ราชวงศ์ชิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จักรวรรดิต้าชิง
大清帝國
ต้าชิงตี้กว๋อ
จักรวรรดิ

 

พ.ศ. 2187–2455
ธง (พ.ศ. 2433 – 2455) ตราพระราชสัญจักร
เพลงชาติ
ก่งจินโอว (Gong Jin'ou)
("ขอให้จักรวรรดิของเราจงเข้มแข็ง")
อาณาเขตของจักรวรรดิชิงในปี พ.ศ. 2433
เมืองหลวง เสิ่นหยาง (พ.ศ. 2179 – 2187)
ปักกิ่ง (2187 – 2455)
ภาษา ภาษาจีน
ภาษาแมนจู
ภาษามองโกล
รัฐบาล ราชาธิปไตย
จักรพรรดิ
 -  พ.ศ. 2169 - 2186 หวงไท่จี๋
 -  พ.ศ. 2451 - 2467 จักรพรรดิเซวียนถ่ง
อัครมหาเสนาบดี
 -  พ.ศ. 2454 ยี่กวัง เจ้าแห่งชิง
 -  พ.ศ. 2454 - 2455 หยวน ซื่อไข่
ประวัติศาสตร์
 -  การก่อตั้งจิน พ.ศ. 2159
 -  เปลี่ยนชื่อจาก "จิน" เป็น "ชิง" พ.ศ. 2187
 -  ยึดกรุงปักกิ่ง 6 มิถุนายน พ.ศ. 2187
 -  การปฏิวัติซินไฮ่ 12 กุมภาพันธ์ 2455
ประชากร
 -  พ.ศ. 2283 ประมาณการ 140,000,000 
 -  พ.ศ. 2319 ประมาณการ 311,500,000 
 -  พ.ศ. 2355 ประมาณการ 360,000,000 
 -  พ.ศ. 2363 ประมาณการ 383,100,000 
 -  พ.ศ. 2441 ประมาณการ 319,720,000 
จักรวรรดิชิง
ชื่อจีน
จีน
มหาจักรวรรดิชิง
จีนตัวเต็ม 帝國
จีนตัวย่อ 帝国
ชื่อแมนจู
แมนจู Daicing gurun.svg (ไดชิง กูรุง)

Amaga aisin gurun1.png (อมากา ไอซิง กูรุง)

ประวัติศาสตร์จีน
ประวัติศาสตร์จีน
ยุคโบราณ
สามราชาห้าจักรพรรดิ
ราชวงศ์เซี่ย 2100–1600 BCE
ราชวงศ์ซาง 1600–1046 BCE
ราชวงศ์โจว 1045–256 BCE
  ราชวงศ์โจวตะวันตก 1046–771 BCE
  ราชวงศ์โจวตะวันออก 771–256 BCE
   ยุควสันตสารท
   ยุครณรัฐ
ยุคจักรวรรดิ
ราชวงศ์ฉิน 221 BCE–206 BCE
ราชวงศ์ฮั่น 206 BCE–220 CE
  ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก
  ราชวงศ์ซิน
  ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
ยุคสามก๊ก 220–280
  เว่ย สู่ และ หวู
ราชวงศ์จิ้น 265–420
  จิ้นตะวันตก ยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น 304–439
  จิ้นตะวันออก
ราชวงศ์เหนือ-ใต้ 420–589
ราชวงศ์สุย 581–618
ราชวงศ์ถัง 618–907
  ( ราชวงศ์อู่โจว 690–705 )
ยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร
907–960
ราชวงศ์เหลียว
907–1125
ราชวงศ์ซ่ง
960–1279
  ราชวงศ์ซ่งเหนือ เซี่ยตะวันตก
  ราชวงศ์ซ่งใต้ จิน
ราชวงศ์หยวน 1271–1368
ราชวงศ์หมิง 1368–1644
ราชวงศ์ชิง 1644–1911
ยุคใหม่
สาธารณรัฐจีน 1912–1949
สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) 1949–ปัจจุบัน
สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)
1949–ปัจจุบัน
จัดการ: แม่แบบ  พูดคุย  แก้ไข

ราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2187 - 2455)(ภาษาแมนจู: Daicing gurun.png daicing gurun; ภาษาจีน:清朝 ; พินอิน: qīng cháo ชิงเฉา ; ) หรือบางครั้งเรียกว่า ราชวงศ์แมนจู ปกครองแผ่นดินจีนต่อจากราชวงศ์หมิง และถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายของประเทศจีน ตั้งแต่ พ.ศ. 2187 ถึง พ.ศ. 2455

ราชวงศ์ชิงไม่ได้ก่อตั้งโดยชาวฮั่นซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศจีน แต่เป็นชาวแมนจูซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแมนจูเรีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ในสมัยนั้น ชาวแมนจูเพียงเป็นกลุ่มชนเร่ร่อนทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งยังไม่มีคนรู้จักมากนั้น ในช่วงที่ราชวงศ์หมิงอยู่ในสภาพอ่อนแอ เกิดจลาจลและการเมืองไร้เสถียรภาพ

ราชวงศ์ชิงนั้นได้ก่อตั้งโดยชนเผ่าหนู่เจิน โดยตระกูลอ้ายซินเจว๋หลัวเป็นผู้นำ ตั้งอยู่ในดินแดนแมนจูเรีย ในปลายศตวรรษที่สิบหก นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ผู้นำเผ่าหนู่เจิน ได้เริ่มจัดตั้งกองทัพแปดกองธงขึ้น ซึ่งเป็นกองทัพที่รวมเผ่าต่างๆเข้าด้วยกัน อันได้แก่ ชาวหนู่เจิน, ชาวจีนฮั่นและ ชาวมองโกล นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ได้รวมเผ่าหนู่เจินเป็นปึกแผ่นและเปลี่ยนชื่อเป็น แมนจู นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ถือได้ว่าเป็นผู้นำชาวแมนจูคนแรกที่ได้ถือโอกาสรวบรวมกำลังพล ในปี พ.ศ. 2179 หฺวัง ไถจี๋ โอรสของนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ได้นำกองทัพขับไล่กองทัพราชวงศ์หมิงออกจากคาบสมุทรเหลียวตง และก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ ชื่อว่า ราชวงศ์ชิง

ในปี พ.ศ. 2187 ได้เกิดกบฎชาวนานำโดย หลี่ จื้อเฉิง นำกำลังเข้ายึดกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของราชวงศ์หมิง นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์หมิง หลี่ จื้อเฉิงได้ตั้งตนเองเป็นจักรพรรดิก่อตั้งราชวงศ์ชุนขึ้นมาแทน ในขณะเดียวกันผู้นำราชวงศ์ชิง จักรพรรดิซุ่นจื้อ ได้เริ่มนำกองทัพรุกรานแผ่นดินจีนและล้อมกรุงปักกิ่ง อู๋ ซานกุ้ย แม่ทัพราชวงศ์หมิงผู้ทรยศ ได้แอบติดต่อกับกองทัพแมนจูลับๆ และเปิดประตูป้อมด่านซันไห่ ทำให้กองทัพแมนจูแปดกองธง นำโดยตัวเอ่อร์กุ่น เข้ายึดกรุงปักกิ่งได้สำเร็จ ราชวงศ์ชุนล่มสลาย

เมื่อกองทัพแมนจูนำเข้าบุกยึดกรุงปักกิ่งซึ่งเป็นอดีตราชธานีของราชวงศ์หมิงได้ จักรพรรดิซุ่นจื้อได้สถาปนา จักรวรรดิต้าชิง (ภาษาจีน: 大清帝國, พินอิน: dàqīngdìguó) แต่ในระยะแรกของปกครองของราชวงศ์ชิง ชาวแมนจูได้เรียกตำแหน่งจักรพรรดิของตนว่า ข่าน ตามแบบมองโกล จักรพรรดิแมนจูยังทรงให้การอุปถัมภ์ศาสนาพุทธแบบทิเบต ราชวงศ์ชิงปกครองโดยใช้รูปแบบขงจื๊อ แต่ในการปกครองนั้นยังมีชาวจีนฮั่นที่ต่อต้านการปกครองของชาวแมนจูอยู่ และได้รวมตัวกันเป็นอาณาจักรหมิงใต้และได้เกิดกบฏสามเจ้าศักดินา ของอู๋ ซานกุ้ย แต่ก่อกบฎของชาวฮั่นได้ถูกทางการราชวงศ์ชิงปราบปรามได้สำเร็จ ในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี (พ.ศ. 2204–2265) ภายหลังการต่อต้านของชาวฮั่นนั้นทำให้ราชวงศ์ชิงหันมาใช้นโยบายประนีประนอมและผ่อนปรน โดยอนุญาตให้ชาวฮั่นมีสิทธิ์สอบจอหงวนเข้ารับราชการ และมีสิทธิ์เท่าเทียมกับชาวแมนจูได้บางอย่าง

ในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงถือเป็นยุคทองที่รุ่งเรืองของราชวงศ์ชิง พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะขยายอาณาเขตของจักรวรรดิต้าชิงโดยรวมเอเชียกลางและบางส่วนของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ พม่าและเวียดนาม สิ่งนำไปสู่การรบครั้งใหญ่หรือที่เรียกว่า สิบการทัพใหญ่ ตลอดรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลงมีการใช้ระบบรัฐบรรณาการหรือจิ้มก้อง โดยจะมีการเรียกเครื่องราชบรรณาการจากบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน

ในปลายสมัยของราชวงศ์ชิง ถือว่าได้เป็นยุคตกต่ำของราชวงศ์ เนื่องจากได้เกิดจักรวรรดินิยมและลัทธิล่าอาณานิคมขึ้น ประเทศตะวันตกในยุโรป ได้เริ่มล่าอาณานิคมในเมืองจีน โดยมีจักรวรรดิอังกฤษเป็นชาติแรก อังกฤษได้นำฝิ่นมามอมเมาชาวจีนทำให้ราชสำนักชิงอ่อนแอ นำไปสู่สงครามฝิ่นถึง 2 ครั้ง ซึ่งราชวงศ์ชิงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทำให้ต้องสูญเสียเกาะฮ่องกงแก่อังกฤษ อีกทั้งต้องทำสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมจำนวนมากกับชาติตะวันตก และต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ราชวงศ์ชิงยังพ่ายแพ้สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง ซึ่งทำให้จีนสูญเสียเกาหลีและเกาะไต้หวัน แก่ญี่ปุ่น อีกทั้งการเกิดกบฎนักมวย ในปี พ.ศ. 2442 ทำให้ชาวจีนรู้สึกอัปยศอดสูเป็นอย่างมาก จักรพรรดิกวางสูได้ทรงพยายามทำการปฏิรูปพัฒนาประเทศให้ทันสมัยแต่แผนการของพระองค์กลับถูกทำลายลงโดย พระนางซูสีไทเฮา ซึ่งถือเป็นผู้ขัดขวางการพัฒนาสู่สมัยใหม่ของจักรวรรดิต้าชิง

ตลอดระยะเวลาที่ราชวงศ์ชิงระส่ำระส่าย เป็นประเทศล้าหลังและวุ่นวาย ชาวจีนถูกชาวตะวันตกและญี่ปุ่น ขนานนามว่าเป็น ขี้โรคแห่งเอเชีย ทำให้ชาวจีนบางส่วนต้องการกอบกู้ศักดิ์ศรีของประเทศ โดยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เจริญและเป็นประชาธิปไตย โดยมีขบวนการถงเหมิงฮุ่ย มี ดร. ซุน ยัตเซ็น เป็นผู้นำ ราชวงศ์ชิงครองแผ่นดินจีนจนถึงปี พ.ศ. 2454 เกิดการปฏิวัติซินไฮ่ซึ่งเป็นการลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ชิง ราชวงศ์ชิงถูกยึดอำนาจในปีนั้น และใน พ.ศ. 2455 จักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายถูกบังคับให้สละราชสมบัติ ถือเป็นจุดอวสานของราชวงศ์ชิง และการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเวลานับ 5,000 ปีของประวัติศาสตร์จีน ถงเหมิงฮุ่ยได้เปลี่ยนแปลงประเทศนำไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย และมีชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐจีน

เนื้อหา

ชื่อ[แก้]

ดูบทความหลักที่: ชื่อของราชวงศ์ชิง

นู่เอ๋อร์ฮาชื่อตั้งตนเป็น "ข่านแห่งแสงสว่าง" แห่ง จิน ที่แปลว่า ทอง เพื่อเป็นเกียรติแก่อาณาจักรโบราณ ในศตวรรษที่ 12-13 ของชาวหนี่เจินโดยมีราชวงศ์จินปกครอง และเพื่อเป็นเกียรติแด่ ตระกูลอ้ายซินเจว๋หลัว (อ้ายซิน เป็น ภาษาแมนจู สำหรับทับศัพท์ภาษาจีน คำว่า (จิน, ที่แปลว่า "ทองคำ") ต่อมาในรัชสมัยหฺวัง ไถจี๋ ได้ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น "จักรวรรดิต้าชิง" ในปี พ.ศ. 2179[1] โดยคำว่า "ชิง" แปลว่า บริสุทธิ์ หรือ ใหม่ ชื่อของคำว่าชิงนั้น มีการสันนิษฐานในยุคหลังว่าอาจจะเป็นการแทนที่คำว่า "หมิง" () ของราชวงศ์หมิง ซึ่งประกอบด้วย ตัวอักษรจีน คำว่า "ดวงอาทิตย์" () และ "ดวงจันทร์" () ซึ่งทั้งสองคำเกี่ยวข้องกับธาตุไฟของธาตุทั้งห้าในศาสตร์ฮวงจุ้ย ในขณะที่คำว่า ชิง () เกิดจากการรวมอักษรของคำว่า น้ำ () และอักษรคำว่า สีฟ้า () ซึ่งทั้งสองคำเกี่ยวข้องกับธาตุน้ำ ซึ่งพรรณนาแสดงให้เห็นถึงการที่ราชวงศ์ชิงชนะ ไฟ ด้วย น้ำ

หลังจากที่ชาวแมนจูยึดครองแผ่นดินจีนได้ทั้งหมด ชาวแมนจูก็ได้รับเอาอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน มาปรับใช้ มีการใช้ชื่อเรียกจักรวรรดิของตนว่า จีน (中國, จงกั๋ว; ที่แปลว่า อาณาจักรศูนย์กลางของโลก) ซึ่งตรงกับภาษาแมนจู ดูลิมไบ กูรุง (ดูลิมไบ แปลว่า "ศูนย์กลาง" หรือ "ตรงกลาง," กูรุง แปลว่า "ชาติ" หรือ "รัฐ") ราชสำนักชิงมีการพรรณนาถึงจักรวรรดิของตนโดยเปรียบเสมือน กับศูนย์กลางโลกและจักรวาล เหมือนในสมัยราชวงศ์หยวนของชาวมองโกล

จักรพรรดิราชวงศ์ชิงทุกพระองค์ตั้งแต่ หฺวัง ไถจี๋ เป็นต้นมาจะใช้ คำว่า "จีน" กับ "ชิง" เป็นชื่อเรียกจักรวรรดิ สลับกันไปมา มีการใช้ภาษาจีน (ดูลิมไบ กูรุง อี บิเตอ) เป็นภาษากลางในการสื่อสารของจักรวรรดิ และเรียกราษฎรในจักรวรรดิว่า ชาวจีน (中國之人 จงกั๋ว จื้อ เริน; ภาษาแมนจู: ดูลิมไบ กูรุง อี นียัลมา) เพื่อความเป็นเอกภาพและหนึ่งเดียว[2] ในเอกสารสำคัญเกี่ยวกับราชสำนักและเอกสาร สนธิสัญญาระหว่างประเทศ ราชวงศ์ชิง เป็นที่รู้จักกันในการติดต่อระหว่างประเทศในชื่อ จีน[3] หรือ จักรวรรดิจีน[4])

ประวัติ[แก้]

ดูบทความหลักที่: การพิชิตหมิงของชิง

ก่อตั้งรัฐแมนจู[แก้]

ดินแดนแมนจูเรีย
ดินแดนแมนจูเรียเทียบกับแผนที่ประเทศจีนปัจจุบัน ประกอบด้วย แมนจูเรียใน: ภาคตะวันอกเฉียงเหนือของจีน = สีแดง, ส่วนตะวันออก มองโกเลียใน = สีชมพู

ราชวงศ์ชิงนั้นเป็นราชวงศ์ที่ไม่ได้ถูกก่อตั้งโดยชาวจีนฮั่น ซึ่งเป็นชนชาติส่วนใหญ่ของประเทศจีน แต่ถูกก่อตั้งโดยชาวแมนจู หรือ ชาวหนี่เจิน (女眞; Jurchen) ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ชาวหนี่เจินมีลักษณะการแต่งกายต่างจากชาวจีนฮั่นโดยนิยมไว้ทรงผมแบบ โกนครึ่งหัว และไว้ผมหางเปียข้างหลัง ชาวหนี่เจินใช้ชีวิตโดยการ ล่าสัตว์ ทำการเกษตร ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของดินแดนจักรวรรดิราชวงศ์หมิง ในแรกเริ่มรัฐแมนจูเป็นดินแดนของชนเผ่าที่เรียกตัวเองว่า ชาวหนี่เจิน อาศัยอยู่บริเวณ มณฑลจี๋หลิน กับ มณฑลเฮย์หลงเจียง ของประเทศจีนในปัจจุบัน ดินแดนของชาวหนี่เจินได้เริ่มเป็นหนึ่งเดียวเมื่อมีผู้นำชื่อ นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ จากตระกูล อ้ายซินเจว๋หลัว มีอำนาจอยู่ในบริเวณเจี้ยนโจว ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์หมิง ชาวหนี่เจินถูกทางการที่เป็นชาวจีนฮั่นจากราชสำนักหมิงมองว่าเป็นคนป่าเถื่อนนอกกำแพงเมืองจีน มีการกดขี่และเก็บภาษีชาวหนี่เจินอย่างมหาศาล สร้างความเกลียดชังให้กับชาวหนี่เจิน ในต้นพุทธศตวรรษที่ 22 โดยเริ่มแรก นู่เอ๋อร์ฮาชื่อได้ยอมสวามิภักดิ์กับราชวงศ์หมิง และรับตำแหน่งเป็นขุนนางของราชวงศ์หมิง ครองที่ดินทางตะวันออกเฉียงเหนือ หรือมณฑลแมนจูเรีย เมื่อราชวงศ์หมิงอ่อนแอลง นู่เอ๋อร์ฮาได้ถือโอกาสตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นกับอำนาจจากราชสำนักหมิง ได้รวบรวมชนเผ่าหนู่เจินรอบข้างเป็นหนึ่งเดียว และเปลี่ยนชื่อเป็น แมนจู ทั้งยังตั้งตนเป็น ข่าน แห่งราชวงศ์จินขึ้นใน พ.ศ. 2152[5]

สองปีต่อมานู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ได้ประกาศความแค้นเจ็ดประการเป็นการประกาศสงครามกับหมิง นู่เอ๋อร์ฮาชื่อได้หยุดส่งเครื่องราชบรรณาการให้ราชวงศ์หมิง เท่ากับเป็นการประกาศไม่ขึ้นต่ออำนาจราชวงศ์หมิง ทั้งยังได้ยุยงให้เผ่าหนี่เจินที่เหลือแข็งข้อไม่อยู่ใต้อาณัติของหมิง และให้หันมาร่วมกำลังเป็นเผ่าแมนจู ในที่ขณะที่ราชสำนักหมิงกำลังอ่อนแอจากปัญหาการเมืองภายใน ทำให้กองทัพของหมิงอ่อนแอพ่ายแพ้แก่กองทัพแมนจูของนู่เอ๋อร์ฮาชื่อเรื่อยมา การได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่องของกองทัพแมนจู ทำให้นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ยึดเมืองสำคัญๆของหมิงแถบคาบสมุทรเหลียวตง ได้เป็นจำนวนมาก เขาย้ายเมืองหลวงมาที่เหลียวหยาง ในปี พ.ศ. 2164 และ เสิ่นหยาง (沈阳/瀋陽 Shěnyáng) ในปี พ.ศ. 2168 ตามลำดับ

การที่นู่เอ๋อร์ฮาชื่อได้ย้ายเมืองหลวงจากเจี้ยนโจวมาที่เหลียวตงทำให้แมนจูได้ครอบครองแหล่งทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังทำให้เขาได้ติดต่อกับเผ่ามองโกล ที่มีอาณาจักรคอร์ชินตั้งอยู่บนที่ราบของมองโกเลีย ได้สะดวกขึ้น ซึ่งราชสำนักหมิงมองชาวมองโกลเป็นภัยต่อจักรวรรดิพอๆกับพวกแมนจู นู่เอ๋อร์ฮาชื่อได้ทำการผูกมิตรและทำสัญญาพันธมิตรกับคอร์ชินแห่งมองโกลร่วมกับต่อต้านราชวงศ์หมิง นอกจากนี้พวกมองโกลคอร์ชินยังเป็นพันธมิตรที่ดีของแมนจูในการรบ ทำให้ชาวหนี่เจินได้เรียนรู้ทักษะความชำนาญในการยิงธนูขี่ม้า เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับมองโกล นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ได้ริเริ่มนโยบายการแต่งงานดองญาติระหว่างเผ่าแมนจูกับเผ่ามองโกล ทำให้ความสัมพันธ์กับมองโกลแนบแน่นขึ้นไปอีก เป็นเหตุให้ชาวมองโกลได้ร่วมรบและช่วยเหลือชาวแมนจูตลอดสมัยของราชวงศ์ชิง[6]

ในขณะเดียวกันนู่เอ๋อร์ฮาชื่อได้เร่งสร้างเศรษฐกิจ แรงงาน และเทคโนโลยีของรัฐ โดยการจับชาวจีนที่อาศัยในแมนจูเรียมาเป็นทาส นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ สถาปนาเมืองเสิ่นหยาง ให้เข้มแข็งและมั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2169 เขาได้รับบาดเจ็บจากการรบกับแม่ทัพเอกของหมิง หยวน ชงหวน ผู้เก่งกาจ ในขณะนำกองทัพเข้าล้อมเมืองหนิงหยวน ในการรบหนิงหยวน นู่เอ๋อร์ฮาชื่อสวรรคตในปีเดียวกัน ความสำเร็จที่สำคัญสิ่งหนึ่งของนู่เอ๋อร์ฮาชื่อคือการตั้งระบบกองธง ซึ่งเป็นระบบในการแบ่งสายการปกครองออกเป็นส่วนๆ มีประโยชน์ทั้งทางด้านการปกครองและการทหาร โดยแรกเริ่มนั้นมี 8 กองธง หรือ กองทัพแปดกองธง

ผู้สืบบัลลังก์จากนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ คือ หวงไท่จี๋ ผู้ซึ่งขึ้นมามีอำนาจสืบต่อจากนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ หลังจากการช่วงชิงราชสมบัติในราชวงศ์และขึ้นเป็นข่านองค์ใหม่ แม้ว่าหวงไท่จี๋จะเคยมีประสบการณ์ในการร่วมรบในแปดกองทัพของกองทัพแมนจู แต่ในรัชสมัยแรกของหวงไท่จี๋นั้นการทหารยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร ในปี พ.ศ. 2170 กองทัพแมนจูก็ได้พ่ายแพ้ให้กับกองทัพหมิงอีกครั้งนำโดย หยวน ชงหวน การรบครั้งก่อนหน้านี้นั้น การที่กองทัพแมนจูประสบกับความปราชัยเนื่องมาจากการที่กองทัพหมิงได้ใช้อาวุธปืนใหญ่และปืนคาบศิลาจากโปรตุเกส เพื่อแก้ไขปัญหาความด้อยกว่าทางด้านเทคโนโลยีอาวุธ ในปี พ.ศ. 2177 หวงไท่จี๋ สร้างกองปืนใหญ่ของตนเองขึ้น หรือ (ภาษาแมนจู: อูเจ็น ชูฮา, ภาษาจีน: ) กองปืนใหญ่ดังกล่าวได้มาจากการยึดอาวุธปืนใหญ่ของหมิง และเชลยศึกชาวจีนฮั่นผู้มีความรู้ด้านการหล่อปืนใหญ่แบบตะวันตก ในปี พ.ศ. 2178 หวงไท่จี๋ ได้ปรับปรุงระบบกองธงโดยรวมชาวมองโกล ซึ่งเป็นพันธมิตรให้อยู่ในกองธงด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2179 หวงไท่จี๋ได้เริ่มโจมตีอาณาจักรโชซอนหรือเกาหลี ซึ่งชาวแมนจูถือว่าเป็นศัตรูของตน เนื่องจากอาณาจักรโชซอนเป็นประเทศราชอยู่ใต้อาณัติของราชวงศ์หมิง และได้ช่วยเหลือราชวงศ์หมิงทำกับสงครามกับแมนจูอยู่ตลอด

หลังการรุกรานเกาหลีของแมนจูครั้งที่สอง อาณาจักรโชซอนได้พ่ายแพ้ให้แก่กองทัพแมนจู เกาหลีถูกยึดครอง กษัตริย์แห่งโชซอนได้ถูกบังคับให้ยกเจ้าหญิงให้เป็นนางสนมของเจ้าชายแมนจูหรือผู้สำเร็จราชการตัวเอ่อร์กุ่น[7]

หวงไท่จี๋ยังคงพัฒนากองธงอย่างต่อเนื่อง เขาได้ตั้งกองธงแรกที่เป็นชาวฮั่นขึ้น และได้มีการนำระบบธรรมเนียมการปกครองแบบราชวงศ์หมิงมาปรับใช้บางส่วน แต่ก็ยังให้สิทธิพิเศษกับหน่วยปกครองของแมนจูเองโดยระบบโควตา การปฏิรูปทางทหารเหล่านี้ทำให้หวงไท่จี๋สามารถเอาชนะกับกองทัพหมิงได้อย่างรวดเร็วในการต่อสู้ระหว่างปี พ.ศ. 2183 ถึงปี พ.ศ. 2185 ทำให้ได้ดินแดนซ่งฉาน และ จิ่นโจว ทำให้แมนจูครอบครองดินแดนแมนจูเรีย บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนได้ทั้งหมด ชัยชนะครั้งสุดท้ายนี้ส่งผลให้กองทัพราชวงศ์หมิงแทบเสื่อมสภาพในการสู้รบ มีทหารกองทัพราชวงศ์หมิงหันมายอมสวามิภักดิ์จำนนต่อแมนจูเป็นจำนวนมาก การตายของหยวน ชงหวน แม่ทัพหมิง โดยคำสั่งประหารชีวิตจากพระเจ้าหมิงซือจง เนื่องจากเชื่อคำพูดของเหล่าขันทีในราชสำนักว่า หยวน ชงหวน คิดทรยศและตั้งตนเป็นใหญ่ ทำให้หยวน ชงหวน ถูกประหาร และนำไปสู่การถอยทัพกองทัพของหมิงบริเวณทางตอนเหนือของกำแพงเมืองจีน

เมื่อลิงตันข่าน มหาข่านองค์สุดท้ายของมองโกลสิ้นพระชนม์ลงระหว่างเดินทางไปทิเบตในพ.ศ. 2177 บุตรของเขานาม เอเจยข่าน ได้สวามิภักดิ์ต่อกองทัพแมนจูและมอบตราประจำพระองค์ของอดีตจักรพรรดิหยวนให้หวงไท่จี๋ ใน พ.ศ. 2179 หวงไท่จี๋เปลี่ยนชื่อรัฐแมนจู ที่ชื่อ "อาณาจักรจิน" เป็น อาณาจักรต้าชิง (แปลว่า บริสุทธิ์) และสถาปนาตนเป็น จักรพรรดิไท่จง พระองค์ทรงรวมมองโกเลีย, เกาหลี และครอบครองพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอาร์มู หรือมณฑลเฮหลงเจียงในปัจจุบัน นอกจากนี้พระองค์ได้มีพระราชประสงค์หมายที่จะขยายอาณาเขตไปนอกแมนจูเรีย ซึ่งก็คือทางตอนใต้หรือดินแดนจีนที่ถูกป้องกันด้วยป้อมซานไฮ่กวาน (山海关/山海關: Shānhǎi Guān) ซึ่งเป็น ด่านป้องกันสุดท้ายของราชวงศ์หมิง

การประกาศอาณัติแห่งสวรรค์[แก้]

ดูบทความหลักที่: อาณัติแห่งสวรรค์

จักรพรรดิไท่จงสวรรคตอย่างกะทันหันในเดือนกันยายน พ.ศ. 2186 โดยไม่มีการแต่งตั้งรัชทายาท โดยปกติชาวแมนจูจะคัดเลือกผู้นำของพวกเขาผ่านสภาขุนนาง ราชวงศ์ชิงไม่มีระบบการสืบทอดตำแหน่งรัชทายาทจนกระทั่งถึงรัชสมัยจักรพรรดิคังซี ผู้ที่กุมอำนาจมากที่สุดในเวลานั้นโอรสชายที่อายุมากที่สุด เหาเก๋อ และ พระเชษฐาของพระองค์ คือ ตัวเอ่อร์กุ่น ตัวเอ่อร์กุ่นได้เจรจาประนีประนอมเพื่อไม่ต้องการให้เกิดการแย่งชิงบัลลังก์รัชทายาทจึงอัญเชิญ "ฝูหลิน" โอรสวัยห้าชันษาขึ้นครองราชย์เป็น จักรพรรดิซุ่นจื้อ โดยมีตัวเอ่อร์กุ่นเป็นผู้สำเร็จราชการ และเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของแมนจู

รัฐบาลราชสำนักหมิงนอกจากจะต้องทำสงครามอย่างต่อเนื่องกับแมนจู ยังต้องเผชิญกับปัญหาภายใน เช่น ปัญหาทางด้านการเงินการคลัง และการปราบปรามกบฎชาวนา

การยึดครองประเทศจีน[แก้]

ภาพวาด กองทัพแมนจูเข้าโจมตีกองทัพหมิงในปี ค.ศ. 1619

ในสมัยพระเจ้าหมิงซือจง (明思宗) แห่งราชวงศ์หมิง เกิดเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง ได้แก่ การผนวกที่ดิน การเก็บภาษีเบ็ดเตล็ด ความไม่พอใจของทหาร และภัยแล้งครั้งใหญ่ ทั้งหมดทำให้ประชาชนและทหารไม่พอใจราชวงศ์หมิงอย่างมาก และรวมตัวเป็นกลุ่มย่อยก่อจลาจลในหลายพื้นที่ กินเวลาหลายปี ในที่สุดก็รวมตัวกันก่อจลาจลครั้งใหญ่ ซึ่งนำโดย หลี่จื้อเฉิง (李自成: Lǐ Zìchéng) อดีตขุนนางชั้นผู้น้อยของราชวงศ์หมิง ได้นำกำลังเข้ายึดครองกรุงปักกิ่ง ราชธานีของราชวงศ์หมิง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2187 จนพระเจ้าหมิงซือจงต้องผูกพระศอปลงพระชนม์ตัวเองที่ต้นไม้บนเนินเขาที่มองเห็นพระราชวังต้องห้ามได้ชัด ถือเป็นจุดอวสานของราชวงศ์หมิง

หลังจากที่ยึดครองกรุงปักกิ่งแล้ว หลี่จื้อเฉิงได้ตั้งปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิก่อตั้งราชวงศ์ชุนขึ้นมาแทน และได้นำกำลังพล 60,000 นาย บุกเผชิญหน้ากับอู๋ซานกุ้ย (吳三桂: Wú Sānguì) นายพลหมิงที่คุมกองกำลังกว่า 100,000 นาย ที่ประจำอยู่ในป้อมซานไฮ่กวาน ป้อมซานไฮ่กวานเป็นประตูของกำแพงเมืองจีนผ่านไปสู่ตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง ป้อมซานไฮ่กวานถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่คอยกั้นพวกแมนจูอยู่ที่อ่าวไม่ให้เข้ามาสู่แผ่นดินจีนทางใต้ได้ และป้องกันไม่ให้ราชธานีปักกิ่งของหมิงถูกแมนจูเข้ายึดครอง นายพลอู๋จนมุมศัตรูทั้ง 2 ทาง ทั้งกลุ่มกบฏของหลี่จื้อเฉิงและกองทัพแมนจู เป็นที่สันนิษฐานว่า นายพลอู๋ อาจจะได้รับการปฏิบัติไม่ดีโดยหลี่จื้อเฉิง โดยหลังจากที่หลี่จื้อเฉิงยึดกรุงปักกิ่งแล้วบรรดาครอบครัว ทรัพย์สินของนายพลอู๋ ถูกยึดไปหมด รวมทั้งได้มีตำนานบอกเล่าว่า หลี่จื้อเฉิงยังลักพาเอานาง เฉิน หยวนหยวน ภรรยาโปรดของนายพลอู๋ไปเป็นของตนด้วย ทำให้นายพลอู๋โกรธแค้นเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจที่จะสวามิภักดิ์ต่อแมนจูซึ่งมีองค์ชายตัวเอ่อร์กุ่น ผู้สำเร็จราชการแทนจักรพรรดิซุ่นจื้อ และได้เปิดประตูป้อมด่านซานไฮ่กวานให้กองทัพแมนจูเข้ามาได้สำเร็จ

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2187 ทั้งกองทัพของนายพลอู๋และกองทัพแมนจูเข้าล้อมกลุ่มกบฏหลี่จื้อเฉิงไว้ กลุ่มกบฏมีกำลังไม่เพียงพอจะรักษาเมืองไว้ได้ จึงต้องตีฝ่าวงล้อมออกไปตั้งมั่นที่อื่น ฝ่ายกองทัพนายพลอู๋ก็ปล่อยให้กลุ่มกบฏตีฝ่าไปได้เพราะอ่อนแรงหลังจากต้องต่อสู้กับกองทัพแมนจูก่อนจะสวามิภักดิ์ กองทัพแมนจูได้เข้ายึดกรุงปักกิ่งได้ในวันที่ 6 มิถุนายน ในปีเดียวกัน อย่างไรก็ดี กองทัพแมนจูยังต้องใช้เวลาอีกกว่า 17 ปีเพื่อปรามปราบกลุ่มผู้ภักดีต่อราชวงศ์หมิง ผู้แสร้งทำภักดีต่อชิง และกลุ่มกบฏทั้งหลาย ผู้แสร้งภักดีต่อชิงคนสุดท้ายคือ องค์ชายกุย (桂王) ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์หมิง และหลบหนีอยู่ในพม่า นายพลอู๋ได้เดินทางไปนำตัวขึ้นมาและประหารชีวิตที่มณฑลยูนนานใน พ.ศ. 2205

สมัยต้นราชวงศ์ชิง[แก้]

ปราบกบฏหมิงใต้ ปราบ กบฏสามเจ้าศักดินา

เนื่องจากต้นราชวงศ์มีกบฏเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากทำให้ราชวงศ์ชิงต้องร่วมมือกับขุนนางราชวงศ์หมิงที่ทรยศชาติปราบกบฏหมิงใต้ หลังจากกบฏหมิงใต้สิ้นสุดเมื่อปี 1662 ปี 1673 เกิดกบฏสามเจ้าศักดินา ราชวงศ์ชิงใช้เวลาปราบกบฏทางใต้ 8 ปี 1673-1681

การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม[แก้]

การไว้ผมหางเปียแบบชาวแมนจู

เมื่อกองทัพแมนจูยึดภาคกลางของจีนได้ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการกลืนกินข่มวัฒนธรรมฮั่นอย่างเข้มงวด ในรัชสมัยของจักรพรรดิซุ่นจื้อ ทรงมีคำสั่งให้ชาวฮั่นใช้ผมเปียชาวแมนจูอย่างเป็นทางการ จักรพรรดิชิงทรงออกกฎหมายบังคับให้ชาวฮั่นทุกคนต้องไว้ผมเปียและสวมเสื้อผ้าอย่างชาวแมนจู เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและภักดีต่อราชวงศ์ชิง ชายชาวฮั่นทุกคนต้องโกนผมครึ่งศีรษะและหนวดเครา และผูกผมด้านท้ายเป็นหางเปียยาว กฎนี้ขัดแย้งกับประเพณีปฏิบัติเดิมของชาวฮั่นที่ห้ามตัดผม เพราะถือว่า เส้นผม เป็นสิ่งที่พ่อแม่บรรพบุรุษให้มา หากตัดทิ้งเท่ากับไม่เคารพบรรพชน ชาวจีนทั่วประเทศต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีทางเลือก มิฉะนั้นจะถูกตัดหัว กว่า 258 ปีที่ราชวงศ์ชิงครองประเทศ ชาวจีนได้ก่อกบฏขึ้นหลายครั้งเนื่องจากกฎดังกล่าวนี้ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตัวเอ่อร์กุ่นมีคำสั่งให้ชาวฮั่นโกนผมไว้เปียทั้งหมด หากไม่ไว้มีแต่ตายสถานเดียว จนมีคำกล่าวว่า

“ไว้ผมไม่ไว้หัว ไว้หัวไม่ไว้ผม” หมายความว่า หากคิดรักษาหัวให้โกนผมไว้เปีย หากไม่คิดไว้เปียก็เตรียมถูกบั่นศีรษะได้ ครั้งนั้นมีคนตายจากการขัดคำสั่งหลายแสนคน ทั่วแผ่นดินเต็มไปด้วยเสียงร่ำไห้ระงม ผสมเคียดแค้นเพราะคำสั่งนี้

ความเป็นปึกแผ่นในรัชสมัยจักรพรรคังซี[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: กบฏสามเจ้าศักดินา
เครื่องถ้วยเปลือกไข่ สีน้ำเงินเข้มประดับโลหะ ศิลปะราชวงศ์ชิงสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง

ตลอดระยะหกสิบเอ็ดปีของการครองราชยของจักรพรรดิคังซี ถือได้ว่าเป็นยุคที่ราชวงศ์ปราบกบฎชาวจีนฮั่นได้หมดสิ้นสำเร็จ จักรวรรดิต้าชิงสงบสุขและมั่นคง เป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ยุคทองของราชวงศ์ชิงที่รุ่งเรือง การปกครองที่ยาวนานของจักรพรรดิคังซีเริ่มต้นจากการที่พระองค์มีพระชันษาแปดชันษาเมื่อพระราชบดิของพระองค์สิ้นพระชนม์ เพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในในรัชสมัยของจักรพรรดิซุ่นจื้อ ที่มีตัวเอ่อร์กุ่น เป็นผู้สำเร็จราชการ ในยุคนั้นผู้สำเร็จราชการมีอำนาจมากและมีลักษณะเผด็จการ จักรพรรดิแทบไม่มีพระราชอำนาจ จักรพรรดิคังซีจึงได้ทรงริบอำนาจจากเหล่าขุนนางเข้าสู่ศูนย์กลาง

เริ่มระส่ำระสาย[แก้]

หลังจากเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงต้นราชวงศ์ สภาพทั่วไปในพุทธศตวรรษที่ 24 ราชวงศ์ชิงเริ่มอ่อนแอและความเจริญรุ่งเรืองลดลง เนื่องจากประเทศจีนประสบปัญหาความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงของกลุ่มคนในวงการต่างๆ โดยเฉพาะด้านการเมืองที่มีขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง เศรษฐกิจหยุดนิ่ง เพราะจักรพรรดิเฉียนหลง กษัตริย์เจ้าสำราญโปรดความหรูหราฟุ่มเฟือยและทำสงครามบ่อยครั้ง เงินท้องพระคลังขัดสน และจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนที่ทำกิน จะเห็นได้ว่าราชวงศ์ชิงมีปัญหาความกดดันภายในประเทศที่สะสมมานาน ประกอบกับความกดดันภายนอกจากชาติมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคม ที่ราชวงศ์ชิงไม่อาจทานได้เพราะระบบการปกครอง และเศรษฐกิจที่ล้าสมัย

กบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว[แก้]

หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น รัฐบาลชิงต้องเสียดินแดนและชำระค่าฝิ่นกับค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนสูง จึงขูดรีดภาษีจากประชาชน การคลังขาดแคลน ประชาชนอดอยาก สังคมเริ่มวุ่นวาย ไร้ความสงบสุข ประชาชนเริ่มรวมตัวต่อต้านอำนาจรัฐกลายเป็นกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว โดยมีผู้นำคือ หงซิ่วฉวน เป็นชาวอำเภอฮัวเซี่ยน มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งได้รับอิทธิพลของคริสต์ศาสนา จึงร่วมกับ เฝิงอวิ๋นซาน ก่อตั้งสมาคมนับถือพระเจ้าที่มณฑลก่วงซี แล้วกลายสภาพเป็นกบฏไท่ผิงเทียนกั๋วในเวลาต่อมาในปี ค.ศ. 1851 รัชศกเต้ากวง ปลายรัชสมัยปีที่ 30

กองทัพของหงซิ่วฉวนกับเฝิงอวิ๋นซานบุกยึดเมืองนานกิงได้ในปีค.ศ. 1853 รัชศกเสียนฟง ปีที่ 3 ขณะนั้นกองทัพมีกำลังพลนับล้านกว่าคนและในอีก 2 ปี ต่อมา ก็ได้รับชัยชนะจากยุทธการหูโข่ว หลังจากได้ชัยชนะในหลายสมรภูมิช่วงท้ายของกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว ผู้นำทั้งสองเกิดความขัดแย้งกันเองด้วยการแยกตัวเป็นอิสระ การลอบสังหารกันด้วยความระแวงใจ ทำให้กองทัพกบฏเริ่มอ่อนแอลง กอปรกับราชสำนักชิงขอร้องกองทัพอังกฤษซึ่งมีอาวุธทันสมัยและทหารแข็งแกร่งให้ช่วยกวาดล้างกบฏแลกกับผลประโยชน์ที่เสนอให้อังกฤษ ฝ่ายกบฏเริ่มสูญเสียที่มั่นไปจนถึงปลายปีค.ศ. 1863 รัชศกถงจื้อ ปีที่ 2 ทหารชิงและทหารต่างชาติล้อมเมืองเทียนจิงได้ ปีถัดมาเมืองนั้นเกิดสภาพอดอยาก หงซิ่วฉวนฆ่าตัวตาย เมืองเทียนจิงแตก จึงถือเป็นการปิดฉากกบฏไท่ผิงเทียนกั๋วลง แต่จิตวิญญาณต่อต้านราชวงศ์ชิงยังฝังแน่นในหัวใจของชาวฮั่นซึ่งส่งผลสืบเนื่องให้เกิดการปฏิวัติต่อต้านแมนจูในเวลาข้างหน้าอีก

เรือรบอังกฤษทำลายเรือรบสำเภาจีน (1843)
พระนางซูสีไทเฮา

สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง[แก้]

หลังการปฏิรูปเมจิในญี่ปุ่นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นเริ่มขยายอำนาจออกนอกประเทศ โดยมีเป้าหมายที่แผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ ด้วยการนำกองทัพบุกยึดครองเกาหลีซึ่งเป็นประเทศราชของจีนเพื่อหวังเป็นเส้นทางเข้าสู่จีน ปี พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) รัชศกกวงซี่ ปีที่ 20 เกาหลีเกิดจลาจลกลุ่มภูมิปัญญาตะวันออก (ตงเสวียตั่ง) ขึ้น จึงร้องขอให้จีนช่วยเหลือ จีนส่งกองทัพไปตามคำขอ ส่วนญี่ปุ่นส่งกองทัพเรือไปยึดครองเกาหลีและโจมตีทหารจีนอันเป็นการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ กองทหารชิงพ่ายแพ้ ญี่ปุ่นยังรุกต่อเนื่องทำให้ราชสำนักชิงหวั่นเกรงความเข้มแข็งของกองทัพญี่ปุ่น จึงรีบขอเจรจาสงบศึกก่อน ในปีค.ศ. 1895 จึงทำสนธิสัญญา ชิโมโนเซกิ ระหว่างขุนนางหลี่หงจาง กับ ผู้นำญี่ปุ่นชื่อ นายอิโต อิโรบูมิ ความสูญเสียของจีนคือ ยกเกาหลี ไต้หวัน คาบสมุทรเหลียวตง ให้ญี่ปุ่น ใช้เงินค่าปฏิกรรมสงครามนับสองร้อยล้านตำลึง อนุญาตให้ตั้งโรงงานตามเมืองท่าของจีนได้

ผลจากสนธิสัญญานี้บางส่วนไปกระทบต่อความมั่นคงของรัสเซียซึ่งมีดินแดนบางส่วนติดกับจีนที่บริเวณคาบสมุทรเหลียวตง รัสเซียร่วมกับฝรั่งเศส เยอรมัน ทำการคัดค้านการยึดครองดินแดนผืนนั้นอย่างหนักหน่วง ญี่ปุ่นจำใจคืนคาบสมุทรเหลียวตงให้จีน โดยแลกกับเงินแท่งหลายล้านตำลึง การต้องใช้จ่ายเงินจำนวนสูงมากในหลายกรณีโดยราชสำนักชิง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนักจากการรีดภาษี ความยากแค้นแผ่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ แรงคับแค้นใจถูกเก็บอัดแน่นมากขึ้นในหมู่ประชาชน

การปฏิรูป / รัฐประหาร อู้ซีว์[แก้]

หลังการพ่ายแพ้สงครามต่อฝรั่งเศสและญี่ปุ่น รัชศกกวางสู์ ปีที่ 23 เยอรมันใช้กำลังยึดครองอ่าวเจียวโจว คังโหย่วเหวย ถานซือถง เสนอหลักเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบใหม่เพื่อความเข้มแข็งของชาติ ซึ่งเรียกกันว่า “แผนปฏิรูป อู๋ซีว์” โดยเน้นการผลิตบัณฑิตสมัยใหม่ เปิดกว้างการวิพากษ วิเคราะห์ พัฒนากิจการใหม่ๆที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งของชาติ และความอิ่มท้องของชาวบ้าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากพระเจ้ากวางสู์ ซึ่งต้องการใช้แผนปฏิรูปนี้ยึดคืนอำนาจจากพระนางซูสีไทเฮา ข้าราชสำนักส่วนใหญ่เกิดความระแวงใจว่าแผนดังกล่าวมาจากบัณฑิตชาวฮั่น จึงร่วมมือกับพระนางซูสีทำรัฐประหาร กักขังพระเจ้ากวางสู จับถานซื่อถงกับพวกนักปฏิรูป รวมทั้งลงโทษขุนนางที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สั่งยกเลิกแผนปฏิรูปทั้งหมด เรียกว่า รัฐประหาร อู้ซีว์ ส่วนคังโหย่วเหวยกับเหลียงฉี่เชาหลบหนีไปนอกประเทศได้

หลังการปฏิรูปชาติล้มเหลว ราษฎรเริ่มตระหนักใจว่าหากไม่ล้มล้างรัฐบาลชิงซึ่งไร้ความสามารถ ราชสำนักชิงภายใต้อำนาจของพระนางซูสีเหลวแหลกและเป็นอุปสรรคในการปฏิรูปไปสู่ความเข้มแข็งของชาติ คนจำนวนมากจึงเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติของดร.ซุนยัดเซน ในเวลาต่อไป

ขบวนการอี้เหอถวน / ศึกพันธมิตรแปดชาติ[แก้]

ดูบทความหลักที่: กบฏนักมวย

ตอนปลายราชวงศ์ชิงการรุกรานของต่างชาติทั้งด้านกองทหารและศาสนาคริสต์สร้างความไม่พอใจแก่ราษฎรอันเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันที่ราชสำนักกลัวเกรงต่างชาติโดยไม่คุ้มครองชาวบ้านที่ถูกรังแกเหยียดหยาม จึงสั่งสมความแค้นกลายเป็นพลังต่อต้านต่างชาติอย่างเร็ว กอปรกับภัยพิบัติของแม่น้ำฮวงโหแล้งติดต่อกันหลายปี ทำให้เกิดความยากแค้นจึงมีกลุ่มความเชื่อลัทธิต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มอี้เหอถวนในมณฑลซานตุงกับเหอเป่ย ซึ่งนอกจากสอนมวยแล้ว ยังฝังความเชื่อเกี่ยวกับเวทมนตร์ให้ชาวบ้านด้วยพร้อมกับแนวคิดสนับสนุนราชวงศ์ชิง กำจัดต่างชาติ ทำให้มีผู้ร่วมกลุ่มเพิ่มทวีขึ้น นอกจากนั้นราชสำนักชิงโดยพระนางซูสีต้องการใช้กลุ่มนี้ต่อต้านต่างชาติซึ่งคัดค้านพระนางกักขังพระเจ้ากวางสู กลุ่มนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือทำลายต่างชาติของและได้รับการสนับสนุนจากพระนางซูสีซึ่งคอยบงการอยู่เบื้องหลัง อันสร้างความไม่พอใจแก่ชาวต่างชาติอย่างมาก

พระนางซูสีหนีภัยสงครามของตนเอง[แก้]

ปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) รัชศก กวางสู์ ปีที่ 26 พระนางซูสีไทเฮาสั่งกลุ่มอี้เหอถวนโจมตีเขตสถานทูตของต่างชาติในปักกิ่ง ทำให้ชาติต่างๆ ซึ่งได้รับความเสียหายรวมตัวกันเป็นกองทัพพันธมิตรแปดชาติตอบโต้จีน ทหารชิงแตกพ่าย ทหารพันธมิตรบุกเข้ากรุงปักกิ่งและยึดพระราชวังต้องห้ามไว้ พระนางซูสีพาพระเจ้ากวางสูลี้ภัยหนีไปเมืองซีอาน ส่วนกองทัพพันธมิตรปล้นสะดมวังต้องห้ามและบ้านเรือนของชาวบ้าน อันสร้างความเสียหายอย่างมากทั้งสถานที่หรือสมบัติมีค่าของจีน ปีต่อมาราชสำนักชิงส่งตัวแทนเจรจาสันติภาพโดยยอมใช้ค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนสูงมาก ยอมให้ต่างชาติตั้งกองทหารในเขตที่ต้องการอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ของชาติ รวมทั้งกำหนดขอบเขตที่ห้ามคนจีนเข้าไปทั้งที่เป็นดินแดนจีน การสูญเสียอธิปไตยเพิ่มเติมจากสัญญาต่างๆที่เคยทำไว้โดยมาจากความอ่อนแอของราชสำนักชิงสร้างความคับแค้นใจแก่คนจีนซึ่งเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ชาติจะรอดพ้นภัยพิบัติได้ด้วยการล้มล้างราชวงศ์ชิงเท่านั้น แนวคิดนี้ลุกลามไปทั่วแผ่นดิน ขบวนการปฏิวัติจึงรวมตัวและเคลื่อนไหวเข้มข้นมากขึ้น อันสั่นคลอนต่ออำนาจของพระนางซูสีไทเฮาและราชสำนักชิงในเงื้อมเงาของพระนางหนักขึ้นทุกขณะ

รัฐธรรมนูญของราชสำนักชิง[แก้]

ช่วงปลายลมหายใจของพระนางซูสีไทเฮา ฝ่ายต่อต้านราชสำนักชิงมีพลังมากขึ้นและแยกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายสนับสนุนให้มีรัฐธรรมนูญโดยยังมีฮ่องเต้ของคังโหย่วเหวย กับ ฝ่ายล้มล้างราชวงศ์ชิงของดร.ซุนยัดเซน เพื่อเป็นการลดความร้อนแรงของประชาชน ราชสำนักชิงเลือกจะร่างรัฐธรรมนูญตามที่ประชาชนต้องการ ทำให้ฝ่ายล้มล้างราชวงศ์ชิงไม่เป็นที่สนใจเพราะความหวังใหม่ในท่าทีอ่อนลงของราชสำนัก พระนางซูสีไทเฮาคัดเลือกรัชทายาทใหม่และถือเป็นคนสุดท้ายของราชวงศ์ชิงก่อนสิ้นลมหายใจ คือ จักรพรรดิผู่อี๋หรือผู่อี๋ ตอนนั้นมีพระชนมายุไม่ถึง 3 ขวบ และเปลี่ยนเป็นรัชศกเซียนถ่ง โดยมีพระบิดา คือ เจ้าชายฉุน (ไจ้เฟิง) เป็นผู้สำเร็จราชการบริหารแผ่นดินแทน พระบิดาร่างรัฐธรรมนูญต่อไปเมื่อประกาศใช้ในแผ่นดินกลับสร้างความผิดหวังแก่ประชาชนอย่างมาก เมื่อกำหนดให้กลุ่มผู้บริหารประเทศเป็นเชื้อพระวงศ์ชิงส่วนใหญ่ คนจีนตระหนักใจแล้วว่าความหวังเดียวของชาติ คือ ต้องใช้กำลังล้มล้างราชวงศ์ชิงเท่านั้น ฝ่ายที่เคยเรียกร้องรัฐธรรมนูญของคังโหย่วเหวยผันตัวเองไปสนับสนุนกลุ่มดร.ซุนยัดเซนมากขึ้น หลังจากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับของราชสำนักชิงแล้ว ประชาชนเปลี่ยนไปเข้าร่วมแนวคิดของดร.ซุนยัดเซนเพิ่มทวีขึ้นและถือว่าทรงอิทธิพลมาก ชะตากรรมของราชสำนักชิงเข้าสู่จุดวิกฤติ

ราชวงศ์ชิงล่มสลาย[แก้]

ดูบทความหลักที่: การล่มสลายของราชวงศ์ชิง
ภาพนายพลหยวน ซื่อไข่.

ในช่วงต้นของพุทธศตวรรษที่ 25 ประชาชนเริ่มรวมกลุ่มกันประท้วงมากขึ้นและขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั้งพระนางซูสีไทเฮาและจักรพรรดิกวางสูสวรรคตใน พ.ศ. 2451 ทิ้งให้สมาชิกราชวงศ์ที่ไร้บารมีและสถานภาพทางการเมืองไม่แน่นอนยังอยู่ในพระราชวังต้องห้าม ผู่อี๋ โอรสขององค์ชายชุนที่ 2 ได้รับการอภิเษกให้เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไปตั้งแต่พระชนมายุเพียง 2 ชันษา โดยให้พระราชบิดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ต่อมา นายพลหยวน ซื่อไข่ ถูกปลดออกจากตำแหน่งทางทหาร ในกลางปี พ.ศ. 2454 องค์ชายชุนที่ 2 ทรงตั้งคณะรัฐมนตรีหลวง โดยสมาชิกเกือบทั้งหมดเป็นพระญาติสกุลอ้ายซินเจว๋หลัว มีหน้าที่บริหารประเทศจีนในเรื่องทั่วไป การตั้งคณะรัฐมนตรีหลวงครั้งนี้ได้สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้กับข้าราชการชั้นสูงทั้งหลาย ซึ่งรวมทั้ง จางจื่อตง ด้วย

ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2454 ได้เกิดจลาจลอู่จางขึ้น และต่อมา ดร.ซุน ยัดเซ็น ได้ประกาศก่อตั้งรัฐบาลของตนขึ้นใหม่ ในนามสาธารณรัฐจีน ที่เมืองนานกิง หัวเมืองหลายแห่งเริ่มตีตัวแยกจากรัฐบาลราชวงศ์ชิง เมื่อสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจเช่นนี้ รัฐบาลราชวงศ์ชิงจึงเรียกตัวนายพลหยวน ซื่อไข่รู้สึกไม่พอใจราชวงศ์อยู่แล้วกลับเข้ามาควบคุมกองทัพเป่ยหยาง เพื่อปราบปรามกลุ่มผู้แข็งข้อทั้งหลาย หลังจากที่ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลของตนแล้ว นายพลหยวนก็ได้เรียกร้องให้องค์ชายชุนลงจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ โดยการเรียกร้องครั้งนี้ได้รับคำแนะนำจาก สมเด็จพระพันปีหลวงหรงยู่

หลังจากองค์ชายชุนออกจากตำแหน่งแล้ว หยวน ซื่อไข่และนายพลจากกองทัพเป่ยหยางก็ครอบงำราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ ประเทศจีนในครั้งนั้นก็มี รัฐบาล 2 ฝ่าย รัฐบาลหยวน ซื่อไข่ปฏิเสธการทำสงครามกับรัฐบาลสาธารณรัฐของซุน ยัดเซ็น โดยให้เหตุผลว่าเสียค่าใช้จ่ายสูงและไม่มีเหตุผล คำเรียกร้องของราชวงศ์ชิงคืออยากใประเทศจีนปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และซุนยัดเซ็นอยากให้ประเทศปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ หลังจากที่ได้รับการอนุญาตจากหลงหยูไทเฮาแล้ว นายพลหยวนก็ได้เปิดการเจรจากับซุนยัดเซ็น โดยที่ซุนยัดเซ็นมีเป้าหมายว่าถ้าก่อตั้งสาธารณรัฐจีนสำเร็จแล้ว อาจจะให้นายพลหยวนขึ้นเป็นประธานาธิบดี ใน พ.ศ. 2455 หลังจากการเจรจา หลงหยูไทเฮาก็ได้ออกพระราชเสาวนีย์ประกาศให้จักรพรรดิผู่อี๋ผู้เป็นพระโอรสบุญธรรมสละราชบัลลังก์

การล่มสลายของราชวงศ์ชิงใน พ.ศ. 2454 ถือเป็นการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในจีนที่มีมายาวนานกว่า 5,000 ปี

การเมือง[แก้]

เครื่องแบบชุดขุนนางฤดูหนาว สมัยราชวงศ์ชิง
เครื่องแบบชุดขุนนางฤดูร้อน สมัยราชวงศ์ชิง

ในสมัยจักรพรรดิราชวงศ์ชิงตอนต้นนำระบบโครงสร้างและสถาบันของข้าราชการของราชวงศ์หมิงมาปรับใช้ แต่มีแบ่งแยกการปกครองระหว่างชาวจีนฮั่นกับชาวแมนจู ตำแหน่งราชการบางตำแหน่งยังคงเป็นของชาวมองโกล[8]

การปกครองสมัยต้นราชวงศ์ชิง[แก้]

พุทธศตวรรษที่ 23 ในต้นราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นยุคที่ทางราชวงศ์ต้องผจญกับขบวนการกู้หมิงต้านชิง ของชาวฮั่นทั้งหลายที่โกรธแค้นที่ชนต่างเชื้อสายมาเป็นใหญ่ประเทศจีน ดังนั้นในสมัยของ จักรพรรดิคังซี, จักรพรรดิหย่งเจิ้ง และจักรพรรดิเฉียนหลง จึงต้องใช้ทั้งนโยบายประนีประนอมเพื่อให้อยู่กับชาวฮั่นได้อย่างเป็นสุข และนโยบายแข็งกร้าวเพื่อควบคุมชาวฮั่นไว้ไม่ให้คิดต่อต้าน ซึ่งนโยบายเหล่านี้กลายเป็นแนวปฏิบัติของจักรพรรดิองค์ต่อๆ มา เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับอำนาจรัฐ

ในประวัติศาสตร์จีนได้ปรากฏว่ามีชนกลุ่มน้อยขึ้นตั้งราชวงศ์ปกครองแผ่นดินจีน 2 ราชวงศ์ นั่นคือ ราชวงศ์หยวนของเผ่ามองโกล และราชวงศ์ชิงของเผ่าแมนจู ราชวงศ์หยวนถึงแม้จะเก่งกาจ มีกำลังทหารและอาวุธที่น่าเกรงขาม แต่ไม่มีความรู้ด้านการปกครอง จึงปกครองแผ่นดินจีนได้เพียงแค่ 90 ปีเศษก็ล่มสลายไป ส่วนราชวงศ์ชิงใช้นโยบายประนีประนอมและแข็งกร้าวได้อย่างแยบยล จึงประสบความสำเร็จทั้งทางด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และสังคม จนสามารถปกครองแผ่นดินจีนได้นานถึง 260 ปี

การประชุมขุนนาง

นโยบายประนีประนอม[แก้]

นโยบายประนีประนอมถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการผูกมิตรเอาอกเอาใจชาวฮั่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ราชวงศ์ชิงเข้าปกครองแผ่นดินจีนใหม่ๆ เพื่อสร้างบารมีให้กับราชวงศ์ชิง และขจัดความคิดต่อต้านแมนจู โดยนโยบายสำคัญๆ มีดังนี้

  • จัดพระราชพิธีปลงพระศพของพระเจ้าหมิงซือจง จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์หมิงและพระมเหสี และสร้างสุสานถวายให้อย่างสมพระเกียรติ
  • ยกย่องขุนนางราชวงศ์หมิงที่สละชีพเพื่อปกป้องเยี่ยงวีรบุรุษ และเกลี้ยกล่อมขุนนางหมิงให้สวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ชิงและดูแลเป็นพิเศษ
  • ยังคงใช้วิธีคัดเลือกข้าราชการโดยวิธีการสอบจอหงวนตามแบบของราชวงศ์หมิง และเปิดโอกาสให้ชาวจีนฮั่นเข้าสอบรับราชการได้
  • จักรพรรดิคังซี ทรงจัดทำ พจนานุกรมคังซี ซึ่งรวบรวมตัวอักษรจีนได้ครบถ้วนที่สุดสมัยนั้น และในสมัย จักรพรรดิเฉียนหลง ได้มีการรวบรวมงานวิชาการครั้งยิ่งใหญ่ทั่วประเทศจีนมาเป็น ประมวลสาส์นสี่ภาค (四庫全書 ซื่อคู่เฉวีนซู) มีการส่งเสริมบัณฑิตที่มีผลงานทางวิชาการให้ได้รับบำเหน็จ อย่างไรก็ตาม ในขณะรวบรวมผลงานทางวิชาการ หนังสือหลายเล่มถูกทำลายเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง
  • ยกเลิกหรือลดอัตราภาษีที่ขูดรีดในท้องที่ต่างๆ และล้มแนวการปกครองที่โหดร้ายของราชวงศ์หมิง

นโยบายแข็งกร้าว[แก้]

ในขณะเดียวกัน ราชวงศ์ชิงก็ดำเนินนโยบายแข็งกร้าวเพื่อสยบชาวฮั่นที่คิดจะต่อต้านไว้ด้วย โดยนโยบายสำคัญมีดังนี้

  • สังหารประชาชนที่รวมตัวก่อจลาจลต่อต้านราชสำนักตามท้องที่ต่างๆ อย่างโหดเหี้ยม
  • ห้ามการรวมกลุ่มกันจัดตั้งสมาคมอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการรวมพลังมวลชน
  • บังคับให้ชายชาวฮั่นทั่วประเทศต้องไว้ผมแบบชาวแมนจู คือ ไว้หางเปียยาวด้านหลัง และโกนผมครึ่งศีรษะ อย่างที่ชาวไทยคุ้นเคยกันดีจากภาพยนตร์ ใครฝ่าฝืนจะต้องโทษประหารชีวิต
  • นำกฎหมายอาชญาทางภาษา (เหวินจื้ออวี้) มาใช้หลายครั้ง เพื่อควบคุมความคิดของชาวฮั่นให้อยู่ในกรอบ ในสมัยจักรพรรดิคังซี หย่งเจิ้ง และเฉียนหลง มีปรากฏว่ามีมากถึง 70-80 คดี แต่ละคดีจะมีผู้รับเคราะห์ 10 คน จนถึงหมื่นคนก็มี ตัวอย่างคดีที่สำคัญ เช่น คดีหนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง (หมิงสื่อ) ในสมัยคังซี ที่จวนถิงหลง จัดพิมพ์ไปกล่าวกระทบประวัติศาสตร์แมนจู ราชวงศ์ชิงถึงกับขุดศพจวนถิงหลงมาแยกร่าง ผู้เขียน ตรวจอักษร ขายหนังสือ และแม้แต่ผู้มีหนังสือในครอบครองถูกประหาร 72 คน และถูกขับไล่ให้เป็นทหารแถบชายแดนอีกนับร้อยคน

สังคม[แก้]

ภาพวาดการแต่งงานสมัยราชวงศ์ชิง

จากข้อมูลในสมัยราชวงศืชิงตอนต้นและตอนกลาง พัฒนาการทางด้านสังคมมีการเจริญเติบโตสูง ประชากรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงศตวรรษที่ 18 มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าประชากรที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วของจักรวรรดิ ในขณะเดียวกันราชสำนักชิงก็จะมักระมัดระวังจับตาพฤติกรรมความเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของชาวฮั่นตลอด เนื่องจากมีกลุ่มชาวฮั่นได้รวมตัวกันต่อต้านราชสำนักชิงที่มีชาวแมนจูมาปกครอง มีสมาคมลับผู้เป็นแกนนำชูอุดมการณ์ “โค่นชิงฟื้นหมิง” คือ พวกหงเหมิน (洪门) แต้จิ๋วว่า “อั่งมึ้ง” ในเมืองไทยเรียก “อั้งยี่” คำว่า อั้งหรือหง (洪) ในที่นี้เป็นคนละคำกับ อั้งหรือหง (红) ที่แปลว่า สีแดง อักษร 洪 (หง,อั้ง) ตัวนี้หมายถึง น้ำหลาก,ไหลหลาก และใช้เป็นแซ่คือ แซ่อั้ง ในภาษาแต้จิ๋ว หรือแซ่หงในภาษาจีนกลาง[9]

มหาพจนานุกรมจีน (汉语大词典) อธิบายคำหงเหมิน ในแง่องค์กรลับไว้ว่า “หงเหมิน : สมาคมลับพื้นบ้านสมาคมหนึ่งในยุคราชวงศ์ชิง เรียกอีกอย่างว่า หงปัง (พรรคหง) เป็นขบวนการที่พัฒนามาจากเทียนตี้ฮุย (สมาคมฟ้าดิน) มุ่งโค่นชิงฟื้นหมิงเป็นจุดหมายหลัก ว่ากันว่าใช้คำว่า หง จากชื่อรัชศกหงอู่ของพระเจ้าหมิงไท่จู่เป็นคำเรียกขาน (จึงได้นามว่าหงเหมิน ชาวหง) สมาชิกของสมาคมเรียกกันว่า พี่น้องชาวหง แพร่หลายอยู่แถบลุ่มแม่น้ำแยงซีและลุ่มแม่น้ำจูเจียง ทั้งยังมีองค์กรสาขาที่จัดตั้งในโพ้นทะเลอีกด้วย[9]

เมื่อแรกก่อตั้ง ขบวนการหงเหมินแพร่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน กวางตุ้งและเจ้อเจียง แล้วค่อยๆ ขยายกว้างออกไป ถึงยุคสงครามฝิ่น (พ.ศ. 2383) แพร่ไปหลายมณฑลตลอดจนโพ้นทะเลถึงอเมริกา มีสมาคมสาขาใช้ชื่อต่างกันมากมายทั้งในและนอกประเทศจีน[9]

ขบวนการหงเหมินและเครือข่ายเป็นกบฏและก่อจลาจลหลายครั้ง บางส่วนเข้าร่วมกับกบฏไท่ผิง การโค่นล้มราชวงศ์ชิงของซุนยัตเซนได้รับความช่วยเหลือจากขบวนการหงเหมิน (อั้งยี่) ทั้งในและนอกประเทศจีนรวมทั้งประเทศไทยด้วย[9]

มีความเห็นกันว่าพวกหงเหมิน (อั้งยี่) คงจะใช้เทศกาลกินเจบังหน้าหาพวกพ้องร่วมขบวนการต่อต้านราชวงศ์ชิง ศูนย์กลางอยู่ที่มณฑลฮกเกี้ยน ต่อมาถูกปราบ พลอยให้เทศกาลกินเจเสื่อมไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฮกเกี้ยน พวกหงเหมินเป็นอันมากหนีไปดำเนินการต่อในโพ้นทะเล กิจกรรมสำคัญประการหนึ่งคือสร้างโรงเจ ทำให้เทศกาลกินเจในโพ้นทะเลโดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยกับมาเลยเซียคึกคักยิ่งกว่าในจีน โรงเจเหล่านี้ส่วนมากมีกลอนคู่ (ตุ้ยเหลียน-ตุ้ยเลี้ยง) สื่อความหมาย “โค่นชิงฟื้น หมิง” อยู่ด้วย[9]

รายพระนามจักรพรรดิราชวงศ์ชิง[แก้]

พระนามที่รู้จักกันดี พระบรมสาทิสลักษณ์/ฉายาลักษณ์ ระยะเวลาครองราชย์ พระนามเดิม รัชศก พระนามเรียกขาน
(ภาษาจีน–
ภาษาแมนจู)
พระนามแต่งตั้ง
นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ
(21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1559
30 กันยายน ค.ศ. 1626)
ค.ศ. 1616

ค.ศ. 1626
นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ
努爾哈赤
(พินอิน:
Nǔ'ěrhāchì)
เทียนมิ่ง*
天命
Abkai fulingga
เกาตี้#
高帝
Dergi
ไท่จู่
太祖
หวงไท่จี๋
(28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1592
21 กันยายน ค.ศ. 1643)
清 佚名 《清太宗崇德皇帝朝服像》.jpg ค.ศ. 1626

ค.ศ. 1643
หวงไท่จี๋* เทียนฉง#
天聰
Abkai sure
(1627–1636);

ฉงเต๋อx
崇德
Wesihun erdemungge
(1636–1643)

เหวินตี้
文帝
Genggiyen Su
ไท่จง
太宗
จักรพรรดิซุ่นจื้อ
(15 มีนาคม ค.ศ. 1638
5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1661)
(8 กุมภาพันธ์)
ค.ศ. 1644*

ค.ศ. 1661
(18 ปี)
ฟูหลิน
福臨
ซุ่นจื้อ
順治
Ijishūn dasan
จางตี้
章帝
Eldembure
ซื่อจู
世祖
จักรพรรดิคังซี
(4 พฤษภาคม ค.ศ. 1654
20 ธันวาคม ค.ศ. 1722)
(18 กุมภาพันธ์)
ค.ศ. 1662*

ค.ศ. 1722
(61 ปี)
เสวียนเย่
玄燁
คังซี
康熙
Elhe taifin
เหรินตี้
仁帝
Gosin
เซิ่งจู่
聖祖
จักรพรรดิยงเจิ้ง
(13 ธันวาคม ค.ศ. 1678
8 ตุลาคม ค.ศ. 1735)
(5 กุมภาพันธ์)
ค.ศ. 1723

ค.ศ. 1735
(13 ปี)
อิ้นเจิน
胤禛
ยงเจิ้ง
雍正
Hūwaliyasun tob
เซี่ยนตี้
憲帝
Temgetulehe
ซื่อจง
世宗
จักรพรรดิเฉียนหลง
(25 กันยายน ค.ศ. 1711
7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1799)
(12 กุมภาพันธ์)
ค.ศ. 1736

ค.ศ. 1796*
(60 ปี)
หงลี่
弘曆
เฉียนตี้
乾隆
Abkai wehiyehe
ฉุนตี้
純帝
Yongkiyangga
เกาจง
高宗
จักรพรรดิเจียชิ่ง
(13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1760
2 กันยายน ค.ศ. 1820)
(9 กุมภาพันธ์)*
ค.ศ. 1796

ค.ศ. 1820
(25 ปี)
ย้งเหยี่ยน#
顒琰
เจียชิ่ง
嘉慶
Saicungga fengšen
รุ่ยตี้
睿帝
Sunggiyen
เหรินจง
仁宗
จักรพรรดิเต้ากวง
(16 กันยายน ค.ศ. 1782
25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1850)
A man in a grey suit, white shirt and dark tie, he has a birthmark on his forehead (3 กุมภาพันธ์)
ค.ศ. 1821

ค.ศ. 1850
(30 ปี)
หมินหนิง*
旻寧
เต้ากวง
道光
Doro eldengge
เฉิงตี้
成帝
Šanggan
เซวียนจง
宣宗
จักรพรรดิเสียนเฟิง
(17 กรกฎาคม ค.ศ. 1831
22 สิงหาคม ค.ศ. 1861)
《咸丰皇帝朝服像》.jpg (1 กุมภาพันธ์)
ค.ศ. 1851

ค.ศ. 1861
(11 ปี)
อี้จู่
奕詝
เสียนเฟิง
咸豐
Gubci elgiyengge
เสี่ยนตี้
顯帝
Iletu
เหวินจง
文宗
จักรพรรดิถงจื้อ
(27 เมษายน ค.ศ. 1856
12 มกราคม ค.ศ. 1875)
清 佚名 《清穆宗同治皇帝朝服像》.jpg (30 มกราคม)
ค.ศ. 1862

ค.ศ. 1875
(13 ปี)
ไจ่ฉุน
載淳
ถงจื้อ*
同治
Yooningga dasan
อี้ตี้
毅帝
Filingga
มู่จง
穆宗
จักรพรรดิกวังซวี่
(14 สิงหาคม ค.ศ. 1871
14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908)
The Imperial Portrait of Emperor Guangxu2.jpg (6 มกราคม)
ค.ศ. 1875

ค.ศ. 1908
(34 ปี)
ไจ่เถียน
載湉
กวังซวี่
光緒
Badarangga doro
จิ่งตี้
景帝
Ambalinggū
เต๋อจง
德宗
จักรพรรดิผู่อี๋
(7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1906
17 ตุลาคม ค.ศ. 1967)
Xuantong.jpg (22 มกราคม)
ค.ศ. 1909

(17 กุมภาพันธ์)
ค.ศ. 1912*
(3 ปี)
ผู่อี๋
溥儀
หรือ
เฮนรี่
เซวียนถ่ง
宣統
Gehungge yoso
หมิงตี้
明帝
ชุนจง
询宗

สื่อวีดีโอ[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Yamamuro, Shin'ichi (2006). Manchuria Under Japanese Domination. University of Pennsylvania Press. p. 246. ISBN 9780812239126.  Unknown parameter |translator= ignored (|others= suggested) (help)
  2. Zhao 2006, pp. n 4, 7–10, and 12–14.
  3. Treaty of Nanking. 1842.
  4. McKinley, William. "Second State of the Union Address". 5 Dec. 1898.
  5. Ebrey 2010, pp. 220–224.
  6. Bernard Hung-Kay Luk, Amir Harrak-Contacts between cultures, Volume 4, p.25
  7. Wakeman, Jr, Frederic (1985). The great enterprise : the Manchu reconstruction of imperial order in seventeenth-century China (Book on demand. ed.). Berkeley: University of California Press. p. 892. ISBN 9780520048041. 
  8. Spence 2012, p. 39.
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 เทศกาลกินเจ กับ สมาคมลับเพื่อโค่นชิงฟื้นหมิง ศิลปวัฒนธรรม. 16 พฤษภาคม 2560
  • โจวจยาหรง. ประวัติศาสตร์จีน. กรุงเทพมหานคร: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, 2546.