โรคซึมเศร้า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรคซึมเศร้า
(Major depressive disorder)
Vincent Willem van Gogh 002.jpg
ภาพเขียนปี ค.ศ. 1890 At Eternity's Gate ของฟินเซนต์ ฟัน โคค
การจำแนกและแหล่งข้อมูลภายนอก
ICD-10 F32, F33
ICD-9 296.2, 296.3
OMIM 608516
DiseasesDB 3589
MedlinePlus 003213
eMedicine med/532
MeSH D003865

โรคซึมเศร้า (อังกฤษ: major depressive disorder ตัวย่อ MDD) หรือภาวะซึมเศร้าคลินิก (clinical depression) ภาวะซึมเศร้ารุนแรง (major depression) ภาวะซึมเศร้าขั้วเดียว (unipolar depression) หรือโรคซึมเศร้าซ้ำ (recurrent depression) ในกรณีผู้ป่วยมีคราวซ้ำ ๆ เป็นความผิดปกติทางจิต (mental disorder) ที่กำหนดโดยพื้นอารมณ์ซึมเศร้าที่ทั่วไปและต่อเนื่อง ร่วมกับความภูมิใจในตนต่ำ (low self-esteem) และการเสียความสนใจและความรู้สึกเป็นสุขในกิจกรรมที่ปกติทำให้เพลิดเพลินใจ คำว่า ความซึมเศร้า สามารถใช้ได้หลายทาง คือ มักใช้เพื่อหมายถึงกลุ่มอาการนี้ หรืออาจหมายถึงความผิดปกติทางอารมณ์ (mood disorder) อย่างอื่น ๆ หรือหมายถึงเพียงแค่อารมณ์เศร้าก็ได้ โรคทำให้เกิดความพิการอย่างมีผลเสียต่อครอบครัว ชีวิตการทำงานหรือในโรงเรียน การนอนหลับและการรับประทาน และสุขภาพโดยทั่วไป ในประเทศสหรัฐอเมริกา คนประมาณ 3.4% ที่มีโรคจะฆ่าตัวตาย และคนถึง 60% ที่ฆ่าตัวตาย จะมีความซึมเศร้าหรือความผิดปกติทางอารมณ์อย่างอื่น ๆ[1] ในประเทศไทย โรคเป็นความผิดปกติทางจิตที่สามัญที่สุด (3.7% ที่เข้าถึงบริการ)[2] เป็นโรคที่สร้างภาระโรค (DALY) ในระดับท๊อป 10 โดยเป็นอันดับ 1 ในหญิง และอันดับ 4 ในชาย[3][4] กรมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนินงานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยกำหนดปี 2552-2563 ว่าเป็นทศวรรษ "การป้องกันและแก้ปัญหาโรคซึมเศร้า" โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความสูญเสีย ลดความชุก ลดภาระโรค ลดอุบัติการณ์ ลดการเป็นซ้ำ เพิ่มการหายทุเลา ลดระยะเวลาป่วย และลดการตายจากการฆ่าตัวตาย[4] โดยเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่โดยปี 2563 จะไม่เป็นโรคสูญเสียต่อสุขภาพใน 4 อันดับแรก[2]

การวินิจฉัยโรคอาศัยประสบการณ์และพฤติกรรมที่ตนเอง ญาติ หรือเพื่อนแจ้ง อาศัยการทดสอบทางจิตวิทยา (psychological test) หรือการตรวจสถานะทางจิต (mental status examination) ไม่มีวิธีการตรวจสอบโรคในแล็บ แม้ว่าแพทย์อาจจะให้การตรวจแบบต่าง ๆ เพื่อเช็คโรคที่อาจมีอาการคล้าย ๆ กัน โรคเริ่มต้นมากที่สุดในช่วงอายุ 20-30 ปี และต่อมาในช่วง 30-40 ปี[5] มีการตั้งชื่อ อธิบาย และจัดกลุ่มอาการซึมเศร้าว่าเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ (mood disorder) ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิตปี 2523 ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ในปี 2559 หน่วยงานเพื่อการป้องกันทางสุขภาพของสหรัฐอเมริกา USPSTF แนะนำให้ตรวจคัดโรคซึมเศร้าในผู้ใหญ่ เพราะมีหลักฐานว่า สามารถเพิ่มอัตราการตรวจจับโรคและถ้าได้การรักษาที่สมควร ผลที่ได้จะดีกว่า[6]

โดยทั่วไปแล้ว หมอจะรักษาด้วยยาแก้ความซึมเศร้า (antidepressant) และในหลายกรณี ด้วยจิตบำบัด (psychotherapy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (cognitive behavioral therapy ตัวย่อ CBT)[7] การให้ยาดูเหมือนจะได้ผล แต่อาจมีนัยสำคัญในโรคขั้นรุนแรงที่สุดเท่านั้น[8][9] การเข้าโรงพยาบาลอาจจำเป็นในกรณีที่คนไข้ละเลยไม่ดูแลตัวเอง หรือว่าเสี่ยงทำอันตรายแก่ผู้อื่น การรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า (electroconvulsive therapy) เป็นวิธีรักษาที่ใช้กับคนไข้ส่วนน้อยเป็นวิธีสุดท้าย

การดำเนินของโรคมีได้หลากหลาย ตั้งแต่มีคราวแสดงออกของโรคเพียงครั้งเดียวที่กินเวลาหลายสัปดาห์ จนถึงเป็นโรคตลอดชีวิตที่ออกอาการซ้ำ ๆ คนซึมเศร้ามักจะมีการคาดหมายคงชีพสั้นกว่าผู้ที่ไม่ป่วย ส่วนหนึ่งเพราะว่าเสี่ยงต่อโรคอื่น ๆ และการฆ่าตัวตายมากกว่า ยังไม่ชัดเจนว่า การให้ยามีผลต่อการฆ่าตัวตายหรือไม่ คนไข้ทั้งปัจจุบันและในอดีตอาจจะไม่ได้การยอมรับทางสังคม

ความเข้าใจถึงธรรมชาติและสาเหตุของความซึมเศร้าได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์และยังมีประเด็นมากมายที่ยังต้องวิจัย เหตุที่เสนอรวมทั้งเป็นปัญหาทางจิต ทางจิต-สังคม ทางกรรมพันธุ์ ทางวิวัฒนาการ และปัจจัยอื่น ๆ ทางชีวภาพ การใช้สารเสพติดเป็นเวลานานอาจเป็นเหตุหรือทำอาการเศร้าซึมให้แย่ลง การบำบัดทางจิตอาศัยทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับบุคลิกภาพ การสื่อสารระหว่างบุคคล และการเรียนรู้ ทฤษฎีทางชีววิทยามักจะพุ่งความสนใจไปที่สารสื่อประสาทแบบโมโนอะมีน คือ เซโรโทนิน นอร์เอพิเนฟริน และโดพามีน ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติในสมองและช่วยการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท

เนื้อหา

อาการ[แก้]

รูปผู้หญิงที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้ามีผลสำคัญต่อความสัมพันธ์กับครอบครัวและในระหว่างบุคคล ชีวิตการทำงานหรือในโรงเรียน การนอนหลับและการรับประทาน และสุขภาพทั่วไปอื่น ๆ[10] ผลเสียต่อกิจกรรมชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีเทียบได้กับโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน[11]

คนไข้ปกติจะมีอารมณ์เศร้าเกี่ยวกับทุกด้านของชีวิต และไม่สามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมที่เคยชอบ คนไข้อาจจะหมกมุ่น คือ มักจะครุ่นคิด ถึงความคิดและความรู้สึกว่า ตนไม่มีค่า ความรู้สึกผิดหรือความเสียใจที่ไม่มีเหตุผล การไม่มีคนช่วยเหลือ ความสิ้นหวัง และการเกลียดตนเอง[12] ในกรณีที่รุนแรง คนซึมเศร้าอาจจะมีอาการโรคจิต (psychosis) รวมทั้งความหลงผิด (delusion) หรือที่สามัญน้อยกว่าคือ ประสาทหลอน (hallucination)[13]

อาการอื่น ๆ รวมทั้งการมีสมาธิไม่ดี ความจำไม่ดี โดยเฉพาะพวกที่มีอาการเหงาหงอย (melancholic) หรืออาการโรคจิต (psychotic)[14] การไม่เข้าร่วมสถานการณ์หรือกิจกรรมทางสังคม ความต้องการทางเพศที่ลดลง ความขัดเคืองง่าย[15] และความคิดเกี่ยวกับความตายหรือการฆ่าตัวตาย การนอนไม่หลับเป็นเรื่องสามัญในคนไข้ ซึ่งปกติมักจะเป็นแบบนอนตื่นเช้ามากแล้วนอนต่อไม่ได้[16] แม้ว่าการนอนมากเกินไป (Hypersomnia) ก็เป็นไปได้เหมือนกัน[16] ยาแก้ซึมเศร้าบางอย่างอาจจะทำให้นอนไม่หลับเพราะมีฤทธิ์กระตุ้น[17]

คนซึมเศร้าอาจจะรายงานอาการทางกายหลายอย่างรวมทั้งความล้า ปวดหัว และปัญหาการย่อยอาหาร ซึ่งตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก อาการทางกายเป็นสิ่งที่ตรวจพบมากที่สุดในประเทศที่กำลังพัฒนา[18] ความอยากอาหารมักจะลดลงตามด้วยการลดน้ำหนัก แม้ว่าที่เพิ่มขึ้นก็มีบ้าง[12] ครอบครัวและเพื่อนอาจจะสังเกตว่า คนไข้อาจจะกระวนกระวายหรือเฉื่อยชาผิดปกติ[16] ส่วนคนแก่อาจจะมีอาการทางประชาน/ความคิดอื่น ๆ ที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน เช่น ความขี้ลืม[14] และความเชื่องช้าลงที่เห็นง่ายขึ้น[19] ความซึมเศร้าบ่อยครั้งเกิดขึ้นกับโรคทางกายที่สามัญกับคนแก่ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคระบบหัวใจหลอดเลือด โรคพาร์คินสัน และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง[20] ส่วนเด็กที่มีโรคบ่อยครั้งจะขี้โมโหแทนที่จะซึมเศร้า[12] และอาจจะแสดงอาการต่าง ๆ ขึ้นกับอยู่กับอายุและสถานการณ์[21] โดยมากจะไม่สนใจเรียนและเรียนแย่ลง และอาจจะมีอาการติดคน จู้จี้ ต้องพึ่งคนอื่น หรือว่า ไม่กล้า[16] โรคอาจจะวินิจฉัยได้ช้าหรือว่าไม่ได้ ถ้าตีความอาการต่าง ๆ ว่าเป็นอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ธรรมดา[12]

การเกิดร่วมกับโรคอื่น[แก้]

โรคซึมเศร้าบ่อยครั้งเกิดขึ้นร่วมกับปัญหาทางจิตเวชอื่น ๆ งานสำรวจโรคที่เกิดร่วมกันประจำชาติ (National Comorbidity Survey) ปี 2533-2534 ของประเทศสหรัฐอเมริการายงานว่า คนไข้ครึ่งหนึ่งมีความวิตกกังวลและโรคที่เกี่ยวข้องกันคือโรควิตกกังวลไปทั่ว (generalized anxiety disorder) ตลอดชีวิต[22] และอาการวิตกกังวลอาจมีผลสำคัญต่อวิถีการดำเนินของโรคซึมเศร้า คือสามารถทำให้ฟื้นได้ช้าลง ให้เสี่ยงต่อการกำเริบ และให้เกิดความพิการและอัตราฆ่าตัวตายที่สูงขึ้น[23] แพทย์ประสาทร่วมต่อมไร้ท่อคนหนึ่งอ้างว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียด ความวิตกกังวล และความซึมเศร้าสามารถวัดได้ และอธิบายได้โดยหลักชีววิทยา[24]

อัตราการติดเหล้าและสารเสพติดอื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้นด้วย[25] คนที่มีโรคสมาธิสั้น (attention-deficit hyperactivity disorder หรือ ADHD) ประมาณ 1/3 จะมีโรคซึมเศร้าเกิดร่วมด้วย[26] โรคที่เกิดร่วมกับโรคสมาธิสั้น อาจทำให้วินิจฉัยและบำบัดโรคทั้งสองยากขึ้น[27] ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (PTSD) และโรคซึมเศร้ามักจะเกิดร่วมกัน[10]

โรคและความเจ็บปวดบ่อยครั้งเกิดขึ้นร่วมกัน อาการเจ็บปวดหนึ่งอย่างหรือมากกว่านั้นจะมีอยู่ใน 65% ของคนไข้โรคซึมเศร้า และคนไข้ระหว่าง 5-85% ที่กำลังเจ็บปวดจะมีโรคซึมเศร้าขึ้นอยู่สถานการณ์ คือ มีความชุกในระดับต่ำกว่าในสถานพยาบาลทั่วไป แต่จะสูงกว่าในคลินิกพิเศษ การวินิจฉัยโรคบางครั้งล่าช้าหรืออาจจะพลาดไป ทำให้ผลที่ออกมาแย่ลง ผลก็สามารถแย่ลงด้วยเหมือนกันถ้าพบอาการแต่ว่าเข้าใจผิด[28]

โรคซึมเศร้ายังสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจที่สูงขึ้น 1.5-2 เท่า โดยเป็นอิสระต่อปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ และสัมพันธ์โดยตรงหรือโดยอ้อมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่และโรคอ้วน คนซึมเศร้ามีโอกาสน้อยกว่าที่จะทำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อบำบัดหรือป้องกันโรคหัวใจ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ มากขึ้น[29] นอกจากนั้นแล้ว หทัยแพทย์อาจจะไม่สามารถจำแนกโรคซึมเศร้าที่ทำให้ปัญหาโรคหัวใจยุ่งยากขึ้น[30]

เหตุโดยย่อ[แก้]

สาเหตุของอาการซึมเศร้า สามารถแบ่งได้ ดังนี้[31]

  • ความเครียดเรื้อรัง โดยเกิดจากความเครียดทางร่างกายหรือทางจิตใจ หากเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานแล้วจะสามารถส่งผลกระทบในทางลบ และอาจนำไปสู่ภาวะต่อมหมวกไตอ่อนล้า หรือเกิดการขาดสมดุลทางชีวเคมี ซึ่งจะส่งผลเสียต่ออารมณ์ ความมีชีวิตชีวา ความทรงจำและการนอนหลับ
  • เหตุการณ์ฝังใจที่เกิดขึ้นในอดีต ความเครียดอันเนื่องมาจากเรื่องฝังใจในวัยเด็ก หรือความเครียดที่เกิดจากการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงหรือเลวร้ายในอดีต
  • ฮอร์โมนผันผวน สตรีหลังคลอดบุตรหรือในช่วงที่มีประจำเดือนฮอร์โมนจะมีการเปลี่ยนนแปลงอันอาจก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า ซึ่งความรุนแรงอาจแตกต่างกันไป แต่ก็มักจะสามารถหายไปได้เองเมื่อผ่านช่วงเวลานั้นไป
  • จิตใจ ทัศนคติทางอารมณ์ และรูปแบบทางความคิด การมองโลกในแง่ร้ายและการคิดลบอย่างต่อเนื่องรวมไปถึงความรู้สึกโกรธแค้นหรือขมขื่นที่มีต่อบุคคลอื่น สถานการณ์ชีวิตโดยรวมอาจส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้า วิตกกังวลและอารมณ์ขุ่นเคืองได้
  • ความรู้สึกไร้จุดมุ่งหมายในชีวิต ความรู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านไปแต่ละวันนั้นไร้จุดมุ่งหมายหรือการทำงานที่ไม่มีความก้าวหน้า อาจทำให้รู้สึกว่างเปล่า เศร้าใจหรือหงุดหงิด ความรู้สึกเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นอาการซึมเศร้าอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่สมปรารถนา
  • ความเจ็บป่วยทางการแพทย์ ความเจ็บป่วยทางการแพทย์ต่าง ๆ เช่น โรคพาร์กินสัน โรคต่อมไทรอยด์ โรคทที่เกี่ยวข้องกับตับหรือไตอาจส่งผลให้ผู้ป่วยตกอยู่ในอาการของโรคซึมเศร้าได้
  • การรับประทานยารักษาโรคบางชนิด สามารถเป็นสาเหตุของอาการซึมเศร้าได้ ดังนั้นหากพบว่ามีอาการซึมเศร้าเสียใจภายหลังจากการเริ่มใช้ยาตัวใหม่ควรเข้าปรึกษาแพทย์ทันที

เหตุ[แก้]

แบบจำลองทางสังคม-จิตใจ-ชีวภาพ (biopsychosocial) เสนอว่าปัจจัยทางสังคม ทางจิตใจ และทางชีวภาพล้วนแต่มีบทบาทให้เกิดความซึมเศร้า[32] ส่วนแบบจำลอง diathesis-stress (ความเสี่ยงโรค-ความเครียด) กำหนดว่าความซึมเศร้าจะปรากฏเมื่อความเสี่ยง/ความอ่อนแอ คือ diathesis ถูกกระตุ้นโดยเหตุการณ์เครียดในชีวิต ความเสี่ยงที่มีอาจจะเป็นทางกรรมพันธุ์[33][34] ซึ่งแสดงนัยว่ามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบชีวภาพและการเลี้ยงดู (nature and nurture) เป็นผลจากทัศนคติเกี่ยวกับโลกที่เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก[35] โรคอาจจะเป็นผลโดยตรงจากความเสียหายในสมองน้อยดังที่พบใน cerebellar cognitive affective syndrome[36][37][38]

แบบจำลองเชิงปฏิสัมพันธ์เหล่านี้มีหลักฐานสนับสนุน ยกตัวอย่างเช่น นักวิจัยในประเทศนิวซีแลนด์ได้ทำงานศึกษาตามรุ่นตามแผนในประเด็นว่า ความซึมเศร้าปรากฏในกลุ่มบุคคลที่ตอนแรกเป็นปกติได้อย่างไร แล้วสรุปว่า ความแตกต่างกันของยีน serotonin transporter (5-HTT) มีผลต่อคนที่ประสบกับเหตุการณ์เครียดว่าจะประสบกับความซึมเศร้าหรือไม่ โดยเฉพาะก็คือ ความซึมเศร้าอาจจะติดตามเหตุการณ์เช่นนั้น แต่ดูเหมือนจะมีโอกาสสูงกว่าในบุคคลที่มีอัลลีลสั้น ๆ 1-2 แบบของยีน 5-HTT[33] นอกจากนั้นแล้ว งานศึกษาประเทศสวีเดนได้ประเมินการสืบทอดกรรมพันธุ์ของความซึมเศร้า ซึ่งก็คือระดับความแตกต่างการเกิดขึ้นของความซึมเศร้าที่สัมพันธ์กับความแตกต่างทางกรรมพันธุ์ ว่าอยู่ประมาณ 40% สำหรับหญิงและ 30% ในชาย[39] นักจิตวิทยาวิวัฒนาการได้เสนอว่า มูลฐานทางกรรมพันธุ์ของโรคซึมเศร้าเกี่ยวเนื่องอย่างลึกซึ้งกับการปรับตัวที่คัดเลือกโดยธรรมชาติ นักวิจัยได้พบว่า ความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดจากสาร (Substance induced mood disorder) ที่คล้ายกับ MDD มีเหตุมาจากการเสพยาเสพติดระยะยาว หรือเกิดจากการขาด (withdrawal) ยาระงับประสาทหรือยานอนหลับบางประเภท[40][41]

ทางชีวภาพ[แก้]

ดูบทความหลักที่: ชีววิทยาของความซึมเศร้า

สมมติฐานโมโนอะมีน[แก้]

ภาพของไซแนปส์เคมีระหว่างเซลล์ประสาทสองเซลล์ ยาแก้ซึมเศร้าโดยมากมีอิทธิพลต่อความสมดุลของสารสื่อประสาท 3 อย่าง คือ เซโรโทนิน นอร์เอพิเนฟริน และโดพามีน ยาแก้ซึมเศร้าบางตัวออกฤทธิ์ต่อหน่วยรับสารสื่อประสาท (neurotransmitter receptor) โดยตรง

ยาแก้ซึมเศร้าโดยมากเพิ่มระดับสารสื่อประสาทแบบโมโนอะมีน (monoamine) อย่างน้อยชนิดหนึ่ง คือ เซโรโทนิน นอร์เอพิเนฟริน และโดพามีน โดยเพิ่มในช่องไซแนปส์ที่อยู่ระหว่างเซลล์ประสาทในสมอง แต่ก็มียาบางอย่างที่มีผลต่อตัวรับโมโนอะมีน (monoamine receptor) โดยตรง

มีสมมติฐานว่า เซโรโทนินควบคุมระบบสารสื่อประสาทอื่น ๆ ดังนั้น ระดับที่ลดลงของเซโรโทนินอาจมีผลให้ระบบเหล่านั้นทำงานอย่างผิดปกติหรืออย่างผิดพลาด[42] ตามสมมติฐานนี้ (เรียกว่า permissive hypothesis) ความซึมเศร้าเกิดขึ้นเมื่อระดับต่ำของเซโรโทนินโปรโหมตนอร์เอพิเนฟริน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทอีกอย่างหนึ่งให้มีระดับต่ำลง[43] มียาแก้ซึมเศร้าที่เพิ่มระดับของนอร์เอพิเนฟรินโดยตรง เทียบกับอย่างอื่นอีกที่เพิ่มระดับโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทแบบโมโนอะมีนอย่างที่สาม

สังเกตการณ์เหล่านี้รวม ๆ กันแล้วทำให้เกิดสมมติฐานโรคซึมเศร้าที่เรียกว่า สมมติฐานโมโนอะมีน (monoamine hypothesis) ซึ่งแบบปัจจุบันสันนิษฐานว่า การขาดสารสื่อประสาทบางอย่างเป็นเหตุของลักษณะต่าง ๆ ของความซึมเศร้า คือ "นอร์เอพิเนฟรินอาจสัมพันธ์กับความตื่นตัวและความกระปรี้กระเปร่า รวมทั้งความวิตกกังวล ความใส่ใจ และความสนใจในชีวิต เซโรโทนินอาจสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ความหมกมุ่น และการควบคุมใจไม่ได้ (compulsion) และโดพามีนอาจสัมพันธ์กับความใส่ใจ แรงจูงใจ ความรื่นเริงใจ และความพอใจ รวมทั้งความสนใจในชีวิต"[44] ผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้แนะนำให้ใช้ยาแก้ซึมเศร้าที่มีฤทธิ์ต่อระบบที่แสดงอาการมากที่สุด คือ คนไข้ที่วิตกกังวลและขัดเคือง ควรใช้ยาแบบ Selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) หรือ norepinephrine reuptake inhibitor และคนไข้ที่ไม่กระปรี้กระเปร่าหรือไม่ยินดีพอใจในชีวิต ควรจะได้ยาที่เพิ่มนอร์เอพิเนฟรินหรือโดพามีน[44]

นอกจากข้อสังเกตทางคลินิกว่า ยาที่เพิ่มระดับโมโนอะมีนสามารถแก้ความซึมเศร้า ความก้าวหน้าของการศึกษาทางกรรมพันธุ์แสดงว่า ความแตกต่างของลักษณะทางพันธุกรรม (phenotypic variation) ในระบบสมองที่ใช้โมโนอะมีน อาจมีส่วนบ้างเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อความซึมเศร้า และถึงจะพบผลดังที่กล่าวมานี้ เหตุของความซึมเศร้าก็ไม่ใช่เป็นเรื่องการขาดโมโนอะมีนเพียงเท่านั้น[45] ใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยได้ส่องให้เห็นถึงข้อจำกัดของสมมติฐานโมโนอะมีน และความไม่สมบูรณ์ในการอธิบายประเด็นต่าง ๆ ของสมมติฐานได้กลายเป็นเรื่องที่เด่นชัดในวงจิตแพทย์[46] ข้อโต้แย้งอย่างหนึ่งก็คือ การปรับอารมณ์ของยา Monoamine oxidase inhibitor และ SSRI ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ ๆ กว่าจะเริ่มได้ผล แม้ว่าการเพิ่มระดับโมโนอะมีนจะปรากฏตั้งแต่ชั่วโมงแรก ๆ ที่เริ่มยา ข้อโต้แย้งอีกอย่างหนึ่งอาศัยการทดลองยาที่ลดโมโนอะมีน คือ แม้ว่าการลดระดับโมโนอะมีนในระบบประสาทอาจจะทำอารมณ์ของคนไข้ที่ไม่ได้ทานยาให้ซึมเศร้าลงนิดหน่อย แต่ว่ากลับไม่มีผลอะไรต่อคนปกติ[45] นอกจากนั้นแล้ว สมมติฐานโมโนอะมีนซึ่งจำกัดอยู่แล้ว ยังอธิบายอย่างง่าย ๆ เกินต่อสาธารณชนทั่วไปโดยเป็นวิธีการตลาด ที่เรียกอาการว่า เป็นการขาดความสมดุลทางเคมี (ในสมอง)[47]

ในปี 2546 มีทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ของยีน-สิ่งแวดล้อม (GxE) ที่อธิบายว่า ทำไมความเครียดในชีวิตจึงเป็นตัวพยากรณ์อาการซึมเศร้าในบางคน แต่ไม่ใช่ทุกคน คือขึ้นอยู่กับความแตกต่างของอัลลีลใน serotonin-transporter-linked polymorphic region (5-HTTLPR)[33] แต่ว่างานวิเคราะห์อภิมานปี 2552 กลับแสดงว่า แม้ว่าเหตุการณ์เครียดในชีวิตจะสัมพันธ์กับความซึมเศร้า แต่ก็ไม่พบหลักฐานว่ามีความสัมพันธ์กับลักษณะทางพันธุกรรม 5-HTTLPR[48] และก็มีงานวิเคราะห์อภิมานปี 2552 อีกงานหนึ่งที่เห็นด้วยกับข้อสรุปหลัง[49] ส่วนงานทบทวนวรรณกรรมปี 2553 ในเรื่องนี้พบความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบระหว่างวิธีที่ใช้วัดความทุกข์ยากทางสิ่งแวดล้อม (environmental adversity) กับผลของงานศึกษาต่าง ๆ และพบด้วยว่า งานวิเคราะห์อภิมานปี 2552 ทั้งสองงานเอนเอียงอย่างสำคัญต่องานศึกษาที่แสดงผลลบ ซึ่งใช้วิธีการวัดความทุกข์ยากโดยการแจ้งเอง (self-report)[50]

สมมติฐานอื่น ๆ[แก้]

การสร้างภาพสมองคนไข้ซึมเศร้าด้วย MRI พบโครงสร้างทางสมองที่แตกต่างจากบุคคลปกติ งานวิเคราะห์อภิมานในงานศึกษาที่สร้างภาพสมองรายงานว่า เทียบกับกลุ่มควบคุม คนไข้ซึมเศร้ามีปริมาตรของโพรงสมองข้าง (lateral ventricles) และต่อมหมวกไตที่สูงกว่า และมีปริมาตรของ basal ganglia, ทาลามัส, ฮิปโปแคมปัส, และสมองกลีบหน้า (รวมทั้งส่วน orbitofrontal cortex และ gyrus rectus) ที่น้อยกว่า[51][52] ยังพบเขต Hyperintensities (เขตภาพที่มีสีเข้มกว่า) ในเนื้อขาวของสมอง ในคนไข้ที่เกิดโรคเมื่ออายุมากกว่าอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดทฤษฎี vascular depression (คือการไหลเวียนของเลือดที่ลดลงทำให้ซึมเศร้า)[53]

ความซึมเศร้าอาจสัมพันธ์กับกระบวนการกำเนิดของเซลล์ประสาท (neurogenesis) ของฮิปโปแคมปัส[54] ซึ่งเป็นศูนย์ทางอารมณ์และความจำ การเสียเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัสบางครั้งพบในคนไข้ซึมเศร้า และมีสหสัมพันธ์กับความจำที่แย่ลงและอารมณ์ซึมเศร้า ยาอาจจะเพิ่มระดับเซโรโทนินในสมอง และกระตุ้นการเกิดของเซลล์ประสาทและดังนั้นจะเพิ่มมวลรวมของฮิปโปแคมปัส ซึ่งอาจจะช่วยฟื้นสภาพอารมณ์และความทรงจำ[55][56] ความสัมพันธ์ที่คล้าย ๆ กันก็พบด้วยระหว่างความซึมเศร้ากับบริเวณหนึ่งของ anterior cingulate cortex ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมที่ประกอบด้วยอารมณ์ (emotional behavior)[57] โปรตีน neurotrophin ประเภทหนึ่งที่มีส่วนในกำเนิดของเซลล์ประสาทก็คือ brain-derived neurotrophic factor (BDNF) ระดับ BDNF ในน้ำเลือดของคนไข้ซึมเศร้าลดลงอย่างรุนแรง (ถึง 3 เท่า) เทียบกับปกติ ยาแก้ซึมเศร้าจะเพิ่มระดับ BDNF ในเลือด และแม้ว่า ระดับที่ลดลงของ BDNF ก็พบในโรคอื่น ๆ เหมือนกัน แต่ก็มีหลักฐานที่แสดงว่า BDNF เป็นเหตุส่วนหนึ่งของความซึมเศร้าและมีส่วนในกลไกการทำงานของยาแก้ซึมเศร้า[58]

มีหลักฐานบ้างว่าโรคซึมเศร้าอาจมีเหตุส่วนหนึ่งมาจากระบบแกนไฮโปทาลามัส-พิทูอิทารี-อะดรีนัล (hypothalamic-pituitary-adrenal axis หรือ HPA axis) ที่ทำงานเกินไป โดยมีผลคล้ายกับการตอบสนองทางประสาท-ต่อมไร้ท่อต่อความเครียด งานศึกษาได้พบระดับฮอร์โมน cortisol ที่สูงขึ้นและต่อมใต้สมองกับต่อมหมวกไตที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งแสดงว่า ปัญหาในระบบต่อมไร้ท่ออาจมีบทบาทในโรคจิตเวชบางอย่างรวมทั้ง MDD และการปล่อย corticotropin-releasing hormone มากเกิดไปจากไฮโปทาลามัสเชื่อว่าเป็นตัวขับเคลื่อนกระบวนการนี้ และเป็นเหตุของอาการทางการรู้คิดและความตื่นตัว[59]

นอกจากนั้นแล้ว ฮอร์โมนเพศหญิงคือเอสโทรเจน มีหลักฐานว่าเป็นเหตุของความผิดปกติเกี่ยวกับความซึมเศร้าเพราะว่าหญิงมีโอกาสเสี่ยงสูงขึ้นหลังจากถึงวัยเจริญพันธุ์ ระหว่างตั้งครรภ์ก่อนคลอด และมีอัตราโรคที่ลดลงเมื่อถึงวัยทอง (menopause)[60] แต่ว่านัยตรงกันข้ามกัน คือ ในช่วงก่อนระดูหรือหลังคลอดที่มีระดับเอสโทรเจนต่ำ ก็สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน[60] นอกจากนั้นแล้ว การขาดยา (withdrawal) ความผันผัว หรือระยะที่มีระดับเอสโทรเจนต่ำยังสัมพันธ์กับอารมณ์เศร้าอย่างสำคัญ การสร้างความเสถียรหรือความคืนสภาพของระดับเอสโทรเจนสามารถรักษาความซึมเศร้าหลังคลอด ระหว่างวัยทอง และหลังวัยทองได้[61][62]

งานวิจัยอื่นได้สำรวจบทบาทที่เป็นไปได้ของโมเลกุลที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ คือ cytokine เพราะว่า อาการของโรคแทบจะเหมือนกับพฤติกรรมเมื่อป่วย (sickness behavior) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อระบบภูมิคุ้มกันกำลังสู้กับการติดเชื้อ ซึ่งแสดงความเป็นไปได้ว่า ความซึมเศร้าอาจจะมาจากพฤติกรรมเมื่อป่วยที่เป็นการปรับตัวผิด (maladaptive) โดยเป็นผลจากความหมุนเวียนของ cytokine ที่ผิดปกติ[63] งานวิเคราะห์อภิมานเกี่ยวกับวรรณกรรมทางคลินิกแสดงบทบาทของ cytokine ที่สนับสนุนให้เกิดการอักเสบ (pro-inflammatory) โดยแสดงว่า มี cytokine ประเภท Interleukin 6 และ TNF-α ในเลือดคนไข้ซึมเศร้าในระดับที่สูงกว่ากลุ่มควบคุม[64] ความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันเช่นนี้อาจทำให้ผลิต prostaglandin E₂ (ซึ่งทำให้เกิดไข้) มากเกินไป และการแสดงออกของยีน COX-2 (ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ) มากเกินไป ความผิดปกติในการทำงานของเอนไซม์ indoleamine 2,3-dioxygenase และในเมแทบอลิซึมของทริปโตเฟน-kynurenine อาจทำให้เกิดเมแทบอลิซึมของทริปโตเฟน-kynurenine มากเกินไป ซึ่งก่อสารพิษต่อระบบประสาท (neurotoxin) คือ quinolinic acid ซึ่งช่วยให้เกิดโรคซึมเศร้า และการออกฤทธิ์ของ NMDA ที่นำไปสู่การสื่อสัญญาณประสาทแบบ glutamatergic มากเกินไป ก็อาจมีบทบาทด้วยเหมือนกัน[65] ปัจจัยที่ทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้นรวมทั้งอาหารที่ไม่สมบูรณ์ การสูบบุหรี่ และโรคอ้วน ล้วนสัมพันธ์กับความซึมเศร้า[66]

ทางจิตวิทยา[แก้]

ลักษณะ (aspects) และพัฒนาการต่าง ๆ ทางบุคลิกภาพดูเหมือนจะเป็นส่วนสำคัญของการเกิดขึ้นและความยืนกรานของความซึมเศร้า[67] โดยมีอารมณ์เชิงลบเป็นตัวนำโรคที่สามัญ[68] แม้ว่า คราวแสดงออกของความซึมเศร้าอาจจะมีสหสัมพันธ์ในระดับสูงกับเหตุการณ์ร้ายในชีวิต แต่ว่า วิธีการรับมือปัญหาของบุคคลอาจจะสัมพันธ์กับการฟื้นสภาพจากเหตุการณ์นั้นได้[69] นอกจากนั้นแล้ว ความภูมิใจในตนที่ต่ำ (self-esteem) และความคิดโทษตัวเองหรือบิดเบือนจากความจริง ก็สัมพันธ์กับความซึมเศร้าด้วย ความซึมเศร้ามีโอกาสน้อยกว่าที่จะเกิด และถ้าเกิดก็ฟื้นเร็วกว่า ในกลุ่มบุคคลที่เชื่อมั่นในศาสนา[70][71][72] บางครั้งก็ไม่ชัดเจนว่าปัจจัยอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลของความซึมเศร้า แต่ว่า คนไข้ที่สามารถพิจารณาและต่อต้านรูปแบบความคิดเชิงลบ บ่อยครั้งจะมีอารมณ์ที่ดีขึ้นและภูมิใจในตนเองมากขึ้น[73]

ในต้นคริสต์ทศวรรษ 1960 จิตแพทย์ชาวอเมริกัน ศ. ดร. อารอน ที. เบ็ก ได้ต่อเติมผลงานของนักจิตวิทยาก่อน ๆ โดยพัฒนาแบบจำลองทางการรู้คิดของความซึมเศร้า (cognitive model of depression) เขาเสนอว่า มีตัวการ 3 อย่างที่เป็นมูลฐานของความซึมเศร้า คือ (1) ความคิดเชิงลบ (Beck's cognitive triad) ที่เป็นความคิดผิดพลาดเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับโลก และเกี่ยวกับอนาคตของตน (2) รูปแบบที่เกิดซ้ำ ๆ ของความคิดที่ก่อความซึมเศร้า (schemas) (3) และความคิดที่บิดเบือนจากความจริง (distorted information processing)[74] และจากหลักเหล่านี้ เขาได้พัฒนาเทคนิคการบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (cognitive behavioral therapy ตัวย่อ CBT) ขึ้น[75]

หลักฐานที่สนับสนุนแนวคิดเกี่ยวกับความคิดผิดพลาดยังมาจากงานวิจัยด้านอื่น ๆ อีกด้วย รวมทั้งในเรื่องการประมวลความใส่ใจ (attention processing) การประมวลรางวัล (reward) และการประมวลการลงโทษ (punishment)[76][77] ตามนักจิตวิทยาชาวอเมริกันศาสตราจารย์มาร์ติน เซลิกแมน ความซึมเศร้าในมนุษย์เหมือนกับความรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้แบบเรียนรู้ (learned helplessness) ในสัตว์ทดลอง ที่ดำรงอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีทั้ง ๆ ที่สามารถหนีได้ เพราะว่าได้เคยเรียนรู้มาก่อนว่าไม่สามารถทำอะไรได้[78]

ส่วนทฤษฎีความรัก (Attachment theory) ที่พัฒนาโดยจิตแพทย์ชาวอังกฤษ นพ. จอห์น โบล์บี ในคริสต์ทศวรรษ 1960 พยากรณ์ความสัมพันธ์ระหว่างโรคซึมเศร้าในวัยผู้ใหญ่กับคุณภาพความรักที่ได้เมื่อเป็นเด็กทารกจากผู้ใหญ่ที่ให้ความดูแล โดยเฉพาะก็คือ เชื่อว่า "ประสบการณ์การสูญเสีย การแยกจาก หรือการไม่ยอมรับจากพ่อแม่หรือคนที่ให้ความดูแล (ที่สื่อความว่า เด็กเป็นสิ่งที่รักไม่ได้) อาจจะนำไปสู่แบบจำลองความรู้สึกภายในใจที่ไม่ปลอดภัย ... การคิดถึงตนเองภายในใจว่าเป็นคนที่รักไม่ได้และถึงคนที่ควรจะรักว่า ไม่ให้ความรัก หรือว่าเชื่อถือไม่ได้ ก็จะเข้ากับแนวคิด Beck's cognitive triad เป็นบางส่วน"[79] แม้ว่าจะมีงานศึกษาต่าง ๆ ที่ได้ยืนยันหลักพื้นฐานของทฤษฎีนี้ แต่ว่า ผลงานวิจัยก็ยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัดที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความรักในวัยเด็กที่แจ้งเองกับความซึมเศร้าที่สังเกตได้ในภายหลัง[79]

คนซึมเศร้ามักจะโทษตัวเองสำหรับเหตุการณ์ร้าย ๆ[80] และดังที่แสดงในงานศึกษาปี 2536 เกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นที่เข้าโรงพยาบาลเหตุความซึมเศร้าที่แจ้งเอง คนที่โทษตัวเองในเหตุการณ์ร้าย ๆ อาจจะไม่ให้เครดิตตัวเองสำหรับเหตุการณ์ที่ดี ๆ[81] แนวโน้มเช่นนี้เป็นลักษณะของการให้เหตุผลต่อพฤติกรรมหรือต่อเหตุการณ์แบบซึมเศร้า (depressive attribution) หรือลักษณะของสไตล์การอธิบายโลกในแง่ร้าย[80] ตามนักจิตวิทยาชาวแคนาดา ดร. อัลเบิร์ต แบนดัวรา คนซึมเศร้าเชื่อในทางลบเกี่ยวกับตนเอง อาศัยประสบการณ์ความล้มเหลว การสังเกตเห็นความล้มเหลวของบุคคลในสังคม การขาดแรงจูงใจทางสังคมว่าตนสามารถที่จะสำเร็จได้ และสภาวะทางกายและทางอารมณ์รวมทั้งความเครียด ซึ่งอาจมีผลเป็นแนวคิดเกี่ยวกับตนเอง (self-concept) ในเชิงลบ และความไม่เชื่อมั่นในตนเอง (self-efficacy) ซึ่งก็คือ ไม่เชื่อว่าตนสามารถมีอิทธิพลต่อเหตุการณ์หรือสามารถบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้[82][83]

งานศึกษาในหญิงซึมเศร้าแสดงว่า ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การมีลูกตาย การไม่มีคนที่ไว้วางใจ ความรับผิดชอบต่อเด็กเล็ก ๆ หลายคนที่บ้าน การไม่มีงานทำ สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับความเครียดอื่น ๆ ในชีวิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อความซึมเศร้า[84] สำหรับผู้สูงวัย ปัจจัยเสี่ยงบ่อยครั้งเป็นปัญหาทางสุขภาพ การเปลี่ยนความสัมพันธ์กับคู่ชีวิตหรือลูกที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว โดยอาจเปลี่ยนเป็นคนให้ความดูแล หรือคนจำเป็นต้องได้รับความดูแล การเสียชีวิตของคู่ชีวิต หรือความเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์กับเพื่อนสูงอายุไม่ว่าจะโดยจำนวนหรือโดยคุณภาพ เพราะว่าเพื่อนก็ประสบความเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุสุขภาพเช่นกัน[85]

ความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของความซึมเศร้าได้ข้อมูลจากจิตวิทยาเชิงจิตวิเคราะห์ (psychoanalytic) และเชิงมนุษยนิยม (humanistic) จากมุมมองเชิงจิตวิเคราะห์แบบดั้งเดิมของจิตแพทย์ชาวออสเตรียซิกมุนด์ ฟรอยด์ ความซึมเศร้าหรือที่เขาเรียกว่า melancholia อาจจะสัมพันธ์กับความสูญเสียอะไรเกี่ยวกับคนอื่น (interpersonal loss)[86][87] และกับประสบการณ์เบื้องต้นของชีวิต[88] ส่วน Existential therapy ได้เชื่อมความซึมเศร้ากับความปราศจากความหมายในชีวิตในปัจจุบัน[89] และทัศนวิสัยในอนาคต[90][91]

ทางสังคม[แก้]

ความยากจนและการหลีกจากสังคม (social isolation) สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตที่สูงขึ้นโดยทั่วไป[67] การกระทำทารุณต่อเด็ก (ไม่ว่าจะทางกาย ทางใจ ทางเพศ หรือแม้แต่การละเลย) ก็สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นภายหลังในชีวิตด้วย[92] ความสัมพันธ์เช่นนี้ดูจะเป็นจริง เพราะว่า ในช่วงพัฒนาการ เด็กต้องเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าสังคม และการทารุณเด็กโดยผู้ใหญ่ที่ให้ความดูแลจะบิดเบือนบุคลิกภาพที่กำลังพัฒนา และจะทำให้เสี่ยงมากขึ้นต่อความซึมเศร้า และสภาวะทางใจและอารมณ์อื่น ๆ ที่ก่อความพิการ ปัญหาครอบครัว เช่น ความซึมเศร้าของพ่อแม่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งของแม่) การทะเลาะกันของพ่อแม่หรือการหย่าร้าง การเสียชีวิตของพ่อแม่ หรือปัญหาการเลี้ยงดูเด็กอื่น ๆ ต่างก็เป็นปัจจัยเสี่ยง[67] ในวัยผู้ใหญ่ เหตุการณ์เครียดในชีวิตสัมพันธ์กับการเริ่มอาการซึมเศร้าอย่างสำคัญ[93] ในบริบทเช่นนี้ เหตุการณ์ชีวิตที่เชื่อมกับความไม่ยอมรับทางสังคมดูเหมือนจะสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อความซึมเศร้า[94][95] หลักฐานว่า คราวแรกของอาการซึมเศร้ามีโอกาสจะเกิดตามเหตุการณ์เครียดในชีวิต มากกว่าคราวที่เกิดซ้ำ ๆ เข้ากับสมมติฐานว่า บุคคลอาจจะไวต่อความเครียดเพิ่มขึ้น (sensitization) เมื่อเกิดความซึมเศร้าแบบซ้ำ ๆ[96][97]

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์เครียดในชีวิตกับการมีบุคคลที่คอยช่วยเหลือ (social support) เป็นเรื่องที่ยังไม่ยุติ คือ การขาดความช่วยเหลือทางสังคมอาจจะเพิ่มโอกาสที่ความเครียดในชีวิตจะนำไปสู่ความซึมเศร้า หรือว่า อาจจะเป็นรูปแบบของความทุกข์ที่นำไปสู่ความซึมเศร้าโดยตรง[98] มีหลักฐานว่าปัญหาสังคมใกล้ ๆ บ้าน เช่น อาชญากรรมหรือยาเสพติด เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง และการอยู่ในบริเวณที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ-สังคมที่ดีกว่า ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกดีกว่า เป็นปัจจัยป้องกันอย่างหนึ่ง[99] ปัญหาที่ทำงาน โดยเฉพาะงานที่หนักมีหน้าที่มากแต่ว่าไม่เปิดโอกาสให้ตัดสินใจเอง สัมพันธ์กับความซึมเศร้า แม้ว่า ความหลากหลายและปัจจัยกวน (confounding factor) ทำให้ยากที่จะยืนยันว่าเป็นความสัมพันธ์แบบเหตุ[100]

ความซึมเศร้าอาจจะมีเหตุจากความเดียดฉันท์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีทัศนคติเชิงลบต่อกลุ่มสังคมที่เกี่ยวกับตนเอง ซึ่งอาจจะสัมพันธ์กับความเป็นสมาชิกของคนบางกลุ่ม (เช่น ฉันเป็นเกย์ ไม่ดี) หรือไม่ (เช่น ฉันไม่ดี) ถ้าบุคคลเดียดฉันท์ต่อกลุ่มที่สังคม/คนอื่นประณาม แล้วต่อมากลายเป็นสมาชิกของกลุ่มนั้น อาจจะเกิดความเดียดฉันท์ต่อตนเองแล้วเกิดความซึมเศร้า ยกตัวอย่างเช่น เด็กชายในประเทศสหรัฐอเมริกาอาจจะเติบโตขึ้นแล้วเรียนรู้ทัศนคติเชิงลบต่อกลุ่มสังคมว่า ชายที่เป็นเกย์ไม่มีศีลธรรม เมื่อเขาโตขึ้นแล้วรู้ตัวว่าตนเป็นเกย์ เขาอาจจะรู้สึกเดียดฉันท์ต่อตนเองแล้วเกิดความซึมเศร้า บุคคลอาจจะเดียดฉันท์ตนเองเพราะประสบการณ์ที่ไม่ดีในวัยเด็กเช่นถูกทารุณกรรมทางวาจาหรือทางกาย[101]

ทางวิวัฒนาการ[แก้]

จากมุมมองของทฤษฎีวิวัฒนาการ มีสมมติฐานว่า โรคซึมเศร้าเพิ่มความเหมาะสมทางการสืบพันธุ์ (reproductive fitness) ของบุคคลในบางกรณี แนวคิดทางวิวัฒนาการเกี่ยวกับความซึมเศร้าและจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการสมมุติกลไกโดยเฉพาะที่ความซึมเศร้าอาจรวมเข้าในกรรมพันธุ์ของมนุษย์ ซึ่งสามารถอธิบายอัตราการสืบทอดพันธุ์ (heritability) และความชุกของความซึมเศร้าในระดับสูง โดยเสนอว่า องค์ประกอบบางอย่างของความซึมเศร้าเป็นการปรับตัว (adaptation)[102] เช่น พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรัก (attachment) และสถานะทางสังคม (social rank)[103] คือ พฤติกรรมในปัจจุบันสามารถอธิบายว่าเป็นการปรับตัวเพื่อควบคุมสัมพันธภาพหรือทรัพยากร แม้ว่าผลอาจจะเป็นการปรับตัวผิด (maladaptive) ในโลกปัจจุบัน[104]

ส่วนจากอีกมุมมองหนึ่ง ผู้บำบัดแบบให้คำปรึกษาอาจจะไม่เห็นความซึมเศร้าว่าเป็นความเจ็บป่วยทางชีวภาพ-เคมี แต่เป็น "ชุดโปรแกรมทางอารมณ์ที่มีวิวัฒนาการในระดับสปีชีส์ที่ออกฤทธิ์ในเชิงลบมากเกินไปโดยมากเมื่อรับรู้ว่า ตนเองมีความหมาย/มีประโยชน์น้อยลงอย่างมาก ซึ่งบางครั้งเชื่อมกับความรู้สึกผิด ความอับอาย หรือความรู้สึกว่าไม่ได้ความยอมรับ"[105] ชุดโปรแกรมนี้อาจจะปรากฏในนักล่า-เก็บของป่าวัยชราในอดีต ที่มีความสำคัญน้อยลงเพราะสมรรถภาพที่ลดลง โดยอาจจะปรากฏเป็นสมาชิกที่ต่าง/แยกห่างจากบุคคลอื่นในสังคมปัจจุบัน ความรู้สึกว่าตนไม่มีประโยชน์เช่นนี้โดยทฤษฎีสามารถกระตุ้นความสนับสนุนจากญาติและเพื่อนฝูง นอกจากนั้นแล้ว โดยคล้ายกับการที่ความเจ็บปวดทางกายได้วิวัฒนาการเป็นตัวขัดขวางการกระทำที่อาจทำให้บาดเจ็บหนักขึ้น ความเจ็บปวดทางใจอาจจะวิวัฒนาการขึ้นเพื่อป้องกันการตอบสนองแบบไม่คิดหรือแบบปรับตัวผิดต่อสถานการณ์ที่ก่อความเครียด[106]

การติดสารเสพติด[แก้]

การใช้สารเสพติดโดยเฉพาะเหล้า ยานอนหลับ และกัญชา อยู่ในอัตราที่สูงมากในกลุ่มประชากรที่มีปัญหาทางจิตเวช ความซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ สามารถมีเหตุจากการเสพสารเสพติด การวินิจฉัยแบบ differential หรือแบบ dual diagnosis ว่าความเจ็บป่วยทางจิตเกี่ยวข้องกับสาร หรือเกิดขึ้นกับการใช้สารหรือไม่ เป็นเรื่องสำคัญเมื่อประเมินคนไข้ทางจิตเวช[107] ตามคู่มือวินิจฉัย DSM-IV การวินิจฉัยว่าเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ (mood disorder) ไม่ควรทำถ้าเชื่อว่า เหตุมาจาก "ผลทางสรีรภาพโดยตรงของสาร" ดังนั้น เมื่ออาการคล้ายกับ MDD เชื่อว่ามีเหตุโดยตรงจากการเสพสารเสพติดหรือแม้แต่อาการไม่พึงประสงค์จากยา ควรจะเรียกอาการนั้นว่า "substance-induced mood disturbance" (ความปั่นป่วนทางอารมณ์ที่สารทำให้เกิด) การติดเหล้าหรือการเสพเหล้ามากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความซึมเศร้าอย่างสำคัญ[108][109]

โดยมีฤทธิ์เหมือนกับแอลกอฮอล์ ยาประเภท benzodiazepine เป็นยาระงับระบบประสาทกลาง ซึ่งมักจะใช้บำบัดการนอนไม่หลับ ความวิตกกังวล และกล้ามเนื้อกระตุก และเหมือนกับแอลกอฮอล์เช่นกัน ยาประเภทนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจมีเหตุส่วนหนึ่งจากผลที่ไม่พึงประสงค์หรือพิษจากยาระงับประสาท-นอนหลับ (รวมทั้งแอลกอฮอล์) ต่อระบบเคมีประสาท[109] เช่นระดับที่ลดลงของเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟริน[41] หรือการทำงานของวิถีประสาทที่ทำให้เกิดการอักเสบผ่านระบบภูมิคุ้มกัน (immune mediated inflammatory pathway) ในสมอง[110] การใช้ benzodiazepine ในระยะยาวสามารถเป็นเหตุหรือทำให้ความซึมเศร้าแย่ลง[111]

ความซึมเศร้าอาจจะเป็นส่วนของ protracted withdrawal syndrome (ปัญหาคงยืนที่เกิดขึ้นหลังจากขาดสารหรือยา)[112][113] คนประมาณ 1/4 ที่กำลังฟื้นสภาพจากการติดเหล้าประสบกับความวิตกกังวลและความซึมเศร้า ซึ่งอาจจะเป็นนานถึง 2 ปี[114] การติดเมแทมเฟตามีนก็สัมพันธ์กับความซึมเศร้าอย่างสามัญด้วย[115]

การวินิจฉัย[แก้]

การประเมินทางคลินิก[แก้]

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: มาตราประเมินความซึมเศร้า

ทั้งแพทย์ทั่วไป จิตแพทย์ และนักจิตวิทยาที่ได้รับการฝึกที่สมควรสามารถวินิจฉัยโรคซึมเศร้าได้[10] ผู้จะบันทึกเหตุการณ์ในชีวิต ประวัติชีวิต อาการปัจจุบัน และประวัติครอบครัวของคนไข้ จุดมุ่งหมายทางคลินิกกว้าง ๆ ก็คือ เพื่อหาปัจจัยทางชีวภาพ ทางจิตใจ และทางสังคมที่อาจมีผลต่ออารมณ์ของคนไข้ ผู้ประเมินอาจจะถามถึงวิธีการควบคุมอารมณ์ของคนไข้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ดีหรือไม่ เช่น การเสพเหล้าหรือยาเสพติด การประเมินอาจรวมการตรวจสภาวะจิตใจ ซึ่งประเมินอารมณ์และสิ่งที่คิดในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องความสิ้นหวังหรือการมองในแง่ร้าย การทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตาย และการปราศจากความคิดหรือแผนในทางบวก[10] แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว สถานพยาบาลทางจิตเวชโดยเฉพาะจะไม่ค่อยมีในเขตชนบท และดังนั้น ทั้งการวินิจฉัยและการบริหารโรคจึงตกเป็นภาระของแพทย์ปฐมภูมิ[116] ซึ่งยิ่งเป็นปัญหาในประเทศกำลังพัฒนา[117]

การตรวจสถานะะทางจิตใจอาจจะวัดโดยใช้ Hamilton Rating Scale for Depression[118] หรือ Beck Depression Inventory[119] หรือ Suicide Behaviors Questionnaire-Revised[120] คะแนนที่ได้ยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นความซึมเศร้าตามมาตรฐานของ DSM หรือ ICD แต่เป็นตัวชี้ความรุนแรงของอาการในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น บุคคลที่คะแนนสูงกว่าเกณฑ์สามารถตรวจสอบเพิ่มขึ้นว่ามีโรคซึมเศร้าหรือไม่[121] และมีวิธีการวัดหลายอย่างที่ใช้เพื่อจุดหมายนี้โดยเฉพาะ[121]

แพทย์ปฐมภูมิหรือผู้ที่ไม่ใช่จิตแพทย์มีปัญหามากกว่าในเรื่องการวินิจฉัยและการรักษาโรคแบบน้อยเกินไป เทียบกับจิตแพทย์ โดยส่วนหนึ่งก็เพราะอาการทางกายต่าง ๆ ที่บ่อยครั้งประกอบกับความซึมเศร้า นอกเหนือไปจากเพราะเหตุอื่น ๆ เช่น ความต่าง ๆ ของคนไข้ ของคนให้การรักษา และอุปสรรคเป็นระบบอื่น ๆ งานทบทวนวรรณกรรมหนึ่งพบว่า แพทย์ที่ไม่ใช่จิตแพทย์พลาดการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องในกรณี 2/3 แม้ว่าอัตราที่พบจะดีขึ้นในงานศึกษาต่อ ๆ มา[122]

ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า โดยทั่วไปแพทย์อาจจะตรวจแล้วเลือกวิธีการตรวจสอบเพื่อกันโรคที่อาจเป็นเหตุของอาการอย่างอื่น ๆ รวมทั้งการการรวัด Thyroid-stimulating hormone และ thyroxine เพื่อกันว่าเป็นโรคไทรอยด์ การวัดอิเล็กโทรไลต์และแคลเซียมในเลือดเพื่อกันว่าเป็นความผิดปกติทางเมแทบอลิซึม (Metabolic disorder) และการตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ (CBC) รวมทั้งอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (ESR) เพื่อกันว่าเป็นการติดเชื้อทั้งระบบ (systemic infection) หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ[123]

ปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เป็นผลข้างเคียงของการใช้ยาหรือแอลกอฮอล์อย่างผิด ๆ ก็จะต้องกันออกด้วยเหมือนกัน อาจจะต้องประเมินระดับฮอร์โมนเพศชายเพื่อกันโรค hypogonadism (การทำหน้าที่น้อยของอัณฑะ) ซึ่งเป็นเหตุซึมเศร้าในชาย[124] บ่อยครั้งแพทย์จะวัดระดับวิตามินดี เพราะว่า ระดับวิตามินที่ต่ำสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อความซึมเศร้าที่สูงขึ้น[125]

ปัญหาทางการรู้คิดก็ปรากฏด้วยในคนซึมเศร้าสูงอายุ แต่ว่าอาจจะเป็นตัวชี้ภาวะสมองเสื่อมบางอย่างเช่นโรคอัลไซเมอร์[126][127] การตรวจสอบการรู้คิด (Cognitive testing) หรือการสร้างภาพสมองอาจช่วยแยกแยะโรคซึมเศร้าจากภาวะสมองเสื่อม[128] การถ่ายภาพรังสีส่วนตัดอาศัยคอมพิวเตอร์ (CT scan) สามารถกันโรคสมองในบุคคลที่มีอาการของโรคจิต ที่เกิดโรคอย่างรวดเร็ว (rapid-onset) หรือที่มีอาการผิดธรรมดาอย่างอื่น[129] โดยทั่วไปแล้ว การตรวจสอบเช่นนี้จะไม่ทำซ้ำในคราวแสดงออกครั้งต่อ ๆ ไปนอกจากจะมีอาการอย่างอื่น

ยังไม่มีการตรวจสอบทางชีววิทยาที่สามารถยืนยันโรคซึมเศร้า[130] แม้ว่าจะได้สืบหาตัวชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) เพื่อหาวิธีวินิจฉัยโรคที่เป็นกลาง (คือวัดได้อย่างเป็นปรวิสัย) มีตัวชี้ทางชีวภาพบางอย่างที่เป็นไปได้ รวมทั้ง Brain-Derived Neurotrophic Factor และเทคนิคทาง fMRI ต่าง ๆ งานศึกษาหนึ่งได้พัฒนาแผนภูมิทางเลือกตัดสินใจ (decision tree) ที่แปลความหมายของรูป fMRI ที่ถ่ายในขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ ในบุคคลที่ทดลองด้วย ผู้เขียนงานศึกษาได้ถึงระดับความไว (sensitivity) ที่ 80% และความจำเพาะ (specificity) ที่ 87% ซึ่งเท่ากับค่าทำนายผลลบ (negative predictive value) ที่ 98% และค่าทำนายผลบวกที่ 32% แต่ว่า ต้องมีงานวิจัยเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะใช้วิธีการทดสอบเหล่านี้ในการรักษาจริง ๆ[131]

เกณฑ์ของ DSM-IV-TR และ ICD-10[แก้]

เกณฑ์ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุดในการวินิจฉัยสภาวะซึมเศร้าอยู่ในหนังสือคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (DSM-IV-TR) ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน และบัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง (ICD-10) ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งใช้คำว่า depressive episode สำหรับอาการที่ออกคราวเดียว และ recurrent depressive disorder สำหรับอาการที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ[132] เกณฑ์แบบหลังมักจะใช้ในประเทศยุโรป ในขณะที่แบบแรกมักจะใช้ในสหรัฐอเมริกาและประเทศนอกยุโรปอื่น ๆ[133] และผู้เขียนคู่มือทั้งสองคณะได้พยายามทำเกณฑ์ให้เข้ากัน[134]

คู่มือทั้งสองล้วนแต่กำหนดอาการหลัก ๆ ของความซึมเศร้า[135] ICD-10 กำหนดอาการ 3 อย่างทั่วไปของความซึมเศร้ารวมทั้งอารมณ์เศร้า (depressed mood) ภาวะสิ้นยินดี และการหมดแรง (reduced energy) ซึ่งควรจะมีอย่างน้อย 2 อย่างเพื่อจะวินิจฉัยว่าเป็นอาการซึมเศร้า[136][137] ส่วนตาม DSM-IV-TR มีอาการซึมเศร้าหลัก 2 อย่างคืออารมณ์เศร้า และภาวะสิ้นยินดี และจะต้องมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อจะวินิจฉัยว่าเป็น คราวซึมเศร้า (major depressive episode)[138]

โรคซึมเศร้า คือ Major depressive disorder (MDD) กำหนดว่าเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ (mood disorder) ใน DSM-IV-TR[139] การวินิจฉัยขึ้นอยู่กับการมีคราวแสดงออกของโรค (major depressive episode) ครั้งหนึ่งหรือซ้ำ ๆ[12] แต่มีตัวบ่งลักษณะอื่น ๆ ที่ใช้กำหนดทั้งการแสดงออก (episode) และวิถีการดำเนินของโรค และจะวินิจฉัยเป็น Depressive Disorder Not Otherwise Specified ถ้าอาการแสดงออกไม่ผ่านเกณฑ์ของ major depressive episode ส่วน ICD-10 ไม่ได้ใช้คำว่า major depressive disorder แต่กำหนดเกณฑ์ที่คล้ายกันมากในการวินิจฉัย depressive episode โดยแบ่งระดับเป็นอ่อน (mild) ปานกลาง (moderate) หรือรุนแรง (severe) คำว่า recurrent (กลับเป็นซ้ำ) ใช้เติมได้ถ้ามีการแสดงออกหลายคราวโดยไม่มีอาการฟุ้งพล่าน (mania)[132]

คราวแสดงออกของโรค[แก้]

ดูบทความหลักที่: Major depressive episode

คราวซึมเศร้า (major depressive episode) กำหนดโดยการมีอารมณ์ซึมเศร้าอย่างรุนแรงที่คงยืนอย่างน้อย 2 อาทิตย์[12] คราวแสดงออกอาจจะเกิดขึ้นโดยลำพังหรือเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และจัดว่า อ่อน (mild) คือมีออาการที่เกินเกณฑ์กำหนด ปานกลาง (moderate) หรือรุนแรง (severe) คือมีผลชัดต่อกิจกรรมทางสังคมหรือการงาน ส่วนคราวแสดงออกที่มีอาการโรคจิต ที่เรียกโดยสามัญว่า psychotic depression จัดว่าเป็นแบบรุนแรงโดยอัตโนมัติ ถ้าคนไข้มีอาการฟุ้งพล่าน (mania) หรือมีอารมณ์ครึกครื้นอย่างเด่นชัด (hypomania) จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder)[140] ความซึมเศร้าที่ไม่มีอาการฟุ้งพล่านบางครั้งกำหนดว่า unipolar (ขั้วเดียว) เพราะว่าอารมณ์อยู่ที่เพียงขั้วเดียวคือเศร้า[141]

DSM-IV-TR ยกเว้นกรณีที่เป็นผลของการเสียชีวิตของญาติและเพื่อนสนิท แม้ว่าจะเป็นไปได้ที่ความเสียใจจะกลายเป็นคราวแสดงออกของความซึมเศร้าถ้าอารมณ์คงยืน และลักษณะต่าง ๆ ที่กำหนดคราวซึมเศร้าเกิดขึ้น[142] เกณฑ์นี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่พิจารณาบริบทเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวและเรื่องทางสังคมอื่น ๆ ที่โรคเกิดขึ้น[143] นอกจากนั้นแล้ว งานศึกษาบางงานไม่พบหลักฐานเชิงประสบการณ์ที่สนับสนุนขีดกำหนดของ DSM-IV ซึ่งแสดงว่า เป็นเพียงแค่ธรรมเนียมการวินิจฉัยที่กำหนดขีดอาการซึมเศร้าที่มีลำดับ มีความรุนแรง และระยะต่าง ๆ[144] ยังมีวินิจฉัยที่สัมพันธ์กันอย่างอื่น ๆ อีกด้วยรวมทั้ง dysthymia ซึ่งเป็นปัญหาทางอารมณ์ที่เรื้อรังแต่อ่อนกว่า[145] recurrent brief depression ซึ่งเป็นคราวซึมเศร้าเกิดซ้ำ ๆ แต่สั้นกว่า[146][147] minor depressive disorder ที่มีอาการบางอย่างเท่านั้น[148] และ adjustment disorder with depressed mood (ความผิดปกติในการปรับตัวพร้อมกับอารมณ์เศร้า) ซึ่งเป็นอารมณ์เศร้าอันเป็นปฏิกิริยาทางใจต่อเหตุการณ์หรือตัวก่อความเครียดอย่างใดอย่างหนึ่งที่กำหนดได้[149]

แบบย่อย[แก้]

DSM-IV-TR รับรองแบบย่อย 5 อย่างของ MDD ซึ่งเรียกว่า specifiers นอกเหนือไปจากการกำหนดระยะ ความรุนแรง และการมีอาการโรคจิตหรือไม่ คือ

  • Melancholic depression กำหนดโดยการสูญเสียความสุขในกิจกรรมเกือบทั้งหมดหรือทั้งหมด เป็นความซึมเศร้าที่รุนแรงกว่าความเศร้าโศกทั่วไป โดยมีอาการที่แย่ลงในช่วงเช้า ๆ การตื่นเช้า การเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าลง น้ำหนักลดอย่างผิดปกติ (โดยไม่ให้สับสนกับโรคเบื่ออาหารสาเหตุทางจิตใจ [anorexia nervosa]) หรือความรู้สึกผิดที่ไม่สมเหตุผล[150]
  • Atypical depression กำหนดโดยความไวปฏิกิริยาต่ออารมณ์ดี (paradoxical anhedonia) และการมีอารมณ์ดี น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ หรือความอยากอาหารเพิ่มขึ้น (โดยรับประทานเพื่อให้สบายใจ) การนอนมากเกินไปหรือรู้สึกง่วงนอนมาก (hypersomnia) แขนขาหนัก และความพิการทางสังคมในระดับสำคัญเนื่องจากความอ่อนไหวต่อการไม่ยอมรับทางสังคม[151]
  • Catatonic depression เป็นแบบที่มีน้อยและรุนแรงซึ่งการเคลื่อนไหวเกิดความปั่นป่วน คนไข้อาจจะไม่พูดและอาจจะงง และอาจจะไม่เคลื่อนไหวหรือแสดงการเคลื่อนไหวที่ไม่มีจุดหมายหรือแปลก ๆ แต่อาการเช่นนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในโรคจิตเภท หรือในคราวแสดงออกของความฟุ้งพล่าน หรืออาจมีเหตุมาจาก neuroleptic malignant syndrome (กลุ่มอาการร้ายจากยารักษาโรคจิต)[152]
  • ความซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum depression) หรือ ความผิดปกติทางใจและทางพฤติกรรมโดยสัมพันธ์กับระยะหลังคลอด ที่ไม่สามารถกำหนดให้อยู่ในหมวดอื่นได้[132] หมายถึงความซึมเศร้าที่รุนแรง คงยืน และบางครั้งทำให้เกิดความพิการ ที่ประสบโดยหญิงหลังจากคลอด โดยคุณแม่ใหม่มีอัตราที่ 10-15% DSM-IV บังคับว่า เพื่อที่จะกำหนดว่าเป็นความซึมเศร้าหลังคลอด อาการต้องเริ่มภายใน 1 เดือนหลังจากคลอด เป็นอาการที่สามารถคงยืนได้ถึง 3 เดือน[153]
  • ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นฤดู (Seasonal affective disorder หรือ SAD) เป็นรูปแบบความซึมเศร้าที่แสดงออกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว และหายไปในฤดูใบไม้ผลิ จะใช้วินิจฉัยนี้ถ้ามีคราวแสดงออกของโรคอย่างน้อย 2 คราวในฤดูหนาวและไม่มีคราวแสดงออกในฤดูอื่น ๆ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี[154]

การตรวจคัดโรค[แก้]

ในปี 2559 หน่วยงานเพื่อการป้องกันทางสุขภาพของสหรัฐอเมริกา USPSTF แนะนำให้ตรวจคัดโรคซึมเศร้าในผู้ใหญ่ เพราะมีหลักฐานว่า สามารถเพิ่มอัตราการตรวจจับโรคและถ้าได้การรักษาที่สมควร ผลที่ได้จะดีกว่า[6] และยังแนะนำให้ตรวจคัดโรคในเด็กวัย 12-18 ปีอีกด้วย[155] แต่ว่า งานทบทวนวรรณกรรมแบบคอเครนปี 2548 พบว่า การตรวจคัดโรคไม่ได้ปรับปรุงอัตราการตรวจจับโรค การบำบัดรักษา หรือผลที่ได้[156]

โรคที่เป็นไปได้อย่างอื่น[แก้]

เพื่อที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า แพทย์จะต้องพิจารณาโรคที่มีอาการคล้ายกันอย่างอื่นรวมทั้ง dysthymia, ความผิดปกติในการปรับตัวพร้อมกับอารมณ์เศร้า, และโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) dysthymia เป็นความปั่นป่วนทางอารมณ์ที่เรื้อรังแต่รุนแรงน้อยกว่าที่คนไข้แจ้งว่ามีอารมณ์เศร้าเกือบทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี อาการจะไม่รุนแรงเท่า MDD แม้ว่าคนไข้ dysthymia จะเสี่ยงต่อคราวแสดงออกของ MDD โดยเป็นโรคที่สอง (ที่บางครั้งเรียกว่า double depression )[145]

ความผิดปกติในการปรับตัวพร้อมกับอารมณ์เศร้า (adjustment disorder with depressed mood) เป็นความปั่นป่วนทางอารมณ์ที่ปรากฏเป็นปฏิกิริยาทางใจต่อเหตุการณ์หรือตัวก่อความเครียดเฉพาะที่กำหนดได้ ที่อาการทางอารมณ์และทางพฤติกรรมที่เป็นผลอยู่ในระดับสำคัญแต่ไม่ผ่านเกณฑ์ว่าเป็นคราวแสดงออกของโรคซึมเศร้า[149]

ส่วนโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) หรือรู้จักอีกอย่างว่า manic-depressive disorder เป็นโรคที่ระยะความซึมเศร้าจะสลับกับระยะความฟุ้งพล่าน (mania) หรือระยะฟุ้งพล่านย่อย (hypomania) แม้ว่าปัจจุบันโรคซึมเศร้าจะจัดว่าเป็นโรคต่างหาก แต่ก็มีการคัดค้านว่า บุคคลที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะประสบกับความฟุ้งพล่านย่อย ซึ่งแสดงว่าอาจเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่สืบเนื่องกัน[157]

โรคอื่น ๆ จะต้องกันออกก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็น MDD ซึ่งรวมทั้งความซึมเศร้าที่มาจากโรคทางกาย การใช้ยา และการเสพสารเสพติด ความซึมเศร้าที่เกิดจากโรคทางกายจะวินิจฉัยว่า ความผิดปกติทางอารมณ์เนื่องจากสุขภาพทั่วไป (Mood disorder due to a general medical condition) ซึ่งเป็นภาวะที่กำหนดได้อาศัยประวัติคนไข้ ผลแล็บ และการตรวจร่างกาย เมื่อความซึมเศร้าเกิดจากการใช้ยา การเสพสารเสพติด หรือการได้รับพิษ ก็จะวินิจฉัยว่าเป็น ความซึมเศร้าที่เกิดจากสาร/ยา (Substance/Medication-induced depressive disorder) หรือที่เรียกว่า Substance-induced mood disorder ใน DSM-IV-TR[158]

การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ทั่วไป (ประเทศไทย)[แก้]

ในปี 2553 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดพิมพ์ แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ (CPG-MDD-GP) ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคตามที่แสดงในรูปดังต่อไปนี้[159]

การป้องกัน[แก้]

ความพยายามป้องกันอาจมีผลลดอัตราความซึมเศร้าได้ในระหว่าง 22-38%[160] การรับประทานปลาเป็นจำนวนมากอาจจะลดความเสี่ยงด้วย[161]

การแทรกแซงทางพฤติกรรม เช่น interpersonal therapy หรือการบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (cognitive behavioral therapy) ได้ผลในการป้องกันการเกิดโรคอีก[160][162][163] เพราะว่าการแทกแซงเช่นนี้ดูเหมือนจะมีผลมากที่สุดเมื่อทำตัวต่อตัวหรือกับกลุ่มเล็ก ๆ จึงมีการเสนอว่าวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเข้าถึงบุคคลกลุ่มใหญ่ ๆ ก็โดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต[164]

แต่ว่า งานวิเคราะห์อภิมานก่อนหน้านี้พบว่า โปรแกรมป้องกันที่ช่วยเพิ่มทักษะมีผลดีกว่าโปรแกรมทางพฤติกรรมโดยทั่วไป และพบว่า โปรแกรมทางพฤติกรรมไม่ได้ผลโดยเฉพาะต่อคนสูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลโดยเฉพาะที่โปรแกรมสนับสนุนทางสังคมได้ผลดี นอกจากนั้นแล้ว โปรแกรมที่ช่วยป้องกันความซึมเศร้าดีที่สุดต้องอาศัยการพบกับผู้รักษาพยาบาลอย่างน้อย 8 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 60-90 นาที เป็นโปรแกรมที่ออกแบบดีมีคุณภาพสูง รายงานอัตราการลดจำนวนของผู้ร่วมการทดลอง (attrition rate) และมีวิธีการแทรกแซงที่กำหนดอย่างชัดเจน[165]

กระทรวงสาธารณสุขของประเทศเนเธอร์แลนด์ให้บริการแทรกแซงเพื่อป้องกัน เช่น คอร์สที่เรียกว่า "Coping with Depression (การรับมือกับความซึมเศร้า)" (ตัวย่อย CWD) สำหรับบุคคลที่ซึมเศร้าระดับยังไม่ถึงเกณฑ์ (sub-threshold) เป็นคอร์สที่อ้างว่า สำเร็จประโยชน์มากที่สุดในการให้การศึกษาเกี่ยวกับจิตใจเพื่อป้องกันและรักษาโรคซึมเศร้า (ทั้งเพราะว่าสามารถปรับใช้กับกลุ่มต่าง ๆ และเพราะว่าได้ผลดี) โดยลดความเสี่ยงประมาณ 38% สำหรับโรคซึมเศร้า และเป็นการบำบัดที่มีประสิทธิผลเทียบกับจิตบำบัดประเภทอื่น ๆ[162][166]

การบริหาร[แก้]

ในประเทศไทย แนวทางการปฏิบัติทางคลินิกของราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำให้ใช้การรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้า หรือการแทรกแซงทางจิตโดยเฉพาะการบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) หรือทั้งสองอย่าง แม้ว่า CBT จะยังไม่ค่อยได้ใช้เพราะยังมีบุคลากรน้อยที่ได้รับการฝึก ยาสามัญที่มีใช้ในประเทศก็คือฟลูอ๊อกซิติน และ sertaline[3]

วิธีบำบัด 3 อย่างที่สามัญที่สุดต่อโรคซึมเศร้าในประเทศตะวันตกก็คือจิตบำบัด การให้ยา และการรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า (electroconvulsive therapy) จิตบำบัดเป็นวิธีรักษาที่เลือกมากที่สุด (เหนือยา) สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี แนวทางรักษาประจำชาติของสหราชอาณาจักร (NICE) ปี 2004 แสดงว่า ไม่ควรใช้ยาในการรักษาความซึมเศร้าแบบอ่อนเป็นลำดับแรก เพราะว่า อัตราความเสี่ยง-ประโยชน์ที่ได้ไม่ดี และแนะนำให้พิจารณาใช้ยาแก้ซึมเศร้าบวกกับการแทรกแซงทางจิต-สังคมในกรณีดังต่อไปนี้ คือ

  • คนที่มีประวัติความซึมเศร้าปานกลางหรือรุนแรง
  • คนซึมเศร้าขั้นอ่อนแต่เป็นระยะเวลายาวนาน
  • เป็นวิธีการรักษาลำดับสองสำหรับความซึมเศร้าขั้นอ่อนที่ยังคงยืนแม้ได้ใช้วิธีแทรกแซงแบบอื่น ๆ แล้ว
  • เป็นการรักษาลำดับแรกสำหรับความซึมเศร้าปานกลางหรือรุนแรง

คู่มือให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ยาแก้ซึมเศร้าควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดขึ้นอีกของโรค และคนไข้รับยาประเภท SSRI ได้ดีกว่าประเภท tricyclic antidepressant[167]

แนวทางการรักษาของสมาคมจิตแพทย์อเมริกันแนะนำว่า การรักษาลำดับแรกควรเลือกทำเฉพาะบุคคลขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ รวมทั้งความรุนแรงของอาการ โรคที่เป็นร่วมกัน ประวัติการรักษา และความชอบใจของคนไข้ ทางเลือกรวมทั้งการรักษาด้วยยา, จิตบำบัด, การรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า (ECT), การกระตุ้นด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลก (transcranial magnetic stimulation), และการรักษาด้วยแสง ยาแก้ซึมเศร้าแนะนำว่าเป็นทางเลือกในการรักษาลำดับแรกสำหรับคนไข้แบบอ่อน ปานกลาง และรุนแรง และควรจะให้กับคนไข้ขั้นรุนแรงทุกคนยกเว้นถ้าจะรักษาด้วย ECT[168]

ทางเลือกในการรักษามีน้อยกว่าในประเทศกำลังพัฒนา ที่การเข้าถึงผู้รักษาพยาบาลทางจิต การเข้าถึงยา และการเข้าถึงจิตบำบัด บ่อยครั้งเป็นเรื่องยาก การพัฒนาการบริการสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่แทบไม่มีเลยในหลายประเทศ มีการมองว่า ความซึมเศร้าเป็นโรคของโลกพัฒนาแล้วแม้ว่าจะมีหลักฐานที่ยืนยันตรงกันข้าม และมองอีกด้วยว่า ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตโดยตัวมันเอง[169] งานทบทวนวรรณกรรมแบบคอเครนปี 2557 ไม่พบว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะกำหนดประสิทธิผลของการรักษาทางจิตเทียบกับการรักษาด้วยยาในเด็ก[170]

จิตบำบัด[แก้]

ผู้รักษาพยาบาลสามารถให้การรักษาแบบจิตบำบัดโดยเป็นบุคคล เป็นกลุ่ม หรือเป็นครอบครัว งานทบทวนวรรณกรรมปี 2558 พบว่า การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) ดูจะมีผลใกล้เคียงกับการให้ยา[171] ส่วนงานปริทัศน์เป็นระบบปี 2555 พบว่า จิตบำบัดดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ไม่ดีกว่าการรักษาแบบอื่น ๆ[172] สำหรับความซึมเศร้าที่ซับซ้อนหรือเรื้อรัง สามารถรักษาได้โดยการใช้ยาบวกกับจิตบำบัด[173][174] ส่วนงานทบทวนวรรณกรรมแบบคอเครนปี 2557 พบว่า การแทรกแซงที่กำหนดโดยงานอาชีพ บวกการแทรกแซงทางคลินิก ช่วยลดวันขาดงานสำหรับคนที่มีโรคซึมเศร้า[175] จิตบำบัดมีหลักฐานว่ามีผลดีในผู้สูงอายุ[176][177] จิตบำบัดที่ทำสำเร็จปรากฏว่าช่วยลดการเกิดขึ้นอีกของความซึมเศร้าแม้หลังจากหยุดบำบัดแล้ว หรือว่าทดแทนด้วยการบำบัดแบบย้ำ (booster session)

การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม[แก้]

การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) ปัจจุบันมีหลักฐานงานวิจัยมากที่สุดในการบำบัดความซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่น และ CBT กับ interpersonal psychotherapy (IPT) เป็นการบำบัดทีใช้มากที่สุดสำหรับวัยรุ่น[178] NICE ชี้ว่า สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ยาควรจะให้บวกกับจิตบำบัด เช่น CBT, Interpersonal psychotherapy, หรือ family therapy เท่านั้น[179] มีหลักฐานว่า CBT ลดจำนวนวันขาดงานสำหรับคนที่มีโรคซึมเศร้า ถ้าใช้ร่วมกับการรักษาพยาบาลขั้นปฐมภูมิ[175]

งานวิจัยเริ่มตั้งแต่กลางคริสต์ทศวรรษ 1990 แสดงว่า CBT สามารถมีผลเท่าหรือดีกว่ายาแก้ซึมเศร้าในคนไข้ปานกลางหรือรุนแรง[180][181] CBT อาจได้ผลในวัยรุ่นที่มีโรคซึมเศร้า[182] แม้ว่า ผลต่อคราวแสดงออกขั้นรุนแรงจะยังไม่ชัดเจน[183] มีตัวแปรหลายตัวที่พยากรณ์ประสิทธิผลของ CBT ในเด็กวัยรุ่น รวมทั้ง ความคิดมีเหตุผลในระดับที่สูงกว่า ความสิ้นหวังที่น้อยกว่า ความคิดเชิงลบที่น้อยกว่า และความบิดเบือนทางความคิดที่น้อยกว่า[184] CBT ได้ผลดีเป็นพิเศษในการป้องกันการกำเริบ[185][186]

แบบต่าง ๆ[แก้]

มีการใช้ CBT ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อบำบัดความซึมเศร้า ที่เด่นที่สุดก็คือ rational emotive behavior therapy[187] และ การบำบัดความคิดอาศัยสติ (mindfulness-based cognitive therapy)[188] โปรแกรมลดความเครียดอาศัยสติก็สามารถลดอาการซึมเศร้าได้ด้วย[189][190] โปรแกรมที่อาศัยสติดูเหมือนจะเป็นการแทรกแซงที่มีอนาคตดีในกลุ่มผู้เยาว์[191]

จิตวิเคราะห์[แก้]

จิตวิเคราะห์เป็นสำนักจิตวิทยาที่ตั้งขึ้นโดยจิตแพทย์ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ซึ่งเน้นการแก้ความขัดแย้งใต้จิตสำนึก[192] มีการใช้เทคนิคจิตวิเคราะห์เพื่อบำบัดคนไข้ที่มีโรคซึมเศร้า[193] วิธีแบบผสมผสาน (eclectic) แบบหนึ่งที่เรียกว่า psychodynamic psychotherapy มีมูลฐานบางส่วนจากจิตวิเคราะห์โดยเน้นเรื่องความสัมพันธ์ในสังคมและระหว่างบุคคลมากขึ้น[194] ในงานวิเคราะห์อภิมานเกี่ยวกับการทดลองที่มีกลุ่มควบคุม 3 งานที่ใช้ Short Psychodynamic Supportive Psychotherapy วิธีนี้พบว่ามีผลเท่ากับใช้ยาในโรคซึมเศร้าระดับอ่อนจนถึงปานกลาง[195]

ยาแก้ซึมเศร้า[แก้]

ดูบทความหลักที่: ยาแก้ซึมเศร้า
ยายี่ห้อ Zoloft (sertraline) ใช้โดยหลักเพื่อบำบัดโรคซึมเศร้าในผู้ป่วยนอกที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นยาแก้ซึมเศร้าที่หมอสั่งจ่ายมากที่สุดในปี 2007 ในตลาดปลีกของสหรัฐอเมริกา โดยสั่งถึง 29,652,000 ชุด[196]

งานที่ตรวจดูประสิทธิผลของยาแก้ซึมเศร้าในบุคคลที่เกิดโรคแบบฉับพลันขั้นอ่อนถึงปานกลางพบผลที่ไม่ชัดเจน มีหลักฐานที่ชัดเจนกว่าที่สนับสนุนการใช้ยาเพื่อบำบัดความซึมเศร้าที่เรื้อรัง (dysthymia) หรืออยู่ในขั้นรุนแรง

แม้ว่าจะพบประโยชน์ในระดับต่ำ แต่ก็มีนักวิจัยที่อ้างในปี 2545 ว่า อาจเป็นปัญหาเกี่ยวกับการทดลองมากกว่าผลที่แท้จริงของยา[197] ในงานที่พิมพ์ปี 2551 มีนักวิจัยคนหนึ่งจากงานในปี 2545 ที่สรุปว่า ผลโดยทั่วไปของยาแก้ซึมเศร้ารุ่นใหม่ไม่ถึงเกณฑ์นัยสำคัญทางคลินิก[9] งานวิเคราะห์อภิมานในปี 2553 ก็พบผลเช่นเดียวกัน[8]

แต่ว่าก็มีงานวิจัยที่จัดทำโดย NICE ที่สรุปว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า SSRI มีประสิทธิผลดีกว่ายาหลอกในการลดระดับความซึมเศร้าถึง 50% ในคนไข้ระดับปานกลางและรุนแรง และก็ยังมีหลักฐานคล้าย ๆ กันสำหรับคนไข้ระดับอ่อนด้วย[198] โดยคล้ายกัน มีงานปริทัศน์เป็นระบบแบบคอเครนที่ตรวจดูการทดลองทางคลินิกของยาสามัญแก้ซึมเศร้า amitriptyline ที่สรุปว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีประสิทธิผลดีกว่ายาหลอก[199]

ในปี 2557 องค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) พิมพ์งานปริทัศน์เป็นระบบของงานทดลองยาแก้ซึมเศร้าที่ทานเพื่อดำรงสภาพ (maintenance) ที่ส่งให้กับองค์การระหว่างปี 2528-2555 ผู้เขียนสรุปว่า ยาลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอีก (relapse) ในระดับ 52% เทียบกับยาหลอก และผลที่ได้นี้เป็นเพราะความซึมเศร้าที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในคนไข้กลุ่มยาหลอก (กลุ่มควบคุม) ไม่ใช่จากการขาดยา (drug withdrawal)[8]

เพื่อที่จะให้ยาที่มีประสิทธิผลมากที่สุดโดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด อาจจะต้องปรับขนาดยา และถ้าจำเป็น ลองใช้ยารวมโดยเป็นยาชนิดต่าง ๆ อัตราการตอบสนองต่อยาแก้ซึมเศร้าที่ให้เป็นยาแรกอยู่ที่ 50-75% และอาจใช้เวลาอย่างน้อย 6-8 อาทิตย์จากที่เริ่มให้ยาจนกว่าอาการจะทุเลา[200] หมอมักจะให้ยาต่อไปเป็นเวลา 16-20 อาทิตย์หลังจากทุเลา เพื่อที่จะลดโอกาสการเกิดขึ้นอีกของโรค[200] และการให้ยาต่อก็แนะนำจนกระทั่งแม้ถึงปีด้วย[201] คนไข้ที่มีโรคซึมเศร้าแบบเรื้อรังอาจจะต้องทานยาตลอดชีวิตเพื่อไม่ให้โรคเกิดขึ้นอีก[10]

Selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) เป็นยาหลักที่หมอสั่ง เพราะว่ามีผลข้างเคียงที่เบา และเป็นพิษน้อยกว่าเมื่อทานยาเกินเทียบกับยาแก้ซึมเศร้าอื่น ๆ[202] คนที่ไม่ตอบสนองต่อยา SSRI อย่างหนึ่งสามารถเปลี่ยนยา ซึ่งมีผลดีขึ้นในกรณีเกือบ 50%[203] ทางเลือกอีกอย่างก็คือเปลี่ยนไปใช้หรือเพิ่มยาแก้ซึมเศร้านอกแบบคือ bupropion[204] อีกอย่างหนึ่ง ยาแก้ซึมเศร้าที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน คือ Venlafaxine อาจมีประสิทธิผลที่ดีกว่า SSRI พอประมาณ[205] แต่ว่า เป็นยาที่ไม่แนะนำให้ใช้เป็นลำดับแรกในสหราชอาณาจักรเพราะว่ามีหลักฐานแสดงว่า ความเสี่ยงอาจจะไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้[206] และไม่แนะนำโดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น[207][208]

สำหรับโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น ฟลูอ๊อกซิตินเป็นยาที่แนะนำ[207] แต่เป็นยาที่ดูเหมือนจะมีประโยชน์เพียงเล็กน้อยในเด็ก[209] แต่นี่เทียบกับยาแก้ซึมเศร้าอื่น ๆ ที่ไม่มีหลักฐานแสดงว่ามีผล[210] นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีหลักฐานไม่เพียงพออีกด้วยที่จะกำหนดประสิทธิผลในคนไข้ที่มีภาวะสมองเสื่อม (dementia) ด้วย[211] ยาแก้ซึมเศร้าชนิดใดก็ได้สามารถเป็นเหตุให้มีระดับโซเดียมในเลือดต่ำ (ภาวะมีโซเดียมในเลือดน้อยเกิน)[212] แต่มีรายงานภาวะนี้เพราะเหตุยา SSRI มากกว่าอย่างอื่น[202] ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่ SSRI จะเป็นเหตุหรือทำให้การนอนไม่หลับแย่ลง ถ้าเป็นเช่นนั้น ยาแก้ซึมเศร้าที่ช่วยให้นอนหลับคือ mirtazapine อาจจะใช้ได้[213][214]

Irreversible monoamine oxidase inhibitor เป็นประเภทของยาที่เก่าแก่กว่า แม้ว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์กับอาหารและยาประเภทอื่นที่อาจทำให้ถึงเสียชีวิต ยังมีการใช้อยู่แม้น้อยมาก แม้ว่าจะมียาอื่นที่ใหม่กว่าและมีผลเสียน้อยกว่าที่เป็นยาประเภทเดียวกัน[215] ส่วนยาประเภท reversible monoamine oxidase inhibitor เช่น moclobemide มีลักษณะความปลอดภัยที่ไม่เหมือนกัน โดยมีโอกาสเสี่ยงเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์กับอาหารน้อยมาก และจึงต้องจำกัดอาหารน้อยกว่า[216]

สำหรับเด็ก วัยรุ่น และอาจผู้ใหญ่ในระหว่าง 18-24 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงในการคิดและพฤติกรรมเรื่องฆ่าตัวตายสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ ถ้าใช้ยา SSRI[217][218] สำหรับผู้ใหญ่ ไม่ชัดเจนว่า SSRI มีผลต่อความเสี่ยงฆ่าตัวตายหรือไม่ งานทบทวนวรรณกรรมงานหนึ่งไม่พบหลักฐานอะไร[219] อีกงานหนึ่งพบความเสี่ยงที่สูงขึ้น[220] และอีกงานหนึ่งไม่พบความเสี่ยงในบุคคลอายุระหว่าง 25-65 ปี และความเสี่ยงที่ลดลงในผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี[221] องค์การอาหารและยาสหรัฐบังคับให้บริษัทยาติดป้ายเตือนในปี 2550 สำหรับยาแก้ซึมเศร้ารวมทั้ง SSRI ว่าเพิ่มโอกาสเสี่ยงการฆ่าตัวตายสำหรับคนไข้อายุต่ำกว่า 24 ปี[222] กระทรวงสาธารณสุขของประเทศญี่ปุ่นก็ทำเช่นกัน[223]

ยาอื่น ๆ[แก้]

มีหลักฐานบ้างว่า อาหารเสริมเป็นน้ำมันปลาที่มีอัตรากรดไขมันโอเมกา-3 EPA:DHA (คือ eicosapentaenoic acid ต่อ docosahexaenoic acid) ในระดับที่สูงกว่าอาจมีผลดีต่อโรคซึมเศร้า[224] แต่งานวิเคราะห์อภิมานอีกงานหนึ่งสรุปว่า ผลบวกที่พบอาจมาจากความเอนเอียงในการตีพิมพ์ (publication bias)[225] มีหลักฐานในขั้นเบื้องต้นว่า COX-2 inhibitors อาจมีผลดีต่อโรค[65] ส่วนยา Lithium ดูเหมือนจะมีผลลดความเสี่ยงการฆ่าตัวตายสำหรับบุคคลที่มีโรคอารมณ์สองขั้วและโรคซึมเศร้า จนถึงเกือบระดับเดียวกับกลุ่มประชากรทั่วไป[226] แต่ว่า พิสัยขนาดช่วงที่ยามีประสิทธิผลและปลอดภัยแคบมาก ดังนั้น จะต้องดูแลระมัดระวังเป็นอย่างดี[227] ฮอร์โมนไทรอยด์ขนาดน้อยสามารถให้เพิ่มกับยาแก้ซึมเศร้าเพื่อบำบัดอาการซึมเศร้าที่คงยืนในบุคคลที่ได้ทดลองใช้ยามาหลายรูปแบบแล้ว[228]

การรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า[แก้]

การรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า (ECT) เป็นการรักษามาตรฐานที่แพทย์ใช้ไฟฟ้าเหนี่ยวนำให้เกิดการชักในสมองคนไข้เพื่อบรรเทาอาการป่วยทางจิต[229]:1880 เป็นการรักษาที่ต้องได้รับการยินยอมจากคนไข้[230] โดยเป็นวิธีการรักษาลำดับสุดท้ายสำหรับโรคซึมเศร้า[231]

การใช้ ECT รอบหนึ่งจะได้ผลสำหรับคน 50% ที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ไม่ว่าจะเป็นโรคแบบขั้วเดียวหรือสองขั้ว (bipolar)[232] การรักษาติดตามยังเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจดี แต่ว่า ในบุคคลที่ได้ผล ครึ่งหนึ่งจะเกิดโรคอีกภายใน 12 เดือน[233]

นอกจากผลต่อสมอง ความเสี่ยงทั่วไปทางกายอย่างอื่นของ ECT คล้ายกับการให้ยาสลบ (general anesthesia) แบบระยะสั้น[234]:259 ผลที่ไม่ต้องการหลังจากการรักษาที่สามัญที่สุดคือความงงและการเสียความจำ[231][235] ECT พิจารณาว่าเป็นการรักษาที่อันตรายน้อยที่สุดสำหรับหญิงมีครรภ์ที่ซึมเศร้าอย่างรุนแรง[236]

รอบหนึ่งของ ECT จะมีการรักษาหลายครั้ง ปกติ 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์จนกระทั่งคนไข้ไม่มีอาการ ในช่วงการรักษา คนไข้จะได้รับยาชาพร้อมกับยาคลายกล้ามเนื้อ[237] ECT สามารถต่าง ๆ กันได้โดยองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ที่ที่แนบอิเล็กโทรด ความถี่ในการรักษา และคลื่นไฟฟ้าที่ใช้ องค์ประกอบเหล่านี้มีผลอย่างสำคัญทั้งในผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการและการบรรเทาของโรค และหลังจากการรักษา ก็จะยังให้ยาต่อไป และคนไข้บางคนจะได้การรักษาแบบ ECT เพื่อดำรงสภาพ (maintenance)[231]

ECT ดูเหมือนจะมีผลในระยะสั้นผ่านกระบวนการกันชักในสมองกลีบหน้า และในระยะยาวผ่านกระบวนการ neurotrophic (การรอดชีวิต การพัฒนา และการทำงานของเซลล์ประสาท) โดยหลักใน medial temporal lobe[238]

การกระตุ้นด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลกซ้ำ ๆ (rTMS)[แก้]

การกระตุ้นด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลก (Transcranial magnetic stimulation ตัวย่อ TMS) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า deep transcranial magnetic stimulation เป็นวิธีที่ไม่ต้องอาศัยการเจาะการผ่า (noninvasive) เพื่อกระตุ้นเขตเล็ก ๆ ในสมอง[239] องค์การอาหารและยาสหรัฐอนุมัติให้ใช้ TMS เพื่อบำบัดโรคซึมเศร้าที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีรักษาวิธีอื่น (treatment-resistant major depressive disorder ตัวย่อ trMDD) ในปี 2551[240] และก็มีหลักฐานเริ่มตั้งแต่ปี 2557 ที่สนับสนุนการรักษาเช่นนี้[241] สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน[242], Canadian Network for Mood and Anxiety Disorders (เครือข่ายความผิดปกติทางอารมณ์และความวิตกกังวลแคนาเดียน)[243], และราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์[244] ได้รับรอง rTMS เพื่อใช้กับ trMDD แล้ว

วิธีอื่น ๆ[แก้]

การบำบัดด้วยแสงสว่าง (light therapy) ช่วยลดความรุนแรงของอาการซึมเศร้า ของคนไข้ทั้งแบบ seasonal affective disorder (ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นฤดู) และไม่ใช่ โดยมีผลคล้ายกับของยาแก้ซึมเศร้าธรรมดา สำหรับความซึมเศร้าที่ไม่ได้เป็นไปตามฤดู การบำบัดด้วยแสงเพิ่มขึ้นจากการรักษาด้วยยาตามมาตรฐานไม่มีผล[245] แต่ถ้าใช้การรักษาด้วยแสงโดยมากบวกกับยาแก้ซึมเศร้าหรือการบำบัดด้วยการให้ตื่น (wake therapy) จะมีผลในระดับปานกลาง โดยมีผลดีกว่าการบำบัดควบคุมใน 3 กรณี คือ ในงานศึกษาที่มีคุณภาพสูง ในงานศึกษาที่ให้การรักษาด้วยแสงในตอนเช้า และในบุคคลที่ตอบสนองต่อการงดนอนแบบทั้งคืนหรือค่อนคืน[246] งานวิเคราะห์ที่อ้างทั้งสอง[245][246] ให้ข้อสังเกตถึงคุณภาพที่ไม่ดี ระยะการทดลองที่สั้น และขนาดตัวอย่างที่มีน้อยของงานศึกษาโดยมากที่งานทั้งสองทบทวน

มีหลักฐานน้อยส่วนหนึ่งที่แสดงว่า การเว้นการนอนสักคืนหนึ่งอาจจะช่วย[247] การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่แนะนำเพื่อช่วยบริหารความซึมเศร้าแบบอ่อนด้วย[248] และมีผลปานกลางต่ออาการซึมเศร้า[249] ซึ่งก็เท่ากับการใช้ยาหรือจิตบำบัดในบุคคลส่วนมาก[249] ในคนสูงอายุ การออกกำลังกายดูจะลดระดับความซึมเศร้า[250] ส่วนในงานศึกษาไม่สุ่มที่ไม่มีการอำพรางแบบสังเกตการณ์พบว่า การหยุดสูบบุหรี่มีผลต่อความซึมเศร้าเท่ากับหรือมากกว่าการให้ยา[251] ส่วนการบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) และโปรแกรมทางอาชีพอื่น ๆ (รวมทั้งการเปลี่ยนกิจกรรมในงานและการให้ความช่วยเหลือ) พบว่ามีประสิทธิผลในการลดวันขาดงานของผู้ทำงานที่มีโรคซึมเศร้า[252]

การจัดการโรคสำหรับแพทย์ทั่วไป (ประเทศไทย)[แก้]

ขั้นตอนการจัดการโรคซึมเศร้าจาก แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ปี 2553

ในปี 2553 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดพิมพ์ แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ (CPG-MDD-GP) ซึ่งมีข้อแนะนำที่สรุป[253] ดังจะกล่าวในส่วนต่อไป ให้สังเกตว่า อักษรโรมันต่อไปข้างหน้ารายการเป็นตัวบ่งความหนักแน่นของหลักฐานตามลำดับ โดย A มีหลักฐานหนักแน่นที่สุด และ D น้อยที่สุด[254]

การรักษาด้วยยา[แก้]

ยาแก้ซึมเศร้า[แก้]

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: ยาแก้ซึมเศร้า
  • (A) ยาแก้ซึมเศร้าที่ควรพิจารณาเพื่อรักษาเป็นลำดับแรกคือยากลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI)
  • (ฺB) ควรเริ่มด้วยยา SSRI ในขนาดต่ำ โดยเริ่มต้นแนะนำฟลูอ๊อกซิตินขนาด 20 มก./วัน หรือ sertraline 50 มก./วัน หรือ paroxetine 10 มก./วัน
  • (A) ควรให้ยาแก่ผู้ป่วยหนักปานกลางจนถึงรุนแรง และหลังจากทุเลาในแต่ละคราวซึมเศร้า (episode) แล้วควรให้ยาต่อเนื่องอย่างน้อย 6-9 เดือน
  • (D) ลำดับการยุติรักษาด้วยยา คือ ถ้าคะแนนจากการประเมินด้วยแบบ 9 คำถาม (9Q) น้อยกว่า 7 เป็นระยะเวลา 6 เดือนติดต่อกัน จะถือว่าทุเลาอย่างสมบูรณ์ ให้ค่อย ๆ ลดยาประมาณ 25-50% ลงทุก ๆ 2 สัปดาห์ ขณะลดยาควรประเมินด้วยแบบ 9Q ทุกครั้ง
  • (B) ผู้ป่วยที่ทานยาแก้ซึมเศร้าร่วมกันมากกว่าหนึ่งชนิดจะมีผลข้างเคียงจากยามากกว่ายาเพียงชนิดเดียว และอาจเกิดภาวะพิษยา
  • (B) ยาแก้ซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ สามารถใช้ร่วมกัน ในกรณีที่เป็นโรคแบบดื้อรักษา (treatment-resistant major depressive disorder ตัวย่อ trMDD) แต่ควรเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากยา

ยา benzodiazepines[แก้]

  • (A) ใช้ยากลุ่ม benzodiazepine เสริมยาแก้ซึมเศร้าในการรักษาระยะแรกได้ กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการวิตกกังวลหรือนอนไม่หลับด้วย แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์

ยา antipsychotic[แก้]

  • (A) ยากลุ่ม antipsychotic สามารถใช้ร่วมกับยาแก้ซึมเศร้าสำหรับผู้ป่วยขั้นรุนแรงที่มีอาการโรคจิต (psychotic) ได้ โดยใช้ต่อเนื่องจนอาการโรคจิตทุเลาอย่างสมบูรณ์ แต่ควรใช้ในขนาดที่ต่ำกว่ารักษาโรคจิต คือ ยาที่ให้ควรมีฤทธิ์เทียบกับ haloperidol 5-10 มก./วัน

ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนอง[แก้]

  • (D) ผู้ป่วยที่ไม่ดีขึ้นจากการรักษา ควรประเมินซ้ำเรื่องความถูกต้องของการวินิจฉัยโรค ชนิดและขนาดของยา ระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อรักษา และโรคร่วมหรือปัจจัยเสริมอื่น ๆ
  • (D) ผู้ป่วยที่มีโรคแบบดื้อรักษาควรส่งต่อสถานพยาบาลที่มีจิตแพทย์

ผู้ป่วยกลุ่มพิเศษ[แก้]

โรคในผู้ป่วยโรคไต[แก้]

  • (C) ยา SSRI ปลอดภัยต่อผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ควรเริ่มด้วยยากลุ่ม SSRI ในขนาดต่ำ โดยเริ่มต้นแนะนำฟลูอ๊อกซิติน 20 มก./วัน

โรคในผู้ป่วยโรคตับ[แก้]

  • (B) ควรรักษาด้วยยา SSRI ในขนาดต่ำ โดยเริ่มต้นแนะนำฟลูอ๊อกซิติน 20 มก./วัน หรือ sertraline 50 มก./วัน หรือ paroxetine 10 มก./วัน
  • (B) ไม่แนะนำยา Tricyclic Antidepressant (TCA) และ Monoamine Oxidase Inhibitor (MAOI) สำหรับผู้ป่วยโรคตับทุกชนิด เพราะมีผลข้างเคียงมากและอาจมีผลเป็นความพิการทางการรู้คิด (cognitive impairment)

โรคในเด็กและวัยรุ่น[แก้]

  • (A) ยาฟลูอ๊อกซิตินมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับโรคในเด็กและวัยรุ่น ควรเริ่มด้วยยาขนาดต่ำ
  • (C) ในช่วงแรกของการรักษาเด็กและวัยรุ่นด้วยยาแก้ซึมเศร้าทุกชนิด ควรนัดและติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งในเดือนแรก
  • (A) ควรระวังการเพิ่มความเสี่ยงฆ่าตัวตาย เมื่อใช้ยาแก้ซึมเศร้าทุกชนิดเพื่อรักษาผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่น

โรคในผู้สูงอายุ[แก้]

  • (A) เมื่อให้ยา SSRI เป็นการรักษาลำดับแรกในผู้สูงอายุ และในผู้ป่วยที่มีโรคทางกายร่วมด้วย (comorbid) ควรระวังภาวะมีโซเดียมในเลือดน้อยเกิน (hyponatremia) และเลือดออกในทางเดินอาหาร (gastro-intestinal bleeding)
  • (A) แนะนำให้ยาแก่ผู้สูงอายุโดย "เริ่มด้วยขนาดต่ำ ปรับยาขึ้นช้า ๆ คงรักษานานกว่าปกติ" และพิจารณาผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดก่อนทุกครั้ง

โรคในหญิงมีครรภ์[แก้]

  • (B) ยากลุ่ม SSRI สำหรับหญิงมีครรภ์ปลอดภัยกว่ายากลุ่ม Tricyclic antidepressant (TCA) แต่บางรายอาจเสี่ยงต่อทารกคลอดก่อนกำหนด และเกิดกลุ่มอาการหยุดยาแก้ซึมเศร้าในไตรมาสที่สาม
  • (A) ไม่แนะนำยา paroxetine ในหญิงมีครรภ์เพราะทารกเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด และการเกิดรูปหัวใจพิการแต่กำเนิด (congenital cardiac malformation)
  • (C) ควรระวังยากลุ่ม SSRI เพราะทารกเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart defect)
  • (C) ควรระวังยากลุ่ม TCA สำหรับหญิงมีครรภ์ เพราะมีผลข้างเคียงทำให้ท้องผูกและความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ

การพยากรณ์โรค[แก้]

โรคซึมเศร้าบ่อยครั้งจะหายเองไม่ว่ารักษาหรือไม่ คนไข้นอกที่ยังรอหมออยู่จะลดอาการ 10-15% ภายใน 2-3 เดือน โดยมีประมาณ 20% ที่ไม่ผ่านเกณฑ์โรคซึมเศร้าอีกต่อไป[255] ระยะเวลามัธยฐานของคราวแสดงออกอยู่ที่ประมาณ 23 อาทิตย์ โดยมีอัตราการฟื้นตัวสูงสุดในช่วง 3 เดือนแรก[256]

งานวิจัยพบว่า 80% ของบุคคลที่เกิดคราวแสดงออกของโรคเป็นครั้งแรกจะประสบกับคราวแสดงออกอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต[257] โดยมีคราวแสดงออกเฉลี่ยตลอดชีวิตที่ 4 ครั้ง[258] งานศึกษากลุ่มประชากรทั่วไปงานอื่น ๆ แสดงว่า ประมาณครึ่งหนึ่งที่มีคราวแสดงออกจะฟื้นตัว (ไม่ว่าจะได้การรักษาหรือไม่) และไม่เป็นอีก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะมีคราวแสดงออกอย่างน้อยอีก 1 ครั้ง และ 15% ในครึ่งหนึ่งนั้นจะมีคราวแสดงออกซ้ำ ๆ[259] งานศึกษาที่ได้คนไข้ในโรงพยาบาล (inpatient) แสดงการฟื้นตัวที่น้อยกว่าและการเกิดซ้ำที่สูงกว่า ในขณะที่งานศึกษาในคนไข้นอก (outpatient) แสดงว่า เกือบทั้งหมดฟื้นสภาพ โดยมีระยะคราวแสดงออกของโรคเฉลี่ยที่ 11 เดือน 90% ของคนที่เป็นแบบรุนแรงหรือประกอบกับโรคจิต (psychotic) ผู้โดยมากจะผ่านเกณฑ์ว่ามีความผิดปกติทางจิต (mental disorder) อื่น ๆ อีกด้วย จะประสบอาการซ้ำ ๆ[260][261]

การเกิดซ้ำมีโอกาสสูงขึ้นถ้าอาการไม่หายทั้งหมดหลังจากรักษา แนวทางการรักษาปัจจุบันแนะนำให้ให้ยาแก้ซึมเศร้าต่อ 4-6 เดือนหลังจากบรรเทาเพื่อป้องกันการเกิดโรคอีก (relapse) หลักฐานจากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) แสดงว่า การให้ยาต่อไปหลังจากฟื้นสภาพสามารถลดโอกาสเกิดโรคอีกถึง 70% (41% เกิดโรคอีกถ้าใช้ยาหลอก เทียบกับ 18% ถ้าใช้ยาแก้ซึมเศร้า) ผลป้องกันอาจจะดำรงอยู่นานอย่างน้อย 36 เดือนที่ใช้ยาเพื่อดำรงสภาพ[262]

บุคคลที่ประสบกับคราวแสดงออกของโรคแบบซ้ำ ๆ จำเป็นต้องรักษาต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันการซึมเศร้าที่รุนแรงขึ้นแบบระยะยาว ในบางกรณี อาจจะต้องทานยาเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือตลอดชีวิต[263]

ผลที่แย่สัมพันธ์กับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง, อาการรุนแรงเบื้องต้นที่ประกอบด้วยวิกลจริต (psychosis), อายุน้อยเมื่อเกิดโรค, มีประวัติมาก่อน, ยังไม่หายดีหลังการรักษา 1 ปี, มีโรคทางกายหรือทางใจที่รุนแรงอยู่แล้ว, และปัญหาในครอบครัว[264]

คนซึมเศร้ามีการคาดหมายคงชีพ (life expectancy) ที่ต่ำกว่าคนอื่น ๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย[265] แต่ว่า พวกเขาก็ยังมีอัตราการตาย (mortality rate) ที่สูงกว่าเพราะเหตุอื่น ๆ อีกด้วย[266] เพราะเสี่ยงต่อโรคอื่น ๆ มากขึ้น เช่น โรคหัวใจ[267] คนอาจถึง 60% ที่ฆ่าตัวตายมีความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า และความเสี่ยงจะสูงเป็นพิเศษถ้าบุคคลนั้นรู้สึกหมดหวังอย่างรุนแรง หรือมีทั้งโรคซึมเศร้าและความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (BPD)[1] ความเสี่ยงตลอดชีพของการฆ่าตัวตายในบุคคลที่ได้วินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 3.4% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของตัวเลขที่ห่างกันมาก 2 ตัวคือ 7% สำหรับชายและ 1% สำหรับหญิง[268] (แม้ว่าหญิงจะพยายามฆ่าตัวตายบ่อยครั้งมากกว่าชาย)[269] แต่ว่า ค่าประเมินนี้ก็ยังน้อยกว่าค่าที่เคยยอมรับกันมาก่อนในอดีตที่ 15% ซึ่งเป็นค่าที่อนุมานจากงานศึกษาคนไข้ในโรงพยาบาล[270]

ความซึมเศร้าบ่อยครั้งสัมพันธ์กับความว่างงานและความยากจน[271] โรคเป็นภาระโรค (disease burden คือ ผลของปัญหาสุขภาพที่วัดโดยค่าใช้จ่าย อัตราการตาย ความเจ็บป่วย และอื่น ๆ) ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือและในประเทศที่มีรายได้สูงอื่น ๆ และเป็นเหตุอันดับ 4 ทั่วโลก องค์การอนามัยโลกพยากรณ์ว่า จะเป็นภาระโรคอันดับ 2 ทั่วโลกต่อจากเอชไอวีในปี 2573[272] ในประเทศไทย เป็นโรคที่สร้างภาระโรค (DALY) ในระดับท๊อป 10 โดยเป็นอันดับ 1 ในหญิง และอันดับ 4 ในชาย[3] ความล่าช้าหรือการไม่สรรหาการรักษาหลังจากการเกิดโรคอีก หรือถ้าไม่ให้การรักษา เป็นอุปสรรคสำคัญในการลดความพิการที่เกิดจากโรค[273]

วิทยาการระบาด[แก้]

จำนวนปีที่เสียไปเนื่องจากสุขภาพไม่ดี ความพิการ หรือความตายก่อนวัย (Disability-adjusted life year) สำหรับโรคซึมเศร้าแบบขั้วเดียว (unipolar) ต่อประชากร 100,000 คนในปี 2547[274] ในประเทศไทย เป็นโรคที่มี DALY ในระดับท๊อป 10 โดยเป็นอันดับ 1 ในหญิง และอันดับ 4 ในชาย[3]
  ไม่มีข้อมูล
  <700
  700-775
  775-850
  850-925
  925-1000
  1000-1075
  1075-1150
  1150-1225
  1225-1300
  1300-1375
  1375-1450
  >1450

โรคซึมเศร้าเป็นเหตุความเจ็บป่วยที่สำคัญอย่างหนึ่งในโลก[275] เชื่อว่า มีคน 298 ล้านคนที่มีโรคโดยปี 2553 (เป็น 4.3% ของประชากรโลก)[276] ในประเทศไทย โรคเป็นความผิดปกติทางจิตที่สามัญที่สุด (3.2%) ตามงานสำรวจสุขภาพจิตไทยปี 2546[3] ความชุกตลอดชีพต่างกันมากในที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ 3% ในประเทศญี่ปุ่นจนกระทั่งถึง 17% ในสหรัฐอเมริกา[277] ในประเทศโดยมาก อัตราโรคซึมเศร้าตลอดชีวิตอยู่ที่ 8-12%[277] ในทวีปอเมริกาเหนือ ความน่าจะเป็นของการมีโรคภายในหนึ่งปีอยู่ที่ 3-5% สำหรับชาย และ 8-10% สำหรับหญิง[278][279] งานศึกษากลุ่มประชากรพบอย่างสม่ำเสมอว่า โรคเกิดขึ้นในหญิง 2 เท่ามากกว่าชาย แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าเพราะอะไร หรือว่ามีปัจจัยอะไรอื่นที่เป็นเหตุความแตกต่างนี้หรือไม่[280] ในเด็ก การเกิดโรคเพิ่มขึ้นตามพัฒนาการของวัยเจริญพันธุ์ไม่ใช่ตามอายุ และจะถึงอัตราระดับผู้ใหญ่ในช่วงอายุ 15-18 ปี และดูเหมือนจะสัมพันธ์กับปัจจัยทางจิต-สังคมมากกว่าปัจจัยทางฮอร์โมน[280]

คนมีโอกาสที่จะประสบกับคราวซึมเศร้าในระหว่างอายุ 30-40 ปีมากที่สุด และมีช่วงการเกิดสูงสุดแต่ต่ำลงมาในช่วงอายุ 50-60 ปี[281] ความเสี่ยงต่อโรคสูงขึ้นเมื่อมีปัญหาทางประสาทอื่น ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์คินสัน หรือโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และปีแรกหลังจากคลอดบุตร[282] ความเสี่ยงโรคสัมพันธ์กับตัวก่อความเครียดทางสิ่งแวดล้อมที่คนทั้งกลุ่มเผชิญด้วย เช่น ผู้ต่อสู้ในสงครามหรือแพทย์ฝึกหัด[283] โรคสามัญกว่าด้วยหลังเกิดความเจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ และสัมพันธ์กับเมื่อฟื้นตัวได้ไม่ดีมากกว่าเมื่อฟื้นตัวดีกว่า[267][284] งานศึกษาแสดงผลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับความชุกของโรคในคนชรา แต่ข้อมูลโดยมาแสดงว่าระดับลดลงในคนวัยนี้[285] โรคสามัญในเขตเมืองมากกว่าเขตชนบท และมีในกลุ่มที่มีปัญหาทางสังคม-เศรษฐกิจมากกว่า เช่น ในคนจรจัด[286]

ประวัติ[แก้]

การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้ามีย้อนหลังไปจนถึงยุคฮิปพอคราทีส

แพทย์กรีกโบราณฮิปพอคราทีสกล่าวถึงอาการของโรค melancholia ว่าเป็นโรคที่มีอาการทางกายและใจโดยเฉพาะ โดยกำหนดว่า "ความหวาดกลัวและความหมดหวังเสียใจ ถ้าเป็นเวลาระยะยาว" ทั้งหมดว่าเป็นอาการของโรค[287] เป็นแนวคิดที่คล้ายกันแต่กว้างกว่าโรคซึมเศร้าในปัจจุบัน ความเด่นอยู่ที่การรวมกลุ่มของอาการเศร้า ความหดหู่ใจ และความท้อแท้ใจ และบ่อยครั้ง ความหวาดกลัว ความโกรธ ความหลงผิด และความหมกมุ่นก็รวมเข้าด้วย[88]

ส่วนคำภาษาอังกฤษว่า depression มาจากคำกริยาภาษาละตินว่า "deprimere" ซึ่งแปลว่า "กดลง"[288] ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา คำว่า "to depress" จึงหมายถึงหักหรือลดกำลังใจ นักเขียนชาวอังกฤษ (Richard Baker) ใช้คำนี้ในปี ค.ศ. 1665 เพื่อกล่าวถึงคนที่มีกำลังใจตก และนักเขียนซามูเอล จอห์นสันก็ใช้คำนี้ในแนวเดียวกันในปี 1753[289] นอกจากนี้ คำนี้ยังใช้ในการแพทย์โดยหมายถึง "แอ่ง, รอยบุ๋ม, การทำหน้าที่ลดลง"[290] และในเศรษฐศาสตร์หมายถึง "ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ"[291] จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส (Louis Delasiauve) ใช้คำหมายถึงอาการทางจิตเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1856 และโดยคริสต์ทศวรรษ 1860 ก็เริ่มปรากฏในพจนานุกรมแพทย์โดยหมายถึงการทำหน้าที่ที่ลดลงทางสรีรภาพ หรือการทำหน้าที่ที่ลดลงทางอารมณ์ในเชิงอุปลักษณ์[292] ตั้งแต่สมัยของอาริสโตเติล อาการ melancholia สัมพันธ์กับชายที่มีการศึกษาหรือว่าฉลาดในด้านวิชาการ ซึ่งจัดเป็นอันตรายของความช่างคิดและความคิดสร้างสรรค์ ส่วนแนวคิดใหม่ในเรื่องนี้ทิ้งความสัมพันธ์เช่นนั้น และตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 อาการนี้สัมพันธ์กับหญิงมากกว่า[88]

ภาพล้อของชายที่ใกล้จะเกิดความซึมเศร้า

แม้ว่าคำว่า melancholia จะยังเป็นคำวินิจฉัยหลัก แต่คำว่า depression ก็เริ่มนิยมใช้ในตำราแพทย์และกลายเป็นไวพจน์โดยสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 จิตแพทย์ชาวเยอรมัน (Emil Kraepelin 1856-1926) อาจเป็นบุคคลแรกที่ใช้คำนี้โดยกว้าง ๆ คือใช้คำว่า "depressive states" โดยหมายถึงรูปแบบต่าง ๆ ของ melancholia[293]

ส่วน นพ. ซิกมุนด์ ฟรอยด์เปรียบเทียบภาวะของ melancholia เหมือนกับความเศร้าโศกเกี่ยวกับคนรักที่เสียชีวิตไปในเอกสารปี 1917 Mourning and Melancholia ซึ่งเขาตั้งทฤษฎีว่า การสูญเสียที่ปรากฏเป็นปรวิสัย เช่นการเสียความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเพราะเหตุแห่งความตายหรือเหตุแยกจากคนรัก มีผลเป็นความสูญเสียทางอัตวิสัย (คือทางใจ) ด้วย คนซึมเศร้าได้สำคัญตัวเองเป็นวัตถุที่รักผ่านกระบวนการจิตใต้สำนึกแบบหลงตัวเอง (unconscious narcissistic process) ที่เรียกว่า libidinal cathexis of the ego และการสูญเสียเช่นนั้นมีผลเป็นความซึมเศร้าอย่างรุนแรงที่ดิ่งลึกยิ่งกว่าความเศร้าโศกจากการสูญเสียคนรัก เพราะว่า ไม่เพียงแต่ดูโลกภายนอกเป็นเชิงลบเท่านั้น แม้แต่ตัวเองก็เสียหายไปด้วย[86] ความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองที่ลดลงปรากฏเป็นความเชื่อที่โทษตัวเอง เป็นความไม่ดี/ไม่เก่ง และเป็นคนไม่มีค่า[87] นพ.ฟรอยด์ยังเน้นประสบการณ์ต้น ๆ ชีวิตว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง[88]

ส่วนจิตแพทย์อเมริกัน (Adolf Meyer) เป็นคนเสนอโครงสร้างที่รวมปัจจัยทางสังคมและชีวภาพที่เน้น "ปฏิกิริยา" ของบุคคลในบริบทของชีวิต และอ้างว่า ควรใช้คำว่า depression แทนคำว่า melancholia[294] หนังสือคู่มือรุ่นแรกของ DSM (DSM-I, 1952) มีคำว่า depressive reaction และ DSM-II (1968) ใช้คำว่า depressive neurosis โดยนิยามว่าเป็น ปฏิกิริยาเกินควรต่อความขัดแย้งภายในหรือเหตุการณ์ที่กำหนดได้ และยังรวมชนิดความซึมเศร้า "manic-depressive psychosis" ภายใต้หัวข้อ "Major affective disorder"[295]

ในกลางคริสต์ทศวรรษที่ 20 นักวิจัยมีสมมติฐานว่า ความซึมเศร้ามีเหตุมาจากความไม่สมดุลทางเคมีเกี่ยวกับสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อาศัยสังเกตการณ์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 เกี่ยวกับผลของยา reserpine และ isoniazid ในการเปลี่ยนระดับสารสื่อประสาทแบบโมโนอะมีน โดยมีผลต่ออาการซึมเศร้า[296] จิตแพทย์ชาวเยอรมัน (Karl Kleist) ได้บัญญัติคำเติมว่า "unipolar" รวมทั้งคำที่เกี่ยวข้องกันคือ "bipolar"[297]

ต่อมาในกลางคริสต์ทศวรรษ 1970 กลุ่มแพทย์ชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งได้เสนอใช้คำว่า Major depressive disorder โดยเป็นส่วนของเกณฑ์วินิจฉัยที่ขึ้นอยู่กับรูปแบบของอาการต่าง ๆ (โดยเรียกว่า "Research Diagnostic Criteria")[298] และรวมเข้าใน DSM-III ในปี 1980[299] เพื่อที่จะให้สอดคล้องกัน ICD-10 ได้ใช้เกณฑ์เดียวกัน โดยเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย คือ กำหนดเกณฑ์วินิจฉัยของ DSM ว่าเป็น mild depressive episode (คราวแสดงออกความซึมเศร้าแบบอ่อน) แล้วเพิ่มระดับที่รุนแรงขึ้น คือ "moderate" (ปานกลาง) และ "severe" (รุนแรง)[135][299] แต่ว่า แนวคิดโบราณของคำว่า melancholia ก็ยังอยู่รอดต่อไปโดยเป็นแบบย่อย melancholic

นิยามใหม่ของ depression กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง แม้ว่าจะมีหลักฐานและมุมมองที่ต่างกันไปบ้าง โดยมีหลักฐานที่ยังยืนยันว่า คำว่า melancholia อาจจะดีกว่า[300][301] มีข้อคัดค้านบ้างเกี่ยวกับการขยายขอบเขตเกณฑ์วินิจฉัย ที่สัมพันธ์กับการพัฒนากับการวางตลาดยาแก้ซึมเศร้า และกับแบบจำลองทางชีวภาพที่เสนอตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษ 1950[302]

สังคมและวัฒนธรรม[แก้]

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 16 คือ อับราฮัม ลินคอล์น เกิดภาวะ melancholy ซึ่งปัจจุบันอาจจะเรียกว่าโรคซึมเศร้า[303]

ความคิดของคนในเรื่องความซึมเศร้าต่างกันมาก ทั้งภายในและภายนอกวัฒนธรรมเดียวกัน ผู้วิจารณ์คนหนึ่งกล่าวว่า "เนื่องจากไม่มีความแน่นอนทางวิทยาศาสตร์ ประเด็นอภิปรายเกี่ยวกับความซึมเศร้าจึงกลายเป็นเรื่องภาษา คำที่เราใช้เรียก ไม่ว่าจะเป็น 'โรค' 'ความผิดปกติ' 'สภาวะจิต' มีผลต่อวิธีการที่เรามอง วินิจฉัย และรักษามัน"[304] มีความเห็นระหว่างวัฒนธรรมที่ต่าง ๆ กันว่า ความซึมเศร้าแค่ไหนจึงควรพิจารณาว่าเป็นโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลจากมืออาชีพ หรือว่าเป็นแค่ตัวชี้อะไรอย่างอื่น เช่น ความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาสังคมหรือปัญหาทางศีลธรรม เป็นผลของความไม่สมดุลทางร่างกาย หรือว่าเป็นตัวสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคลในความเข้าใจเรื่องความทุกข์ที่อาจจะเสริมความรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้และเสริมความยากลำบากทางอารมณ์[305][306]

การวินิจฉัยโรคนี้สามัญน้อยกว่าในบางประเทศ เช่น ในประเทศจีน โดยอ้างว่า คนจีนตามวัฒนธรรมจะปฏิเสธว่ามีความซึมเศร้าหรือจะแสดงอาการเป็นโรคทางกาย (Somatization) แม้ว่าตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 การปฏิเสธในเรื่องนี้อาจจะเปลี่ยนไปแล้วอย่างสำคัญ[307] หรือโดยอีกนัยหนึ่ง อาจจะเป็นได้ว่าวัฒนธรรมตะวันตกเปลี่ยนแนวคิดและยกสถานะการแสดงความทุกข์บางอย่างของมนุษย์ให้เป็นโรค ศาสตรายจารย์ชาวออเสตรเลียคนหนึ่ง (Gordon Parker) และนักวิชาการอื่น ๆ ได้อ้างว่า แนวคิดชาวตะวันตกเกี่ยวกับความซึมเศร้าเปลี่ยนความเศร้าหรือความทุกข์ธรรมดา ให้กลายเป็นเรื่องทางการแพทย์[308][309] และโดยนัยเดียวกัน จิตแพทย์ชาวฮังการี-อเมริกัน (Thomas Szasz) และนักวิชาการอื่น ๆ ก็อ้างว่า ความซึมเศร้าเป็นโรคโดยอุปลักษณ์ที่ไม่ควรพิจารณาว่าเป็นโรคจริง ๆ[310] นอกจากนั้นก็ยังมีความเป็นห่วงว่า DSM และจิตเวชแบบ descriptive ที่ใช้คู่มือนี้ มักจะทำสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่นความซึมเศร้า ให้เป็นสิ่งที่มีตัวตน ซึ่งความจริงอาจเป็นเรื่องที่สังคมบัญญัติขึ้นเพียงเท่านั้น[311] นักจิตวิทยาแบบ Archetypal ชาวอเมริกันคนหนึ่ง (James Hillman) เขียนไว้ว่า ความซึมเศร้าอาจจะดีต่อวิญญาณ (soul) เพราะว่า "มันนำมาซึ่งที่หลบซ่อน ข้อจำกัด จุดสนใจ ความสำคัญ น้ำหนัก และการทำอะไรไม่ได้ที่ให้เกิดความถ่อมตน"[312] และอ้างว่า การพยายาบำบัดกำจัดความซึมเศร้าเป็นแนวคิดเดียวกับการคืนพระชนม์ของพระเยซู แต่มีผลที่ไม่ต้องการคือการทำสภาพวิญญาณของบุคคลให้กลายเป็นปีศาจ/ผู้ร้าย

บุคคลที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์บ่อยครั้งไม่ค่อยอยากจะพูดถึงหรือหาวิธีรักษาโรคซึมเศร้าเพราะมองว่าเป็นมลทินทางสังคม หรือไม่รู้ว่าเป็นโรคและสามารถรักษาได้ อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ตีความจดหมาย บทความ งานศิลป์ ข้อเขียนต่าง ๆ จากเพื่อน ๆ หรือครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น ทำให้อนุมานได้ว่า บุคคลเหล่านั้นมีความซึมเศร้าในรูปแบบบางอย่าง เช่น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อับราฮัม ลินคอล์น[313]

มีการถกกันมานานแล้ว่า ความผิดปกติทางประสาทและทางอารมณ์บางอย่างอาจมีส่วนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีมาตั้งแต่สมัยอาริสโตเติล[314][315] วรรณกรรมอังกฤษให้ตัวอย่างหลายอย่างที่ผู้เขียนพินิจพิจารณาถึงความซึมเศร้าของตน[316] นักเขียนซามูเอล จอห์นสันใช้คำว่า "the black dog" (หมาดำ) ในคริสต์ทศวรรษ 1780[317] ซึ่งต่อมาอดีตนายกรัฐมนตรีเซอร์วินสตัน เชอร์ชิลทำให้เป็นคำที่นิยม[317]

มลทินทางสังคมเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าเป็นเรื่องทั่วไป การได้ติดต่อกับบริการทางสุขภาพจิตช่วยลดความรู้สึกเช่นนี้เพียงแค่เล็กน้อย ความเห็นของมวลชนเกี่ยวกับวิธีรักษาต่างอย่างยิ่งจากมืออาชีพในการรักษาพยาบาล คือ สาธารณชนเชื่อว่าการรักษาทางเลือกได้ผลดีกว่าการให้ยา ซึ่งถูกมองในแง่ลบ[318] ในสหราชอาณาจักร ราชวิทยาลัยจิตแพทย์และราชวิทยาลัยแพทย์ทั่วไปได้รณรงค์ (Defeat Depression) เป็นเวลา 5 ปี เพื่อให้การศึกษาแก่สาธารณชนและลดมลทินทางสังคมในระหว่างปี 1992-1996[319] แต่งานศึกษาที่ทำภายหลังพบทัศนคติที่เปลี่ยนไปในทางบวกเพียงแค่เล็กน้อยเกี่ยวกับความซึมเศร้าและการรักษา[320]

งานวิจัยบางอย่าง[แก้]

มีงานทดลองที่กำลังตรวจสอบผลของโบทูลินั่ม ท็อกซินต่อความซึมเศร้า ไอเดียก็คือการใช้ท็อกซินทำให้บุคคลขมวดคิ้วน้อยลง เพื่อหยุดการป้อนกลับทางอารมณ์จากใบหน้า (ที่ใบหน้าที่ไม่ส่อความสุขทำให้เกิดความไม่เป็นสุข)[321] แต่งานปี 2558 พบว่า ผลบวกที่ได้บางส่วนมาจากผลยาหลอก (placebo effect)[322]

ในคนชรา[แก้]

ความซึมเศร้าสามัญเป็นพิเศษสำหรับบุคคลอายุมากกว่า 65 ปี และจะเกิดถี่เพิ่มขึ้นตามอายุจากจุดนี้[323] นอกจากนั้นแล้ว ความเสี่ยงต่อความซึมเศร้าเพิ่มทั้งตามอายุและตามความอ่อนแอ/ความบอบบางของบุคคล[323] ความซึมเศร้าเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลลบต่อคุณภาพชีวิตทั้งในผู้ใหญ่และคนชรา[323] ทั้งอาการและการบำบัดรักษาสำหรับคนชราต่างจากคนกลุ่มอื่น ๆ[323]

เหมือนกับโรคหลายอย่างอื่น ๆ เป็นเรื่องธรรมดาในผู้สูงวัย ที่อาการซึมเศร้าจะไม่ปรากฏแบบคลาสสิก[323] ทั้งการวินิจฉัยและการรักษายากยิ่งขึ้นเพราะว่าคนสูงวัยมักจะทานยาเพื่อโรคอื่น ๆ และมักจะมีโรคที่เป็นไปด้วยกัน[323] การรักษาแตกต่างก็เพราะว่า งานศึกษาแสดงว่า ยาประเภท SSRI มีผลน้อยกว่า และบางครั้งไม่เพียงพอที่จะช่วยคนชรา ในขณะที่ยาอื่นที่มีผลชัดเจนกว่ามีผลข้างเคียงแบบไม่พึงประสงค์ที่คนชรารับไม่ได้[323] เช่น Duloxetine เป็นยาแบบ SNRI (Serotonin-norepinephrine reuptake inhibitor) ที่มีหลักฐานว่ามีประสิทธิผลต่อความซึมเศร้าที่เกิดซ้ำ ๆ ในคนชรา แต่มีผลที่ไม่ต้องการคืออาการเวียนศีรษะ ปากแห้ง ท้องร่วง และท้องผูก[323]

การบำบัดโดยให้แก้ปัญหา (Problem solving therapy) เป็นจิตบำบัดวิธีเดียวโดยปี 2558 ที่แสดงหลักฐานว่ามีผล และเทียบได้ว่าเป็น CBT ในรูปแบบที่ง่ายกว่า[323] แต่ว่า คนชรามักไม่ได้การรักษาทางจิต และหลักฐานว่าวิธีการอื่น ๆ ได้ผลก็ไม่สมบูรณ์[323] มีการใช้การรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า (ECT) รักษาคนชรา แต่งานศึกษาเสนอว่า มีผลแต่น้อยกว่าผู้ใหญ่กลุ่มอื่น[323]

ความเสี่ยงในการบำบัดความซึมเศร้าเทียบกับประโยชน์ที่ได้ในคนชราไม่ชัดเจน[323] ในขณะที่ยังรอหลักฐานว่าการบำบัดวิธีเช่นไรจะดีที่สุด เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามผลการรักษา และพิจารณาเปลี่ยนวิธีถ้าวิธีเก่าไม่ได้ผล[323]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Barlow 2005, pp. 248-49
  2. 2.0 2.1 แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป, 2553, หน้า 7
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 doi:10.1016/j.jval.2011.11.009
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand Full Article PDF (6.1 M B)
  4. 4.0 4.1 แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป, 2553, หน้า 3
  5. "Major Depressive Disorder". American Medical Network, Inc. สืบค้นเมื่อ 2011-01-15. 
  6. 6.0 6.1 Siu, AL; US Preventive Services Task Force, (USPSTF); Bibbins-Domingo, K; Grossman, DC; Baumann, LC; Davidson, KW; Ebell, M; García, FA; Gillman, M; Herzstein, J; Kemper, AR; Krist, AH; Kurth, AE; Owens, DK; Phillips, WR; Phipps, MG; Pignone, MP (2016-01-26). "Screening for Depression in Adults: US Preventive Services Task Force Recommendation Statement.". JAMA 315 (4): 380–7. PMID 26813211. 
  7. Driessen, Ellen; Hollon, Steven D (2010). "Cognitive Behavioral Therapy for Mood Disorders: Efficacy, Moderators and Mediators". Psychiatric Clinics of North America 33 (3): 537–55. doi:10.1016/j.psc.2010.04.005. PMC 2933381. PMID 20599132. 
  8. 8.0 8.1 8.2 Fournier, JC; DeRubeis, RJ; Hollon, SD; Dimidjian, S; Amsterdam, JD; Shelton, RC; Fawcett, J (2010-01). "Antidepressant drug effects and depression severity: a patient-level meta-analysis". JAMA 303 (1): 47–53. doi:10.1001/jama.2009.1943. PMC 3712503. PMID 20051569. 
  9. 9.0 9.1 Kirsch, I; Deacon, BJ; Huedo-Medina, TB; Scoboria, A; Moore, TJ; Johnson, BT (2008-02). "Initial severity and antidepressant benefits: a meta-analysis of data submitted to the Food and Drug Administration". PLoS Med. 5 (2): e45. doi:10.1371/journal.pmed.0050045. PMC 2253608. PMID 18303940. 
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 Depression (PDF). National Institute of Mental Health (NIMH). สืบค้นเมื่อ 2008-09-07. 
  11. Hays, RD; Wells, KB; Sherbourne, CD; Rogers, W; Spritzer, K (1995). "Functioning and well-being outcomes of patients with depression compared with chronic general medical illnesses". Archives of General Psychiatry 52 (1): 11–19. doi:10.1001/archpsyc.1995.03950130011002. PMID 7811158. 
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 12.4 12.5 American Psychiatric Association 2000a, p. 349
  13. American Psychiatric Association 2000a, p. 412
  14. 14.0 14.1 Delgado PL, Schillerstrom J (2009). "Cognitive Difficulties Associated With Depression: What Are the Implications for Treatment?". Psychiatric Times 26 (3). 
  15. Judd, LL; Schettler, PJ; Coryell, W; Akiskal, HS; Fiedorowicz, JG (2013). "Overt irritability/anger in unipolar major depressive episodes: past and current characteristics and implications for long-term course". JAMA Psychiatry 70 (11): 1171–80. doi:10.1001/jamapsychiatry.2013.1957. PMID 24026579. 
  16. 16.0 16.1 16.2 16.3 American Psychiatric Association 2000a, p. 350
  17. "Insomnia: Assessment and Management in Primary Care". American Family Physician 59 (11): 3029–38. 1999. สืบค้นเมื่อ 2014-11-12. 
  18. Patel, V; Abas, M; Broadhead, J (2001). "Depression in developing countries: Lessons from Zimbabwe". BMJ 322 (7284): 482–84. doi:10.1136/bmj.322.7284.482. 
  19. Faculty of Psychiatry of Old Age, NSW Branch, RANZCP; Kitching, D; Raphael, B (2001). Consensus Guidelines for Assessment and Management of Depression in the Elderly (PDF). North Sydney, New South Wales: NSW Health Department. p. 2. ISBN 0-7347-3341-0. 
  20. Yohannes, AM; Baldwin, RC (2008). "Medical Comorbidities in Late-Life Depression". Psychiatric Times 25 (14). 
  21. American Psychiatric Association 2000a, p. 354
  22. Kessler, RC; Nelson, CB; McGonagle, KA; Liu, J; Swartz, M; Blazer, DG (1996). "Comorbidity of DSM-III-R major depressive disorder in the general population: results from the US National Comorbidity Survey". British Journal of Psychiatry 168 (suppl 30): 17–30. PMID 8864145. 
  23. Hirschfeld, RM (2001). "The Comorbidity of Major Depression and Anxiety Disorders: Recognition and Management in Primary Care". Primary Care Companion to the Journal of Clinical Psychiatry 3 (6): 244–254. PMC 181193. PMID 15014592. 
  24. Sapolsky, Robert M (2004). Why zebras don't get ulcers. Henry Holt and Company, LLC. pp. 291–98. ISBN 0-8050-7369-8. 
  25. Grant, BF (1995). "Comorbidity between DSM-IV drug use disorders and major depression: Results of a national survey of adults". Journal of Substance Abuse 7 (4): 481–87. doi:10.1016/0899-3289(95)90017-9. PMID 8838629. 
  26. Hallowell, EM; Ratey, JJ (2005). Delivered from distraction: Getting the most out of life with Attention Deficit Disorder. New York: Ballantine Books. pp. 253–55. ISBN 0-345-44231-8. 
  27. Brunsvold, GL; Oepen, G (2008). "Comorbid Depression in ADHD: Children and Adolescents". Psychiatric Times 25 (10). 
  28. Bair, MJ; Robinson, RL; Katon, W; Kroenke, K (2003). "Depression and Pain Comorbidity: A Literature Review". Archives of Internal Medicine 163 (20): 2433–45. doi:10.1001/archinte.163.20.2433. PMID 14609780. 
  29. Swardfager, W; Herrmann, N; Marzolini, S; Saleem, M; Farber, SB; Kiss, A; Oh, PI; Lanctôt, KL (2011). "Major depressive disorder predicts completion, adherence, and outcomes in cardiac rehabilitation: a prospective cohort study of 195 patients with coronary artery disease.". Journal of Clinical Psychiatry 72 (9): 1181–8. doi:10.4088/jcp.09m05810blu. PMID 21208573. 
  30. Schulman, J; Shapiro, BA (2008). "Depression and Cardiovascular Disease: What Is the Correlation?". Psychiatric Times 25 (9). 
  31. "การรักษาโรคซึมเศร้าในกรุงเทพ". เดอะ เคบิน กรุงเทพฯ สถานบำบัดอาการเสพติดและรักษาสุขภาพจิต. 
  32. Department of Health and Human Services (1999). "The fundamentals of mental health and mental illness" (PDF). Mental Health: A Report of the Surgeon General. สืบค้นเมื่อ 2008-11-11. 
  33. 33.0 33.1 33.2 Caspi, A; Sugden, K; Moffitt, TE; Taylor, A; Craig, IW; Harrington, H; McClay, J; Mill, J; Martin, J; Braithwaite, A; Poulton, R (2003-07). "Influence of life stress on depression: Moderation by a polymorphism in the 5-HTT gene". Science 301 (5631): 386–89. Bibcode:2003Sci...301..386C. doi:10.1126/science.1083968. PMID 12869766. 
  34. Haeffel, GJ; Getchell, M; Koposov, RA; Yrigollen, CM; Deyoung, CG; Klinteberg, BA; Oreland, L; Ruchkin, VV; Grigorenko, EL (2008). "Association between polymorphisms in the dopamine transporter gene and depression: evidence for a gene-environment interaction in a sample of juvenile detainees" (PDF). Psychol Sci 19 (1): 62–9. doi:10.1111/j.1467-9280.2008.02047.x. PMID 18181793. 
  35. Slavich, GM (2004). "Deconstructing depression: A diathesis-stress perspective (Opinion)". APS Observer. สืบค้นเมื่อ 2008-11-11. 
  36. Schmahmann, JD (2004). "Disorders of the cerebellum: ataxia, dysmetria of thought, and the cerebellar cognitive affective syndrome". J Neuropsychiatry Clin Neurosci 16 (3): 367–78. doi:10.1176/appi.neuropsych.16.3.367. PMID 15377747. 
  37. Konarski, JZ; McIntyre, RS; Grupp, LA; Kennedy, SH (2005-05). "Is the cerebellum relevant in the circuitry of neuropsychiatric disorders?". J Psychiatry Neurosci 30 (3): 178–86. PMID 15944742. 
  38. Schmahmann, JD; Weilburg, JB; Sherman, JC (2007). "The neuropsychiatry of the cerebellum - insights from the clinic". Cerebellum 6 (3): 254–67. doi:10.1080/14734220701490995. PMID 17786822. 
  39. Kendler, KS; Gatz, M; Gardner, CO; Pedersen, NL (2006). "A Swedish national twin study of lifetime major depression". American Journal of Psychiatry 163 (1): 109–14. doi:10.1176/appi.ajp.163.1.109. PMID 16390897. 
  40. Schuckit, MA; Tipp, JE; Bergman, M; Reich, W; Hesselbrock, VM; Smith, TL (1997). "Comparison of induced and independent major depressive disorders in 2,945 alcoholics". Am J Psychiatry 154 (7): 948–57. doi:10.1176/ajp.154.7.948. PMID 9210745. 
  41. 41.0 41.1 Ashton, Heather (2002). "Benzodiazepines: How They Work and How to Withdraw". 
  42. Barlow 2005, p. 226
  43. Shah, N; Eisner, T; Farrell, M; Raeder, C (July-August 1999). "An overview of SSRIs for the treatment of depression" (PDF). Journal of the Pharmacy Society of Wisconsin. สืบค้นเมื่อ 2008-11-10. 
  44. 44.0 44.1 Nutt, DJ (2008). "Relationship of neurotransmitters to the symptoms of major depressive disorder". Journal of Clinical Psychiatry. 69 Suppl E1: 4–7. PMID 18494537. "Norepinephrine may be related to alertness and energy as well as anxiety, attention, and interest in life; serotonin to anxiety, obsessions, and compulsions; and dopamine to attention, motivation, pleasure, and reward, as well as interest in life." 
  45. 45.0 45.1 Krishnan, V; Nestler, EJ (2008-10). "The molecular neurobiology of depression". Nature 455 (7215): 894–902. Bibcode:2008Natur.455..894K. doi:10.1038/nature07455. PMC 2721780. PMID 18923511. 
  46. Hirschfeld, RM (2000). "History and evolution of the monoamine hypothesis of depression". Journal of Clinical Psychiatry. 61 Suppl 6: 4–6. PMID 10775017. 
  47. Lacasse, JR; Leo, J (2005). "Serotonin and depression: A disconnect between the advertisements and the scientific literature". PLoS Medicine 2 (12): e392. doi:10.1371/journal.pmed.0020392. PMC 1277931. PMID 16268734. สืบค้นเมื่อ 2008-10-30. Lay summaryMedscape (2005-11-08).  สิ่งพิมพ์เผยแพร่เข้าถึงแบบเปิด อ่านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  48. Risch, N; Herrell, R; Lehner, T; Liang, KY; Eaves, L; Hoh, J; Griem, A; Kovacs, M; Ott, J; Merikangas, KR (2009-06). "Interaction between the serotonin transporter gene (5-HTTLPR), stressful life events, and risk of depression: a meta-analysis". JAMA 301 (23): 2462–71. doi:10.1001/jama.2009.878. PMC 2938776. PMID 19531786. 
  49. Munafò, MR; Durrant, C; Lewis, G; Flint, J (2009-02). "Gene X environment interactions at the serotonin transporter locus". Biol. Psychiatry 65 (3): 211–9. doi:10.1016/j.biopsych.2008.06.009. PMID 18691701. 
  50. Uher, R; McGuffin, P (2010-01). "The moderation by the serotonin transporter gene of environmental adversity in the etiology of depression: 2009 update". Mol. Psychiatry 15 (1): 18–22. doi:10.1038/mp.2009.123. PMID 20029411. 
  51. Kempton, MJ; Salvador, Z; Munafò, MR; Geddes, JR; Simmons, A; Frangou, S; Williams, SC (2011). "Structural Neuroimaging Studies in Major Depressive Disorder: Meta-analysis and Comparison With Bipolar Disorder". Arch Gen Psychiatry 68 (7): 675–90. doi:10.1001/archgenpsychiatry.2011.60. PMID 21727252.  see also MRI database at www.depressiondatabase.org
  52. Arnone, D; McIntosh, AM; Ebmeier, KP; Munafò, MR; Anderson, IM (2011-07). "Magnetic resonance imaging studies in unipolar depression: Systematic review and meta-regression analyses". Eur Neuropsychopharmacol 22 (1): 1–16. doi:10.1016/j.euroneuro.2011.05.003. PMID 21723712. 
  53. Herrmann, LL; M, Le Masurier; Ebmeier, KP (2008). "White matter hyperintensities in late life depression: a systematic review". Journal of Neurology, Neurosurgery, and Psychiatry 79 (6): 619–24. doi:10.1136/jnnp.2007.124651. PMID 17717021. 
  54. Mayberg, H (2007-07-06). "Brain pathway may underlie depression". Scientific American 17 (4): 26–31. สืบค้นเมื่อ 2008-09-13. 
  55. Sheline, YI; Gado, MH; Kraemer, HC (2003). "Untreated depression and hippocampal volume loss". American Journal of Psychiatry 160 (8): 1516–18. doi:10.1176/appi.ajp.160.8.1516. PMID 12900317. 
  56. Duman, RS; Heninger, GR; Nestler, EJ (1997). "A molecular and cellular theory of depression". Archives of General Psychiatry 54 (7): 597–606. doi:10.1001/archpsyc.1997.01830190015002. PMID 9236543. 
  57. Drevets, WC; Savitz, J; Trimble, M (2008). "The subgenual anterior cingulate cortex in mood disorders". CNS Spectrums 13 (8): 663–81. PMC 2729429. PMID 18704022. 
  58. Sen, S; Duman, R; Sanacora, G (2008). "Serum brain-derived neurotrophic factor, depression, and antidepressant medications: Meta-analyses and implications". Biological Psychiatry 64 (6): 527–32. doi:10.1016/j.biopsych.2008.05.005. PMC 2597158. PMID 18571629. 
  59. Monteleone, P (2001). "Endocrine disturbances and psychiatric disorders". Current Opinion in Psychiatry (Lippincott Williams & Wilkins, Inc.) 14 (6): 605–10. doi:10.1097/00001504-200111000-00020. ISSN 0951-7367. 
  60. 60.0 60.1 Cutter, WJ; Norbury, R; Murphy, DG (2003). "Oestrogen, brain function, and neuropsychiatric disorders". Journal of Neurology, Neurosurgery and Psychiatry 74 (7): 837–40. doi:10.1136/jnnp.74.7.837. PMC 1738534. PMID 12810759. 
  61. Douma, SL; Husband, C; O'Donnell, ME; Barwin, BN; Woodend, AK (2005). "Estrogen-related Mood Disorders Reproductive Life Cycle Factors". Advances in Nursing Science 28 (4): 364–375. doi:10.1097/00012272-200510000-00008. PMID 16292022. 
  62. Lasiuk, GC; Hegadoren, KM (2007). "The Effects of Estradiol on Central Serotonergic Systems and Its Relationship to Mood in Women". Biological Research for Nursing 9 (2): 147–160. doi:10.1177/1099800407305600. PMID 17909167. 
  63. Dantzer, R; O'Connor, JC; Freund, GG; Johnson, RW; Kelley, KW (2008). "From inflammation to sickness and depression: when the immune system subjugates the brain". Nature Reviews Neuroscience 9 (1): 46–56. doi:10.1038/nrn2297. PMC 2919277. PMID 18073775. 
  64. Dowlati, Y; Herrmann, N; Swardfager, W; Liu, H; Sham, L; Reim, EK; Lanctôt, KL (2010). "A meta-analysis of cytokines in major depression". Biological Psychiatry 67 (5): 446–457. doi:10.1016/j.biopsych.2009.09.033. PMID 20015486. 
  65. 65.0 65.1 Müller, N; Myint, AM; Schwarz, MJ (2011-02). "Inflammatory biomarkers and depression". Neurotox Res 19 (2): 308–18. doi:10.1007/s12640-010-9210-2. PMID 20658274. 
  66. Berk, Michael; Williams, Lana J.; Jacka, Felice N.; O'Neil, Adrienne; Pasco, Julie A.; Moylan, Steven; Allen, Nicholas B.; Stuart, Amanda L. และคณะ (2013-01-01). "So depression is an inflammatory disease, but where does the inflammation come from?". BMC Medicine 11: 200. doi:10.1186/1741-7015-11-200. ISSN 1741-7015. PMC 3846682. PMID 24228900.  สิ่งพิมพ์เผยแพร่เข้าถึงแบบเปิด อ่านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  67. 67.0 67.1 67.2 Raphael, B (2000). "Unmet Need for Prevention". In Andrews, G; Henderson, S. Unmet Need in Psychiatry:Problems, Resources, Responses. Cambridge University Press. pp. 138–39. ISBN 0-521-66229-X. 
  68. Morris, BH; Bylsma, LM; Rottenberg, J (2009-09). "Does emotion predict the course of major depressive disorder? A review of prospective studies". Br J Clin Psychol 48 (Pt 3): 255–73. doi:10.1348/014466508X396549. PMID 19187578. 
  69. Sadock 2002, p. 541
  70. McCullough, ME; Larson, DB (1999-06-01). "Religion and depression: a review of the literature". Twin Research (Australian Academic Press) 2 (2): 126–136. doi:10.1375/136905299320565997. PMID 10480747. 
  71. Dein, S (2006). "Religion, spirituality and depression: implications for research and treatment" (PDF). Primary Care and Community Psychiatry 11 (2): 67–72. doi:10.1185/135525706X121110. สืบค้นเมื่อ 2008-11-21.  Archived ตุลาคม 21, 2006 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
  72. Moreira-Almeida, A; Neto, FL; Koenig, HG (2006-09). "Religiousness and mental health: a review". Rev. Bras. Psiquiatr. 28 (3): 242–50. doi:10.1590/S1516-44462006005000006. PMID 16924349. 
  73. Warman, DM; Beck, AT (2003). "About treatment and supports: Cognitive behavioral therapy". National Alliance on Mental Illness (NAMI) website. สืบค้นเมื่อ 2008-10-17. 
  74. Beck 1987, pp. 10-15
  75. Beck 1987, p. 3
  76. Gotlib, IH; Joormann, J (2010). "Cognition and depression: current status and future directions.". Annual Review of Clinical Psychology 6: 285–312. doi:10.1146/annurev.clinpsy.121208.131305. PMID 20192795. 
  77. Eshel, N; Roiser, JP (2010-07-15). "Reward and punishment processing in depression.". Biological Psychiatry 68 (2): 118–24. doi:10.1016/j.biopsych.2010.01.027. PMID 20303067. 
  78. Seligman, M (1975). "Depression". Helplessness: On depression, development and death. San Francisco, CA, USA: WH Freeman. pp. 75–106. ISBN 0-7167-0751-9. 
  79. 79.0 79.1 Ma, K (2006). "Attachment theory in adult psychiatry. Part 1: Conceptualisations,measurement and clinical research findings". Advances in Psychiatric Treatment 12 (6): 440–449. doi:10.1192/apt.12.6.440. สืบค้นเมื่อ 2010-04-21. 
  80. 80.0 80.1 Barlow 2005, pp. 230-32
  81. Pinto, A; Francis, G (1993). "Cognitive correlates of depressive symptoms in hospitalized adolescents". Adolescence 28 (111): 661–72. PMID 8237551. 
  82. Kanfer, R; Zeiss, AM (1983). "Depression, Interpersonal Standard Setting". Journal of Abnormal Psychology 92 (3): 319–29. doi:10.1037/0021-843X.92.3.319. PMID 6619407. 
  83. Bandura, A (1998). "Self-Efficacy". In Friedman, H. Encyclopedia of mental health. San Diego: Academic Press. ISBN 0-12-226676-5. สืบค้นเมื่อ 2008-08-17. 
  84. Brown, GW; Harris, TO (2001) [1978]. Social Origins of Depression: A Study of Psychiatric Disorder in Women. Routledge. ISBN 0-415-20268-X. 
  85. Hinrichsen, GA; Emery, EE (2006). "Interpersonal factors and late-life depression". Clinical Psychology: Science and Practice 12 (3): 264–75. doi:10.1093/clipsy/bpi027. (subscription required (help)). 
  86. 86.0 86.1 Carhart-Harris, RL; Mayberg, HS; Malizia, AL; Nutt, D (2008). "Mourning and melancholia revisited: Correspondences between principles of Freudian metapsychology and empirical findings in neuropsychiatry". Annals of General Psychiatry 7: 9. doi:10.1186/1744-859X-7-9. PMC 2515304. PMID 18652673. 
  87. 87.0 87.1 Freud, S (1984). "Mourning and Melancholia". In Richards, A. 11.On Metapsychology: The Theory of Psycholoanalysis. Aylesbury, Bucks: Pelican. pp. 245–69. ISBN 0-14-021740-1. 
  88. 88.0 88.1 88.2 88.3 Radden, J (2003). "Is this dame melancholy? Equating today's depression and past melancholia". Philosophy, Psychiatry, & Psychology 10 (1): 37–52. doi:10.1353/ppp.2003.0081. 
  89. Frankl, VE (2000). Man's search for ultimate meaning. New York, NY, USA: Basic Books. pp. 139–40. ISBN 0-7382-0354-8. 
  90. Geppert, C.M.A. (2006). "Damage control". Psychiatric Times. สืบค้นเมื่อ 2014-11-12. 
  91. May 1994, p. 133
  92. Heim, C; Newport, DJ; Mletzko, T; Miller, AH; Nemeroff, CB (2008). "The link between childhood trauma and depression: insights from HPA axis studies in humans". Psychoneuroendocrinology 33 (6): 693–710. doi:10.1016/j.psyneuen.2008.03.008. PMID 18602762. 
  93. Kessler, RC (1997). "The effects of stressful life events on depression". Annual Review of Psychology 48: 191–214. doi:10.1146/annurev.psych.48.1.191. PMID 9046559. 
  94. Kendler, KS; Hettema, JM; Butera, F; Gardner, CO; Prescott, CA (2003). "Life event dimensions of loss, humiliation, entrapment, and danger in the prediction of onsets of major depression and generalized anxiety". Archives of General Psychiatry 60 (8): 789–796. doi:10.1001/archpsyc.60.8.789. PMID 12912762. 
  95. Slavich, GM; Thornton, T; Torres, LD; Monroe, SM; Gotlib, IH (2009). "Targeted rejection predicts hastened onset of major depression". Journal of Social and Clinical Psychology 28: 223–243. doi:10.1521/jscp.2009.28.2.223. PMC 2847269. PMID 20357895. 
  96. Monroe, SM; Slavich, GM; Torres, LD; Gotlib, IH (2007). "Major life events and major chronic difficulties are differentially associated with history of major depressive episodes". Journal of Abnormal Psychology 116 (1): 116–124. doi:10.1037/0021-843X.116.1.116. PMID 17324022. 
  97. Sadock 2002, p. 540
  98. Vilhjalmsson, R (1993). "Life stress, social support and clinical depression: A reanalysis of the literature". Social Science & Medicine 37 (3): 331–42. doi:10.1016/0277-9536(93)90264-5. PMID 8356482. 
  99. Kim, D (2008). "Blues from the neighborhood? Neighborhood characteristics and depression". Epidemiologic reviews 30: 101–17. doi:10.1093/epirev/mxn009. PMID 18753674. 
  100. Bonde, JP (2008). "Psychosocial factors at work and risk of depression: A systematic review of the epidemiological evidence". Journal of Occupational and Environmental Medicine 65 (7): 438–45. doi:10.1136/oem.2007.038430. PMID 18417557. 
  101. Cox, WT; Abramson, LY; Devine, PG; Hollon, SD (2012). "Stereotypes, Prejudice, and Depression: The Integrated Perspective". Perspectives on Psychological Science 7 (5): 427–449. doi:10.1177/1745691612455204. 
  102. Panksepp, J; Moskal, JR; Panksepp, JB; Kroes, RA (2002). "Comparative approaches in evolutionary psychology: Molecular neuroscience meets the mind" (PDF). Neuroendocrinology Letters 23 (Supplement 4): 105–15. PMID 12496741. 
  103. Sloman, L; Gilbert, P; Hasey, G (2003). "Evolved mechanisms in depression: The role and interaction of attachment and social rank in depression". Journal of Affective Disorders 74 (2): 107–21. doi:10.1016/S0165-0327(02)00116-7. PMID 12706512. 
  104. Tooby, J; Cosmides, L (2005). "Conceptual foundations of evolutionary psychology" (PDF). In Buss, DM. The Handbook of Evolutionary Psychology' (Hoboken, NJ: Wiley & Sons). pp. 5–67. 
  105. Carey, TJ (2005). "Evolution, depression and counselling". Counselling Psychology Quarterly 18 (3): 215–22. doi:10.1080/09515070500304508. 
  106. Mashman, RC (1997). "An evolutionary view of psychic misery". Journal of Social Behaviour & Personality 12: 979–99. ISSN 0886-1641. 
  107. Cottencin, O (2009-12). "Severe depression and addictions". Encephale (ใน French). 35 Suppl 7: S264–8. doi:10.1016/S0013-7006(09)73483-9. PMID 20141784. 
  108. Falk, DE; Yi, HY; Hilton, ME (2008). "Age of onset and temporal sequencing of lifetime DSM-IV alcohol use disorders relative to comorbid mood and anxiety disorders". Drug Alcohol Depend 94 (1-3): 234–45. doi:10.1016/j.drugalcdep.2007.11.022. PMC 2386955. PMID 18215474. 
  109. 109.0 109.1 Boden, JM; Fergusson, DM (2011-05). "Alcohol and depression". Addiction 106 (5): 906–14. doi:10.1111/j.1360-0443.2010.03351.x. PMID 21382111. 
  110. Kelley, KW; Dantzer, R (2011-06). "Alcoholism and inflammation: neuroimmunology of behavioral and mood disorders". Brain Behav. Immun. 25 Suppl 1: S13–20. doi:10.1016/j.bbi.2010.12.013. PMID 21193024. 
  111. Semple, David; Smyth, Roger; Burns, Jonathan; Darjee, Rajan; McIntosh, Andrew (2007) [2005]. "13". Oxford Handbook of Psychiatry. United Kingdom: Oxford University Press. p. 540. ISBN 0-19-852783-7. 
  112. Collier, Judith; Longmore, Murray (2003). "4". In Scally, Peter. Oxford Handbook of Clinical Specialties (6 ed.). Oxford University Press. p. 366. ISBN 978-0-19-852518-9. 
  113. Janicak, Philip G.; Marder, Stephen R.; Pavuluri, Mani N. (2011). Principles and practice of psychopharmacotherap. Philadelphia: Wolters Kluwer Health/Lippincott Williams Wilkins. pp. 507–508. ISBN 978-1-60547-565-3. 
  114. Johnson, Bankole A. (2011). Addiction medicine : science and practic. New York: Springer. pp. 301–303. ISBN 978-1-4419-0337-2. 
  115. Marshall, BD; Werb, D (2010-06). "Health outcomes associated with methamphetamine use among young people: a systematic review". Addiction 105 (6): 991–1002. doi:10.1111/j.1360-0443.2010.02932.x. PMID 20659059. 
  116. Kaufmann, IM (1993-09-01). "Rural psychiatric services. A collaborative model". Canadian Family Physician 39: 1957–61. PMC 2379905. PMID 8219844. 
  117. "Call for action over Third World depression". BBC News (Health). British Broadcasting Corporation (BBC). 1999-11-01. สืบค้นเมื่อ 2008-10-11. 
  118. Zimmerman, M; Chelminski, I; Posternak, M (2004-09). "A Review of Studies of the Hamilton Depression Rating Scale in Healthy Controls: Implications for the Definition of Remission in Treatment Studies Of Depression". J Nerv Ment Dis 192 (9): 595–601. doi:10.1097/01.nmd.0000138226.22761.39. PMID 15348975. 
  119. McPherson, A; Martin, CR (2010-02). "A Narrative Review of the Beck Depression Inventory (BDI) and Implications for its Use in an Alcohol-Dependent Population". J Psychiatr Ment Health Nurs 17 (1): 19–30. doi:10.1111/j.1365-2850.2009.01469.x. PMID 20100303. 
  120. Osman, A.; Bagge, C. L.; Gutierrez, P. M.; Konick, L. C.; Kopper, B. A.; Barrios, F. X. (2001-12-01). "The Suicidal Behaviors Questionnaire-Revised (SBQ-R) :Validation with Clinical and Nonclinical Samples". Assessment 8 (4): 443–454. doi:10.1177/107319110100800409. PMID 11785588. 
  121. 121.0 121.1 Sharp, LK; Lipsky, MS (2002). "Screening for depression across the lifespan: a review of measures for use in primary care settings". American Family Physician 66 (6): 1001–8. PMID 12358212. 
  122. Cepoiu, M; McCusker, J; Cole, MG; Sewitch, M; Belzile, E; Ciampi, A (2008). "Recognition of depression by non-psychiatric physicians—a systematic literature review and meta-analysis". J Gen Intern Med 23 (1): 25–36. doi:10.1007/s11606-007-0428-5. PMC 2173927. PMID 17968628. 
  123. Dale, J; Sorour, E; Milner, G (2008). "Do psychiatrists perform appropriate physical investigations for their patients? A review of current practices in a general psychiatric inpatient and outpatient setting". Journal of Mental Health 17 (3): 293–98. doi:10.1080/09638230701498325. 
  124. Orengo, CA; Fullerton, G; Tan, R (2004). "Male depression: A review of gender concerns and testosterone therapy". Geriatrics 59 (10): 24–30. PMID 15508552. 
  125. Ju, SY (2013). "Serum 25-hydroxyvitamin D levels and the risk of depression: a systematic review and meta-analysis". J Nutr Health Aging 17 (5): 447. doi:10.1007/s12603-012-0418-0. PMID 23636546. 
  126. Reid, LM; Maclullich, AM (2006). "Subjective memory complaints and cognitive impairment in older people". Dementia and geriatric cognitive disorders 22 (5-6): 471–85. doi:10.1159/000096295. PMID 17047326. 
  127. Katz, IR (1998). "Diagnosis and treatment of depression in patients with Alzheimer's disease and other dementias". The Journal of Clinical Psychiatry. 59 Suppl 9: 38–44. PMID 9720486. 
  128. Wright, SL; Persad, C (2007). "Distinguishing between depression and dementia in older persons: Neuropsychological and neuropathological correlates". Journal of Geriatric Psychiatry and Neurology 20 (4): 189–98. doi:10.1177/0891988707308801. PMID 18004006. 
  129. Sadock 2002, p. 108
  130. Sadock 2002, p. 260
  131. Hahn, T; Marquand, AF; Ehlis, AC; Dresler, T; Kittel-Schneider, S; Jarczok, TA; Lesch, KP; Jakob, PM; Mourao-Miranda, J; Brammer, MJ; Fallgatter, AJ (2010-12). "Integrating Neurobiological Markers of Depression". Arch. Gen. Psychiatry 68 (4): 361–368. doi:10.1001/archgenpsychiatry.2010.178. PMID 21135315. สืบค้นเมื่อ 2011-04-01. 
  132. 132.0 132.1 132.2 "Mental and behavioural disorders: Mood [affective] disorders". World Health Organization. 2010. สืบค้นเมื่อ 2008-11-08. 
  133. Sadock 2002, p. 288
  134. American Psychiatric Association 2000a, p. xxix
  135. 135.0 135.1 Gruenberg, AM; Goldstein, RD; Pincus, HA (2005). "Classification of Depression: Research and Diagnostic Criteria: DSM-IV and ICD-10" (PDF). Biology of Depression: From Novel Insights to Therapeutic Strategies (eds J. Licinio and M.-L. Wong). Wiley-VCH Verlag GmbH. doi:10.1002/9783527619672.ch1. สืบค้นเมื่อ 2008-10-30. 
  136. "The ICD-10 Classification of Mental and Behavioural Disorders: Clinical descriptions and diagnostic guidelines". World Health Organization. 2010. สืบค้นเมื่อ 2014-11-12. 
  137. The ICD-10 classification of mental and behavioral disorders. Clinical description and diagnostic guideline. Geneva: World Health Organization. 1992. 
  138. American Psychiatric Association 2000a
  139. American Psychiatric Association 2000a, p. 345
  140. American Psychiatric Association 2000a, p. 372
  141. Parker 1996, p. 173
  142. American Psychiatric Association 2000a, p. 352
  143. Wakefield, JC; Schmitz, MF; First, MB; Horwitz, AV (2007). "Extending the bereavement exclusion for major depression to other losses: Evidence from the National Comorbidity Survey". Archives of General Psychiatry 64 (4): 433–40. doi:10.1001/archpsyc.64.4.433. PMID 17404120. Lay summaryThe Washington Post (2007-04-03). 
  144. Kendler, KS; Gardner, CO (1998-02-01). "Boundaries of major depression: An evaluation of DSM-IV criteria". American Journal of Psychiatry 155 (2): 172–77. PMID 9464194. 
  145. 145.0 145.1 Sadock 2002, p. 552
  146. American Psychiatric Association 2000a, p. 778
  147. Carta, MG; Altamura, AC; Hardoy, MC; Pinna, F; Medda, S; Dell'Osso, L; Carpiniello, B; Angst, J (2003). "Is recurrent brief depression an expression of mood spectrum disorders in young people?". European Archives of Psychiatry and Clinical Neuroscience 253 (3): 149–53. doi:10.1007/s00406-003-0418-5. PMID 12904979. 
  148. Rapaport, MH; Judd, LL; Schettler, PJ; Yonkers, KA; Thase, ME; Kupfer, DJ; Frank, E; Plewes, JM; Tollefson, GD; Rush, AJ (2002). "A descriptive analysis of minor depression". American Journal of Psychiatry 159 (4): 637–43. doi:10.1176/appi.ajp.159.4.637. PMID 11925303. 
  149. 149.0 149.1 American Psychiatric Association 2000a, p. 355
  150. American Psychiatric Association 2000a, pp. 419-20
  151. American Psychiatric Association 2000a, pp. 421-22
  152. American Psychiatric Association 2000a, pp. 417-18
  153. Nonacs, Ruta M (2007-12-04). "Postpartum depression". eMedicine. สืบค้นเมื่อ 2008-10-30. 
  154. American Psychiatric Association 2000a, p. 425
  155. Siu, AL; U.S. Preventive Services Task, Force (2016-03-01). "Screening for Depression in Children and Adolescents: U.S. Preventive Services Task Force Recommendation Statement.". Annals of internal medicine 164 (5): 360–6. PMID 26858097. 
  156. Gilbody, S; House, AO; Sheldon, TA (2005). "Screening and case finding instruments for depression". Cochrane Database of Systematic Reviews (4): CD002792. doi:10.1002/14651858.CD002792.pub2. PMID 16235301. 
  157. Akiskal, HS; Benazzi, F (2006). "The DSM-IV and ICD-10 categories of recurrent [major] depressive and bipolar II disorders: Evidence that they lie on a dimensional spectrum". Journal of Affective Disorders 92 (1): 45–54. doi:10.1016/j.jad.2005.12.035. PMID 16488021. 
  158. Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM-5), Fifth Edition (5 ed.). American Psychiatric Association. 2013. ISBN 978-0-89042-555-8. สืบค้นเมื่อ 2016-07-22. 
  159. แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป, หน้า 15-17
  160. 160.0 160.1 Cuijpers, P; van Straten, A; Smit, F; Mihalopoulos, C; Beekman, A (2008). "Preventing the onset of depressive disorders: a meta-analytic review of psychological interventions". Am J Psychiatry 165 (10): 1272–80. doi:10.1176/appi.ajp.2008.07091422. PMID 18765483. 
  161. Li, F; Liu, X; Zhang, D (2015-09-10). "Fish consumption and risk of depression: a meta-analysis.". Journal of epidemiology and community health: jech–2015–206278. doi:10.1136/jech-2015-206278. PMID 26359502. 
  162. 162.0 162.1 Muñoz, RF; Beardslee, WR; Leykin, Y (May-June 2012). "Major depression can be prevented". The American Psychologist 67 (4): 285–95. doi:10.1037/a0027666. PMC 4533896. PMID 22583342. 
  163. Cuijpers, P (2012-09-20). "Prevention and early treatment of mental ill-health". PSYCHOLOGY FOR HEALTH: Contributions to Policy Making, Brussels. 
  164. Griffiths, K.M.; Farrer, L.; Christensen, H. (2010). "The efficacy of internet interventions for depression and anxiety disorders: a review of randomised controlled trials". Medical Journal of Australia 192 (11): 4–11. สืบค้นเมื่อ 2014-11-12. 
  165. Jané-Llopis, E; Hosman, C; Jenkins, R; Anderson, P (2003). "Predictors of efficacy in depression prevention programmes" (PDF). British Journal of Psychiatry. สืบค้นเมื่อ 2009-04-02. 
  166. Cuijpers, P; Muñoz, RF; Clarke, GN; Lewinsohn, PM (2009). "Psychoeducational treatment and prevention of depression: the "Coping with Depression" course thirty years later". Clinical Psychology Review 29 (5): 449–458. doi:10.1016/j.cpr.2009.04.005. PMID 19450912. 
  167. "Depression". National Institute for Health and Care Excellence. 2004-12. Archived from the original on 2008-11-15. สืบค้นเมื่อ 2013-03-20. 
  168. "APA Practice Guidelines | Practice Guideline for the Treatment of Patients With Major Depressive Disorder, Third Edition". PsychiatryOnline. 
  169. Patel, V; Araya, R; Bolton, P (2004). "Editorial: Treating depression in the developing world". Tropical Medicine & International Health 9 (5): 539–41. doi:10.1111/j.1365-3156.2004.01243.x. PMID 15117296. (subscription required (help)). 
  170. Cox, GR; Callahan, P; Churchill, R; Hunot, V; Merry, SN; Parker, AG; Hetrick, SE (2014-11-30). "Psychological therapies versus antidepressant medication, alone and in combination for depression in children and adolescents.". The Cochrane database of systematic reviews 11: CD008324. doi:10.1002/14651858.CD008324.pub3. PMID 25433518. 
  171. Amick, HR; Gartlehner, G; Gaynes, BN; Forneris, C; Asher, GN; Morgan, LC; Coker-Schwimmer, E; Boland, E; Lux, LJ; Gaylord, S; Bann, C; Pierl, CB; Lohr, KN (2015-12-08). "Comparative benefits and harms of second generation antidepressants and cognitive behavioral therapies in initial treatment of major depressive disorder: systematic review and meta-analysis.". BMJ (Clinical research ed.) 351: h6019. PMID 26645251. 
  172. Khan, A; Faucett, J; Lichtenberg, P; Kirsch, I; Brown, WA (2012-07-30). "A Systematic Review of Comparative Efficacy of Treatments and Controls for Depression". PLOS ONE 7 (7): e41778. doi:10.1371/journal.pone.0041778. PMC 3408478. PMID 22860015. 
  173. Thase, ME (1999). "When are psychotherapy and pharmacotherapy combinations the treatment of choice for major depressive disorder?". Psychiatric Quarterly 70 (4): 333–46. doi:10.1023/A:1022042316895. PMID 10587988. 
  174. Cordes, J. (2013). "Depression". Encyclopedia of Sciences and Religions. p. 610. doi:10.1007/978-1-4020-8265-8_301. ISBN 978-1-4020-8264-1. 
  175. 175.0 175.1 Nieuwenhuijsen, Karen; Faber, Babs; Verbeek, Jos H.; Neumeyer-Gromen, Angela; Hees, Hiske L.; Verhoeven, Arco C.; van der Feltz-Cornelis, Christina M.; Bültmann, Ute (2014). "Interventions to improve return to work in depressed people". The Cochrane Database of Systematic Reviews 12: CD006237. doi:10.1002/14651858.CD006237.pub3. ISSN 1469-493X. PMID 25470301. 
  176. Wilson, KC; Mottram, PG; Vassilas, CA (2008). "Psychotherapeutic treatments for older depressed people". Cochrane Database of Systematic Reviews 23 (1): CD004853. doi:10.1002/14651858.CD004853.pub2. PMID 18254062. 
  177. Cuijpers, P; van Straten, A; Smit, F (2006). "Psychological treatment of late-life depression: a meta-analysis of randomized controlled trials". International Journal of Geriatric Psychiatry 21 (12): 1139–49. doi:10.1002/gps.1620. PMID 16955421. 
  178. "Childhood Depression". abct.org. 2010-07-30. Archived from the original on 2011-07-26. 
  179. National Institute for Health and Clinical Excellence (2005). NICE guidelines: Depression in children and adolescents. London: NICE. p. 5. ISBN 1-84629-074-0. สืบค้นเมื่อ 2008-08-16. 
  180. Dobson, KS (1989). "A meta-analysis of the efficacy of cognitive therapy for depression". J Consult Clin Psychol 57 (3): 414–9. doi:10.1037/0022-006X.57.3.414. PMID 2738214. 
  181. Roth, Anthony; Fonagy, Peter (2005) [1996]. What Works for Whom? Second Edition: A Critical Review of Psychotherapy Research. Guilford Press. p. 78. ISBN 1-59385-272-X. 
  182. Weersing, VR; Walker, PN (2008). "Review: Cognitive behavioural therapy for adolescents with depression". Evidence-Based Mental Health 11 (3): 76. doi:10.1136/ebmh.11.3.76. PMID 18669678. สืบค้นเมื่อ 2008-11-27. 
  183. Harrington, R; Whittaker, J; Shoebridge, P; Campbell, F (1998). "Systematic review of efficacy of cognitive behaviour therapies in childhood and adolescent depressive disorder". BMJ 325 (7358): 229–30. doi:10.1136/bmj.325.7358.229. PMC 28555. PMID 9596592. 
  184. Becker, SJ (2008). "Cognitive-Behavioral Therapy for Adolescent Depression: Processes of Cognitive Change". Psychiatric Times 25 (14). 
  185. Almeida, AM; Lotufo, Neto F (2003). "Cognitive-behavioral therapy in prevention of depression relapses and recurrences: a review". Revista brasileira de psiquiatria (Sao Paulo, Brazil : 1999) 25 (4): 239–44. PMID 15328551. 
  186. Paykel, ES (2007). "Cognitive therapy in relapse prevention in depression". The International Journal of Neuropsychopharmacology 10 (1): 131–6. doi:10.1017/S1461145706006912. PMID 16787553. 
  187. Beck 1987, p. 10
  188. Coelho, HF; Canter, PH; Ernst, E (2007). "Mindfulness-based cognitive therapy: Evaluating current evidence and informing future research". Journal of Consulting and Clinical Psychology 75 (6): 1000–05. doi:10.1037/0022-006X.75.6.1000. PMID 18085916. 
  189. Khoury, B; Lecomte, T; Fortin, G; Masse, M; Therien, P; Bouchard, V; Chapleau, MA; Paquin, K; Hofmann, SG (2013-08). "Mindfulness-based therapy: a comprehensive meta-analysis". Clin Psychol Rev. 33 (6): 763–71. doi:10.1016/j.cpr.2013.05.005. PMID 23796855. 
  190. Jain, FA; Walsh, RN; Eisendrath, SJ; etal (2014). "Critical Analysis of the Efficacy of Meditation Therapies for Acute and Subacute Phase Treatment of Depressive Disorders: A systematic Review". Psychosomatics 56: 297–302. doi:10.1016/j.psym.2014.10.007. 
  191. Simkin, DR; Black, NB (2014-07). "Meditation and mindfulness in clinical practice.". Child and adolescent psychiatric clinics of North America 23 (3): 487–534. doi:10.1016/j.chc.2014.03.002. PMID 24975623. 
  192. Dworetzky, J (1997). Psychology. Pacific Grove, CA, USA: Brooks/Cole Pub. Co. p. 602. ISBN 0-314-20412-1. 
  193. Doidge, N; Simon, B; Lancee, WJ; First, M; Brunshaw, J; Brauer, L; Grant, DC; Stevens, A; Oldham, JM; Mosher, P (2002). "Psychoanalytic patients in the US, Canada, and Australia: II. A DSM-III-R validation study". Journal of the American Psychoanalytic Association 50 (2): 615–27. doi:10.1177/00030651020500021101. PMID 12206545. 
  194. Barlow 2005, p. 20
  195. de Maat, S; Dekker, J; Schoevers, R; van Aalst, G; Gijsbers-van Wijk, C; Hendriksen, M; Kool, S; Peen, J; Van, R; de Jonghe, F (2007). "Short Psychodynamic Supportive Psychotherapy, antidepressants, and their combination in the treatment of major depression: A mega-analysis based on three Randomized Clinical Trials". Depression and Anxiety 25 (7): 565–74. doi:10.1002/da.20305. PMID 17557313. 
  196. The sertraline prescriptions were calculated as a total of prescriptions for Zoloft and generic Sertraline using data from the charts for generic and brand name drugs, see: Verispan (2008-02-18). "Top 200 Generic Drugs by Units in 2007" (PDF). Drug Topics. สืบค้นเมื่อ 2008-03-30.  and Verispan (2008-02-18). "Top 200 Brand Drugs by Units in 2007" (PDF). Drug Topics. สืบค้นเมื่อ 2008-03-30. 
  197. Kirsch, I; Moore, TJ; Scoboria, A; Nicholls, SS (2002). "The emperor's new drugs: An analysis of antidepressant medication data submitted to the U.S. Food and Drug Administration". Prevention & Treatment 5. doi:10.1037/1522-3736.5.1.523a. 
  198. "The treatment and management of depression in adults" (PDF). NICE. 2009-10. สืบค้นเมื่อ 2014-11-12. 
  199. Leucht, C; Huhn, M; Leucht, S (2012). "Amitriptyline versus placebo for major depressive disorder". In Leucht, C. Cochrane Database of Systematic Reviews 12: CD009138. doi:10.1002/14651858.CD009138.pub2. PMID 23235671. 
  200. 200.0 200.1 Karasu, TB; Gelenberg, A; Merriam, A; Wang, P (2000-04). "Practice Guideline for the Treatment of Patients With Major Depressive Disorder (Second Edition)". Am J Psychiatry 157 (4 Suppl): 1–45. PMID 10767867.  ; Third edition doi:10.1176/appi.books.9780890423363.48690
  201. Thase, ME (2006). "Preventing relapse and recurrence of depression: a brief review of therapeutic options". CNS spectrums 11 (12 Suppl 15): 12–21. PMID 17146414. 
  202. 202.0 202.1 Royal Pharmaceutical Society of Great Britain 2008, p. 204
  203. Whooley, MA; Simon, GE (2000). "Managing Depression in Medical Outpatients". New England Journal of Medicine 343 (26): 1942–50. doi:10.1056/NEJM200012283432607. PMID 11136266. สืบค้นเมื่อ 2008-11-11. 
  204. Zisook, S; Rush, AJ; Haight, BR; Clines, DC; Rockett, CB (2006). "Use of bupropion in combination with serotonin reuptake inhibitors". Biological Psychiatry 59 (3): 203–10. doi:10.1016/j.biopsych.2005.06.027. PMID 16165100. 
  205. Papakostas, GI; Thase, ME; Fava, M; Nelson, JC; Shelton, RC (2007). "Are antidepressant drugs that combine serotonergic and noradrenergic mechanisms of action more effective than the selective serotonin reuptake inhibitors in treating major depressive disorder? A meta-analysis of studies of newer agents". Biological Psychiatry 62 (11): 1217–27. doi:10.1016/j.biopsych.2007.03.027. PMID 17588546. 
  206. Duff, Gordon (2006-05-31). "Updated prescribing advice for venlafaxine (Efexor/Efexor XL)". Medicines and Healthcare products Regulatory Agency (MHRA). 
  207. 207.0 207.1 Depression in children and young people: Identification and management in primary, community and secondary care (PDF). NHS National Institute for Health and Clinical Excellence. 2005. สืบค้นเมื่อ 2014-11-12. 
  208. Mayers, AG; Baldwin, DS (2005). "Antidepressants and their effect on sleep". Human Psychopharmacology 20 (8): 533–59. doi:10.1002/hup.726. PMID 16229049. 
  209. Tsapakis, EM; Soldani, F; Tondo, L; Baldessarini, RJ (2008). "Efficacy of antidepressants in juvenile depression: meta-analysis". Br J Psychiatry 193 (1): 10–7. doi:10.1192/bjp.bp.106.031088. PMID 18700212. 
  210. "Comparative efficacy and tolerability of antidepressants for major depressive disorder in children and adolescents: a network meta-analysis". Lancet. 2016-06-08. doi:10.1016/S0140-6736(16)30385-3. 
  211. Nelson JC, Devanand DP (2011-04). "A systematic review and meta-analysis of placebo-controlled antidepressant studies in people with depression and dementia". Journal of the American Geriatrics Society 59 (4): 577–85. doi:10.1111/j.1532-5415.2011.03355.x. PMID 21453380. 
  212. Palmer, BF; Gates, JR; Lader, M (2003). "Causes and Management of Hyponatremia". Annals of Pharmacotherapy 37 (11): 1694–702. doi:10.1345/aph.1D105. PMID 14565794. 
  213. Guaiana, G; Barbui, C; Hotopf, M (2007). "Amitriptyline for depression". Cochrane Database of Systematic Reviews 18 (3): 11–7. doi:10.1002/14651858.CD004186.pub2. PMID 17636748. 
  214. Anderson, IM (2000). "Selective serotonin reuptake inhibitors versus tricyclic antidepressants: A meta-analysis of efficacy and tolerability". Journal of Affective Disorders 58 (1): 19–36. doi:10.1016/S0165-0327(99)00092-0. PMID 10760555. 
  215. Krishnan, KR (2007). "Revisiting monoamine oxidase inhibitors". Journal of Clinical Psychiatry. 68 Suppl 8: 35–41. PMID 17640156. 
  216. Bonnet, U (2003). "Moclobemide: therapeutic use and clinical studies". CNS Drug Rev 9 (1): 97–140. doi:10.1111/j.1527-3458.2003.tb00245.x. PMID 12595913. 
  217. Hammad, TA (2004-08-16). "Review and evaluation of clinical data. Relationship between psychiatric drugs and pediatric suicidality" (PDF). FDA. pp. 42; 115. สืบค้นเมื่อ 2008-05-29. 
  218. Hetrick, SE; McKenzie, JE; Cox, GR; Simmons, MB; Merry, SN (2012-11-14). "Newer generation antidepressants for depressive disorders in children and adolescents.". The Cochrane database of systematic reviews 11: CD004851. doi:10.1002/14651858.CD004851.pub3. PMID 23152227. 
  219. Gunnell, D; Saperia, J; Ashby, D (2005). "Selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) and suicide in adults: meta-analysis of drug company data from placebo controlled, randomised controlled trials submitted to the MHRA's safety review". BMJ 330 (7488): 385. doi:10.1136/bmj.330.7488.385. PMC 549105. PMID 15718537. 
  220. Fergusson, D; Doucette, S; Glass, KC; Shapiro, S; Healy, D; Hebert, P; Hutton, B (2005). "Association between suicide attempts and selective serotonin reuptake inhibitors: systematic review of randomised controlled trials". BMJ 330 (7488): 396. doi:10.1136/bmj.330.7488.396. PMC 549110. PMID 15718539. 
  221. Stone, M; Laughren, T; Jones, ML; Levenson, M; Holland, PC; Hughes, A; Hammad, TA; Temple, R; Rochester, G (2009-08-11). "Risk of suicidality in clinical trials of antidepressants in adults: analysis of proprietary data submitted to US Food and Drug Administration". BMJ (Clinical research ed.) 339: b2880. doi:10.1136/bmj.b2880. PMC 2725270. PMID 19671933. 
  222. "FDA Proposes New Warnings About Suicidal Thinking, Behavior in Young Adults Who Take Antidepressant Medications". U.S. Food and Drug Administration. 2007-05-02. สืบค้นเมื่อ 2008-05-29. 
  223. Medics and Foods Department (ในภาษาJapanese) (PDF). Pharmaceuticals and Medical Devices Safety Information (รายงาน). 261. Ministry of Health, Labour and Welfare (Japan). http://www1.mhlw.go.jp/kinkyu/iyaku_j/iyaku_j/anzenseijyouhou/261.pdf. 
  224. Sublette, ME; Ellis, SP; Geant, AL; Mann, JJ (2011-09). "Meta-analysis of the effects of eicosapentaenoic acid (EPA) in clinical trials in depression". J Clin Psychiatry 72 (12): 1577–84. doi:10.4088/JCP.10m06634. PMC 3534764. PMID 21939614. 
  225. Bloch, MH; Hannestad, J (2011-09). "Omega-3 fatty acids for the treatment of depression: systematic review and meta-analysis". Mol Psychiatry 17 (12): 1272–82. doi:10.1038/mp.2011.100. PMC 3625950. PMID 21931319. 
  226. Cipriani, A; Hawton, K; Stockton, S; Geddes, JR (2013-06-27). "Lithium in the prevention of suicide in mood disorders: updated systematic review and meta-analysis". BMJ 346 (jun27 4): f3646–f3646. doi:10.1136/bmj.f3646. PMID 23814104. 
  227. Nolen-Hoeksema, Susan (2014). "Treatment of Mood Disorders". Abnormal Psychology (6th ed.) (New York: McGraw-Hill). p. 196. ISBN 978-0-07-803538-8. 
  228. Gelenberg, Alan J.; Freeman, Marlene P.; Markowitz, John C. "Practice Guideline for the Treatment of Patients with Major Depressive Disorder" (PDF) (3rd ed.). American Psychiatric Association (APA). สืบค้นเมื่อ 2014-11-03. 
  229. Rudorfer, MV; Henry, ME; Sackeim, HA (2003). "Electroconvulsive therapy" (PDF). In Tasman, A; Kay, J; Lieberman, JA. Psychiatry edition = 2nd (Chichester: John Wiley & Sons Ltd). pp. 1865–1901. 
  230. Beloucif, S (2013). "Informed consent for special procedures: electroconvulsive therapy and psychosurgery". Curr Opin Anaesthesiol 26: 182–5. doi:10.1097/ACO.0b013e32835e7380. PMID 23385317. 
  231. 231.0 231.1 231.2 FDA. FDA Executive Summary. Prepared for the 27-28 January 2011 meeting of the Neurological Devices Panel Meeting to Discuss the Classification of Electroconvulsive Therapy Devices (ECT). Quote, p38: "Three major practice guidelines have been published on ECT. These guidelines include: APA Task Force on ECT (2001) ; Third report of the Royal College of Psychiatrists' Special Committee on ECT (2004) ; National Institute for Health and Clinical Excellence (NICE 2003; NICE 2009). There is significant agreement between the three sets of recommendations."
  232. Dierckx, B; Heijnen, WT; van den Broek, WW; Birkenhäger, TK (2012). "Efficacy of electroconvulsive therapy in bipolar versus unipolar major depression: A meta-analysis". Bipolar Disorders 12 (2): 146–150. doi:10.1111/j.1399-5618.2012.00997.x. PMID 22420590. 
  233. Jelovac A, etal (2013-11). "Relapse following successful electroconvulsive therapy for major depression: a meta-analysis". Neuropsychopharmacology 38 (12): 2467–74. doi:10.1038/npp.2013.149. PMID 23774532. 
  234. "4". Mental Health: A Report of the Surgeon General. Surgeon General. 1999. 
  235. American Psychiatric Association; Committee on Electroconvulsive Therapy; Richard D. Weiner (chairperson) (2001). The practice of electroconvulsive therapy: recommendations for treatment, training, and privileging (2nd ed.). Washington, DC: American Psychiatric Publishing. ISBN 978-0-89042-206-9. 
  236. Pompili, M; etal (2014-12). "Electroconvulsive treatment during pregnancy: a systematic review". Expert Rev Neurother 14 (12): 1377–90. doi:10.1586/14737175.2014.972373. PMID 25346216. 
  237. "5 Outdated Beliefs About ECT". Psych Central.com. 
  238. Abbott, C. C.; Gallegos, P.; Rediske, N.; Lemke, N. T.; Quinn, D. K. (2013). "A Review of Longitudinal Electroconvulsive Therapy: Neuroimaging Investigations". Journal of Geriatric Psychiatry and Neurology 27 (1): 33–46. doi:10.1177/0891988713516542. PMID 24381234. 
  239. "Transcranial magnetic stimulation for treating and preventing migraine" (PDF). NiCE. 2014-01. 
  240. Melkerson, MN (2008-12-16). "Special Premarket 510(k) Notification for NeuroStar® TMS Therapy System for Major Depressive Disorder" (PDF). Food and Drug Administration. สืบค้นเมื่อ 2010-07-16. 
  241. Lefaucheur, JP; André-Obadia, N (2014-11). "Evidence-based guidelines on the therapeutic use of repetitive transcranial magnetic stimulation (rTMS).". Clinical Neurophysiology 125 (11): 2150–206. doi:10.1016/j.clinph.2014.05.021. PMID 25034472. 
  242. Gelenberg, AJ; Freeman, MP; Markowitz, JC; Rosenbaum, JF; Thase, ME; Trivedi, MH; Van Rhoads, RS, ed. (2010). "Practice Guidelines for the Treatment of Patients with Major Depressive Disorder" (PDF) (3rd ed.). American Psychiatric Association. 
  243. "Journal of Affective Disorders" (PDF) 117. 2009. pp. S1–S64. 
  244. Practice and Partnerships Committee (2013). "Position Statement 79. Repetitive Transcranial Magnetic Stimulation.". The Royal Australian and New Zealand College of Psychiatrists. 
  245. 245.0 245.1 Golden, RN; Gaynes, BN; Ekstrom, RD; Hamer, RM; Jacobsen, FM; Suppes, T; Wisner, KL; Nemeroff, CB (2005-04). "The efficacy of light therapy in the treatment of mood disorders: a review and meta-analysis of the evidence". American Journal of Psychiatry 162 (4): 656–62. doi:10.1176/appi.ajp.162.4.656. PMID 15800134. 
  246. 246.0 246.1 Tuunainen, A; Kripke, DF; Endo, T (2004). "Light therapy for non-seasonal depression". In Tuunainen, Arja. Cochrane Database Syst Rev (2): CD004050. doi:10.1002/14651858.CD004050.pub2. PMID 15106233. 
  247. Giedke, H; Schwärzler, F (2002). "Therapeutic use of sleep deprivation in depression". Sleep Medicine Reviews 6 (5): 361–77. doi:10.1053/smrv.2002.0235. PMID 12531127. 
  248. "Management of depression in primary and secondary care" (PDF). National Clinical Practice Guideline Number 23. National Institute for Health and Clinical Excellence. 2007. สืบค้นเมื่อ 2008-11-04. 
  249. 249.0 249.1 Cooney, GM; Dwan, K; Greig, CA; Lawlor, DA; Rimer, J; Waugh, FR; McMurdo, M; Mead, GE (2013-09-12). "Exercise for depression". In Mead, Gillian E. Cochrane Database of Systematic Reviews 9: CD004366. doi:10.1002/14651858.CD004366.pub6. PMID 24026850. 
  250. Bridle, C; Spanjers, K; Patel, S; Atherton, NM; Lamb, SE (2012-09). "Effect of exercise on depression severity in older people: systematic review and meta-analysis of randomised controlled trials". Br J Psychiatry 201 (3): 180–5. doi:10.1192/bjp.bp.111.095174. PMID 22945926. 
  251. Taylor, G; McNeill, A; Girling, A; Farley, A; Lindson-Hawley, N; Aveyard, P (2014-02-13). "Change in mental health after smoking cessation: systematic review and meta-analysis". BMJ 348 (feb13 1): g1151–g1151. doi:10.1136/bmj.g1151. PMC 3923980. PMID 24524926. 
  252. Nieuwenhuijsen, K; Faber, B; Verbeek, JH; Neumeyer-Gromen, A; Hees, HL; Verhoeven, AC; van der Feltz-Cornelis, CM; Bültmann, U (2014). "Interventions to improve return to work in depressed people". The Cochrane Database of Systematic Reviews 12: CD006237. doi:10.1002/14651858.CD006237.pub3. PMID 25470301. 
  253. แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป, "Summary of Recommendations", หน้า 13-14
  254. แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป Appendix 11, หน้า 62-63
  255. Posternak, MA; Miller, I (2001). "Untreated short-term course of major depression: A meta-analysis of outcomes from studies using wait-list control groups". Journal of Affective Disorders 66 (2-3): 139–46. doi:10.1016/S0165-0327(00)00304-9. PMID 11578666. 
  256. Posternak, MA; Solomon, DA; Leon, AC; Mueller, TI; Shea, MT; Endicott, J; Keller, MB (2006). "The naturalistic course of unipolar major depression in the absence of somatic therapy". Journal of Nervous and Mental Disease 194 (5): 324–29. doi:10.1097/01.nmd.0000217820.33841.53. PMID 16699380. 
  257. Fava, GA; Park, SK; Sonino, N (2006). "Treatment of recurrent depression.". Expert Review of Neurotherapeutics 6 (11): 1735–1740. doi:10.1586/14737175.6.11.1735. PMID 17144786. 
  258. Limosin, F; Mekaoui, L; Hautecouverture, S (2007). "Stratégies thérapeutiques prophylactiques dans la dépression unipolaire [Prophylactic treatment for recurrent major depression]". La Presse Médicale 36 (11-C2): 1627–1633. doi:10.1016/j.lpm.2007.03.032. PMID 17555914. 
  259. Eaton, WW; Shao, H; Nestadt, G; Lee, HB; Lee, BH; Bienvenu, OJ; Zandi, P (2008). "Population-based study of first onset and chronicity in major depressive disorder". Archives of General Psychiatry 65 (5): 513–20. doi:10.1001/archpsyc.65.5.513. PMC 2761826. PMID 18458203. 
  260. Holma, KM; Holma, IA; Melartin, TK; Rytsälä, HJ; Isometsä, ET (2008). "Long-term outcome of major depressive disorder in psychiatric patients is variable". Journal of Clinical Psychiatry 69 (2): 196–205. doi:10.4088/JCP.v69n0205. PMID 18251627. 
  261. Kanai, T; Takeuchi, H; Furukawa, TA; Yoshimura, R; Imaizumi, T; Kitamura, T; Takahashi, K (2003). "Time to recurrence after recovery from major depressive episodes and its predictors". Psychological Medicine 33 (5): 839–45. doi:10.1017/S0033291703007827. PMID 12877398. 
  262. Geddes, JR; Carney, SM; Davies, C; Furukawa, TA; Kupfer, DJ; Frank, E; Goodwin, GM (2003). "Relapse prevention with antidepressant drug treatment in depressive disorders: A systematic review". Lancet 361 (9358): 653–61. doi:10.1016/S0140-6736(03)12599-8. PMID 12606176. 
  263. "Major Depression". MedlinePlus. 2014-03-10. สืบค้นเมื่อ 2010-07-16. 
  264. "Depression, Major: Prognosis". MDGuidlines. Guardian Life Insurance Company of America. สืบค้นเมื่อ 2010-07-16. 
  265. Cassano, P; Fava, M (2002). "Depression and public health: an overview". J Psychosom Res 53 (4): 849–57. doi:10.1016/S0022-3999(02)00304-5. PMID 12377293. 
  266. Rush, AJ (2007). "The varied clinical presentations of major depressive disorder". The Journal of Clinical Psychiatry 68 (Supplement 8): 4–10. PMID 17640152. 
  267. 267.0 267.1 Alboni, P; Favaron, E; Paparella, N; Sciammarella, M; Pedaci, M (2008). "Is there an association between depression and cardiovascular mortality or sudden death?". Journal of cardiovascular medicine (Hagerstown, Md.) 9 (4): 356–62. doi:10.2459/JCM.0b013e3282785240. PMID 18334889. 
  268. Blair-West, GW; Mellsop, GW (2001). "Major depression: Does a gender-based down-rating of suicide risk challenge its diagnostic validity?". Australian and New Zealand Journal of Psychiatry 35 (3): 322–28. doi:10.1046/j.1440-1614.2001.00895.x. PMID 11437805. 
  269. Oquendo, MA; Bongiovi-Garcia, ME; Galfalvy, H; Goldberg, PH; Grunebaum, MF; Burke, AK; Mann, JJ (2007). "Sex differences in clinical predictors of suicidal acts after major depression: a prospective study". The American Journal of Psychiatry 164 (1): 134–41. doi:10.1176/ajp.2007.164.1.134. PMID 17202555. 
  270. Bostwick, JM; Pankratz, VS (2000). "Affective disorders and suicide risk: A reexamination". American Journal of Psychiatry 157 (12): 1925–32. doi:10.1176/appi.ajp.157.12.1925. PMID 11097952. 
  271. Weich, S; Lewis, G (1998). "Poverty, unemployment, and common mental disorders: Population based cohort study". BMJ 317 (7151): 115–19. doi:10.1136/bmj.317.7151.115. PMC 28602. PMID 9657786. สืบค้นเมื่อ 2008-09-16. 
  272. Mathers, CD; Loncar, D (2006). "Projections of global mortality and burden of disease from 2002 to 2030". PLoS Med. 3 (11): e442. doi:10.1371/journal.pmed.0030442. PMC 1664601. PMID 17132052. 
  273. Andrews, G (2008). "In Review: Reducing the Burden of Depression". Canadian Journal of Psychiatry 53 (7): 420–27. PMID 18674396. 
  274. "WHO Disease and injury country estimates". World Health Organization. 2009. สืบค้นเมื่อ 2009-11-11. 
  275. "The world health report 2001 - Mental Health: New Understanding, New Hope". WHO website. World Health Organization. 2001. สืบค้นเมื่อ 2008-10-19. 
  276. Vos, T; Flaxman, AD; Naghavi, M; Lozano, R; Michaud, C; Ezzati, M; Shibuya, K; Salomon, JA; Abdalla, S; Aboyans, V; Abraham, J; Ackerman, I; Aggarwal, R; Ahn, SY; Ali, MK; Alvarado, M; Anderson, HR; Anderson, LM; Andrews, KG; Atkinson, C; Baddour, LM; Bahalim, AN; Barker-Collo, S; Barrero, LH; Bartels, DH; Basáñez, MG; Baxter, A; Bell, ML; Benjamin, EJ; Bennett, D; Bernabé, E; Bhalla, K; Bhandari, B; Bikbov, B; A, Bin Abdulhak; Birbeck, G; Black, JA; Blencowe, H; Blore, JD; Blyth, F; Bolliger, I; Bonaventure, A; Boufous, S; Bourne, R; Boussinesq, M; Braithwaite, T; Brayne, C; Bridgett, L; Brooker, S; Brooks, P; Brugha, TS; Bryan-Hancock, C; Bucello, C; Buchbinder, R; Buckle, G; Budke, CM; Burch, M; Burney, P; Burstein, R; Calabria, B; Campbell, B; Canter, CE; Carabin, H; Carapetis, J; Carmona, L; Cella, C; Charlson, F; Chen, H; Cheng, AT; Chou, D; Chugh, SS; Coffeng, LE; Colan, SD; Colquhoun, S; Colson, KE; Condon, J; Connor, MD; Cooper, LT; Corriere, M; Cortinovis, M; de Vaccaro, KC; Couser, W; Cowie, BC; Criqui, MH; Cross, M; Dabhadkar, KC; Dahiya, M; Dahodwala, N; Damsere-Derry, J; Danaei, G; Davis, A; De Leo, D; Degenhardt, L; Dellavalle, R; Delossantos, A; Denenberg, J; Derrett, S; DC, Des Jarlais; Dharmaratne, SD; Dherani, M; Diaz-Torne, C; Dolk, H; Dorsey, ER; Driscoll, T; Duber, H; Ebel, B; Edmond, K; Elbaz, A; Ali, SE; Erskine, H; Erwin, PJ; Espindola, P; Ewoigbokhan, SE; Farzadfar, F; Feigin, V; Felson, DT; Ferrari, A; Ferri, CP; Fèvre, EM; Finucane, MM; Flaxman, S; Flood, L; Foreman, K; Forouzanfar, MH; Fowkes, FG; Franklin, R; Fransen, M; Freeman, MK; Gabbe, BJ; Gabriel, SE; Gakidou, E; Ganatra, HA; Garcia, B; Gaspari, F; Gillum, RF; Gmel, G; Gosselin, R; Grainger, R; Groeger, J; Guillemin, F; Gunnell, D; Gupta, R; Haagsma, J; Hagan, H; Halasa, YA; Hall, W; Haring, D; Haro, JM; Harrison, JE; Havmoeller, R; Hay, RJ; Higashi, H; Hill, C; Hoen, B; Hoffman, H; Hotez, PJ; Hoy, D; Huang, JJ; Ibeanusi, SE; Jacobsen, KH; James, SL; Jarvis, D; Jasrasaria, R; Jayaraman, S; Johns, N; Jonas, JB; Karthikeyan, G; Kassebaum, N; Kawakami, N; Keren, A; Khoo, JP; King, CH; Knowlton, LM; Kobusingye, O; Koranteng, A; Krishnamurthi, R; Lalloo, R; Laslett, LL; Lathlean, T; Leasher, JL; Lee, YY; Leigh, J; Lim, SS; Limb, E; Lin, JK; Lipnick, M; Lipshultz, SE; Liu, W; Loane, M; Ohno, SL; Lyons, R; Ma, J; Mabweijano, J; MacIntyre, MF; Malekzadeh, R; Mallinger, L; Manivannan, S; Marcenes, W; March, L; Margolis, DJ; Marks, GB; Marks, R; Matsumori, A; Matzopoulos, R; Mayosi, BM; McAnulty, JH; McDermott, MM; McGill, N; McGrath, J; Medina-Mora, ME; Meltzer, M; Mensah, GA; Merriman, TR; Meyer, AC; Miglioli, V; Miller, M; Miller, TR; Mitchell, PB; Mocumbi, AO; Moffitt, TE; Mokdad, AA; Monasta, L; Montico, M; Moradi-Lakeh, M; Moran, A; Morawska, L; Mori, R; Murdoch, ME; Mwaniki, MK; Naidoo, K; Nair, MN; Naldi, L; Narayan, KM; Nelson, PK; Nelson, RG; Nevitt, MC; Newton, CR; Nolte, S; Norman, P; Norman, R; O'Donnell, M; O'Hanlon, S; Olives, C; Omer, SB; Ortblad, K; Osborne, R; Ozgediz, D; Page, A; Pahari, B; Pandian, JD; Rivero, AP; Patten, SB; Pearce, N; Padilla, RP; Perez-Ruiz, F; Perico, N; Pesudovs, K; Phillips, D; Phillips, MR; Pierce, K; Pion, S; Polanczyk, GV; Polinder, S; Pope, CA; Popova, S; Porrini, E; Pourmalek, F; Prince, M; Pullan, RL; Ramaiah, KD; Ranganathan, D; Razavi, H; Regan, M; Rehm, JT; Rein, DB; Remuzzi, G; Richardson, K; Rivara, FP; Roberts, T; Robinson, C; De Leòn, FR; Ronfani, L; Room, R; Rosenfeld, LC; Rushton, L; Sacco, RL; Saha, S; Sampson, U; Sanchez-Riera, L; Sanman, E; Schwebel, DC; Scott, JG; Segui-Gomez, M; Shahraz, S; Shepard, DS; Shin, H; Shivakoti, R; Singh, D; Singh, GM; Singh, JA; Singleton, J; Sleet, DA; Sliwa, K; Smith, E; Smith, JL; Stapelberg, NJ; Steer, A; Steiner, T; Stolk, WA; Stovner, LJ; Sudfeld, C; Syed, S; Tamburlini, G; Tavakkoli, M; Taylor, HR; Taylor, JA; Taylor, WJ; Thomas, B; Thomson, WM; Thurston, GD; Tleyjeh, IM; Tonelli, M; Towbin, JA; Truelsen, T; Tsilimbaris, MK; Ubeda, C; Undurraga, EA; van der Werf, MJ; van Os, J; Vavilala, MS; Venketasubramanian, N; Wang, M; Wang, W; Watt, K; Weatherall, DJ; Weinstock, MA; Weintraub, R; Weisskopf, MG; Weissman, MM; White, RA; Whiteford, H; Wiersma, ST; Wilkinson, JD; Williams, HC; Williams, SR; Witt, E; Wolfe, F; Woolf, AD; Wulf, S; Yeh, PH; Zaidi, AK; Zheng, ZJ; Zonies, D; Lopez, AD; Murray, CJ; AlMazroa, MA; Memish, ZA (2012-12). "Years lived with disability (YLDs) for 1160 sequelae of 289 diseases and injuries 1990-2010: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2010". Lancet 380 (9859): 2163–96. doi:10.1016/S0140-6736(12)61729-2. PMID 23245607. 
  277. 277.0 277.1 Andrade, L; Caraveo-Anduaga, JJ; Berglund, P; Bijl, RV; De Graaf, R; Vollebergh, W; Dragomirecka, E; Kohn, R; Keller, M; Kessler, RC; Kawakami, N; Kiliç, C; Offord, D; Ustun, TB; Wittchen, HU (2003). "The epidemiology of major depressive episodes: results from the International Consortium of Psychiatric Epidemiology (ICPE) Surveys". Int J Methods Psychiatr Res 12 (1): 3–21. doi:10.1002/mpr.138. PMID 12830306. 
  278. Kessler, RC; Berglund, P; Demler, O; Jin, R; Merikangas, KR; Walters, EE (2005). "Lifetime prevalence and age-of-onset distributions of DSM-IV disorders in the National Comorbidity Survey Replication". Archives of General Psychiatry 62 (6): 593–602. doi:10.1001/archpsyc.62.6.593. PMID 15939837. 
  279. Murphy, JM; Laird, NM; Monson, RR; Sobol, AM; Leighton, AH (2000). "A 40-year perspective on the prevalence of depression: The Stirling County Study". Archives of General Psychiatry 57 (3): 209–15. doi:10.1001/archpsyc.57.3.209. PMID 10711905. 
  280. 280.0 280.1 Kuehner, C (2003). "Gender differences in unipolar depression: An update of epidemiological findings and possible explanations". Acta Psychiatrica Scandinavica 108 (3): 163–74. doi:10.1034/j.1600-0447.2003.00204.x. PMID 12890270. 
  281. Eaton, WW; Anthony, JC; Gallo, J; Cai, G; Tien, A; Romanoski, A; Lyketsos, C; Chen, LS (1997). "Natural history of diagnostic interview schedule/DSM-IV major depression. The Baltimore Epidemiologic Catchment Area follow-up". Archives of General Psychiatry 54 (11): 993–99. doi:10.1001/archpsyc.1997.01830230023003. PMID 9366655. 
  282. Rickards, H (2005). "Depression in neurological disorders: Parkinson's disease, multiple sclerosis, and stroke". Journal of Neurology Neurosurgery and Psychiatry 76: i48–i52. doi:10.1136/jnnp.2004.060426. PMC 1765679. PMID 15718222. 
  283. Mata, Douglas A; Ramos, Marco A; Bansal, Narinder; Khan, Rida; Guille, Constance; Di Angelantonio, Emanuele; Sen, Srijan (2015). "Prevalence of Depression and Depressive Symptoms Among Resident Physicians: A Systematic Review and Meta-analysis". JAMA 314 (22): 2373–2383. doi:10.1001/jama.2015.15845. PMC 4866499. PMID 26647259. 
  284. Strik, JJ; Honig, A; Maes, M (2001). "Depression and myocardial infarction: relationship between heart and mind". Progress in neuro-psychopharmacology & biological psychiatry 25 (4): 879–92. doi:10.1016/S0278-5846(01)00150-6. PMID 11383983. 
  285. Jorm, AF (2000). "Does old age reduce the risk of anxiety and depression? A review of epidemiological studies across the adult life span". Psychological Medicine 30 (1): 11–22. doi:10.1017/S0033291799001452. PMID 10722172. 
  286. Gelder, M; Mayou, R; Geddes, J (2005). Psychiatry (3rd ed.). New York: Oxford. p. 105. 
  287. Hippocrates, Aphorisms, Section 6.23
  288. "depress. (n.d.)". Dictionary.com (Online Etymology Dictionary). สืบค้นเมื่อ 2008-06-30. "to press down" 
  289. Wolpert, L (1999). "Malignant Sadness: The Anatomy of Depression". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2008-10-30. 
  290. "depression (แพทยศาสตร์)", ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑ ฉบับ ๒๕๔๕ 
  291. "depression (เศรษฐศาสตร์)", ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑ ฉบับ ๒๕๔๕ 
  292. Berrios, GE (1988). "Melancholia and depression during the 19th century: A conceptual history". British Journal of Psychiatry 153: 298–304. doi:10.1192/bjp.153.3.298. PMID 3074848. 
  293. Davison, K (2006). "Historical aspects of mood disorders". Psychiatry 5 (4): 115–18. doi:10.1383/psyt.2006.5.4.115. 
  294. Lewis, AJ (1934). "Melancholia: A historical review". Journal of Mental Science 80: 1–42. doi:10.1192/bjp.80.328.1. 
  295. American Psychiatric Association (1968). "Schizophrenia" (PDF). Diagnostic and statistical manual of mental disorders: DSM-II. Washington, DC: American Psychiatric Publishing, Inc. pp. 36–37, 40. สืบค้นเมื่อ 2008-08-03. 
  296. Schildkraut, JJ (1965). "The catecholamine hypothesis of affective disorders: A review of supporting evidence". American Journal of Psychiatry 122 (5): 509–22. doi:10.1176/ajp.122.5.509. PMID 5319766. 
  297. Angst, J (2002). "Terminology, history and definition of bipolar spectrum". In Maj, M; Akiskal, HS; López-Ibor, JJ; Sartorius, N. Bipolar disorders (Chichester: Wiley & Sons, LTD). pp. 53–55. 
  298. Spitzer, RL; Endicott, J; Robins, E (1975). "The development of diagnostic criteria in psychiatry" (PDF). สืบค้นเมื่อ 2008-11-08. 
  299. 299.0 299.1 Philipp, M; Maier, W; Delmo, CD (1991). "The concept of major depression. I. Descriptive comparison of six competing operational definitions including ICD-10 and DSM-III-R". European Archives of Psychiatry and Clinical Neuroscience 240 (4-5): 258–65. doi:10.1007/BF02189537. PMID 1829000. 
  300. Bolwig, Tom G.; Shorter, Edward (2007). "Melancholia: Beyond DSM, beyond neurotransmitters. Proceedings of a conference, May 2006, Copenhagen, Denmark". Acta Psychiatrica Scandinavica Suppl 115 (433): 4–183. doi:10.1111/j.1600-0447.2007.00956.x. PMID 17280564. 
  301. Fink, M; Bolwig, TG; Parker, G; Shorter, E (2007). "Melancholia: Restoration in psychiatric classification recommended". Acta Psychiatrica Scandinavica 115 (2): 89–92. doi:10.1111/j.1600-0447.2006.00943.x. PMID 17244171. 
  302. Healy, David (1999). The Antidepressant Era. Cambridge, MA: Harvard University Press. p. 42. ISBN 0-674-03958-0. 
  303. Wolf, Joshua (2005-10). "Lincoln's Great Depression". The Atlantic. สืบค้นเมื่อ 2009-10-10. 
  304. Maloney, F (2005-11-03). "The Depression Wars: Would Honest Abe Have Written the Gettysburg Address on Prozac?". Slate magazine. Washington Post. สืบค้นเมื่อ 2008-10-03. "Because of the lack of scientific certainty, the debate over depression turns on questions of language. What we call it—'disease,' 'disorder,' 'state of mind'—affects how we view, diagnose, and treat it." 
  305. Karasz, A (2005). "Cultural differences in conceptual models of depression". Social Science in Medicine 60 (7): 1625–35. doi:10.1016/j.socscimed.2004.08.011. PMID 15652693. 
  306. Tilbury, F (2004). "There are orphans in Africa still looking for my hands': African women refugees and the sources of emotional distress". Health Sociology Review 13 (1): 54–64. doi:10.5555/hesr.2004.13.1.54. สืบค้นเมื่อ 2008-10-03. 
  307. Parker, G; Gladstone, G; Chee, KT (2001). "Depression in the planet's largest ethnic group: The Chinese". American Journal of Psychiatry 158 (6): 857–64. doi:10.1176/appi.ajp.158.6.857. PMID 11384889. 
  308. Parker, G (2007). "Is depression overdiagnosed? Yes". BMJ 335 (7615): 328. doi:10.1136/bmj.39268.475799.AD. PMC 1949440. PMID 17703040. 
  309. Pilgrim, D; Bentall, R (1999). "The medicalisation of misery: A critical realist analysis of the concept of depression". Journal of Mental Health 8 (3): 261–74. doi:10.1080/09638239917580. 
  310. Steibel, W (Producer) (1998). "Is depression a disease?". Debatesdebates. สืบค้นเมื่อ 2008-11-16. 
  311. Blazer, DG (2005). The age of melancholy: "Major depression" and its social origins. New York, NY, USA: Routledge. ISBN 978-0-415-95188-3. 
  312. Hillman, J (1989). Moore, T, ed. A blue fire: Selected writings by James Hillman. New York, NY, USA: Harper & Row. pp. 152–53. ISBN 0-06-016132-9. 
  313. Burlingame, Michael (1997). The Inner World of Abraham Lincoln. Urbana: University of Illinois Press. pp. xvii, 92–113. ISBN 0-252-06667-7. 
  314. Andreasen, NC (2008). "The relationship between creativity and mood disorders". Dialogues in clinical neuroscience 10 (2): 251–5. PMC 3181877. PMID 18689294. 
  315. Simonton, DK (2005). "Are genius and madness related? Contemporary answers to an ancient question". Psychiatric Times 22 (7). 
  316. Heffernan, CF (1996). The melancholy muse: Chaucer, Shakespeare and early medicine. Pittsburgh, PA, USA: Duquesne University Press. ISBN 0-8207-0262-5. 
  317. 317.0 317.1 "Churchill's Black Dog?: The History of the 'Black Dog' as a Metaphor for Depression" (PDF). Black Dog Institute website. Black Dog Institute. 2005. สืบค้นเมื่อ 2008-08-18. 
  318. Jorm AF, Angermeyer M, Katschnig H (2000). "Public knowledge of and attitudes to mental disorders: a limiting factor in the optimal use of treatment services". In Andrews, G; Henderson, S. Unmet Need in Psychiatry:Problems, Resources, Responses. Cambridge University Press. p. 409. ISBN 0-521-66229-X. 
  319. Paykel, ES; Tylee, A; Wright, A; Priest, RG; Rix, S; Hart, D (1997). "The Defeat Depression Campaign: psychiatry in the public arena". American Journal of Psychiatry 154 (6 Suppl): 59–65. doi:10.1176/ajp.154.6.59. PMID 9167546. 
  320. Paykel, ES; Hart, D; Priest, RG (1998). "Changes in public attitudes to depression during the Defeat Depression Campaign". British Journal of Psychiatry 173 (6): 519–22. doi:10.1192/bjp.173.6.519. PMID 9926082. 
  321. Kruger, TH; Wollmer, MA (2015). "Depression - An emerging indication for botulinum toxin treatment". Toxicon 107 (Pt A): 154–7. doi:10.1016/j.toxicon.2015.09.035. PMID 26415901. 
  322. Milev, R (2015). "Response of Depression to Botulinum Toxin Treatment: Agitation as a Predictor". Frontiers in Psychiatry 6: 55. doi:10.3389/fpsyt.2015.00055. PMC 4403301. PMID 25941497. .
  323. 323.00 323.01 323.02 323.03 323.04 323.05 323.06 323.07 323.08 323.09 323.10 323.11 323.12 Services, Swedish Council on Health Technology Assessmentl. "Depression treatment for the elderly". www.sbu.se. สืบค้นเมื่อ 2016-06-16. 

งานอ้างอิงอื่น ๆ[แก้]