วินาศกรรม 11 กันยายน
| วินาศกรรม 11 กันยายน | |
|---|---|
| |
| สถานที่ | |
| วันที่ | 11 กันยายน 2001 08:13 น.[b] – 10:03 น.[c] (EDT) |
| เป้าหมาย |
|
| ประเภท | การก่อการร้ายอิสลาม การจี้บังคับอากาศยาน การโจมตีพลีชีพ การฆาตกรรมหมู่ |
| ตาย | 2,996 คน[d] (เหยื่อ 2,977 คนและผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ 19 คน) |
| เจ็บ | 6,000–25,000+ คน[e] |
| ผู้ก่อเหตุ | อัลกออิดะฮ์ นำโดยอุซามะฮ์ บิน ลาดิน (ดูเพิ่ม: ความรับผิดชอบ) |
| จำนวนก่อเหตุ | 19 คน |
| เหตุจูงใจ | หลายหลาย; ดู แรงจูงใจของวินาศกรรม 11 กันยายน และฟัตวาของอุซามะฮ์ บิน ลาดิน |
| ต้องโทษ | |
วินาศกรรม 11 กันยายน[f] หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ไนน์อีเลฟเวน (9/11) เป็นการโจมตีพลีชีพของผู้ก่อการร้ายอิสลามโดยอัลกออิดะฮ์ที่ประสานกันสี่ครั้งต่อสหรัฐใน ค.ศ. 2001 ผู้ก่อการร้ายสิบเก้าคนได้จี้เครื่องบินโดยสารพาณิชย์สี่ลำ สองลำถูกนำพุ่งชนอาคารแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก ลำที่สามพุ่งชนเพนตากอน ซึ่งเป็นที่ทำการกระทรวงกลาโหมสหรัฐในเทศมณฑลอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย และลำที่สี่ตกในทุ่งโล่งของรัฐเพนซิลเวเนียระหว่างที่ผู้โดยสารพยายามต่อสู้ ที่ซึ่งภายหลังมีการสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชาติเที่ยวบินที่ 93 ขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ เพื่อตอบโต้การโจมตี สหรัฐได้ทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลกมานานหลายทศวรรษเพื่อกำจัดกลุ่มที่ไม่เป็นมิตรที่ถูกระบุว่าเป็นองค์การก่อการร้าย และรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกลุ่มเหล่านั้นมุฮัมมัด อะฏา ผู้นำกลุ่ม ได้ขับเครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 พุ่งชนอาคารเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในเวลา 08:46 น. สิบเจ็ดนาทีต่อมาในเวลา 09:03 น.[g] ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 ได้ชนอาคารใต้ อาคารทั้งสองถล่มลงมาภายในหนึ่งชั่วโมงสี่สิบสองนาที[h] ทำลายโครงสร้างที่เหลืออีกห้าแห่งในพื้นที่ทั้งหมด อเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 พุ่งชนเพนตากอนในเวลา 09:37 น. ทำให้เกิดการถล่มบางส่วน ส่วนเครื่องบินลำที่สี่และลำสุดท้าย ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 เจ้าหน้าที่สอบสวนเชื่อว่ามีเป้าหมายจะพุ่งชนอาคารรัฐสภาสหรัฐหรือทำเนียบขาว ผู้โดยสารที่ทราบข่าวการโจมตีครั้งก่อนหน้าจึงก่อการกำเริบต่อต้านสลัดอากาศ ทำให้เครื่องบินตกในทุ่งใกล้แชงก์สวิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย เวลา 10:03 น. องค์การบริหารการบินแห่งชาติสั่งระงับการบินทั้งหมดในน่านฟ้าสหรัฐอย่างไม่มีกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องบินลำใดออกเดินทางอีกจนถึงวันที่ 13 กันยายนและกำหนดให้เครื่องบินทุกลำที่กำลังบินอยู่ต้องเดินทางกลับไปยังจุดเริ่มต้นหรือเปลี่ยนเส้นทางไปยังแคนาดา การดำเนินการในแคนาดาเพื่อสนับสนุนเครื่องบินที่เข้ามาและผู้โดยสารของพวกเขาถูกเรียกรวมกันว่าปฏิบัติการเยลโลว์ริบบอน
เย็นวันนั้น สำนักข่าวกรองกลางแจ้งประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชว่าศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายได้ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของอัลกออิดะฮ์ภายใต้การนำของอุซามะฮ์ บิน ลาดิน สหรัฐตอบโต้ด้วยการเปิดฉากสงครามต่อต้านการก่อการร้ายและบุกอัฟกานิสถานเพื่อโค่นล้มตอลิบาน ซึ่งปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐที่ให้ขับไล่อัลกออิดะฮ์ออกจากอัฟกานิสถานและส่งตัวผู้นำของพวกเขา การเรียกใช้มาตรา 5 ของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือของเนโท ซึ่งเป็นการใช้เพียงครั้งเดียวจนถึงปัจจุบัน ได้เรียกร้องให้พันธมิตรต่อสู้กับอัลกออิดะฮ์ ขณะที่กองกำลังบุกของสหรัฐและพันธมิตรบุกทั่วอัฟกานิสถาน บิน ลาดินก็หลบหนีไปได้ เขาปฏิเสธความเกี่ยวข้องใด ๆ จนกระทั่ง ค.ศ. 2004 เมื่อมีการเผยแพร่ข้อความบางส่วนจากเทปบันทึกที่เขายอมรับความรับผิดชอบต่อการโจมตี แรงจูงใจที่อัลกออิดะฮ์อ้างถึงรวมถึงการที่สหรัฐสนับสนุนอิสราเอล การมีฐานทัพสหรัฐในซาอุดีอาระเบียและการคว่ำบาตรต่ออิรัก การไล่ล่าบิน ลาดินเกือบทศวรรษสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011 เมื่อเขาถูกสังหารระหว่างการจู่โจมของกองทัพสหรัฐที่ที่หลบซ่อนของเขาในอับบอตตาบัด ประเทศปากีสถาน สงครามในอัฟกานิสถานดำเนินต่อไปอีกแปดปีจนกระทั่งมีการทำข้อตกลงในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 เพื่อให้กองทหารอเมริกันและเนโทถอนตัวออกจากประเทศ
การโจมตีครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไป 2,977 คน บาดเจ็บอีกหลายพันคน[i] และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวอย่างมาก ขณะเดียวกันก็สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและทรัพย์สินอย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์รวมถึงเป็นอุบัติการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับนักดับเพลิงและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในประวัติศาสตร์อเมริกา โดยมีผู้เสียชีวิต 343 และ 72 นายตามลำดับ การตกของเที่ยวบินที่ 11 และเที่ยวบินที่ 175 เป็นภัยพิบัติทางการบินที่ร้ายแรงที่สุดตลอดกาล และการชนของเที่ยวบินที่ 77 กับเพนตากอนส่งผลให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตบนพื้นดินสูงเป็นอันดับสี่ในประวัติศาสตร์ของการตกของเครื่องบิน การทำลายเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และพื้นที่โดยรอบ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านการเงินของแมนฮัตตัน ได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของสหรัฐและทำให้เกิดความตกใจในตลาดโลก หลายประเทศได้เสริมสร้างกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายและขยายอำนาจของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและข่าวกรอง จำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดที่เกิดจากการโจมตี รวมกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยตรงจากเหตุการณ์นี้ ได้รับการประมาณการโดยโครงการคอสส์ออฟวอร์ (Costs of War) ว่ามีมากกว่า 4.5 ล้านคน[15]
การเก็บกวาดพื้นที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (เรียกกันว่า "กราวนด์ซีโร") เสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 ขณะที่เพนตากอนได้รับการซ่อมแซมภายในหนึ่งปี หลังความล่าช้าในการออกแบบอาคารทดแทน มีการวางแผนอาคารใหม่หกหลังเพื่อแทนที่อาคารที่หายไป พร้อมด้วยพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการโจมตี อาคารที่สูงที่สุดคือ วันเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เริ่มก่อสร้างใน ค.ศ. 2006 และเปิดใช้งานใน ค.ศ. 2014 อนุสรณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการโจมตี ได้แก่ อนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 11 กันยายนในนครนิวยอร์ก อนุสรณ์สถานเพนตากอนในเทศมณฑลอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย และอนุสรณ์สถานแห่งชาติเที่ยวบินที่ 93 ณ จุดที่เครื่องบินตกในรัฐเพนซิลเวเนีย
ภูมิหลัง
[แก้]ใน ค.ศ. 1996 อุซามะฮ์ บิน ลาดิน ผู้นำองค์การติดอาวุธอิสลาม อัลกออิดะฮ์ ได้ออกฟัตวาแรกของเขา ซึ่งประกาศสงครามต่อสหรัฐและเรียกร้องให้ขับไล่ทหารอเมริกันทั้งหมดออกจากคาบสมุทรอาหรับ[16] ในฟัตวาครั้งที่สองใน ค.ศ. 1998 บิน ลาดินได้กล่าวถึงข้อโต้แย้งของเขาต่อต่อนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล รวมถึงการคงอยู่ของกองทหารอเมริกันในซาอุดีอาระเบียหลังสงครามในอ่าว[17] บิน ลาดินยืนยันว่าชาวมุสลิมมีพันธะที่จะต้องโจมตีเป้าหมายของอเมริกาจนกว่านโยบายที่รุกรานของสหรัฐต่อมุสลิมจะถูกยกเลิก[17][18]
กลุ่มที่เรียกว่าฮัมบวร์คเซลล์ (Hamburg cell) ในเยอรมนีประกอบด้วยนักอิสลามที่ต่อมากลายเป็นผู้ปฏิบัติการคนสำคัญในการโจมตี 9/11[19] มุฮัมมัด อะฏา, มัรวาน อัชชะฮ์ฮี, ซีอาด ญะราห์, รอมซี บิน อัชชัยบะฮ์ และซะอีด บะฮ์ญีล้วนเป็นสมาชิกฮัมบวร์คเซลล์ของอัลกออิดะฮ์[20] บิน ลาดินยืนยันว่ามุสลิมทุกคนจะต้องทำสงครามป้องกันตัวกับสหรัฐและต่อสู้กับการรุกรานของอเมริกา นอกจากนี้เขายังให้เหตุผลว่าการโจมตีทางทหารต่อทรัพย์สินของอเมริกาจะส่งข้อความถึงชาวอเมริกัน โดยพยายามบีบให้สหรัฐต้องทบทวนการสนับสนุนอิสราเอลและนโยบายที่ก้าวร้าวอื่น ๆ[21] ในการให้สัมภาษณ์กับจอห์น มิลเลอร์ นักข่าวชาวอเมริกันใน ค.ศ. 1998 บิน ลาดินกล่าวว่า:
เราไม่แยกความแตกต่างระหว่างผู้สวมเครื่องแบบทหารและพลเรือน พวกเขาทั้งหมดคือเป้าหมายในฟัตวานี้ ประวัติศาสตร์อเมริกาไม่เคยแยกความแตกต่างระหว่างพลเรือนและทหาร ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงและเด็ก พวกเขาเป็นผู้ที่ใช้ระเบิดกับนางาซากิ ระเบิดเหล่านั้นสามารถแยกแยะระหว่างทารกและทหารได้หรือไม่? อเมริกาไม่มีศาสนาที่จะป้องกันไม่ให้มันทำลายผู้คนทั้งหมด ดังนั้นเราจึงบอกชาวอเมริกันในฐานะประชาชนและเราบอกกับแม่ของทหารและแม่ชาวอเมริกันโดยทั่วไปว่าหากพวกเขายังเห็นคุณค่าในชีวิตและชีวิตของลูก ๆ พวกเขา ควรหาตั้งรัฐบาลชาตินิยมที่จะดูแลผลประโยชน์ของพวกเขา ไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาวยิว การกดขี่ที่ดำเนินต่อไปจะนำการต่อสู้มาสู่อเมริกา เหมือนที่ [ผู้ก่อเหตุระเบิดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในปี 1993] รอมซี [ยูซุฟ] และคนอื่น ๆ ทำ นี่คือข้อความของฉันถึงชาวอเมริกัน: ให้มองหารัฐบาลที่จริงจังที่ดูแลผลประโยชน์ของพวกเขาและไม่โจมตีผู้อื่น ที่ดิน หรือเกียรติของพวกเขา คำพูดของฉันถึงนักข่าวชาวอเมริกันคือไม่ต้องถามว่าทำไมเราถึงทำเช่นนั้น แต่จงถามว่ารัฐบาลของพวกเขาทำอะไรที่บังคับให้เราต้องปกป้องตัวเอง"
อุซามะฮ์ บิน ลาดิน
[แก้]
บิน ลาดินเป็นผู้บงการวินาศกรรม 11 กันยายน เขาปฏิเสธความเกี่ยวข้องในตอนแรก แต่ในภายหลังได้กลับคำปฏิเสธ[23][24][25] สถานีโทรทัศน์อัลญะซีเราะฮ์ออกอากาศคำแถลงของเขาเมื่อวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2001: "ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าข้าพเจ้าไม่ได้กระทำการนี้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะถูกกระทำโดยปัจเจกบุคคลที่มีแรงจูงใจของตัวเอง"[26] ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2001 กองกำลังสหรัฐได้กู้คืนวิดีโอเทปที่บิน ลาดินพูดคุยกับคอลิด อัลหัรบี และยอมรับว่าเขารู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการโจมตี[27] วันที่ 27 ธันวาคม มีการเผยแพร่วิดีโอของบิน ลาดินชิ้นที่สอง ซึ่งเขากล่าวโดยไม่ได้ยอมรับความรับผิดชอบอย่างชัดเจนสำหรับการโจมตีว่า:[28]
มันชัดเจนแล้วว่าชาวตะวันตกโดยทั่วไปและชาวอเมริกันโดยเฉพาะมีความเกลียดชังต่อศาสนาอิสลามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ... มันคือความเกลียดชังของนักรบครูเสด การก่อการร้ายต่ออเมริกาควรได้รับการยกย่อง เพราะมันเป็นการตอบโต้ความอยุติธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อบีบบังคับให้อเมริกาหยุดการสนับสนุนอิสราเอล ซึ่งสังหารประชาชนของเรา ... เราขอบอกว่าจุดจบของสหรัฐกำลังจะมาถึง ไม่ว่าบิน ลาดินหรือผู้ติดตามของเขาจะยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้วก็ตาม เพราะการตื่นขึ้นของอุมมะฮ์ [ประชาชาติ] มุสลิมได้เกิดขึ้นแล้ว ... มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องโจมตีเศรษฐกิจ (ของสหรัฐ) ซึ่งเป็นรากฐานของอำนาจทางทหาร ... ถ้าเศรษฐกิจถูกโจมตี พวกเขาจะต้องกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง
— อุซามะฮ์ บิน ลาดิน
ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ค.ศ. 2004 ไม่นาน บิน ลาดินได้ใช้เทปบันทึกคำแถลงเพื่อยอมรับต่อสาธารณชนว่าอัลกออิดะฮ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี[23] เขายอมรับความเชื่อมโยงโดยตรงกับการโจมตีและกล่าวว่าการโจมตีเหล่านั้นถูกดำเนินการเพราะ:
เหตุการณ์ที่กระทบจิตใจของข้าพเจ้าโดยตรงเริ่มต้นขึ้นในปี 1982 เมื่ออเมริกาอนุญาตให้อิสราเอลรุกรานเลบานอนและทัพเรือที่หกของอเมริกันได้ช่วยพวกเขาในการกระทำนั้น การทิ้งระเบิดครั้งนี้เริ่มต้นขึ้น และมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และคนอื่น ๆ ก็หวาดกลัวและต้องพลัดถิ่นฐาน
ข้าพเจ้าไม่สามารถลืมภาพที่สะเทือนใจเหล่านั้นได้ เลือดและอวัยวะที่ถูกฉีกขาด ผู้หญิงและเด็กนอนเกลื่อนอยู่ทุกที่ บ้านเรือนถูกทำลายพร้อมผู้ที่อาศัยอยู่ภายใน อาคารสูงถูกทำลายลงมาทับผู้ที่อยู่ภายใน จรวดตกลงมาใส่บ้านของเราอย่างไม่ปรานี...ขณะที่ข้าพเจ้ามองดูหอคอยที่ถูกทำลายเหล่านั้นในเลบานอน ความคิดก็แวบเข้ามาในใจว่าเราควรลงโทษผู้กดขี่ในแบบเดียวกันและเราควรทำลายหอคอยในอเมริกาเพื่อให้พวกเขาได้ลิ้มรสบางอย่างที่เราได้ลิ้มรสและเพื่อที่พวกเขาจะได้ยับยั้งการฆ่าผู้หญิงและเด็กของเรา
และในวันนั้น มันได้รับการยืนยันกับข้าพเจ้าว่า การกดขี่และการฆ่าผู้หญิงและเด็กที่บริสุทธิ์โดยเจตนาเป็นนโยบายของอเมริกา การทำลายล้างคือเสรีภาพและประชาธิปไตย ในขณะที่การต่อต้านคือการก่อการร้ายและการไม่ยอมรับความแตกต่าง[29]
บิน ลาดินสั่งการด้วยตนเองให้ผู้ติดตามของเขาโจมตีเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และเพนตากอน[30][31] วิดีโออีกชิ้นที่ได้รับจากอัลญะซีเราะฮ์ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2006 แสดงให้เห็นบิน ลาดินอยู่กับหนึ่งในผู้บงการหลักของการโจมตี รอมซี บิน อัชชัยบะฮ์ รวมถึงสลัดอากาศ ฮัมซะฮ์ อัลฆอมิดีและวาอิล อัชชะฮ์รี ท่ามกลางการเตรียมการสำหรับการโจมตี[32]
คอลิด ชัยค์ มุฮัมมัด และสมาชิกอัลกออิดะฮ์คนอื่น ๆ
[แก้]
ยุสรี ฟูดะห์ นักข่าวจากสถานีโทรทัศน์อาหรับอัลญะซีเราะฮ์ รายงานว่าในเดือนเมษายน ค.ศ. 2002 คอลิด ชัยค์ มุฮัมมัด สมาชิกกอัลกออิดะฮ์ ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี ร่วมกับ รอมซี บิน อัชชัยบะฮ์[33][34][35] รายงานคณะกรรมาธิการ 9/11 ค.ศ. 2004 ระบุว่าความเกลียดชังที่มุฮัมมัด ซึ่งเป็นผู้วางแผนหลักของวินาศกรรม 9/11 มีต่อสหรัฐนั้นมาจาก "ความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงต่อนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐที่เข้าข้างอิสราเอล"[36] มุฮัมมัดยังเป็นที่ปรึกษาและผู้สนับสนุนทางการเงินในการวางระเบิดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ค.ศ. 1993 และเป็นลุงของรอมซี ยูซุฟ มือวางระเบิดหลักในการโจมตีครั้งนั้น[37][38] ในช่วงปลาย ค.ศ. 1994 มุฮัมมัดและซุฟได้วางแผนการโจมตีก่อการร้ายครั้งใหม่ที่เรียกว่าแผนโบจินกา (Bojinka plot) ซึ่งวางแผนไว้สำหรับเดือนมกราคม ค.ศ. 1995 แม้จะล้มเหลวและยูซุฟถูกจับกุมโดยกองกำลังสหรัฐในเดือนถัดมา แต่แผนโบจินกาก็มีอิทธิพลต่อวินาศกรรม 9/11 ในภายหลัง[39]
ในเอกสาร "Substitution for Testimony of Khalid Sheikh Mohammed" จากการพิจารณาคดีของซะกะรียา มูซาวี มีห้าคนที่ถูกระบุว่ารับทราบรายละเอียดของการปฏิบัติการอย่างสมบูรณ์ ได้แก่ บิน ลาดิน, คอลิด ชัยค์ มุฮัมมัด, รอมซี บิน อัชชัยบะฮ์, อะบูตุรอบ อัลอัรดุนี และมุฮัมมัด อาฏีฟ[40]
แรงจูงใจ
[แก้]ถ้อยแถลงของอุซามะฮ์ บิน ลาดินที่ประกาศทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ต่อสหรัฐ และฟัตวาใน ค.ศ. 1998 ที่ลงนามโดยบิน ลาดินและคนอื่น ๆ ที่เรียกร้องให้สังหารชาวอเมริกัน[17][41] ถูกนักสืบสวนมองว่าเป็นหลักฐานของแรงจูงใจของเขา[42] ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2001 บิน ลาดินปกป้องการโจมตีว่าเป็นมาตรการตอบโต้การกระทำอันโหดร้ายของอเมริกาต่อมุสลิมทั่วโลก เขายังยืนยันว่าการโจมตีไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงและเด็ก โดยกล่าวว่าเป้าหมายของการโจมตีเป็นสัญลักษณ์ของ "อำนาจทางเศรษฐกิจและการทหาร" ของอเมริกา[43][44]
ในจดหมายถึงชาวอเมริกัน (Letter to the American People) ของบิน ลาดินเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2002 เขาระบุแรงจูงใจของอัลกออิดะฮ์ในการโจมตี ดังนี้:
- การที่สหรัฐสนับสนุนอิสราเอล[45][46]
- ยุทธศาสตร์ของบิน ลาดินเพื่อสนับสนุนและขยายการก่อการร้ายอัษษานียะฮ์ครั้งที่สองไปทั่วโลก[47][48][49][50]
- การโจมตีมุสลิมกองกำลังผสมนำโดยสหรัฐในโซมาเลีย
- การที่สหรัฐสนับสนุนรัฐบาลฟิลิปปินส์ในการต่อสู้กับมุสลิมในความขัดแย้งโมโร
- การที่สหรัฐสนับสนุนการบุกครองเลบานอนตอนใต้ของอิสราเอล
- การที่สหรัฐสนับสนุนการกระทำอันโหดร้ายของรัสเซียต่อมุสลิมในเชชเนีย
- การที่รัฐบาลในตะวันออกกลางที่สนับสนุนอเมริกา (ซึ่ง "ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคุณ") ต่อต้านผลประโยชน์ของมุสลิม
- การที่สหรัฐสนับสนุนการกดขี่ของอินเดียต่อมุสลิมในกัศมีร์
- การมีอยู่ของกองทหารสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบีย[51]
- การคว่ำบาตรต่ออิรัก[45]
- การทำลายสิ่งแวดล้อม[52][53][54]
หลังการโจมตี บิน ลาดินและอัยมัน อัซเซาะวาฮิรีได้เผยแพร่บันทึกเสียงเพิ่มเติม บางส่วนกล่าวถึงเหตุผลข้างต้นอีกครั้ง สิ่งตีพิมพ์ที่เกี่ยวข้องสองฉบับคือจดหมายถึงชาวอเมริกันของบิน ลาดินใน ค.ศ. 2002[55] และวิดีโอเทปของบิน ลาดินใน ค.ศ. 2004 [56]
—บทสัมภาษณ์ของอุซามะฮ์ บิน ลาดินกับตัยสีร อะลูนี, 21 ตุลาคม ค.ศ. 2001[57]
ในฐานะผู้ยึดมั่นในศาสนาอิสลาม บิน ลาดินเชื่อว่าชาวที่ไม่ใช่มุสลิมถูกห้ามไม่ให้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในคาบสมุทรอาหรับ[58] ใน ค.ศ. 1996 บิน ลาดินได้ออกฟัตวาเรียกร้องให้ทหารอเมริกันออกจากซาอุดีอาระเบีย การวิเคราะห์หนึ่งเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายพลีชีพชี้ว่าหากไม่มีกองทหารสหรัฐในซาอุดีอาระเบีย อัลกออิดะฮ์อาจไม่สามารถชักจูงให้ผู้คนยอมพลีชีพในภารกิจดังกล่าวได้[59] ในฟัตวา ค.ศ. 1998 อัลกออิดะฮ์ระบุการคว่ำบาตรอิรักเป็นเหตุผลในการสังหารชาวอเมริกัน โดยประณาม "การปิดล้อมที่ยืดเยื้อ" และการกระทำอื่น ๆ ที่ถือเป็นการประกาศสงครามต่อ "อัลลอฮ์ ศาสนทูตของพระองค์ และมุสลิม"[60]
ใน ค.. 2004 บิน ลาดินอ้างว่าแนวคิดในการทำลายอาคารเกิดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1982 เมื่อเขาเห็นการทิ้งระเบิดอพาร์ตเมนต์สูงหลายชั้นของอิสราเอลระหว่างสงครามเลบานอน ค.ศ. 1982[61][62] นักวิเคราะห์บางคน รวมถึงนักรัฐศาสตร์ จอห์น เมียส์ไฮเมอร์และสตีเฟน วอลต์ ก็อ้างว่าการสนับสนุนอิสราเอลของสหรัฐเป็นแรงจูงใจในการโจมตีด้วย[46][63] ใน ค.ศ. 2004 และ 2010 บิน ลาดินได้เชื่อมโยงวินาศกรรม 11 กันยายนกับการสนับสนุนอิสราเอลของสหรัฐอีกครั้ง แม้จดหมายส่วนใหญ่จะแสดงความดูถูกเหยียดหยามของบิน ลาดินต่อประธานาธิบดีบุช และความหวังของเขาที่จะ "ทำลายและทำให้ล้มละลาย" สหรัฐ[64][65]
มีการเสนอแรงจูงใจอื่น ๆ นอกเหนือจากที่บิน ลาดินและอัลกออิดะฮ์ระบุไว้ ผู้เขียนบางคนเสนอว่า "ความอับอาย" ที่เกิดจากการที่โลกอิสลามล้าหลังโลกตะวันตก ซึ่งความเหลื่อมล้ำนี้เห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษจากโลกาภิวัตน์[66][67] และความปรารถนาที่จะยั่วยุให้สหรัฐเข้าสู่สงครามที่กว้างขึ้นกับโลกอิสลาม โดยหวังว่าจะกระตุ้นให้มีพันธมิตรมาสนับสนุนอัลกออิดะฮ์มากขึ้น ในทำนองเดียวกัน คนอื่น ๆ ได้โต้แย้งว่าวินาศกรรม 9/11 เป็นยุทธศาสตร์เพื่อยั่วยุให้อเมริกาเข้าสู่สงครามที่จะก่อให้เกิดการปฏิวัติของพันธมิตรอิสลาม[68][69]
การวางแผน
[แก้]เอกสารที่ยึดได้ระหว่างปฏิบัติการสังหารบิน ลาดินใน ค.ศ. 2011 มีบันทึกที่บิน ลาดินเขียนด้วยลายมือในเดือนกันยายน ค.ศ. 2002 โดยมีหัวข้อว่า "การถือกำเนิดของแนวคิด 11 กันยายน" เขาอธิบายว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์อิยิปต์แอร์ เที่ยวบินที่ 990 ตกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 ซึ่งเป็นการจงใจให้ตกโดยนักบินผู้ช่วย ญะมีล อัลบะฏูฏี ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน "นี่คือวิธีที่แนวคิด 9/11 ถูกคิดและพัฒนาขึ้นในหัวของผม และนั่นคือตอนที่เราเริ่มวางแผน" บิน ลาดินกล่าวต่อ และเสริมว่าในขณะนั้นไม่มีใครรู้นอกจากมุฮัมมัด อาฏีฟและอะบู อัค-ค็อยร รายงานคณะกรรมาธิการ 9/11 ระบุว่าคอลิด ชัยค์ มุฮัมมัดเป็นผู้วางแผนหลักของ 9/11 แต่เขาไม่ได้ถูกกล่าวถึงในบันทึกของบิน ลาดิน[70]
การโจมตีนี้ถูกคิดขึ้นโดยคอลิด ชัยค์ มุฮัมมัด ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดนี้ต่ออุซามะฮ์ บิน ลาดินเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1996[71] ในขณะนั้น บิน ลาดินและอัลกออิดะฮ์อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเพิ่งย้ายกลับไปยังอัฟกานิสถานจากซูดาน[72] เหตุระเบิดสถานทูตแอฟริกา ค.ศ. 1998 และฟัตวาของบิน ลาดินในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 ถือเป็นจุดเปลี่ยนของปฏิบัติการก่อการร้ายของอัลกออิดะฮ์[73] เนื่องจากบิน ลาดินตั้งใจจะโจมตีสหรัฐ
ในช่วงปลาย ค.ศ. 1998 หรือต้น ค.ศ. 1999 บิน ลาดินอนุมัติให้มุฮัมมัดดำเนินการเตรียมแผนการ[74] อาฏีฟให้การสนับสนุนด้านการปฏิบัติการ รวมถึงการเลือกเป้าหมายและช่วยจัดการเดินทางให้สลัดอากาศ[72] บิน ลาดินไม่เห็นด้วยกับมุฮัมมัด โดยปฏิเสธเป้าหมายที่เป็นไปได้ เช่น ยูเอสแบงค์ทาวเวอร์ ในลอสแอนเจลิส เนื่องจากขาดเวลา[75][76]
บิน ลาดินให้การสนับสนุนด้านการนำและด้านการเงินและมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้เข้าร่วม[77] ในตอนแรกเขาเลือกนวาฟ อัลฮาซิมีและคอลิด อัลมัฮฎอร นักรบญิฮาดผู้มีประสบการณ์ซึ่งเคยต่อสู้ในสงครามบอสเนีย อัลฮาซิมีและอัลมัฮฎอรเดินทางมาถึงสหรัฐในช่วงกลางเดือนมกราคม ค.ศ. 2000 ในช่วงต้น ค.ศ. 2000 อัลฮาซิมีและอัลมัฮฎอรได้เรียนการบินในแซนดีเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งคู่พูดภาษาอังกฤษได้น้อย เรียนการบินได้ไม่ดี และในที่สุดก็ทำหน้าที่เป็นสลัดอากาศ "ใช้กำลัง"[78][79]
ในช่วงปลาย ค.ศ. 1999 กลุ่มชายจากฮัมบวร์ค ประเทศเยอรมนี ได้เดินทางมาถึงอัฟกานิสถาน กลุ่มนี้ประกอบด้วยมุฮัมมัด อะฏา, มัร์วาน อัชชะฮ์ฮี, ซีอาด ญะราห์, และรอมซี บิน อัชชัยบะฮ์[80] บิน ลาดินเลือกคนเหล่านี้เพราะพวกเขาได้รับการศึกษา สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และมีประสบการณ์การใช้ชีวิตในโลกตะวันตก[81] ผู้ที่เข้ามาใหม่จะถูกคัดกรองทักษะพิเศษเป็นประจำ และผู้นำอัลกออิดะฮ์จึงพบว่าฮานี ฮันญูรมีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์อยู่แล้ว[82]
ฮันญูรมาถึงแซนดีเอโกในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 2000 และเข้าร่วมกับฮาซิมี[83]: 6–7 พวกเขาเดินทางไปยังรัฐแอริโซนาในไม่ช้า ซึ่งฮันญูรได้เข้ารับการฝึกอบรมทบทวน[83]: 7 มัรวาน อัชชะฮ์ฮีมาถึงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2000 ขณะที่อะฏามาถึงในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2000 และญะราห์มาถึงในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2000[83]: 6 บิน อัชชัยบะฮ์ยื่นขอวีซ่าเข้าสหรัฐหลายครั้ง แต่ในฐานะชาวเยเมน เขาถูกปฏิเสธด้วยความกังวลว่าเขาจะอยู่เกินวีซ่า[83]: 4, 14 บิน อัชชัยบะฮ์อยู่ที่ฮัมบวร์ค โดยทำหน้าที่ประสานงานระหว่างอะฏาและมุฮัมมัด[83]: 16 สมาชิกทั้งสามคนจากฮัมบวร์คเซลล์เข้ารับการฝึกอบรมการบินในรัฐฟลอริดาตอนใต้ที่ฮัฟฟ์แมนเอวิเอชัน (Huffman Aviation)[83]: 6
ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 2001 สลัดอากาศกลุ่มรองเริ่มเดินทางมาถึงสหรัฐ[84] ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2001 อะฏาพบกับบิน อัชชัยบะฮ์ในตาร์ราโกนา แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ที่ซึ่งพวกเขาได้ประสานงานรายละเอียดของแผน รวมถึงการเลือกเป้าหมายสุดท้าย บิน อัชชัยบะฮ์ส่งต่อความต้องการของบิน ลาดินให้ทำการโจมตีโดยเร็วที่สุด[85] สลัดอากาศบางคนได้รับหนังสือเดินทางจากเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียที่ทุจริตซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือใช้หนังสือเดินทางปลอมเพื่อเข้าประเทศ[86]
ข่าวกรองก่อนหน้า
[แก้]ในช่วงปลาย ค.ศ. 1999 วะลีด บิน อะตัช ("ค็อลลาด") สมาชิกอัลกออิดะฮ์ ได้ติดต่อกับอัลมัฮฎอรและบอกให้เขาไปพบกันที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยอัลฮาซิมีและอะบู บะรออ์ อัลยะมะนีก็จะเข้าร่วมด้วย NSA ได้ดักฟังการโทรศัพท์ที่กล่าวถึงการประชุม อัลมัฮฎอรและชื่อ "นวาฟ" (อัลฮาซิมี) แม้หน่วยงานจะกลัวว่า "อาจมีบางอย่างชั่วร้ายกำลังเกิดขึ้น" แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ต่อไป
CIA ได้รับแจ้งเตือนจากหน่วยข่าวกรองซาอุดีอาระเบียแล้วว่าอัลมัฮฎอรและอัลฮาซิมีเป็นสมาชิกอัลกออิดะฮ์ ทีมงานของ CIA ได้บุกเข้าไปในห้องพักโรงแรมของอัลมัฮฎอรในดูไบและพบว่ามัฮฎอรมีวีซ่าสหรัฐ ขณะที่อเล็กสเตชันแจ้งเตือนหน่วยข่าวกรองทั่วโลก แต่ไม่ได้แบ่งปันข้อมูลนี้กับ FBI สาขาพิเศษมาเลเซียได้สังเกตการณ์การประชุมของสมาชิกอัลกออิดะฮ์ทั้งสองคนเมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2000 และแจ้ง CIA ว่าอัลมัฮฎอร, อัลฮาซิมี และค็อลลาดกำลังจะบินไปกรุงเทพ แต่ CIA ไม่เคยแจ้งหน่วยงานอื่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ และไม่ได้ขอให้กระทรวงการต่างประเทศเพิ่มชื่ออัลมัฮฎอรในบัญชีเฝ้าระวัง เจ้าหน้าที่ประสานงานของ FBI ได้ขออนุญาตแจ้ง FBI เกี่ยวกับการประชุมดังกล่าว แต่ได้รับคำตอบว่า "นี่ไม่ใช่เรื่องของ FBI"[87]
ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ริชาร์ด คลาร์ก เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการต่อต้านการก่อการร้าย และจอร์จ เทเน็ต ผู้อำนวยการ CIA "เชื่อมั่นว่าการโจมตีครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น" แม้ CIA จะเชื่อว่าการโจมตีมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในซาอุดีอาระเบียหรืออิสราเอล[88] ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม คลาร์กได้สั่งให้หน่วยงานภายในประเทศ "เฝ้าระวังขั้นสูงสุด" โดยบอกว่า "บางสิ่งบางอย่างที่น่าตื่นตาตื่นใจกำลังจะเกิดขึ้นที่นี่ และจะเกิดขึ้นในไม่ช้า" เขาขอให้ FBI และกระทรวงการต่างประเทศแจ้งเตือนสถานทูตและหน่วยงานตำรวจ และให้กระทรวงกลาโหมเข้าสู่ "สถานะภัยคุกคามเดลตา"[89][90] คลาร์กเขียนไว้ในภายหลังว่า:
ที่ใดที่หนึ่งใน CIA มีข้อมูลว่าผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์สองคนที่รู้จักกันได้เข้ามาในสหรัฐ ที่ใดที่หนึ่งใน FBI มีข้อมูลว่ามีสิ่งแปลก ๆ เกิดขึ้นที่โรงเรียนการบินในสหรัฐ [...] พวกเขามีข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายแต่ละคนซึ่งสามารถใช้เพื่ออนุมานได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านั้นไม่มีข้อมูลใดมาถึงผมหรือทำเนียบขาว[91]
— รายงานคณะกรรมาธิการ 9/11, น. 251[92]
วันที่ 13 กรกฎาคม ทอม วิลเชียร์ เจ้าหน้าที่ CIA ที่ได้รับมอบหมายให้ประจำอยู่ในแผนกก่อการร้ายระหว่างประเทศของ FBI ได้ส่งอีเมลถึงผู้บังคับบัญชาที่ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย (CTC) ของ CIA เพื่อขออนุญาตแจ้งให้ FBI ทราบว่าฮาซิมีอยู่ในประเทศและมัฮฎอรมีวีซ่าสหรัฐ แต่ CIA ไม่เคยตอบกลับ[93]
วันเดียวกันนั้น มาร์กาเรตต์ กิลเลสปี นักวิเคราะห์ FBI ที่ทำงานใน CTC ได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมที่มาเลเซีย เธอไม่ได้รับแจ้งว่าผู้เข้าร่วมประชุมอยู่ในสหรัฐ CIA มอบภาพถ่ายการเฝ้าระวังของมัฮฎอรและฮาซิมีจากการประชุมให้กิลเลสปีเพื่อแสดงให้หน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายของ FBI แต่ไม่ได้บอกความสำคัญของภาพเหล่านั้นให้เธอทราบ ฐานข้อมูลอินเทลิงก์แจ้งเธอว่าไม่ให้แบ่งปันข้อมูลข่าวกรองกับเจ้าหน้าที่สอบสวนคดีอาญา เมื่อแสดงภาพถ่ายให้ดู FBI ก็ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำคัญของภาพ และพวกเขาไม่ได้รับวันเดือนปีเกิดหรือหมายเลขหนังสือเดินทางของมัฮฎอร[94] ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2001 กิลเลสปีได้บอกกับกรมการตรวจคนเข้าเมืองและแปลงสัญชาติ (NIS), กระทรวงการต่างประเทศ, กรมศุลกากร และ FBI ให้เพิ่มชื่อฮาซิมีและมัฮฎอรในบัญชีเฝ้าระวัง แต่ FBI ถูกห้ามไม่ให้ใช้เจ้าหน้าที่อาชญากรรมในการค้นหาคนทั้งสอง ทำให้ความพยายามของพวกเขาต้องหยุดชะงัก[95]
นอกจากนี้ในเดือนกรกฎาคม เจ้าหน้าที่ FBI ในฟีนิกซ์ได้ส่งข้อความไปยังสำนักงานใหญ่ของ FBI, อเล็กสเตชัน และเจ้าหน้าที่ FBI ในนิวยอร์กเพื่อเตือนพวกเขาถึง "ความเป็นไปได้ที่อุซามะฮ์ บิน ลาดินจะประสานงานเพื่อส่งนักศึกษาไปสหรัฐเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยการบินพลเรือน" เจ้าหน้าที่ เคนเน็ท วิลเลียมส์ ได้แนะนำถึงความจำเป็นในการสัมภาษณ์ผู้จัดการโรงเรียนการบินและระบุตัวนักเรียนชาวอาหรับทุกคนที่ต้องการฝึกบิน[96] ในเดือนกรกฎาคม จอร์แดนได้เตือนสหรัฐว่าอัลกออิดะฮ์กำลังวางแผนโจมตีสหรัฐ "หลายเดือนต่อมา" จอร์แดนได้แจ้งสหรัฐว่าชื่อรหัสของการโจมตีคือ "เดอะบิกเวดดิง" (The Big Wedding) และเกี่ยวข้องกับเครื่องบิน[97]
วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2001 สรุปข่าวประจำวันของประธานาธิบดีจาก CIA ซึ่งถูกกำหนดให้เป็น "สำหรับประธานาธิบดีเท่านั้น" มีชื่อว่าบิน ลาดิน ตั้งใจจะโจมตีในสหรัฐ (Bin Ladin Determined To Strike in US) บันทึกดังกล่าวระบุว่าข้อมูลของ FBI "ชี้ให้เห็นถึงรูปแบบของกิจกรรมน่าสงสัยในประเทศนี้ซึ่งสอดคล้องกับการเตรียมการสำหรับการจี้บังคับหรือการโจมตีประเภทอื่น ๆ"[98]
ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม โรงเรียนการบินแห่งหนึ่งในรัฐมินนิโซตาได้แจ้ง FBI เกี่ยวกับซะกะรียา มูซาวี ผู้ซึ่งได้ถาม "คำถามที่น่าสงสัย" FBI พบว่ามูซาวีเป็นพวกหัวรุนแรงที่เดินทางไปปากีสถาน และ INS ได้จับกุมเขาในข้อหาอยู่เกินกำหนดวีซ่าฝรั่งเศส แต่คำขอของพวกเขาในการค้นหาแล็ปท็อปของเขาถูกปฏิเสธโดยสำนักงานใหญ่ FBI เนื่องจากขาดมูลเหตุที่น่าจะเป็น[99]
ความล้มเหลวในการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองนั้นมาจากนโยบายของกระทรวงยุติธรรมใน ค.ศ. 1995 ที่จำกัดการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง ควบคู่ไปกับความไม่เต็มใจของ CIA และ NSA ที่จะเปิดเผย "แหล่งข้อมูลและวิธีการละเอียดอ่อน" เช่น การดักฟังโทรศัพท์[100] ในการให้การต่อหน้าคณะกรรมาธิการ 9/11 ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2004 จอห์น แอชครอฟต์ อัยการสูงสุดในขณะนั้น ได้กล่าวว่า "สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงอย่างเดียวสำหรับปัญหา 11 กันยายนคือกำแพงที่แยกหรือแบ่งเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีอาญาและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองออกจากกัน"[101] คลาร์กยังเขียนอีกว่า: "[T]here were ... failures to get information to the right place at the right time" (มีความล้มเหลวในการนำข้อมูลไปยังสถานที่ที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม)[102]
การโจมตี
[แก้]เช้าวันอังคารที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 สลัดอากาศสิบเก้าคนได้เข้าควบคุมเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์สี่ลำ (โบอิง 757 สองลำและโบอิง 767 สองลำ)[103] เครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีเที่ยวบินระยะไกลถูกเลือกสำหรับการจี้เนื่องจากจะมีเชื้อเพลิงมากกว่า[104]
| สายการบิน | รหัสเที่ยวบิน | ชนิดเครื่องบิน | เวลาออกเดินทาง* | เวลาตก* | ออกเดินทางจาก | มุ่งหน้าไป | จุดตก | จำนวนผู้เสียชีวิต | ||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ลูกเรือ | ผู้โดยสาร† | พื้นดืน§ | สลัดอากาศ | รวม‡ | ||||||||
| อเมริกันแอร์ไลน์ | 11 | โบอิง 767-223(อีอาร์)[j] | 7:59 น. | 8:46 น. | ท่าอากาศยานนานาชาติโลแกน | ท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส | อาคารเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ชั้น 93 ถึง 99 | 11 | 76 | 2,606 | 5 | 2,763 |
| ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ | 175 | โบอิง 767–222[k] | 8:14 น. | 9:03 น.[g] | ท่าอากาศยานนานาชาติโลแกน | ท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส | อาคารใต้ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ชั้น 77 ถึง 85 | 9 | 51 | 5 | ||
| อเมริกันแอร์ไลน์ | 77 | โบอิง 757–223[l] | 8:20 น. | 9:37 น. | ท่าอากาศยานนานาชาติวอชิงตันดัลเลส | ท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส | กำแพงด้านตะวันตกของเพนตากอน | 6 | 53 | 125 | 5 | 189 |
| ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ | 93 | โบอิง 757–222[m] | 8:42 น. | 10:03 น. | ท่าอากาศยานนานาชาตินวร์ก | ท่าอากาศยานนานาชาติซานฟรานซิสโก | ทุ่งโล่งในตำบลสโตนีครีกใกล้แชงก์สวิลล์ | 7 | 33 | 0 | 4 | 44 |
| รวม | 33 | 213 | 2,731 | 19 | 2,996 | |||||||
* เวลาออมแสงตะวันออก (UTC−04:00)
† ไม่รวมสลัดอากาศ
§ รวมเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน
‡ รวมสลัดอากาศ
การตก
[แก้]เวลา 07:59 น. อเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 ได้บินขึ้นจากท่าอากาศยานนานาชาติโลแกนในบอสตัน[106] เมื่อบินไปได้สิบห้านาที สลัดอากาศห้าคนพร้อมอาวุธคัตเตอร์ได้เข้ายึดเครื่องบิน ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อยสามคน (และอาจเสียชีวิตหนึ่งคน)[107][108][109] ก่อนจะบุกเข้าไปในห้องนักบิน สลัดอากาศยังแสดงวัตถุคล้ายระเบิดและฉีดสเปรย์พริกไทยเข้าไปในห้องโดยสาร เพื่อทำให้ตัวประกันหวาดกลัวและยอมจำนนและเพื่อขัดขวางการต่อต้าน[110] ที่โลแกนเช่นกัน ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 ได้บินขึ้นในเวลา 08:14 น.[111] ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้หลายร้อยไมล์ที่ท่าอากาศยานนานาชาติดัลเลส อเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 ได้ออกเดินทางจากรันเวย์ในเวลา 08:20 น.[111] การเดินทางของเที่ยวบินที่ 175 เป็นไปตามปกติเป็นเวลา 28 นาทีจนกระทั่งเวลา 08:42 น. เมื่อสลัดอากาศห้าคนได้จี้บังคับ สังหารนักบินทั้งสองคนและแทงลูกเรือหลายคนก่อนจะเข้าควบคุมเครื่องบิน สลัดอากาศกลุ่มนี้ยังใช้การข่มขู่ด้วยระเบิดเพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้โดยสารและลูกเรือ[112] และฉีด "แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย หรือสารก่อระคายอื่น ๆ" ในห้องโดยสารเพื่อบังคับผู้โดยสารและพนักงานต้อนรับให้ไปรวมกันที่ส่วนท้ายของห้องโดยสาร[113] ในขณะเดียวกัน ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาตินวร์กในรัฐนิวเจอร์ซีย์[111] เดิมมีกำหนดออกจากประตูในเวลา 08:00 น. แต่เครื่องบินออกเดินทางล่าช้าไป 42 นาที
เวลา 08:46 น. เที่ยวบินที่ 11 ได้ถูกขับพุ่งชนโดยเจตนาเข้าที่ด้านเหนือของอาคารเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ระหว่างชั้นที่ 93 ถึง 99[114] ในตอนแรกหลายคนสันนิษฐานว่าเป็นอุบัติเหตุ[115] เวลา 8:51 น. อเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 ก็ถูกสลัดอากาศห้าคนยึดเช่นกัน โดยบุกเข้าไปในห้องนักบินอย่างรุนแรง 31 นาทีหลังเครื่องขึ้น[116] แม้พวกเขาจะมีมีดเป็นอาวุธ[117] แต่ก็ไม่มีรายงานว่ามีผู้ใดบนเครื่องถูกแทง และผู้ที่โทรศัพท์สองคนก็ไม่ได้กล่าวถึงการใช้สเปรย์พริกไทยหรือการข่มขู่ด้วยระเบิด เที่ยวบินที่ 175 ถูกนำไปพุ่งชนด้านใต้ (2 WTC) ของอาคารใต้ระหว่างชั้นที่ 77 และ 85[118] ในเวลา 09:03 น.[g] แสดงให้เห็นว่าการชนครั้งแรกเป็นการกระทำโดยเจตนาของผู้ก่อการร้าย[119][120]
ชายสี่คนบนเที่ยวบินที่ 93 ได้ลงมืออย่างฉับพลัน คร่าชีวิตผู้โดยสารอย่างน้อยหนึ่งคน หลังรอมา 46 นาที ซึ่งความล่าช้าดังกล่าวกลายเป็นหายนะสำหรับผู้ก่อการร้ายเมื่อรวมกับการออกเดินทางที่ล่าช้าของเครื่องบิน[121] พวกเขาบุกเข้าไปในห้องนักบินและยึดการควบคุมเครื่องบินในเวลา 9:28 น. โดยหันเครื่องไปทางตะวันออกมุ่งหน้าสู่วอชิงตัน ดี.ซี.[122] เช่นเดียวกับคู่หูของพวกเขาบนเครื่องบินสองลำแรก ทีมที่สี่ใช้การขู่ว่ามีระเบิดและฉีดสเปรย์พริกไทยเข้าไปในห้องโดยสาร[123]
เก้านาทีหลังจากเที่ยวบินที่ 93 ถูกจี้ เที่ยวบินที่ 77 ก็พุ่งชนด้านตะวันตกของเพนจากอนในเวลา 09:37 น.[124] เนื่องจากความล่าช้าทั้งสองครั้ง[125] ผู้โดยสารและลูกเรือของเที่ยวบินที่ 93 จึงมีเวลาทราบถึงการโจมตีครั้งก่อนหน้าผ่านการโทรศัพท์จากบนเครื่องไปยังภาคพื้น และด้วยเหตุนี้ การก่อการกำเริบจึงถูกริเริ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อเข้าควบคุมเครื่องบินในเวลา 09:57 น.[126] ภายในไม่กี่นาที ผู้โดยสารได้ต่อสู้เพื่อหาทางไปยังส่วนหน้าของห้องโดยสารและเริ่มพังประตูห้องนักบิน ด้วยความกลัวว่าตัวประกันจะเข้ามายึดการควบคุมได้ สลัดอากาศจึงหมุนเครื่องบินตามแกนยาวและพุ่งดิ่งลง[127][128] ชนกับทุ่งโล่งใกล้แชงก์สวิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพิตต์สเบิร์ก ในเวลา 10:03:11 น. ขณะที่เครื่องตกนั้นอยู่ห่างจากดี.ซี. ประมาณยี่สิบนาที และเชื่อว่าเป้าหมายของเครื่องบินลำนี้คืออาคารรัฐสภาหรือทำเนียบขาว[104][126]
ผู้โดยสารและลูกเรือบางคนซึ่งโทรจากเครื่องบินโดยใช้บริการโทรศัพท์อากาศในห้องโดยสารและโทรศัพท์มือถือได้ให้รายละเอียดว่า: มีสลัดอากาศหลายคนอยู่บนเครื่องบินแต่ละลำ; พวกเขาใช้แก๊สน้ำตาหรือสเปรย์พริกไทยเพื่อจัดการกับพนักงานต้อนรับ; และบางคนบนเครื่องถูกแทง[129] รายงานระบุว่าผู้ก่อการร้ายได้แทงและสังหารนักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และผู้โดยสารอย่างน้อยหนึ่งคน[103][130] ตามรายงานฉบับสุดท้ายของคณะกรรมาธิการ 9/11 สลัดอากาศได้ซื้อเครื่องมืออเนกประสงค์และมีดเอนกประสงค์เลเทอร์แมน (ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้โดยสาร) แต่สิ่งเหล่านี้ไม่พบในบรรดาสิ่งของที่สลัดอากาศทิ้งไว้เบื้องหลัง[131][132] พนักงานต้อนรับบนเที่ยวบินที่ 11 ผู้โดยสารบนเที่ยวบินที่ 175 และผู้โดยสารบนเที่ยวบินที่ 93 กล่าวว่าสลัดอากาศมีระเบิด แต่ผู้โดยสารคนหนึ่งบอกว่าเขาคิดว่าระเบิดเหล่านั้นเป็นของปลอม FBI ไม่พบร่องรอยของวัตถุระเบิดที่จุดเกิดเหตุ และคณะกรรมาธิการ 9/11 สรุปว่าระเบิดเหล่านั้นอาจเป็นของปลอม[103] ในเที่ยวบินที่ถูกจี้อย่างน้อยสองลำ—อเมริกัน 11 และยูไนเต็ด 93—ผู้ก่อการร้ายอ้างผ่านระบบประกาศสาธารณะว่าพวกเขากำลังจับตัวประกันและกำลังจะกลับไปที่สนามบินเพื่อให้มีการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องค่าไถ่ ซึ่งเป็นความพยายามที่ชัดเจนที่จะป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารต่อสู้กลับ อย่างไรก็ดี ความพยายามทั้งสองครั้งล้มเหลว เนื่องจากนักบินสลัดอากาศทั้งสองในกรณีเหล่านี้ (มุฮัมมัด อะฏา[133] และซีอาด ญะราห์[134] ตามลำดับ) ได้ส่งข้อความผิดพลาดไปยังศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศแทนที่จะเป็นผู้คนบนเครื่องตามที่ตั้งใจไว้ ทำให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินรู้ว่าเครื่องบินถูกจี้

อาคารสามแห่งในเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มเนื่องจากโครงสร้างเสียหายจากเพลิงไหม้ แม้อาคารใต้จะถูกชนหลังอาคารเหนือประมาณสิบเจ็ดนาที แต่จุดที่เครื่องบินปะทะนั้นอยู่ต่ำกว่ามาก ด้วยความเร็วที่สูงกว่ามาก และพุ่งชนที่มุมอาคาร ทำให้มีน้ำหนักโครงสร้างที่ไม่สมดุลเพิ่มเข้ามา ส่งผลให้อาคารนี้ถล่มก่อนในเวลา 09:59 น.[135]: 80 [136]: 322 หลังจากถูกไฟไหม้เป็นเวลา 56 นาที[n] จากเพลิงไหม้ที่เกิดจากยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 ตกและเชื้อเพลิงระเบิด อาคารเหนือคงอยู่ได้อีก 29 นาที 24 วินาทีก่อนจะถล่มในเวลา 10:28 น.[o] ซึ่งเป็นหนึ่งชั่วโมงสี่สิบเอ็ดนาทีห้าสิบสามวินาที[h] หลังอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 พุ่งชน เมื่ออาคารเหนือถล่ม เศษซากได้ตกลงบนอาคาร 7 เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (7 WTC) ที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้ตัวอาคารเสียหายและเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ไฟเหล่านี้ลุกไหม้อยู่นานเกือบเจ็ดชั่วโมง ทำให้โครงสร้างอาคารเสียหาย และอาคาร 7 WTC ถล่มในเวลา 17:21 น.[139][140] ส่วนด้านตะวันตกของเพนตากอนได้รับความเสียหายอย่างหนัก
เวลา 9:42 น. องค์การบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) สั่งระงับการบินของเครื่องบินพลเรือนทั้งหมดภายในทวีปสหรัฐ และเครื่องบินพลเรือนที่กำลังบินอยู่ได้รับคำสั่งให้ลงจอดทันที[141] เครื่องบินพลเรือนระหว่างประเทศทั้งหมดถูกสั่งให้บินกลับหรือเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินในแคนาดาหรือเม็กซิโก และถูกห้ามลงจอดในอาณาเขตของสหรัฐเป็นเวลาสามวัน[142] การโจมตีครั้งนี้สร้างความสับสนอย่างกว้างขวางในหมู่สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ ในบรรดารายงานข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันและมักขัดแย้งกันที่ออกอากาศตลอดทั้งวัน รายงานหนึ่งที่แพร่หลายที่สุดอ้างว่ามีระเบิดรถยนต์ระเบิดขึ้นที่ที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐในวอชิงตัน ดี.ซี.[143] เครื่องบินไอพ่นอีกลำหนึ่ง (เดลตาแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 1989) ถูกสงสัยว่าถูกจี้ แต่เครื่องบินลำนั้นได้ตอบสนองต่อเจ้าหน้าที่ควบคุมและลงจอดอย่างปลอดภัยที่คลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ[144]
ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2002 คอลิด ชัยค์ มุฮัมมัดและรอมซี บิน อัชชัยบะฮ์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้จัดการโจมตี กล่าวว่าเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ของเที่ยวบินที่ 93 คืออาคารรัฐสภาสหรัฐ ไม่ใช่ทำเนียบขาว[145] ในระหว่างขั้นตอนการวางแผนการโจมตี มุฮัมมัด อะฏา (สลัดอากาศและนักบินของเที่ยวบินที่ 11) คิดว่าทำเนียบขาวอาจเป็นเป้าหมายที่ยากเกินไป และได้ขอให้ฮานี ฮันญูร (สลัดอากาศและนักบินของเที่ยวบินที่ 77) ประเมินให้[146] มุฮัมมัดกล่าวว่าในตอนแรกอัลกออิดะฮ์วางแผนจะโจมตีโรงงานนิวเคลียร์มากกว่าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และเพนตากอน แต่ตัดสินใจไม่ทำ เพราะกลัวว่าทุกอย่างจะ "ควบคุมไม่ได้"[147] มุฮัมมัดระบุว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับเป้าหมายถูกปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักบิน[146] หากนักบินคนใดไม่สามารถเข้าถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ เขาจะต้องทำเครื่องตก[104]
การบาดเจ็บล้มตาย
[แก้]การโจมตีเพียงอาคารเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์[p] ทำให้ 9/11 กลายเป็นการก่อการร้ายที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์[149] โดยรวมแล้ว เครื่องบินที่ตกทั้งสี่ลำคร่าชีวิตผู้คนไป 2,996 คน (รวมสลัดอากาศ) และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน[150] จำนวนผู้เสียชีวิตประกอบด้วย 265 คนบนเครื่องบินทั้งสี่ลำ (ไม่มีผู้รอดชีวิต) 2,606 คนในเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และพื้นที่โดยรอบ และ 125 คนที่เพนตากอน[151][152] ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพลเรือน รวมถึงนักดับเพลิง 343 คน เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย 72 คน เจ้าหน้าที่ทหาร 55 คน และผู้ก่อการร้าย 19 คน[153][154] มีพลเมืองจากกว่า 90 ประเทศเสียชีวิตในการโจมตีครั้งนี้[155]
ในนครนิวยอร์ก ผู้ที่เสียชีวิตในอาคารมากกว่า 90% อยู่ที่หรือสูงกว่าจุดที่เครื่องบินปะทะ ในอาคารเหนือ มีผู้คนระหว่าง 1,344[156] ถึง 1,402 คนที่อยู่ที่ สูงกว่า หรือต่ำกว่าจุดที่เครื่องบินปะทะหนึ่งชั้น และเสียชีวิตทั้งหมด หลายร้อยคนเสียชีวิตทันทีเมื่อเครื่องบินพุ่งชน[157] ผู้รอดชีวิตจากการปะทะประมาณ 800 คน[158] ถูกขังและเสียชีวิตจากไฟไหม้หรือการสูดดมควัน ตกลงมาหรือกระโดดจากอาคารเพื่อหนีควันและเปลวไฟ หรือเสียชีวิตเมื่ออาคารถล่ม การทำลายบันไดทั้งสามแห่งในอาคารเหนือเมื่อเที่ยวบินที่ 11 พุ่งชนทำให้เป็นไปไม่ได้ที่ใครก็ตามที่อยู่เหนือพื้นที่ปะทะจะหนีออกมาได้ มีผู้คน 107 คนที่ไม่ถูกขังจากการปะทะเสียชีวิต[159] เมื่อเที่ยวบินที่ 11 พุ่งชนระหว่างชั้นที่ 93 ถึง 99 ชั้นที่ 92 ก็กลายเป็นชั้นที่หนีไม่ได้: การชนทำให้ปล่องลิฟต์ทั้งหมดขาดออกจากกัน ขณะที่ซากปรักหักพังที่ตกลงมาได้ปิดกั้นปล่องบันได ทำให้คนงานทั้ง 69 คนในชั้นนั้นเสียชีวิตทั้งหมด
ในอาคารใต้ มีผู้คนประมาณ 600 คนอยู่บนหรือสูงกว่าชั้นที่ 77 เมื่อเที่ยวบินที่ 175 พุ่งชน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รอดชีวิต เช่นเดียวกับอาคารเหนือ หลายร้อยคนเสียชีวิตในทันทีที่เครื่องบินปะทะ แต่ต่างจากผู้คนในอาคารเหนือ ผู้รอดชีวิตจากการชนประมาณ 300 คน[158] ในทางเทคนิคแล้วไม่ได้ถูกขัง แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ายังมีทางหนีอยู่หรือใช้ไม่ได้ บันไดหนึ่งแห่งคือปล่องบันได A รอดจากการถูกทำลายไปอย่างหวุดหวิด ทำให้ 14 คนที่อยู่ในชั้นที่ถูกชน (รวมถึงสแตนลีย์ ไพรม์นาท ชายที่เห็นเครื่องบินพุ่งเข้ามาหาเขา) และอีกสี่คนจากชั้นที่สูงกว่าสามารถหนีออกมาได้ เจ้าหน้าที่ 9-1-1 ของนครนิวยอร์กที่รับสายจากผู้คนภายในอาคารไม่ได้รับข้อมูลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างเพียงพอ ด้วยเหตุนี้จึงบอกผู้โทรศัพท์ว่าไม่ให้ลงจากอาคารด้วยตัวเอง[160] โดยรวมแล้ว มีผู้เสียชีวิต 630 คนในอาคารใต้ น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เสียชีวิตในอาคารเหนือ[159] ในบรรดาผู้ที่ถูกพบเห็นว่ากระโดดหรือตกลงมาเสียชีวิต 100–200 คน[161] มีเพียงสามคนที่ได้รับการบันทึกว่ามาจากอาคารใต้[135]: 86 จำนวนผู้เสียชีวิตในอาคารใต้ลดลงอย่างมากเนื่องจากผู้คนบางส่วนตัดสินใจออกจากอาคารทันทีหลังการชนครั้งแรก และเนื่องจากเอริก ไอเซนเบิร์ก ผู้บริหารของเอออนอินชัวรันซ์ตัดสินใจอพยพพนักงานในชั้นที่เอออนเช่าอยู่ (92 และ 98–105) หลังการปะทะของเที่ยวบินที่ 11 ช่วงเวลา 17 นาทีทำให้พนักงานเอออนกว่า 900 คนจาก 1,100 คนที่อยู่ในอาคารสามารถอพยพจากชั้นที่สูงกว่าชั้นที่ 77 ก่อนที่อาคารใต้จะถูกชน ไอเซนเบิร์กเป็นหนึ่งในเกือบ 200 คนที่หนีไม่รอด มีการอพยพก่อนการปะทะในลักษณะเดียวกันโดยฟิดิวเชียรีทรัสต์, ซีเอสซี และยูโรโบรกเกอส์ ทั้งหมดมีสำนักงานอยู่บนชั้นที่สูงกว่าจุดปะทะ การที่ไม่มีการสั่งอพยพอาคารใต้ทั้งหมดหลังการชนครั้งแรกของเครื่องบินในอาคารเหนือถูกยูเอสเอทูเดย์อธิบายว่าเป็น "หนึ่งในโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ของวันนั้น"[162]
ตามที่แสดงในภาพถ่ายเดอะฟอลลิงแมน (The Falling Man) ผู้คนกว่า 200 คนตกลงมาเสียชีวิตจากอาคารที่กำลังลุกไหม้ ส่วนใหญ่ถูกบังคับให้กระโดดเพื่อหนีความร้อนสูง ไฟ และควัน[163] ผู้คนบางส่วนในแต่ละอาคารที่อยู่เหนือจุดปะทะได้มุ่งหน้าไปยังดาดฟ้าโดยหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์ แต่ประตูทางเข้าดาดฟ้าถูกล็อก[164] ไม่มีแผนการช่วยเหลือด้วยเฮลิคอปเตอร์ และการรวมกันของอุปกรณ์บนดาดฟ้า ควันหนา และความร้อนสูงทำให้เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถเข้าใกล้ได้[165]
ที่กลุ่มอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ มีเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน 414 คนเสียชีวิตขณะพยายามช่วยเหลือผู้คนและดับเพลิง ขณะที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอีกคนหนึ่งเสียชีวิตเมื่อยูไนเต็ด 93 ตก นักดับเพลิง 343 นายของกรมดับเพลิงนครนิวยอร์ก (FDNY) เสียชีวิต รวมถึงนักบวชหนึ่งคนและเจ้าหน้าที่กู้ชีพสองคน[166][167][168] เจ้าหน้าที่ 23 นายของกรมตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) เสียชีวิต[169] เจ้าหน้าที่ 37 นายของกรมตำรวจการท่าเรือ (PAPD) เสียชีวิต[170] เจ้าหน้าที่กู้ชีพและแพทย์ฉุกเฉินแปดคนจากหน่วยบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินเอกชนถูกสังหาร[171] เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเกือบทั้งหมดที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุเสียชีวิตจากอาคารถล่ม ยกเว้นคนหนึ่งที่ถูกพลเรือนที่ตกลงมาจากอาคารใต้กระแทก[172]
พนักงาน 658 คนจากแคนเตอร์ ฟิตซ์เจอรัลด์ แอล.พี. ธนาคารเพื่อการลงทุนในชั้นที่ 101–105 ของอาคารใต้ เสียชีวิต ซึ่งมากกว่านายจ้างรายอื่นอย่างมาก[173] พนักงาน 358 คนจากมาร์ช อิงก์ ซึ่งตั้งอยู่ใต้แคนเตอร์ ฟิตซ์เจอรัลด์ทันทีในชั้นที่ 93–100 เสียชีวิต[174][175] และพนักงาน 176 คนจากเอออนคอร์ปอเรชันเสียชีวิต[176] สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) ประมาณการว่ามีพลเรือนประมาณ 17,400 คนอยู่ในกลุ่มอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในขณะเกิดการโจมตี[177]: xxxiii การนับจำนวนผู้ผ่านเข้าออกจากการท่าเรือชี้ให้เห็นว่าโดยปกติแล้วมีผู้คน 14,154 คนอยู่ในอาคารแฝดในเวลา 08:45 น.[178] ส่วนใหญ่ที่อยู่ต่ำกว่าพื้นที่ปะทะได้อพยพออกมาอย่างปลอดภัย[179]
ในเทศมณฑลอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย เจ้าหน้าที่เพนตากอน 125 คนเสียชีวิตเมื่อเที่ยวบินที่ 77 พุ่งชนด้านตะวันตกของอาคาร เจ็ดสิบคนเป็นพลเรือนและ 55 คนเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร หลายคนทำงานให้กับกองทัพบกหรือกองทัพเรือสหรัฐ พนักงานพลเรือน 47 คน ผู้รับเหมาพลเรือน 6 คน และทหาร 22 นายที่ทำงานให้กับกองทัพบกเสียชีวิต ขณะที่พนักงานพลเรือน 6 คน ผู้รับเหมาพลเรือน 3 คน และทหารเรือ 33 นายที่ทำงานให้กับกองทัพเรือเสียชีวิต พนักงานพลเรือนเจ็ดคนของสำนักงานข่าวกรองกลาโหม (DIA) และผู้รับเหมาหนึ่งคนของสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเสียชีวิต[180][181][182] ทิโมที มอด นายพลโทและรองเสนาธิการร่วม เป็นเจ้าหน้าที่ทหารยศสูงสุดที่เสียชีวิตที่เพนทากอน[183]
หลายสัปดาห์หลังการโจมตี จำนวนผู้เสียชีวิตประมาณการไว้ว่ามีมากกว่า 6,000 คน มากกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันในท้ายที่สุดถึงสองเท่า[184] เมืองสามารถระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตจากเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ได้เพียงประมาณ 1,600 รายเท่านั้น สำนักงานนิติเวชได้รวบรวม "ชิ้นส่วนกระดูกและเนื้อเยื่อที่ไม่สามารถระบุตัวตนประมาณ 10,000 ชิ้นที่ไม่สามารถจับคู่กับรายชื่อผู้เสียชีวิตได้"[185] ชิ้นส่วนกระดูกยังคงถูกพบใน ค.ศ. 2006 โดยคนงานที่กำลังเตรียมรื้ออาคารด็อยท์เชอบังค์ที่เสียหาย[186]
ใน ค.ศ. 2010 ทีมงานนักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีได้ค้นหาชิ้นส่วนมนุษย์และของใช้ส่วนตัวที่บ่อฝังกลบเฟรชคิลส์ ที่ซึ่งพบชิ้นส่วนมนุษย์เพิ่มอีก 72 ชิ้น ทำให้ยอดรวมที่พบเป็น 1,845 ชิ้น ณ ค.ศ. 2011 การตรวจดีเอ็นเอยังคงดำเนินต่อไปเพื่อพยายามระบุตัวตนผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม[187][188][189] ใน ค.ศ. 2014 มีการย้ายกรณีที่มีขนาดเท่าโลงศพสามกรณีซึ่งบรรจุซากศพที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ 7,930 ชิ้นไปยังคลังของสำนักงานนิติเวชซึ่งตั้งอยู่ที่เดียวกับอนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 11 กันยายน[190] ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้รับอนุญาตให้เยี่ยมชม "ห้องสะท้อนคิด" ส่วนตัวที่ปิดไม่ให้สาธารณชนเข้าชม การตัดสินใจที่จะวางชิ้นส่วนศพในพื้นที่ใต้ดินที่ติดอยู่กับพิพิธภัณฑ์เป็นที่ถกเถียงกัน ครอบครัวของผู้เสียชีวิตบางรายพยายามให้มีการฝังซากศพแทนในอนุสาวรีย์แยกต่างหากที่เหนือพื้นดิน[191]
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2017 ผู้เสียชีวิตรายที่ 1,641 ได้รับการระบุตัวตนอันเป็นผลมาจากเทคโนโลยีดีเอ็นเอที่มีใหม่[192] และรายที่ 1,642 ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2018[193] มีผู้เสียชีวิตอีกสามรายได้รับการระบุตัวตนในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2019[194] สองรายในเดือนกันยายน ค.ศ. 2021[195] และอีกสองรายในเดือนกันยายน ค.ศ. 2023[196] ณ ค.ศ. 2025 ยังคงมีผู้เสียชีวิต 1,103 รายที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ คิดเป็น 40% ของผู้เสียชีวิตในการโจมตีเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์[197] วันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2023 FDNY รายงานว่าปัจจุบันหน่วยงานสูญเสียสมาชิกจำนวนเท่ากันจากโรคที่เกี่ยวข้องกับ 9/11 เช่นเดียวกับที่สูญเสียไปในวันที่มีการโจมตี[198][199]
ความเสียหาย
[แก้]
อาคารแฝด, แมริออทเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (3 WTC), 7 WTC และโบสถ์กรีกออร์โธดอกซ์เซนต์นิโคลัสถูกทำลาย[200] อาคารศุลกากรสหรัฐ (6 เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์), 4 เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์, 5 เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และสะพานลอยคนเดินที่เชื่อมอาคารทั้งสองก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ถนนโดยรอบทั้งหมดอยู่ในสภาพปรักหักพัง[201] ไฟสุดท้ายในพื้นที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถูกดับลงเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม[202]
อาคารด็อยท์เชอบังค์ได้รับความเสียหายและต่อมาถูกตัดสินว่าไม่สามารถอยู่อาศัยได้เนื่องจากมีสภาพเป็นพิษ โดยเริ่มรื้อถอนใน ค.ศ. 2007[203][204][205][206] อาคารของศูนย์การเงินโลกก็ได้รับความเสียหาย[203] ฟิเทอร์แมนฮอลล์ของวิทยาลัยชุมชนเขตแมนแฮตตันถูกตัดสินว่าต้องรื้อถอนเนื่องจากความเสียหายอย่างกว้างขวาง และเปิดใหม่อีกครั้งใน ค.ศ. 2012[207]
อาคารใกล้เคียงอื่น ๆ (รวมถึง 90 เวสต์สตรีตและอาคารเวอไรซอน) ได้รับความเสียหายอย่างมากแต่ได้รับการบูรณะแล้ว[208] อาคารในศูนย์การเงินโลก, วันลิเบอร์ตีพลาซา, มิลเลนเนียมฮิลตัน และ 90 เชิร์ชสตรีต ด้รับความเสียหายปานกลางและได้รับการบูรณะแล้ว[209] อุปกรณ์สื่อสารบนยอดอาคารเหนือก็ถูกทำลายเช่นกัน โดยมีเพียงสถานีโทรทัศน์ WCBS-TV ที่ยังคงมีเครื่องส่งสัญญาณสำรองอยู่ที่ตึกเอ็มไพร์สเตต แต่สถานีสื่อต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนเส้นทางสัญญาณและกลับมาออกอากาศได้อย่างรวดเร็ว[200][210]
สถานีเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ของระบบรถไฟ PATH ตั้งอยู่ใต้พื้นที่อาคารและถูกทำลายลงเมื่ออาคารถล่ม อุโมงค์ที่นำไปสู่สถานีเอกซ์เชนจ์เพลซในเจอร์ซีย์ซิตีถูกน้ำท่วม[211] สถานีนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นศูนย์คมนาคมเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์มูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเปิดใหม่อีกครั้งในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2015[212][213] สถานีคอร์ตแลนด์สตรีตของรถไฟใต้ดินนครนิวยอร์ก สาย IRT บรอดเวย์–เซเวนท์แอแวนูก็อยู่ใกล้กับกลุ่มอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เช่นกัน และสถานีทั้งหมดพร้อมกับรางรถไฟโดยรอบถูกทำลายจนกลายเป็นซากปรักหักพัง[214] สถานีนี้ได้รับการสร้างขึ้นใหม่และเปิดให้สาธารณะชนเข้าใช้เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2018[215]
เพนตากอนได้รับความเสียหายอย่างมาก ทำให้ส่วนหนึ่งของอาคารถล่ม[216] ขณะที่เที่ยวบินที่ 77 เข้าใกล้เพนตากอน ปีกของเครื่องบินได้ชนเสาไฟ และเครื่องยนต์ด้านขวาชนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าก่อนจะพุ่งชนด้านตะวันตกของอาคาร[217][218] เครื่องบินพุ่งชนเพนตากอนที่ชั้นหนึ่ง ส่วนหน้าของลำตัวเครื่องสลายไปเมื่อเกิดการปะทะ [219] เศษซากจากส่วนหางของเครื่องทะลุเข้าไปในอาคารได้ไกลที่สุด โดยทะลุผ่านสามวงแหวนนอกสุดจากห้าวงของอาคารเป็นระยะทาง 310 ฟุต (94 เมตร)[219][220]
ความพยายามกู้ภัย
[แก้]
กรมดับเพลิงนครนิวยอร์ก (FDNY) ได้ส่งหน่วยมากกว่า 200 หน่วย (ประมาณครึ่งหนึ่งของกำลังพลทั้งกรม) ไปยังเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์[221] ความพยายามของพวกเขายังได้รับการสนับสนุนจากนักดับเพลิงนอกเวลาราชการและช่างเทคนิคการแพทย์ฉุกเฉิน[222][221][223] กรมตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) ได้ส่งหน่วยบริการฉุกเฉินและเจ้าหน้าที่ตำรวจอื่น ๆ รวมถึงส่งหน่วยการบิน[224] ซึ่งประเมินแล้วว่าการช่วยเหลือด้วยเฮลิคอปเตอร์จากอาคารต่าง ๆ นั้นไม่สามารถทำได้[225] เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากจากกรมตำรวจการท่าเรือ (PAPD) ก็เข้าร่วมในภารกิจกู้ภัยเช่นกัน[226] เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ทั้ง FDNY, NYPD และ PAPD ไม่ได้ประสานงานกันและได้ทำการค้นหาพลเรือนซ้ำซ้อน[222][227]
เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลง หน่วยการบินของ NYPD ได้ส่งข้อมูลไปยังผู้บังคับบัญชาตำรวจ ซึ่งได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่อพยพออกจากอาคาร เจ้าหน้าที่ NYPD ส่วนใหญ่สามารถอพยพได้ก่อนที่อาคารจะถล่ม[227][228] เนื่องจากมีการตั้งศูนย์บัญชาการแยกกันและการสื่อสารทางวิทยุที่เข้ากันไม่ได้ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้คำเตือนไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังผู้บังคับบัญชา FDNY[229]
หลังอาคารแรกถล่ม ผู้บังคับบัญชา FDNY ได้ออกคำเตือนให้อพยพ ด้วยระบบทวนสัญญาณวิทยุขัดข้อง ทำให้นักดับเพลิงจำนวนมากไม่เคยได้ยินคำสั่งอพยพ พนักงานรับแจ้งเหตุ 9-1-1 ยังได้รับข้อมูลจากผู้โทรเข้าแต่ก็ไม่ได้ส่งต่อไปยังผู้บังคับบัญชาในที่เกิดเหตุเช่นกัน[221]
ปฏิกิริยา
[แก้]วินาศกรรม 9/11 ส่งผลให้เกิดการตอบสนองในทันที รวมถึงการตอบสนองภายในประเทศ การปิดและยกเลิก อาชญากรรมจากความเกลียดชัง การตอบสนองจากนานาชาติ และการตอบสนองทางทหาร ไม่นานหลังจากการโจมตี กองทุนชดเชยผู้เสียหาย 11 กันยายนได้รับการจัดตั้งขึ้นตามรัฐบัญญัติรัฐสภา[230][231] จุดประสงค์ของกองทุนนี้คือเพื่อชดเชยให้กับผู้เสียหายจากการโจมตีและครอบครัวของพวกเขา โดยมีข้อตกลงว่าพวกเขาจะไม่ยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อสายการบินที่เกี่ยวข้อง[232] กฎหมายอนุญาตให้กองทุนสามารถจ่ายเงินสูงสุด 7,375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการบริหาร จากเงินทุนของรัฐบาลสหรัฐ[233] เดิมทีกองทุนนี้มีกำหนดจะหมดอายุใน ค.ศ. 2020 แต่ใน ค.ศ. 2019 ได้มีการขยายเวลาออกไปเพื่อให้สามารถยื่นคำร้องได้จนถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 2090[234][235]
การตอบสนองในทันที
[แก้]
เวลา 8:32 น. เจ้าหน้าที่ FAA ได้รับแจ้งว่าเที่ยวบินที่ 11 ถูกจี้ และได้แจ้งต่อกองบัญชาการป้องกันทางอากาศและอวกาศอเมริกาเหนือ (NORAD) NORAD ได้ส่งเครื่องบินขับไล่เอฟ-15 สองลำจากฐานทัพอากาศแห่งชาติโอติสในรัฐแมสซาชูเซตส์ขึ้นสู่น่านฟ้าในเวลา 08:53 น. เนื่องจากเจ้าหน้าที่ FAA สื่อสารล่าช้าและสับสน NORAD จึงได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงเก้านาที และไม่ได้รับแจ้งเกี่ยวกับเที่ยวบินอื่น ๆ ก่อนที่เครื่องบินเหล่านั้นจะตก
หลังอาคารแฝดทั้งสองถูกโจมตี มีการส่งเครื่องบินขับไล่เพิ่มเติมจากฐานทัพอากาศแลงลีย์ในรัฐเวอร์จิเนียในเวลา 09:30 น.[236] เวลา 10:20 น. รองประธานาธิบดีดิก ชีนีย์ ออกคำสั่งให้ยิงเครื่องบินพาณิชย์ใด ๆ ที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเครื่องบินที่ถูกจี้ คำสั่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังนักบินขับไล่ได้ทันเวลา[236][237][238] เครื่องบินขับไล่บางลำขึ้นบินโดยไม่มีกระสุนจริง โดยรู้ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ นักบินอาจต้องสกัดและพุ่งชนเครื่องบินขับไล่ของตนเองกับเครื่องบินที่ถูกจี้ และอาจต้องดีดตัวในนาทีสุดท้าย[239]
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ ที่มีการเรียกใช้แผนเตรียมความพร้อมฉุกเฉินการควบคุมความปลอดภัยจราจรทางอากาศและระบบเครื่องช่วยเดินอากาศ (SCATANA)[240] ทำให้มีผู้โดยสารหลายหมื่นคนต้องติดค้างทั่วโลก[241] เบน สลินีย์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการแห่งชาติของ FAA ในวันแรกของการทำงาน[242] สั่งปิดน่านฟ้าสหรัฐสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด ทำให้ประมาณ 500 เที่ยวต้องบินกลับหรือเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศอื่น ๆ แคนาดารับเครื่องบินที่เปลี่ยนเส้นทางมา 226 เที่ยวบินและริเริ่มปฏิบัติการเยลโลว์รอบบอนเพื่อจัดการกับเครื่องบินจำนวนมากที่ต้องลงจอดและผู้โดยสารที่ตกค้าง[243]
วินาศกรรม 9/11 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวอเมริกัน[244] ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากทั่วประเทศเดินทางไปนครนิวยอร์กเพื่อช่วยกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากซากปรักหักพังของอาคารแฝด[245] เด็กกว่า 3,000 คนต้องกำพร้าพ่อแม่จากวินาศกรรมนี้[246] การบริจาคเลือดทั่วสหรัฐพุ่งสูงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์หลัง 9/11[247][248]
ปฏิกิริยาภายในประเทศ
[แก้]หลังการโจมตี คะแนนนิยมของบุชเพิ่มขึ้นเป็น 90%[249] วันที่ 20 กันยายน เขากล่าวปราศรัยต่อประชาชนและต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาเกี่ยวกับเหตุการณ์ ความพยายามกู้ภัยและกู้ซาก และการตอบสนองที่เขาตั้งใจจะทำต่อการโจมตี บทบาทที่โดดเด่นของนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก รูดี จูลีอานี ทำให้เขาได้รับการยกย่องทั้งในนิวยอร์กและทั่วประเทศ[250]
มีการตั้งกองทุนบรรเทาทุกข์ขึ้นทันทีหลายแห่งเพื่อมอบความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้รอดชีวิตจากการโจมตีและครอบครัวของเหยื่อ ภายในกำหนดเส้นตายสำหรับการจ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2003 มีการยื่นคำขอ 2,833 รายการจากครอบครัวผู้เสียชีวิต[251]
แผนฉุกเฉินสำหรับความต่อเนื่องของรัฐบาลและการอพยพผู้นำถูกนำมาใช้ในไม่ช้าหลังการโจมตี[241] รัฐสภาไม่ได้รับแจ้งว่าสหรัฐอยู่ในสถานะความต่อเนื่องของรัฐบาลจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002[252]
ในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลสหรัฐในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย สหรัฐได้ออกรัฐบัญญัติความมั่นคงภายใน ค.ศ. 2002 เพื่อตั้งกระทรวงความมั่นคงภายในสหรัฐ รัฐสภายังผ่านรัฐบัญญัติความรักปิตุภูมิ โดยระบุว่าจะช่วยในการตรวจจับและดำเนินคดีกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมอื่น ๆ[253] กลุ่มสิทธิพลเมืองได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบัญญัติความรักปิตุภูมิ โดยกล่าวว่ากฎหมายนี้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายละเมิดความเป็นส่วนตัวของพลเมืองและกำจัดการกำกับดูแลทางตุลาการของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยข่าวกรองภายในประเทศ[254][255][256]
เพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) ได้รับอำนาจอย่างกว้างขวาง NSA เริ่มทำการสอดแนมการโทรคมนาคมโดยไม่มีหมาย ซึ่งบางครั้งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการอนุญาตให้หน่วยงาน "ดักฟังการสื่อสารทางโทรศัพท์และอีเมลระหว่างสหรัฐกับผู้คนโพ้นทะเลโดยไม่มีหมาย"[257] เพื่อตอบสนองต่อคำขอของหน่วยข่าวกรอง ศาลสอดแนมข่าวกรองต่างประเทศสหรัฐอนุญาตให้ขยายอำนาจของรัฐบาลสหรัฐในการค้นหา ได้รับ และแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับพลเมืองสหรัฐรวมถึงผู้ที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันทั่วโลก[258]
อาชญากรรมจากความเกลียดชัง
[แก้]หกวันหลังการโจมตี ประธานาธิบดีบุชได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะที่ศูนย์อิสลามที่ใหญ่ที่สุดในวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ซึ่งเขาได้กล่าวถึง "การมีส่วนร่วมที่มีคุณค่าอย่างเหลือเชื่อ" ของชาวอเมริกันมุสลิมและเรียกร้องให้พวกเขา "ได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ"[259] มีรายงานเหตุการณ์การคุกคามและอาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อชาวมุสลิมและชาวเอเชียใต้จำนวนมากในหลายวันหลังการโจมตี[260][261][262]
ชาวซิกข์ก็ตกเป็นเป้าหมายด้วยเนื่องจากพวกเขาใช้ผ้าโพกหัวซึ่งเป็นภาพเหมารวมที่มักเชื่อมโยงกับมุสลิม มีรายงานการโจมตีมัสยิดและอาคารทางศาสนาอื่น ๆ (รวมถึงการวางระเบิดเพลิงที่วัดฮินดู) และการทำร้ายบุคคล รวมถึงเหตุฆาตกรรมหนึ่งราย: บัลบีร์ ซิงห์ โสธิ (Balbir Singh Sodhi) ชาวซิกข์ที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมุสลิม ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 2001 ที่เมซา รัฐแอริโซนา[262] สมาชิกในครอบครัวของอุซามะฮ์ บิน ลาดินสองโหลถูกอพยพออกจากประเทศอย่างเร่งด่วนด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำส่วนตัวภายใต้การดูแลของ FBI สามวันหลังการโจมตี[263]
การศึกษาทางวิชาการพบว่าผู้ที่ถูกมองว่าเป็นชาวตะวันออกกลางมีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมจากความเกลียดชังพอ ๆ กับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในช่วงเวลานั้น การศึกษายังพบการเพิ่มขึ้นที่คล้ายกันของอาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อผู้ที่อาจถูกมองว่าเป็นมุสลิม ชาวอาหรับ และคนอื่น ๆ ที่คิดว่าเป็นคนเชื้อสายตะวันออกกลาง[264] รายงานโดยกลุ่มสนับสนุนชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียใต้ South Asian Americans Leading Together ได้บันทึกการรายงานข่าวของสื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์อคติ 645 ครั้งต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียใต้หรือตะวันออกกลางระหว่างวันที่ 11 ถึง 17 กันยายน 2001 มีการบันทึกอาชญากรรมต่าง ๆ เช่น การทำลายทรัพย์สิน การวางเพลิง การทำร้ายร่างกาย การยิง การคุกคาม และการข่มขู่ในหลายสถานที่[265][266] ผู้หญิงที่สวมฮิญาบก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน[267]
การเลือกปฏิบัติและสงสัยด้วยเชื้อชาติ
[แก้]ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 พบว่า 20% เคยประสบกับการเลือกปฏิบัติด้วยตัวเองนับตั้งแต่ 11 กันยายน ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันมุสลิมในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2002 พบว่า 48% เชื่อว่าชีวิตของพวกเขาแย่ลงนับตั้งแต่ 11 กันยายน และ 57% เคยประสบกับการกระทำที่เกิดจากอคติหรือการเลือกปฏิบัติ[267] หลังวินาศกรรม 11 กันยายน ชาวอเมริกันเชื้อสายปากีสถานจำนวนมากระบุว่าตนเองเป็นชาวอินเดียเพื่อเลี่ยงการเลือกปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้นและเพื่อให้ได้งาน[268]
ภายในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 มีการร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานจำนวน 488 กรณีที่รายงานไปยังคณะกรรมการว่าด้วยโอกาสการจ้างงานที่เท่าเทียมกันสหรัฐ (EEOC) โดย 301 กรณีเป็นการร้องเรียนจากผู้ที่ถูกไล่ออกจากงาน ในทำนองเดียวกัน ภายในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002 กระทรวงคมนาคมสหรัฐ (DOT) ได้ทำการสอบสวนการร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับ 11 กันยายนจำนวน 111 กรณีจากผู้โดยสารสายการบินที่กล่าวอ้างว่ารูปลักษณ์ทางศาสนาหรือชาติพันธุ์ของพวกเขาทำให้พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติในการตรวจคัดกรองความปลอดภัย และมีการร้องเรียนเพิ่มเติมอีก 31 กรณีจากผู้ที่อ้างว่าพวกเขาถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่องบินด้วยเหตุผลเดียวกัน[267]
การตอบสนองของชาวมุสลิมอเมริกัน
[แก้]องค์การชาวมุสลิมในสหรัฐได้ออกมาประณามการโจมตีอย่างรวดเร็วและเรียกร้องให้ "ชาวอเมริกันมุสลิมออกมาใช้ทักษะและทรัพยากรเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบและครอบครัว"[269] องค์การเหล่านี้ได้แก่ สมาคมอิสลามอเมริกาเหนือ, พันธมิตรมุสลิมอเมริกา, สภามุสลิมอเมริกา, สภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม, ชมรมอิสลามอเมริกาเหนือ และสมาคมนักวิชาการชะรีอะฮ์อเมริกาเหนือ นอกเหนือจากการบริจาคเงินแล้ว องค์การมุสลิมหลายแห่งยังได้จัดกิจกรรมบริจาคเลือดและให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ อาหาร และที่พักพิงแก่ผู้ประสบภัย[270][271][272]
ความพยายามต่างศาสนา
[แก้]ความอยากรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามเพิ่มขึ้นหลังการโจมตี ด้วยเหตุนี้ มัสยิดและศูนย์อิสลามหลายแห่งจึงเริ่มจัดงานเปิดบ้านและเข้าร่วมกิจกรรมเผยแพร่ศาสนาเพื่อสอนให้ผู้ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมได้รู้จักกับศาสนาอิสลามมากขึ้น ในช่วง 10 ปีแรกหลังการโจมตี การให้บริการชุมชนต่างศาสนาเพิ่มขึ้นจาก 8 เป็น 20% และเปอร์เซ็นต์ของโบสถ์ในสหรัฐที่เข้าร่วมพิธีทางศาสนาแบบต่างศาสนาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 7 เป็น 14%[273]
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
[แก้]
สื่อมวลชนและรัฐบาลทั่วโลกประณามการโจมตีครั้งนี้ บรรดาประเทศต่าง ๆ เสนอการสนับสนุนและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับสหรัฐ[274] ผู้นำประเทศส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง รวมถึงลิเบียและอัฟกานิสถาน ต่างประณามการโจมตี อิรักเป็นข้อยกเว้นที่น่าสังเกต โดยมีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในทันทีว่า "คาวบอยอเมริกันกำลังเก็บเกี่ยวผลของอาชญากรรมที่พวกเขากระทำต่อมนุษยชาติ"[275] รัฐบาลซาอุดีอาระเบียประณามการโจมตีอย่างเป็นทางการ แต่ในทางส่วนตัว ชาวซาอุดีอาระเบียจำนวนมากชื่นชอบเป้าหมายของบิน ลาดิน[276][277]
แม้ยัสเซอร์ อาราฟัต ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ จะประณามการโจมตีเช่นกัน แต่ก็มีรายงานการเฉลิมฉลองขนาดไม่แน่นอนในเวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา และเยรูซาเลมตะวันออก[278][279] ผู้นำปาเลสไตน์ไม่ยอมรับผู้แพร่ภาพข่าวที่ให้เหตุผลการโจมตีหรือแสดงการเฉลิมฉลอง[280] และทางการอ้างว่าการเฉลิมฉลองดังกล่าวไม่ได้แสดงถึงความรู้สึกของชาวปาเลสไตน์[281][282] มีการเสนอแนะจากรายงานที่มีต้นกำเนิดจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในบราซิลว่าภาพวิดีโอจาก CNN[คลุมเครือ] และสำนักข่าวอื่น ๆ มาจาก ค.ศ. 1991 ซึ่งต่อมาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นข้อกล่าวหาเท็จ[283][284] เช่นเดียวกับในสหรัฐ ผลพวงของการโจมตีทำให้ความตึงเครียดในประเทศอื่น ๆ ระหว่างมุสลิมและผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเพิ่มขึ้น[285]
ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1368 ประณามการโจมตีและแสดงความพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อตอบสนองและต่อสู้กับการก่อการร้ายตามกฎบัตรของตน[286] หลายประเทศออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายและอายัดบัญชีธนาคารที่ต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับอัลกออิดะฮ์[287][288] หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานข่าวกรองในหลายประเทศได้จับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย[289][290]
โทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่าอังกฤษยืน "เคียงบ่าเคียงไหล่" กับสหรัฐ[291] ในสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาเก้าวันหลังการโจมตี ซึ่งแบลร์เข้าร่วมในฐานะแขก ประธานาธิบดีบุชประกาศว่า "อเมริกาไม่มีเพื่อนแท้คนใดมากไปกว่าบริเตนใหญ่"[292] ต่อมา นายกรัฐมนตรีแบลร์ได้เริ่มการทูตนานสองเดือนเพื่อระดมการสนับสนุนจากนานาชาติสำหรับปฏิบัติการทางทหาร โดยเขาได้ประชุมกับผู้นำโลก 54 ครั้ง[293]
สหรัฐได้ตั้งค่ายกักกันที่อ่าวกวนตานาโมเพื่อควบคุมตัวนักโทษที่พวกเขาให้นิยามว่าเป็น "นักรบศัตรูผิดกฎหมาย" ความชอบธรรมของการควบคุมตัวเหล่านี้ถูกตั้งคำถามโดยสหภาพยุโรปและองค์การด้านสิทธิมนุษยชน[294][295][296]
วันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2001 โมแฮมแมด ฆอแทมี ประธานาธิบดีอิหร่าน ในการประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ แจ็ก สตรอว์ กล่าวว่า: "อิหร่านเข้าใจความรู้สึกของชาวอเมริกันอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในนิวยอร์กและวอชิงตันเมื่อวันที่ 11 กันยายน" เขากล่าวว่าแม้รัฐบาลอเมริกันจะเพิกเฉยต่อปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายในอิหร่านเป็นอย่างดีที่สุด แต่ชาวอิหร่านก็รู้สึกแตกต่างออกไปและได้แสดงความเห็นอกเห็นใจกับชาวอเมริกันที่สูญเสียในเหตุการณ์ที่น่าเศร้าในทั้งสองเมือง เขายังกล่าวอีกว่า "นานาชาติไม่ควรถูกลงโทษแทนผู้ก่อการร้าย"[297]
ตามเว็บไซต์ของราดีโอฟัรดา เมื่อข่าวการโจมตีถูกเผยแพร่ ชาวอิหร่านบางส่วนได้มารวมตัวกันที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ในเตหะราน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองผลประโยชน์ของสหรัฐในอิหร่าน เพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจ และบางคนได้จุดเทียนเป็นสัญลักษณ์ของการไว้อาลัย เว็บไซต์ของราดีโอฟัรดายังระบุด้วยว่าใน ค.ศ. 2011 ในวันครบรอบการโจมตี กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้โพสต์ข้อความบนบล็อกของตน ซึ่งกระทรวงได้ขอบคุณชาวอิหร่านสำหรับความเห็นอกเห็นใจและระบุว่าจะไม่มีวันลืมความเมตตาของชาวอิหร่าน[298] หลังการโจมตี ทั้งประธานาธิบดี[299][300] และผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ประณามการโจมตี BBC และนิตยสารไทม์ตีพิมพ์รายงานเกี่ยวกับการจัดงานจุดเทียนไว้อาลัยเหยื่อโดยพลเมืองชาวอิหร่านบนเว็บไซต์ของพวกเขา[301][302] ตามรายงานของโพลิทิโกแมกาซีน หลังจากการโจมตี แอลี ฆอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน "ได้ระงับการตะโกน 'ความตายแก่อเมริกา' ตามปกติในการละหมาดวันศุกร์" ชั่วคราว[303]
ปฏิบัติการทางทหาร
[แก้]เวลา 14:40 น. ของวันที่ 11 กันยายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดอนัลด์ รัมส์เฟลด์ ออกคำสั่งให้ผู้ช่วยของเขาค้นหาหลักฐานการมีส่วนเกี่ยวข้องของอิรัก ตามบันทึกที่เจ้าหน้าที่นโยบายอาวุโส สตีเฟน แคมโบน ได้จดไว้ รัมส์เฟลด์ขอว่า "ขอข้อมูลที่ดีที่สุดอย่างรวดเร็ว ตัดสินว่าพวกเขามีดีพอที่จะโจมตี S.H. พร้อมกันหรือไม่ ไม่ใช่แค่ OBL"[304]
ในการประชุมที่แคมป์เดวิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน ฝ่ายบริหารของบุชได้ปฏิเสธแนวคิดโจมตีอิรักเพื่อตอบโต้วินาศกรรม 11 กันยายน[305] อย่างไรก็ดี ภายหลังพวกเขาก็รุกรานประเทศดังกล่าวพร้อมกับพันธมิตร โดยอ้างว่า "ซัดดัม ฮุสเซนให้การสนับสนุนการก่อการร้าย"[306] ในเวลานั้น มีชาวอเมริกันมากถึงเจ็ดในสิบคนเชื่อว่าประธานาธิบดีอิรักมีส่วนในวินาศกรรม 9/11[307] สามปีต่อมา บุชยอมรับว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง[308]
สภาเนโทประกาศว่าการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในสหรัฐถือเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกเนโททั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 5 ของกฎบัตรเนโท นี่ถือเป็นการเรียกใช้มาตรา 5 เป็นครั้งแรก ซึ่งเขียนขึ้นในช่วงสงครามเย็นโดยคำนึงถึงการโจมตีของสหภาพโซเวียต[309] นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย จอห์น โฮเวิร์ด ซึ่งอยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างการโจมตี ได้เรียกใช้มาตรา 4 ของสนธิสัญญาแอนซัส[310] ฝ่ายบริหารของบุชประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย โดยมีเป้าหมายที่ระบุไว้คือการนำตัวบิน ลาดินและอัลกออิดะฮ์มารับโทษและป้องกันการเกิดขึ้นของเครือข่ายก่อการร้ายอื่น ๆ[311] เป้าหมายเหล่านี้จะบรรลุผลได้ด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการทหารต่อรัฐที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย และเพิ่มการเฝ้าระวังทั่วโลกและการแบ่งปันข่าวกรอง[312]
วันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 2001 รัฐสภาสหรัฐผ่านกฎหมายให้อำนาจใช้กำลังทหารต่อผู้ก่อการร้าย ซึ่งให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการใช้ "กำลังที่จำเป็นและเหมาะสม" ทั้งหมดต่อผู้ที่เขาพิจารณาว่า "วางแผน อนุญาต กระทำ หรือช่วยเหลือ" วินาศกรรม 11 กันยายน หรือผู้ให้ที่พักพิงแก่บุคคลหรือกลุ่มดังกล่าว กฎหมายนี้ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน[313]
วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2001 สงครามในอัฟกานิสถานเริ่มต้นขึ้นเมื่อกองกำลังสหรัฐและอังกฤษเริ่มปฏิบัติการทิ้งระเบิดทางอากาศโดยมุ่งเป้าไปที่ค่ายของตอลิบานและอัลกออิดะฮ์ จากนั้นจึงรุกรานอัฟกานิสถานด้วยกองกำลังภาคพื้นของหน่วยรบพิเศษ[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่การล้มล้างการปกครองของตอลิบานในอัฟกานิสถานด้วยการล่มสลายของกันดาฮาร์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม โดยกองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐ[314]
อุซามะฮ์ บิน ลาดิน ผู้นำอัลกออิดะฮ์ ซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในภูเขาขาว ถูกกองกำลังพันธมิตรสหรัฐตามล่าในยุทธการที่ตอราโบรา[315] แต่เขาก็หนีข้ามพรมแดนปากีสถานไปได้และหลบหนีเป็นเวลาเกือบสิบปี[315] ในการสัมภาษณ์กับตัยสีร อะลูนีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 2001 บิน ลาดินกล่าวว่า:
เหตุการณ์เหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงระดับการก่อการร้ายที่อเมริกาใช้ในโลก บุชกล่าวว่าโลกจะต้องถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน: บุชและผู้สนับสนุนของเขา และประเทศใดก็ตามที่ไม่เข้าร่วมในการรณรงค์ระดับโลกก็อยู่กับผู้ก่อการร้าย การก่อการร้ายอะไรที่ชัดเจนกว่านี้? รัฐบาลหลายแห่งถูกบังคับให้สนับสนุน "การก่อการร้ายใหม่" นี้... อเมริกาจะไม่มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยจนกว่าเราจะได้มีชีวิตอยู่อย่างแท้จริงในปาเลสไตน์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของอเมริกา ซึ่งให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของอิสราเอลมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนตนเอง อเมริกาจะไม่ออกจากวิกฤตนี้จนกว่าจะถอนตัวออกจากคาบสมุทรอาหรับ และจนกว่าจะหยุดการสนับสนุนอิสราเอล[316]
ผลพวง
[แก้]ประเด็นด้านสุขภาพ
[แก้]
เศษซากที่เป็นพิษหลายแสนตันซึ่งมีสารปนเปื้อนมากกว่า 2,500 ชนิดและสารก่อมะเร็งที่รู้จักกันดีได้แพร่กระจายไปทั่วโลเวอร์แมนแฮนเมื่ออาคารถล่ม[319][320] การสัมผัสสารพิษในเศษซากเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนทำให้เกิดอาการป่วยร้ายแรงหรือทำให้ร่างกายอ่อนแอในหมู่ผู้คนที่อยู่ในบริเวณกราวนด์ซีโร[321][322] ฝ่าบริหารของบุชสั่งให้สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) ออกแถลงการณ์ที่สร้างความมั่นใจเกี่ยวกับคุณภาพอากาศหลังการโจมตี โดยอ้างเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ แต่ EPA ไม่ได้ยืนยันว่าคุณภาพอากาศกลับสู่ระดับก่อนวันที่ 11 กันยายนจนกระทั่งเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002[323]
ผลกระทบทางสุขภาพขยายไปถึงผู้อยู่อาศัย นักเรียน และพนักงานออฟฟิศในโลเวอร์แมนแฮตตันและย่านไชนาทาวน์ที่อยู่ใกล้เคียง[324] มีการเชื่อมโยงการเสียชีวิตหลายรายกับฝุ่นพิษ และมีการเพิ่มชื่อของเหยื่อเข้าไปในอนุสรณ์สถานเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์[325] มีผู้คนประมาณ 18,000 คนที่ป่วยเป็นผลมาจากฝุ่นพิษ[326] นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์ว่าการสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นพิษในอากาศอาจมีผลกระทบเชิงลบต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์[327] การศึกษาเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เผยแพร่ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2010 พบว่าทุกคนที่ทำการศึกษาในกลุ่มนั้นมีสมรรถภาพปอดบกพร่อง[328]
หลายปีหลังการโจมตี ข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของอาการป่วยที่เกี่ยวข้องยังคงอยู่ในระบบศาล ใน ค.ศ. 2006 ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้ปฏิเสธการที่นครนิวยอร์กปฏิเสธการจ่ายค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสำหรับเจ้าหน้าที่กู้ภัย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเมือง[329] ทางการรัฐบาลถูกตำหนิว่ากระตุ้นให้ประชาชนกลับไปยังโลเวอร์แมนแฮตตันในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังการโจมตี คริสติน ทอดด์ วิตแมน ผู้บริหาร EPA ในช่วงหลังการโจมตี ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐสำหรับการกล่าวอย่างไม่ถูกต้องว่าพื้นที่นั้นปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม[330] นายกเทศมนตรีจูลีอานีถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเร่งให้บุคลากรในอุตสาหกรรมการเงินกลับไปยังพื้นที่วอลสตรีตโดยเร็ว[331]
รัฐบัญญัติสุขภาพและการชดเชยเจมส์ แอล. ซาโดรกา 9/11 (2010) ได้จัดสรรเงิน 4,200 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโครงการสุขภาพเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งให้บริการตรวจและรักษาสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับวินาศกรรม 9/11[332][333] โครงการสุขภาพ WTC ได้เข้ามาแทนที่โครงการด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับ 9/11 ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ เช่น โครงการติดตามและรักษาทางการแพทย์และโครงการศูนย์สุขภาพสิ่งแวดล้อม WTC[333]
ใน ค.ศ. 2020 NYPD ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ 247 นายเสียชีวิตจากอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับ 9/11 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2022 FDNY ยืนยันว่านักดับเพลิง 299 นายเสียชีวิตจากอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับ 9/11 หน่วยงานทั้งสองเชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กรมตำรวจการท่าเรือนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ (PAPD) หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่มีอำนาจเหนือพื้นที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสี่นายของตนเสียชีวิตจากอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับ 9/11 โจเซฟ มอร์ริส หัวหน้า PAPD ในขณะนั้น ได้ทำให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ PAPD ทุกนายได้รับหน้ากากกันแก๊สเกรดอุตสาหกรรมภายใน 48 ชั่วโมงและตัดสินใจว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียง 30 ถึง 40 นายที่ประจำการอยู่ที่ซากปรักหักพังของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งช่วยลดจำนวนบุคลากรของ PAPD ทั้งหมดที่จะสัมผัสกับอากาศลงอย่างมาก FDNY และ NYPD ได้ผลัดเปลี่ยนเจ้าหน้าที่หลายร้อยคนหากไม่ใช่หลายพันคนจากทั่วทั้งนครนิวยอร์กไปยังพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่มีหน้ากากกันแก๊สและอุปกรณ์หายใจที่เพียงพอซึ่งอาจป้องกันโรคในอนาคต[334][335][336][337]
เศรษฐกิจ
[แก้]
วินาศกรรมส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของสหรัฐและตลาดโลก[338] ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เปิดทำการในวันที่ 11 กันยายนและยังคงปิดต่อไปจนถึงวันที่ 17 กันยายน เมื่อเปิดทำการอีกครั้ง ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJIA) ลดลง 684 จุด หรือ 7.1% สู่ระดับ 8921 เป็นการลดลงของจุดในวันเดียวที่สร้างสถิติ[339] เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ DJIA ลดลง 1,369.7 จุด (14.3%) ในขณะนั้นเป็นการลดลงของจุดในหนึ่งสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ในสกุลเงินดอลลาร์ ค.ศ. 2001 หุ้นสหรัฐสูญเสียมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นั้น[340]
ในนครนิวยอร์ก มีการสูญเสียตำแหน่งงานประมาณ 430,000 ตำแหน่ง และค่าจ้าง 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสามเดือนแรกหลังการโจมตี ผลกระทบทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในภาคการส่งออกของเศรษฐกิจ[341][342][343] GDP ของเมืองคาดว่าจะลดลง 27,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสามเดือนสุดท้ายของ ค.ศ. 2001 และตลอดทั้ง ค.ศ. 2002 รัฐบาลสหรัฐให้ความช่วยเหลือทันที 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่รัฐบาลนครนิวยอร์กในเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 และอีก 10,500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้น ค.ศ. 2002 เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน[344]
ธุรกิจขนาดเล็กในโลเวอร์แมนฮัตตันใกล้กับเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน (18,000 แห่งถูกทำลายหรือต้องย้าย) ส่งผลให้มีการสูญเสียงานและค่าจ้าง มีการให้ความช่วยเหลือโดยเงินกู้จากสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดเล็ก เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางในโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการพัฒนาชุมชน และเงินกู้เพื่อบรรเทาความเสียหายทางเศรษฐกิจ[344] พื้นที่สำนักงานในโลเวอร์แมนฮัตตันประมาณ 31,900,000 ตารางฟุต (2,960,000 ตารางเมตร) ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย[345] หลายคนสงสัยว่างานเหล่านี้จะกลับมาหรือไม่ และฐานภาษีที่เสียหายจะฟื้นตัวได้หรือไม่[346] การศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจของ 9/11 แสดงให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์สำนักงานและการจ้างงานในแมนแฮตตันได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก เพราะความต้องการของอุตสาหกรรมบริการทางการเงินที่ต้องมีการติดต่อกันแบบเผชิญหน้า[347][348]
น่านฟ้าอเมริกาเหนือถูกปิดเป็นเวลาหลายวันหลังการโจมตีและการเดินทางทางอากาศลดลงเมื่อเปิดทำการอีกครั้ง นำไปสู่การลดลงของความจุการเดินทางทางอากาศเกือบ 20% และทำให้ปัญหาทางการเงินในอุตสาหกรรมการบินของสหรัฐที่กำลังประสบปัญหาอยู่แล้วแย่ลงไปอีก[349]
วินาศกรรม 11 กันยายนยังนำไปสู่สงครามของสหรัฐในอัฟกานิสถานและอิรัก[350] รวมถึงการใช้จ่ายด้านความมั่นคงภายในเพิ่มเติม รวมเป็นเงินอย่างน้อย 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ[351]
ผลกระทบในอัฟกานิสถาน
[แก้]— แบร์รี แบรัก, เดอะนิวยอร์กไทมส์, 13 กันยายน ค.ศ. 2001[352]
ประชากรชาวอัฟกานิสถานส่วนใหญ่กำลังประสบกับภาวะอดอยากอยู่แล้วในขณะที่เกิดการโจมตี[353] หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้คนหลายหมื่นพยายามหลบหนีออกจากอัฟกานิสถานเนื่องจากความเป็นไปได้ที่จะมีการตอบโต้ทางทหารจากสหรัฐ ปากีสถานซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานจำนวนมากจากความขัดแย้งก่อนหน้านี้ ได้ปิดพรมแดนกับอัฟกานิสถานในวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 2001[354] ชาวอัฟกานิสถานหลายพันคนยังหลบหนีไปยังพรมแดนกับทาจิกิสถาน แต่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้า[355] ผู้นำตอลิบานในอัฟกานิสถานร้องขอให้งดการดำเนินการทางทหาร โดยกล่าวว่า "เราขอร้องให้สหรัฐอย่าทำให้อัฟกานิสถานต้องทนทุกข์ทรมานมากขึ้น เพราะประชาชนของเราต้องทนทุกข์มามากแล้ว" ซึ่งหมายถึงความขัดแย้งตลอดสองทศวรรษและวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้น[352]
ชาวต่างชาติทั้งหมดของสหประชาชาติได้เดินทางออกจากอัฟกานิสถานหลังการโจมตีและไม่มีเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ทั้งในและต่างประเทศประจำการอยู่ เจ้าหน้าที่กลับไปเตรียมพร้อมในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ปากีสถาน จีน และอุซเบกิสถาน เพื่อป้องกัน "ภัยพิบัติด้านมนุษยธรรม" ที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงสำหรับประชากรชาวอัฟกัน[356] โครงการอาหารโลกได้หยุดการนำเข้าข้าวสาลีไปยังอัฟกานิสถานในวันที่ 12 กันยายน จากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย[357]
ประมาณหนึ่งเดือนการโจมตี สหรัฐได้นำกองกำลังพันธมิตรนานาชาติในวงกว้างเพื่อโค่นล้มรัฐบาลตอลิบานออกจากอัฟกานิสถานเนื่องจากให้ที่พักพิงแก่อัลกออิดะฮ์[354] แม้ในตอนแรกทางการปากีสถานจะไม่เต็มใจจะเข้าร่วมกับสหรัฐในการต่อต้านตอลิบาน แต่พวกเขาก็อนุญาตให้กองกำลังพันธมิตรเข้าถึงฐานทัพทหารของตน และจับกุมและส่งมอบสมาชิกอัลกออิดะฮ์ที่ต้องสงสัยกว่า 600 คนแก่สหรัฐฯ[358][359]
ใน ค.ศ. 2011 สหรัฐและเนโทภายใต้ประธานาธิบดีโอบามาได้เริ่มลดกำลังทหารในอัฟกานิสถานและสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 2016 ในช่วงที่ดอนัลด์ ทรัมป์และโจ ไบเดินเป็นประธานาธิบดีใน ค.ศ. 2020 และ 2021 สหรัฐพร้อมพันธมิตรเนโทได้ถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถาน โดยเสร็จสิ้นการถอนกำลังทหารสหรัฐตามปกติทั้งหมดในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 2021[138][360][361] การถอนกำลังนี้ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามในอัฟกานิสถานระหว่าง ค.ศ. 2001–2021 ไบเดินกล่าวว่าหลังจากสงครามเกือบ 20 ปี เป็นที่ชัดเจนว่ากองทัพสหรัฐไม่สามารถเปลี่ยนอัฟกานิสถานให้เป็นประชาธิปไตยทันสมัยได้[362]
อิทธิพลทางวัฒนธรรม
[แก้]การตอบสนองต่อ 9/11 ในทันทีรวมถึงการให้ความสำคัญกับชีวิตในบ้านและการใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น การเข้าโบสถ์ที่เพิ่มขึ้น และการแสดงออกถึงความรักชาติมากขึ้น เช่น การโบกธงอเมริกัน[363] อุตสาหกรรมวิทยุตอบสนองด้วยการนำบางเพลงออกจากรายการ และการโจมตีนี้ถูกนำไปใช้เป็นฉากหลัง เนื้อเรื่อง หรือองค์ประกอบทางแก่นเรื่องในภาพยนตร์ ดนตรี วรรณกรรม และความตลกขบขันในเวลาต่อมา รายการโทรทัศน์ที่กำลังออกอากาศอยู่ รวมถึงรายการที่พัฒนาขึ้นหลัง 9/11 ได้สะท้อนอิทธิพลทางวัฒนธรรมของ 9/11[364]
ทฤษฎีสมคบคิดเรื่อง 9/11 ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม แม้จะขาดการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักประวัติศาสตร์[365] 9/11 ยังมีผลกระทบสำคัญต่อความศรัทธาทางศาสนาของหลายคน สำหรับบางคนมันทำให้ความเชื่อแข็งแกร่งขึ้น เพื่อหาทางปลอบใจเพื่อรับมือกับการสูญเสียคนที่รักและเอาชนะความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนเริ่มตั้งคำถามกับความเชื่อของตนเองหรือสูญเสียมันไปโดยสิ้นเชิง เพราะพวกเขาไม่สามารถประนีประนอมกับมุมมองทางศาสนาของพวกเขาได้[366][367]
วัฒนธรรมของอเมริกาหลังการโจมตีเป็นที่น่าสังเกตในเรื่องของความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นและความต้องการที่เพิ่มขึ้นในเรื่องนั้น รวมถึงความหวาดระแวงและความวิตกกังวลเกี่ยวกับการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในอนาคตที่มุ่งเป้าไปที่คนส่วนใหญ่ของประเทศ นักจิตวิทยายังได้ยืนยันว่ามีความวิตกกังวลระดับชาติที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเดินทางด้วยสายการบินเชิงพาณิชย์[368] อาชญากรรมจากความเกลียดชังมุสลิมเพิ่มขึ้นเกือบสิบเท่าใน ค.ศ. 2001 โดยต่อมายังคง "สูงกว่าอัตราก่อน 9/11 ประมาณห้าเท่า"[369]
นโยบายรัฐบาลต่อการก่อการร้าย
[แก้]
อันเป็นผลมาจากการโจมตี รัฐบาลหลายแห่งทั่วโลกได้ผ่านกฎหมายเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้าย[371] ในเยอรมนี ที่ซึ่งผู้ก่อการร้าย 9/11 หลายคนเคยอาศัยและใช้ประโยชน์จากนโยบายการขอลี้ภัยที่เสรีของประเทศ ได้มีการออกชุดกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายที่สำคัญสองฉบับ ฉบับแรกกำจัดช่องโหว่ทางกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้ก่อการร้ายอาศัยและระดมเงินในเยอรมนีได้ ส่วนฉบับที่สองกล่าวถึงประสิทธิภาพและการสื่อสารของหน่วยข่าวกรองและการบังคับใช้กฎหมาย[372] แคนาดาผ่านพระราชบัญญัติการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายฉบับแรกของประเทศ[373] สหราชอาณาจักรผ่านพระราชบัญญัติการต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมและความมั่นคง ค.ศ. 2001 และพระราชบัญญัติการป้องกันการก่อการร้าย ค.ศ. 2005[374][375] นิวซีแลนด์ตราพระราชบัญญัติการปราบปรามการก่อการร้าย ค.ศ. 2002[376]
ในสหรัฐ มีการตั้งกระทรวงความมั่นคงภายในโดยรัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งภายใน ค.ศ. 2002 เพื่อประสานงานความพยายามต่อต้านการก่อการร้ายภายในประเทศ รัฐบัญญัติความรักปิตุภูมิให้อำนาจแก่รัฐบาลกลางมากขึ้น รวมถึงอำนาจในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายชาวต่างชาติได้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์โดยไม่มีการตั้งข้อหา การเฝ้าติดตามการสื่อสารทางโทรศัพท์ อีเมล และการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ต้องสงสัย และการดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา FAA สั่งให้เสริมความแข็งแรงของห้องนักบินเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายเข้าควบคุมเครื่องบินได้ และมอบหมายให้มีตำรวจอากาศบนเที่ยวบิน
นอกจากนี้ รัฐบัญญัติความปลอดภัยการบินและการขนส่งได้มอบหมายให้รัฐบาลกลางเป็นผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยสนามบินแทนตัวสนามบินเอง กฎหมายนี้ได้ตั้งสำนักงานความปลอดภัยการขนส่งขึ้นเพื่อตรวจสอบผู้โดยสารและสัมภาระ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าเป็นเวลานานและความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้โดยสาร[377] หลังมีการเปิดเผยการใช้อำนาจในทางที่ผิดที่น่าสงสัยของรัฐบัญญัติความรักปิตุภูมิในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2013 ด้วยบทความเกี่ยวกับการรวบรวมบันทึกการโทรของชาวอเมริกันโดย NSA และโครงการ PRISM ส.ส. จิม เซนเซนเบรนเนอร์ (จากรัฐวิสคอนซิน) ผู้เสนอร่างรัฐบัญญัติความรักปิตุภูมิใน ค.ศ. 2001 กล่าวว่า NSA ได้ก้าวล้ำขอบเขตของตน[378][379]
คำวิจารณ์ต่อสงครามต่อต้านการก่อการร้ายมุ่งเน้นไปที่ศีลธรรม ประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่าย ตามรายงาน ค.ศ. 2021 ของโครงการคอสส์ออฟวอร์ สงครามหลัง 9/11 หลายครั้งที่สหรัฐเข้าร่วมในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายได้ทำให้ผู้คนต้องพลัดถิ่นฐานอย่างน้อย 38 ล้านคนในอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อิรัก ลิเบีย ซีเรีย เยเมน โซมาเลีย และฟิลิปปินส์[380][381][382] เขาประมาณการว่าสงครามเหล่านี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตโดยตรง 897,000 ถึง 929,000 คนและมีค่าใช้จ่าย 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ[382] ในรายงาน ค.ศ. 2023 โครงการคอสส์ออฟวอร์ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตทางอ้อมระหว่าง 3.6 ถึง 3.7 ล้านคนในเขตสงครามหลัง 9/11 โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ที่ 4.5 ถึง 4.6 ล้านคน รายงานนี้กำหนดให้เขตสงครามหลัง 9/11 เป็นความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ 9/11 ซึ่งนอกจากสงครามในอิรัก อัฟกานิสถานและปากีสถานแล้ว ยังรวมถึงสงครามกลางเมืองในซีเรีย เยเมน ลิเบียและโซมาเลีย[15] รายงานนี้ได้มาซึ่งการประมาณการผู้เสียชีวิตทางอ้อมโดยใช้การคำนวณจากสำนักเลขาธิการเจนีวาซึ่งประมาณการว่าสำหรับผู้เสียชีวิตโดยตรงจากสงครามทุก ๆ หนึ่งคน จะมีอีกสี่คนที่เสียชีวิตจากผลกระทบทางอ้อมของสงคราม[15] รัฐธรรมนูญและกฎหมายสหรัฐห้ามการทรมาน แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างสงครามต่อต้านการก่อการร้ายภายใต้การใช้ถ้อยคำที่ไพเราะว่า "การสอบสวนที่เข้มข้นขึ้น"[383][384] ใน ค.ศ. 2005 เดอะวอชิงตันโพสต์และฮิวแมนไรตส์วอตช์ (HRW) ได้ตีพิมพ์การเปิดเผยเกี่ยวกับเที่ยวบินของ CIA และ "แบล็กไซต์" เรือนจำลับที่ดำเนินการโดย CIA[385][386] คำว่า "การทรมานโดยตัวแทน" (torture by proxy) ถูกใช้โดยนักวิจารณ์บางคนเพื่ออธิบายสถานการณ์ที่ CIA และหน่วยงานอื่น ๆ ของสหรัฐได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายไปยังประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีการทรมาน[387][388]
การดำเนินคดีทางกฎหมาย
[แก้]เวลา 23:35 น. ประธานาธิบดีโอบามาได้ปรากฏตัวทางเครือข่ายโทรทัศน์หลัก[389] เนื่องจากสลัดอากาศทั้ง 19 คนเสียชีวิตในการโจมตี พวกเขาจึงไม่เคยถูกดำเนินคดี อุซามะฮ์ บิน ลาดินไม่เคยถูกฟ้องอย่างเป็นทางการ ในที่สุดเขาก็ถูกสังหารโดยหน่วยรบพิเศษสหรัฐเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 ที่ที่หลบซ่อนของเขาในอับบอตตาบัด ประเทศปากีสถาน หลังจากการไล่ล่ามานาน 10 ปี[q][390] การพิจารณาคดีหลักของการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับมุฮัมมัดและผู้สมรู้ร่วมคิดของเขา ได้แก่ วะลีด บิน อะฏาช, รอมซี บิน อัชชัยบะฮ์, อัมมาร อัลบะลูชี และมุศเฏาะฟา อะห์มัด อัลเฮาซาวียังคงไม่ได้รับการตัดสิน คอลิด ชัยค์ มุฮัมมัดถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2003 ที่ราวัลปินดี ประเทศปากีสถาน โดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของปากีสถานซึ่งทำงานร่วมกับ CIA จากนั้นเขาถูกคุมขังในเรือนจำลับของ CIA หลายแห่งและที่ค่ายกักกันอ่าวกวนตานาโม ที่ซึ่งเขาถูกสอบสวนและทรมานด้วยวิธีการต่างๆ รวมถึงการใช้การจมน้ำจำลอง[391][392] ใน ค.ส. 2003 อัลเฮาซาวีและอับดุลอะซีซ อะลีถูกจับกุมและถูกส่งตัวไปอยู่ในความดูแลของสหรัฐ ทั้งสองถูกกล่าวหาในภายหลังว่าให้เงินและความช่วยเหลือด้านการเดินทางแก่สลัดอากาศ[393] ระหว่างการพิจารณาคดีของสหรัฐที่อ่าวกวนตานาโมในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 มุฮัมมัดได้สารภาพอีกครั้งว่าเขารับผิดชอบต่อการโจมตี โดยระบุว่าเขา "รับผิดชอบปฏิบัติการ 9/11 ตั้งแต่ต้นจนจบ" และคำให้การของเขาไม่ได้เกิดจากการถูกบีบบังคับ[35][394] ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2023 รัฐบาลสหรัฐได้เปิดเผยเรื่องข้อตกลงการรับสารภาพที่เป็นไปได้[395] โดยประธานาธิบดีไบเดินได้ยกเลิกความพยายามดังกล่าวในเดือนกันยายนปีเดียวกัน[396]
จนถึงปัจจุบัน มีเพียงบุคคลรอบนอกเท่านั้นที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการโจมตี รวมถึง:
- ซะกะรียา มูซาวี ซึ่งถูกฟ้องในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2001 และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยรอลงอาญาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006 โดยคณะลูกขุนของรัฐบาลกลางสหรัฐ
- มุนีร อัลมุตะศ็อดดิก ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 โดยศาลาศาลสหพันธ์ในเยอรมนีและถูกเนรเทศไปยังโมร็อกโกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2018 หลังจากรับโทษแล้ว[397]
- อะบู อัดดะห์ดาห์ ซึ่งถูกจับกุมในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2001 ถูกตัดสินโดยศาลสูงของสเปนและได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2013[398]
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2024 เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่ามุฮัมมัด, บิน อะฏาช และอัลเฮาซาวีได้ตกลงจะรับสารภาพในข้อหาสมรู้ร่วมคิดเพื่อแลกกับการจำคุกตลอดชีวิต โดยจะเลี่ยงการพิจารณาคดีและการประหารชีวิต อย่างไรก็ดี ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้ยกเลิกข้อตกลงการรับสารภาพกับมุฮัมมัดในอีกไม่กี่วันต่อมา[399]
การสอบสวน
[แก้]FBI
[แก้]หลังการโจมตีทันที สำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ได้เริ่มเพนต์บอม (PENTTBOM) ซึ่งเป็นการสอบสวนคดีอาญาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ ในช่วงที่เข้มข้นที่สุด มีเจ้าหน้าที่ FBI มากกว่าครึ่งหนึ่งที่ทำงานสอบสวนและติดตามเบาะแสกว่าห้าแสนรายการ[400] FBI สรุปว่ามีหลักฐาน "ชัดเจนและไม่อาจโต้แย้งได้" ที่เชื่อมโยงอัลกออิดะฮ์และบิน ลาดินกับการโจมตี[401]

FBI สามารถระบุตัวผู้ก่อการร้ายได้ทันที รวมถึงผู้นำ มุฮัมมัด อะฏา เมื่อพบกระเป๋าเดินทางของเขาที่ท่าอาาศยานโลแกนในบอสตัน อะฏาถูกบังคับให้โหลดกระเป๋าเดินทางสองในสามใบของเขาเนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่บนเครื่องบินขนาด 19 ที่นั่งที่เขาใช้เดินทางมาบอสตัน ด้วยนโยบายใหม่ที่นำมาใช้เพื่อป้องกันความล่าช้าของเที่ยวบิน กระเป๋าเดินทางดังกล่าวจึงไม่ได้ถูกบรรทุกขึ้นอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 ตามแผนที่วางไว้ กระเป๋าเดินทางนั้นบรรจุชื่อสลัดอากาศ ภารกิจ และการเชื่อมโยงกับอัลกออิดะฮ์ "มันมีเอกสารภาษาอาหรับ [ตามต้นฉบับ] เหล่านี้ทั้งหมด เปรียบได้กับศิลาโรเซตตาของการสอบสวน" เจ้าหน้าที่ FBI คนหนึ่งกล่าว[402] ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตี FBI ได้เผยแพร่ชื่อและในหลายกรณีคือรายละเอียดส่วนตัวของนักบินและสลัดอากาศที่ต้องสงสัย[403][404] อะบู ญันดัล ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าองครักษ์ของบิน ลาดินมาหลายปี ได้ยืนยันตัวตนของสลัดอากาศเจ็ดคนว่าเป็นสมาชิกกอัลกออิดะฮ์ในระหว่างการสอบปากคำกับ FBI เมื่อวันที่ 17 กันยายน เขาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในเยเมนตั้งแต่ ค.ศ. 2000[405][406] วันที่ 27 กันยายน มีการเผยแพร่ภาพถ่ายของสลัดอากาศทั้ง 19 คน พร้อมข้อมูลเกี่ยวกับสัญชาติที่เป็นไปได้และชื่อปลอม[407] ในจำนวนนี้มีผู้ชายสิบห้าคนมาจากซาอุดีอาระเบีย สองคนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หนึ่งคนจากอียิปต์ และหนึ่งคนจากเลบานอน[408]
ภายในช่วงเที่ยง สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐและหน่วยข่าวกรองของเยอรมนีได้ดักฟังการสื่อสารที่ชี้ไปที่อุซามะฮ์ บิน ลาดิน[409] สลัดอากาศสองคนเป็นที่รู้กันว่าได้เดินทางไปมาเลเซียพร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องกับบิน ลาดินใน ค.ศ. 2000[410] และมุฮัมมัด อะฏาก็เคยเดินทางไปอัฟกานิสถานมาก่อน[411] เขาและคนอื่น ๆ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสลัดอากาศในฮัมบวร์ค ประเทศเยอรมนี[412] หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มฮัมบวร์คในเยอรมนีพบว่าได้ติดต่อกับคอลิด ชัยค์ มุฮัมมัด ซึ่งได้รับการระบุว่าเป็นสมาชิกอัลกออิดะฮ์[413]
ทางการในสหรัฐและสหราชอาณาจักรยังได้รับข้อมูลการดักฟังทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการสนทนาทางโทรศัพท์และการโอนเงินทางธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งระบุว่ามุฮัมมัด อะฏีฟ รองหัวหน้าของบิน ลาดิน เป็นบุคคลสำคัญในการวางแผนวินาศกรรม 9/11 นอกจากนี้ยังมีการดักฟังการสนทนาที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนวันที่ 11 กันยายนระหว่างบิน ลาดินกับผู้ที่เกี่ยวข้องในปากีสถาน โดยกล่าวถึง "เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอเมริกาในหรือประมาณวันที่ 11 กันยายน" และหารือถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ในการสนทนาอื่นกับผู้ที่เกี่ยวข้องในอัฟกานิสถาน บิน ลาดินได้พูดคุยเกี่ยวกับ "ขนาดและผลกระทบของปฏิบัติการที่กำลังจะมาถึง" การสนทนาเหล่านี้ไม่ได้กล่าวถึงเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เพนตากอน หรือรายละเอียดอื่น ๆ โดยเฉพาะเจาะจง[414]
| สัญชาติ | จำนวน |
|---|---|
| ซาอุดีอาระเบีย | 15 |
| สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ | 2 |
| อียิปต์ | 1 |
| เลบานอน | 1 |
ในดัชนีอาชญากรรมรุนแรงประจำปี 2001 FBI ได้บันทึกการเสียชีวิตจากการโจมตีว่าเป็นคดีฆาตกรรม ในตารางแยกต่างหากเพื่อไม่ให้ปะปนกับอาชญากรรมอื่นที่รายงานในปีนั้น[415] ในคำแถลงของ FBI ระบุว่า "จำนวนผู้เสียชีวิตนั้นมีมากเสียจนการรวมเข้ากับสถิติอาชญากรรมแบบดั้งเดิมจะส่งผลให้เกิดความผิดเพี้ยนที่บิดเบือนการวิเคราะห์การวัดผลทุกประเภทในโครงการอย่างไม่ถูกต้อง"[416] นครนิวยอร์กก็ไม่ได้รวมการเสียชีวิตเหล่านี้ไว้ในสถิติอาชญากรรมประจำปี 2001 เช่นกัน[417]
CIA
[แก้]ใน ค.ศ. 2004 จอห์น แอล. เฮลเกอร์สัน ผู้ตรวจการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ได้ทำการตรวจสอบภายในประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานก่อน 9/11 และวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ CIA ที่ไม่ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อรับมือการก่อการร้าย[418] ตามรายงานของฟิลิป จิรัลดี ในดิอเมริกันคอนเซอร์เวทิฟ (The American Conservative) เฮลเกอร์สันวิจารณ์ความล้มเหลวของพวกเขาในการสกัดกั้นผู้ก่อการร้ายที่จี้เครื่องบินสองคน นวาฟ อัลฮาซิมีและ คอลิด อัลมัฮฎอร ขณะที่พวกเขาเดินทางเข้ามาในสหรัฐและความล้มเหลวในการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับชายสองคนนี้กับ FBI[419]
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007 วุฒิสมาชิกจากสองพรรคการเมืองใหญ่ของสหรัฐ (พรรคริพับลิกันและเดโมแครต) ได้ร่างกฎหมายเพื่อเปิดเผยรายงานดังกล่าวต่อสาธารณะ หนึ่งในผู้สนับสนุน วุฒิสมาชิกรอน ไวเดิน กล่าวว่า "ประชาชนชาวอเมริกันมีสิทธิที่จะรู้ว่าสำนักข่าวกรองกลางกำลังทำอะไรอยู่ในช่วงหลายเดือนที่สำคัญก่อน 9/11"[420] ในที่สุด รายงานดังกล่าวก็ถูกเปิดเผยใน ค.ศ. 2009 โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา[418]
การสอบสวนของรัฐสภา
[แก้]ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002 คณะกรรมาธิการวิสามัญข่าวกรองวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการวิสามัญถาวรข่าวกรองสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนร่วมเพื่อตรวจสอบการทำงานของชุมชนข่าวกรองสหรัฐ[421] รายงานความยาว 832 หน้าที่เผยแพร่ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2002[422] ได้ให้รายละเอียดถึงความล้มเหลวของ FBI และ CIA ในการใช้ข้อมูลที่มีอยู่ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายที่ CIA รู้ว่าอยู่ในสหรัฐ เพื่อขัดขวางแผนการ[423] การสอบสวนร่วมได้พัฒนาข้อมูลเกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องที่เป็นไปได้ของเจ้าหน้าที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียจากแหล่งข้อมูลที่ไม่เป็นความลับ[424] ฝ่ายบริหารของบุชเรียกร้องให้หน้ากระดาษที่เกี่ยวข้องจำนวน 28 หน้ายังคงเป็นความลับ[423] ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2002 บ็อบ เกรแฮม ประธานคณะกรรมการสอบสวนได้เปิดเผยในการสัมภาษณ์ว่ามี "หลักฐานที่แสดงว่ามีรัฐบาลต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกแก่กิจกรรมของผู้ก่อการร้ายอย่างน้อยบางส่วนในสหรัฐ"[425] ครอบครัวเหยื่อรู้สึกหงุดหงิดกับคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบและเนื้อหาที่ถูกตัดออกจากการสอบสวนของรัฐสภาและเรียกร้องให้มีคณะกรรมการอิสระ[423] ครอบครัวเหยื่อ 11 กันยายน[426] สมาชิกรัฐสภา[427] และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังคงพยายามให้มีการเปิดเผยเอกสารดังกล่าว[428][429] ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2016 จอห์น เบรนแนน ผู้อำนวยการ CIA กล่าวว่าเขาเชื่อว่าหน้ากระดาษที่ถูกตัดออก 28 หน้าจากการสอบสวนของรัฐสภาเกี่ยวกับ 9/11 จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในไม่ช้า และจะพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลซาอุดีอาระเบียไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวินาศกรรม 11[430]
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2016 รัฐสภาได้ผ่านร่างรัฐบัญญัติความยุติธรรมต่อผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ซึ่งจะอนุญาตให้ญาติของเหยื่อวินาศกรรม 11 กันยายนสามารถฟ้องร้องซาอุดีอาระเบียในข้อหาที่รัฐบาลของประเทศนี้มีบทบาทในการโจมตี[431][432][433]
คณะกรรมาธิการ 9/11
[แก้]
คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการโจมตีของผู้ก่อการร้ายต่อสหรัฐ หรือที่รู้จักในชื่อคณะกรรมาธิการ 9/11 ซึ่งมีทอมัส คีน เป็นประธาน[r] ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลาย ค.ศ. 2002 เพื่อจัดทำรายงานที่สมบูรณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวินาศกรรม รวมถึงการเตรียมพร้อมและการตอบสนองต่อการโจมตีในทันที[438] คณะกรรมการได้ออกรายงานคณะกรรมาธิการ 9/11 ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2004 ซึ่งเป็นรายงานความยาว 585 หน้าที่มาจากการสอบสวน รายงานดังกล่าวได้ให้รายละเอียดของเหตุการณ์ที่นำไปสู่วินาศกรรม โดยสรุปว่าการโจมตีเป็นฝีมือของกอัลกออิดะฮ์[439] คณะกรรมการยังได้ตรวจสอบว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงและข่าวกรองประสานงานกันอย่างไม่เพียงพอในการป้องกันวินาศกรรมได้อย่างไร
ตามรายงานระบุว่า "เราเชื่อว่าการวินาศกรรม 9/11 เผยให้เห็นความล้มเหลวสี่ประเภท: ในด้านจินตนาการ นโยบาย ความสามารถ และการจัดการ"[440] คณะกรรมการได้ให้คำแนะนำมากมายเกี่ยวกับวิธีป้องกันการโจมตีในอนาคต และใน ค.ศ. 2011 ก็รู้สึกผิดหวังที่คำแนะนำหลายอย่างยังไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติ[441]
สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ
[แก้]
สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐ (NIST) ได้ตรวจสอบการถล่มของอาคารแฝดและ 7 เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (7 WTC) การสอบสวนได้ตรวจสอบว่าทำไมอาคารถึงถล่ม มาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ใช้อยู่คืออะไร และประเมินว่าระบบป้องกันอัคคีภัยสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไรในการก่อสร้างในอนาคต[442] การสอบสวนการถล่มของ 1 WTC และ 2 WTC สรุปในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2005 และ 7 WTC สรุปในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008[443]
NIST พบว่าฉนวนกันไฟที่เคลือบโครงสร้างเหล็กของอาคารแฝดได้ถูกแรงปะทะจากเครื่องบินทำให้หลุดออกไป และหากไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น อาคารเหล่านั้นก็อาจยังคงตั้งอยู่[444] การศึกษาใน ค.ศ. 2007 เกี่ยวกับการถล่มของอาคารเหนือที่เผยแพร่โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดูระบุว่าเนื่องจากแรงปะทะของเครื่องบินได้ทำให้ฉนวนกันความร้อนของโครงสร้างส่วนใหญ่หลุดออกไป ความร้อนจากไฟไหม้ในสำนักงานทั่วไปจะทำให้คานใหญ่และเสาที่เปิดโล่งอ่อนตัวและอ่อนแรงลงมากพอจะเริ่มการถล่มได้โดยไม่คำนึงถึงจำนวนเสาที่ถูกตัดหรือเสียหายจากแรงปะทะ[445][446]
ผู้อำนวยการการสอบสวนดั้งเดิมระบุว่า "อาคารทั้งสองทำหน้าที่ได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ เครื่องบินของผู้ก่อการร้ายไม่ได้ทำให้อาคารถล่มลงมา แต่เป็นไฟที่ตามมาต่างหาก ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าคุณสามารถถอดเสาสองในสามของอาคารออกได้ และอาคารก็ยังคงตั้งอยู่ได้"[447] ไฟได้ทำให้คานใหญ่ที่รองรับพื้นอ่อนแอลง ทำให้พื้นยุบตัวลง พื้นที่ยุบตัวได้ดึงเสาเหล็กภายนอก ทำให้เสาภายนอกงอเข้าด้านใน
ด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเสาแกนกลาง เสาภายนอกที่โก่งงอจึงไม่สามารถรองรับอาคารได้อีกต่อไป ทำให้เกิดการถล่ม นอกจากนี้ รายงานยังพบว่าปล่องบันไดของอาคารไม่ได้ถูกเสริมความแข็งแรงอย่างเหมาะสมเพื่อการอพยพฉุกเฉินสำหรับผู้ที่อยู่เหนือพื้นที่ปะทะ[448] NIST สรุปว่าไฟที่ควบคุมไม่ได้ใน 7 WTC ทำให้คานพื้นและคานใหญ่ร้อนขึ้น และต่อมา "ทำให้เสาหลักรองรับที่สำคัญล้มเหลว ทำให้เกิดการถล่มต่อเนื่องที่เกิดจากไฟซึ่งทำให้อาคารพังลงมา"[443]
บทบาทที่ถูกกล่าวหาของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย
[แก้]ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2016 ฝ่ายบริหารของโอบามาได้เผยแพร่เอกสารที่รวบรวมโดยผู้ตรวจสอบของสหรัฐ เดนา ลีสแมนน์และไมเคิล เจค็อบสัน ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ "แฟ้ม 17"[449] ซึ่งมีรายชื่อบุคคลสามโหล (ประมาณ 36 คน) รวมถึงเจ้าหน้าที่ข่าวกรองซาอุดีอาระเบียที่ต้องสงสัยซึ่งประจำอยู่ที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียในวอชิงตัน ดี.ซี.[450] ซึ่งเชื่อมโยงซาอุดีอาระเบียเข้ากับสลัดอากาศ[451][452]
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2016 รัฐสภาได้ผ่านรัฐบัญญัติความยุติธรรมต่อผู้สนับสนุนการก่อการร้าย[453][454] ผลในทางปฏิบัติของกฎหมายนี้คือการอนุญาตให้ดำเนินคดีแพ่งที่ยืดเยื้อมานานซึ่งฟ้องร้องโดยครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากวินาศกรรม 11 กันยายนต่อซาอุดีอาระเบียในข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลของตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี[455] ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2018 ผู้พิพากษาของสหรัฐได้อนุญาตอย่างเป็นทางการให้คดีฟ้องร้องรัฐบาลซาอุดีอาระเบียที่นำโดยผู้รอดชีวิตและครอบครัวเหยื่อ 9/11 เดินหน้าต่อไปได้ [453]
ใน ค.ศ. 2022 ครอบครัวเหยื่อ 9/11 บางรายได้รับวิดีโอสองคลิปและสมุดบันทึกที่ศาลอังกฤษยึดมาจากโอมาร์ อัลบัยยูมี ชาวซาอุดีอาระเบีย วิดีโอแรกแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นเจ้าภาพจัดงานปาร์ตีในแซนดีเอโกให้แก่นวาฟ อัลฮาซิมีและคอลิด อัลมัฮฎอร สลัดอากาศสองคนแรกที่เดินทางมาถึงสหรัฐ วิดีโออีกคลิปแสดงให้เห็นอัลบัยยูมีกำลังทักทายกับนักบวชอันวัร อัลเอาละกี ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าปลุกระดมชาวอเมริกันให้หัวรุนแรง และถูกสังหารในการโจมตีด้วยโดรนของ CIA ในเวลาต่อมา สมุดบันทึกมีภาพวาดเครื่องบินด้วยมือและสมการทางคณิตศาสตร์บางอย่าง ซึ่งตามคำให้การในศาลของนักบิน อาจถูกใช้ในการคำนวณอัตราการร่อนลงเพื่อไปถึงเป้าหมาย ตามบันทึกของ FBI ใน ค.ศ. 2017 ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 จนถึงการวินาศกรรม 9/11 อัลบัยยูมีเป็นผู้ร่วมงานที่ได้รับค่าตอบแทนของหน่วยข่าวกรองทั่วไปซาอุดีอาระเบีย ข้อมูลเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 เชื่อว่าเขาอาศัยอยู่ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องใด ๆ ใน 9/11[456]
การสร้างทดแทนและอนุสรณ์
[แก้]การสร้างทดแทน
[แก้]
ในวันที่มีการโจมตี รูดี จูลีอานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กได้กล่าวว่า: "เราจะสร้างใหม่ เราจะออกมาจากเหตุการณ์นี้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม แข็งแกร่งทางการเมือง แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ เส้นขอบฟ้าจะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง"[457]
ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตี มีการเปิดปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยครั้งใหญ่ หลังปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมงนานหลายเดือน พื้นที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ก็ถูกเคลียร์เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 [458] ส่วนที่เสียหายของเพนตากอนได้รับการสร้างขึ้นใหม่และกลับมาใช้งานได้ภายในหนึ่งปีหลังการโจมตี[459] สถานี PATH เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ชั่วคราวเปิดให้บริการในช่วงปลาย ค.ศ. 2003 และการก่อสร้าง 7 เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ใหม่แล้วเสร็จใน ค.ศ. 2006 การทำงานเพื่อสร้างพื้นที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์หลักถูกเลื่อนออกไปจนถึงปลาย ค.ศ. 2006 เมื่อผู้เช่าพื้นที่ แลร์รี ซิลเวอร์สไตน์ และการท่าเรือนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ตกลงกันเรื่องเงินทุนได้[460] การก่อสร้างวันเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (One World Trade Center) เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน ค.ศ. 2006 และสร้างถึงความสูงเต็มที่ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2013 ยอดแหลมถูกติดตั้งบนอาคารในวันนั้น ทำให้ความสูงของวันเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์อยู่ที่ 1,776 ฟุต (541 เมตร) และได้รับตำแหน่งอาคารที่สูงที่สุดในซีกโลกตะวันตก[461][462] วันเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สร้างเสร็จและเปิดให้บริการในวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 2014[462][463][464]
ในพื้นที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ มีการวางแผนสร้างอาคารสำนักงานเพิ่มอีกสามแห่งห่างจากจุดที่อาคารดั้งเดิมเคยตั้งอยู่ไปทางตะวันออกหนึ่งช่วงตึก[465] 4 WTC เปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2013 ทำให้เป็นอาคารที่สองในพื้นที่ที่เปิดหลัง 7 เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเป็นอาคารแรกบนที่ดินของการท่าเรือ[466] 3 WTC เปิดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2018 กลายเป็นตึกระฟ้าลำดับที่สี่ในพื้นที่ที่สร้างเสร็จ[467] ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2022 โบสถ์กรีกออร์โธดอกซ์เซนต์นิโคลัสได้กลับมาเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ[468] ตามมาด้วยการเปิดศูนย์ศิลปะการแสดงโรนัลด์ โอ. เพเรลแมนในเดือนกันยายน ค.ศ. 2023[469] การก่อสร้าง 2 เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 2008[470] ยังคงไม่แล้วเสร็จจนถึง ค.ศ. 2025[471] แบบจำลองของอาคารได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในเดือนกันยายน ค.ศ. 2024 แม้ซิลเวอร์สไตน์พรอพเพอร์ทีส์จะยังคงพยายามระดมทุนสำหรับอาคารดังกล่าวอยู่ก็ตาม[472][473]
อนุสรณ์
[แก้]
ในช่วงไม่กี่วันหลังจากการโจมตี มีการจัดพิธีรำลึกและพิธีไว้อาลัยมากมายทั่วโลก และมีการติดรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายรอบกราวนด์ซีโร (Ground Zero) พยานคนหนึ่งบรรยายว่าไม่สามารถ "หลีกหนีใบหน้าของเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตได้ รูปภาพของพวกเขาอยู่ทุกที่ บนตู้โทรศัพท์สาธารณะ ไฟถนน และผนังของสถานีรถไฟใต้ดิน ทุกอย่างทำให้ฉันนึกถึงงานศพครั้งใหญ่ ผู้คนเงียบและเศร้า แต่ก็ใจดีมากเช่นกัน ก่อนหน้านี้ นิวยอร์กทำให้ฉันรู้สึกเย็นชา แต่ตอนนี้ผู้คนต่างยื่นมือเข้าช่วยเหลือซึ่งกันและกัน"[474] ประธานาธิบดีบุชได้ประกาศให้วันศุกร์ที่ 14 กันยายน ค.ศ. 2001 เป็นวันรักประเทศชาติ (Patriot Day) [475]

อนุสรณ์สถานแห่งแรก ๆ คือทริบิวต์อินไลต์ (Tribute in Light) ซึ่งเป็นการติดตั้งไฟสปอตไลท์ 88 ดวง ณ จุดที่เคยเป็นฐานของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ [476] ในนครนิวยอร์ก มีการจัดการประกวดออกแบบอนุสรณ์สถานพื้นที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เพื่อออกแบบอนุสรณ์สถานให้เหมาะสม ณ สถานที่นั้น[477] การออกแบบที่ชนะเลิศคือรีเฟล็กติงแอบเซินซ์ (Reflecting Absence) ได้รับการคัดเลือกในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2006 และประกอบด้วยสระน้ำสะท้อนแสงสองสระตรงจุดที่เป็นฐานของอาคารแฝด ล้อมรอบด้วยรายชื่อเหยื่อในพื้นที่อนุสรณ์สถานใต้ดิน[478] อนุสรณ์สถานนี้สร้างเสร็จในวาระครบรอบ 10 ปีของการโจมตีใน ค.ศ. 2011[479] และมีการเปิดพิพิธภัณฑ์ในสถานที่เดียวกันในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2014[480]
เดอะสเฟียร์ (The Sphere) โดยประติมากรชาวเยอรมัน ฟริทซ์ เคอนิก เป็นประติมากรรมสัมฤทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยใหม่ และเคยตั้งอยู่ระหว่างอาคารแฝดบนออสติน เจ. โทบินพลาซาตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนกระทั่งเกิดการโจมตี ประติมากรรมนี้มีน้ำหนักมากกว่า 20 ตัน เป็นงานศิลปะชิ้นเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่และกู้คืนมาได้เกือบทั้งหมดจากซากปรักหักพังของอาคาร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา งานศิลปะชิ้นนี้ซึ่งเป็นที่รู้จักในสหรัฐในชื่อเดอะสเฟียร์ ก็ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุสรณ์สถานเชิงสัญลักษณ์ของการรำลึกถึง 9/11 หลังถูกถอดและจัดเก็บไว้ใกล้โรงเก็บเครื่องบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี ประติมากรรมนี้ก็กลายเป็นเรื่องราวในสารคดี ค.ศ. 2001 เรื่องเดอะสเฟียร์ โดยผู้สร้างภาพยนตร์ เพอร์ซี แอดลอน ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2017 ผลงานนี้ได้ถูกนำไปติดตั้งที่ลิเบอร์ตีพาร์ก ใกล้เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์แห่งใหม่และอนุสรณ์สถาน 9/11[481]

ในเทศมณฑลอาร์ลิงตัน เคาน์ตี อนุสรณ์สถานเพนตากอนสร้างเสร็จและเปิดให้สาธารณชนเข้าชมในวาระครบรอบเจ็ดปีของการโจมตีใน ค.ศ. 2008[482][483] ประกอบด้วยสวนภูมิทัศน์ที่มีม้านั่ง 184 ตัวหันหน้าเข้าหาเพนตากอน[484] เมื่อมีการซ่อมแซมเพนตากอนใน ค.ศ. 2001–2002 มีการสร้างโบสถ์น้อยส่วนตัวและอนุสรณ์สถานในอาคาร ณ จุดที่เที่ยวบินที่ 77 พุ่งชน[485]
ในแชงก์สวิลล์ มีการเปิดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่สร้างด้วยคอนกรีตและกระจกใน ค.ศ. 2015[486] ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มองเห็นจุดที่เครื่องตกและกำแพงหินอ่อนสีขาวที่สลักชื่อเหยื่อ[487] ทั้งแท่นชมวิวที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและกำแพงหินอ่อนสีขาวต่างตั้งเรียงกันตามเส้นทางการบินของเที่ยวบินที่ 93[487][488] นักดับเพลิงนครนิวยอร์กได้บริจาคกางเขนที่ทำจากเหล็กกล้าจากเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และติดตั้งบนแท่นที่มีรูปร่างคล้ายเพนตากอน[489] มีการติดตั้งนอกสถานีดับเพลิงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2008[490] อนุสรณ์ถาวรอื่น ๆ อีกมากมายก็ตั้งอยู่ในที่อื่น ๆ มีการจัดตั้งทุนการศึกษาและองค์กรการกุศลโดยครอบครัวของเหยื่อ และโดยองค์กรและบุคคลอื่น ๆ อีกมากมาย[491]
ในทุกวันครบรอบในนครนิวยอร์ก จะมีการอ่านชื่อของผู้เสียชีวิตที่นั่นพร้อมกับเสียงดนตรี ประธานาธิบดีสหรัฐเข้าร่วมพิธีรำลึกที่เพนตากอน[492] และขอให้ชาวอเมริกันร่วมรำลึกถึงวันรักประเทศชาติด้วยการสงบนิ่งชั่วขณะ มีพิธีขนาดเล็กจัดขึ้นที่แชงก์สวิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมักมีสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเข้าร่วม ใน ค.ศ. 2023 โจ ไบเดินไม่ได้เข้าร่วมพิธีในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่ไปทำเครื่องหมายวันดังกล่าวที่แองคอริจ รัฐอะแลสกา ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐเพียงคนเดียวที่ทำเช่นนั้นนับตั้งแต่เกิดวินาศกรรม[493][494][495]
ดูเพิ่ม
[แก้]- การโจมตีสหรัฐ
- การก่อการร้ายในสหรัฐ
- โคเรียนแอร์ เทียวบินที่ 085, เที่ยวบินอีกเที่ยวหนึ่งที่ถูกสงสัยอย่างผิ ดๆ ว่าถูกจี้เป็นส่วนหนึ่งของวินาศกรรม 11 กันยายน
- รายชื่อการอ้างอิงทางวัฒนธรรมถึงวินาศกรรม 11 กันยายน
- เหตุระเบิดอาคารโคบาร์
- รายชื่ออุบัติการณ์ทางการบินที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย
- รายชื่อการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ร้ายแรงที่สุดในสหรัฐ
- รายชื่อการโจมตีของผู้ก่อการร้ายอิสลาม
- รายชื่ออุบัติการณ์ก่อการร้ายใน ค.ศ. 2001
- รายชื่ออุบัติการรณ์การก่อการร้ายในนครนิวยอร์ก
- เส้นเวลาการโจมตีของอัลกออิดะฮ์
- ไทม์ไลน์วินาศกรรม 11 กันยายน
- เหตุระเบิดยูเอสเอส โคล
- รายชื่อแผนการก่อการร้ายที่ไม่ประสบความสำเร็จในสหรัฐอหลังวินาศกรรม 11 กันยายน
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ สถานที่โจมตีรองอื่น ๆ ได้แก่ น่านฟ้าของรัฐแมสซาชูเซตส์ นิวเจอร์ซีย์ รัฐโอไฮโอ เคนทักกี และเวสต์เวอร์จิเนีย
- ↑ สลัดอากาศเริ่มการโจมตีครั้งแรกในเวลาประมาณ 08:13 น. เมื่อกลุ่มสลัดอากาศห้าคนเข้าควบคุมเครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 โดยได้ทำร้ายผู้คนสองคนและสังหารหนึ่งคน ก่อนจะบุกเข้าห้องนักบิน
- ↑ เครื่องบินลำที่สี่และลำสุดท้ายที่ถูกจี้ได้ตกลงในทุ่งแห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนียในเวลา 10:03 น. ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดการโจมตีเนื่องจากผู้โจมตีทั้งหมดเสียชีวิตแล้วและเครื่องบินที่ถูกจี้ทั้งหมดก็ถูกทำลาย อย่างไรก็ดี ความเสียหายที่เกิดจากผู้โจมตียังคงดำเนินต่อไปเนื่องจากอาคารเหนือยังคงลุกไหม้ต่อไปอีก 25 นาทีจนกระทั่งถล่มลงในที่สุดในเวลา 10:28 น.และแีกประมาณ 7 ชั่วโมง อาคาร เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ก็ถล่มจากเพลิงไหม้
- ↑ มีผู้คนอีกหลายพันคนที่เชื่อว่าเสียชีวิตจากอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการโจมตี[1][2] อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่แน่นอนไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดเนื่องจากเป็นการยากที่จะระบุว่าอาการเจ็บป่วยเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวข้องกับการโจมตีหรือไม่
- ↑ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ ระบุจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บไม่ตรงกัน บางแหล่งระบุว่ามี 6,000 คน[3] ขณะที่บางแหล่งระบุสูงถึง 25,000 คน[4]
- ↑ อัลกออิดะฮ์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า การจู่โจมแมนแฮตตัน(Manhattan Raid) แม้ชื่อนี้จะไม่ค่อยถูกใช้โดยแหล่งข้อมูลที่ไม่ใช่ญิฮาด[5]
- 1 2 3 เวลาที่แน่นอนนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน รายงานคณะกรรมาธิการ 9/11 ระบุว่าเที่ยวบินที่ 175 ชนอาคารใต้ในเวลา 09:03:11 น.[6][7] ขณะที่ NIST รายงานว่าเวลา 09:02:59 น.[8] และแหล่งข้อมูลอื่นบางแหล่งอ้างว่าเวลา 09:03:02 น.[9] อย่างไรก็เ ระยะเวลาห่างกัน 16 นาทีระหว่างการชนแต่ละครั้งนั้นถูกปัดขึ้นเป็น 17 นาที[10]
- 1 2 แม้ NIST และคณะกรรมาธิการ 9/11 จะให้ข้อมูลช่วงเวลาที่อาคารเหนือเริ่มถล่มไม่ตรงกัน โดย NIST ระบุเวลา 10:28:22 น.[11][12] และคณะกรรมการระบุเวลา 10:28:25 น.[13] แต่โดยทั่วไปแล้วเป็นที่ยอมรับกันว่าเที่ยวบินที่ 11 ไม่ได้พุ่งชนอาคารเหนือก่อนเวลา 8:46:26 น.[14] ดังนั้นไม่ว่าจะนับตามเวลาใดก็ เวลาที่อาคารเหนือใช้ในการถล่มก็ยังคงขาดอีกไม่กี่วินาทีก็จะครบ 102 นาที
- ↑ ไม่รวมสลัดอากาศ
- ↑ เครื่องบินลำนี้เป็นโบอิง 767-200(รุ่นขยายพิสัยพิสัยไกล "อีอาร์"); โบอิงจะกำหนดรหัสเฉพาะสำหรับแต่ละบริษัทที่ซื้อเครื่องบินของตน ซึ่งจะถูกแทรกในหมายเลขรุ่น ณ เวลาที่สร้างเครื่องบิน ดังนั้น "767-223(อีอาร์)" จึงหมายถึง 767-200 ที่สร้างขึ้นสำหรับอเมริกันแอร์ไลน์ (รหัสลูกค้า 23)
- ↑ เครื่องบินลำนี้เป็นโบอิง 767-200; โบอิงจะกำหนดรหัสเฉพาะสำหรับแต่ละบริษัทที่ซื้อเครื่องบินของตน ซึ่งจะถูกแทรกในหมายเลขรุ่น ณ เวลาที่สร้างเครื่องบิน ดังนั้น "767-222" จึงหมายถึง 767-200 ที่สร้างขึ้นสำหรับยูไนเต็ดแอร์ไลน์ (รหัสลูกค้า 22)
- ↑ เครื่องบินนี้เป็นโบอิง 757-200; โบอิงจะกำหนดรหัสเฉพาะสำหรับแต่ละบริษัทที่ซื้อเครื่องบินของตน ซึ่งจะถูกแทรกในหมายเลขรุ่น ณ เวลาที่สร้างเครื่องบิน ดังนั้น "757-222" จึงหมายถึง 757-200 ที่สร้างขึ้นสำหรับอเมริกันแอร์ไลน์ (รหัสลูกค้า 23)
- ↑ เครื่องบินลำนี้เป็นโบอิง 757-200; โบอิงจะกำหนดรหัสเฉพาะสำหรับแต่ละบริษัทที่ซื้อเครื่องบินของตน ซึ่งจะถูกแทรกในหมายเลขรุ่น ณ เวลาที่สร้างเครื่องบิน ดังนั้น "757-222" จึงหมายถึง 757-200 ที่สร้างขึ้นสำหรับยูไนเต็ดแอร์ไลน์ (รหัสลูกค้า 22)
- ↑ ทั้ง NIST และคณะกรรมาธิการ 9/11 ระบุว่าการถล่มเริ่มขึ้นในเวลา 09:58:59 น. ซึ่งมีการปัดเศษเป็น 09:59 น.[135]: 84 [136]: 322 เพื่อความง่าย หากคำกล่าวอ้างของคณะกรรมการที่ว่าอาคารใต้ถูกเครื่องบินชนในเวลา 09:03:11 น. เป็นเรื่องที่เชื่อถือได้ หมายความว่าการถล่มเริ่มต้นขึ้นใน 55 นาที 48 วินาทีหลังเครื่องบินชน ไม่ใช่ 56 นาที
- ↑ เวลาที่แน่นอนของการเริ่มถล่มของอาคารเหนือยังคงเป็นที่ถกเถียง โดย NIST ระบุว่าช่วงเวลาที่อาคารเริ่มถล่มคือ 10:28:22 น.[137] ขณะที่คณะกรรมาธิการ 9/11 บันทึกเวลาไว้ที่ 10:28:25 น.[138]: 329
- ↑ การสังหารหมู่ที่ค่ายสไปเกอร์–มักถูกอธิบายว่าเป็นการก่อการร้ายที่ร้ายแรงที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์รองจาก 9/11–กล่าวกันว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่าง 1,095 ถึง 1,700 คน[148] หากพิจารณาจากจำนวนผู้เสียชีวิตที่ประมาณการไว้สูงสุด ตัวเลขนี้จะเท่ากับการโจมตีอาคารเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่จนกว่าจะทราบจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงของการสังหารหมู่ครั้งนี้ การจี้บังคับและเครื่องบินตกของเที่ยวบินที่ 11 จึงยังคงเป็นการก่อการร้ายที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยมีการบันทึกไว้
- ↑ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาประกาศการเสียชีวิตของเขาในวันที่ 1 พฤษภาคม ในช่วงเวลาที่ทำการจู่โจมนั้น เป็นช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 2 พฤษภาคมในปากีสถาน และเป็นช่วงบ่ายแก่ของวันที่ 1 พฤษภาคมในสหรัฐ
- ↑ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เฮนรี คิสซินเจอร์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะกรรการในตอนแรก[434] แต่ได้ลาออกเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังได้รับการแต่งตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน[435] อดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐ จอร์จ มิตเชล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองประธานในตอนแรก แต่เขาก็ลาออกในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 2002 เนื่องจากไม่ต้องการตัดสัมพันธ์กับสำนักงานกฎหมายของเขา[436] วันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 2002 บุชได้แต่งตั้งอดีตผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ ทอมัส คีน ให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการ[437]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "First responder deaths from post-9/11 illnesses nearly equals number of firefighters who died that day". CNN.
- ↑ "20 Years Later: The Lingering Health Effects of 9/11". Mesothelioma Center - Vital Services for Cancer Patients & Families.
- ↑ "A Day of Remembrance". U.S. Embassy in Georgia. September 11, 2022. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 24, 2023. สืบค้นเมื่อ October 27, 2022.
- ↑ Stempel, Jonathan (July 29, 2019). "Accused 9/11 mastermind open to role in victims' lawsuit if not executed". Reuters. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 5, 2020. สืบค้นเมื่อ October 27, 2022.
- ↑ Riedel, Bruce (2011-07-15). "Al Qaeda's 9/11 Obsession". brookings.edu.
- ↑ Final Report of the 9/11 Commission on Terrorist Attacks Upon the United States (PDF) (Report). National Commission on Terrorist Attacks Upon the United States. July 22, 2004. pp. 7–8. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ August 16, 2021. สืบค้นเมื่อ August 15, 2021.
- ↑ Staff Report of the 9/11 Commission on Terrorist Attacks upon the United States (PDF) (Report). National Commission on Terrorist Attacks Upon the United States. September 2005 [August 26, 2004]. p. 24. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ July 12, 2014. สืบค้นเมื่อ August 15, 2021.
- ↑ Visual Evidence, Damage Estimates, and Timeline Analysis (PDF) (Report). Building and Fire Research Laboratory, National Institute of Standards and Technology, United States Department of Commerce. September 2005. p. 27. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ September 11, 2021. สืบค้นเมื่อ August 24, 2021.
- ↑ "Timeline for United Airlines Flight 175". NPR. June 17, 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 24, 2021. สืบค้นเมื่อ August 24, 2021.
- ↑ 9/11 Commission 2004a, p. 302.
- ↑ "9/11/01 timeline: How the September 11, 2001 attacks unfolded". WPVI-TV. September 11, 2023. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 5, 2023. สืบค้นเมื่อ November 4, 2023.
- ↑ "Final report on the collapse of the World Trade Center" (PDF). NIST: 229. 2005. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ July 7, 2021. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ "Collapse of WTC1" (PDF). 9/11 Final Report of the National Commission. 2004. p. 329. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ September 12, 2017. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ "102 Minutes: Last Words at the Trade Center; Fighting to Live as the Towers Die". The New York Times. May 26, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 12, 2009. สืบค้นเมื่อ June 23, 2023.
- 1 2 3 Berger, Miriam (May 15, 2023). "Post-9/11 wars have contributed to some 4.5 million deaths, report suggests". The Washington Post. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 29, 2023. สืบค้นเมื่อ May 26, 2024.
- ↑ "Bin Laden's fatwā (1996)". NewsHour. PBS. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 31, 2001. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- 1 2 3 "Al Qaeda's Second Fatwa". NewsHour. PBS. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 28, 2013. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- ↑ Logevall, Fredrik (2002). Terrorism and 9/11: A Reader. New York: Houghton Mifflin. ISBN 0-618-25535-4.
- ↑ "The Hamburg connection". BBC News. August 19, 2005. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 30, 2013. สืบค้นเมื่อ June 26, 2011.
- ↑ "5 Al Qaeda Aims at the American Homeland". 9/11 Commission. เก็บถาวร สิงหาคม 16, 2009 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
- ↑ Miller, John. ""Greetings, America. My name is Osama Bin Laden..."". Frontline. PBS. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 24, 2023. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ Miller, John. ""Greetings, America. My name is Osama Bin Laden..."". PBS. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 11, 2001.
- 1 2 "Bin Laden claims responsibility for 9/11". CBC News. October 29, 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 18, 2010. สืบค้นเมื่อ September 1, 2011.
Al-Qaeda leader Osama bin Laden appeared in a new message aired on an Arabic TV station Friday night, for the first time claiming direct responsibility for the 2001 attacks against the United States.
- ↑ "Pakistan inquiry orders Bin Laden family to remain". BBC News. July 6, 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 30, 2019. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ "Full transcript of bin Laden's speech". Al Jazeera. November 2, 2004. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 13, 2007. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ "Pakistan to Demand Taliban Give Up Bin Laden as Iran Seals Afghan Border". Fox News. September 16, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 23, 2010. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ "Bin Laden on tape: Attacks 'benefited Islam greatly'". CNN. December 14, 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 27, 2007. สืบค้นเมื่อ November 24, 2013.
Reveling in the details of the fatal attacks, bin Laden brags in Arabic that he knew about them beforehand and said the destruction went beyond his hopes. He says the attacks "benefited Islam greatly".
- ↑ "Transcript: Bin Laden video excerpts". BBC News. December 27, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 27, 2019. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ bin Laden, Osama (November 1, 2004). "Full transcript of bin Ladin's speech". Al Jazeera. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 1, 2020. สืบค้นเมื่อ June 3, 2023.
- ↑ "Bin Laden Dead – Where Are Other 9/11 Planners?". ABC News. May 2, 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 4, 2011. สืบค้นเมื่อ February 2, 2019.
While initially denying responsibility for the 9/11 attacks, Bin Laden took responsibility for them in a 2004 taped statement, saying that he had personally directed the hijackers.
- ↑ "Bin Laden claims responsibility for 9/11". CBC News. October 29, 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 18, 2010. สืบค้นเมื่อ February 2, 2019.
- ↑ "Bin Laden 9/11 planning video aired". CBC News. September 7, 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 13, 2007. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ "We left out nuclear targets, for now". The Guardian. London. March 4, 2003. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 23, 2008. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
Yosri Fouda of the Arabic television channel al-Jazeera is the only journalist to have interviewed Khalid Sheikh Mohammed, the al-Qaeda military commander arrested at the weekend.
- ↑ Leonard, Tom; Spillius, Alex (October 10, 2008). "Alleged 9/11 mastermind wants to confess to plot". The Daily Telegraph. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 10, 2022. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- 1 2 "September 11 suspect 'confesses'". Al Jazeera. March 15, 2007. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 27, 2019. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ 9/11 Commission Report (2004), p. 147.
- ↑ "White House power grabs". The Washington Times. August 26, 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 5, 2019. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Van Voris, Bob; Hurtado, Patricia (April 4, 2011). "Khalid Sheikh Mohammed Terror Indictment Unsealed, Dismissed". Bloomberg BusinessWeek. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 17, 2011. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Wright 2006, p. [ต้องการเลขหน้า].
- ↑ "Substitution for Testimony of Khalid Sheikh Mohammed" (PDF). United States District Court for the Eastern District of Virginia. 2006. p. 24. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ October 26, 2019. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ "[Text of] Bin Laden's [1996] Fatwa". NewsHour. PBS. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 19, 2014. สืบค้นเมื่อ June 14, 2014.
- ↑ Gunarathna, pp. 61–62.
- ↑ bin Laden, Osama (2005). "Declaration of Jihad". ใน Lawrence, Bruce (บ.ก.). Messages to the World: The Statements of Osama bin Laden. London: Verso. pp. 139–141. ISBN 1-84467-045-7.
The targets of September 11 were not women and children. The main targets were the symbol of the United States: their economic and military power.
- ↑ "Muslims have the right to attack America". The Guardian. November 10, 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 25, 2013.
- 1 2
- "Full transcript of bin Ladin's speech". Al Jazeera. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 1, 2016. สืบค้นเมื่อ April 10, 2012.
- bin Laden, Osama (November 24, 2002). "Full text: bin Laden's 'letter to America'". The Observer. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 28, 2013. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- 1 2 See:
- Mearsheimer (2007), p. 67.
- Kushner (2003), p. 389.
- Murdico (2003), p. 64.
- Kelley (2006), p. 207.
- Ibrahim (2007), p. 276.
- Berner (2007), p. 80
- ↑ "Full text: bin Laden's 'letter to America'". The Guardian. November 24, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 8, 2014. สืบค้นเมื่อ January 7, 2019.
The blood pouring out of Palestine must be equally revenged. You must know that the Palestinians do not cry alone; their women are not widowed alone; their sons are not orphaned alone... American people have chosen, consented to, and affirmed their support for the Israeli oppression of the Palestinians, the occupation and usurpation of their land, and its continuous killing, torture, punishment and expulsion of the Palestinians. The American people have the ability and choice to refuse the policies of their government and even to change them if they want. (b) The American people are the ones who pay the taxes that fund the planes that bomb us in Afghanistan, the tanks that strike and destroy our homes in Palestine, the armies that occupy our lands in the Arabian Gulf, and the fleets that ensure the blockade of Iraq.
- ↑ Riedel, Bruce (2008). "The Manhattan Raid". The Search for Al Qaeda. Washington, D.C.: Brookings Institution Press. pp. 5–6. ISBN 978-0-8157-0451-5.
The Palestinian intifada, the fierce uprising in the fall of 2000 on the West Bank and Gaza, was a particularly powerful motivating event for.. bin Laden... The intifada's power over bin Laden's thinking about the 9/11 raid is underscored by his repeated attempts to push KSM to advance the timing of the crashes. In September of 2000, he urged KSM to tell Atta to attack immediately to respond to the Sharon visit to the holy sites in Jerusalem; Atta told bin Laden he was not ready yet. When bin Laden learned that Sharon, who had become Israel's prime minister in March 2001, was going to visit the White House early that summer, he again pressed Atta to attack immediately. And again Atta demurred, arguing he needed more time to get the plan and the team ready to go.
- ↑ Holbrook, Donald (2014). The Al-Qaeda Doctrine. New York: Bloomsbury. p. 145. ISBN 978-1-62356-314-1.
- ↑ Greenberg, Karen J. (2005). "October 21, 2001 – Interview with Tayseer Alouni". Al Qaeda Now. New York: Cambridge University Press. pp. 192–206. ISBN 978-0-521-85911-0.
Last year's blessed intifada helped us to push more for the Palestinian issue. This push helps the other cause. Attacking America helps the cause of Palestine and vice versa. No conflict between the two; on the contrary, one serves the other.
- ↑ See:
- Plotz, David (2001). "What Does Osama Bin Laden Want?". Slate. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-05-09.
- Bergen (2001), p. 3
- Yusufzai, Rahimullah (September 26, 2001). "Face to face with Osama". The Guardian. London. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 19, 2008. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- "US pulls out of Saudi Arabia". BBC News. April 29, 2003. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- "Saga of Dr. Zawahri Sheds Light on the Roots of al Qaeda Terror". The Wall Street Journal. July 2, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 30, 2018. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- "Tenth Public Hearing, Testimony of Louis Freeh". 9/11 Commission. April 13, 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- "Jihad Against Jews and Crusaders: World Islamic Front Statement". Federation of American Scientists. February 23, 1998. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 21, 2010. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ "Full text: bin Laden's 'letter to America'". The Guardian. London. November 24, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 18, 2010. สืบค้นเมื่อ April 26, 2010.
- ↑ "Osama bin Laden's aide Ayman al-Zawahiri rants on global warming – Mirror.co.uk". Daily Mirror. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 11, 2008. สืบค้นเมื่อ May 14, 2023.
- ↑ Kates, Brian (January 30, 2010). "Al Qaeda leader Osama Bin Laden blasts U.S. in audiotape spewing hate for... global warming". New York Daily News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 1, 2010. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ "Full transcript of bin Laden's 'Letter to America'". The Guardian. London. November 24, 2002. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 26, 2019. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ bin Laden, Osama. "Full transcript of bin Ladin's speech". Al Jazeera. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 1, 2016. สืบค้นเมื่อ April 10, 2012.
So I shall talk to you about the story behind those events and shall tell you truthfully about the moments in which the decision was taken, for you to consider
- ↑ Lawrence, Bruce, บ.ก. (2005). Messages to the World: The Statements of Osama bin Laden. London: Verso. p. 119. ISBN 1-84467-045-7.
- ↑ Bergen, Peter L. (2005). Holy War, Inc.: Inside the Secret World of Osama Bin Laden. New York: Simon & Schuster. ISBN 978-0-7432-3467-2. สืบค้นเมื่อ March 20, 2020.
- ↑ Pape, Robert A. (2005). Dying to Win: The Strategic Logic of Suicide Terrorism. New York: Random House. ISBN 978-0-8129-7338-9. สืบค้นเมื่อ March 20, 2020.
- ↑ "1998 Al Qaeda fatwā". Federation of American Scientists (FAS). February 23, 1998. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 21, 2010. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Summers and Swan (2011), pp. 211, 506n.
- ↑ Lawrence (2005), p. 239.
- ↑ Yusufzai, Rahimullah (September 26, 2001). "Face to face with Osama". The Guardian. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 19, 2008. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ "Full transcript of bin Ladin's speech". Al Jazeera. November 4, 2004. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 14, 2016. สืบค้นเมื่อ August 24, 2016.
- ↑ In his taped broadcast from January 2010, bin Laden said "Our attacks against you [the United States] will continue as long as U.S. support for Israel continues. ... The message sent to you with the attempt by the hero Nigerian Umar Farouk Abdulmutallab is a confirmation of our previous message conveyed by the heroes of September 11". Quoted from "Bin Laden: Attacks on U.S. to go on as long as it supports Israel" เก็บถาวร ธันวาคม 16, 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, in Haaretz.com
- ↑ Bernard Lewis, 2004. In Bernard Lewis's 2004 book The Crisis of Islam: Holy War and Unholy Terror, he argues that animosity toward the West is best understood with the decline of the once powerful Ottoman empire, compounded by the import of western ideas – Arab socialism, Arab liberalism and Arab secularism
- ↑ In "The spirit of terrorism", Jean Baudrillard described 9/11 as the first global event that "questions the very process of globalization". Baudrillard. "The spirit of terrorism". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 28, 2010. สืบค้นเมื่อ June 26, 2011.
- ↑ In an essay entitled "Somebody Else's Civil War", Michael Scott Doran argues the attacks are best understood as part of a religious conflict within the Muslim world and that bin Laden's followers "consider themselves an island of true believers surrounded by a sea of iniquity". Hoping that U.S. retaliation would unite the faithful against the West, bin Laden sought to spark revolutions in Arab nations and elsewhere. Doran argues the Osama bin Laden videos attempt to provoke a visceral reaction in the Middle East and ensure that Muslim citizens would react as violently as possible to an increase in U.S. involvement in their region. (Doran, Michael Scott. "Somebody Else's Civil War". Foreign Affairs. No. January/February 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 23, 2015. สืบค้นเมื่อ December 5, 2009. Reprinted in Hoge, James F.; Rose, Gideon (2005). Understanding the War on Terror. New York: Norton. pp. 72–75. ISBN 978-0-87609-347-4.)
- ↑ In The Osama bin Laden I Know, Peter Bergen argues the attacks were part of a plan to cause the United States to increase its military and cultural presence in the Middle East, thereby forcing Muslims to confront the idea of a non-Muslim government and to eventually establish conservative Islamic governments in the region.(Bergen (2006), p. 229)
- ↑ Lahoud, Nelly (2022). The Bin Laden Papers: How the Abbottabad Raid Revealed the Truth about al-Qaeda, Its Leader and His Family. New Haven, CT: Yale University Press. pp. 16–19, 307. ISBN 978-0-300-26063-2.
"The Birth of the Idea of September 11" (ภาษาอาหรับ). Central Intelligence Agency. September 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 15, 2022. สืบค้นเมื่อ April 15, 2022. - ↑ "Suspect 'reveals 9/11 planning'". BBC News. September 22, 2003. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- 1 2 9/11 Commission Report (2004), Chapter 5, pp. ??[ต้องการเลขหน้า]
- ↑ 9/11 Commission Report (2004), p. 67.
- ↑ 9/11 Commission Report (2004), p. 149.
- ↑ Lichtblau, Eric (March 20, 2003). "Bin Laden Chose 9/11 Targets, Al Qaeda Leader Says". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 30, 2019. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Wright (2006), p. 308.
- ↑ Bergen (2006), p. 283.
- ↑ Wright (2006), pp. 309–315.
- ↑ McDermott (2005), pp. 191–192.
- ↑ Bernstein, Richard (September 10, 2002). "On Path to the U.S. Skies, Plot Leader Met bin Laden". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 12, 2011. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Wright (2006), pp. 304–307.
- ↑ Wright (2006), p. 302.
- 1 2 3 4 5 6 "9/11 commission staff statement No. 16" (PDF). 9/11 Commission. June 16, 2004. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ March 20, 2020. สืบค้นเมื่อ September 11, 2012.
- ↑ "Staff Monograph on 9/11 and Terrorist Travel" (PDF). 9/11 Commission. 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Irujo, Jose María (March 21, 2004). "Atta recibió en Tarragona joyas para que los miembros del 'comando' del 11-S se hiciesen pasar por ricos saudíes" [Atta received jewellery in Tarragona so that members of the 9/11 'commando' could pass themselves off as wealthy Saudis.]. El País (ภาษาสเปน). สืบค้นเมื่อ April 10, 2012.
- ↑ "Entry of the 9/11 Hijackers into the United States Staff Statement No. 1" (PDF). National Commission on Terrorist Attacks Upon The United States. p. 2. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ April 14, 2020. สืบค้นเมื่อ February 7, 2017.
- ↑ Wright (2006), pp. 310–312.
- ↑ Clarke (2004), pp. 235–236.
- ↑ Wright (2006), p. 344.
- ↑ Clarke (2004), pp. 236–237.
- ↑ Clarke (2004), pp. 242–243.
- ↑ Kean, Thomas; Hamilton, Lee (2004). 9/11 Commission Report (Official Government ed.). Washington, D.C.: United States Government Publishing Office. p. 251. ISBN 0-16-072304-3.
- ↑ Wright (2006), p. 340.
- ↑ Wright (2006), pp. 340–343.
- ↑ Wright (2006), pp. 352–353.
- ↑ Wright (2006), p. 350.
- ↑ Yitzhak (2016), p. 218.
- ↑ "The Osama bin Laden File: National Security Archive Electronic Briefing Book No. 343". The National Security Archive. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 13, 2017. สืบค้นเมื่อ March 14, 2016.
- ↑ Wright (2006), pp. 350–351.
- ↑ Wright (2006), pp. 342–343.
- ↑ Javorsek et al. (2015), p. 742.
- ↑ Clarke (2004), p. 238.
- 1 2 3 The 9/11 Commission Report, pp. 4–14.
- 1 2 3 "The Attack Looms". 9/11 Commission Report. National Commission on Terrorist Attacks Upon the United States. 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 5, 2012. สืบค้นเมื่อ September 1, 2011.
- ↑ Flight 77, Video 2. Judicial Watch. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 14, 2021. สืบค้นเมื่อ April 4, 2012 – โดยทาง YouTube.
- ↑ Johnson, Glen (November 23, 2001). "Probe reconstructs horror, calculated attacks on planes". The Boston Globe. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 2, 2012.
- ↑ "Excerpt: A travel day like any other until some passengers left their seats". The Seattle Times. July 23, 2004. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 19, 2011. สืบค้นเมื่อ May 23, 2008.
- ↑ "Inside the failed Air Force scramble to prevent the Sept. 11 attacks". MSNBC. June 28, 2004. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 18, 2009. สืบค้นเมื่อ May 23, 2008.
- ↑ Woolley, Scott (April 23, 2007). "Video Prophet". Forbes. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 16, 2008. สืบค้นเมื่อ May 23, 2008.
- ↑ Sheehy, Gail (February 15, 2004). "Stewardess ID'd Hijackers Early, Transcripts Show burden". New York Observer. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 7, 2007. สืบค้นเมื่อ September 30, 2010.
- 1 2 3 "WE HAVE SOME PLANES". National Commission on Terrorist Attacks Upon the United States. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 5, 2004. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ 9/11 Commission 2004a, pp. 7–8.
- ↑ "September 11: From take-off to tragic loss". Australian Broadcasting Corporation. September 5, 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 29, 2022. สืบค้นเมื่อ November 29, 2022.
- ↑ "Flight Path Study – American Airlines Flight 11" (PDF). National Transportation Safety Board. February 19, 2002. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ February 14, 2007. สืบค้นเมื่อ June 27, 2011.
- ↑ "Preliminary Results from the World Trade Center Evacuation Study – New York City, 2003". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 4, 2018. สืบค้นเมื่อ November 30, 2022.
- ↑ Gregor, Joseph A. (December 21, 2001). "American Airlines Flight 77" (PDF). National Transportation Safety Board. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ October 29, 2012. สืบค้นเมื่อ September 25, 2011.
- ↑ "On Flight 77: 'Our Plane Is Being Hijacked". The Washington Post. September 12, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 11, 2016. สืบค้นเมื่อ November 27, 2022.
- ↑ "Flight Path Study – United Airlines Flight 175" (PDF). National Transportation Safety Board. February 19, 2002. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ June 17, 2014. สืบค้นเมื่อ June 27, 2011.
- ↑ "9:03 a.m.: The 9/11 moment when many grasped a new reality". The Mercury News. September 10, 2021. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 30, 2022. สืบค้นเมื่อ February 5, 2023.
- ↑ "By 9:05 a.m., it was clear America was under attack". CNBC. September 11, 2021. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 30, 2022. สืบค้นเมื่อ February 5, 2023.
- ↑ Longman, Jere (April 26, 2006). "'United 93' and the politics of heroism". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 6, 2023. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ Stout, David (April 12, 2006). "Recording From Flight 93 Played at Trial". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 4, 2015. สืบค้นเมื่อ August 24, 2008.
- ↑ "Transcript: Paula Zahn Now". CNN. April 12, 2006. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 21, 2012. สืบค้นเมื่อ April 5, 2010.
- ↑ "Flight Path Study – American Airlines Flight 77" (PDF). National Transportation Safety Board. February 19, 2002. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ August 24, 2006. สืบค้นเมื่อ June 27, 2011.
- ↑ "What was Flight 93's target on 9/11?". The Washington Post. September 9, 2021. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 10, 2023. สืบค้นเมื่อ November 27, 2022.
- 1 2 Snyder, David (April 19, 2002). "Families Hear Flight 93's Final Moments". The Washington Post. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 2, 2013. สืบค้นเมื่อ November 12, 2013.
- ↑ – โดยทาง Wikisource.
- ↑ "The Flight 93 Story". National Park Service. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 12, 2015. สืบค้นเมื่อ September 21, 2011.
- ↑ See:
- McKinnon, Jim (September 16, 2001). "The phone line from Flight 93 was still open when a GTE operator heard Todd Beamer say: 'Are you guys ready? Let's roll'". Pittsburgh Post-Gazette. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 1, 2019. สืบค้นเมื่อ April 10, 2011.
- "Relatives wait for news as rescuers dig". CNN. September 13, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 11, 2013. สืบค้นเมื่อ November 11, 2013.
- Summers and Swan (2011), pp. 58, 463n, 476n.
- Wilgoren, Jodi; Wong, Edward (September 13, 2001). "On Doomed Flight, Passengers Vowed To Perish Fighting". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 20, 2009. สืบค้นเมื่อ September 1, 2011.
- Serrano, Richard A. (April 11, 2006). "Moussaoui Jury Hears the Panic From 9/11". Los Angeles Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 1, 2011.
- Goo, Sara Kehaulani; Eggen, Dan (January 28, 2004). "Hijackers used Mace, knives to take over airplanes". San Francisco Chronicle. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 12, 2013. สืบค้นเมื่อ November 12, 2013.
- Ahlers, Mike M. (January 27, 2004). "9/11 panel: Hijackers may have had utility knives". CBS News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 4, 2010. สืบค้นเมื่อ September 1, 2011.
- ↑ "Encore Presentation: Barbara Olson Remembered". CNN. January 6, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 1, 2011.
- ↑ "National Commission Upon Terrorist Attacks in the United States". National Commission Upon Terrorist Attacks in the United States. January 27, 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 5, 2011. สืบค้นเมื่อ January 24, 2008.
- ↑ Summers and Swan (2011), p. 343.
- ↑ "Flight Path Study – American Airlines Flight 11" (PDF). National Transportation Safety Board. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ November 5, 2015. สืบค้นเมื่อ November 29, 2022.
- ↑ Hirschkorn, Phil (April 12, 2006). "On tape, passengers heard trying to retake cockpit". CNN. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 1, 2019. สืบค้นเมื่อ November 29, 2022.
- 1 2 3 "Final Reports from the NIST World Trade Center Disaster Investigation" (PDF). NIST. 2005. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ September 11, 2021. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- 1 2 "Collapse of WTC2" (PDF). 9/11 Final Report of the National Commission. 2004. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ September 12, 2017. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ "Final Report on the Collapse of World Trade Center Building 7" (PDF). National Institute of Standards and Technology. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ March 9, 2023. สืบค้นเมื่อ March 17, 2023.
- 1 2 Cronk, Terri Moon (April 14, 2021). "Biden Announces Full U.S. Troop Withdrawal From Afghanistan by Sept. 11". U.S. Department of Defense. สืบค้นเมื่อ August 16, 2021.
- ↑ World Trade Center Building Performance Study, Ch. 5 WTC 7 – section 5.5.4
- ↑ Final Report on the Collapse of World Trade Center Building 7 (2008), p. xxxvii.
- ↑ "We have some planes" (PDF). The 9/11 Commission Report. July 22, 2004. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ September 16, 2019. สืบค้นเมื่อ July 5, 2015.
- ↑ "Profiles of 9/11 – About 9/11". The Biography Channel. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 22, 2011. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ Miller, Mark (August 26, 2002). "Three hours that shook America: A chronology of chaos". Broadcasting & Cable. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 30, 2014. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ Adams, Marilyn; Levin, Alan; Morrison, Blake (August 13, 2002). "Part II: No one was sure if hijackers were on board". USA Today. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ Fouda & Fielding (2004), pp. 158–159.
- 1 2 Summers and Swan (2011), p. 323.
- ↑ "Al-Qaeda 'plotted nuclear attacks'". BBC News. September 8, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 3, 2019. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ العراق.. 1095 جندياً مازالوا مفقودين منذ "مجزرة سبايكر" على أيدي "داعش" [1095 soldiers still missing since the Speicher massacre by ISIS]. CNN Arabic (ภาษาอาหรับ). September 18, 2014. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 20, 2014. สืบค้นเมื่อ May 15, 2023.
- ↑ Ritchie, Hannah; Hasell, Joe; Mathieu, Edouard; Appel, Cameron; Roser, Max (July 28, 2013). "Terrorism". Our World in Data. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 24, 2016. สืบค้นเมื่อ July 12, 2023.
Airline hijackings: 2,996 people died as a result of the 9/11 attacks, making it the most fatal terrorist incident in recorded history.
- ↑ "Winnipegger heads to NY for 9/11 memorial". CBC News. September 9, 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 13, 2013. สืบค้นเมื่อ November 13, 2013.
A total of 2,996 people died: 19 hijackers and 2,977 victims.
- ↑ "Accused 9/11 plotter Khalid Sheikh Mohammed faces New York trial". CNN. November 13, 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 28, 2014. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ "First video of Pentagon 9/11 attack released". CNN. May 16, 2006. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 23, 2006. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ Stone, Andrea (August 20, 2002). "Military's aid and comfort ease 9/11 survivors' burden". USA Today. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 27, 2012. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ "September 11, 2001 Memorial" (PDF). New York State Intelligence Center. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ March 26, 2016.
- ↑ "A list of the countries whose citizens died as a result of the attacks on September 11, 2001" (PDF). U.S. Department of State, Office of International Information Programs. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ April 11, 2008. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- ↑ "Two Years Later: The 91st Floor; The Line Between Life and Death, Still Indelible". The New York Times. September 10, 2003. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 5, 2022. สืบค้นเมื่อ December 5, 2022.
- ↑ "Heroism and Horror". National Commission on Terrorist Attacks upon the United States. 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 15, 2007. สืบค้นเมื่อ July 1, 2006.
- 1 2 Dwyer, Jim; Lipton, Eric (May 26, 2002). "102 Minutes: Last Words at the Trade Center; Fighting to Live as the Towers Die". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 14, 2013. สืบค้นเมื่อ December 5, 2022.
- 1 2 Sunder (2005), p. 48
- ↑ The 9/11 Commission Report (first ed.). National Commission on Terrorist Attacks, W. W. Norton. July 22, 2004. p. 294. ISBN 978-0-393-32671-0. สืบค้นเมื่อ January 24, 2014.
- ↑ "Desperation forced a horrific decision". USA Today. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 6, 2019. สืบค้นเมื่อ April 18, 2015.
- ↑ Purpura, Philip (2007). "Life safety, fire protection, and emergencies". Security and Loss Prevention: An Introduction (5th ed.). Elsevier. p. 300. ISBN 978-0-08-055400-6. สืบค้นเมื่อ September 16, 2017.
Almost all the 600 people in the top floors of the south tower died after a second hijacked airliner crashed in the 80th floor shortly after 9 am The failure to evacuate the building was one of the day's great tragedies.
- ↑ Cauchon, Dennis; Moore, Martha (September 2, 2002). "Desperation forced a horrific decision". USA Today. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 1, 2012. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ Paltrow, Scot (October 23, 2001). "Could Helicopters Have Saved People From the Top of the Trade Center?". The Wall Street Journal. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 13, 2021. สืบค้นเมื่อ January 22, 2017.
- ↑ "Poor Info Hindered 9/11 Rescue". CBS News. May 18, 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ "The Unofficial Home Page of FDNY". New York City Fire Department. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 8, 2023. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ "Deadliest incidents resulting in the deaths of 8 or more firefighters". National Fire Protection Association. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 28, 2019. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ "Congressional Record, Vol. 148, No. 76" (PDF). Government Printing Office. June 11, 2002. p. H3312. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ March 24, 2022. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
Mr. Hefley: That fateful Tuesday we lost 72 police officers, the largest single loss of law enforcement personnel in a single day in the history of our country.
- ↑ "Post-9/11 report recommends police, fire response changes". USA Today. Associated Press. August 19, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 20, 2011. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ "Police back on day-to-day beat after 9/11 nightmare". CNN. July 21, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 13, 2013. สืบค้นเมื่อ November 12, 2013.
- ↑ "EMT & Paramedics". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 3, 2017. สืบค้นเมื่อ August 18, 2015.
- ↑ "September 11, 2001: 5 first-hand stories from people who survived". CBC News. September 11, 2021. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 6, 2023. สืบค้นเมื่อ November 1, 2022.
- ↑ "Cantor rebuilds after 9/11 losses". BBC News. September 4, 2006. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 6, 2008. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ "Marsh & McLennan Companies 9/11 Memorial". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 18, 2011. สืบค้นเมื่อ September 7, 2011.
- ↑ "Milestones of Marsh & McLennan Companies". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 26, 2014. สืบค้นเมื่อ September 7, 2011.
- ↑ "Aon Corporation: Honoring the Legacy of 9/11 Through Resilience and Support -". 9. 11 Legacy Foundation. สืบค้นเมื่อ 11 September 2025.
- ↑ Averill (2005), "Occupant Behavior, Egress, and Emergency Communications".
- ↑ Dwyer & Flynn (2005), p. 266.
- ↑ Dwyer, Jim; Lipton, Eric; Flynn, Kevin; Glanz, James; และคณะ (May 26, 2002). "Last Words at the Trade Center; Fighting to Live as the Towers Die". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 12, 2009. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ "National Commission on Terrorist Attacks upon the United States". U.S. Congress. August 21, 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 3, 2011. สืบค้นเมื่อ September 8, 2006.
- ↑ Goldberg et al. (2007), pp. 208–212.
- ↑ "September 11, 2001 Pentagon Victims". Patriot Resource. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 25, 2019. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- ↑ "Remembering the Lost: Timothy J. Maude, Lieutenant General, United States Army". Arlington National Cemetery. September 22, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 23, 2011. สืบค้นเมื่อ April 16, 2001.
- ↑ "Source: Hijacking suspects linked to Afghanistan". CNN. September 30, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ "Ground Zero Forensic Work Ends". CBS News. February 23, 2005. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ "Bone fragments from 9/11 found on skyscraper roof". The Guardian. April 14, 2006. สืบค้นเมื่อ August 23, 2024.
- ↑ Andrade, Mariano (August 25, 2011). "Scientists still struggle to identify 9/11 remains". Discovery News. Agence France-Presse. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 3, 2015. สืบค้นเมื่อ September 5, 2011.
- ↑ Lemre, Jonathan (August 24, 2011). "Remains of WTC worker Ernest James, 40, ID'd ten years after 9/11". New York Daily News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 12, 2012. สืบค้นเมื่อ April 10, 2012.
- ↑ Cuza, Bobby (June 11, 2011). "9/11 A Decade Later: DNA Matching Efforts To Continue At WTC Site". NY1. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 20, 2014. สืบค้นเมื่อ September 21, 2011.
- ↑ Farrell, Stephen (May 10, 2014). "In 'Ceremonial Transfer,' Remains of 9/11 Victims Are Moved to Memorial". The New York Times. ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ May 21, 2024.
- ↑ Paolicelli, Alyssa (September 11, 2023). "Some families of unidentified 9/11 victims want remains moved above ground". NY1. สืบค้นเมื่อ May 20, 2024.
- ↑ "9/11 victim identified 16 years on". BBC News. August 7, 2017. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 29, 2022. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ ""Finality": 9/11 victim's remains identified 17 years later". CBS News. July 26, 2018. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 24, 2023. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ "New York 9/11 Victim Identified 18 Years After Attack". ABC WNEP-16. October 18, 2019. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 8, 2020. สืบค้นเมื่อ February 13, 2021.
- ↑ "2 new 9/11 victims identified through DNA testing, first new IDs since Oct. 2019". September 7, 2021. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 8, 2021. สืบค้นเมื่อ September 7, 2021.
- ↑ Sottile, Zoe; Sgueglia, Kristina (September 8, 2023). "Two new 9/11 victims identified, the first identifications in two years". CNN. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 24, 2023. สืบค้นเมื่อ September 10, 2023.
- ↑ Pelley, Scott (2024-11-17). "NYC medical examiner still identifying 9/11 victims' remains". 60 Minutes – CBS News. สืบค้นเมื่อ 2025-01-14.
- ↑ Gainer, Alice (September 25, 2023). "FDNY loses 343rd member to 9/11 related illness – as many as died on day of attacks". CBS New York. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 25, 2023. สืบค้นเมื่อ September 25, 2023.
- ↑ "FDNY lives lost from 9/11-related illnesses now matches death toll from the day". WABC-TV. Albany, NY. September 25, 2023. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 25, 2023. สืบค้นเมื่อ September 25, 2023.
- 1 2 "World Trade Center Building Performance Study". Federal Emergency Management Agency. May 2002. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 16, 2010. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ "Route 9A Reconstruction". stantec.com. สืบค้นเมื่อ June 28, 2024.
- ↑ "Ground Zero stops burning, after 100 days". The Guardian. December 20, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 13, 2018. สืบค้นเมื่อ May 5, 2018.
- 1 2 Summers and Swan (2011), p. 75.
- ↑ Chaban, Matt (February 9, 2011). "130 Liberty Finally Gone from Ground Zero". The New York Observer. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 11, 2013. สืบค้นเมื่อ April 10, 2012.
- ↑ World Trade Center Building Performance Study – Bankers Trust Building, pp. [ต้องการเลขหน้า]
- ↑ "The Deutsche Bank Building at 130 Liberty Street". Lower Manhattan Construction Command Center. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 20, 2011. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ Shapiro, Julie (August 27, 2012). "Students Return to Rebuilt Fiterman Hall 11 Years After 9/11". DNAinfo New York. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 27, 2017. สืบค้นเมื่อ October 27, 2017.
- ↑ "Verizon Building Restoration". New York Construction, McGraw Hill. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 11, 2011. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- ↑ World Trade Center Building Performance Study – Peripheral Buildings, pp. [ต้องการเลขหน้า]
- ↑ Bloomfield, Larry (October 1, 2001). "New York broadcasters rebuild". Broadcast Engineering. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 4, 2008. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ "Downtown Restoration Program". The Port Authority. January 11, 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 11, 2009. สืบค้นเมื่อ February 7, 2018.
- ↑ "World Trade Center transportation hub, dubbed Oculus, opens to public". WABC-TV. March 3, 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 8, 2018. สืบค้นเมื่อ July 8, 2018.
- ↑ "Port Authority Announces Opening of World Trade Center Transportation Hub". The Port Authority. January 19, 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 3, 2016. สืบค้นเมื่อ January 29, 2016.
- ↑ Kennedy, Randy (January 4, 2002). "Subway Line in Attack May Reopen Much Earlier". The New York Times. ISSN 0362-4331. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 23, 2014. สืบค้นเมื่อ February 7, 2018.
- ↑ "WTC Cortlandt Subway Station Reopens for 1st Time Since 9/11 Attacks". WNBC-TV. Associated Press. September 8, 2018. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 9, 2018. สืบค้นเมื่อ September 8, 2018.
- ↑ The Pentagon Building Performance Report, pp. ??[ต้องการเลขหน้า]
- ↑ Flight Path Study – American Airlines Flight 77, pp. [ต้องการเลขหน้า]
- ↑ American Airlines Flight 77 FDR Report, pp. ??[ต้องการเลขหน้า]
- 1 2 Goldberg et al. (2007), p. 17.
- ↑ Maclean, John N. (June 1, 2008). "America Under Attack: A chronicle of chaos and heroism at the Pentagon". The Washington Post. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 18, 2014. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- 1 2 3 McKinsey Report, pp. 5–22, "Executive Summary"
- 1 2 McKinsey Report, pp. 43–54, "Emergency Medical Service response on September 11"
- ↑ McKinsey Report, pp. ??[ต้องการเลขหน้า]Exhibit 7, "Fire Apparatus Deployment on September 11"
- ↑ 9/11 Commission Report (2004), pp. 291–292
- ↑ 9/11 Commission Report (2004), pp. 286, 291–292
- ↑ 9/11 Commission Report (2004), pp. 292–293.
- 1 2 Alavosius & Rodriquez (2005), pp. 666–680.
- ↑ McKinsey Report, "NYPD", pp. ??[ต้องการเลขหน้า]
- ↑ McKinsey Report, pp. 7–9, 38
- ↑ Feinberg, Kenneth (2012). Who Gets What: Fair Compensation after Tragedy and Financial Upheaval. New York: PublicAffairs. ISBN 978-1-58648-977-9.
- ↑ Feinberg, Kenneth. What is Life Worth?: The Unprecedented Effort to Compensate the Victims of 9/11 (2005), Perseus Books Group.
- ↑ "Government statistics concerning 9-11 compensation program". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 30, 2004. สืบค้นเมื่อ November 25, 2023.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์) - ↑ "September 11th Victim Compensation Fund: Compensation of Claims" (PDF). Federal Register. 83 (192): 49946–49947. October 3, 2018. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ September 14, 2023. สืบค้นเมื่อ April 9, 2019.
- ↑ "Senate votes to permanently extend 9/11 victims fund". Politico. July 23, 2019. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 25, 2023. สืบค้นเมื่อ November 25, 2023.
- ↑ Barrett, Devlin; Epstein, Kayla (July 24, 2019). "Senate votes to extend 9/11 victims fund for first responders who've become sick since 2001 attacks". The Washington Post. ISSN 0190-8286. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 29, 2022. สืบค้นเมื่อ November 25, 2023.
- 1 2 "We Have Some Planes" (PDF). The 9/11 Commission Report. 9/11 Commission. pp. 20–42. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ October 9, 2022. สืบค้นเมื่อ September 9, 2011.
- ↑ "Cheney: Order To Shoot Down Hijacked 9/11 Planes 'Necessary'". Fox News Channel. September 4, 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 24, 2015. สืบค้นเมื่อ September 9, 2011.
- ↑ Schrader, Esther (June 18, 2004). "Cheney Gave Order to Shoot Down Jets". Los Angeles Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 11, 2011. สืบค้นเมื่อ September 9, 2011.
- ↑ Hendrix, Steve (September 8, 2011). "F-16 pilot was ready to give her life on Sept. 11". The Washington Post. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 5, 2015. สืบค้นเมื่อ September 9, 2011.
- ↑ "NOTAMs/Flight Restrictions in Effect on September 13, 2001" (PDF). Flight Data Center, Federal Bureau of Investigation. April 13, 2007. p. 15ff. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ February 25, 2014. สืบค้นเมื่อ January 17, 2010.
- 1 2 "Wartime". National Commission on Terrorists Attacks upon the United States. U.S. Congress. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 12, 2011. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Williams, Andrew (October 4, 2006). "60 Seconds: Ben Sliney". Metro. London. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 29, 2008. สืบค้นเมื่อ April 13, 2010.
- ↑ "Actions taken following September 11 terrorist attacks" (Press release). Transport Canada. December 11, 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 15, 2002. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Stein, Howard F. (2003). "Days of Awe: September 11, 2001 and its Cultural Psychodynamics". Journal for the Psychoanalysis of Culture and Society. 8 (2): 187–199. doi:10.1353/psy.2003.0047. ISSN 1088-0763. S2CID 144229311.
- ↑ "Asthma Rates Up Among Ground Zero Workers". CBS News. Associated Press. September 10, 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 12, 2013. สืบค้นเมื่อ September 11, 2013.
- ↑ Coates, S.; Schechter, D. (2004). "Preschoolers' traumatic stress post-9/11: Relational and developmental perspectives". Psychiatric Clinics of North America. 27 (3): 473–489. doi:10.1016/j.psc.2004.03.006. PMID 15325488.
- ↑ Glynn, Simone A.; Busch, M. P.; Schreiber, G. B.; Murphy, E. L.; Wright, D. J.; Tu, Y.; Kleinman, S. H.; และคณะ (Nhlbi Reds Study Group) (2003). "Effect of a National Disaster on Blood Supply and Safety: The September 11 Experience". Journal of the American Medical Association. 289 (17): 2246–2253. doi:10.1001/jama.289.17.2246. PMID 12734136.
- ↑ "Red Cross Woes". NewsHour. PBS. December 19, 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 5, 2011. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ "Presidential Approval Ratings – George W. Bush". Gallup. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 2, 2009. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Pooley, Eric (December 31, 2001). "Mayor of the World". Time. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 30, 2013. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Barrett, Devlin (December 23, 2003). "9/11 Fund Deadline Passes". CBS News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 26, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "'Shadow Government' News To Congress". CBS News. March 2, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 5, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "The USA PATRIOT Act: Preserving Life and Liberty". United States Department of Justice. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 2, 2010. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Uncle Sam Asks: "What The Hell Is Going On Here?" in New ACLU Print and Radio Advertisements" (Press release). American Civil Liberties Union. September 3, 2003. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 3, 2012. สืบค้นเมื่อ April 10, 2012.
- ↑ Eggen, Dan (September 30, 2004). "Key Part of Patriot Act Ruled Unconstitutional". The Washington Post. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 20, 2013. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Federal judge rules 2 Patriot Act provisions unconstitutional". CNN. September 26, 2007. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ VandeHei, Jim; Eggen, Dan (January 5, 2006). "Cheney Cites Justifications For Domestic Eavesdropping". The Washington Post. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 20, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Savage, Charlie; Poitras, Laura (March 11, 2014). "How a Court Secretly Evolved, Extending U.S. Spies' Reach". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 12, 2014. สืบค้นเมื่อ March 13, 2014.
- ↑ Freedman, Samuel G. (September 7, 2012). "Six Days After 9/11, Another Anniversary Worth Honoring". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 6, 2019. สืบค้นเมื่อ March 12, 2015.
- ↑ "New York City Commission on Human Rights". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 3, 2004. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- ↑ "Post-9/11, US policies created atmosphere of fear for South Asians". The Indian Express. August 25, 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 26, 2020. สืบค้นเมื่อ October 23, 2011.
- 1 2 "Hate crime reports up in wake of terrorist attacks". CNN. September 17, 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 27, 2005. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- ↑ "Bin Laden Family Evacuated". CBS News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 11, 2020. สืบค้นเมื่อ January 30, 2019.
- ↑ "Many minority groups were victims of hate crimes after 9-11". Ball State University. October 9, 2003. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 11, 2008. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- ↑ "American Backlash: Terrorist Bring War Home in More Ways Than One" (PDF). SAALT. 2003. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ December 3, 2010. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- ↑ Thayil, Jeet (October 12, 2001). "645 racial incidents reported in week after September 11". India Abroad. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 11, 2011.
- 1 2 3 "We Are Not the Enemy: Hate Crimes Against Arabs, Muslims, and Those Perceived to be Arab or Muslim after September 11". Human Rights Watch. November 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 22, 2022. สืบค้นเมื่อ June 7, 2022.
- ↑ "Pakistanis pose as Indians after NY bomb scare". Reuters. May 7, 2010. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 14, 2021. สืบค้นเมื่อ March 23, 2020.
- ↑ American Muslim Leaders. "Muslim Americans Condemn Attack". ISNA. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Beaulieu, Dan (September 12, 2001). "Muslim groups around world condemn the killing of innocents". Agence France Presse.
- ↑ Davis, Joyce M. (September 13, 2001). "Muslims condemn attacks, insist Islam not violent against innocents". Knight Ridder Washington Bureau.
- ↑ Witham, Larry (September 12, 2001). "Muslim groups decry attacks; No cause justifies the 'immoral' act, U.S. councils say". The Washington Times.
- ↑ "From fear of Islam to outreach: how 9/11 prompted interfaith efforts". The Christian Science Monitor. September 8, 2011. ISSN 0882-7729. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 27, 2021. สืบค้นเมื่อ August 27, 2021.
- ↑ Hertzberg, Hendrik (September 11, 2006). "Lost love". The New Yorker. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 6, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Attacks draw mixed response in Mideast". CNN. September 12, 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 13, 2007. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- ↑ Summers, Anthony; Swan, Robbyn (2011). The Eleventh Day: The Full Story of 9/11 and Osama bin Laden. New York: Ballantine. p. 403. ISBN 978-1-4000-6659-9.
- ↑ Summers, Anthony; Swan, Robbyn (June 30, 2011). "The Kingdom and the Towers". Vanity Fair. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 1, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "In pictures: Atrocities' aftermath". BBC News. September 12, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 26, 2008. สืบค้นเมื่อ September 12, 2019.
- ↑ Porter, Patrick (2018). Blunder: Britain's War in Iraq. Oxford University Press. p. 139. ISBN 978-0-19-880796-4. สืบค้นเมื่อ September 12, 2019.
- ↑ "Arafat Horrified by Attacks, but Thousands of Palestinians Celebrate; Rest of World Outraged". Fox News. September 12, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 13, 2008. สืบค้นเมื่อ April 17, 2008.
- ↑ Palestinian Authority has muzzled coverage of Palestinian celebrations' (Middle East Newsline)
'Israel to AP: Release film of Palestinian celebrations' (Jerusalem Post/The Associated Press)
'Bin-Laden Poster Seen at Gaza Rally' (The Associated Press). - ↑ Donaldson, Catherine (September 13, 2001). "Palestinian Officials Quash Pictures of Arab Celebrations". Fox News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 5, 2011. สืบค้นเมื่อ September 11, 2011.
- ↑ "CNN statement about false claim it used old video – September 20, 2001". April 16, 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 16, 2008. สืบค้นเมื่อ September 12, 2019.
- ↑ "Palestinians Dancing in the Street". Snopes. March 9, 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 30, 2022. สืบค้นเมื่อ September 12, 2019.
- ↑ "Muslim community targets racial tension". BBC News. September 19, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 21, 2012. สืบค้นเมื่อ April 11, 2012.
- ↑ "Security Council Condemns, 'In Strongest Terms', Terrorist Attacks on the United States" (Press release). United Nations. September 12, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 9, 2006. สืบค้นเมื่อ September 11, 2006.
The Security Council today, following what it called yesterday's "horrifying terrorist attacks" in New York, Washington, D.C., and Pennsylvania, unequivocally condemned those acts, and expressed its deepest sympathy and condolences to the victims and their families and to the people and Government of the United States.
- ↑ Hamilton, Stuart (August 24, 2002). "September 11, the Internet, and the effects on information provision in Libraries" (PDF). International Federation of Library Associations and Institutions. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ September 11, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "G8 counter-terrorism cooperation since September 11 backgrounder". Group of Eight. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 27, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Walsh, Courtney C. (March 7, 2002). "Italian police explore Al Qaeda links in cyanide plot". The Christian Science Monitor. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 9, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "SE Asia unites to smash militant cells". CNN. May 8, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 15, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Blair's statement in full". BBC News. September 11, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 7, 2022. สืบค้นเมื่อ August 23, 2021.
- ↑ "President Declares 'Freedom at War with Fear'". The White House. September 20, 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 25, 2008. สืบค้นเมื่อ August 25, 2016.
- ↑ "Tony Blair's allegiance to George Bush laid bare". Evening Standard. London. October 27, 2007. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 13, 2021. สืบค้นเมื่อ August 23, 2021.
- ↑ "Euro MPs urge Guantanamo closure". BBC News. June 13, 2006. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Mendez, Juan E. (March 13, 2002). "Detainees in Guantanamo Bay, Cuba; Request for Precautionary Measures, Inter-Am. C.H.R." University of Minnesota. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "USA: Release or fair trials for all remaining Guantánamo detainees". Amnesty International. May 2, 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 7, 2023. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ P.I.R.I News Headlines (Tue 80/07/03 A.H.S). The Official Site of the Office of the President of Iran. Official website of the President of the Islamic Republic of Iran. September 25, 2001. Permanent Archived Link. The original page and URL are not available online now. (Website's Homepage at that time (Title: Presidency of The Islamic Republic of Iran, The Official Site))
- ↑ تشکر وزارت خارجه آمریکا از همدردی ایرانیان با قربانیان ۱۱ سپتامبر. Radio Farda (ภาษาเปอร์เซีย). September 11, 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 21, 2012. สืบค้นเมื่อ June 30, 2016. A mechanized Translation by Google Translate is available here เก็บถาวร สิงหาคม 13, 2021 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
- ↑ "Iran's President Says Muslims Reject bin Laden's 'Islam'". Iranian Students News Agency. November 10, 2001 / 17:07. Permanent Archived Link. Retrieved and archived on September 18, 2016, 15:45:04 UTC.
- ↑ Ynetnews News – Khatami slams bin Laden, defends Hizbullah. Ynetnews. November 9, 2006. Permanent Archived Link. Retrieved and archived on September 8, 2016; 18:31:08 UTC.
- ↑ Corera, Gordon (September 25, 2006). "Iran's gulf of misunderstanding with US". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 15, 2009. สืบค้นเมื่อ May 22, 2010. Permanent Archived Link.
- ↑ Iran mourns America's dead Time
- ↑ Slavin, Barbara (November 19, 2013). "34 Years of Getting to No with Iran". Politico Magazine. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 29, 2014. สืบค้นเมื่อ July 4, 2016.
- ↑ Written, produced and directed by Michael Kirk, produced and reported by Jim Gilmore (March 24–25, 2008). "Bush's War". Frontline. Boston. เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ 8:40. PBS. WGBH. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 11, 2018. Transcript. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "The 9/11 Commission Report" (PDF). Avalon Project. pp. 334–336. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ November 23, 2015.
- ↑ "President Discusses Beginning of Operation Iraqi Freedom". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 31, 2011. สืบค้นเมื่อ October 29, 2011.
- ↑ "US public thinks Saddam had role in 9/11". The Guardian. September 7, 2003. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 21, 2017. สืบค้นเมื่อ March 20, 2017.
- ↑ "Bush: Saddam was not responsible for 9/11". The Guardian. September 12, 2006. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 21, 2017. สืบค้นเมื่อ March 20, 2017.
- ↑ "Statement by the North Atlantic Council". NATO. September 15, 2001. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 25, 2018. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
Article 5: The Parties agree that an armed attack against one or more of them in Europe or North America shall be considered an attack against them all and consequently they agree that, if such an armed attack occurs, each of them, in the exercise of the right of individual or collective self-defence recognised by Article 51 of the Charter of the United Nations, will assist the Party or Parties so attacked by taking forthwith, individually and in concert with the other Parties, such action as it deems necessary, including the use of armed force, to restore and maintain the security of the North Atlantic area. Any such armed attack and all measures taken as a result thereof shall immediately be reported to the Security Council. Such measures shall be terminated when the Security Council has taken the measures necessary to restore and maintain international peace and security.
- ↑ "ABC Conversations with Richard Fidler John Howard Interview Transcript" (PDF). Australian Broadcasting Corporation. September 2011. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ May 10, 2013. สืบค้นเมื่อ January 25, 2013.
- ↑ Bush, George (September 20, 2001). "Text: President Bush Addresses the Nation". The Washington Post. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 13, 2021. สืบค้นเมื่อ July 4, 2015.
- ↑ "National Strategy for Combating Terrorism" (PDF). Central Intelligence Agency. February 2003. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ February 24, 2015. สืบค้นเมื่อ July 4, 2015.
- ↑ "Public Law 107–40—Sept. 18, 2001: Joint Resolution To authorize the use of United States Armed Forces against those responsible for the recent attacks launched against the United States" (PDF). 107th Congress. September 18, 2001. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ December 7, 2018. สืบค้นเมื่อ July 4, 2015.
- ↑ "U.S. Military Operations in the Global War on Terrorism: Afghanistan, Africa, the Philippines, and Colombia" (PDF). Air University (United States Air Force). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ September 23, 2015. สืบค้นเมื่อ July 5, 2015.
- 1 2 Corera, Gordon (July 21, 2011). "Bin Laden's Tora Bora escape, just months after 9/11". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 29, 2022. สืบค้นเมื่อ December 7, 2023.
- ↑ Greenberg, Karen J. (2005). "October 21, 2001 – Interview with Tayseer Alouni". Al Qaeda Now. New York: Cambridge University Press. pp. 192–206. ISBN 978-0-521-85911-0.
- ↑ "The tragic story of 'Dust Lady' and other 9/11 survivors with fatal health problems". The Independent. September 11, 2021. สืบค้นเมื่อ September 27, 2023.
- ↑ Pilkington, Ed (September 21, 2015). "9/11 'Dust Lady' Marcy Borders: depression, rehab, back from the brink – then a final bombshell". The Guardian. ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ September 27, 2023.
- ↑ Gates, Anita (September 11, 2006). "Buildings Rise from Rubble while Health Crumbles". The New York Times. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "What was Found in the Dust". The New York Times. September 5, 2006. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "New York: 9/11 toxins caused death". CNN. May 24, 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 18, 2007. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ DePalma, Anthony (May 13, 2006). "Tracing Lung Ailments That Rose With 9/11 Dust". The New York Times. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Heilprin, John (June 23, 2003). "White House edited EPA's 9/11 reports". Seattle Post-Intelligencer. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Updated Ground Zero Report Examines Failure of Government to Protect Citizens". Sierra Club. 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 11, 2010. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Smith, Stephen (April 28, 2008). "9/11 "Wall of Heroes" To Include Sick Cops". CBS News. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Shukman, David (September 1, 2011). "Toxic dust legacy of 9/11 plagues thousands of people". BBC News. สืบค้นเมื่อ September 11, 2011.
- ↑ Currie, Janet; Schwandt, Hannes (2016). "The 9/11 Dust Cloud and Pregnancy Outcomes: A Reconsideration". Journal of Human Resources. 51 (4): 805–831. doi:10.3368/jhr.51.4.0714-6533R. PMC 5421999. PMID 28496283.
- ↑ Grady, Denise (April 7, 2010). "Lung Function of 9/11 Rescuers Fell, Study Finds". The New York Times. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ DePalma, Anthony (October 18, 2006). "Many Ground Zero Workers Gain Chance at Lawsuits". The New York Times. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Neumeister, Larry (February 2, 2006). "Judge Slams Ex-EPA Chief Over Sept. 11". San Francisco Chronicle. Associated Press. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 24, 2008. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Smith, Ben (September 18, 2006). "Rudy's black cloud. WTC health risks may hurt Prez bid". New York Daily News. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- ↑ "Bloomberg urges passage of 9/11 health bill". CNN. December 20, 2010.
- 1 2 "World Trade Center Health Program FAQ". Centers for Disease Control and Prevention. สืบค้นเมื่อ July 2, 2012.
- ↑ "9/11 Tribute". NYPD. สืบค้นเมื่อ September 19, 2022.แม่แบบ:Title missing
- ↑ "FDNY Adds 37 Names to Memorial Wall for Deaths Related to World Trade Center Illnesses". www1.nyc.gov. September 13, 2022. สืบค้นเมื่อ September 19, 2022.แม่แบบ:Title missing
- ↑ "Port Authority Police-Union Leader: Still Pain for Families of 9/11 Cops (Free Article)". The Chief Leader. สืบค้นเมื่อ September 19, 2022.แม่แบบ:Title missing
- ↑ "Swift action on 9/11 by NYC's Port Authority police saved lives". New York Daily News. สืบค้นเมื่อ September 19, 2022.แม่แบบ:Title missing
- ↑ Makinen, Gail (September 27, 2002). "The Economic Effects of 9/11: A Retrospective Assessment" (PDF). Congressional Research Service, Library of Congress. p. 17. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Barnhart, Bill (September 17, 2001). "Markets reopen, plunge". Chicago Tribune. สืบค้นเมื่อ April 11, 2012.
- ↑ Fernandez, Bob (September 22, 2001). "U.S. Markets Decline Again". KRTBN Knight Ridder Tribune Business News.
- ↑ Dolfman, Michael L.; Wasser, Solidelle F. (2004). "9/11 and the New York City Economy". Monthly Labor Review. 127.
- ↑ "How much did the September 11 terrorist attack cost America?". Institute for the Analysis of Global Security. สืบค้นเมื่อ April 30, 2014.
- ↑ Morgan, Matthew J. (August 4, 2009). The Impact of 9/11 on Politics and War: The Day that Changed Everything?. Palgrave Macmillan. p. 222. ISBN 978-0-230-60763-7.
- 1 2 Makinen, Gail (September 27, 2002). "The Economic Effects of 9/11: A Retrospective Assessment" (PDF). Congressional Research Service, Library of Congress. p. 5. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Hensell, Lesley (December 14, 2001). "Tough Times Loom For Manhattan Commercial Market". Realty Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 14, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Parrott, James (March 8, 2002). "The Employment Impact of the September 11 World Trade Center Attacks: Updated Estimates based on the Benchmarked Employment Data" (PDF). The Fiscal Policy Institute. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ September 11, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Fuerst, Franz (September 7, 2005). "Exogenous Shocks and Real Estate Rental Markets: An Event Study of the 9/11 Attacks and their Impact on the New York Office Market". SSRN 800006.
- ↑ Russell, James S. (November 7, 2004). "Do skyscrapers still make sense? Revived downtowns and new business models spur tall-building innovation". Architectural Record. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 8, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Bhadra, Dipasis; Texter, Pamela (2004). "Airline Networks: An Econometric Framework to Analyze Domestic U.S. Air Travel". United States Department of Transportation. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 30, 2005. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Heath, Thomas (May 3, 2011). "Bin Laden's war against the U.S. economy". The Washington Post.
- ↑ Khimm, Suzy (May 3, 2011). "Osama bin Laden didn't win, but he was 'enormously successful'". The Washington Post.
- 1 2 Bearak, Barry (September 13, 2001). "After The Attacks: The Afghans; Taliban Plead for Mercy to the Miserable in a Land of Nothing". The New York Times.
- ↑ "Horror in Afghanistan". The Economist. September 26, 2001.
- 1 2 "U.S. President Bush's speech to United Nations". CNN. November 10, 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 15, 2006. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- ↑ "Tajikistan: Holed up at the border – Afghanistan". ReliefWeb. September 28, 2001.
- ↑ "Afghan refugee crisis spreads". CNN. September 20, 2001.
- ↑ "Aid shortage adds to Afghan woes". September 22, 2001 – โดยทาง BBC News.
- ↑ "Musharraf 'bullied' into supporting US war on terror". Zee News. December 11, 2009. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Khan, Aamer Ahmed (May 4, 2005). "Pakistan and the 'key al-Qaeda' man". BBC News. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Remarks by President Biden on the Way Forward in Afghanistan". The White House. April 14, 2021. สืบค้นเมื่อ August 16, 2021.
- ↑ Satia, Priya (April 27, 2021). Felsenthal, Edward (บ.ก.). "History's Warning for the U.S. Withdrawal From Afghanistan". Time. New York. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 27, 2021. สืบค้นเมื่อ April 27, 2021.
- ↑ Zucchino, David (October 7, 2021). "The U.S. War in Afghanistan: How It Started, and How It Ended". The New York Times.
- ↑ Carducci, Bernardo J. (February 20, 2009). The Psychology of Personality: Viewpoints, Research, and Applications. Wiley-Blackwell. p. 200. ISBN 978-1-4051-3635-8. สืบค้นเมื่อ January 16, 2012.
- ↑ Quay, Sara; Damico, Amy (September 14, 2010). September 11 in Popular Culture: A Guide. Greenwood. ISBN 978-0-313-35505-9.
- ↑ Norman, Joshua (September 11, 2011). "9/11 conspiracy theories won't stop". CBS News.
- ↑ "After 9/11, Some Run Toward Faith, Some Run The Other Way". HuffPost. August 29, 2011. สืบค้นเมื่อ April 6, 2013.
- ↑ "Faith and Doubt at Ground Zero – The Question of God". PBS Frontline. สืบค้นเมื่อ April 6, 2013.
- ↑ Schmidt, Brad; Winters, Jeffrey (January 1, 2002). "Anxiety After 9/11". Psychology Today. สืบค้นเมื่อ October 11, 2013.
- ↑ Ingraham, Christopher (February 11, 2015). "Anti-Muslim hate crimes are still five times more common today than before 9/11". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ December 20, 2023.
- ↑ "Politycy nie pozwolili śledczym tropić lotów CIA". Rzeczpospolita (ภาษาโปแลนด์). April 17, 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 11, 2015. สืบค้นเมื่อ February 24, 2022.
- ↑ Scobell, Andrew (2004). "Terrorism in the Asia-Pacific: Threat and Response". The Journal of Asian Studies. 63 (4): 1078–1079. doi:10.1017/S0021911804002463. S2CID 163030372.
- ↑ Miko, Francis; Froehlich, Christian (December 27, 2004). "Germany's Role in Fighting Terrorism: Implications for U.S. Policy" (PDF). Federation of American Scientists. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Anti-terrorism Act". CBC News. February 27, 2007. สืบค้นเมื่อ November 12, 2013.
- ↑ "Q and A: Anti-terrorism legislation". BBC News. October 17, 2003. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Coates, Sam (November 10, 2005). "After all the fuss dies down, what really happened". The Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 14, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Terrorism Suppression Act 2002". New Zealand Government. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 19, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Beck, Roger (2004). "20". Modern World History. Holt McDougal. pp. 657–658. ISBN 978-0-618-69012-1.
- ↑ "President Obama's Dragnet". The New York Times. June 6, 2013.
- ↑ "Author of Patriot Act: FBI's FISA Order is Abuse of Patriot Act". June 6, 2013. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 10, 2013.
- ↑ Vine, David; Coffman, Cala; Khoury, Katalina; Lovasz, Madison; Bush, Helen; Leduc, Rachel; Walkup, Jennifer (September 8, 2020). "Creating Refugees: Displacement Caused by the United States' Post-9/11 Wars" (PDF). Watson Institute for International and Public Affairs.
- ↑ Vine, David (September 18, 2020). "US-led wars have displaced 37 m people. America should accept responsibility". The Guardian.
- 1 2 "Latest Figures". Costs of War. สืบค้นเมื่อ September 1, 2021.
- ↑ In Yemen's secret prisons, UAE tortures and US interrogates. Associated Press, 2017.
- ↑ "Twenty Years On: The Legacy of 9/11". Human Rights Watch. September 9, 2021.
- ↑ Whitlock, Craig (November 17, 2005). "Europeans Probe Secret CIA Flights". The Washington Post.
- ↑ "EU to look into 'secret US jails'". BBC News. November 3, 2005.
- ↑ "New CIA Docs Detail Brutal 'Extraordinary Rendition' Process". Huffington Post. August 28, 2009.
- ↑ "'A heavy price': Two decades of war, wariness and the post-9/11 security state". NBC News. September 10, 2021.
- ↑ Stelter, Brian (May 1, 2011). "How the bin Laden Announcement Leaked Out". The New York Times. สืบค้นเมื่อ May 29, 2011.
- ↑ Baker, Peter; Cooper, Helene (May 1, 2011). "Bin Laden Is Dead, President Obama Says". The New York Times. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Shannon, Elaine; Weisskopf, Michael (March 24, 2003). "Khalid Sheikh Mohammed Names Names". Time. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 27, 2019. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Nichols, Michelle (May 8, 2008). "US judge orders CIA to turn over 'torture' memo-ACLU". Reuters. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- ↑ Rosenberg, Carol (July 10, 2023). "Trial Guide: The Sept. 11 Case at Guantánamo Bay". The New York Times.
- ↑ "Key 9/11 suspect 'admits guilt'". BBC News. March 15, 2007. สืบค้นเมื่อ April 10, 2012.
- ↑ Dunleavy, Jerry (January 9, 2023). "9/11 trial delayed again as Biden administration pushes for plea deal with terrorists". Washington Examiner. สืบค้นเมื่อ December 20, 2023.
- ↑ Nagle, Molly; Schulze, Elizabeth; Winsor, Morgan (September 7, 2023). "Biden rejects proposed conditions for plea deal for 9/11 defendants". ABC News. สืบค้นเมื่อ December 20, 2023.
- ↑ Werkhäuser, Nina (October 15, 2018). "Germany deports convicted 9/11 accomplice". Deutsche Welle. สืบค้นเมื่อ December 20, 2023.
- ↑ "Alleged Al Qaeda in Spain chief Abu Dahdah released – Spain". ANSAMed. May 23, 2013. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 24, 2013. สืบค้นเมื่อ December 20, 2023.
- ↑ "Plea deal for accused 9/11 plotters revoked by US defence secretary". France24. August 3, 2024. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 3, 2024. สืบค้นเมื่อ August 3, 2024.
- ↑ "9/11 Investigation (PENTTBOM)". Federal Bureau of Investigation. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 10, 2010. สืบค้นเมื่อ April 11, 2012.
- ↑ "Testimony of Dale L. Watson, Executive Assistant Director, Counterterrorism/Counterintelligence Division, FBI Before the Senate Select Committee on Intelligence". Federal Bureau of Investigation. February 6, 2002. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 10, 2010. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Unraveling 9–11 Was in the Bags". Newsday. February 6, 2009. สืบค้นเมื่อ April 11, 2012.
- ↑ Clarke (2004), pp. 13–14.
- ↑ "FBI Announces List of 19 Hijackers" (Press release). Federal Bureau of Investigation. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Bergen, Peter (2012). Manhunt: The Ten-Year Search for Bin Laden – from 9/11 to Abbottabad. New York: Broadway. pp. 29–30. ISBN 978-0-307-95588-3.
- ↑ Soufan, Ali; Freedman, Daniel (2020). The Black Banners (Declassified): How Torture Derailed the War on Terror after 9/11. New York: W. W. Norton. pp. 317–318. ISBN 978-0-393-54072-7.
- ↑ "The FBI Releases 19 Photographs of Individuals Believed to be the Hijackers of the Four Airliners that Crashed on September 11, 2001" (Press release). Federal Bureau of Investigation. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Johnston, David (September 9, 2003). "Two Years Later: 9/11 Tactics; Official Says Qaeda Recruited Saudi Hijackers to Strain Ties". The New York Times. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Piece by piece, the jigsaw of terror revealed". The Independent. London. September 30, 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 15, 2009. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ 9/11 Commission Report pp. 266–272
- ↑ Cloud, John (October 15, 2001). "The Manhunt Goes Global". Time Magazine. p. 2. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-11-09.
- ↑ Tagliabue, John; Bonner, Raymond (September 29, 2001). "A Nation challenged: German Intelligence; German Data Led U.S. to Search For More Suicide Hijacker Teams". The New York Times. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ 9/11 Commission Report pp. 276–277
- ↑ "The proof they did not reveal". Sunday Times. October 7, 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 16, 2001.
- ↑ "Crime in the United States 2001, Section V" (PDF). Federal Bureau of Investigation. October 28, 2002. สืบค้นเมื่อ April 13, 2023.
- ↑ "Crime in the United States 2001" (PDF). Federal Bureau of Investigation. October 28, 2002. p. 2. สืบค้นเมื่อ September 12, 2018.
- ↑ Hanrahan, Mark (September 8, 2011). "Henryk Siwiak, Shot To Death On September 11th: Case Remains Unsolved". Huffington Post. สืบค้นเมื่อ September 6, 2016.
- 1 2 "Ex-CIA Inspector General on Interrogation Report: 'The Agency Went over Bounds and Outside the Rules'". Der Spiegel. August 31, 2009. สืบค้นเมื่อ February 3, 2021.
- ↑ "Deep Background". American Conservative. April 1, 2005. สืบค้นเมื่อ April 11, 2012.
- ↑ Shrader, Katherine (May 17, 2007). "Senators Want CIA to Release 9/11 Report". San Francisco Chronicle. Associated Press. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 17, 2007. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Press Release of Intelligence Committee เก็บถาวร ธันวาคม 27, 2006 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Senate and House Intelligence Committees Announce Joint Inquiry into the September 11 Terrorist Attacks, February 14, 2002.
- ↑ "Congressional Reports: Joint Inquiry into Intelligence Community Activities before and after the Terrorist Attacks of September 11, 2001". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 7, 2010. สืบค้นเมื่อ August 10, 2010.
- 1 2 3 Theoharis, Athan G., บ.ก. (2006). The Central Intelligence Agency: Security Under Scrutiny. Greenwood. pp. 222–224. ISBN 0-313-33282-7.
- ↑ Watkins, Ali (August 12, 2013). "Senate intelligence panel could seek to declassify documents; it just doesn't". McClatchy Washington Bureau. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 3, 2014.
- ↑ Improving Intelligence, PBS interview with Sen. Bob Graham, December 11, 2002.
- ↑ Mondics, Chris (March 31, 2014). "Struggling to detail alleged Saudi role in 9/11 attacks". Philadelphia Inquirer. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 7, 2014.
- ↑ April 10, 2014 Letter to Barack Obama เก็บถาวร กันยายน 7, 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, signed by Representatives Walter B. Jones Jr. and Stephen Lynch.
- ↑ Tapper, Jake (September 8, 2014). "Why hasn't Obama kept a promise to declassify 28 pages of a report about 9/11?". CNN. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 3, 2021. สืบค้นเมื่อ September 12, 2014.
- ↑ Wright, Lawrence (September 9, 2014). "The Twenty-Eight Pages". The New Yorker. สืบค้นเมื่อ August 30, 2019.
- ↑ McKirdy, Euan (June 14, 2016). "CIA chief: Missing report pages exonerate Saudi Arabia in 9/11 attacks". CNN.
- ↑ "Why Obama doesn't want 9/11 families suing Saudi Arabia". USA Today. September 23, 2016.
- ↑ "Saudi Arabia threatens to pull $750B from U.S. economy if Congress allows them to be sued for 9/11 terror attacks". Daily News (New York). April 16, 2016.
- ↑ "Mayor de Blasio joins Democrats in calling on President Obama to go after Saudi Arabia on 9/11 ties". Daily News (New York). April 19, 2016.
- ↑ "Investigating Sept. 11". NewsHour. PBS. November 27, 2002. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 20, 2009. สืบค้นเมื่อ January 21, 2009.
- ↑ "Kissinger resigns as head of 9/11 commission". CNN. December 13, 2002. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 27, 2006. สืบค้นเมื่อ August 7, 2006.
- ↑ "Mitchell quits 9/11 probe". CNN. December 10, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 20, 2009. สืบค้นเมื่อ January 21, 2009.
- ↑ "Bush taps ex-New Jersey governor for 9/11 panel". CNN. December 16, 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 20, 2009. สืบค้นเมื่อ January 21, 2009.
- ↑ "Thomas H. Kean". National Commission on Terrorist Attacks Upon the United States. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "The 9/11 Commission Report" (PDF). July 22, 2004. สืบค้นเมื่อ August 23, 2024.
- ↑ "Foresight-and Hindsight". National Commission on Terrorist Attacks Upon the United States. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Bennett, Brian (August 30, 2011). "Post-9/11 assessment sees major security gaps". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "NIST's World Trade Center Investigation" (Press release). National Institute of Standards and Technology. September 8, 2006. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- 1 2 "NIST WTC 7 Investigation Finds Building Fires Caused Collapse" (Press release). The National Institute of Standards and Technology. August 21, 2008. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Executive Summary". Final Report on the Collapse of the World Trade Center Towers. National Construction Safety Team, National Institute of Standards and Technology, United States Department of Commerce. September 2005. สืบค้นเมื่อ April 10, 2011.
- ↑ Irfanoglu, A.; Hoffmann, C. M. (2008). "Engineering Perspective of the Collapse of WTC-I". Journal of Performance of Constructed Facilities. 22: 62. doi:10.1061/(ASCE)0887-3828(2008)22:1(62).
As the aircraft debris went through several stories in the tower, much of the thermal insulation on the core columns would have been scoured off. Under such conditions, the ensuing fire would be sufficient to cause instability and initiate collapse. From an engineering perspective, impact damage to the core structure had a negligible effect on the critical thermal load required to initiate collapse in the core structure.
- ↑ Tally, Steve (June 12, 2007). "Purdue creates scientifically based animation of 9/11 attack". Purdue News Service. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 31, 2018. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
The aircraft moved through the building as if it were a hot and fast lava flow", Sozen says. "Consequently, much of the fireproofing insulation was ripped off the structure. Even if all of the columns and girders had survived the impact – an unlikely event – the structure would fail as the result of a buckling of the columns. The heat from an ordinary office fire would suffice to soften and weaken the unprotected steel. Evaluation of the effects of the fire on the core column structure, with the insulation removed by the impact, showed that collapse would follow whatever the number of columns cut at the time of the impact.
- ↑ Sigmund, Pete (September 25, 2002). "Building a Terror-Proof Skyscraper: Experts Debate Feasibility, Options". สืบค้นเมื่อ April 11, 2012.
- ↑ "Translating WTC Recommendations into Model Building Codes". National Institute of Standards and Technology. October 25, 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 10, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Saudi diplomats 'links to 9/11 attackers'". The Week. April 20, 2016.
- ↑ "US to reveal Saudi official allegedly tied to 9/11 attackers". Al Jazeera. September 13, 2019.
- ↑ Riechmann, Deb (July 2, 2016). "File 17 Is Glimpse Into Still-Secret 28 Pages About 9/11". AP News.
- ↑ "CIA and Saudi Arabia Conspired to Keep 9/11 Details Secret, New Book Says". Newsweek. August 28, 2018.
- 1 2 Stempel, Jonathan (March 28, 2018). "Saudi Arabia must face U.S. lawsuits over Sept. 11 attacks". Reuters. สืบค้นเมื่อ November 22, 2018.
- ↑ Horsley, Scott; Chang, Alisa (September 28, 2016). "Senate Votes To Override Obama's Veto On Sept. 11 Lawsuit Bill". NPR.
- ↑ "S.2040 – Justice Against Sponsors of Terrorism Act". U.S. Congress. สืบค้นเมื่อ May 20, 2016.
- ↑ Herridge, Catherine (April 27, 2022). "Newly released video shows 9/11 hijackers with alleged Saudi intelligence operative". CBS News.
- ↑ Taylor, Tess (September 26, 2001). "Rebuilding in New York". Architecture Week. No. 68. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 11, 2011. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Ceremony closes 'Ground Zero' cleanup". CNN. May 30, 2002. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 1, 2008. สืบค้นเมื่อ November 24, 2013.
- ↑ Oglesby, Christy (September 11, 2002). "Phoenix rises: Pentagon honors 'hard-hat patriots'". CNN. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 18, 2004. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- ↑ Bagli, Charles V. (September 22, 2006). "An Agreement Is Formalized on Rebuilding at Ground Zero". The New York Times. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Badia, Erik; Sit, Ryan (May 10, 2013). "One World Trade Center gets spire, bringing it to its full 1,776-foot height". New York Daily News website. สืบค้นเมื่อ January 12, 2015.
- 1 2 Moore, Jack (November 3, 2014). "World Trade Center Re-opens as Tallest Building in America". One World Trade Center. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 4, 2015. สืบค้นเมื่อ September 11, 2015.
- ↑ Iyengar, Rishi (November 3, 2014). "One World Trade Center Opens Its Doors". Time. สืบค้นเมื่อ January 12, 2015.
- ↑ Smith, Aaron (November 3, 2014). "One World Trade Center opens today". CNN. สืบค้นเมื่อ November 4, 2014.
- ↑ "Lower Manhattan: Current Construction". Lower Manhattan Construction Command Center. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 14, 2011. สืบค้นเมื่อ September 8, 2011.
- ↑ "NYC's World Trade Tower Opens 40% Empty in Revival". Bloomberg.com. November 12, 2013. สืบค้นเมื่อ October 5, 2015.
- ↑ "New World Trade Center to open after years of delays". USA Today. June 10, 2018. สืบค้นเมื่อ June 11, 2018.
- ↑ "Saint Nicholas Greek Orthodox Church officially reopens to public after being destroyed on 9/11". CBS News. December 6, 2022. สืบค้นเมื่อ December 7, 2022.
- ↑ Pareles, Jon (September 18, 2023). "Perelman Arts Center Opens in New York and Welcomes the World". The New York Times. ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ September 27, 2023.
- ↑ Dunlap, David W. (June 11, 2008). "Late Delivery of the 2 World Trade Center Site". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 6, 2013. สืบค้นเมื่อ April 24, 2014.
- ↑ Sayej, Nadja (October 27, 2022). "The Latest Developments on 2 World Trade". Lev. สืบค้นเมื่อ September 27, 2023.
- ↑ Rahmanan, Anna (September 16, 2024). "See models of the new World Trade Center buildings that will soon be erected". Time Out New York. สืบค้นเมื่อ September 30, 2024.
- ↑ "Silverstein Properties Unveils Scale Models of 2 and 5 World Trade Center Skyscrapers in Financial District, Manhattan". New York YIMBY. September 16, 2024. สืบค้นเมื่อ September 30, 2024.
- ↑ Sigmund, Pete. "Crews Assist Rescuers in Massive WTC Search". Construction Equipment Guide. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ National Day of Prayer and Remembrance for the Victims Of the Terrorist Attacks on September 11, 2001 เก็บถาวร กันยายน 6, 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน A Proclamation by the President of the United States of America
- ↑ "Tribute in light to New York victims". BBC News. March 6, 2002. สืบค้นเมื่อ April 1, 2012.
- ↑ "About the World Trade Center Site Memorial Competition". World Trade Center Site Memorial Competition. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 15, 2018. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "WTC Memorial Construction Begins". CBS News. Associated Press. March 6, 2006. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "A Place of Remembrance". National Geographic. 2011. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 5, 2014. สืบค้นเมื่อ November 5, 2014.
- ↑ "National September 11 Memorial Museum opens". WNYW. May 21, 2014. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 21, 2014. สืบค้นเมื่อ May 21, 2014.
- ↑ Otterman, Sharon (November 29, 2017). "Battered and Scarred, 'Sphere' Returns to 9/11 Site". The New York Times. สืบค้นเมื่อ August 23, 2021.
- ↑ Miroff, Nick (September 11, 2008). "Creating a Place Like No Other". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Miroff, Nick (September 12, 2008). "A Long-Awaited Opening, Bringing Closure to Many". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Dwyer, Timothy (May 26, 2007). "Pentagon Memorial Progress Is Step Forward for Families". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "DefenseLINK News Photos – Pentagon's America's Heroes Memorial". Department of Defense. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 30, 2009. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ "Flight 93 National Memorial – Sources and Detailed Information". National Park Service. n.d. สืบค้นเมื่อ January 31, 2017.
13. When will the Memorial be finished?
- 1 2 "Flight 93 National Memorial – Frequently Asked Questions (FAQs)" (PDF). National Park Service. May 2013. pp. 22–23. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ July 15, 2013. สืบค้นเมื่อ January 31, 2017.
- ↑ "A Long Road to a Place of Peace for Flight 93 Families". The New York Times. September 9, 2015. สืบค้นเมื่อ September 9, 2015.
- ↑ Nephin, Dan (August 24, 2008). "Steel cross goes up near flight's 9/11 Pa. crash site". Associated Press. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 21, 2011. สืบค้นเมื่อ September 5, 2011.
- ↑ Gaskell, Stephanie (August 25, 2008). "Pa. site of 9/11 crash gets WTC beam". New York Daily News. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Fessenden, Ford (November 18, 2002). "9/11; After the World Gave: Where $2 Billion in Kindness Ended Up". The New York Times. สืบค้นเมื่อ September 4, 2011.
- ↑ Newman, Andy (September 11, 2010). "At a Memorial Ceremony, Loss and Tension". The New York Times.
- ↑ "Biden will observe 9/11 in Alaska instead of the traditional NYC, Virginia or Pennsylvania events". AP News. August 28, 2023. สืบค้นเมื่อ September 23, 2023.
- ↑ Judd, Donald (September 11, 2023). "Biden marks 9/11 in Alaska, calls on Americans 'to protect our democracy'". CNN. สืบค้นเมื่อ September 23, 2023.
- ↑ Hutzler, Alexandra (September 11, 2023). "Biden criticized for marking 9/11 anniversary in Alaska". ABC News. สืบค้นเมื่อ September 23, 2023.
บรรณานุกรม
[แก้]- "'We Have Some Planes': Inside the Four Flights" (PDF). 9/11 Commission Report (Report). National Commission on Terrorist Attacks Upon the United States. 2004. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Alavosius, Mark P.; Rodriquez, Nischal J. (2005). "Unity of Purpose/Unity of effort: Private-Sector Preparedness in Times of Terror". Disaster Prevention and Management. 14 (5): 666. Bibcode:2005DisPM..14..666A. doi:10.1108/09653560510634098.
- "American Airlines Flight 77 FDR Report" (PDF). National Transportation Safety Board. January 31, 2002. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- Averill, Jason D. (2005). Final Reports of the Federal Building and Fire Investigation of the World Trade Center Disaster (PDF) (Report). National Institute of Standards and Technology (NIST). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ May 9, 2009. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- Bergen, Peter L. (2001). Holy War, Inc.: Inside the Secret World of Osama Bin Laden. Simon & Schuster. ISBN 978-0-7432-3467-2. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Bergen, Peter (2006). The Osama Bin Laden I Know: An Oral History of Al Qaeda's Leader. Simon & Schuster. ISBN 978-0-7432-9592-5. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Berner, Brad (2007). The World According to Al Qaeda. Peacock. ISBN 978-81-248-0114-7. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Bodnar, John. Divided by Terror: American Patriotism after 9/11 (University of North Carolina Press, 2021)
- Clarke, Richard (2004). Against All Enemies: Inside America's War on Terror. New York: Free Press. ISBN 978-0-7432-6024-4.
- Dwyer, Jim; Flynn, Kevin (2005). 102 Minutes. Times. ISBN 978-0-8050-7682-0. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Final Report on the Collapse of World Trade Center Building 7 (Report). National Institute of Standards and Technology. November 2008. สืบค้นเมื่อ April 11, 2012.
- "Flight Path Study – American Airlines Flight 77" (PDF). National Transportation Safety Board. February 19, 2002. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- Fouda, Yosri; Fielding, Nick (2004). Masterminds of Terror: The Truth Behind the Most Devastating Terrorist Attack the World Has Ever Seen. Arcade. ISBN 978-1-55970-717-6. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Goldberg, Alfred; และคณะ (2007). Pentagon 9/11. Washington, D.C.: Government Printing Office. ISBN 978-0-16-078328-9. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Graff, Garrett M. (2019). The Only Plane in the Sky: An Oral History of 9/11. New York: Avid Reader. ISBN 978-1-5011-8220-4.
- Gunaratna, Ronan (2002). Inside Al Qaeda: global network of terror. Columbia University Press. ISBN 978-0-231-12692-2.
- Holmes, Stephen (2006). "Al Qaeda, September 11, 2001". ใน Gambetta, Diego (บ.ก.). Making sense of suicide missions. Oxford University Press. ISBN 978-0-19-929797-9. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Ibrahim, Raymond; bin Laden, Osama (2007). The Al Qaeda reader. Random House. ISBN 978-0-385-51655-6. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Javorsek, Daniel II; Rose, John; Marshall, Christopher; Leitner, Peter (August 5, 2015). "A Formal Risk-Effectiveness Analysis Proposal for the Compartmentalized Intelligence Security Structure". International Journal of Intelligence and CounterIntelligence. 28 (4): 734–761. doi:10.1080/08850607.2015.1051830. S2CID 152911592.
- Jessee, Devin (2006). "Tactical Means, Strategic Ends: Al Qaeda's Use of Denial and Deception" (PDF). International Journal of Intelligence and CounterIntelligence. 18 (3): 367–388. doi:10.1080/09546550600751941. S2CID 144349098. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ November 21, 2021. สืบค้นเมื่อ March 23, 2016.
- Kelley, Christopher (2006). Executing the Constitution: putting the president back into the Constitution. SUNY Press. ISBN 978-0-7914-6727-5. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Keppel, Gilles; Milelli, Jean-Pierre; Ghazaleh, Pascale (2008). Al Qaeda in its own words. Harvard University Press. ISBN 978-0-674-02804-3. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Lawrence, Bruce (2005). Messages to the world: the statements of Osama Bin Laden. Verso. ISBN 978-1-84467-045-1. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
- Martin, Gus (2011). The SAGE Encyclopedia of Terrorism, Second Edition. Sage. ISBN 978-1-4129-8017-3. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- McDermott, Terry (2005). Perfect Soldiers: The 9/11 Hijackers. HarperCollins. pp. 191–192. ISBN 978-0-06-058470-2.
- "McKinsey Report". FDNY / McKinsey & Company. August 9, 2002. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 3, 2010. สืบค้นเมื่อ September 25, 2011.
- Mearsheimer, John J. (2007). The Israel Lobby and U.S. Foreign Policy. Macmillan. ISBN 978-0-374-17772-0.
- Murdico, Suzanne (2003). Osama Bin Laden. Rosen. ISBN 978-0-8239-4467-5.
- "The Pentagon Building Performance Report" (PDF). American Society of Civil Engineers (ASCE). January 2003. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ July 21, 2011. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- Summers, Anthony; Swan, Robbyn (2011). The Eleventh Day: The Full Story of 9/11 and Osama Bin Laden. New York: Ballantine. ISBN 978-1-4000-6659-9. สืบค้นเมื่อ March 18, 2016.
- Sunder, Shyam S. (September 2005). Final Report on the Collapse of the World Trade Center Towers. National Institute of Standards and Technology. NIST NCSTAR 1. สืบค้นเมื่อ September 11, 2024.
- "World Trade Center Building Performance Study – Bankers Trust Building" (PDF). Federal Emergency Management Agency. May 2002. สืบค้นเมื่อ July 12, 2007.
- "World Trade Center Building Performance Study – Peripheral Buildings" (PDF). Federal Emergency Management Agency. May 2002. สืบค้นเมื่อ September 3, 2011.
- "World Trade Center Building Performance Study" (PDF). Federal Emergency Management Agency. 2002. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011.
- Wright, Lawrence (2006). The Looming Tower: Al-Qaeda and the Road to 9/11. New York: Alfred A. Knopf. ISBN 978-0-375-41486-2.
- Yitzhak, Ronen (Summer 2016). "The War Against Terrorism and For Stability of the Hashemite Regime: Jordanian Intelligence Challenges in the 21st Century". International Journal of Intelligence and CounterIntelligence. 29 (2): 213–235. doi:10.1080/08850607.2016.1121038. S2CID 155138286.
อ่านเพิ่ม
[แก้]- 9/11 Commission Report. National Commission on Terrorist Attacks. July 30, 2010. ISBN 978-1-61640-219-8.
- Atkins, Stephen E. (2011). The 9/11 Encyclopedia. ABC-CLIO. ISBN 978-1-59884-921-9.
- Bolton, M. Kent (2006). U.S. National Security and Foreign Policymaking After 9/11: Present at the Re-creation. Rowman & Littlefield. ISBN 978-0-7425-5900-4.
- Caraley, Demetrios (2002). September 11, terrorist attacks, and U.S. foreign policy. Academy of Political Science. ISBN 978-1-884853-01-2.
- Chernick, Howard (2005). Resilient city: the economic impact of 9/11. Russell Sage Foundation. ISBN 978-0-87154-170-3.
- Damico, Amy M.; Quay, Sara E. (2010). September 11 in Popular Culture: A Guide. Greenwood. ISBN 978-0-313-35505-9.
- Hampton, Wilborn (2003). September 11, 2001: attack on New York City. Candlewick. ISBN 978-0-7636-1949-7.
- Langley, Andrew (2006). September 11: Attack on America. Compass Point. ISBN 978-0-7565-1620-8.
- Neria, Yuval; Gross, Raz; Marshall, Randall D.; Susser, Ezra S. (2006). 9/11: mental health in the wake of terrorist attacks. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-83191-8.
- Ryan, Allan A. (2015). The 9/11 Terror Cases: Constitutional Challenges in the War against Al Qaeda. University Press of Kansas. ISBN 978-0-7006-2132-3.
- Strasser, Steven; Whitney, Craig R. (2004). The 9/11 investigations: staff reports of the 9/11 Commission: excerpts from the House-Senate joint inquiry report on 9/11: testimony from fourteen key witnesses, including Richard Clarke, George Tenet, and Condoleezza Rice. PublicAffairs. ISBN 978-1-58648-279-4.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- National Commission on Terrorist Attacks Upon the United States official commission website
- 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เอกสารโครงการ จากห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา
- 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เว็บจดหมายเหตุ จากห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา, มิเนอร์วา
- หนังสือ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 จากหอจดหมายเหตุความมั่นคงแห่งชาติ
- September 11 Digital Archive: Saving the Histories of September 11, 2001 จาก Center for History and New Media and the American Social History Project/Center for Media and Learning
- วินาศกรรม 11 กันยายน ที่เว็บไซต์ Curlie
- DoD: Khalid Sheikh Mohammed Verbatim Transcript of Combatant Status Review Tribunal Hearing for ISN 10024, From WikiSource
- Sept. 11 Co-Conspirators จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา on Military Commissions including case documents on Khalid Sheikh Mohammed et al.
- รายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 11 กันยายน พ.ศ. 2544
- บทความวิกิพีเดียที่ต้องการอ้างอิงหมายเลขหน้าตั้งแต่กันยายน 2023
- บทความวิกิพีเดียที่ต้องการอ้างอิงหมายเลขหน้าตั้งแต่กันยายน 2020
- บทความทั้งหมดที่ต้องการคำอธิบายสำหรับเนื้อหาบางแห่ง
- บทความที่ต้องการคำอธิบายสำหรับเนื้อหาบางแห่งตั้งแต่พฤษภาคม 2020
- บทความที่ขาดแหล่งอ้างอิงเฉพาะส่วนตั้งแต่พฤศจิกายน 2022
- การก่อการร้ายในสหรัฐ
- การก่อการร้ายใน พ.ศ. 2544
- วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544
- จอร์จ ดับเบิลยู. บุช