นิวแคลิโดเนีย
นิวแคลิโดเนีย | |
|---|---|
| คำขวัญ: "Terre de parole, terre de partage" Land of speech, land of sharing | |
| เพลงชาติ: "La Marseillaise" "Soyons unis, devenons frères"[nb 1] Let us unite, let us become brothers | |
ที่ตั้งของนิวแคลิโดเนีย | |
| รัฐอธิปไตย | |
| ผนวกโดยฝรั่งเศส | 24 กันยายน ค.ศ. 1853 |
| ดินแดนโพ้นทะเล | ค.ศ. 1946 |
| ข้อตกลงนูเมอา | 5 พฤษภาคม 1998 |
| เมืองหลวง และเมืองใหญ่สุด | นูเมอา 22°16′S 166°28′E / 22.267°S 166.467°E |
| ภาษาราชการ | ฝรั่งเศส |
| ภาษาพื้นเมือง | |
| ภาษาต่างชาติ | อังกฤษ[a] |
| กลุ่มชาติพันธุ์ (2019[1]) |
|
| เดมะนิม |
|
| การปกครอง | Devolved parliamentary dependency |
| แอมานุแอล มาครง | |
| Jacques Billant | |
| Alcide Ponga | |
| Veylma Falaeo | |
| สภานิติบัญญัติ | รัฐสภา |
| รัฐสภาฝรั่งเศส | |
• วุฒิสภา | วุฒิสมาชิก 2 คน (จาก 348 คน) |
| 2 ที่นั่ง (จาก 577 ที่นั่ง) | |
| พื้นที่ | |
• รวม | 18,575[2] ตารางกิโลเมตร (7,172 ตารางไมล์) |
• Land | 18,275 ตารางกิโลเมตร (7,056 ตารางไมล์) |
• แหล่งน้ำ (%) | 1.6 |
| ความสูงจุดสูงสุด | 1,628 เมตร (5,341 ฟุต) |
| ประชากร | |
• สำมะโนประชากรปี เมษายน 2025 | 264,596[3] (ที่ 184) |
• ความหนาแน่น | 14.5 ต่อตารางกิโลเมตร (37.6 ต่อตารางไมล์) (ที่ 200) |
| จีดีพี (ราคาตลาด) | ประมาณ 2019 |
• รวม | 9.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] |
• ต่อหัว | US$34,939[4] |
| สกุลเงิน | CFP franc (₣) (XPF) |
| เขตเวลา | UTC+11:00 |
| ฝั่งคนขับ | ขวามือ |
| รหัสโทรศัพท์ | +687 |
| รหัส ISO 3166 | |
| โดเมนบนสุด | .nc |
นิวแคลิโดเนีย[nb 2] เคยเป็น "อาณานิคมพิเศษ (sui generis collectivity)" (ในทางปฏิบัติ ดินแดนโพ้นทะเล) ของประเทศฝรั่งเศส ประกอบด้วยเกาะหลัก เกาะกร็องด์แตร์ (Grande Terre) และเกาะเล็ก ๆ อื่น ๆ ตั้งอยู่ในภูมิภาคเมลานีเซียในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกเฉียงใต้
นิวแคลิโดเนียมีเนื้อที่ 18,575.5 ตารางกิโลเมตร มีขนาดเป็นครึ่งหนึ่งของเกาะไต้หวัน ประชากรที่สำรวจได้เมื่อพ.ศ. 2547 มีอยู่ 230,789 คน มีรหัสประเทศโดเมนระดับบนสุดในอินเทอร์เน็ต ว่า .nc เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของนิวแคลิโดเนียคือ นูเมอา (Nouméa) หน่วยเงินคือ ฟรังก์ซีเอฟพี
ตั้งแต่พ.ศ. 2529 คณะกรรมการของสหประชาชาติว่าด้วยการยกเลิกอาณานิคม (UN Committee on Decolonization) ได้รวมนิวแคลิโดเนียไว้ในรายชื่อดินแดนที่ไม่ปกครองตนเองของสหประชาชาติ (United Nations list of Non-Self-Governing Territories) ซึ่งนิวแคลิโดเนียจะตัดสินว่าจะยังคงอยู่กับสาธารณรัฐฝรั่งเศสหรือแยกเป็นเอกราชด้วยประชามติ หลังจากปี พ.ศ. 2557 โดยได้มีการจัดการลงประชามติเอกราชนิวแคลิโดเนียครั้งแรกขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 และผลของการลงประชามติในครั้งนี้ออกมาว่าเสียงส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 56.4 ของผู้มาใช้สิทธิ์ ไม่เห็นชอบต่อการประกาศเอกราช ซึ่งหมายความว่าต้องการให้นิวแคลิโดเนียยังคงอยู่กับฝรั่งเศสต่อไป
เมืองหลวงนูเมอา เป็นที่ตั้งของสำนักงานเลขาธิการประชาคมแปซิฟิก (Secretariat of the Pacific Community) เดิมคือคณะกรรมาธิการแปซิฟิกใต้ (South Pacific Commission) ซึ่งเป็นองค์กรภูมิภาคนี้
ประวัติศาสตร์
[แก้]นิวแคลิโดเนียเคยเป็นส่วนหนึ่งของทวีปซีแลนเดีย ซึ่งแยกตัวออกจากมหาทวีปกอนด์วานา และจมลงสู่ใต้ระดับน้ำทะเลเมื่อประมาณ 79 ถึง 83 ล้านปีก่อน[5] ร่องรอยที่เก่าแก่ที่สุดของการปรากฏตัวของมนุษย์ในนิวแคลิโดเนียมีอายุย้อนไปถึงยุคที่วัฒนธรรมแลปิตา แผ่อิทธิพลอย่างกว้างขวางในภูมิภาคแปซิฟิก ประมาณ 1,600–500 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 1,300–200 ปีก่อนคริสตกาล[6] ชาวแลปิตาเป็นนักเดินเรือและนักกสิกรรมผู้มีทักษะขั้นสูง[7] การตั้งถิ่นฐานในยุคแรกเริ่มกระจุกตัวอยู่บริเวณชายฝั่ง โดยอยู่ในช่วงเวลาระหว่างประมาณ 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 200[6]

เจมส์ คุก นักสำรวจชาวบริเตน เป็นหนึ่งในชาวยุโรปกลุ่มแรกที่ค้นพบนิวแคลิโดเนีย เมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1774 ระหว่างการเดินเรือสำรวจครั้งที่สองของเขา[8] เขาได้ขนานนามดินแดนแห่งนี้ว่า "นิวแคลิโดเนีย" เนื่องจากทัศนียภาพทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะทำให้เขารำลึกถึงสกอตแลนด์[8] ชายฝั่งตะวันตกของเกาะกร็องด์แตร์ ถูกสำรวจโดยกงต์ เดอ ลาเปรูซ ในปี ค.ศ. 1788 เพียงไม่นานก่อนที่เขาจะหายสาบสูญไป ส่วนหมู่เกาะลอยัลตี มีผู้เดินทางไปเยือนเป็นครั้งแรกระหว่างปี ค.ศ. 1793 ถึง 1796 โดยวิลเลียม เรเวน นักล่าวาฬชาวอังกฤษ ได้ทำการสำรวจและจัดทำแผนที่เกาะมาเร (Mare) เกาะลิฟู (Lifou) เกาะติกา (Tiga) และเกาะอูเวอา (Ouvea)[9] ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1793 เรเวนได้พบกับเกาะแห่งหนึ่งซึ่งในขณะนั้นมีชื่อว่า บริทาเนีย (Britania) หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ เกาะมาเร (หมู่เกาะลอยัลตี)[10] ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1796 ถึง 1840 มีบันทึกการติดต่อกับหมู่เกาะแห่งนี้เพียงประปราย โดยมีบันทึกของนักล่าวาฬชาวอเมริกันประมาณ 50 ลำที่เดินทางเข้ามาในภูมิภาคนี้ (เกาะกร็องด์แตร์, หมู่เกาะลอยัลตี, เกาะวอลโพล และเกาะฮันเตอร์) ระหว่างปี ค.ศ. 1793 ถึง 1887[10][11] การติดต่อกับเรือที่แวะเวียนมาเริ่มมีความถี่มากขึ้นหลังปี ค.ศ. 1840 เนื่องจากความสนใจในไม้จันทน์หอม[6]
เมื่อการค้าไม้จันทน์หอมซบเซาลง ธุรกิจรูปแบบใหม่จึงเข้ามาแทนที่ นั่นคือ "แบล็กเบิร์ดดิง" ซึ่งเป็นคำเลี่ยงที่ใช้เรียกการกวาดต้อนชาวเมลานีเซียหรือชาวเกาะแปซิฟิกตะวันตกจากนิวแคลิโดเนีย, หมู่เกาะลอยัลตี, นิวเฮบริดีส, นิวกินี และหมู่เกาะโซโลมอน ไปเป็นทาส แรงงานขัดหนี้ หรือแรงงานบังคับในไร่อ้อยที่ประเทศฟิจิและรัฐควีนส์แลนด์ โดยอาศัยกลฉ้อฉลและกลอุบายหลอกลวงประการต่าง ๆ[12] ขบวนการแบล็กเบิร์ดดิงดำเนินการโดยทั้งพ่อค้าชาวฝรั่งเศสและออสเตรเลีย แต่ในกรณีของนิวแคลิโดเนีย การค้าแรงงานในช่วงทศวรรษแรก ๆ ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 มักเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวเด็กจากหมู่เกาะลอยัลตีไปยังเกาะกร็องด์แตร์เพื่อนำไปเป็นแรงงานบังคับในพื้นที่ปลูกพืชผลทางการเกษตร ประสบการณ์หลักของนิวแคลิโดเนียที่เกี่ยวข้องกับขบวนการแบล็กเบิร์ดดิงนั้นวนเวียนอยู่กับการค้าแรงงานจากนิวเฮบริดีส (ปัจจุบันคือประเทศวานูอาตู) มายังเกาะกร็องด์แตร์ เพื่อใช้เป็นแรงงานในภาคเกษตรกรรม เหมืองแร่ ตลอดจนใช้เป็นผู้คุมนักโทษและแรงงานในงานสาธารณูปโภคบางประเภท ในช่วงปีแรก ๆ ของการค้าแรงงาน มีการใช้วิธีบีบบังคับเพื่อล่อลวงชาวเกาะเมลานีเซียขึ้นเรือ ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาระบบแรงงานขัดหนี้ขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับการค้าทาสของฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นระหว่างอาณานิคมเมลานีเซียอย่างนิวเฮบริดีสและนิวแคลิโดเนีย กลับมีการบังคับใช้กฎระเบียบควบคุมเพียงน้อยนิด สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างจากพัฒนาการที่เกิดขึ้นในยุคเดียวกันของออสเตรเลีย ซึ่งมีการตรากฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาการละเมิดสิทธิจากขบวนการแบล็กเบิร์ดดิงและกลยุทธ์ "การเกณฑ์แรงงาน" ตามแนวชายฝั่ง[ต้องการอ้างอิง]
มิชชันนารีกลุ่มแรกจากสมาคมมิชชันนารีแห่งลอนดอน และคณะภราดามาริสต์ เดินทางมาถึงในช่วงทศวรรษที่ 1840[13] ในปี ค.ศ. 1849 ลูกเรือของเรือคัตเตอร์ ซึ่งเป็นเรือของอเมริกา ถูกชนเผ่าปูมา สังหารและนำเนื้อมารับประทาน[14] ประเพณีมนุษยโภชนา (Human cannibalism) หรือการกินเนื้อมนุษย์นั้นเคยเป็นสิ่งที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางทั่วนิวแคลิโดเนีย[15]
การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส
[แก้]เมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1853 พลเรือเอก แฟฟวรีเย เดปวงต์ (Febvrier Despointes) ได้เข้ายึดครองนิวแคลิโดเนียอย่างเป็นทางการ ภายใต้พระบรมราชโองการของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 จากนั้น นาวาเอก หลุยส์-มารี-ฟร็องซัว ตาร์ดี เดอ มงทราแวล (Louis-Marie-François Tardy de Montravel) ได้สถาปนาเมืองปอร์-เดอ-ฟร็องส์ หรือนูเมอา ในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1854[8] ในช่วงหลายปีต่อมา กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานอิสระจำนวนหลายสิบคนได้เข้ามาตั้งรกรากบริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะ[8] นิวแคลิโดเนียถูกเปลี่ยนสถานะเป็นนิคมทัณฑสถานในปี ค.ศ. 1864 โดยตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1860 จนถึงการสิ้นสุดการเนรเทศนักโทษในปี ค.ศ. 1897 ประเทศฝรั่งเศสได้ส่งอาชญากรและนักโทษทางการเมืองราว 22,000 คนมายังดินแดนแห่งนี้ วารสาร Bulletin de la Société générale des prisons ประจำปี ค.ศ. 1888 ระบุว่า ณ วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1888 มีนักโทษอยู่บนเกาะจำนวน 10,428 คน (รวมถึงผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว 2,329 คน) ซึ่งนับเป็นจำนวนนักโทษที่สูงที่สุดอย่างทิ้งห่างเมื่อเทียบกับทัณฑสถานโพ้นทะเลแห่งอื่นๆ ของฝรั่งเศส[nb 3] ในบรรดานักโทษเหล่านี้ประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มคอมมูนาร์ด จำนวนมากที่ถูกจับกุมหลังจากการลุกฮือที่ล้มเหลวของกลุ่มคอมมูนปารีสในปี ค.ศ. 1871 ซึ่งรวมถึงอ็องรี เดอ ร็อชฟอร์ และลูอิซ มีแชล[17] ระหว่างปี ค.ศ. 1873 ถึง 1876 มีนักโทษทางการเมืองจำนวน 4,200 คนถูก "เนรเทศ" มายังนิวแคลิโดเนีย[8] ทว่ามีเพียง 40 คนเท่านั้นที่ตั้งถิ่นฐานในอาณานิคม ส่วนที่เหลือได้เดินทางกลับประเทศฝรั่งเศสหลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษในปี ค.ศ. 1879 และ 1880[8]

ในปี ค.ศ. 1864 มีการค้นพบแร่นิกเกิล[17] บริเวณริมฝั่งแม่น้ำดียาโอต และเมื่อมีการก่อตั้งบริษัท โซซีเยเต เลอ นิกเกิล (Société Le Nickel) ในปี ค.ศ. 1876 การทำเหมืองแร่จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง[18] เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในเหมือง ฝรั่งเศสได้นำเข้าแรงงานจากหมู่เกาะใกล้เคียงและจากนิวเฮบริดีส รวมถึงจากประเทศญี่ปุ่น หมู่เกาะอีสต์อินดีสของดัตช์ และอินโดจีนของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา[17] นอกจากนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสยังพยายามส่งเสริมให้ชาวยุโรปอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก[17]
ชาวกานัก ซึ่งเป็นชนพื้นเมือง ถูกกีดกันออกจากระบบเศรษฐกิจของฝรั่งเศสและการทำงานในเหมืองแร่ และในท้ายที่สุดก็ถูกจำกัดพื้นที่ให้อยู่แต่ในเขตสงวน[17] สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรงในปี ค.ศ. 1878 เมื่อหัวหน้าเผ่าระดับสูง อาตาอี (Ataï) แห่งลาฟออา สามารถรวบรวมชนเผ่าทางตอนกลางหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน และเปิดฉากการก่อความไม่สงบ ซึ่งส่งผลให้ชาวฝรั่งเศส 200 คน และชาวกานัก 1,000 คนเสียชีวิต[18] การลุกฮือครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1917 โดยมีมิชชันนารีนิกายโปรเตสแตนต์อย่าง มอริส เลนฮาร์ด เป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์สงครามครั้งนี้ ในเวลาต่อมา เลนฮาร์ดได้ประพันธ์ผลงานด้านชาติพันธุ์วรรณนาหลายชิ้นเกี่ยวกับชาวกานักในนิวแคลิโดเนีย การกบฏในปี ค.ศ. 1917 นำโดย นอแอลแห่งตียามู ส่งผลให้มีเด็กกำพร้าจำนวนมาก หนึ่งในนั้นได้รับการดูแลโดย อัลฟงส์ รูแอล มิชชันนารีนิกายโปรเตสแตนต์ เด็กคนดังกล่าวคือ เวนสสลาส ตี ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นบิดาของ ฌ็อง-มารี ชีบาว[19] (ค.ศ. 1936–1989)[ต้องการอ้างอิง]
ชาวยุโรปได้นำพาโรคอุบัติใหม่เข้ามา เช่น ไข้ทรพิษและโรคหัด ซึ่งเป็นสาเหตุให้ชนพื้นเมืองเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก[14] ประชากรชาวกานักลดลงจากประมาณ 60,000 คนในปี ค.ศ. 1878 เหลือเพียง 27,100 คนในปี ค.ศ. 1921 และจำนวนประชากรไม่ได้เพิ่มขึ้นอีกเลยจนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษที่ 1930[18]
สงครามโลกครั้งที่สอง
[แก้]ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 ภายหลังการพ่ายแพ้ของฝรั่งเศส สภาทั่วไปแห่งนิวแคลิโดเนียได้ลงมติปฏิเสธรัฐบาลวีชี และสนับสนุนความพยายามทางทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรในการต่อต้านเยอรมนีต่อไป อย่างไรก็ตาม ฌอร์ฌ-มาร์ก เปลิซิเยร์ ผู้ว่าการอาณานิคม ได้ประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญของรัฐบาลวีชี ซึ่งจุดประกายให้เกิดการเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนและความพยายามในการลอบสังหาร ในช่วงเวลานี้ ชาวกาลดอช (ชาวนิวแคลิโดเนียเชื้อสายยุโรป) ได้ติดต่อกับชาร์ล เดอ โกล ซึ่งสนับสนุนให้พวกเขาจัดตั้งคณะกรรมการฝรั่งเศสเสรี และแต่งตั้งอ็องรี โซโต ขึ้นเป็นผู้ว่าการ รัฐบาลวีชีได้ส่งเรือรบ ดูมง ดูร์วีล มาตามคำร้องขอของเปลิซิเยร์ แต่ในเวลาต่อมากลับมองว่าเขาไร้ความสามารถและได้แต่งตั้งผู้รักษาการแทน ขณะเดียวกัน รัฐบาลออสเตรเลียได้ตกลงที่จะเข้าแทรกแซงและส่งเรือรบ เอชเอ็มเอเอส แอดิเลด เพื่อควบคุมดูแลการสถาปนาโซโตขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างเรือรบ ดูมง ดูร์วีล และ แอดิเลด โดยท้ายที่สุดแล้ว เปลิซิเยร์และเจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนรัฐบาลวีชีคนอื่นๆ ได้ถูกเนรเทศไปยังอินโดจีนจองฝรั่งเศส[20]
ใน ค.ศ. 1941 ชายฉกรรจ์ราว 300 คนจากดินแดนแห่งนี้ได้อาสาสมัครเข้าร่วมรบในต่างแดน ในเดือนเมษายน มีชายอีก 300 คนจากเฟรนช์พอลินีเชีย ('ชาวตาฮีตี') รวมถึงอีกจำนวนหนึ่งจากเขตของฝรั่งเศสในนิวเฮบริดีส เข้าร่วมสมทบ โดยกองกำลังทั้งหมดได้รวมตัวกันก่อตั้งเป็นกองพันแปซิฟิก (Bataillon du Pacifique) ชาวนิวแคลิโดเนียประกอบขึ้นเป็นสองกองร้อย ในขณะที่ชาวพอลินีเชียประกอบเป็นอีกสองกองร้อยที่เหลือ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1941 พวกเขาได้ล่องเรือไปยังออสเตรเลียและขึ้นเรือ อาร์เอ็มเอส ควีนอลิซาเบธ เพื่อเดินทางต่อไปยังทวีปแอฟริกา พวกเขาได้ไปสมทบกับกองพันฝรั่งเศสเสรี (FF) อื่นๆ ในเมืองกัสตีนา ในเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะเคลื่อนพลไปยังทะเลทรายตะวันตก ร่วมกับกองพลน้อยฝรั่งเศสเสรีที่ 1 (1re BFL) ณ ที่นั้น พวกเขาเป็นหนึ่งในสี่กองพันที่เข้าร่วมการตีฝ่าวงล้อมภายหลังยุทธการที่บีร์ฮาเคม ใน ค.ศ. 1942 ความสูญเสียของกองพันนี้ไม่สามารถหาบุคลากรจากภูมิภาคแปซิฟิกมาทดแทนได้ง่ายนัก ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถูกควบรวมเข้ากับทหารฝรั่งเศสจากอีกกองพันหนึ่งซึ่งประดับตราสมอเรือของกองกำลังอาณานิคม (la Coloniale) คือกองพัน BIM เพื่อก่อตั้งเป็นกองพันทหารราบนาวิกโยธินและแปซิฟิก (Bataillon de l'infanterie de marine et du Pacifique) กองพันร่วมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของกองพลทหารราบยานเกราะที่ 1 ของโกลลิสต์ (Gaulliste 1re Division Motorisée d'Infanterie/Division de Marche d'Infanterie) ปฏิบัติการเคียงข้างกองพลจากกองกำลังแอฟริกาเหนือของฝรั่งเศสอีกสามกองพล ภายใต้กองกำลังทหารฝรั่งเศสในต่างแดน ในระหว่างการทัพอิตาลี กองกำลังนี้ได้ยกพลขึ้นบกที่แคว้นพรอว็องส์ ใน ค.ศ. 1944 ก่อนที่พวกเขาจะถูกปลดประจำการและแทนที่โดยอาสาสมัครชาวฝรั่งเศสในท้องถิ่นและสมาชิกขบวนการต่อต้าน (résistants)[ต้องการอ้างอิง]
ในขณะเดียวกัน ในช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1942 ด้วยความช่วยเหลือจากออสเตรเลีย[21] นิวแคลิโดเนียได้กลายเป็นฐานทัพที่สำคัญของฝ่ายสัมพันธมิตร[18] และฐานทัพหลักของกองเรือแปซิฟิกใต้แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่กรุงนูเมอา (Nouméa) ในช่วง ค.ศ. 1942–1943[22] กองเรือที่สามารถผลักดันกองทัพเรือญี่ปุ่นให้ล่าถอยในยุทธนาวีที่ทะเลคอรัล เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942 ก็มีฐานที่มั่นอยู่ที่นูเมอาเช่นกัน[18] กองทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในนิวแคลิโดเนียมีจำนวนสูงถึง 50,000 นาย ซึ่งเทียบเท่ากับจำนวนประชากรท้องถิ่นทั้งหมดในเวลานั้นพอดี[8]
ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส
[แก้]ในปี ค.ศ. 1946 นิวแคลิโดเนียได้กลายสถานะเป็นดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส[8] ต่อมาภายในปี ค.ศ. 1953 ประชากรชาวนิวแคลิโดเนียทั้งหมดได้รับสัญชาติฝรั่งเศสโดยไม่จำกัดชาติพันธุ์[23]
ในช่วงปลายทศวรรษ 1940 และต้นทศวรรษ 1950 นิวแคลิโดเนียได้เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศออสเตรเลียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความวุ่นวายภายในประเทศฝรั่งเศสและจักรวรรดิได้บั่นทอนสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดั้งเดิมระหว่างนิวแคลิโดเนียกับฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ นิวแคลิโดเนียได้จัดหานิกเกิลให้แก่ออสเตรเลียเพื่อแลกเปลี่ยนกับถ่านหิน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการถลุงนิกเกิล นอกจากนี้ การส่งออกแร่เหล็กและไม้จากนิวแคลิโดเนียไปยังออสเตรเลียยังเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย[24]
ประชากรชาวยุโรปและชาวพอลินีเชียเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงหลายปีก่อนที่จะเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมนิกเกิล (ค.ศ. 1969–1972) ส่งผลให้ชนพื้นเมืองชาวกานัก (Kanak) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เมลานีเซียกลายเป็นสัดส่วนชนกลุ่มน้อย แม้ว่าพวกเขายังคงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่ก็ตาม[23]
เหตุการณ์ความไม่สงบ
[แก้]ระหว่างปี ค.ศ. 1976 ถึง 1988 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ถูกขนานนามว่า "เหตุการณ์ความไม่สงบ"[25][26] (ฝรั่งเศส: Les Événements[27][28]) ความขัดแย้งระหว่างปฏิบัติการของรัฐบาลฝรั่งเศสกับขบวนการเรียกร้องเอกราชของชาวกานัก ได้ก่อให้เกิดความรุนแรงและความวุ่นวายอย่างร้ายแรงขึ้นในหลายช่วงเวลา[8] ในปี ค.ศ. 1983 ธรรมนูญว่าด้วย "การขยายอำนาจปกครองตนเอง" สำหรับดินแดนแห่งนี้ได้เสนอให้มีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี และให้มีการลงประชามติในปี ค.ศ. 1989 ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1984 แนวร่วมเพื่อเอกราช ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านของชาวกานักได้บุกเข้ายึดฟาร์มหลายแห่ง ขณะที่แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติกานักและสังคมนิยม (Kanak and Socialist National Liberation Front หรือ FLNKS) ได้จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้น ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1985 รัฐบาลฝ่ายซ้ายของฝรั่งเศสได้เสนอที่จะมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ชาวกานัก พร้อมกับให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรป ทว่าแผนการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงเมื่อสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งระดับภูมิภาคยังคงดำเนินต่อไป และกลุ่ม FLNKS สามารถคว้าชัยชนะจนเข้าควบคุมพื้นที่ได้ 3 ใน 4 จังหวัดของดินแดน รัฐบาลฝ่ายขวากลางซึ่งได้รับการเลือกตั้งในฝรั่งเศสเดือนมีนาคม ค.ศ. 1986 ได้เริ่มล้มล้างข้อตกลงที่จัดทำขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดสังคมนิยม โดยมีการจัดสรรที่ดินใหม่ซึ่งส่วนใหญ่ละเลยข้อเรียกร้องด้านสิทธิในที่ดินของชนพื้นเมือง ส่งผลให้ที่ดินกว่าสองในสามตกเป็นของชาวยุโรป และมีเพียงไม่ถึงหนึ่งในสามที่ตกเป็นของชาวกานัก[29]
เมื่อถึงปลายปี ค.ศ. 1987 การตั้งด่านปิดกั้นถนน การปะทะด้วยอาวุธปืน และการทำลายทรัพย์สินได้ลุกลามบานปลายจนนำไปสู่เหตุการณ์จับตัวประกันที่ถ้ำอูเวอา ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์จับตัวประกันครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสประจำปี ค.ศ. 1988 จะเริ่มต้นขึ้น กลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนการเรียกร้องเอกราชบนเกาะอูเวอาได้สังหารตำรวจกึ่งทหารไป 4 นาย และจับผู้คนเป็นตัวประกันอีก 27 คน กองทัพจึงได้บุกจู่โจมถ้ำเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุชาวกานักถูกวิสามัญฆาตกรรม 19 คน และเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัวอีก 3 คน ในขณะที่มีทหารเสียชีวิต 2 นายระหว่างปฏิบัติการจู่โจมดังกล่าว[30]
ข้อตกลงนูเมอาและการลงประชามติเพื่อเป็นเอกราช
[แก้]
ข้อตกลงมาตีญง ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1988 ได้ก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองที่ยาวนานนับทศวรรษ ต่อมา ความตกลงนูเมอา ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1998 ได้วางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนผ่านระยะเวลา 20 ปี ซึ่งมีการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ให้แก่รัฐบาลท้องถิ่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป[8]
ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในความตกลงนูเมอาซึ่งระบุว่าต้องมีการจัดการลงคะแนนเสียงภายในสิ้นปี ค.ศ. 2018 ได้มีการวางรากฐานสำหรับการลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์จากฝรั่งเศส ในการประชุมเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017 ซึ่งมีนายเอดัวร์ ฟีลิป นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสเป็นประธาน โดยกำหนดให้จัดการลงประชามติภายในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2018 ประเด็นเรื่องคุณสมบัติในการขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมายาวนาน แต่รายละเอียดดังกล่าวได้รับการข้อยุติในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งให้สิทธิโดยอัตโนมัติแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชนพื้นเมืองเชื้อสายกานัก ทว่าตัดสิทธิบุคคลเชื้อสายอื่นที่ไม่ได้เป็นผู้อยู่อาศัยระยะยาวในดินแดนดังกล่าว[31] การลงประชามติจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018[32] โดยมติส่วนใหญ่ปฏิเสธการแยกตัวเป็นเอกราช[33]
มีการจัดการลงประชามติขึ้นอีกครั้งในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2020 ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสต่อไป[34] โดยในการลงประชามติปี ค.ศ. 2018 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งร้อยละ 56.7 เลือกที่จะอยู่ร่วมกับฝรั่งเศส และในการลงประชามติปี ค.ศ. 2020 สัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือร้อยละ 53.4[35]
การลงประชามติครั้งที่สามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2021[36] การลงประชามติครั้งนี้ถูกคว่ำบาตรโดยกลุ่มสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช ซึ่งเรียกร้องให้เลื่อนการลงคะแนนเสียงออกไปเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดทั่วของโควิด-19 และเมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสปฏิเสธที่จะเลื่อนกำหนดการ กลุ่มดังกล่าวจึงได้เรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรการลงคะแนน เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ผู้มาใช้สิทธิถึงร้อยละ 96 ลงมติเลือกที่จะอยู่ร่วมกับฝรั่งเศสต่อไป[37]
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2024 เกิดเหตุจลาจลขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเกี่ยวกับข้อเสนอการปฏิรูประบบการเลือกตั้งในดินแดนดังกล่าว[38] ต่อมาในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2024 นายมีแชล บาร์นีเย นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสในขณะนั้น ได้ยกเลิกร่างกฎหมายดังกล่าว โดยอ้างถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย และได้กล่าวต่อสมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศสว่า "การหลีกเลี่ยงความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นอีก" ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก[39] ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2024 ได้มีการยกเลิกมาตรการห้ามออกนอกเคหสถาน (Curfew) อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุจลาจลได้ยุติลงแล้ว[40]
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2025 ได้มีการบรรลุข้อตกลงระหว่างรัฐบาลฝรั่งเศสและนิวแคลิโดเนีย เพื่อสถาปนา "รัฐนิวแคลิโดเนีย" (État de Nouvelle-Calédonie หรือ State of New Caledonia) ขึ้นใหม่ โดยสถานะดังกล่าวจะถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ผู้อยู่อาศัยในนิวแคลิโดเนียที่พำนักอยู่ในพื้นที่มาเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี จะได้รับสิทธิในการลงคะแนนเสียง โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งระดับจังหวัดในปี ค.ศ. 2031 เป็นต้นไป ข้อตกลงดังกล่าวมีกำหนดจะได้รับการรับรองจากรัฐสภาฝรั่งเศสในไตรมาสที่สี่ของปี ค.ศ. 2025 จากนั้นจะนำไปให้ชาวนิวแคลิโดเนียลงคะแนนเสียงในรูปแบบของการลงประชามติในปี ค.ศ. 2026[41][42]
การเมือง
[แก้]นิวแคลิโดเนียเป็นดินแดนที่มีสถานะพิเศษ ซึ่งฝรั่งเศสได้ค่อย ๆ ถ่ายโอนอำนาจบางประการให้ตามลำดับ[43] ด้วยเหตุนี้ พลเมืองของนิวแคลิโดเนียจึงถือสัญชาติฝรั่งเศสและมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส อีกทั้งยังมีสิทธิลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรป ดินแดนแห่งนี้บริหารงานโดยสภาดินแดน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 54 คน ทำหน้าที่เป็นองค์กรนิติบัญญัติที่มาจากสมาชิกของสภาจังหวัดทั้งสามแห่ง[44] รัฐฝรั่งเศสมีข้าหลวงใหญ่ เป็นผู้แทนประจำดินแดน[44] ในระดับชาติ นิวแคลิโดเนียมีผู้แทนในรัฐสภาฝรั่งเศสประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 คน และสมาชิกวุฒิสภา 2 คน[45] ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ค.ศ. 2012 นิวแคลิโดเนียมีผู้ออกมาใช้สิทธิร้อยละ 61.19[46]
เป็นเวลาถึง 25 ปีที่ระบบพรรคการเมืองในนิวแคลิโดเนียถูกครอบงำโดยพรรคเดอะแรลลี-ยูเอ็มพี (The Rally-UMP) ซึ่งมีจุดยืนต่อต้านการแยกตัวเป็นเอกราช[44] การครอบงำดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อมีการปรากฏขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ชื่อ อาฟว์นีร์อ็องซ็อมบล์ (Avenir Ensemble) ซึ่งมีจุดยืนต่อต้านการแยกตัวเป็นเอกราชเช่นกัน แต่ถือว่าเปิดกว้างต่อการเจรจากับขบวนการกานักมากกว่า[44] โดยขบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติกานักและสังคมนิยม ซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่มที่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชหลายกลุ่ม[44] ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2025 อาลซิด ปงกา ได้เข้าสาบานตนรับตำแหน่งประธานรัฐบาลนิวแคลิโดเนีย และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลที่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชภายใต้การนำของหลุยส์ มาปู ความเป็นผู้นำของเขาได้รับการอธิบายว่าช่วยนำเสถียรภาพกลับคืนมาหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในปี ค.ศ. 2024 และเป็นการสานต่อเพื่อให้ประเทศธำรงสถานะอยู่ภายในสาธารณรัฐฝรั่งเศสต่อไป[47] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2025 มีรายงานว่าสมาชิกรัฐสภาฝรั่งเศสกำลังโต้เถียงกันเกี่ยวกับร่างกฎหมายเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งระดับจังหวัดของนิวแคลิโดเนียออกไปเป็นเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2026 ตามข้อตกลงบูฌีวาล กลุ่มแนวร่วม FLNKS และสมาชิกรัฐสภาฝ่ายซ้ายได้คัดค้านร่างกฎหมายนี้ โดยยื่นคำขอแปรญัตติประมาณ 1,600 ฉบับ และกดดันให้ต้องส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการร่วม[48][49]
อำนาจตามประเพณี
[แก้]สังคมคานักมีลำดับชั้นของอำนาจตามจารีตประเพณีหลายระดับ ตั้งแต่กลุ่มตระกูล ที่มีพื้นฐานจากระบบครอบครัวจำนวน 4,000 ถึง 5,000 กลุ่ม ไปจนถึงเขตจารีตประเพณี (aires coutumières) ทั้ง 8 แห่งซึ่งประกอบกันเป็นอาณาเขตของดินแดน[50] กลุ่มตระกูลเหล่านี้อยู่ภายใต้การนำของหัวหน้าตระกูล และประกอบกันขึ้นเป็นชนเผ่าจำนวน 341 เผ่า ซึ่งแต่ละเผ่าจะมีหัวหน้าเผ่าเป็นผู้นำ ชนเผ่าต่างๆ ยังถูกจัดกลุ่มย่อยลงไปอีกเป็นเขตปกครองของหัวหน้าเผ่าตามจารีตประเพณี (chefferies), จำนวน 57 แห่ง โดยแต่ละแห่งอยู่ภายใต้การนำของหัวหน้าใหญ่ และมีฐานะเป็นเขตการปกครองย่อยของเขตจารีตประเพณี[50]

วุฒิสภาจารีตประเพณี เป็นสมัชชาที่รวบรวมสภาดั้งเดิมต่างๆ ของชาวคานักเข้าไว้ด้วยกัน และมีเขตอำนาจเหนือร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ของชาวคานัก[51] วุฒิสภานี้ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 16 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภาดั้งเดิมแต่ละแห่ง โดยมีผู้แทนจำนวน 2 คนต่อหนึ่งเขตจารีตประเพณี[51] ในด้านบทบาทการเป็นองค์กรที่ปรึกษานั้น วุฒิสภาจารีตประเพณีจะต้องได้รับการปรึกษาหารือเกี่ยวกับร่างกฎหมาย "ที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ของชาวคานัก" ตามที่ได้บัญญัติไว้ในข้อตกลงนูเมอา[51] นอกจากนี้ วุฒิสภายังมีอำนาจเชิงพิจารณาต่อร่างกฎหมายที่จะส่งผลกระทบต่ออัตลักษณ์ สถานภาพทางแพ่งตามจารีตประเพณี และระบบที่ดิน[51] ทั้งนี้ จะมีการแต่งตั้งประธานวุฒิสภาคนใหม่เป็นประจำทุกปีในเดือนสิงหาคมหรือเดือนกันยายน โดยตำแหน่งประธานจะหมุนเวียนไปตามเขตจารีตประเพณีทั้ง 8 แห่ง[51]
ชาวคานักสามารถอาศัยอำนาจของหน่วยงานตามจารีตประเพณีเพื่อจัดการคดีความทางแพ่งได้ เช่น การสมรส การรับบุตรบุญธรรม การสืบทอดมรดก และข้อพิพาทเรื่องที่ดินบางประการ[50] โดยทั่วไปแล้ว ฝ่ายปกครองของฝรั่งเศสจะเคารพต่อคำวินิจฉัยที่ดำเนินการภายใต้ระบบจารีตประเพณีนี้[50] อย่างไรก็ตาม เขตอำนาจดังกล่าวถูกจำกัดอย่างเคร่งครัดในคดีอาญา เนื่องจากประเด็นบางประการที่เกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมตามจารีตประเพณี ซึ่งรวมถึงการใช้บทลงโทษทางร่างกาย ถูกพิจารณาว่าขัดแย้งกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศฝรั่งเศส[50]
กองทัพและกองกำลังตำรวจ
[แก้]กองทัพนิวแคลิโดเนีย (ฝรั่งเศส: Forces armées de Nouvelle-Calédonie หรือ FANC) มีทหารประจำการประมาณ 2,000 นาย ส่วนใหญ่ประจำการอยู่ใน กูมัก, น็องดาอี, ตงตูตา, ปลูม และ นูเมอา[52] กองทัพบกประกอบด้วยกรมทหารหนึ่งกรมจากนาวิกโยธินฝรั่งเศส (Troupes de marine) คือ กรมทหารราบนาวิกโยธินแห่งแปซิฟิก (Régiment d'infanterie de marine du Pacifique) ประมาณร้อยละ 80 ของกำลังพล 700 นายในกรมนี้ ประกอบด้วยทหารที่ถูกส่งตัวมาประจำการระยะสั้น (สี่เดือน) จากฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ ข้อมูลเมื่อปี ค.ศ. 2018 ระบุว่ามีกำลังพลเพียงประมาณ 30 นายในกรมที่ได้รับการคัดเลือกจากคนในพื้นที่[53]
กองทัพเรือประกอบด้วยเรือหลายลำจากกองทัพเรือฝรั่งเศส ได้แก่: เรือฟริเกตชั้น Floréal-class frigate จำนวนหนึ่งลำ คือ Vendémiaire, เรือลาดตระเวนและสนับสนุน D'Entrecasteaux และเรือ Auguste Benebig ซึ่งเป็นเรือนำของเรือลาดตระเวนชั้น Félix Éboué นอกจากนี้ยังมีการประจำการเรือระบายพล EDA-S จำนวน 1 ลำ (Sabre) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการในอาณาเขต[54][55] พร้อมด้วยเรือลากจูงในท่าเรือชั้น RP10 จำนวน 2 ลำ[56] กองทัพเรือฝรั่งเศสจะเสริมขีดความสามารถในการลาดตระเวนไกลฝั่งในนิวแคลิโดเนียเพิ่มเติม โดยจะส่งเรือลำที่สองของชั้น Félix Éboué (Jean Tranape) มาประจำการในพื้นที่ภายในปี ค.ศ. 2026[57][58][59]
ข้อมูลระหว่างปี ค.ศ. 2025/26 ระบุว่า หน่วยบินทหารเรือและส่วนของกองทัพอากาศฝรั่งเศสในนิวแคลิโดเนียประกอบด้วย เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล ฟัลคอน 200 การ์เดียน ของกองทัพเรือจำนวน 2 ลำ (มาจากกองบิน Flotilla 25F) ซึ่งกำลังถูกแทนที่ชั่วคราวด้วย เครื่องบิน ฟัลคอน 50 ที่ทันสมัยกว่า และจากนั้นเครื่องบินเหล่านี้จะถูกแทนที่ด้วย ฟัลคอน 2000 อัลบาตรอส รุ่นใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 2030[60] นอกจากนี้ยังมีเครื่องบินลำเลียง Casa CN235 จำนวน 2 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ Puma จำนวน 3 เครื่องจากฝูงบิน 52 "Tontouta" ของกองทัพอากาศ ประจำการอยู่ในนิวแคลิโดเนียด้วย[61][62] ก่อนปี ค.ศ. 2022 เรือฟริเกต Vendémiaire ปฏิบัติการร่วมกับ เฮลิคอปเตอร์ Alouette III อย่างไรก็ตาม หลังจากการปลดประจำการของรุ่นดังกล่าวในปี 2022 จึงได้นำเฮลิคอปเตอร์ ยูโรคอปเตอร์ ดอฟิน เอ็น3 มาใช้งานแทน[63][64] ในปี ค.ศ. 2022 กองทัพอากาศฝรั่งเศส ได้แสดงขีดความสามารถในการเสริมกำลังในพื้นที่โดยส่งเครื่องบินขับไล่ ราฟาเอล จำนวน 3 ลำ พร้อมการสนับสนุนจากเครื่องบินลำเลียง A400M และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง A330 MRTT Phénix จากฝรั่งเศสไปยังนิวแคลิโดเนียเพื่อทำการฝึกซ้อมเป็นเวลา 3 สัปดาห์[65][66]
นอกจากนี้ ยังมีกำลังพลอีกประมาณ 855 นายจาก กองทหารตำรวจแห่งชาติฝรั่งเศส ประจำการอยู่บนหมู่เกาะแห่งนี้ โดยแบ่งออกเป็น 4 กองร้อย 27 กองพลน้อย รวมถึงหน่วยทหารตำรวจเคลื่อนที่และหน่วยเฉพาะทางอีกหลายหน่วย ในช่วงเวลาสำคัญเช่นการลงประชามติเพื่อเอกราชในปี ค.ศ. 2021 กองกำลังเหล่านี้ได้รับการเสริมกำลังอย่างมีนัยสำคัญด้วยกำลังพลที่ส่งมาจากฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่[67] องค์ประกอบทางอากาศประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์ Écureuil จำนวน 2 เครื่อง[68] ในขณะที่ Maritime Gendarmerie ได้จัดกำลังเรือลาดตระเวน Dumbea ประจำการในพื้นที่ดังกล่าว[69][52]
สถานะ
[แก้]นิวแคลิโดเนียเป็นสมาชิกของประชาคมแปซิฟิกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 โดยกรุงนูเมอาเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคขององค์กรนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 คณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการปลดปล่อยอาณานิคมได้บรรจุนิวแคลิโดเนียไว้ในรายชื่อดินแดนที่ไม่ได้ปกครองตนเองของสหประชาชาติ[70] มีการจัดการลงประชามติเพื่อเอกราชขึ้นในปีถัดมา แต่เสียงข้างมากได้ลงมติปฏิเสธการแยกตัวเป็นเอกราชอย่างท่วมท้น

ภายใต้ข้อตกลงนูเมอา (Nouméa Accord) ซึ่งลงนามในปี ค.ศ. 1998 หลังจากช่วงเวลาแห่งความไม่สงบจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในช่วงทศวรรษที่ 1980 และได้รับการอนุมัติในการลงประชามติ นิวแคลิโดเนียจึงได้รับสถานะพิเศษ ยี่สิบปีหลังจากการเริ่มต้น ข้อตกลงนูเมอากำหนดให้ต้องมีการลงประชามติเพื่อเอกราช ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018[71][72] ผลปรากฏว่าร้อยละ 56.9 ของผู้ลงคะแนนเลือกที่จะอยู่กับฝรั่งเศสต่อไป[73] ข้อตกลงนูเมอายังกำหนดให้มีการลงประชามติเพื่อเอกราชอีกครั้ง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 2020 ผลปรากฏว่าร้อยละ 53.26 ของผู้ลงคะแนนเลือกที่จะอยู่กับฝรั่งเศสต่อไป[74] ส่วนการลงประชามติครั้งที่สามและครั้งสุดท้ายที่อนุญาตโดยข้อตกลงนูเมอาจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2021 ซึ่งเป็นการยืนยันให้นิวแคลิโดเนียยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีผู้ลงคะแนน "ไม่เห็นด้วย" กับการแยกเป็นเอกราชถึงร้อยละ 96 หลังจากที่การลงคะแนนถูกคว่ำบาตรโดยประชากรชาวกานักส่วนใหญ่
ชื่อทางการของดินแดนนี้คือ Nouvelle-Calédonie ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวได้ระบุไว้ว่า "จะต้องมีการแสวงหาชื่อ ธง เพลงชาติ คำขวัญ และการออกแบบธนบัตรโดยทุกฝ่ายร่วมกัน เพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของชาวกานักและอนาคตที่ทุกฝ่ายมีร่วมกัน"[75] อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังคงไม่มีฉันทามติเกี่ยวกับชื่อใหม่สำหรับดินแดนนี้ แม้ว่าชื่อ สาธารณรัฐกานัก (Kanak Republic) จะได้รับความนิยมในหมู่ประชากรถึงร้อยละ 40 ก็ตาม[76] นิวแคลิโดเนียได้นำสัญลักษณ์ของตนเองมาใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีการเลือกเพลงชาติ คำขวัญ และการออกแบบธนบัตรใหม่[77] ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 สภานิวแคลิโดเนียได้ลงมติเห็นชอบกับความประสงค์ที่จะชักธงชาวกานักของขบวนการเรียกร้องเอกราช FLNKS ควบคู่ไปกับธงไตรรงค์ของฝรั่งเศส เพื่อให้เป็นธงคู่ของดินแดน ความประสงค์ดังกล่าวซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายได้กลายเป็นประเด็นถกเถียง[78][79] ในปัจจุบัน เทศบาลส่วนใหญ่ของนิวแคลิโดเนีย (แต่ไม่ทั้งหมด) ชักธงทั้งสองผืน โดยส่วนที่เหลือยังคงชักเพียงธงไตรรงค์ของฝรั่งเศสเท่านั้น[80] การนำมาใช้อย่างไม่เป็นทางการนี้ทำให้นิวแคลิโดเนียกลายเป็นหนึ่งในประเทศหรือดินแดนเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่มีธงสองผืน การตัดสินใจที่ประสงค์จะใช้ธงสองผืนกลายเป็นสมรภูมิความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องระหว่างทั้งสองฝ่าย และนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลผสมในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011[81]
การเจรจาทางการเมือง ณ กรุงปารีส ปี ค.ศ. 2025
[แก้]เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 2025 ประธานาธิบดีแอมานุแอล มาครง ได้ส่งคำเชิญถึงผู้นำนิวแคลิโดเนียทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านการแยกตัวเป็นเอกราช เพื่อเข้าร่วมการเจรจา ณ กรุงปารีส ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเจรจาเกี่ยวกับสถานะและรูปแบบการปกครองในอนาคตของดินแดนดังกล่าว เป้าหมายของการเจรจาประกอบด้วย การปรับปรุงกรอบโครงสร้างทางการเมืองของนิวแคลิโดเนีย ซึ่งอาจรวมถึงการเพิ่มอำนาจในการปกครองตนเองและการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การเลือกตั้ง ตลอดจนการจัดการกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาอุตสาหกรรมแร่นิกเกิลเป็นหลัก ปัญหาการจ้างงานเยาวชน และการฟื้นฟูหลังเหตุความไม่สงบ[82][83]
ต่อมาในวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 การเจรจาที่ดำเนินมาหลายสัปดาห์ได้สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย โดยกำหนดให้นิวแคลิโดเนียยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ทว่าจะมีระดับการปกครองตนเองที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้รับสถานะความเป็นรัฐ และมีข้อตกลงในการให้สิทธิการถือครองสองสัญชาติแก่ผู้ที่มีความประสงค์[84] ข้อตกลงดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการให้สัตยาบันจากทั้งสองสภาในระบบรัฐสภาฝรั่งเศส ตามด้วยการจัดตั้งการลงประชามติในนิวแคลิโดเนียภายในปี ค.ศ. 2026 การประเมินข้อตกลงในเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า ผลลัพธ์นี้อาจไม่ตรงตามความมุ่งหวังของกลุ่มผู้สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชนัก แต่การมอบสถานะความเป็นรัฐนั้นถือเป็นการประนีประนอมครั้งใหญ่จากทางการฝรั่งเศส[85]
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 2025 กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติคานัคและสังคมนิยม ได้แถลงข่าวว่า ทางกลุ่มมีมติปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าข้อตกลงนั้นขาดการระบุถึงการจัดลงประชามติเพื่อเอกราชก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสปี ค.ศ. 2027[86]
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2025 สภานิวแคลิโดเนียได้มีมติเห็นชอบให้เลื่อนการเลือกตั้งภายในดินแดนออกไปอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นการเลื่อนครั้งที่สาม ผลการลงมติแบ่งออกเป็น สมาชิกรัฐสภา 39 คนจากทั้งหมด 52 คน (คิดเป็นร้อยละ 75) ลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับการเลื่อนการเลือกตั้ง ในขณะที่กลุ่ม FLNKS ซึ่งสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช ลงคะแนนเสียงคัดค้านจำนวน 13 เสียง (คิดเป็นร้อยละ 25)[87]
เขตการปกครอง
[แก้]หมู่เกาะนี้แบ่งออกเป็น 3 จังหวัด ได้แก่:
- จังหวัดใต้ (province Sud) เมืองหลวงของจังหวัด: นูเมอา พื้นที่: 9,407 ตร.กม. ประชากร: 212,082 คน (ค.ศ. 2019)[88]
- จังหวัดเหนือ (province Nord) เมืองหลวงของจังหวัด: โกเน พื้นที่: 7,348 ตร.กม. ประชากร: 49,910 คน (ค.ศ. 2019)[88]
- จังหวัดหมู่เกาะลอยัลตี (province des îles Loyauté) เมืองหลวงของจังหวัด: ลีฟู พื้นที่: 1,981 ตร.กม. ประชากร: 18,353 คน (ค.ศ. 2019)[88]
นอกจากนี้ นิวแคลิโดเนียยังแบ่งย่อยออกเป็น 33 เทศบาล (communes)[43] มีหนึ่งเทศบาลคือ ปัวยา ที่พื้นที่ถูกแบ่งให้อยู่ในสองจังหวัด โดยพื้นที่ครึ่งหนึ่งทางตอนเหนือของปัวยาซึ่งเป็นเขตชุมชนหลักและมีประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ จะขึ้นอยู่กับจังหวัดเหนือ ในขณะที่พื้นที่ครึ่งหนึ่งทางตอนใต้ของเทศบาลซึ่งมีประชากรเพียง 210 คน (ค.ศ. 2019) จะขึ้นอยู่กับจังหวัดใต้
ภูมิศาสตร์
[แก้]

นิวแคลิโดเนียเป็นส่วนหนึ่งของทวีปซีแลนเดีย ซึ่งเป็นส่วนที่หลงเหลือของมหาทวีปโบราณกอนด์วานา ภายในภูมิภาคโอเชียเนีย มีข้อสันนิษฐานทางธรณีวิทยาว่า นิวแคลิโดเนียได้แยกตัวออกจากแผ่นทวีปออสเตรเลียเมื่อราว 66 ล้านปีก่อน จากนั้นได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และเข้าสู่ตำแหน่งที่ตั้งในปัจจุบันเมื่อประมาณ 50 ล้านปีที่แล้ว[89]
พื้นที่แผ่นดินใหญ่ถูกแบ่งตามแนวยาวด้วยเทือกเขาตอนกลาง โดยมียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาปานิเย (1,629 m หรือ 5,344 ft) ทางตอนเหนือ และ ยอดเขาฮุมโบลด์ต (1,618 m หรือ 5,308 ft) ทางตะวันออกเฉียงใต้[90] บริเวณชายฝั่งตะวันออกปกคลุมไปด้วยพืชพรรณที่อุดมสมบูรณ์[90] ในขณะที่ชายฝั่งตะวันตกเป็นพื้นที่ที่มีสภาพอากาศแห้งแล้งกว่า ประกอบด้วยทุ่งหญ้าสะวันนาและที่ราบขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรม นอกจากนี้ยังพบเทือกเขาที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุจำนวนมากกระจายตัวอยู่ตามแนวชายฝั่งฝั่งนี้[90]
แม่น้ำดิอาโอต เป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของนิวแคลิโดเนีย โดยมีความยาว 100 กิโลเมตร (62 ไมล์)[91] มีพื้นที่ลุ่มน้ำครอบคลุม 620 km2 (240 sq mi) ทิศทางการไหลออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือลงสู่อ่าวอาร์กูร์ โดยมุ่งสู่จุดเหนือสุดของเกาะตามแนวหน้าผาทางทิศตะวันตกของยอดเขาปานิเย[91][92]
พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะปกคลุมด้วยป่าดิบชื้น ในขณะที่บริเวณระดับความสูงที่ต่ำกว่าจะถูกครอบคลุมด้วยทุ่งหญ้าสะวันนาเป็นหลัก[93] ทะเลสาบน้ำเค็ม แห่งนิวแคลิโดเนีย มีพื้นที่รวม 24,000 ตารางกิโลเมตร (9,300 ตารางไมล์) นับเป็นหนึ่งในทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทะเลสาบน้ำเค็มแห่งนี้ตลอดจนแนวปะการังนิวแคลิโดเนีย ที่รายล้อม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ. 2008 เนื่องจากความงดงามตามธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลที่โดดเด่นในระดับโลก[90][94] และในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2023 ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิขึ้นในนิวแคลิโดเนีย ซึ่งนำไปสู่การประกาศเตือนภัยสึนามิทั้งในพื้นที่และในประเทศใกล้เคียง[95]
ภูมิอากาศ
[แก้]ภูมิอากาศเป็นแบบเขตร้อน โดยมีฤดูร้อนและชื้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ซึ่งมีอุณหภูมิระหว่าง 27 และ 30 องศาเซลเซียส (81 และ 86 องศาฟาเรนไฮต์)[90] และฤดูแล้งที่เย็นกว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ซึ่งมีอุณหภูมิระหว่าง 20 และ 23 °C (68 และ 73 °F)[90] คั่นด้วยช่วงเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ สองช่วง[8] ภูมิอากาศแบบเขตร้อนนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากมหาสมุทรและลมค้าที่ช่วยลดทอนความชื้นซึ่งอาจสูงเกือบถึง 80% ได้[90] อุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 23 °C โดยมีสถิติอุณหภูมิสุดขั้วอยู่ที่ 2.3 และ 39.1 °C (36.1 และ 102.4 °F)[8]
สถิติปริมาณน้ำฝนแสดงให้เห็นว่าหยาดน้ำฟ้าในแต่ละพื้นที่ของเกาะมีความแตกต่างกันอย่างมาก ปริมาณน้ำฝน 3,000 มิลลิเมตร (120 นิ้ว) ที่บันทึกได้ในกาลาริโนนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของชายฝั่งตะวันตกถึงสามเท่า นอกจากนี้ยังมีช่วงที่แห้งแล้งซึ่งเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ[8] ระหว่างเดือนธันวาคมถึงเมษายน พายุดีเปรสชันเขตร้อนและพายุไซโคลนอาจทำให้กระแสลมมีความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (62 ไมล์ต่อชั่วโมง) โดยมีลมกระโชกแรงถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (160 ไมล์ต่อชั่วโมง) และมีฝนตกหนักมาก[8] พายุไซโคลนลูกล่าสุดที่พัดถล่มนิวแคลิโดเนียคือพายุไซโคลนนีรัน ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564
สภาพแวดล้อม
[แก้]
นิวแคลิโดเนียมีกลุ่มสิ่งมีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกและพืชพรรณ[96] ดินแดนแห่งนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพต่อตารางกิโลเมตรสูงที่สุดในโลก[96] ความหลากหลายทางชีวภาพดังกล่าวเป็นผลมาจากเทือกเขาตอนกลางของเกาะกร็องด์แตร์ ซึ่งก่อให้เกิดนิเวศจำเพาะ ภูมิประเทศ และภูมิอากาศจุลภาค ที่หลากหลาย อันเป็นแหล่งที่สิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นสามารถเจริญเติบโตได้ดี[96]
นิวแคลิโดเนียมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากอุตสาหกรรมนิกเกิล โดยใน ค.ศ. 2019 มีอัตราการปล่อยก๊าซ O2 55.25 ตันต่อหัว เทียบกับฝรั่งเศสที่มีอัตราการปล่อย 4.81 ตันต่อหัว[97] การประกอบกันระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพอันโดดเด่นและสถานภาพที่กำลังถูกคุกคามของระบบนิเวศ ทำให้นิวแคลิโดเนียกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ในระดับวิกฤตที่สุดแห่งหนึ่งของโลก[98]
ใน ค.ศ. 2001 บรูโน ฟาน เพเทอเกม ได้รับรางวัลสิ่งแวดล้อมโกลด์แมน จากความอุตสาหะของเขาในนามของขบวนการพิทักษ์ระบบนิเวศแห่งนิวแคลิโดเนีย ท่ามกลาง "ความท้าทายอย่างหนัก" จากพรรค RPCR ของ ฌัก ลาเฟลอร์[99] ทั้งนี้ ได้มีความคืบหน้าเกิดขึ้นในบางภาคส่วนสำหรับการจัดการด้านการปกป้องความหลากหลายทางนิเวศวิทยาของนิวแคลิโดเนียจากไฟป่า การพัฒนาทางอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย กิจกรรมทางการเกษตรที่ไร้ข้อจำกัด และการทำเหมืองแร่ (ตัวอย่างเช่น การที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทำเหมืองแร่ของบริษัท INCO ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2006 อันเนื่องมาจากข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดระเบียบข้อบังคับ)[100]
ใน ค.ศ. 2008 ทะเลสาบน้ำเค็ม จำนวนหกแห่งของแนวปะการังนิวแคลิโดเนีย ซึ่งเป็นระบบแนวปะการังแบบต่อเนื่องที่ยาวที่สุดในโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดยองค์การยูเนสโก
พรรณพืช
[แก้]

พรรณพืชและสัตว์ของนิวแคลิโดเนียสืบเชื้อสายมาจากสิ่งมีชีวิตบรรพบุรุษที่ถูกตัดขาดอย่างโดดเดี่ยวในภูมิภาคนี้ เมื่อครั้งที่แผ่นดินแยกตัวออกจากมหาทวีปกอนด์วานา เมื่อหลายสิบล้านปีก่อน[101] มิเพียงแต่จะมีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น เกิดขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้เท่านั้น ทว่ายังพบสิ่งมีชีวิตที่มีความทวีคูณทางเอกลักษณ์ในระดับสกุล ระดับวงศ์ และแม้กระทั่งระดับอันดับ ที่พบได้เฉพาะบนหมู่เกาะแห่งนี้เพียงแห่งเดียวในโลก
นิวแคลิโดเนียเป็นแหล่งอาศัยของพืชเมล็ดเปลือยเขตร้อนเฉพาะถิ่นในปริมาณที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นใดที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์คล้ายคลึงกันบนโลก จากจำนวนพืชเมล็ดเปลือยพื้นเมืองทั้งหมด 44 ชนิด พบว่าเป็นพืชเฉพาะถิ่นถึง 43 ชนิด ซึ่งรวมถึงพืชเมล็ดเปลือยชนิดเดียวในโลกที่ดำรงชีพเป็นปรสิต (Parasitaxus usta)[102] นอกจากนี้ จากจำนวนพืชสกุลสนฉัตร (Araucaria) ที่มีการค้นพบทั้งหมด 35 ชนิด พบว่าเป็นพืชเฉพาะถิ่นของนิวแคลิโดเนียถึง 13 ชนิด[96] ยิ่งไปกว่านั้น นิวแคลิโดเนียยังเป็นถิ่นกำเนิดของพืชดอกที่มีสายวิวัฒนาการแยกย่อยออกมาเก่าแก่ที่สุดในโลก ได้แก่ Amborella trichopoda ซึ่งจัดอยู่ในตำแหน่งฐาน หรือใกล้เคียงกับระดับฐานของเครือญาติวิวัฒนาการ ของพืชดอกทั้งหมด
เฟิร์นสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ อย่าง Sphaeropteris intermedia ก็จัดเป็นพืชเฉพาะถิ่นของนิวแคลิโดเนียเช่นกัน เฟิร์นชนิดนี้พบได้ทั่วไปในดินที่มีสภาพเป็นกรด มักเจริญเติบโตในพื้นที่รกร้างว่างเปล่าหรือบริเวณพื้นที่เปิดโล่งในป่า และสามารถเจริญเติบโตได้ประมาณ 1 เมตรต่อปีในแถบชายฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ยังมีเฟิร์นต้น (tree ferns) สายพันธุ์อื่นๆ ที่มีความสำคัญ อาทิ Sphaeropteris novae-caledoniae[103] และเฟิร์นส้อมนิวแคลิโดเนีย (Tmesipteris oblanceolata) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดจีโนม ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบในกลุ่มสิ่งมีชีวิตยูแคริโอต
นิวแคลิโดเนียยังเป็นหนึ่งในห้าภูมิภาคของโลกที่เป็นถิ่นกำเนิดของพืชตระกูลบีชใต้ (Nothofagus) โดยมีการค้นพบพืชตระกูลนี้ในพื้นที่ดังกล่าวจำนวน 5 ชนิด[102]
ระบบนิเวศของนิวแคลิโดเนียยังมีป่าพุ่มเตี้ย ในรูปแบบเฉพาะตัวที่เรียกว่า (maquis minier) ซึ่งเจริญเติบโตบนดินที่อุดมไปด้วยแร่โลหะ โดยพบกระจายตัวอยู่มากในบริเวณทางตอนใต้[93] สภาพดินที่เกิดจากหินอุลตราเมฟิก หรือบริเวณพื้นที่เหมืองแร่ ได้กลายเป็นแหล่งพักพิงสำหรับพรรณพืชพื้นเมืองหลายชนิดที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับแร่ธาตุที่เป็นพิษในดินได้ ในขณะที่พืชต่างถิ่นส่วนใหญ่ไม่สามารถเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมดังกล่าว ปัจจัยนี้จึงทำหน้าที่ป้องกันการรุกรานทางระบบนิเวศและการเข้ามาแทนที่พรรณพืชพื้นเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ[102]
อาณาเขตของนิวแคลิโดเนียประกอบด้วยเขตภูมินิเวศบนบก หลัก 2 เขต ได้แก่ เขตป่าดิบชื้นนิวแคลิโดเนีย และเขตป่าแล้งนิวแคลิโดเนีย[104]
สัตว์
[แก้]นอกเหนือจากความหลากหลายของพืชและพืชเฉพาะถิ่นที่โดดเด่นแล้ว นิวแคลิโดเนียยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่มีความหลากหลายอย่างมากอีกด้วย นกกว่า 100 สายพันธุ์อาศัยอยู่ในนิวแคลิโดเนีย โดย 24 สายพันธุ์เป็นนกเฉพาะถิ่น[105] หนึ่งในสายพันธุ์นกเฉพาะถิ่นเหล่านี้คือ อีกานิวแคลิโดเนีย (New Caledonian crow) ซึ่งเป็นนกที่โดดเด่นในเรื่องความสามารถในการสร้างเครื่องมือ ซึ่งเทียบได้กับสัตว์ในกลุ่มไพรเมต[106] อีกาเหล่านี้มีชื่อเสียงในด้านความฉลาดหลักแหลมและความสามารถในการประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อแก้ปัญหา และสามารถสร้างเครื่องมือที่ซับซ้อนที่สุดในบรรดาสัตว์ที่เคยมีการศึกษามา นอกเหนือจากมนุษย์[107]

นกคากูเฉพาะถิ่น[108] มีความปราดเปรียวและวิ่งได้เร็ว เป็นนกที่บินไม่ได้ แต่สามารถใช้ปีกเพื่อปีนป่ายกิ่งไม้หรือร่อนได้ เสียงของมันคล้ายกับเสียงสุนัขเห่า นกชนิดนี้เป็นสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงชนิดเดียวในวงศ์สิ่งมีชีวิตรูปแบบเดียว Rhynochetidae อันดับ Eurypygiformes[109]
มีปลาเฉพาะถิ่น 11 ชนิด และครัสเตเชียนในอันดับเดคาพอดเฉพาะถิ่น 14 ชนิดในแม่น้ำและทะเลสาบของนิวแคลิโดเนีย บางชนิดเช่น Neogalaxias พบได้ในพื้นที่เล็ก ๆ เท่านั้น[110] หอยงวงช้าง—ซึ่งถือเป็นซากดึกดำบรรพ์มีชีวิตและมีความเกี่ยวข้องกับแอมโมไนต์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว—สามารถพบได้ในน่านน้ำแปซิฟิกรอบ ๆ นิวแคลิโดเนีย[110] นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายของปลาทะเลเป็นอย่างมากในน่านน้ำโดยรอบ ซึ่งอยู่ในขอบเขตของทะเลคอรัล
แม้จะมีสายพันธุ์นก สัตว์เลื้อยคลาน และปลาจำนวนมาก แต่นิวแคลิโดเนียกลับมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนน้อยมากอย่างเห็นได้ชัด คือมีเพียง 9 สายพันธุ์ โดย 6 สายพันธุ์ในจำนวนนี้เป็นสัตว์เฉพาะถิ่น[105]
สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ในนิวแคลิโดเนียมีความโดดเด่นในเรื่องขนาด เช่น Ducula goliath เป็นสายพันธุ์นกพิราบหากินบนต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่; Rhacodactylus leachianus ตุ๊กแกที่ใหญ่ที่สุดในโลก; Phoboscincus bocourti จิ้งเหลนขนาดใหญ่ที่เคยเชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจนกระทั่งมีการค้นพบอีกครั้งในปี ค.ศ. 2003[110]
สัตว์ในนิวแคลิโดเนียส่วนใหญ่ที่มีอยู่ก่อนการเข้ามาตั้งรกรากของมนุษย์ได้สูญพันธุ์ไปแล้วในปัจจุบัน รวมถึง Sylviornis ซึ่งเป็นนกที่มีความสูงกว่าหนึ่งเมตรและไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสายพันธุ์ใด ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และ Meiolania เต่ามีเขาขนาดยักษ์ที่แยกสายวิวัฒนาการออกจากเต่าในปัจจุบันในช่วงยุคจูแรสซิก
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2024 ศาลในกรุงนูเมอาได้มีคำพิพากษาห้ามการกำจัดฉลาม โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ การกำจัดดังกล่าวเริ่มขึ้นหลังจากนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียถูกฉลามทำร้ายจนเสียชีวิตในปีที่ผ่านมา[111]
ประชากรศาสตร์
[แก้]| ปี | ประชากร | ±% ต่อปี |
|---|---|---|
| 1956 | 68,480 | — |
| 1963 | 86,519 | +3.72% |
| 1969 | 100,579 | +2.60% |
| 1976 | 133,233 | +4.03% |
| 1983 | 145,368 | +1.26% |
| 1989 | 164,173 | +2.06% |
| 1996 | 196,836 | +2.61% |
| 2009 | 245,580 | +1.68% |
| 2014 | 268,767 | +1.79% |
| 2019 | 271,407 | +0.19% |
| 2025 | 264,596 | −0.45% |
| ISEE[112][3] | ||
จากการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดในเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 นิวแคลิโดเนียมีประชากรจำนวน 264,596 คน[3] ซึ่งลดลงจาก 271,407 คน ในการสำรวจสำมะโนประชากรเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2019[112] เนื่องจากประชาชนได้อพยพออกจากดินแดนอันเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและเหตุการณ์ความไม่สงบในนิวแคลิโดเนีย ค.ศ. 2024 จากจำนวนประชากร 264,596 คนดังกล่าว แบ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ในจังหวัดหมู่เกาะลอยัลตี 18,671 คน จังหวัดเหนือ 50,947 คน และจังหวัดใต้ 194,978 คน
ในช่วงระหว่างการสำรวจสำมะโนประชากร ค.ศ. 2019 ถึง ค.ศ. 2025 จังหวัดเหนือและจังหวัดหมู่เกาะลอยัลตีมีอัตราการเติบโตของประชากรเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 และร้อยละ 1.7 ตามลำดับ ในขณะที่จังหวัดใต้มีอัตราประชากรลดลงร้อยละ 4.0 สาเหตุเนื่องมาจากกลุ่มผู้เพิ่งย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเขตมหานครนูเมอา โดยเฉพาะกลุ่มชนพื้นเมืองกานัก ได้เดินทางออกจากนูเมอาและย้ายไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อื่น ๆ ของนิวแคลิโดเนีย อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในเขตมหานครนูเมอาภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบและเหตุจลาจลในเขตเมืองเมื่อ ค.ศ. 2024[113]
ประชากรร้อยละ 30 ของนิวแคลิโดเนียมีอายุต่ำกว่า 20 ปี[114] โดยสัดส่วนของผู้สูงอายุเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น[115] สองในสามของประชากรทั้งหมดอาศัยอยู่ในเขตมหานครนูเมอา[115] และประชากรร้อยละ 78 ถือกำเนิดในนิวแคลิโดเนีย[115] นอกจากนี้ อัตราเจริญพันธุ์รวม ยังลดลงจาก 2.2 คนต่อสตรีหนึ่งคนใน ค.ศ. 2014 เหลือ 1.9 คนใน ค.ศ. 2019[114]
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ "Soyons unis, devenons frères" เป็นเพลงชาติทางการ แต่โดยทั่วไปใช้เฉพาะในโอกาสสำคัญของพระมหากษัตริย์และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เท่านั้น
- ↑ (อังกฤษ: New Caledonia), (/ˌkælɪˈdoʊniə/ KAL-ih-DOH-nee-ə; หรือ นูแวล-กาเลโดนี (ฝรั่งเศส: Nouvelle-Calédonie) ชื่ออื่น ๆ ที่นิยมเรียกได้แก่ "คานากี" (Kanaky) และ "เลอกายู" (Le Caillou)
- ↑ เมื่อเทียบกับจำนวนนักโทษ 4,053 คน ซึ่งรวมถึงผู้ที่ได้รับการปล่อยตัว 1,176 คน ในเฟรนช์เกียนา ณ วันเดียวกัน[16]
- ↑ ภาษาอังกฤษใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องการท่องเที่ยวจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
อ้างอิง
[แก้]- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อPopulation Structure of Communities - ↑ "New Caledonia". Central Intelligence Agency. 6 December 2023. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 April 2022. สืบค้นเมื่อ 25 January 2021 – โดยทาง CIA.gov.
- 1 2 3 "Recensement 2025". Nouméa: Institute of Statistics and Economic Studies (ISEE-NC). สืบค้นเมื่อ 2026-01-30.
- 1 2 "Evolution du PIB et du PIB par habitant". Nouméa: Institute of Statistics and Economic Studies (ISEE-NC). สืบค้นเมื่อ 2025-02-22.
- ↑ Pappas, Stephanie (25 March 2021). "Hidden boundaries of lost continent 'Zealandia' revealed in incredible detail". LiveScience. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 December 2022. สืบค้นเมื่อ 30 December 2022.
- 1 2 3 "Histoire / La Nouvelle-Calédonie". Nouvelle-caledonie.gouv.fr (ภาษาฝรั่งเศส). 2012-11-20. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 October 2012. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- ↑ vLogan, Leanne; Cole, Geert (2001). New Caledonia. Lonely Planet. p. 13. ISBN 978-1-86450-202-2. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 April 2016. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015 – โดยทาง Google Books.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 "Rapport annuel 2010" (PDF). IEOM Nouvelle-Calédonie. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 March 2021. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- ↑ Quanchi, Max; Robson, John (2005). Historical Dictionary of the Discovery and Exploration of the Pacific Islands. Scarecrow Press. ISBN 9780810865280. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 May 2022. สืบค้นเมื่อ 30 December 2021.
- 1 2 "New Caledonia and International Seaport History. The Maritime Heritage Project". Maritimeheritage.org. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 November 2017. สืบค้นเมื่อ 2017-11-12.
- ↑ Langdon, Robert (1983). Where the Whalers Went: An index of the Pacific Ports and Islands visited by American Whalers (and some other ships) in the 19th Century. Canberra: Pacific Manuscripts Bureau. p. 183. ISBN 086784471X.
- ↑ Angleviel, Frédéric. "De Kanaka à Kanak: l'appropriation d'un terme générique au profit de la revendication identitaire" [From Kanaka to Kanak: the appropriation of a generic term for the benefit of identity claim] (PDF) (ภาษาฝรั่งเศส). Université de la Nouvelle-Calédonie. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 November 2017. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- ↑ "Charting the Pacific – Places". Abc.net.au. 1998-10-13. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 December 2017. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- 1 2 Logan, Leanne; Cole, Geert (2001). New Caledonia. Lonely Planet. p. 15. ISBN 978-1-86450-202-2. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 April 2016. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015 – โดยทาง Google Books.
- ↑ Knauft, Bruce M. (1999). From Primitive to Postcolonial in Melanesia and Anthropology. University of Michigan Press. p. 103. ISBN 978-0-472-06687-2. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 January 2016. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015 – โดยทาง Google Books.
- ↑ Bulletin de la Société générale des prisons. Paris. 1888. p. 980.
- 1 2 3 4 5 Aldrich, Robert; Connell, John (2006). France's Overseas Frontier: Départements et territoires d'outre-mer. Cambridge University Press. p. 46. ISBN 978-0-521-03036-6. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 August 2020. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015 – โดยทาง Google Books.
- 1 2 3 4 5 Stanley, David (1989). South Pacific Handbook. David Stanley. pp. 549–. ISBN 978-0-918373-29-8. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 April 2016. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015 – โดยทาง Google Books.
- ↑ Adrian Muckle
- ↑ Fisher, Denise (2010). "Supporting the Free French in New Caledonia: First Steps in Australian Diplomacy" (PDF). Explorations: A Journal of French-Australian Connections. 49 (1): 18–37. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 24 March 2024. สืบค้นเมื่อ 26 May 2024.
- ↑ Hasluck, Paul Meernaa Caedwalla (1952). "Chapter 6 – Clearing a Way to Total War, October 1940 – January 1941". The Government and the People, 1939–1941 (PDF). Vol. I (1965 ed.). Canberra: Australian War Memorial. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 30 May 2022. สืบค้นเมื่อ 6 August 2009.
- ↑ Rottman, Gordon L. (2002). World War 2 Pacific Island Guide. Greenwood Publishing Group. p. 71. ISBN 978-0-313-31395-0. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 March 2015. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015 – โดยทาง Google Books.
In October, the decision was made to relocate the main South Pacific Fleet base from Auckland to Nouméa (FPO SF 131). Unloading facilities were improved by February 1943 and construction immediately began on the naval operating base.
- 1 2 New Caledonia ที่สารานุกรมบริตานิกา
- ↑ Henningham, Stephen (December 2014). "Australia's Economic Ambitions in French New Caledonia, 1945–1955". The Journal of Pacific History. 49 (4): 421–439. doi:10.1080/00223344.2014.976915. JSTOR 24644648.
- ↑ Mannevy, Charlotte; Derel, Mathurin; Guibert, Nathalie (May 15, 2024). "Second night of riots shakes New Caledonia: 'I didn't think it could come to this'". Le Monde. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 May 2024. สืบค้นเมื่อ 16 May 2024.
- ↑ Vinograd, Cassandra; Breeden, Aurelien (May 15, 2024). "France Declares State of Emergency Amid Protests in New Caledonia". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 May 2024. สืบค้นเมื่อ 16 May 2024.
- ↑ Horowitz, Leah S. (May 2009). "Environmental violence and crises of legitimacy in New Caledonia". Political Geography. 28 (4): 248–258. doi:10.1016/j.polgeo.2009.07.001.
- ↑ Fisher, Denise (2013). France in the South Pacific: Power and Politics. doi:10.22459/FSP.05.2013. ISBN 978-1-922144-95-9.[ต้องการเลขหน้า]
- ↑ Winslow, Donna (June 1991). "Land and Independence in New Caledonia". Cultural Survival Quarterly Magazine (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 November 2017. สืบค้นเมื่อ 2021-02-11 – โดยทาง culturalsurvival.org.
- ↑ Winslow, Donna (June 1991). "Land and Independence in New Caledonia". Cultural Survival Quarterly Magazine (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 November 2017. สืบค้นเมื่อ 2021-02-11 – โดยทาง culturalsurvival.org.
- ↑ Roger, Patrick (3 November 2017). "Nouvelle-Calédonie : ce que contient l'" accord politique " sur le référendum d'autodétermination" [New Caledonia: what is contained in the 'political agreement' on the self-determination referendum]. LeMonde.fr (ภาษาฝรั่งเศส). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 June 2018. สืบค้นเมื่อ 17 July 2018.
- ↑ "New Caledonia sets date for independence referendum". The Guardian. 20 March 2018. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 May 2019. สืบค้นเมื่อ 25 March 2018.
- ↑ "New Caledonia Votes to Remain Part of France". Time.com (ภาษาอังกฤษ). Nouméa, New Caledonia. Associated Press. 5 November 2018. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 November 2018. สืบค้นเมื่อ 2018-11-08.
- ↑ Antoine-Perron, Charlotte (4 October 2020). "New Caledonia voters choose to stay part of France". Los Angeles Times (ภาษาอังกฤษ). Nouméa, New Caledonia. Associated Press. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 October 2020. สืบค้นเมื่อ 11 February 2021.
- ↑ "New Caledonia referendum: South Pacific territory rejects independence from France". BBC News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2020-10-04. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 October 2020. สืบค้นเมื่อ 2021-07-08.
- ↑ "French territory of New Caledonia held its third and last independence referendum where 96.49 voted against independence". France24. 12 December 2021. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 December 2021. สืบค้นเมื่อ 12 December 2021.
- ↑ Antoine-Perron, Charlotte (12 December 2021). "New Caledonia votes to stay in France; separatists boycott". Associated Press. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 April 2022. สืบค้นเมื่อ 13 December 2021.
- ↑ "New Caledonia: 'Shots fired' at police in French territory amid riots over voting reforms". France 24. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 May 2024. สืบค้นเมื่อ May 14, 2024.
- ↑ "New Caledonian independence leaders wary as France drops voting reform". Radio France Internationale (ภาษาอังกฤษ). 2024-10-04. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 December 2024. สืบค้นเมื่อ 2025-04-16.
- ↑ "Curfew lifted in French overseas territory of New Caledonia over 6 months after violent riots". Anadolu Agency. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 December 2024. สืบค้นเมื่อ 2025-04-16.
- ↑ "New Caledonia's political leaders sign historic agreement to shape territory's future". RFI (ภาษาอังกฤษ). 2025-07-12. สืบค้นเมื่อ 2025-07-12.
- ↑ "France, New Caledonia reach 'historic' statehood deal; citizens to remain French". South China Morning Post (ภาษาอังกฤษ). 2025-07-12. สืบค้นเมื่อ 2025-07-12.
- 1 2 "Présentation – L'Outre-Mer". Outre-mer.gouv.fr. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 May 2013. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- 1 2 3 4 5 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อundcol - ↑ "Les différentes élections". Nouvelle-caledonie.gouv.fr (ภาษาฝรั่งเศส). 2011-05-27. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-11-11. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- ↑ "Resultats de l'election presidentielle – Nouvelle Caledonie". Minister of the Interior (ภาษาฝรั่งเศส). Government of France. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 June 2012. สืบค้นเมื่อ 2012-08-06.
- ↑ Mazzoni, Julien (2025-01-09). "New Caledonia Congress elects pro-France president after political crisis". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2025-04-05.
- ↑ editor, A. P. R. (2025-10-24). "French MPs clash over New Caledonia policy, debates further postponed | Asia Pacific Report" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-10-26.
{{cite web}}:|last=มีชื่อเรียกทั่วไป (help) - ↑ "Manoeuvring in Paris delays decision on New Caledonia elections | PINA" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2025-10-24. สืบค้นเมื่อ 2025-10-26.
- 1 2 3 4 5 Anaya 2011, p. 8.
- 1 2 3 4 5 "Sénat coutumier". Nouvelle-caledonie.gouv.fr (ภาษาฝรั่งเศส). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 October 2012. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- 1 2 "Les Forces armées de Nouvelle-Calédonie". Defense.gouv.fr (ภาษาฝรั่งเศส). 2012-12-20. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 November 2017. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- ↑ Lagneau, Laurent (19 September 2018). "Le Régiment d'Infanterie de Marine du Pacifique-Nouvelle Calédonie se distingue lors d'un exercice en Australie; Zone Militaire". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 February 2023. สืบค้นเมื่อ 12 February 2023.
- ↑ "La Marine accueillera prochainement un nouveau bateau". 23 January 2025. สืบค้นเมื่อ 6 April 2025.
- ↑ "First Two EDA-S Next Gen Amphibious Landing Craft Delivered to French DGA". 25 November 2021. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 November 2021. สืบค้นเมื่อ 10 December 2021.
- ↑ Groizeleau, Vincent (13 October 2025). "Merré met à l'eau le dernier remorqueur-pousseur du type RP 10". Mer et Marine (ภาษาฝรั่งเศส). สืบค้นเมื่อ 13 October 2025.
- ↑ "Prise d'armement pour essais du patrouilleur outre-mer Jean Tranape". French Navy. 5 March 2025. สืบค้นเมื่อ 31 March 2025.
- ↑ Tanguy, Jean-Marc (4 August 2022). "New French overseas patrol vessels set for 2023 service entry". Shepherd. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 November 2022. สืบค้นเมื่อ 30 December 2022.
- ↑ Groizeleau, Vincent (21 September 2022). "POM : Le premier patrouilleur reprend ses essais à Brest, le second en achèvement à Boulogne". Mer et Marine (ภาษาฝรั่งเศส). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 September 2022. สืบค้นเมื่อ 3 November 2022.
- ↑ Groizeleau, Vincent (17 October 2025). "Le retrait du service des Falcon 200 Gardian basés à Tahiti et Nouméa a débuté". Mer et Marine. สืบค้นเมื่อ 17 October 2025.
- ↑ "Forces armées en Nouvelle-Calédonie; Ministère des Armées". 14 February 2022. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 January 2023. สืบค้นเมื่อ 11 February 2023.
- ↑ "FANC – Bilan du déploiement du BSAOM D'Entrecasteaux dans le Pacifique Sud; Ministère des Armées". 10 February 2023. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 February 2023. สืบค้นเมื่อ 11 February 2023.
- ↑ "French Navy will receive first three Airbus Dauphin N3 at December 1". Air & Cosmos (ภาษาฝรั่งเศส). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 November 2022. สืบค้นเมื่อ 2022-11-18.
- ↑ "Marine Nationale Dossier d'Information, p. 23" (PDF). Cols Bleus (ภาษาฝรั่งเศส). January 2023. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 4 March 2023. สืบค้นเมื่อ 2023-03-04.
- ↑ "French Air and Space Force Rafales Train Alongside Royal Australian Air Force Growlers". MilitaryLeak. 2022-08-27. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 November 2022. สืบค้นเมื่อ 2022-11-18.
- ↑ "France successfully conducts long-range strategic deployment to Asian-Pacific region". ac.nato.int. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 December 2023. สืบค้นเมื่อ 28 December 2023.
- ↑ Sartre, Julien (2021-12-07). "Covid, mourning and the spectre of violence: New Caledonia prepares for blighted independence vote". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2022-11-18.
- ↑ "COMGEND – Commandant de la gendarmerie pour la Nouvelle-Calédonie et les îles Wallis et Futuna / Sécurité / Services de l'État / Accueil – Les services de l'État en Nouvelle-Calédonie". www.nouvelle-caledonie.gouv.fr. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 November 2022. สืบค้นเมื่อ 2022-11-18.
- ↑ "Vedette Côtière de Surveillance Maritime (VCSM) Boats". Homelandsecurity Technology. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 December 2021. สืบค้นเมื่อ 2022-08-28.
- ↑ "Trust and Non-Self-Governing Territories (1945–1999)". United Nations. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 October 2017. สืบค้นเมื่อ 29 June 2017.
- ↑ Willsher, Kim (19 March 2018). "New Caledonia sets date for independence referendum". The Guardian. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 October 2019. สืบค้นเมื่อ 20 March 2018.
- ↑ "Paris meeting to prepare New Caledonia independence vote". Radio New Zealand. 2016-02-02. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 March 2016. สืบค้นเมื่อ 2016-03-08.
- ↑ "New Caledonia votes 'non' to independence from France". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). Reuters. 2018-11-04. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 December 2018. สืบค้นเมื่อ 2018-11-04.
- ↑ "New Caledonia rejects independence from France for second time". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2020-10-05. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 April 2021. สืบค้นเมื่อ 2020-10-05.
- ↑ Government of New Caledonia. "Les accords de Nouméa" (PDF) (ภาษาฝรั่งเศส). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 5 April 2008. สืบค้นเมื่อ 11 August 2008.
- ↑ RFO. "Société : La Nouvelle-Calédonie choisit un hymne et une devise". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 June 2008. สืบค้นเมื่อ 11 August 2008.
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อmonde1 - ↑ "Nouvelle-Calédonie: Voeu sur le drapeau Kanaky de 2010". axl.cefan.ulaval.ca. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 October 2021. สืบค้นเมื่อ 26 November 2021.
- ↑ "Voeux n° 1 du treize juillet 2010" (PDF). เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 17 April 2021. สืบค้นเมื่อ 26 November 2021.
- ↑ "Roch Wamytan: "descendre le drapeau kanak est un geste ignoble, il ne faut plus parler de destin commun!"". Nouvelle-Calédonie la 1ère. 9 May 2014. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 November 2021. สืบค้นเมื่อ 26 November 2021.
- ↑ "Sarkozy calls for dialogue over New Caledonia violence". France 24. 2011-08-26. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 September 2011. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- ↑ "Macron calls for June talks to break deadlock over New Caledonia's future". France 24 (ภาษาอังกฤษ). 2025-05-27. สืบค้นเมื่อ 2025-07-13.
- ↑ "Macron invites New Caledonian leaders to talks on territory's future". Le Monde (ภาษาอังกฤษ). 2025-06-24. สืบค้นเมื่อ 2025-07-13.
- ↑ France-Presse, Agence (2025-07-13). "New Caledonia to be declared a state in 'historic' agreement – but will remain French". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2025-07-13.
- ↑ "France announces 'historic' deal creating New Caledonia state that stays French". France 24 (ภาษาอังกฤษ). 2025-07-12. สืบค้นเมื่อ 2025-07-13.
- ↑ "New Caledonia independence bloc rejects deal giving powers but no referendum". RFI (ภาษาอังกฤษ). 2025-08-13. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
- ↑ Decloitre, Patrick (16 September 2025). "New Caledonia's Congress votes to postpone provincial elections". RNZ.
- 1 2 3 "Populations légales des provinces de Nouvelle-Calédonie en 2019 − Populations légales de Nouvelle-Calédonie en 2019 | Insee". www.insee.fr. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 April 2023. สืบค้นเมื่อ 2023-09-11.
- ↑ Boyer & Giribet 2007: 355แม่แบบ:Full
- 1 2 3 4 5 6 7 "Données Géographiques". Nouvelle-caledonie.gouv.fr (ภาษาฝรั่งเศส). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 October 2012. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- 1 2 Diahot River ที่สารานุกรมบริตานิกา
- ↑ "The impacts of opencast mining in New Caledonia". The United Nations University. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 July 2011. สืบค้นเมื่อ 9 June 2011.
- 1 2 Grandcolas, P; Murienne, J; Robillard, T; Desutter-Grandcolas, L; Jourdan, H; Guilbert, E; Deharveng, L (2008). "New Caledonia: a very old Darwinian island?". Philosophical Transactions of the Royal Society B: Biological Sciences. 363 (1508): 3309–3317. doi:10.1098/rstb.2008.0122. PMC 2607381. PMID 18765357.
- ↑ "Lagoons of New Caledonia: Reef Diversity and Associated Ecosystems". UNESCO World Heritage Centre. United Nations Educational, Scientific, and Cultural Organization. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 November 2021. สืบค้นเมื่อ 20 November 2021.
- ↑ Sharma, Shweta (19 May 2023). "Earthquake triggers 3ft wave tsunami warnings across South Pacific". The Independent. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 May 2023. สืบค้นเมื่อ 29 May 2023.
- 1 2 3 4 Leanne Logan; Geert Cole (2001). New Caledonia. Lonely Planet. p. 26. ISBN 978-1-86450-202-2. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 December 2019. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015.
- ↑ "EDGAR – The Emissions Database for Global Atmospheric Research". edgar.jrc.ec.europa.eu. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 May 2021. สืบค้นเมื่อ 2021-04-24.
- ↑ Myers, Norman; Mittermeier, Russell A.; Mittermeier, Cristina G.; da Fonseca, Gustavo A. B.; Kent, Jennifer (February 2000). "Biodiversity hotspots for conservation priorities". Nature. 403 (6772): 853–858. Bibcode:2000Natur.403..853M. doi:10.1038/35002501. PMID 10706275.
- ↑ "Bruno Van Peteghem". Goldman Environmental Prize. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 February 2009.
- ↑ "Indigenous Kanaks Take On Inco in New Caledonia". MiningWatch Canada. 19 July 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 October 2007.
- ↑ Collins, Alan S.; Pisarevsky, Sergei A. (August 2005). "Amalgamating eastern Gondwana: The evolution of the Circum-Indian Orogens". Earth-Science Reviews. 71 (3–4): 229–270. Bibcode:2005ESRv...71..229C. doi:10.1016/j.earscirev.2005.02.004.
- 1 2 3 "La flore de Nouvelle-Calédonie – Première partie". Futura-sciences.com. 2004-08-18. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 March 2013. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- ↑ "La flore de Nouvelle-Calédonie – Deuxième partie". Futura-sciences.com. 2004-08-18. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 March 2013. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- ↑ Dinerstein, Eric; Olson, David; Joshi, Anup; Vynne, Carly; Burgess, Neil D.; Wikramanayake, Eric; Hahn, Nathan; Palminteri, Suzanne; Hedao, Prashant; Noss, Reed; Hansen, Matt; Locke, Harvey; Ellis, Erle C; Jones, Benjamin; Barber, Charles Victor; Hayes, Randy; Kormos, Cyril; Martin, Vance; Crist, Eileen; Sechrest, Wes; Price, Lori; Baillie, Jonathan E. M.; Weeden, Don; Suckling, Kierán; Davis, Crystal; Sizer, Nigel; Moore, Rebecca; Thau, David; Birch, Tanya; Potapov, Peter; Turubanova, Svetlana; Tyukavina, Alexandra; de Souza, Nadia; Pintea, Lilian; Brito, José C.; Llewellyn, Othman A.; Miller, Anthony G.; Patzelt, Annette; Ghazanfar, Shahina A.; Timberlake, Jonathan; Klöser, Heinz; Shennan-Farpón, Yara; Kindt, Roeland; Lillesø, Jens-Peter Barnekow; van Breugel, Paulo; Graudal, Lars; Voge, Maianna; Al-Shammari, Khalaf F.; Saleem, Muhammad (June 2017). "An Ecoregion-Based Approach to Protecting Half the Terrestrial Realm". BioScience. 67 (6): 534–545. doi:10.1093/biosci/bix014. PMC 5451287. PMID 28608869.
- 1 2 Palmas, Pauline; Jourdan, Hervé; Rigault, Fredéric; Debar, Léo; De Meringo, Hélène; Bourguet, Edouard; Mathivet, Mathieu; Lee, Matthias; Adjouhgniope, Rachelle; Papillon, Yves; Bonnaud, Elsa; Vidal, Eric (1 October 2017). "Feral cats threaten the outstanding endemic fauna of the New Caledonia biodiversity hotspot". Biological Conservation. 214: 250–259. Bibcode:2017BCons.214..250P. doi:10.1016/j.biocon.2017.08.003.
- ↑ Weir, Alex A. S.; Chappell, Jackie; Kacelnik, Alex (9 August 2002). "Shaping of Hooks in New Caledonian Crows". Science. 297 (5583): 981. doi:10.1126/science.1073433. PMID 12169726.
- ↑ Walker, Matt (2010-10-26). "Clever New Caledonian crows go to parents' tool school". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 October 2011. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- ↑ Attenborough, D. 1998 The Life of Birds BBC ISBN 0563-38792-0
- ↑ "Kagu". Oiseaux-birds.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 November 2011. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- 1 2 3 "La Biodiversité". Endemia.nc. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 January 2013. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
- ↑ "New Caledonia court bans shark culls amid environmental backlash". The Guardian. 8 January 2024.
- 1 2 "The Population at Different Censuses". นูเมอา: สถาบันสถิติและการศึกษาทางเศรษฐกิจ (ISEE-NC). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 April 2020. สืบค้นเมื่อ 2 November 2020.
- ↑ "Populations aux différents recensements". Nouméa: Institute of Statistics and Economic Studies (ISEE-NC). สืบค้นเมื่อ 2026-01-30.
- 1 2 "La croissance démographique fléchit nettement en Nouvelle-Calédonie entre 2014 et 2019". Nouméa: Institute of Statistics and Economic Studies (ISEE-NC). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 November 2020. สืบค้นเมื่อ 2 November 2020.
- 1 2 3 "Recensement de la population en Nouvelle-Calédonie en 2009 – 50 000 habitants de plus en 13 ans" (ภาษาฝรั่งเศส). Institut national de la statistique et des études économiques (INSEE.fr). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 January 2012. สืบค้นเมื่อ 2013-01-30.
ข้อมูล
[แก้]- Anaya, James (23 November 2011). "Report of the Special Rapporteur on the rights of indigenous peoples on the situation of Kanak people in New Caledonia, France" (PDF). United Nations General Assembly. A/HRC/18/35/Add.6. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 9 November 2017 – โดยทาง JamesAnaya.org.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- "Texte intégral de la Constitution du 4 octobre 1958 en vigueur | Conseil constitutionnel". conseil-constitutionnel.fr (ภาษาฝรั่งเศส).
- Government of New Caledonia (ในภาษาฝรั่งเศส).
- Tourism New Caledonia. เก็บถาวร 13 กันยายน 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
- Fauna and Flora of New Caledonia
- Kowasch, Matthias; Batterbury, Simon P. J., บ.ก. (2024). Geographies of New Caledonia-Kanaky. doi:10.1007/978-3-031-49140-5. ISBN 978-3-031-49139-9.