 2015). "Watch: Taylor Swift backed up Madonna at the iHeartRadio Music Awards". Hitfix. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  169. Lara, Maria Mercedes. "Calvin Harris Spends the Night at Taylor Swift's LA Home". People. Archived from the original on June 29, 2016. สืบค้นเมื่อ May 24, 2015. 
  170. Rhodan, Maya (June 25, 2015). "Taylor Swift and Calvin Harris Are the Highest-Paid Celebrity Couple". Time. Archived from the original on June 29, 2016. สืบค้นเมื่อ June 26, 2015. 
  171. Schillaci, Sophie (August 18, 2015). "Taylor Swift Tearfully Addresses Mom's Cancer Battle as She Performs 'Ronan'". Entertainment Tonight. Archived from the original on August 27, 2016. สืบค้นเมื่อ August 26, 2016. 
  172. Chiu, Melody (June 1, 2016). "Taylor Swift and Calvin Harris Split After 15 Months Together". People. Archived from the original on June 29, 2016. สืบค้นเมื่อ June 1, 2016. 
  173. Spanos, Brittany (July 13, 2016). "Taylor Swift Co-Wrote Calvin Harris' Smash Hit 'This Is What You Came For'". Rolling Stone. Archived from the original on July 30, 2016. สืบค้นเมื่อ July 31, 2016. 
  174. Bailey, Alyssa (November 1, 2016). "Which Ex Is This New Taylor Swift Song "Better Man" About?". Elle. Archived from the original on November 4, 2016. สืบค้นเมื่อ November 1, 2016. 
  175. Hunt, Elle (December 9, 2016). "Taylor Swift and Zayn Malik release surprise duet for Fifty Shades Darker soundtrack". The Guardian. Archived from the original on December 9, 2016. สืบค้นเมื่อ December 9, 2016. 
  176. "Discography Taylor Swift". Swedish Charts. สืบค้นเมื่อ July 11, 2014. 
  177. Trust, Gary (February 21, 2017). "Ed Sheeran Tops Hot 100, Katy Perry Debuts at No. 4 & Bruno Mars, Rihanna & The Weeknd All Hit Top 10". Billboard. Archived from the original on February 22, 2017. สืบค้นเมื่อ February 22, 2017. 
  178. Gonzalez, Sandra; McLean, Scott; Weisfeldt, Sara; Gauk-Roger, Topher (15 August 2017). "Taylor Swift wins court case". CNN. สืบค้นเมื่อ 20 August 2017. 
  179. "Speculation rife over Swift’s social media disappearance". News.com.au. August 19, 2017. สืบค้นเมื่อ August 19, 2017. 
  180. Lynch, Joe (August 23, 2017). "Taylor Swift Reveals New Album 'Reputation' Coming In Nov., First Single Out Thursday". Billboard. สืบค้นเมื่อ August 23, 2017. 
  181. "Taylor Swift Debuts New Single 'Look What You Made Me Do' and Fans Are Going Wild -- Listen!". Entertainment Tonight (ใน English). สืบค้นเมื่อ 2017-08-25. 
  182. "Taylor Swift Scores Fifth #1 Single". Australian Recording Industry Association. September 2, 2017. สืบค้นเมื่อ September 2, 2017. 
  183. "IRMA – Irish Charts". Irish Recorded Music Association. สืบค้นเมื่อ September 2, 2017. 
  184. "NZ Top 40 Singles Chart". Recorded Music NZ. September 4, 2017. สืบค้นเมื่อ September 1, 2017. 
  185. White, Jack (September 1, 2017). "Taylor Swift scores first Number 1 on the Official Singles Chart with 'LWYMMD'". Official Charts Company. สืบค้นเมื่อ September 1, 2017. 
  186. 186.0 186.1 Trust, Gary (September 11, 2017). "Taylor Swift at Nos. 1 & 4 on Billboard Hot 100, as Cardi B Moves Up to No. 2". Billboard. Archived from the original on September 21, 2017. สืบค้นเมื่อ October 30, 2017. 
  187. Lewis, Randy (August 29, 2017). "Taylor Swift's 'Look What You Made Me Do' video bashes another YouTube record". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ August 29, 2017. 
  188. "Top 40 Rhythmic Future Releases". All Access Media Group. Archived from the original on October 23, 2017. สืบค้นเมื่อ October 23, 2017. 
  189. "Taylor Swift holds #1 for second week". Australian Recording Industry Association. September 9, 2017. Archived from the original on September 17, 2017. สืบค้นเมื่อ October 7, 2017. 
  190. Caulfield, Keith (November 14, 2017). "Taylor Swift's 'Reputation' Sold 1.05M Copies in First Four Days in US, Now 2017's Top Selling Album". Billboard. Archived from the original on November 15, 2017. สืบค้นเมื่อ November 15, 2017. 
  191. Aswad, Jem (November 12, 2017). "Taylor Swift Strips Things Down for ‘Saturday Night Live’ Performances (Watch)". Variety. Archived from the original on November 15, 2017. สืบค้นเมื่อ November 18, 2017. 
  192. Stubblebine, Allison (November 13, 2017). "Taylor Swift Announces First Round of Reputation Stadium Tour Dates". Billboard. Archived from the original on November 14, 2017. สืบค้นเมื่อ November 18, 2017. 
  193. Cairns, Dan (March 5, 2009). "Swift rise of the anti-diva". The Australian. Archived from the original on December 24, 2014. สืบค้นเมื่อ July 2, 2012. 
  194. Bream, Jon (December 7, 2007). "Music: OMG! Taylor's senior year". Star Tribune. Archived from the original on July 12, 2015. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  195. 195.0 195.1 Newman, Melinda (December 19, 2008). "Taylor Swift Sessions Interview". AOL. Archived from the original on October 9, 2012. สืบค้นเมื่อ March 25, 2011. 
  196. "Swift starts world tour in Asia, pushes "Speak Now' in NY". Country Standard Time. October 23, 2007. Archived from the original on November 13, 2012. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  197. "News : 20 Questions With Taylor Swift". CMT. November 12, 2007. Archived from the original on November 17, 2014. สืบค้นเมื่อ April 18, 2012. 
  198. McCafferty, Dennis (April 13, 2008). "Taylor's Swift rise". USA Weekend. Archived from the original on November 14, 2012. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  199. "Interview with Taylor Swift". Time. April 23, 2009. Archived from the original on October 23, 2013. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  200. "Taylor Swift Style: Singer Won't Take Her Clothes Off, Wants People To Focus On Music". The Huffington Post. October 23, 2012. Archived from the original on January 4, 2015. สืบค้นเมื่อ January 4, 2015. 
  201. "InStyle meets country singing sensation Taylor Swift". InStyle UK. October 26, 2010. Archived from the original on May 27, 2013. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  202. Bonaguro, Alison (July 25, 2011). "News : Offstage: Taylor Swift Plays Dixie Chicks for a Dixie Chick". CMT. Archived from the original on November 13, 2012. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  203. Blender, April 2008, page 52
  204. Roland, Tom (December 2, 2011). "Taylor Swift: Billboard's Woman of the Year". Billboard. Archived from the original on February 3, 2013. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  205. "Taylor Swift Goes Record Shopping with EW". Entertainment Weekly. October 15, 2010. Archived from the original on March 29, 2015. สืบค้นเมื่อ October 23, 2012. 
  206. "Taylor Swift's Favorite Music". The Oprah Winfrey Show. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ October 23, 2012. 
  207. 207.0 207.1 Mansfield, Brian (October 23, 2010). "Taylor Swift learns to 'Speak Now,' reveal her maturity". USA Today. Archived from the original on November 4, 2012. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  208. "Rolling in the Trophies? – Adele". People. February 6, 2012. Archived from the original on June 1, 2012. สืบค้นเมื่อ July 3, 2012. 
  209. "Taylor Swift Goes Record Shopping with EW". Entertainment Weekly. Archived from the original on May 2, 2013. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  210. "Our Interview with Taylor Swift" (Blog). Channelguidemagblog.com. November 2, 2008. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  211. 211.0 211.1 Van Meter, Jonathan (January 17, 2012). "Taylor Swift: The Single Life". Vogue. Archived from the original on September 8, 2014. สืบค้นเมื่อ July 3, 2012. 
  212. Adams, Cameron (May 16, 2013). "Taylor Swift is happy to be your break-up musician". News.com.au. Archived from the original on May 19, 2013. สืบค้นเมื่อ June 10, 2013. 
  213. Vena, Jocelyn (January 26, 2009). "Taylor Swift Blogs About 'Life-Changing' Cameo On 'CSI,' Britney Spears Poster". MTV. Archived from the original on April 4, 2015. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  214. "Taylor Swift Loves Hanson". Fox.com.au. May 9, 2013. Archived from the original on April 2, 2015. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  215. "Taylor Swift Tweets Her Love of Dashboard Confessional". Taste of Country. April 1, 2011. Archived from the original on May 1, 2013. สืบค้นเมื่อ October 23, 2012. 
  216. Bonaguro, Alison (August 10, 2011). "News : Offstage: Taylor Swift Covers Fall Out Boy". CMT. Archived from the original on November 13, 2012. สืบค้นเมื่อ October 23, 2012. 
  217. 217.0 217.1 217.2 "See Taylor Swift's List of Music You Should Hear". Amazon.com. Archived from the original on November 4, 2014. สืบค้นเมื่อ October 23, 2012. 
  218. "Taylor Swift talks about Red". Chicago Tribune. October 18, 2012. Archived from the original on October 24, 2012. สืบค้นเมื่อ October 23, 2012. 
  219. Us Weekly: Taylor Swift Inside My World, "What's on my iPod?", page 24
  220. Kaufman, Gil (April 4, 2016). "Taylor Swift Calls Justin Timberlake 'Hero' & 'All Time Fav' After iHeartRadio Music Awards". Billboard. Archived from the original on May 9, 2016. สืบค้นเมื่อ April 27, 2016. 
  221. Rolling Stone, August 18, 2011, page 28, Q&A: Taylor Swift by Austin Scaggs
  222. Glock, Allison. "The Sweet, Charmed Life of Taylor Swift". Delta Air Lines. Archived from the original on December 20, 2015. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  223. Eells, Josh (September 8, 2014). "The Reinvention of Taylor Swift". Rolling Stone. Archived from the original on June 4, 2016. สืบค้นเมื่อ June 8, 2016. 
  224. "Taylor Swift Biography". Rolling Stone. Archived from the original on July 9, 2012. สืบค้นเมื่อ July 30, 2012. 
  225. Cooper, Peter (October 26, 2014). "Taylor Swift reaches a turning point with '1989'". The Tennessean. Archived from the original on September 24, 2016. สืบค้นเมื่อ April 11, 2015. 
  226. "Women Who Rock: The 50 Greatest Albums of All Time: Taylor Swift, 'Speak Now'". Rolling Stone. Archived from the original on July 12, 2014. สืบค้นเมื่อ July 30, 2012. 
  227. "Pop and Rock Listings July 22 – 28". The New York Times. July 21, 2011. Archived from the original on January 28, 2012. สืบค้นเมื่อ July 12, 2012. 
  228. 228.0 228.1 228.2 Petridis, Alexis (March 6, 2009). "Taylor Swift: Fearless". The Guardian (London). Archived from the original on October 16, 2013. สืบค้นเมื่อ June 24, 2012. 
  229. 229.0 229.1 Schillaci, Sophie A. (August 25, 2011). "Taylor Swift at Staples Center: Concert Review". The Hollywood Reporter. Archived from the original on March 4, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  230. Powers, Ann (October 25, 2010). "Album review: Taylor Swift's 'Speak Now'". Los Angeles Times (Blog). Archived from the original on October 28, 2010. สืบค้นเมื่อ October 25, 2010. 
  231. Sheffield, Rob (October 26, 2010). "Speak Now". Rolling Stone. Archived from the original on January 18, 2011. สืบค้นเมื่อ June 15, 2012. 
  232. Weber, Theon (November 3, 2010). "The Iceberg Songs of Taylor Swift". The Village Voice. Archived from the original on November 4, 2015. สืบค้นเมื่อ November 3, 2010. 
  233. Serjeant, Jill (November 17, 2009). "Taylor Swift – "Fearless" or tone-less?". Reuters. Archived from the original on December 21, 2013. สืบค้นเมื่อ July 2, 2012. 
  234. Tucker, Ken (November 12, 2009). "CMA Awards best and worst, starring Taylor Swift, the ghost of Kanye West, and Carrie Underwood's purple sequined hot-pants". Entertainment Weekly. 
  235. Reed, James (October 24, 2010). "Swift's ascent continues with arrival of new album". Boston Globe. Archived from the original on September 27, 2016. สืบค้นเมื่อ August 23, 2016. 
  236. DeLuca, Dan (November 11, 2008). "Focused on 'great songs' Taylor Swift isn't thinking about "the next level" or Joe Jonas gossip". Philadelphia Daily News. p. 3. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  237. "Taylor Swift gets mixed reviews at Grammys". The Tennessean (Blog). February 1, 2010. Archived from the original on July 13, 2015. สืบค้นเมื่อ June 24, 2012. 
  238. Roland, Tom (October 15, 2010). "Taylor Swift: The Billboard Cover Story". Billboard. Archived from the original on October 18, 2010. สืบค้นเมื่อ July 3, 2012. 
  239. Caramanica, Jon (October 20, 2010). "Taylor Swift Is Angry, Darn It". The New York Times. Archived from the original on September 11, 2012. สืบค้นเมื่อ June 24, 2012. 
  240. "Taylor Swift in Her Own Words: Teen Vogue Cover Shoot". Teen Vogue. August 2011. ISSN 1540-2215. Archived from the original on August 19, 2016. สืบค้นเมื่อ July 29, 2016. 
  241. Farley, Christopher John (October 22, 2010). "Taylor Swift's Solo Act". The Wall Street Journal. Archived from the original on February 1, 2015. สืบค้นเมื่อ May 24, 2012. 
  242. Caramanica, Jon (October 20, 2010). "Taylor Swift Is Angry, Darn It". The New York Times. Archived from the original on September 11, 2012. สืบค้นเมื่อ July 2, 2012. 
  243. "John Mayer: Taylor Swift's 'Dear John' Song 'Humiliated Me'". Rolling Stone. June 6, 2012. Archived from the original on June 23, 2012. สืบค้นเมื่อ June 24, 2012. 
  244. Weber, Theon (November 3, 2010). "The Iceberg Songs of Taylor Swift". The Village Voice. Archived from the original on November 4, 2015. สืบค้นเมื่อ July 30, 2012. 
  245. "Stop Asking Taylor Swift to Apologize for Writing Songs About Ex-Boyfriends – The Cut". New York. November 16, 2012. Archived from the original on November 27, 2012. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  246. "Her Song: Talking Taylor Swift – Post Rock". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ July 30, 2012. 
  247. Dominus, Susan (November 16, 2012). "The Many Insecurities of Taylor Swift". The New York Times. Archived from the original on June 17, 2016. 
  248. "Cover Preview: Taylor Swift Fights Back About Her Love Life, the Hyannis Port House—and Has Words for Tina Fey and Amy Poehler". Vanity Fair. March 5, 2013. Archived from the original on August 8, 2016. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  249. Willman, Chris (October 10, 2010). "Princess Crossover". New York. Archived from the original on July 27, 2013. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  250. Kelly, James (August 26, 2009). "Taylor Swift writing her own songs and rules". The Atlanta Journal-Constitution. Archived from the original on September 8, 2014. สืบค้นเมื่อ July 30, 2012. 
  251. Yuan, Jada (December 30, 2009). "Microwaving a tragedy: The marriage of romance and romanticism in '00s pop". Las Vegas Weekly. Archived from the original on December 21, 2013. สืบค้นเมื่อ August 17, 2012. 
  252. Rotman, Natalie (January 9, 2009). "Colbie Caillat has 'Breakthrough' with sophomore CD". Reading Eagle. Archived from the original on December 21, 2013. สืบค้นเมื่อ August 17, 2012. 
  253. 253.0 253.1 Weber, Theon (November 3, 2010). "The Iceberg Songs of Taylor Swift". The Village Voice. New York. Archived from the original on July 7, 2012. สืบค้นเมื่อ July 12, 2012. 
  254. Rosen, Jody (November 13, 2008). "Fearless". Rolling Stone. Archived from the original on August 15, 2012. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  255. Keefe, Jonathan (October 22, 2012). "Taylor Swift: Red". Slant Magazine. Archived from the original on December 5, 2014. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  256. Meddings, Jacqui (October 31, 2014). "Taylor Swift is our new cover goddess". Cosmopolitan. Archived from the original on July 14, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  257. "The Taylor Swift Slut-Shaming Continues – The Cut". New York. June 28, 2013. Archived from the original on October 12, 2013. สืบค้นเมื่อ November 17, 2013. 
  258. Chang, Bee-Shyuan (March 15, 2013). "Taylor Swift Gets Some Mud on Her Boots". The New York Times. Archived from the original on March 22, 2013. สืบค้นเมื่อ June 10, 2013. 
  259. "On the Road with Best Friends Taylor Swift and Karlie Kloss". Vogue. February 13, 2015. Archived from the original on November 4, 2015. สืบค้นเมื่อ November 10, 2015. 
  260. Grigoriadis, Vanessa (March 5, 2009). "The Very Pink, Very Perfect Life of Taylor Swift". Rolling Stone. Archived from the original on August 24, 2016. สืบค้นเมื่อ August 12, 2016. 
  261. Willman, Chris (October 17, 2012). "Taylor Swift Tapes VH1 'Storytellers'". The Hollywood Reporter. Archived from the original on November 23, 2012. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  262. Moss, Hilary (April 2, 2012). "Michelle Obama Honors Taylor Swift, Taylor Swift So Honored". New York. Archived from the original on May 28, 2013. สืบค้นเมื่อ March 6, 2013. 
  263. Pacella, Megan (April 15, 2012). "Taylor Swift Reflects on Meeting First Lady Michelle Obama". Taste of Country. Archived from the original on April 14, 2012. สืบค้นเมื่อ April 15, 2012. 
  264. Berg, Madeline (November 18, 2015). "Taylor Swift Vs. Katy Perry: Which Star Rules Social Media?". Forbes. Archived from the original on August 27, 2016. สืบค้นเมื่อ July 23, 2016. 
  265. Strecker, Erin (January 27, 2015). "Read Taylor Swift's Sweet Message to Bullied Fan". Billboard. Archived from the original on January 30, 2015. สืบค้นเมื่อ January 31, 2015. 
  266. Taylor Swift's Gift Giving of 2014. December 31, 2014. Archived from the original on January 29, 2015. สืบค้นเมื่อ January 31, 2015 – โดยทาง YouTube. 
  267. Stein, Jeannine (November 18, 2011). "Taylor Swift weighs in on being a role model". Los Angeles Times. Archived from the original on July 15, 2012. สืบค้นเมื่อ April 18, 2012. 
  268. McKnight, Jenni (May 20, 2013). "Billboard Music Awards: Taylor Swift thanks her fans for being her 'longest and best relationship'". Metro. Archived from the original on April 10, 2015. สืบค้นเมื่อ April 4, 2015. 
  269. Jo Sales, Nancy; Diehl, Jessica (April 2013). "Taylor Swift’s Telltale Heart". Vanity Fair. Archived from the original on January 30, 2017. สืบค้นเมื่อ February 4, 2017. 
  270. Nisha Lilia Diu (April 3, 2011). "Taylor Swift: 'I won't do sexy shoots'". The Daily Telegraph (London). Archived from the original on October 30, 2012. สืบค้นเมื่อ February 4, 2017. 
  271. Kessler, Zara (November 5, 2014). "Taylor Swift's Sexual Temptation". Bloomberg L.P. Archived from the original on July 28, 2016. สืบค้นเมื่อ July 24, 2016. 
  272. Holt, Emily (July 1, 2011). "American Idols: Icons of Stateside Style – Vogue Daily". Vogue. Archived from the original on September 8, 2014. สืบค้นเมื่อ June 15, 2012. 
  273. "People's Best Dressed, Taylor Swift Best Dressed 2014". People. September 17, 2014. Archived from the original on June 3, 2016. สืบค้นเมื่อ December 1, 2015. 
  274. Powell, Hannah Lyons (February 24, 2015). "Taylor Swift wins Woman Of The Year award – ELLE Style Awards 2015". Elle. Archived from the original on September 27, 2016. สืบค้นเมื่อ December 1, 2015. 
  275. Roy, Jessica (May 18, 2015). "Taylor Swift Tops the 2015 Maxim Hot 100". Maxim. Archived from the original on December 21, 2015. สืบค้นเมื่อ December 1, 2015. 
  276. Nicks, Stevie (April 29, 2010). "The 2010 Time 100: Taylor Swift". Time. Archived from the original on November 29, 2013. สืบค้นเมื่อ April 22, 2012. 
    Vena, Jocelyn (April 16, 2015). "Taylor Swift, Kanye West, Kim Kardashian Make Time's 100 Most Influential People List". Billboard. Archived from the original on September 25, 2016. สืบค้นเมื่อ September 1, 2016. 
  277. Greenburg, Zack O'Malley (December 14, 2011). "The Top-Earning Women In Music 2011". Forbes. Archived from the original on October 27, 2015. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
    Greenburg, Zack O'Malley (December 12, 2012). "The Top-Earning Women In Music 2012". Forbes. Archived from the original on December 12, 2012. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
    Greenburg, Zack O'Malley (December 11, 2013). "The Top-Earning Women In Music 2013". Forbes. Archived from the original on December 15, 2013. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
    Greenburg, Zack O'Malley (November 4, 2014). "The Top-Earning Women In Music 2014". Forbes. Archived from the original on November 27, 2014. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
    Greenburg, Zack O'Malley (November 4, 2015). "The World's Highest-Paid Women In Music 2015". Forbes. Archived from the original on November 4, 2015. สืบค้นเมื่อ November 5, 2015. 
  278. "#8 Taylor Swift". Forbes. Archived from the original on July 28, 2015. สืบค้นเมื่อ July 27, 2015. 
  279. "Celebrity 100 2011". Forbes. Archived from the original on September 5, 2016. สืบค้นเมื่อ September 1, 2016. 
    Schumann, Rebecka (May 26, 2013). "Forbes Lists Top 100 Most Powerful Celebrities in 2013: Oprah Winfrey Takes Number One Spot [Full list]". International Business Times. Archived from the original on June 15, 2016. สืบค้นเมื่อ September 1, 2016. 
    Greenburg, Zack O'Malley (June 29, 2015). "Celebrity 100: The World's Highest-Paid Superstars Of 2015". Forbes. Archived from the original on September 1, 2016. สืบค้นเมื่อ September 1, 2016. 
    Greenburg, Zack O'Malley (July 11, 2016). "Taylor Swift Is The World's Top-Earning Celebrity With $170 Million In 2016". Forbes. Archived from the original on August 3, 2016. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  280. Stampler, Laura (December 8, 2014). "This is the Shortlist for TIME's Person of the Year 2014". Time. Archived from the original on December 12, 2016. สืบค้นเมื่อ July 15, 2017. 
  281. Greenburg, Zack O'Malley (June 5, 2017). "Taylor Swift's Net Worth: $280 Million In 2017". Forbes. Archived from the original on June 5, 2017. สืบค้นเมื่อ June 22, 2017. 
  282. Couch, Robbie (March 2, 2015). "Taylor Swift Named Most Charitable Celeb For Supporting Feminist Causes, Education, More". The Huffington Post. Archived from the original on October 21, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  283. Pacella, Megan (June 13, 2012). "Taylor Swift Receives Star of Compassion Award". Taste Of Country. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ November 27, 2015. 
  284. Cooper, Brittany Joy (March 27, 2012). "Taylor Swift to Receive 'Big' Honor From Michelle Obama at Kids' Choice Awards". Taste of Country. Archived from the original on July 12, 2012. สืบค้นเมื่อ August 30, 2012. 
  285. "Taylor Swift Honored With RFK Center's Ripple of Hope Award". PR Newswire. December 4, 2012. Archived from the original on May 7, 2013. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  286. Lee, Ken (August 9, 2009). "Taylor Swift donates $100,000 to victims of Iowa Flood". People. Archived from the original on June 7, 2009. สืบค้นเมื่อ September 9, 2009. 
  287. Moran, Jonathon (March 8, 2009). "Kylie to play at Sound Relief with Coldplay, Midnight Oil". The Daily Telegraph (Australia). Archived from the original on September 24, 2016. สืบค้นเมื่อ December 30, 2009. 
  288. Vena, Jocelyn (January 26, 2010). "Better Than Ezra 'Honored' By Taylor Swift's Performance Of 'Breathless' At Haiti Telethon". MTV. Archived from the original on August 12, 2014. สืบค้นเมื่อ August 30, 2012. 
  289. Talbott, Chris (May 7, 2010). "Taylor Swift Donates $500,000 to Nashville Flood Relief". CNS News. Archived from the original on December 8, 2015. 
  290. Lewis, Randy (May 23, 2011). "Taylor Swift benefit concert raises more than $750,000 for tornado victims". Los Angeles Times (Blog). Archived from the original on April 6, 2012. สืบค้นเมื่อ April 18, 2012. 
  291. Sciarretto, Amy (November 13, 2012). "Taylor Swift Sends 'Love and Support' to Hurricane Sandy Victims, Asks Fans to Help 'Restore the Shore'". Taste of Country. Archived from the original on July 11, 2014. สืบค้นเมื่อ April 21, 2014. 
  292. "Taylor Swift gives $1m to help Louisiana flood relief efforts". The Guardian. August 17, 2016. Archived from the original on August 17, 2016. สืบค้นเมื่อ August 17, 2016. 
  293. Muhammad, Latifah (December 9, 2016). "Taylor Swift Donates $100,000 to Dolly Parton Fire Fund". Entertainment Tonight. Archived from the original on January 13, 2017. สืบค้นเมื่อ January 11, 2017. 
  294. "Taylor Swift becomes namesake of Hendersonville High School auditorium". The Tennessean (Blog). September 23, 2010. Archived from the original on July 12, 2015. สืบค้นเมื่อ May 29, 2011. 
  295. McKinley, James C. (May 17, 2012). "Taylor Swift to Donate $4 Million to the Country Hall of Fame". The New York Times (Blog). Archived from the original on June 5, 2012. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  296. Golden, Zara (October 1, 2012). "And The Taylor Swift VH1 Storytellers Contest Winner Is ... Harvey Mudd College! – | VH1 Tuner". VH1. สืบค้นเมื่อ April 21, 2014. 
  297. Sanz, Cynthia (December 14, 2009). "Taylor Swift Gives Big as She Turns 20 – Good Deeds, Taylor Swift". People. Archived from the original on June 17, 2012. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  298. Urban, Mike (October 14, 2011). "Taylor Swift donates 6,000 books to Reading Library". Reading Eagle. Archived from the original on May 12, 2012. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  299. Cooper, Brittany Joy (February 2, 2012). "Taylor Swift Donates 14,000 Books to Nashville Public Library". Taste of Country. Archived from the original on June 17, 2012. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  300. "Taylor Swift, Scholastic donate books to Reading Hospital | Regional: Berks – Home". Wfmz.com. January 18, 2013. Archived from the original on February 28, 2013. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  301. Zhu, Danielle (November 17, 2015). "Taylor Swift partners with Scholastic to donate 25,000 books". Entertainment Weekly. Archived from the original on August 14, 2016. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  302. "Taylor Swift Helps With 'Delete Online Predators' Campaign". Nash Country Weekly. September 18, 2007. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ November 29, 2015. 
  303. "19th Annual Elton John AIDS Foundation Academy Awards Viewing Party". PR Newswire. Archived from the original on December 8, 2015. สืบค้นเมื่อ November 10, 2015. 
    "Taylor Swift Teams Up With UNICEF Tap Project Initiative". Taste of Country. March 17, 2011. Archived from the original on May 1, 2013. สืบค้นเมื่อ August 7, 2012. 
    "Taylor Swift Among Participants in MusiCares Back To School Charity Auction". Rttnews.com. July 28, 2011. Archived from the original on May 17, 2013. สืบค้นเมื่อ August 7, 2012. 
    "Feed America With George Clooney's Bowl". Looktothestars.org. Archived from the original on September 29, 2012. สืบค้นเมื่อ August 7, 2012. 
  304. "Taylor Swift and ACM Lifting Lives present $50,000 donation to St. Jude". The Tennessean (Blog). June 13, 2011. Archived from the original on July 12, 2015. สืบค้นเมื่อ May 29, 2012. 
  305. "New and Hot Video: Taylor Swift Debuts 'Ronan' at Stand Up To Cancer Benefit". Rolling Stone. September 8, 2012. Archived from the original on September 13, 2012. สืบค้นเมื่อ September 14, 2012. 
  306. Knight, Joey (May 17, 2014). "Dick Vitale holds annual fundraiser for pediatric cancer". Tampa Bay Times. Archived from the original on July 14, 2014. สืบค้นเมื่อ July 30, 2014. 
  307. "Taylor Swift donates $50K to CHOP to help teens with cancer". The Business Journals. สืบค้นเมื่อ June 5, 2014. 
  308. Von Dobeneck, Monica. "South Middleton girl gets toys for fellow patients at St. Jude Children's Research Hospital". The Patriot-News. Archived from the original on November 5, 2012. สืบค้นเมื่อ August 30, 2012. 
    Ryan, Kiki (August 27, 2010). "Swift's soldier visit". Politico. Archived from the original on November 12, 2012. สืบค้นเมื่อ August 30, 2012. 
    "Taylor Swift performs at Vanderbilt children's hospital, in pictures". The Tennessean (Blog). December 25, 2009. Archived from the original on July 12, 2015. สืบค้นเมื่อ June 10, 2013. 
  309. Hardiman, Tim (April 20, 2007). "Taylor Swift Encourages Teen Volunteers". CMT. Archived from the original on November 13, 2012. สืบค้นเมื่อ July 1, 2012. 
  310. Every Woman Counts: Funny Taylor Swift Interview Before 2008 ACM Awards. Lifetime. May 30, 2008. Archived from the original on November 5, 2010. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  311. Grigoriadis, Vanessa (March 5, 2009). "The Very Pink, Very Perfect Life of Taylor Swift". Rolling Stone. Archived from the original on July 24, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  312. Macsai, Dan (October 19, 2012). "Taylor Swift on Going Pop, Ignoring the Gossip and the Best (Worst) Nickname She's Ever Had". Time. Archived from the original on May 27, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  313. Malkin, Marc. "Taylor Swift: Kennedys Should Be So Lucky to Have Her in the Family, Says Boyfriend Conor's Grandmother". E!. Archived from the original on November 2, 2015. สืบค้นเมื่อ November 10, 2015. 
  314. Hoby, Hermione (August 23, 2014). "Taylor Swift: 'Sexy? Not on my radar'". The Guardian. Archived from the original on June 10, 2015. สืบค้นเมื่อ May 29, 2015. 
  315. Malkin, Marc (March 10, 2010). "Portia Joins Ellen To Stop The Hate". E!. สืบค้นเมื่อ July 12, 2012. 
  316. Koday, Dan (March 28, 2009). "Taylor Swift's Mission: Take a Stand Against Hate!". Seventeen. Archived from the original on January 29, 2014. สืบค้นเมื่อ August 30, 2012. 
  317. 317.0 317.1 Hawgood, Alex (November 5, 2010). "For Gays, New Songs of Survival". The New York Times. Archived from the original on June 9, 2012. สืบค้นเมื่อ August 7, 2012. 
  318. Mayberry, Carly; Tourtellotte, Bob (August 4, 2011). "MTV adds social activism category to VMAs". Reuters. Archived from the original on October 12, 2012. สืบค้นเมื่อ August 30, 2012. 
  319. "Taylor Swift at Top for Fourth Week". Great American Country. August 20, 2007. Archived from the original on December 21, 2013. สืบค้นเมื่อ July 3, 2012. 
  320. Kaplan, Julee (January 29, 2009). "Taylor Swift Launches Sundress Line – Ready-to-Wear and Sportswear – Media". Women's Wear Daily. Archived from the original on July 29, 2013. สืบค้นเมื่อ August 7, 2012. 
  321. "Taylor Swift to have greeting card line". USA Today. November 18, 2009. Archived from the original on December 14, 2009. สืบค้นเมื่อ August 7, 2012. 
  322. Serpe, Gina (October 29, 2008). "Taylor Swift Gets All Dolled Up" (Blog). E!. Archived from the original on March 5, 2011. สืบค้นเมื่อ September 20, 2010. 
  323. "Taylor Swift: NHL's New Spokesperson". AOL. February 3, 2009. Archived from the original on February 7, 2009. สืบค้นเมื่อ September 20, 2010. 
  324. "Sony Electronics News and Information". Sony. April 26, 2010. สืบค้นเมื่อ August 7, 2012. 
  325. Vomhof Jr., John. "Target lands Taylor Swift exclusive – Minneapolis / St. Paul Business Journal". The Business Journals. Archived from the original on July 12, 2015. สืบค้นเมื่อ August 7, 2012. 
  326. Bratskeir, Anne (May 3, 2010). "Taylor Swift, a new CoverGirl". Newsday. Archived from the original on October 28, 2014. สืบค้นเมื่อ August 7, 2012. 
  327. Nika, Colleen (July 3, 2012). "Taylor Swift to Launch Second Fragrance, 'Wonderstruck Enchanted'". Rolling Stone. Archived from the original on December 9, 2015. สืบค้นเมื่อ December 3, 2015. 
  328. Malkin, Marc. "First Look Taylor Swift Flies High in New Target Commercial". E!. สืบค้นเมื่อ September 14, 2012. 
  329. "Taylor Swift Plans TV Appearances For 10/22 Launch Of "Red" Album, Paid Song Downloads Top 3.8 Million In Advance Of Release". PR Newswire. October 17, 2012. Archived from the original on June 19, 2016. สืบค้นเมื่อ August 2, 2016. 
  330. Hampp, Andrew (October 9, 2012). "Taylor Swift Teams With Walgreens For Exclusive Store To Promote 'Red'". Billboard. Archived from the original on December 21, 2013. สืบค้นเมื่อ October 23, 2012. 
  331. Zmuda, Natalie; Parekh, Rupal (January 25, 2013). "Diet Coke Signs Taylor Swift As Brand Ambassador". Advertising Age. Archived from the original on October 22, 2015. สืบค้นเมื่อ November 10, 2015. 
  332. DelliCarpini Jr., Gregory (May 29, 2013). "Taylor Swift Reveals Third Fragrance: Taylor by Taylor Swift". Billboard. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ December 3, 2015. 
  333. Sciarretto, Amy (December 24, 2012). "Taylor Swift Is Photogenic in Sony Camera Commercial". Taste Of Country. Archived from the original on December 8, 2015. สืบค้นเมื่อ December 3, 2015. 
  334. "American Greetings Sends Taylor Swift Greeting Card Mobile App Abroad". PR Newswire. September 24, 2013. Archived from the original on December 8, 2015. สืบค้นเมื่อ December 3, 2015. 
  335. Corosu, Irene (June 17, 2014). "AirAsia unveiled as the official airline of Taylor Swift's Red Tour throughout South East Asia". PHAR Partnerships. Archived from the original on January 16, 2016. สืบค้นเมื่อ December 3, 2015. 
  336. "Qantas named exclusive official airline for Australia and New Zealand leg of Taylor Swift's The Red Tour". Qantas. August 21, 2013. Archived from the original on December 8, 2015. สืบค้นเมื่อ December 3, 2015. 
  337. Reed, Chris (November 25, 2015). "Taylor Swift melts Cornetto's brand image in Asia" (Blog). Campaign Asia. Archived from the original on December 6, 2015. สืบค้นเมื่อ December 3, 2015. 
  338. "Taylor Swift". Billboard. Archived from the original on November 29, 2014. สืบค้นเมื่อ November 20, 2014. 
  339. Mychaskiw, Marianne (October 1, 2014). "Taylor Swift Is Launching Her Fourth Fragrance!". InStyle. Archived from the original on January 7, 2015. สืบค้นเมื่อ December 3, 2015. 
  340. "Taylor Swift". The Recording Academy. Archived from the original on August 12, 2016. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  341. "Winners of 3 American Music Awards". taylorswift.com. November 22, 2015. Archived from the original on May 16, 2016. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  342. Caulfield, Keith (May 31, 2016). "Top Billboard Music Award Winners of All Time (1990–2016)". Billboard. Archived from the original on May 2, 2017. สืบค้นเมื่อ May 1, 2017. 
  343. "Taylor Swift Nashville Tickets". Excite. Archived from the original on February 3, 2015. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  344. Friedlander, Whitney (September 10, 2015). "Taylor Swift, Jimmy Fallon Among Juried Emmy Award Winners". Variety. Archived from the original on September 15, 2015. สืบค้นเมื่อ August 3, 2016. 
  345. Shelburne, Craig (October 18, 2010). "Taylor Swift Named NSAI's Songwriter-Artist of the Year". CMT. Archived from the original on March 14, 2014. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  346. "Songwriters Hall of Fame". Songwriters Hall of Fame. Archived from the original on November 29, 2014. สืบค้นเมื่อ February 2, 2015. 
  347. Caulfield, Keith (January 23, 2015). "Billboard 200 Chart Moves: Taylor Swift's '1989' Hits 4 Million in U.S. Sales". Billboard. Archived from the original on February 7, 2017. สืบค้นเมื่อ January 18, 2017. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]