บริการสุขภาพในประเทศจีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โรงพยาบาลประจำวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งยูเนียน (Peking Union Medical College) สถาบันแพทยศาสตร์อันดับหนึ่งของประเทศจีน[1]

บริการสุขภาพในประเทศจีนประกอบด้วยสถาบันการแพทย์และประกันสุขภาพของทั้งสาธารณะและเอกชน ประชาชน 95% โดยประมาณมีประกันสุขภาพอย่างน้อยในระดับพื้นฐาน อย่างไรก็ตามประกันสุขภาพสาธารณะโดยทั่วไปแล้วครอบคลุมค่าใช้จ่ายเพียงครึ่งเดียว และน้อยกว่านี้ในโรคที่รุนแรงหรือเรื้อรัง ภายใต้การริเริ่มโครงการ "จีนสุขภาพดี 2020" ("Healthy China 2020") ตอนนี้ประเทศจีนกำลังอยู่ภายใต้ความพยายามอย่างหนักในการลดค่าบริการสุขภาพลง และรัฐบาลได้กำหยดให้ประกันสุขภาพต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 70% ภายในสิ้นปี 2018[2][3] รัฐบาลจีนกำลังอยู่ภายใต้ความพยายามในการสร้างบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานในราคาที่ถูกลงเพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ภายในปี 2020[4]

ประเทศจีนยังเป็นตลาดใหญ่สำคัญสำหรับบริษัทข้ามชาติที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและการแพทย์ บริษัทอย่าง AstraZeneca, GlaxoSmithKline, Eli Lilly และ Merck เข้าสู่ตลาดของจีนและมียอดขายที่เติบโตอย่างถล่มทลาย ประเทศจีนยังกลายเป็นแหล่งรวมสำคัญของการศึกษาวิจัยทางการแพทย์อีกด้วย[5] Sam Radwan จาก ENHANCE International ระบุว่าการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพของจีนในปี 2050 อาจสูงกว่าจีดีพีทั้งหมดของประเทศเยอรมนีปี 2020[6]

ข้อมูลในหน้านี้เกี่ยวกับระบบในจีนแผ่นดินใหญ่ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และมาเก๊าต่างก็มีบริการสุขภาพที่ดูแลนรูปแบบของตนเอง

ประวัติศาสตร์[แก้]

หมอมือและเท้ากำลังตรวจรักษาผู้ป่วยบนถนนในปักกิ่ง เมื่อปี 1869

การแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine; TCM) ปรากฏในประเทศจีนมานานหลายปีและเป็นพื้นฐานของบริการสุขภาพของประเทศจีนมาเป็นส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์ชาติ เวชปฏิบัติอิงหลักฐาน (evidence-based medicine) แบบตะวันตกเข้ามาในประเทศจีนในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เข้าปกครองในปี 1949 บริการสุขภาพถูกทำให้เป็นของรัฐ (nationalised) โครงการระดับชาติ "แคมเปญสุขภาพด้วยความรักชาติ" ("patriotic health campaign") ได้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสุขภาพและอนามัยพื้นฐาน และได้สร้างบริการการแพทย์ขั้นต้นในพื้นที่ชนบทห่างไกลด้วยโครงการเช่น โครงการหมอเท้าเปล่า (Barefoot doctor) ส่วนบริการสุขภาพในเขตเมือง (urban) นั้นถือว่ามีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในการการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน เมื่อปี 1968 มาตรฐานบริการสุขภาพในประเทศจีนเริ่มที่จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างในเขตเมืองของชนบท เช่นเดียวกันกับระหว่างจังหวัดที่อยู๋ชายฝั่งทะเลกับที่อยู่ด้านในแผ่นดิน บริการสุขถาะส่วนใกญกลายมาเป็นของเอกชน (privatised) บริษัทขนาดใหญ่ต่าง ๆ ของรัฐต่างปิดตัวลงและประชากรในเขตเมืองส่วนใหญ่ถูกเลิกจ้าง และสูยเสียประกัยสังคมและผลประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ประชากรเขตเมืองจำนวนมากต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพเกือบทั้งหมดด้วยนตนเอง (out-of-pocket) เริ่มตั้งแต่ราวทศวรรษ 1990s ส่วนประชากรส่วนใหญ่ในเขตชนบทก็ไม่สามารถเข้ารับบริการทางสุขภาพในโรงพยาบาลเขตเมืองได้ด้วยค่าบริการที่สูงเกินไป

การปฏิรูประบบ[แก้]

นับตั้งแต่ปี 2006 ประเทศจีนได้เริ่มการปฏิรูประบบบริการสุขภาพครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคเหมา (Mao era) โดยรัฐบาลได้เริ่มโครงการ ระบบบริการทางการแพทย์สหกรณ์ชนบทใหม่ (New Rural Co-operative Medical Care System; NRCMCS) ในปี 2005 เป็นการบกระดับระบบบริการสุขภาพใหม่ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่การทำใก้บริการการแพทย์ต่าง ๆ ราคาถูกลงเพื่อให้ผู้ยากไร้ในชนบทสามารถเข้าถึงได้ ภายใต้ระบบ NRCMCS ประชาชนในชนบทราว 800 ล้านคนจะได้รับการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานที่แบ่งเป็นระดับต่าง ๆ ที่ซึ่งรัฐบาลกลางหรือส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 30-80% ของค่ารักษาพยาบาลและบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน[7] ประกันสุขภาพในเขตเมืองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในปี 2011 ประชากรมากกว่า 95% ของตีนมีประกันสุขภาพขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายส่วนที่ผู้ป่วยจ่ายเอง (out-of-pocket costs) และคุณภาพของบริการสุขภาพนั้นแตกต่างกันอย่างมาก[5] สาธารณูปโภคทางการแพทย์ในเมืองสำคัญอย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้อยู่ในระดับที่เทียบเท่ากับมาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้ว และถือว่าสูงกว่าในพื้นที่ชนบทชั้นในของประเทศมาก

ระบบบริการสุขภาพในปัจจุบัน[แก้]

โถงทางเดินในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนยู่หวน, ยู่หวน (Yuhuan) มณฑลเจ้อเจียง

เมืองใหญ่ ๆ ทุกเมืองในประเทศจีนล้วนมีโรงพยาบาลเฉพาะทางต่าง ๆ และมีความพร้อมด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย ประชาชนในเขตเมืองไม่ได้มีประกันสุขภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเหมือนในชนบท ดังนั้นประชาชนเขตเมืองต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเองทั้งหมดหรือซื้อประกันสุขภาพให้ตนเอง คุณภาพของโรงพยาบาลในประเทศยังมีความแตกต่างกันมาก บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในประเทศจีนนั้นบริการโดยการร่วมทุนระดับนานาชาติ มีบริการทางการแพทย์และเครื่องมือทางการแพทย์ในระดับตะวันตกพร้อมด้วยบุคลากรในระดับสากล ซึ่งมีเฉพาะในปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, กว่างโจว, เชินเจิ้น และเมืองใหญ่อื่น ๆ สองสามเมือง ซึ่งมีค่าบริการที่สูงมาก โดยบางบริการอาจมีค่าบริการที่สูงกว่าในโรงพยาบาลรัฐสิบเท่า[ต้องการอ้างอิง] สถานพยาบาลของรัฐนั้นมีให้บริการในทุกเมืองของจีน และคุณภาพก็แตกตางกันไปตามแต่ละเมือง ระดับดีที่สุดมักมีในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ประจำเมือง รองลงมาคือคลินิกขนาดเล็กประจำเขต โรงพยาบาลรัฐในเมืองใหญ่ ๆ มักมีหอผู้ป่วยที่เรียกว่า "วอร์ดวีไอพี" (V.I.P. wards; gāogàn bìngfáng (จีน: 高干病房) ซึ่งเป็นส่วนที่ให้บริการโดยบุคลากรที่มีประสบการณ์และทักษะสูง รวมทั้งพร้อมด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใหม่อย่างมีเหตุผล นอกจากนี้วอร์ดวีไอพีส่วนมากยังมีความพร้อมที่จะให้บริการแก่ชาวต่างชาติด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และมีค่าบริการที่สูงกว่าวอร์ดทั่วไป แต่ถือว่าถูกกว่ามาตรฐานของบริการในตะวันตก นอกจากบริการทางการแพทย์แบบสมัยใหม่แล้ว การแพทย์แผนจีนก็เป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีโรงพยาบาลหรือคลินิกการแพทย์แผนจีนกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ

ในอดีต พื้นที่ชนบทนั้นสาธารณสุขในประเทศจีนมีเฉพาะในคลินิกที่ให้บริการขั้นพื้นฐาน (rudimentary care) โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี รวมทั้งยังมียารักษาโรค อุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ไม่เพียงพอ ในขณะที่บางพื้นที่ในชนบทกลับมีอุปกรณ์ที่มีความพร้อมและทันสมัยกว่ามาก อย่างไรก็ตามคุณภาพของบริการสุขภาพในพื้นที่ชนบทได้พัฒนาขึ้นมากตั้งแต่ปี 2009 รัฐบาลยังแก้ปัญหาที่ชาวบ้านในชนบทบางส่วนไม่สามารถเดินทางไกลเพื่อไปยังสถานบริการสุขภาพที่ใล้ที่สุดได้ โดยการจัดตั้งหมอเพื่อครัวเรือน (family doctor) ซึ่งเดินทางไปตามพื้นที่ห่างไกลต่าง ๆ และให้บริการทางการแพทย์ถึงที่ครัวเรือน[8][9][10][11][12]

การปฏิรูประบบการเข้าถึงการแพทย์ในพื้นที่เขตเมืองได้กระตุ้นให้เกิดความกังวลถึงความต้องการและการปรับปรุงระบบของศูนย์บริการสุขภาพชุมชน อย่างไรก็ตามงานวิจัยเมื่อปี 2012 พบว่าผู้ป่วยที่มีประกันสุขภาพมีแนวโน้มที่จะใช้บริการจากศูนย์บริการสุขภาพชุมชนมากกว่าที่จะใช้บริการในคลินิกเอกชน[13]

ทรัพยากร[แก้]

ในปี 2005 ประเทศจีนมีแพทย์ 1,938,000 คน (แพทย์ 1.5 คนต่อประชากร 1,000 คน) และโรงพยาบาลทั่วประเทศมี 3,074,000 เตียง (2.4 เตียงต่อประชากร 1,000 คน)[14] 80% ของบริการสุขภาพและการแพทย์กระจุกตัวอยู่ในเมือง (cities) และบริการการแพทย์ที่ทันท่วงที (timely medical care) นั้นเข้าไม่ถึงประชากรกว่า 100 ล้านคนในเขตชนบท เพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมนี้ ในปี 2005 จีนได้จัดตั้งโครงการห้าปีที่จะลงทุนมูลค่า 20 พันล้านหยวน (2.4 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ) เพื่อสร้างระบบบริการทางการแพทย์ในเขตชนบทใหม่ ประกอบด้วยคลินิกหมู่บ้าน (village clinics) และโรงพยาบาลระดับชุมชน (township) และระดับจังหวัด (county)[15]

นอกจากนี้ในประเทศจีนยังประสบปัญหาแพทย์และพยาบาลขาดแคลน ถึงแม้จะมีปริมาณการผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นแต่แพทย์ส่วนใหญ่ก็มีเป้าหมายที่จะไม่ทำงานในเขตชนบท เพื่อเข้าทำงานในเขตเมืองมากกว่า ทำให้เกิดการขาดแคลนอย่างหนักในเขตชนบท[16]

อีกปัญหาใหญ่หนึ่งคือ "รถพยาบาลดำ" ("black ambulances") หรือบริการรถพยาบาลที่ผิดกฏหมาย ให้บริการโดยเอกชน และทำไปเพื่อกำไร ด้วยจากปัญหาขาดแคลนรถพยาบาลของโรงพยาบาลต่าง ๆ แม้แต่ในเมืองใหญ่ รถพยาบาลดำนั้นมักบริหารโดยเอกชน และประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ผ่านการอบรม ไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือพยุงชีพ และเก็บค่าบริการจากผู้ป่วย ถึงแม้จะมีความพยายามของรัฐในการกำจัดปัญหานี้ แต่จำนวนของธุรกิจรถพยาบาลดำกลับสูงขึ้นเรื่อย ๆ[17]

การผลิตแพทย์[แก้]

ระบบการศึกษาแพทยศาสตร์ของจีนนั้นได้รับแบบอย่างมาจากบริเตน ในขณะที่โรงเรียนแพทย์บางส่วนมีหลักสูตรแพทย์สามปี โรงพยาบาลมีแนวโน้มที่จะเลือกจ้างแพทย์ที่จบการศึกษาจากหลักสูตรห้าปีมากกว่า ส่วนโรงพยาบาลระดับที่มีชื่อเสียง (big-name) จะเลือกรับเฉพาะแพทย์ที่จบด้วยวุฒิแพทยศาสตร์บัณฑิต (MD) ซึ่งเป็นแพทย์ที่จบการศึกษาจากหลักสูตรเจ็ดปี ซึ่งรวมการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาอีกห้าปี ตามด้วยการได้รับวุฒิด็อกเตอร์ (PhD) ในสาขาการแพทย์ เมื่อนักเรียนแพทย์จบการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์แล้ว จะต้องทำงานในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเป็นเวลา 1-3 ปี จากนั้นจึงจะมีสิทธิ์สอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ระดับชาติ (National Medical Licensing Examination; NMLE) เพื่อได้รับใบประกอบวิชาชีพแพทย์ ซึ่งจัดโดยศูนย์การสอบแพทย์แห่งชาติ (National Medical Examination Center; NMEC) เมื่อผ่านการสอบนี้แล้วจึงจะสามารถประกอบอาชีพในฐานะวิชาชีพแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (professional physician) และได้รับการรับรองโดยกระทรวงสาธารณสุข ในประเทศจีนการประกอบอาชีพแพทย์หรือพยาบาลโดยไม่มีใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นสิ่งผิดกฏหมาย[18] และแพทย์จะสามารถเปิดคลินิกของตนเองได้หลังประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลครบห้าปี

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.shanghairanking.com/Chinese_Universities_Rankings/Overall-Medical-Ranking-2019.html
  2. http://news.xinhuanet.com/english/2016-02/26/c_135131604.htm
  3. "China's Health Care Reform: Far from Sufficient".
  4. "China's Healthcare Reform: How Far Has It Come?". January 2011.
  5. 5.0 5.1 Frank Le Deu; และคณะ. "Health care in China: Entering 'uncharted waters'". McKinsey & Company. สืบค้นเมื่อ November 2012. Check date values in: |accessdate= (help)
  6. Opportunities in the Chinese Healthcare Market
  7. The reform of the rural cooperative medical system in the People's Republic of China: interim experience in 14 pilot counties. Authors: Carrin G.1, and others Source: Social Science and Medicine, Volume 48, Number 7, April 1999, pp.961-972(12)
  8. "Health Information - Beijing, China - Embassy of the United States". usembassy-china.org.cn. Archived from the original on 2008-04-26. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  9. "Accessing Medical Services and Hospitals". Angloinfo. Angloinfo. สืบค้นเมื่อ 15 June 2016.
  10. "China Guide: Health care in China, Doctors, clinics and hospitals: Health care is widely available in China". Just Landed.
  11. "China: Doctors on Wheels Bring Quality Care to Rural Residents". worldbank.org.
  12. http://www.chinadaily.com.cn/china/2016-02/26/content_23657044.htm
  13. Qian, D; และคณะ (2010). "Determinants of the Use of Different Types of Health Care Provider in Urban China: A racer illness study of URTI". Health Policy. 98 (2–3): 227–35. doi:10.1016/j.healthpol.2010.06.014. PMID 20650539. สืบค้นเมื่อ 26 May 2012.
  14. "Archived copy". Archived from the original on 2014-03-23. สืบค้นเมื่อ 2016-04-13. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  15. Meesen, B; B Bloom (2007). "Economic Transition, Institutional Changes And The Health System: Some Lessons From Rural China". Journal of Economic Policy and Reform. 10 (3). สืบค้นเมื่อ 26 May 2012.
  16. "China Medical Board". สืบค้นเมื่อ 21 January 2013.
  17. "Dangerous wail of the sirens - Global Times". globaltimes.cn.
  18. "Archived copy". Archived from the original on 2016-06-30. สืบค้นเมื่อ 2016-04-13. Unknown parameter |url-status= ignored (help)