สมัยการบูรณะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมัยการบูรณะ
1865 – 1877
ReconstructionEraColl.png
ซากปรักหักพังของเมืองริชมอนด์ (รัฐเวอร์จิเนีย) อดีตเมืองหลวงของสมาพันธรัฐอเมริกา หลังสมัยสงครามกลางเมืองอเมริกา; ทาสชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อย เดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกใน ค.ศ. 1867;[1] ที่ทำการของสำนักเสรีชนในเมืองเมมฟิส (รัฐเทนเนสซี); การจลาจลเมมฟิส ค.ศ. 1866
รวมถึงสถานที่สหรัฐอเมริกา
ภาคใต้ของสหรัฐ
การปกครองสหพันธ์สาธารณรัฐรัฐธรรมนูญ ระบบประธานาธิบดี ได้แก่
อับราฮัม ลินคอล์น
แอนดรูว์ จอห์นสัน
ยูลิสซีส เอส. แกรนต์
รัทเทอร์ฟอร์ด บี. เฮส์
เหตุการณ์สำคัญสำนักเสรีชน
การลอบสังหารอับราฮัม ลินคอล์น
การจัดตั้งคูคลักซ์แคลน
รัฐบัญญัติการบูรณะ
การฟ้องให้ขับแอนดรูว์ จอห์นสันออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี
รัฐบัญญัติการบังคับใช้
บทบัญญัติรัฐธรรมนูญสมัยการบูรณะ
การประนีประนอม ค.ศ. 1877
← ก่อนหน้า
สงครามกลางเมืองอเมริกา
สมาพันธรัฐอเมริกา
ถัดไป →
สมัยแห่งทองคำเปลว
จิมโคร์ว
จุดตกต่ำสุดของความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติอเมริกัน

สมัยการบูรณะ หรือ Reconstruction era เป็นยุคสมัยหนึ่งของประวัติศาสตร์สหรัฐ หลังสมัยสงครามกลางเมืองอเมริกา (ค.ศ.1861-1865) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ค.ศ. 1865 ถึง 1877 และเป็นสมัยสำคัญของประวัติศาสตร์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา การฟื้นฟู หรือ การบูรณะ ดำเนินตามรัฐสภาสหรัฐ การเลิกทาสและปิดฉากเศษซากของการแยกตัวออกจากสหรัฐของสมาพันธรัฐในมลรัฐภาคใต้ ได้มีการประกาศให้ทาสมีเสรีภาพ (เสรีชน; คนผิวดำ) และความเป็นพลเมืองที่มีสิทธิพลเมืองเท่าเทียมกับคนผิวขาว (อย่างเห็นได้ชัด) สิทธิเหล่านี้ได้รับการรับรองจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญข้อที่ 13 ข้อที่ 14 และข้อที่ 15 มักถูกเรียกโดยรวมว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญสมัยการบูรณะ สมัยสมัยการบูรณะ ยังหมายถึงความพยายามหลักๆ ของรัฐสภาสหรัฐในการเปลี่ยนสภาพ 11 รัฐของอดีตสมาพันธรัฐอเมริกา เข้าเปลี่ยนผ่านสู่สหภาพ

หลังจากการลอบสังหารอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีผู้นำพรรคริพับลิกันเข้าต่อต้านระบบทาสและต่อสู้ในสงครามกลางเมือง รองประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสันได้สืบตำแหน่งประธานาธิบดี เขาเป็นฝ่ายสหภาพที่โดดเด่นทางตอนใต้ แต่ในไม่ช้าเขากลับไปนิยมชมชอบอดีตฝ่านสมาพันธรัฐและกลายเป็นผู้นำในการต่อต้านพวกเสรีชนและพวกพันธมิตรรีพับลิกันหัวรุนแรง ความตั้งใจของเขาคือความพยายามให้รัฐทางใต้กลับมาเป็นอิสระในการตัดสินใจเรื่องสิทธิ (และชะตากรรม) ของอดีตทาส ในขณะที่คำปราศรัยสุดท้ายของลินคอล์นได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่สำหรับการบูรณะ รวมถึงการเสนอให้เสรีชนมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนจอห์นสันกับพรรคเดโมแครตยืนกรานต่อต้านวัตถุประสงค์ดังกล่าว

นโยบายสมัยการบูรณะของจอห์นสันโดยทั่วไปนั้นคว้าชัยชนะจนถึงการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา ค.ศ. 1866 แต่หลังจากนั้น 1 ปี มีการโจมตีคนผิวดำในภาคใต้อย่างรุนแรง เหตุการณ์เหล่านี้รวมถึงการจลาจลเมมฟิส ค.ศ. 1866 เดือนพฤษภาคมและการสังหารหมู่นิวออร์ลีนส์ ค.ศ. 1866 เดือนกรกฎาคม ผลการเลือกตั้งในปี 1866 นั้น พรรครีพับลิกันถือเสียงข้างมากในรัฐสภา พวกเขาจึงใช้อำนาจในการผลักดันบทบัญญัติรัฐธรรมนูญข้อที่ 14 รัฐสภาได้ใช้ระบอบสหพันธรัฐในการสร้างการคุ้มครองสิทธิเท่าเทียมกันและยุบสภานิติบัญญัติของฝ่ายกบฏ โดยกำหนดให้มีการใช้รัฐธรรมนูญมลรัฐฉบับใหม่ทั่วทั้งภาคใต้ ซึ่งสิทธิพลเมืองของพวกเสรีชน ฝ่ายริพับลิกันหัวรุนแรงในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ผิดหวังในการที่ประธานาธิบดีจอห์นสันต่อต้านแนวทางการบูรณะของรัฐสภา พวกเขาจึงยื่นฟ้องให้ขับแอนดรูว์ จอห์นสันออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ก็พ่ายแพ้เพียงแค่คะแนนเสียง 1 เสียงของวุฒิสภา กฎหมายสมัยการบูรณะแห่งชาติฉบับใหม่ได้ปลุกเร้าความโกรธแค้นของคนผิวขาวในภาคใต้ นำมาสู่การก่อกำเนิดคูคลักซ์แคลน กลุ่มแคลนข่มขู่ คุกคาม และสังหารสมาชิกพรรครีพับลิกันและเสรีชนที่ออกมาพูด ตลอดจนอดีตฝ่ายสมาพันธรัฐด้วย รวมถึงเจมส์ เอ็ม. ฮินส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอาร์คันซอ ก็ถูกลอบสังหาร

รัฐบาลผสมของพรรครีพับลิกันเข้ามามีอำนาจและมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมในเกือบทุกรัฐที่เคยเป็นฝ่ายสมาพันธรัฐ สำนักเสรีชนและกองทัพบกสหรัฐ ทั้งสองมีเป้าหมายที่จะใช้เศรษฐกิจแรงงานเสรีเพื่อทดแทนเศรษฐกิจแรงงานทาสที่มีจวบจนสิ้นสงครามกลางเมือง สำนักได้ปกป้องสิทธิตามกฎหมายของเสรีชน การเจรจาสัญญาจ้างงาน และช่วยสร้างเครือข่ายโรงเรียนและโบสถ์ ชาวภาคเหนือหลายพันคนเดินทางมาภาคใต้ในฐานะครูสอนศาสนาและครูอาจารย์ เช่นเดียวกับนักธุรกิจและนักการเมืองเพื่อทำงานในโครงการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจ คำว่า "คาร์เพทแบ็กเกอร์" กลายเป็นคำเยาะเย้ยที่ใช้โจมตีผู้สนับสนุนการบูรณะซึ่งเดินทางจากภาคเหนือมายังภาคใต้

หลังได้รับเลือกตั้งในค.ศ. 1868 ประธานาธิบดียูลิสซีส เอส. แกรนต์จากพรรครีพับลิกันสนับสนุนกระบวนการบูรณะของรัฐสภา และบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาในภาคใต้ ผ่านรัฐบัญญัติการบังคับใช้ที่เพิ่งผ่านรัฐสภามาไม่นานนัก แกรนต์ใช้มาตรการในการปราบปรามคูคลักซ์แคลน พวกแคลนกลุ่มแรกได้ถูกกวาดล้างอย่างสิ้นซากในค.ศ. 1872 นโยบายและข้อกำหนดของแกรนต์ถูกออกแบบมาเพื่อรวมการบูรณาการไว้ที่รัฐบาลกลาง สร้างสิทธิเท่าเทียม การอพยพเคลื่อนย้ายของคนผิวสี และรัฐบัญญัติสิทธิพลเมือง ค.ศ. 1875 อย่างไรก็ตาม แกรนต์ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นภายในพรรครีพับลิกัน ระหว่างรีพับลิกันเหนือและรีพับลิกันใต้ (กลุ่มหลังมักถูกเรียกว่า "สกาลาแวก" โดยพวกที่ต่อต้านการบูรณะ) ในขณะที่กลุ่มพระผู้ไถ่คนขาว และกลุ่มบูร์บงเดโมแครตภาคใต้ ต่อต้านกระบวนการบูรณะอย่างมาก[2]

ในที่สุดการสนับสนุนนโยบายการบูรณะอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือก็ลดน้อยลง ฝ่ายรีพับลิกันกลุ่มใหม่เกิดขึ้นโดยต้องการให้กระบวนการบูรณะยุติลงและกองทัพจะต้องถอนตัว กลุ่มใหม่นี้คือ พรรคเสรีนิยมรีพับลิกัน หลังจากเกิดเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ค.ศ. 1873 พรรคเดโมแครตได้ฟื้นตัวและสามารถเข้ามาควบคุมสภาผู้แทนราษฎรได้อีกครั้งในค.ศ. 1874 พวกเขาเรียกร้องให้ยุติสมัยการบูรณะทันที ในค.ศ. 1877 มีการเจรจาจากเหตุการณ์การประนีประนอม ค.ศ. 1877 ให้มีการเลือกพรรครีพับลิกันเป็นประธานาธิบดี อันเนื่องมาจากข้อพิพาทจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ค.ศ. 1876 จึงมีการกำหนดให้กองทัพกลางต้องถอนทหารออกจากสามรัฐที่ได้ไปประจำการอยู่ (เซาท์แคโรไลนา, ลุยเซียนา และฟลอริดา) เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งจุดจบของสมัยการบูรณะ

นักประวัติศาสตร์หลายคนได้บรรยายถึงสมัยการบูรณะว่ามี "ข้อบกพร่องและความล้มเหลว" มากมาย รวมถึงความล้มเหลวในการปกป้องคนผิวดำเสรีชนจำนวนมาก จากความรุนแรงของคูคลักซ์แคลนช่วงก่อนค.ศ. 1871 และไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขาจากความอดอยาก โรคระบาดและความตาย และการปฏิบัติต่ออดีตทาสอย่างทารุณโดยทหารของสหภาพ ในขณะเดียวกันก็มีการชดเชยให้แก่อดีตเจ้าของทาส แต่กลับปฏิเสธที่จะชดเชยให้แก่อดีตทาส[3] อย่างไรก็ตาม สมัยการบูรณะประสบความสำเร็จในเบื้องต้นสี่ประการ ได้แก่ การฟื้นฟูระบอบสหพันธรัฐ การแก้แค้นโดยตรงเล็กน้อยต่อภาคใต้หลังสงคราม การที่คนผิวสีสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และการสร้างสัญชาติตลอดจนกรอบการทำงานเพื่อความเท่าเทียมทางกฎหมายในท้ายที่สุด[4][5]

การกำหนดช่วงเวลาในสมัยการบูรณะ[แก้]

ประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงสมัยการบูรณะ
อับราฮัม ลินคอล์น แอนดรูว์ จอห์นสัน ยูลิสซีส เอส. แกรนต์ รัทเทอร์ฟอร์ด บี. เฮส์
พรรครีพับลิกัน
(พรรคสหภาพแห่งชาติ)
พรรคเดโมแครต พรรครีพับลิกัน พรรครีพับลิกัน
Abraham Lincoln O-116 by Gardner, 1865-crop.png
Andrew Johnson photo portrait head and shoulders, c1870-1880-Edit1.jpg
Ulysses S Grant by Brady c1870-restored.jpg
President Rutherford Hayes 1870 - 1880 Restored.jpg
ประธานาธิบดี
(ค.ศ. 1861-1865)
อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 8
อิลลินอยส์
(ค.ศ. 1847–1849)
ชนะเลือกตั้ง ค.ศ. 1860 และ 1864
ประธานาธิบดี
(ค.ศ. 1865-1869)
อดีตรองประธานาธิบดี
(ค.ศ. 1865)
อดีตผู้ว่าการรัฐเทนเนสซี
(ค.ศ. 1853-1857)
ประธานาธิบดี
(ค.ศ. 1869-1877)
อดีตผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐ
(ค.ศ. 1864-1869)
ชนะเลือกตั้ง ค.ศ. 1868 และ 1872
ประธานาธิบดี
(ค.ศ. 1877-1881)
อดีตผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ
(ค.ศ. 1876-1877)
ชนะเลือกตั้ง ค.ศ. 1876

การบูรณะเริ่มต้นและสิ้นสุดลงช่วงเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ นักวิชาการโดยทั่วไปมีการกำหนดให้การบูรณะของรัฐบาลกลางเริ่มต้นในทศวรรษที่ 1860 และสิ้นสุดในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เวลาที่ถูกกำหนดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการมากที่สุดคือ ค.ศ. 1865 อันเป็นปีที่สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง[6] อย่างไรก็ตามในเอกสารสำคัญชื่อ "การบูรณะ" ของนักประวัติศาสตร์ เอริค ฟอเนอร์ [7] ได้ระบุการบูรณะในภาคใต้เริ่มต้น ค.ศ. 1863 โดยเริ่มจากการประกาศเลิกทาส โครงการทดลองพอร์ตรอยัล และการอภิปรายอย่างจริงจังเกี่ยวกับนโยบายฟื้นฟูบูรณะในช่วงสงครามกลางเมือ[8] นักประวัติศาสตร์บางคนยึดตามการกำหนดระยะเวลา ค.ศ. 1863 นี้[9] ปี ค.ศ. 1861 ก็ยังถูกกำหนดเป็นปีเริ่มต้นเช่นกัน โดยตีความว่าสมัยการบูรณะเป็นจุดเริ่มต้น "โดยทันทีเมื่อฝ่ายสหภาพเข้ายึดครองพื้นที่ของสมาพันธรัฐ" และมีวาทกรรมช่วงแรกเกี่ยวกับการทดลองด้วยนโยบายฟื้นฟูบูรณะ[10] เวลาที่สิ้นสุดสมัยการบูรณะคือ ค.ศ. 1877 เมื่อรัฐบาลสหพันธรัฐถอนกองพันสุดท้ายออกจากการประจำการในเขตภาคใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์การประนีประนอม ค.ศ. 1877[9] แต่นักวิชาการบางคนยังเสนอปีที่สิ้นสุดหลังจากนั้น คือ ค.ศ. 1890 เพื่อพรรครีพับลิกันล้มเหลวในการผ่านร่างกฎหมายการเลือกตั้งของรัฐบาลกลางและการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนผิวดำ[10]

ภาพรวม[แก้]

ขณะที่สมาพันธรัฐกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐ ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นได้จัดตั้งรัฐบาลสมัยการบูรณะที่รัฐเทนเนสซี รัฐอาร์คันซอและรัฐลุยเซียนาในช่วงสงคราม รัฐบาลฟื้นฟูเวอร์จิเนียได้ปฏิบัติหน้าที่มาตั้งแต่ค.ศ. 1861 ในบางส่วนของรัฐเวอร์จิเนีย และยังดำเนินการเพื่อสร้างรัฐใหม่ คือ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ลินคอล์นทดลองมอบที่ดินแก่คนผิวดำในรัฐเซาท์แคโรไลนา ในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1865 แอนดรูว์ จอห์นสัน ประธานาธิบดีคนใหม่ได้ประกาศเป้าหมายสงครามเพื่อความสามัคคีของคนในชาติ และยุติระบอบทาสได้สำเร็จ และทำให้การบูรณะเสร็จสมบูรณ์ พรรครีพับลิกันในรัฐสภาปฏิเสธที่จะยอมรับเงื่อนไขอันผ่อนปรนของจอห์นสัน พวกเขาปฏิเสธและไม่ยอมรับสมาชิกใหม่ของรัฐสภา ซึ่งบางคนเคยเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสมาพันธรัฐในเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น จอห์นสันแตกหักกับพรรครีพับลิกัน หลังจากได้ออกเสียงคัดค้านร่างกฎหมายที่สำคัญสองฉบับ ที่สนับสนุนสำนักเสรีชนและการให้สิทธิพลเมืองจากรัฐบาลกลางแก่พวกเสรีชน การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา ค.ศ. 1866 ได้เปิดประเด็นเรื่องการบูรณะ ทำให้พรรครีพับลิกันได้ชัยชนะอย่างถล่มทลายในพื้นที่ภาคเหนือ และทำให้ฝ่ายรีพับลิกันหัวรุนแรงมีเสียงเพียงพอที่จะเข้าควบคุมรัฐสภาเพื่อต่อต้านการออกเสียงคัดค้านของประธานาธิบดีจอห์นสัน และเริ่มแนวทาง "การบูรณะอย่างสุดโต่ง" ของพวกเขาในค.ศ. 1867[11] ในปีเดียวกัน รัฐสภาได้ถอดถอนรัฐบาลพลเรือนในภาคใต้ และกำหนดให้อดีตรัฐสมาพันธรัฐอยู่ภายใต้การปกครองโดยกองทัพสหรัฐ (ยกเว้นรัฐเทนเนสซี ซึ่งมีพรรครีพับลิกันที่ต่อต้านจอห์นสันควบคุมไว้อยู่แล้ว) กองทัพจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ซึ่งทาสที่เป็นอิสระมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ในขณะที่คนผิวขาวซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้นำภายใต้สมาพันธรัฐถูกตัดสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง และไม่ได้รับอนุญาตให้ลงสมัครรับตำแหน่ง

ในพื้นที่ 10 รัฐ ฝ่ายพันธมิตรของพวกเสรีชน เช่นกลุ่มคนผิวดำและกลุ่มคนผิวขาวเดินทางมาจากทางเหนือ ("คาร์เพทแบ็กเกอร์") และกลุ่มชาวใต้ผิวขาวที่สนับสนุนการบูรณะ ("สกาลาแวก") ได้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของพรรครีพับลิกันที่มาจากสองชาติพันธุ์ พวกเขานำเสนอแนวทางการบูรณะต่างๆ ได้แก่ การให้เงินทุนแก่โรงเรียนของรัฐ การจัดตั้งสถาบันการกุศล การขึ้นภาษี และการจัดหาเงินทุนเพื่อปรับปรุงงานสาธารณะ เช่น ปรับปรุงการขนส่งด้วยรถไฟและการเดินเรือ

ในทศวรรษที่ 1860 และ 1870 คำว่า "หัวรุนแรง" และ "อนุรักษ์นิยม" มีความหมายที่แตกต่างกัน "อนุรักษ์นิยม" ถูกใช้ในความหมายเชิงสัมพัทธภาพเกี่ยวกับบริบทของยุค เป็นชื่อของกลุ่ม ซึ่งมักจะหมายถึง ชนชั้นชาวไร่ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเรียกฝ่ายตรงข้ามคือ ฝ่ายรีพับลิกันว่าทุจริต และพยายามยุยงให้เกิดความรุนแรงต่อพวกเสรีชนและคนผิวขาวที่สนับสนุนการบูรณะ ความรุนแรงส่วนใหญ่ดำเนินการโดยสมาชิกของคูคลักซ์แคลน (KKK) ซึ่งเป็นองค์กรก่อการร้ายลับ ที่เป็นพันธมิตรอย่างใกล้ชิดกับพรรคเดโมแครตภาคใต้ สมาชิกแคลนข่มขู่และโจมตีคนผิวดำที่ต้องการใช้สิทธิพลเมืองใหม่ เช่นเดียวกับ นักการเมืองพรรครีพับลิกันในภาคใต้ที่สนับสนุนสิทธิพลเมืองนั้น เช่นกัน นักการเมืองคนหนึ่งถูกกลุ่มแคลนสังหารก่อนวันเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ. 1868 คือ เจมส์ เอ็ม. ฮินส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอาร์คันซอ ความรุนแรงแพร่หลายไปทั่วภาคใต้นำมาสู่การเข้าแทรกแซงของรัฐบาลกลางโดยประธานาธิบดียูลิสซีส เอส. แกรนต์ ในค.ศ. 1871 ซึ่งเข้าปราบปรามกลุ่มแคลน อย่างไรก็ตามสมาชิกพรรคเดโมแครตผิวขาวที่เรียกตนเองว่า "กลุ่มพระผู้ไถ่" กลับเข้าควบคุมภาคใต้แบบรัฐต่อรัฐ บางครั้งก็ใช้การทุจริตและใช้ความรุนแรงเพื่อควบคุมการเลือกตั้งในมลรัฐ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วประเทศ ซึ่งตามมาด้วยความตื่นตระหนกในปี 1873 นำมาซึ่งชัยชนะของพรรคเดโมแครตในภาคเหนือ โครงการทางรถไฟจำนวนมากในภาคใต้ต้องถูกระงับ และก่อให้เกิดความรู้สึกคับข้องใจมากขึ้นในทางภาคเหนือ

จุดสิ้นสุดสมัยการบูรณะนั้นเป็นกระบวนการที่ง่อนแง่น และพรรครีพับลิกันสิ้นสุดอำนาจในการควบคุมแต่ละรัฐในเวลาที่แตกต่างกัน เหตุการณ์การประนีประนอม ค.ศ. 1877 ทำให้การแทรกแซงทางทหารในการเมืองภาคใต้ต้องยุติลง และพรรครีพับลิกันล่มสลายในการควบคุมรัฐบาลสามรัฐสุดท้ายของภาคใต้ ตามมาด้วยช่วงเวลาที่คนผิวขาวภาคใต้ได้ใช้คำว่าเป็น "การกู้คืน" โดยสภานิติบัญญัติของรัฐที่ถูกครอบงำโดยคนผิวขาวได้ตรากฎหมายจิมโคร์ว ซึ่งเป็นการเพิกถอนสิทธิ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคนผิวดำส่วนใหญ่ รวมถึงผู้มีรายได้น้อยชาวผิวขาวจำนวนมาก และสิทธิ์ในกฎหมายเลือกตั้งที่เริ่มต้น ค.ศ. 1890 ภาพจำในสมัยการบูรณะของสมาชิกพรรคเดโมแครตภาคใต้ผิวขาวซึ่งไม่ดีนักในสายตาพวกเขา พวกเขาจึงกำหนดระบบอำนาจสูงสุดของคนผิวขาวและพลเมืองชั้นสองสำหรับคนผิวดำ เป็ยกฎหมายที่ถูกเรียกว่า กฎหมายจิมโคร์ว

ทรรศนะสามมิติของความทรงจำในสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในสมัยการบูรณะ ได้แก่

  • ทรรศนะของ "นักปรองดอง" มีพื้นฐานมาจากการรับมือกับความตายและหายนะที่เกิดจากสงคราม
  • ทรรศนะของ "ผู้เชื่อในอำนาจสูงสุดของคนผิวขาว" เรียกร้องให้มีการแบ่งแยกเชื้อชาติอย่างเข้มงวด และดำรงไว้ซึ่งอำนาจคนผิวขาวในการครอบงำทางการเมืองและวัฒนธรรมเหนือคนผิวดำ ไม่เห็นด้วยต่อสิทธิในการเลือกตั้งของคนผิวดำ การข่มขู่และความรุนแรงเป็นวิธีหนึ่งที่ยอมรับได้เพื่อขับเคลื่อนทรรศนะแนวทางนี้
  • ทรรศนะของ "ผู้สนับสนุนการเลิกทาส" มองการแสวงหาเสรีภาพอย่างเต็มที่ ความเป็นพลเมือง สิทธิในการเลือกตั้งเฉพาะผู้ชาย และความเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญสำหรับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา[12]

จุดประสงค์[แก้]

สมัยการบูรณะกล่าวถึงประเด็นทั้งหลาย เช่น วิธีที่ 11 รัฐกบฏแยกตัวทางภาคใต้ได้รับสิ่งที่รัฐธรรมนูญ เรียกว่า "รูปแบบรัฐบาลของรีพับลิกัน" และได้มีที่นั่งใหม่ในรัฐสภาอีกครั้ง สถานะทางการเมืองของอดีตผู้นำฝ่ายสมาพันธรัฐ ตลอดจนรัฐธรรมนูญและสถานะทางกฎหมายของเสรีชน โดยเฉพาะในด้านสิทธิพลเมืองของพวกเขา และยังถูกพิจารณาว่ายังควรให้สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอีกหรือไม่ ความขัดแย้งเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ปะทุขึ้นทั่วในเขตภาคใต้[i]

การผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญข้อที่ 13 ข้อที่ 14 และข้อที่ 15 เป็นมรดกทางรัฐธรรมนูญของสมัยการบูรณะ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเหล่านี้สร้างสิทธิ์ที่จะนำไปสู่การพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งถูกทำให้ขัดข้องจากเหตุการณ์การแบ่งแยกเชื้อชาติในโรงเรียนสหรัฐ "การฟื้นฟูบูรณะครั้งที่สอง" ได้จุดประกายขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง นำไปสู่กฎหมายสิทธิพลเมือง ค.ศ. 1964 และ 1965 ที่ยุติการแบ่งแยกเชื้อชาติทางกฎหมายและเปิดหารเลือกตั้งใหม่อีกครั้งสำหรับคนผิวดำ

กฎหมายและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่วางรากฐานสำหรับขั้นตอนการฟื้นฟูในแนวทางที่ "เรดิคัล" หรือ "สุดโต่งรุนแรง" อันนำมาใช้ตั้งแต่ค.ศ. 1866 ถึง 1871 โดยในทศวรรษที่ 1870 สมัยการบูรณะได้ให้สิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันแก่เสรีชนภายใต้รัฐธรรมนูญ และคนผิวดำมีสิทธิเลือกตั้งตลอดจนมีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สภานิติบัญญัติของพรรครีพับลิกัน เป็นการสร้างพันธมิตรระหว่างคนขาวและคนดำ ได้ก่อตั้งระบบโรงเรียนรัฐบาล และสถาบันการกุศลหลายแห่งในเขตภาคใต้ กลุ่มกองกำลังกึ่งทหารผิวขาว โดยเฉพาะคูคลักซ์แคลน (KKK) และพวกสันนิบาตขาวและกลุ่มคนเสื้อแดง ได้จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์ทางการเมืองเพื่อขับไล่พรรครีพับลิกัน พวกเขายังขัดขวางการจัดระเบียบทางการเมือง และข่มขู่คนผิวดำเพื่อกีดกันพวกเขาออกจากการเลือกตั้ง[13] ประธานาธิบดีแกรนต์ใช้อำนาจของรัฐบาลกลางเพื่อปิดระบบของ KKK ประสบความสำเร็จในต้นทศวรรษที่ 1870 แม้ว่ากลุ่มอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กกว่ายังคงดำเนินการอยู่ ตั้งแต่ค.ศ. 1873 ถึง 1877 กลุ่มคนผิวขาวที่สนับสนุนการปฏิรูประบบราชการแบบเสรีนิยมคลาสสิก (เรียกตัวเองว่า "กลุ่มพระผู้ไถ่") ได้รับอำนาจรัฐทางใต้ พวกเขาประกอบตัวเป็นกลุ่มปีกบูร์บงของพรรคเดโมแครตแห่งชาติ

ในทศวรรษที่ 1860 และ 1870 บรรดาผู้นำที่เคยเป็นสมาชิกพรรควิก มุ่งมั่นที่จะสร้างความทันสมัยทางเศรษฐกิจ สร้างทางรถไฟโดยรอบ สร้างโรงงาน ธนาคารและเมือง[14] กลุ่มรีพับลิกัน "หัวรุนแรง" จำนวนมากทางตอนเหนือเป็นผู้ที่เชื่อเรื่องการมีส่วนร่วมในการเป็นพลเมืองของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา โดยให้สิทธิ์พวกเขาในฐานะพลเมือง พร้อมกับสิทธิในสถานประกอบการที่เป็นอิสระ คนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกนิยมความเป็นสมัยใหม่ และเป็นพวกอดีตพรรควิกเก่า[15] "พรรคเสรีนิยมรีพับลิกัน" ในค.ศ. 1872 มีทัศนคติแบบเดียวกัน เว้นแต่ว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการทุจริตที่พวกเขาพบเห็นโดยรอบประธานาธิบดีแกรนต์ และเชื่อว่าเป้าหมายของสงครามกลางเมืองสำเร็จแล้ว การแทรกแซงของกองทัพสหรัฐจึงควรยุติได้ในทันที

การทำลายล้างภาคใต้ ค.ศ. 1865[แก้]

เศรษฐกิจของภาคใต้ถูกทำลายจากสงคราม ในภาพคือเมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา บอร์ดสตรีท ค.ศ. 1865

สมัยการบูรณะนั้นต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่อยยับ สมาพันธรัฐในค.ศ. 1861 มีเมืองเล็กและใหญ่ 297 เมือง ด้วยประชากรราว 835,000 คน ในจำนวนนี้มี 162 เมือง และประชากร 681,000 คน อยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพสหภาพ เมือง 11 เมืองถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงคราม เช่น แอตแลนตา (เหลือประชากร 1,860 คน จาก 9,600 คน) ชาร์ลสตัน, โคลัมเบีย และริชมอนด์ (ก่อนสงครามมีประชากร 40,500, 8,100 และ 37,900 ตามลำดับ) เมืองทั้ง 11 มีประชากร 115,900 คน จากการสำรวจสำมะโนครัวประชากรใน ค.ศ. 1860 หรือคิดเป็น 14% ของเขตเมืองทางใต้ จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ถูกทำลายนั้นเป็นเพียง 1% ของประชากรในเมืองและชนบทของสมาพันธรัฐรวมกัน อัตราความเสียหายในเมืองเล็กๆ นั้นต่ำกว่ามาก มีศาลากลางเมืองจำนวนเพียง 45 แห่ง จากทั้งหมด 830 แห่ง เท่านั้นที่ถูกเผา[16]

ที่นาและฟาร์มอยู่ในสภาวะทรุดโทรม และคอกม้า ล่อและวัว ก่อนสงครามได้ถูกทำลายจนหมดสิ้น ปศุสัตว์ทางใต้จำนวน 40% ถูกฆ่าสังหาร[17] ไร่นาทางใต้ไม่มีการใช้เครื่องจักรมากนัก แต่มูลค่าของเครื่องมือและเครื่องจักรในไร่นาตามการสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐ ค.ศ. 1860 อยู่ที่ 81 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และลดลงถึงร้อยละ 40 ในค.ศ. 1870[18] โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมถูกทำลายย่อยยับ โดยมีการบริการรถไฟหรือเรือล่อมแม่น้ำเพียงเล็กน้อย เพื่อขนผลิตผลและสัตว์ออกสู่ตลาด[19] ระยะทางรถไฟส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบท โดยมากกว่าสองในสามของรางรถไฟ สะพาน ลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟ ร้านซ่อมและล้อขับเคลื่อน ในพื้นที่ภาคใต้ล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหภาพ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถทำลายได้อย่างเป็นระบบ แม้แต่พื้นที่ที่ไม่ถูกแตะต้อง ก็ยังประสบปัญหาการขาดการบำรุงรักษาและซ่อมแซม การขาดแคลนอุปกรณ์ใหม่ๆ การใช้งานอุปกรณ์เกินขนาดอย่างหนัก และการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์อย่างจงใจโดยฝ่ายสมาพันธรัฐขนย้ายจากพื้นที่ห่างไกลเข้าไปในเขตสงคราม จึงทำให้ระบบเหล่านั้นถูกทำลายเมื่อสงครามยุติ[16] การฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบราง กลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของรัฐบาลสมัยการบูรณะ[20]

การกระจายความมั่งคั่งต่อหัวประชากร ค.ศ. 1872 ภาพวาดแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ในขณะนั้น

ความเสียหายมหาศาลจากการทำสงครามของสมาพันธรัฐส่งผลกระทบอย่างมากต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจภาคใต้ ความเสียหายโดยตรงของสมาพันธรัฐในด้านทุนมนุษย์ ค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และความเสียหายทางกายภาพจากสงครามมีมูลค่ารวม 3.3 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงต้น ค.ศ. 1865 อัตราเงินเฟ้อที่สูงทำให้มูลค่าเงินดอลลาร์สมาพันธรัฐมีน้อย เมื่อสงครามสิ้นสุดลง สกุลเงินสมาพันธรัฐและเงินฝากในธนาคารมีค่าเป็นศูนย์ ทำให้ระบบธนาคารสูญเสียเกือบทั้งหมด ผู้คนต้องหันไปใช้บริการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือพยายามหาเงินจากดอลลาร์สหภาพที่ขาดแคลนเช่นกัน การเลิกทาสในภาคใต้ทำให้เศรษฐกิจของภาคใต้ทั้งหมดจะต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ เจ้าของไร่สวนคนผิวขาวที่สูญเสียการลงทุนมหาศาลจากทาส เหลือเงินทุนเพียงน้อยนิดที่จ่ายให้กับแรงงานเสรีชนที่ต้องเก็บเกี่ยวพืชผล เป็นผลให้มีการพัฒนาระบบการเช่าที่ดินโดยแบ่งผลผลิต ซึ่งเจ้าของที่ดินได้แบ่งแปลงไร่สวนขนาดใหญ่ออกจากกัน และปล่อยเช่าพื้นที่ทำการเกษตรเล็กๆ แก่พวกเสรีชนและครอบครัวของพวกเขา ลักษณะหลักของเศรษฐกิจภาคใต้จึงถูกเปลี่ยนจากกลุ่มชนชั้นสูงพวกผู้ดีเจ้าของทาสที่เป็นคนส่วนน้อย กลายเป็นระบบเกษตรกรรมแบบเกษตรกรผู้เช่าไร่นา[21]

การสิ้นสุดของสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นพร้อมกับการอพยพผู้คนจำนวนมากเข้าสู่เมืองต่างๆ[22] ในเมืองต่างๆ คนดำถูกผลักไสให้ได้งานที่มีค่าตอบแทนต่ำที่สุด เช่น แรงงานไร้ฝีมือ และแรงงานภาคบริการ ผู้ชายทำงานเป็นพนักงานรถไฟ คนงานโรงกลึงและผลิตไม้แปรรูป และพนักงานโรงแรม ช่างฝีมือที่เป็นทาสจำนวนมากในช่วงแอนเทเบลลัมเซาท์ ไม่ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นช่างฝีมือเสรีชนอิสระในช่วงสมัยการบูรณะ[23] ผู้หญิงผิวดำส่วนใหญ่ถูกกักขังให้ทำงานในครัวเรือน เป็นแม่ครัว แม่บ้านและพยาบาลเด็ก คนอื่นๆ ทำงานตามโรงแรม และอีกหลายคนเป็นหญิงรับจ้างซักรัด การเคลื่อนย้ายประชากรนี้ส่งผลกระทบด้านลบที่รุนแรงแก่คนผิวดำ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก[24]

ชายผิวขาวภาคใต้จำนวนหนึ่งในสี่ที่มีอายุอยู่ในช่วงวัยเกณฑ์ทหาร อันเป็นกระดูกสันหลังของแรงงานผิวขาวในภาคใต้ เสียชิวิตในช่วงสงคราม ทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลังให้ยากจนอย่างนับไม่ถ้วน[17] รายได้ต่อหัวของคนผิวขาวชาวใต้ลดลงจาก 125 ดอลลาร์ในค.ศ. 1857 เหลือ 80 ดอลลาร์ ในปีค.ศ. 1879 ในช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 19 และเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ภาคใต้ต้องติดบ่วงแห่งความยากจน ความล้มเหลวนี้เกิดจากสงครามและการพึ่งพาการเกษตรมาตั้งแต่คราวก่อน ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์[25]

การฟื้นฟูภาคใต้กลับเข้าสู่สหภาพ[แก้]

การ์ตูนล้อการเมืองแสดงภาพแอนดรูว์ จอห์นสันและอับราฮัม ลินคอล์น ในค.ศ. 1865 โดยพาดหัวว่า "The Rail Splitter (ผู้แยกราง; เป็นฉายาหนึ่งของลินคอล์นที่ถูกมองว่าเป็น The Rail Candidate) ในระหว่างซ่อมแซมสหภาพ" (จอห์นสัน): "ทำแบบเงียบๆ ลุงเอ๊บกับผมจะเย็บให้มันใกล้ชิดติดกว่าเดิม" (ลินคอล์น): "อีกไม่กี่ตะเข็บแล้วแอนดี้ สหภาพเก่าที่ดีงามจะได้รับการซ่อมบำรุง"

ในช่วงระหว่างสงครามกลางเมือง ผู้นำฝ่ายรีพับลิกันหัวรุนแรงได้โต้แย้งว่า ระบบทาสและอำนาจถือครองทาสจะต้องถูกทำลายลงอย่างถาวร ฝ่ายรีพับลิกันสายกลางเสนอว่าสิ่งเหล่านี้จะสำเร็จลงได้ง่ายทันทีเมื่อกองทัพสมาพันธรัฐยอมจำนน และรัฐทางใต้ยกเลิกการแยกตัว อีกทั้งยอมรับในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญข้อที่ 13 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1865[26]

ประธานาธิบดีลินคอล์นเป็นผู้นำฝ่ายรีพับลิกันสายกลางและเขาต้องการเร่งการบูรณะ เพื่อรวมชาติกลับคืนมาอย่างไม่ลำบากและรวดเร็ว ลินคอล์นประกาศสมัยการบูรณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1863 ด้วยแนวนโยบายแผนสิบเปอร์เซ็นต์ของเขา ซึ่งดำเนินการในหลายรัฐ แต่ฝ่ายรีพับลิกันหัวรุนแรงคัดค้าน

ค.ศ. 1864: ร่างรัฐบัญญัติเวด-เดวิส[แก้]

ประธานาธิบดีลินคอล์นแตกหักกับพวกหัวรุนแรงในค.ศ. 1864 ร่างรัฐบัญญัติเวด-เดวิส ในค.ศ. 1864 ซึ่งผลักดันโดยวุฒิสมาชิกเบนจามิน เวดจากรัฐโอไฮโอ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเฮนรี วินเทอร์ เดวิสจากรัฐแมรีแลนด์ ทั้งสองเป็นฝ่ายหัวรุนแรง และร่างรัฐบัญญัตินี้ก็ผ่านมติรัฐสภาโดยการผลักดันของรีพับลิกันหัวรุนแรง กฎหมายนี้ออกแบบมาเพื่อให้ยกเลิกสิทธิ์ฝ่ายสมาพันธรัฐในภาคใต้ ร่างกฎหมายดังกล่าวขอให้รัฐบาลให้สิทธิ์ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และผู้ใดที่เต็มใจให้อาวุธเพื่อต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาคนผู้นั้นจะถูกตัดสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียง ร่างกฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เป็นร้อยละ 50 ของชายผิวขาว ต้องใช้ "คำสาบานที่แข็งกร้าว" โดยต้องสาบานว่าพวกเขาไม่เคยสนับสนุนฝ่ายสมาพันธรัฐ หรือเป็นหนึ่งในทหารของกองทัพสมาพันธรัฐ คำปฏิญญาณนี้ยังทำให้พวกเขาต้องสาบานตนว่า จะจงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญและสหภาพ ก่อนที่พวกเขาจะเข้าการประชุมรัฐธรรมนูญของรัฐ ลินคอล์นคัดค้านกฎหมายนี้ ในการผลักดันนโยบาย "ไม่มุ่งพยาบาทต่อใคร" (malice toward none) ซึ่งเขาได้ประกาศในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองของเขา[27] ลินคอล์นขอให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสนับสนุนสหภาพในอนาคตเท่านั้น โดยไม่ย้อนกลับไปมองอดีต[28] ลินคอล์นใช้วิธีการยับยั้งโดยเก็บเรื่องไว้ในการคัดค้านร่างรัฐบัญญัติเวด-เดวิส ซึ่งเขามองว่าเป็นแนวทางที่เข้มงวดสุดโต่งกว่านโยบายแผนสิบเปอร์เซ็นต์[11][28][29]

หลังการยับยั้งของลินคอล์น ทำให้ฝ่ายหัวรุนแรงสูญเสียการสนับสนุน แต่พวกเขาก็ฟื้นฟูอำนาจมาได้หลังการลอบสังหารอับราฮัม ลินคอล์นในเดือนเมษายน ค.ศ. 1865

ค.ศ. 1865: กรณีพิพาทการบูรณะประเทศ[แก้]

จากนั้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1865 คำสั่งพิเศษภาคสนาม ลำดับที่ 15 ได้ถูกประกาศใช้ ทำให้มีการคืนที่ดินที่ถูกริบจำนวน 400,000 เอเคอร์ในรัฐจอร์เจียและเซาท์แคโรไลนา แบ่งเป็นแปลงๆ ละ 40 เอเคอร์ให้แก่ครอบครัวเสรีชนชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ที่เพิ่งได้อิสรภาพ และสหภาพแรงงานผิวขาวทางตอนใต้ก็ได้รับด้วย

6 วันหลังจากสงครามสิ้นสุดเมื่อนายพลโรเบิร์ต อี. ลี ยอมจำนนต่อกองกำลังเวอร์จิเนียเหนือแห่งกองทัพสหภาพของประธานาธิบดีลินคอล์น

การลอบสังหารอับราฮัม ลินคอล์นในเดือนเมษายน ค.ศ. 1865 รองประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสัน ได้กลายเป็นประธานาธิบดี พวกหัวรุนแรงมองว่าจอห์นสันเป็นพันธมิตร แต่เมื่อเขาได้เป็นประธานาธิบดี จอห์นสันกลับปฏิเสธโครงการบูรณะของพวกหัวรุนแรง เขามีความสัมพันธ์อันดีกับอดีตฝ่ายสมาพันธรัฐทางใต้และอดีตผู้ทรยศทางเหนือ เขาได้แต่งตั้งผู้ว่าการรัฐที่เป็นคนของเขาเอง และพยายามยุติกระบวนการบูรณะภายในสิ้นปี ค.ศ. 1865 แธดเดียส สตีเวนส์คัดค้านแผนการของจอห์นสันอย่างแข็งขันที่พยายามแทรกแซงให้ยุติการบูรณะ สตีเวนส์ยืนยันว่าการบูรณะจะต้อง "ปฏิวัติสถาบัน พฤติกรรมและธรรมเนียมของทางใต้...รากฐานทางสถาบันของพวกเขา...จะต้องถูกทำลายและผันเปลี่ยน หรือไม่เช่นนั้นหยาดเลือดและทรัพย์สมบัติของเราจะถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์"[30] จอห์นสันแตกหักกับพรรครีพับลิกันโดยสิ้นเชิง เมื่อเขาคัดค้านรัฐบัญญัติสิทธิพลเมือง ต้นค.ศ. 1866 ในขณะที่พรรคเดโมแครตกำลังเฉลิมฉลอง พรรครีพับลิกันก็รวมตัวผ่านร่างกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง และเอาชนะการคัดค้านของประธานาธิบดีจอห์นสัน[31] ทไให้เป็นลักษณะของสงครามทางการเมืองเต็มรูปแบบระหว่างจอห์นสัน (ซึ่งได้เป็นพันธมิตรกับพรรคเดโมแครต) กับฝ่ายรีพับลิกันหัวรุนแรง[32][33]

นับตั้งแต่สงครามสิ้นสุดลง รัฐสภาปฏิเสธข้อโต้แย้งของจอห์นสันที่โต้ว่า เขามีอำนาจทางสงครามในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอะไร โดยรัฐสภาตัดสินว่า รัฐสภามีอำนาจหลักในการตัดสินใจ แนวทางการบูรณะนั้นจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากรัฐธรรมนูญระบุให้ สหรัฐฯ ต้องรับประกันว่าแต่ละรัฐจะมีรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐนิยม พวกหัวรุนแรงยืนกรานว่ารัฐสภาสามารถตัดสินใจในแนวทางของการบูรณะนั้นจะเป็นอย่างไร ประเด็นมีหลากหลายประเด็น ว่า ใครควรเป็นผู้ตัดสินใจ รัฐสภาหรือประธานาธิบดี สาธารณรัฐนิยมควรจะดำเนินการอย่างไรในภาคใต้ สถานะของรัฐอดีตสมาพันธรัฐควรจะเป็นอย่างไร สถานะพลเมืองของอดีตผู้นำสมาพันธรัฐควรจะเป็นอย่างไร สัญชาติและสถานะการเลือกตั้งของเสรีชนเป็นอย่างไร[34]

หลังสงครามยุติ ประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสัน ได้คืนที่ดินส่วนใหญ่ให้แก่อดีตชาวผิวขาวที่เป็นเจ้าของทาส

ค.ศ. 1866: การบูรณะของรีพับลิกันหัวรุนแรง[แก้]

ในค.ศ. 1866 ฝ่ายรีพับลิกันหัวรุนแรงนำโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แธดเดียส สตีเวนส์ และวุฒิสมาชิกชาลส์ ซัมเนอร์ เชื่อว่าผู้ที่จอห์นสันแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ในทางภาคใต้นั้น ไม่มีความจงรักภักดีต่อสหภาพ หรือเป็นศัตรูกับฝ่ายที่จงรักภักดีต่อสหภาพ และเป็นศัตรูของพวกเสรีชน ฝ่ายหัวรุนแรงใช้หลักฐานที่เกิดการจลาจลต่อต้านคนผิวดำ ในเหตุการณ์การจลาจลเมมฟิส ค.ศ. 1866 และการสังหารหมู่นิวออร์ลีนส์ ค.ศ. 1866 ฝ่ายรีพับลิกันหัวรุนแรงเรียกร้องให้รัฐบาลกลางตอบโต้อย่างรวดเร็วและหนักแน่น และระงับการเหยียดเชื้อชาติในภาคใต้[35]

สตีเวนส์และผู้สนับสนุนมองว่าการแยกตัวออกจากรัฐ ทำให้รัฐเหล่านั้นมีลักษณะเหมือนดินแดนใหม่ ซัมเนอร์ก็ได้แย้งว่า การแยกตัวออกจากสหรัฐได้ทำลายสถานะความเป็นมลรัฐ แต่รัฐธรรมนูญยังคงขยายอำนาจและให้การคุ้มครองปัจเจกชน เช่นเดียวกับดินแดนอื่นๆ ในสหรัฐ พรรครีพับลิกันพยายามไม่ให้นักการเมืองภาคใต้ของจอห์นสัน "ฟื้นฟูประวัติศาสตร์การควบคุมพวกนิโกร" เนื่องด้วยระบบทาสถูกยกเลิก การประนีประนอมสามในห้าจึงไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการนับประชากรคนผิวดำ หลังการสำรวจสำมะโนประชากร ค.ศ. 1870 ภาคใต้ได้รับที่นั่งผู้แทนเพิ่มเติมจำนวนมากในรัฐสภา โดยพิจารณาจากฐานประชากรที่เป็นเสรีชนทั้งหมด[ii] สมาชิกพรรครีพับลิกันในอิลินอยส์รายหนึ่ง แสดงความหวาดกลัวว่า ถ้าหากภาคใต้เพียงได้รับอนุญาตให้ฟื้นฟูอำนาจที่เคยได้รับก่อนหน้านี้ จะทำให้ "การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้แทนนั้นเป็นรางวัลสำหรับผู้ทรยศ"[36][37]

การเลือกตั้งในค.ศ. 1866 ได้เปลี่ยนสมดุลของอำนาจอย่างเด็ดขาด ทำให้พรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในทั้งสองสภา และมีคะแนนเสียงมากพอที่จะเอาชนะการโหวตคัดค้านของจอห์นสัน พวกเขาจึงดำเนินการฟ้องให้ขับแอนดรูว์ จอห์นสันออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี เนื่องจากเขาพยายามขัดขวางมาตรการบูรณะที่สุดโต่งของรีพับลิกันหัวรุนแรงโดยการใช้รัฐบัญญัติการดำรงตำแหน่ง (ค.ศ. 1867) ประธานาธิบดีจอห์นสันพ้นผิดด้วยคะแนนเสียงเดียว แต่เขาก็สูญเสียอิทธิพบในการกำหนดนโยบายการบูรณะ [38] รัฐสภาของพรรครีพับลิกันจัดตั้งเขตการทหารในภาคใต้ และใช้บุคลากรกองทัพบกสหรัฐในการบริหารจัดการภูมิภาคนี้จนกว่ารัฐบาลใหม่ที่จงรักภักดีต่อสหภาพจะถูกจัดตั้งขึ้น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญข้อที่ 14 และสิทธิของพวกเสรีชนในการลงคะแนนเสียงได้ถูกจัดตั้งขึ้น รัฐสภาดำเนินการระงับสิทธิในการลงคะแนนเสียงของอดีตเจ้าหน้าที่สมาพันธรัฐและเจ้าหน้าที่อาวุโส ประมาณ 10,000 - 15,000 คน ในขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้ขาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันได้รับสัญชาติอย่างเต็มรูปแบบ และผู้ชายที่บรรลุนิติภาวะมีสิทธิลงคะแนนเสียง[39]

ด้วยอำนาจในการออกเสียงลงคะแนน เหล่าเสรีชนจึงเริ่มมีส่วนร่วมในการเมือง ในขณะที่ทาสจำนวนมากไม่มีการศึกษา คนผิวดำที่มีการศึกษา (รวมถึงทาสที่หลบหนี) ได้ย้ายลงมาจากทางเหนือเพื่อช่วยเหลือพวกเขา และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนไปโดยปริยาย พวกเขาเลือกชายผิวขาวและผิวดำเป็นตัวแทนของพวกเขาในการประชุมรัฐธรรมนูญ กลุ่มพันธมิตรพรรครีพับลิกันของพวกเสรีชน ชาวใต้ที่สนับสนุนสหภาพ (ถูกเรียกอย่างเย้ยหยันว่า "สกาลาเวก" โดยพวกพรรคเดโมเครตขาว) และชาวเหนือที่อพยพลงมาทางภาคใต้ (ถูกเรียกอย่างเย้ยหยันว่า "คาร์เพทแบ็กเกอร์") ซึ่งบางคนเป็นชาวพื้นเมือง แต่เป็นทหารผ่านศึกของฝ่ายสหภาพ ได้รวมกันจัดประชุมรัฐธรรมนูญ พวกเขาได้สร้างรัฐธรรมนูญใหม่ของรัฐเพื่อกำหนดทิศทางของรัฐภาคใต้[40]

สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง[แก้]

อนุสาวรีย์ตั้งเป็นเกียรติแก่กองทัพสาธารณรัฐ จัดสร้างขึ้นหลังสงคราม

รัฐสภาต้องพิจารณาถึงวิธีการฟื้นฟูสถานะและการเป็นผู้แทนในสหภาพของรัฐทางใต้ที่ประกาศอิสรภาพจากสหรัฐอเมริกา และการถอนผู้แทนของรัฐเหล่านั้น สิทธิในการเลือกตั้งของอดีตฝ่ายสมาพันธรัฐเป็นหนึ่งในสองข้อกังวลหลัก ต้องมีการตัดสินใจว่าจะยอมให้อดีตสมาพันธรัฐบางส่วน หรือทั้งหมดสามารถลงคะแนนเสียงได้ (หรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง) ฝ่ายสายกลางในรัฐสภาต้องการให้ทุกคนมีสิทธิลงคะแนนเสียง แต่ฝ่ายหัวรุนแรงต่อต้าน พวกเขาต้องกล่าวคำสาบานที่แข็งกร้าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งทำให้ไม่มีอดีตสมาพันธรัฐคนใดสามารถใช้สิทธิลงคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักประวัติศาสตร์ ฮาโรลด์ ไฮแมน กล่าวว่า สมาชิกสภาในค.ศ. 1866 "ใช้คำสาบานเป็นปราการด่านสุดท้ายในการป้องกันไม่ให้อดีตกบฏกลับเข้ามามีอำนาจ ซึ่งเป็นแนวป้องกันที่เกื้อหนุนพวกชาวใต้ฝ่ายสหภาพและพวกนิโกรในการปกป้องตนเอง"[41]

ผู้นำรีพับลิกันหัวรุนแรง แธดเดียส สตีเวนส์ เสนอข้อกฎหมายให้อดีตฝ่ายสมาพันธรัฐทั้งหมดเสียสิทธิ์ในการออกคะแนนเสียงเป็นเวลาห้าปี แต่การผลักดันของเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีการประนีประนอมที่บรรลุผลทำให้ผู้นำฝ่ายพลเรือนและทหารหลายคนของสมาพันธรัฐต้องเสียสิทธิ ไม่มีข้อมูลทราบว่าผู้ที่เสียสิทธิในการออกเสียงมีทั้งหมดกี่คน แต่ก็มีผู้ประเมินว่าเป็นตัวเลขสูงถึง 10,000 ถึง 15,000 คน[42] อย่างไรก็ตาม นักการเมืองฝ่ายหัวรุนแรงได้เข้ารับตำแหน่งงานการเมืองในระดับรัฐ ในรัฐเทนเนสซีแห่งเดียว มีอดีตฝ่ายสมาพันธรัฐกว่า 80,000 คนถูกเพิกถอนสิทธิ[43]

ประการที่สองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด คือ ประเด็นที่ว่าจะต้องรับเสรีชนจำนวน 4 ล้านคนเป็นพลเมืองหรือไม่ พวกเขาจะมีสิทธิลงคะแนนเสียงได้หรือไม่ หากมีการถือว่าพวกเขาเป็นพลเมืองสมบูรณ์ จะต้องมีการพิจารณาจัดสรรตำแหน่งผู้แทนราษฎรบางส่วนในรัฐสภาตามกำหนดกฎเกณฑ์ ก่อนสงคราม ประชากรทาสถูกนับเป็นจำนวนสามในห้าของจำนวนคนขาวที่เป็นอิสระ การให้เสรีชน 4 ล้านคนเป็นพลเมืองเต็มตัว จะทำให้ฝ่ายใต้ได้รับที่นั่งเพิ่มในรัฐสภา หากคนผิวดำถูกปฏิเสธสิทธิในการลงคะแนนเสียงและสิทธิในการดำรงตำแหน่ง ฉะนั้นจะมีแต่คนขาวเท่านั้นที่จะเป็นผู้แทนของพวกเขา คนหลายคน ได้แก่ ชาวใต้ผิวขาวโดยส่วนใหญ่ พรรคเดโมแครตเหนือ และพรรครีพับลิกันเหนือบางคน ต่อต้านการให้สิทธิแก่คนผิวดำ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งพรรครีพับลิกันมีส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับสิทธิลงคะแนนเสียงของคนผิวดำ โดยยกประเด็นเรื่องอาจทำให้เกิดความพ่ายแพ้ของมาตรการในการออกเสียงเลือกตั้งในรัฐทางตอนเหนือส่วนใหญ่[44] บางรัฐทางตอนเหนือที่มีการลงประชามติในเรื่องการจำกัดความสามารถของประชากรผิวดำที่มีอยู่เป็นส่วนน้อยในการออกเสียงเลือกตั้ง

ลินคอล์นให้การสนับสนุนในทางสายกลาง คืออนุญาตให้คนผิวดำบางส่วนมีสิทธิลงคะแนนเสียง โดยให้สิทธิแก่ผู้ที่เป็นทหารผ่านศึกกองทัพสหรัฐ จอห์นสันก็ยังเชื่อว่าการทำหน้าที่ดังกล่าวถือเป็นรางวัลตอบแทนด้วยการให้เป็นพลเมือง ลินคอล์นเสนอให้ลงคะแนนเสียงให้กับ "ผู้ที่มีปัญญามาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ต่อสู้อย่างหาญกล้าในตำแหน่งหน้าที่ของพวกเรา"[45] ในค.ศ. 1864 จอห์นสันขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐได้กล่าวว่า "ชนชั้นที่ดีกว่าจะไปทำงานและเลี้ยงชีพของตน และชนชั้นนั้นควรจะได้รับอนุญาตให้มีสิทธิลงคะแนน ด้วยเหตุผลที่ว่า พวกนิโกรที่ซื่อสัตย์นั้นมีค่ามากกว่าพวกผิวขาวที่ไม่ซื่อสัตย์"[46]

เมื่อเขาได้เป็นประธานาธิบดีในค.ศ. 1865 จอห์นสันเขียนถึงวิลเลียม เอล. ชาร์คีย์ คนที่เขาได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการรัฐมิสซิสซิปปี แนะนำว่า "หากคุณสามารถขยายสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไปยังทุกคนทุกสีผิวที่สามารถอ่านรัฐธรรมนูญในภาษาอังกฤษได้ และสามารถเขียนชื่อสกุลตัวเองได้ และบุคคลทุกคนทุกผิวสีที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่มีมูลค่าอย่างน้อย 250 ดอลลาร์ฯ และจ่ายภาษีด้วยนั้น คุณก็จะสามารถปลดอาวุธพวกศัตรู [พวกหัวรุนแรงในรัฐสภา] ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และจะเป็นตัวอย่างให้รัฐอื่นๆ ปฏิบัติตาม"[47]

ชาลส์ ซัมเนอร์และแธดเดียส สตีเวนส์ ผู้นำฝ่ายรีพับลิกันหัวรุนแรง ลังเลที่จะให้สิทธิเสรีภาพส่วนใหญ่แก่พวกเสรีชนที่ไม่รู้หนังสือ ซัมเนอร์ต้องการความเสมอภาคที่ได้กำหนดไว้ในตอนแรก ซึ่งจะเป็นการกำหนดข้อจำกัดด้านการรู้หนังสือของคนผิวดำกับคนผิวขาว เขาเชื่อว่าเขาจะไม่ประสบความสำเร็จในการผ่านร่างกฎหมายที่ตัดสิทธิ์คนผิวขาวที่ไม่รู้หนังสือ และคนเหล่านั้นได้มีสิทธิลงคะแนนเสียงตามปกติแล้ว[48]

เสรีชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในนิวออร์ลีนส์ ค.ศ. 1867

ในภาคใต้ คนผิวขาวที่ยากจนหลายคนเป็นคนไม่รู้หนังสือ โดยพวหเขาไม่ได้รับการศึกษาโดยรัฐในช่วงก่อนสงคราม ตัวอย่างเช่น ใน ค.ศ. 1880 อัตราการไม่รู้หนังสือของคนผิวขาวอยู่ที่ประมาณ 25% ในรัฐเทนเนสซี, เคนทักกี, แอละแบมา, เซาท์แคโรไลนาและจอร์เจีย และมีสูงถึง 33% ในนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งเมื่อเทียบกับอัตราของทั้งประเทศ 9% อัตราการไม่รู้หนังสือของคนผิวดำภาคใต้มีมากกว่า 70%[49] อย่างไรก็ตาม ในค.ศ. 1900 โดยเน้นที่ชุมชนคนผิวดำในเรื่องการศึกษา ปรากฏว่า คนผิวดำส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการอ่านออกเขียนได้มากขึ้น[50]

ซัมเนอร์ได้ข้อสรุปในไม่ช้าว่า "ไม่มีการคุ้มครองในหลายๆ เรื่องที่สำคัญของเสรีชน ยกเว้นเรื่องสิทธิลงคะแนนเสียง" สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ เขากล่าวว่า "(1) เพื่อเป็นการป้องกันตัวพวกเขาเอง (2) เพื่อเป็นการคุ้มครองฝ่ายสหภาพผิวขาว และ (3) เพื่อความสงบสุขของประเทศ เราใส่ปืนคาบศิลาไว้ในมือของเขาเพราะมันเป็นสิ่งจำเป็น และด้วยเหตุผลเดียวกัน เราต้องให้สิทธิในการเลือกตั้งแก่เขา" การสนับสนุนสิทธิในการแออกเสียงเป็นการประนีประนอมระหว่างฝ่ายรีพับลิกันสายกลางและรีพับลิกันหัวรุนแรง[51]

พรรครีพับลิกันเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้คนที่ได้มีประสบการณ์ทางการเมือง คือ การสามารถลงคะแนนเสียงและการมีส่วนร่วมในระบบการเมือง พวกเขาผ่านกฎหมายให้เสรีชนผู้ชายทุกคนให้มีสิทธิเลือกตั้ง ในค.ศ. 1867 คนผิวดำได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งแรก ตลอดระยะเวลาของสมัยการบูรณะ ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันกว่า 1,500 คน ได้เข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ ในภาคใต้ ผู้ชายบางคนได้หนีไปทางตอนเหนือและเข้ารับการศึกษา จากนั้นเดินทางกลับมายังภาคใต้ พวกเขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งในจำนวนที่เป็นผู้แทนตามสัดส่วนประชากร แต่พวกเขามักเลือกคนผิวขาวให้เป็นผู้แทนของพวกเขา[52] ปัญหาสิทธิเลือกตั้งของผู้หญิงได้ถูกนำมาถกเถียงแต่ถูกปฏิเสธ[53] ในที่สุดผู้หญิงก็ได้รับสิทธิในการเลือกตั้งตามการเพิ่มเติมบทบัญญัติรัฐธรรมนูญข้อที่ 19 ในค.ศ. 1920

ตั้งแต่ค.ศ. 1890 ถึง 1908 รัฐทางใต้ได้ผ่านรัฐธรรมนูญและกฎหมายของรัฐใหม่ ซึ่งกีดกันคนผิวดำส่วนใหญ่และคนผิวขาวที่ยากจนจำนวนหลายหมื่นคน จากการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและกฎการเลือกตั้ง เมื่อมีการตั้งข้อกำหนดใหม่ เช่น การทดสอบการรู้หนังสือส่วนบุคคลของรัฐ แต่ในบางรัฐมีการใช้ "อนุมาตราคุณปู่" เพื่อให้คนผิวขาวที่ไม่รู้หนังสือสามารถออกเสียงลงคะแนนได้ [54]

คณะกรรมการสนธิสัญญาภาคใต้[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. กระบวนการ "ฟื้นฟูบูรณะ" ที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในแถบรัฐชายขอบ เช่น รัฐมิสซูรี รัฐเคนทักกี และรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย แต่รัฐเหล่านี้ไม่เคยออกจากสหภาพและไม่เคยถูกควบคุมโดยรัฐสภาโดยตรง
  2. คนผิวดำทั้งหมดถูกนับจำนวนใน ค.ศ. 1870 โดยไม่มองว่าพวกเขาเป็นพลเมืองหรือไม่ก็ตาม

เชิงอรรถ[แก้]

  1. "The First Vote" by William Waud Harpers Weekly Nov. 16, 1867
  2. Rodrigue, John C. (2001). Reconstruction in the Cane Fields: From Slavery to Free Labor in Louisiana's Sugar Parishes, 1862–1880. Louisiana State University Press. p. 168. ISBN 978-0-8071-5263-8.
  3. Lynn, Samara; Thorbecke, Catherine (September 27, 2020). "What America owes: How reparations would look and who would pay". ABC News. สืบค้นเมื่อ February 24, 2021.
  4. Guelzo, Allen C. (2018). Reconstruction A Concise History. Oxford University Press.p.11-12
  5. Foner, Eric (2019). The Second Founding How The Civil War And Reconstruction Remade The Constitution. New York: W.W. Norton & Company, Inc. p.198
  6. Parfait, Claire (2009). "Reconstruction Reconsidered: A Historiography of Reconstruction, from the Late Nineteenth Century to the 1960s". Études anglaises. 62 (4): 440–454. doi:10.3917/etan.624.0440 – via Cairn Info.
  7. Stazak, Luke; Masur, Kate; Williams, Heather Andrea; Downs, Gregory P.; Glymph, Thavolia; Hahn, Steven; Foner, Eric (January 2015). "Eric Foner's 'Reconstruction' at Twenty-five". Journal of the Gilded Age and Progressive Era. 14 (1): 13–27. doi:10.1017/S1537781414000516. JSTOR 43903055. S2CID 162391933 – โดยทาง JSTOR. Reconstruction is almost literally a landmark. It defines the territory.
  8. Foner 1988, p. xxv.
  9. 9.0 9.1 Harlow, Luke E. (March 2017). "The Future of Reconstruction Studies". Journal of the Civil War Era. 7 (1): 3–6. doi:10.1353/cwe.2017.0001. JSTOR 26070478. S2CID 164628161.
  10. 10.0 10.1 Brundage, Fitzhugh (March 2017). "Reconstruction in the South". Journal of the Civil War Era. 7 (1). doi:10.1353/cwe.2017.0002. S2CID 159753820.
  11. 11.0 11.1 Foner, Eric (Winter 2009). "If Lincoln hadn't died ..." American Heritage Magazine. 58 (6). สืบค้นเมื่อ July 26, 2010.
  12. Blight, David W. (2001). Race and Reunion: The Civil War in American Memory.
  13. Lemann, Nicholas. 2007. Redemption: The Last Battle of the Civil War. pp. 75–77.
  14. Alexander, Thomas B. (1961). "Persistent Whiggery in the Confederate South, 1860–1877". Journal of Southern History 27(3):305–29. แม่แบบ:JSTOR.
  15. Trelease, Allen W. 1976. "Republican Reconstruction in North Carolina: A Roll-call Analysis of the State House of Representatives, 1866–1870". Journal of Southern History 42(3):319–44. แม่แบบ:JSTOR.
  16. 16.0 16.1 Paskoff, Paul F. 2008. "Measures of War: A Quantitative Examination of the Civil War's Destructiveness in the Confederacy". Civil War History 54(1):35–62. doi:10.1353/cwh.2008.0007.
  17. 17.0 17.1 McPherson 1992, p. 38.
  18. Hesseltine, William B. 1936. A History of the South, 1607–1936. pp. 573–74.
  19. Ezell, John Samuel. 1963. The South Since 1865. pp. 27–28.
  20. Lash, Jeffrey N. 1993. "Civil-War Irony-Confederate Commanders And The Destruction Of Southern Railways". Prologue-Quarterly of the National Archives 25(1):35–47.
  21. Goldin, Claudia D., and Frank D. Lewis. 1975. "The economic cost of the American Civil War: Estimates and implications". The Journal of Economic History 35(2):299–326. แม่แบบ:JSTOR.
  22. Jones 2010, p. 72.
  23. Hunter (1997), p. 21–73
  24. Downs, Jim. 2012. Sick from Freedom: African-American Illness and Suffering during the Civil War and Reconstruction. New York: Oxford University Press.
  25. Ransom, Roger L. (February 1, 2010). "The Economics of the Civil War". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ December 13, 2011. สืบค้นเมื่อ March 7, 2010. ความเสียหายโดยตรงของสมาพันธรัฐขึ้นอยู่กับค่าเงินดอลลาร์ใน ค.ศ. 1860
  26. Donald, Baker & Holt 2001, ch. 26.
  27. "The Second Inaugural Address" – โดยทาง The Atlantic.
  28. 28.0 28.1 Harris 1997, p. [ต้องการหน้า].
  29. Simpson 2009, p. [ต้องการหน้า].
  30. McPherson 1992, p. 6.
  31. Alexander, Leslie M.; Rucker, Walter C. (2010). Encyclopedia of African American History. ABC-CLIO. p. 699. ISBN 978-1-85109-774-6.
  32. Donald, Baker & Holt 2001,[ต้องการหน้า].
  33. Trefousse 1989, p. [ต้องการหน้า].
  34. Donald, Baker & Holt 2001, ch. 26–27.
  35. Forrest Conklin, "'Wiping Out' Andy" Johnson's Moccasin Tracks: The Canvass of Northern States By Southern Radicals, 1866." Tennessee Historical Quarterly 52.2 (1993): 122–133.
  36. Valelly, Richard M. (2004). The Two Reconstructions: The Struggle for Black Enfranchisement. University of Chicago Press. p. 29. ISBN 978-0-226-84530-2.
  37. Trefouse, Hans (1975). The Radical Republicans.
  38. Donald, Baker & Holt 2001, ch. 28–29.
  39. Donald, Baker & Holt 2001, ch. 29.
  40. Donald, Baker & Holt 2001, ch. 30.
  41. Hyman, Harold (1959) To Try Men's Souls: Loyalty Tests in American History, p. 93.
  42. Foner 1988, pp. 273–276.
  43. Severance, Ben H., Tennessee's Radical Army: The State Guard and Its Role in Reconstruction, p. 59.
  44. Foner, p. 223.
  45. William Gienapp, Abraham Lincoln and Civil War America (2002), p. 155.
  46. Patton, p. 126.
  47. จอห์นสันถึงผู้ว่าการรัฐวิลเลียม เอล. ชาร์คีย์, สิงหาคม ค.ศ. 1865; อ้างใน Franklin (1961), p. 42
  48. Donald, Charles Sumner, p. 201.[ต้องการอ้างอิงเต็มรูปแบบ]
  49. Ayers, The Promise of the New South p. 418.[ต้องการอ้างอิงเต็มรูปแบบ]
  50. Anderson 1988, pp. 244–245.
  51. Randall Donald, p. 581.
  52. Foner, Eric (1993). Freedom's lawmakers: a directory of Black officeholders during Reconstruction.
  53. Ellen DuBois, Feminism and suffrage: The emergence of an independent women's movement in America (1978).
  54. Glenn Feldman, The Disfranchisement Myth: Poor Whites and Suffrage Restriction in Alabama (2004), p. 136.

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ[แก้]

ประวัติศาสตร์นิพนธ์[แก้]

  • Foner, Eric (2014). "Introduction to the 2014 Anniversary Edition". Reconstruction: America's Unfinished Revolution, 1863–18 (Updated ed.). ISBN 978-0062383235.
  • Ford, Lacy K., ed. A Companion to the Civil War and Reconstruction. Blackwell (2005) 518 pp.
  • Frantz, Edward O., ed. A Companion to the Reconstruction Presidents 1865–1881 (2014). 30 essays by scholars.
  • Parfait, Claire (2009). "Reconstruction Reconsidered: A Historiography of Reconstruction, from the Late Nineteenth Century to the 1960s". Études anglaises. 62 (4): 440–454. doi:10.3917/etan.624.0440 – โดยทาง Cairn Info.
  • Perman, Michael and Amy Murrell Taylor, eds. Major Problems in the Civil War and Reconstruction: Documents and Essays (2010)
  • Simpson, Brooks D. (2016). "Mission Impossible: Reconstruction Policy Reconsidered". The Journal of the Civil War Era. 6: 85–102. doi:10.1353/cwe.2016.0003. S2CID 155789816.
  • Smith, Stacey L. (November 3, 2016). "Beyond North and South: Putting the West in the Civil War and Reconstruction". The Journal of the Civil War Era. 6 (4): 566–591. doi:10.1353/cwe.2016.0073. S2CID 164313047.
  • Stalcup, Brenda, บ.ก. (1995). Reconstruction: Opposing Viewpoints. Greenhaven Press. Uses primary documents to present opposing viewpoints.
  • Stampp, Kenneth M.; Litwack, Leon M., บ.ก. (1969). Reconstruction: An Anthology of Revisionist Writings. Essays by scholars.
  • Weisberger, Bernard A. (1959). "The dark and bloody ground of Reconstruction historiography". Journal of Southern History. 25 (4): 427–447. doi:10.2307/2954450. JSTOR 2954450.

หนังสือรายปี[แก้]

แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ[แก้]

อ่านเพิ่มเติม[แก้]

หนังสือพิมพ์และนิตยสาร[แก้]

เว็บไซต์อ้างอิง[แก้]