จักรวรรดิเกาหลี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มหาจักรวรรดิเกาหลี

대한제국
大韓帝國
Daehan Jeguk
ค.ศ. 1897–1910
ธงชาติจักรวรรดิฮัน
ธง
ตราพระราชลัญจกรของจักรวรรดิฮัน
ตราพระราชลัญจกร
คำขวัญ광명천지
光明天地
"ให้แสงสาดส่องทั่วทั้งแดนดิน"
เพลงชาติ대한제국 애국가
大韓帝國愛國歌
"แอกุกกา"
(1902–1910)
ตราแผ่นดิน
Imperial emblem of Korean empire.svg
ดินแดนจักรวรรดิเกาหลีใน ค.ศ. 1903–1905 ดินแดนพิพาทกันโดอยู่ในสีเขียวอ่อน
ดินแดนจักรวรรดิเกาหลีใน ค.ศ. 1903–1905 ดินแดนพิพาทกันโดอยู่ในสีเขียวอ่อน
สถานะรัฐเอกราช
(1897–1905)
รัฐในอารักขาของญี่ปุ่น
(1905–1910)
เมืองหลวงฮันซ็อง (ปัจจุบันคือโซล)
ภาษาทั่วไปเกาหลี
ศาสนา
ลัทธิขงจื๊อ
พุทธ
เชมัน
ลัทธิเต๋า
คริสต์
ลัทธิช็อนโด (ยอมรับใน ค.ศ. 1907)
การปกครองรัฐเดี่ยว สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(1897-1899)
รัฐเดี่ยว ระบบรัฐสภา ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (โดยนิตินัย)
รัฐเดี่ยว ระบบรัฐสภา ราชาธิปไตยกึ่งรัฐธรรมนูญ (โดยพฤตินัย)
(1899-1910)
จักรพรรดิ 
• 1897–1907
โคจง
• 1907–1910
ซุนจง
นายกรัฐมนตรี[a] 
• 1896–1898 (คนแรก)
Yun Yong Seon
• 1907–1910 (คนสุดท้าย)
เย วัน-ยง
สภานิติบัญญัติJungchuwon
(중추원, 中樞院) (จนถึง ค.ศ. 1907)
ไม่มี (ปกครองโดยพระราชกฤษฎีกา; ตั้งแต่ ค.ศ. 1907)
ยุคประวัติศาสตร์จักรวรรดินิยมใหม่
• สถาปนาจักรวรรดิ
13 ตุลาคม ค.ศ. 1897
17 สิงหาคม ค.ศ. 1899
17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1905
1907
29 สิงหาคม 1910
ประชากร
• ค.ศ. 1900[1]
17,082,000
สกุลเงินYang (1897–1902)
วอน (1902–1910)
ก่อนหน้า
ถัดไป
ราชวงศ์โชซ็อน
โชเซ็ง
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเกาหลีเหนือ
เกาหลีใต้
จักรวรรดิเกาหลี
ฮันกึล
ฮันจา
อาร์อาร์Daehanjeguk
เอ็มอาร์Taehanjeguk
IPA/tɛ.ɦan.dʑe.ɡuk̚/
ตราจักรวรรดิเกาหลี

จักรวรรดิเกาหลี (อังกฤษ: Korean Empire) หรือ ประเทศโชซ็อน (เกาหลี대한제국; ฮันจา大韓帝國; อาร์อาร์Daehan Jeguk; เอ็มอาร์Taehan Jeguk; lit. มหาจักรวรรดิเกาหลี) คือราชอาณาจักรโชซ็อนที่ประกาศยกสถานะของรัฐจากราชอาณาจักรเป็นจักรวรรดิ ตามพระบรมราชโองการของพระเจ้าโกจง พร้อมกับการเปลี่ยนพระอิสริยยศจาก กษัตริย์ เป็น จักรพรรดิ โดยพระองค์มีพระนามว่า จักรพรรดิควางมูแห่งเกาหลี เพื่อให้ประเทศเอกราชจากจักรวรรดิชิง และยกสถานะของประเทศมีความเท่าเทียมกับจักรวรรดิชิง และ จักรวรรดิญี่ปุ่น แม้ว่าโดยพฤติการณ์แล้วสถานะของเกาหลีไม่ได้เข้าข่ายการเป็นจักรวรรดิเลยก็ตาม จนกระทั่งถูกจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองใน ค.ศ. 1910

ประวัติศาสตร์[แก้]

การสถาปนาจักรวรรดิ[แก้]

ราชอาณาจักรโชซ็อนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของราชวงศ์ชิงและญี่ปุ่น

กำลังพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบชาวตะวันตก ขณะที่เกาหลียึดมั่นในความสันโดษอย่างแข็งกร้าว ในปี พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) เป็นปีแห่งความวุ่นวายของเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นการยึดอำนาจปีคัปชิน ทำให้ฝ่ายหัวก้าวหน้ามีอำนาจ หรือกบฏทงฮัก ซึ่งทั้งจีน (ตามคำขอของพระมเหสีมินจายอง) และญี่ปุ่นต่างส่งทัพมาปราบ และทำสงครามกัน ผลลงเอยด้วยญี่ปุ่นได้ชัยชนะเกิดสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ ซึ่งจักรวรรดิชิงรับรองว่าโชซ็อนเป็นประเทศเอกราชตามสนธิสัญญาดังกล่าว

แต่จักรวรรดิรัสเซียเห็นว่าการขยายอำนาจในตะวันออกไกลของญี่ปุ่นจะเป็นภัย ด้วยความช่วยเหลือของเยอรมนีและฝรั่งเศส การบังคับยึดเอาพอร์ตอาเธอร์ในคาบสมุทรเหลียวตงมาจากจีนกลายเป็นภัยโดยตรงต่อญี่ปุ่น พระมเหสีมินจายองทรงเป็นผู้นำในการต่อต้านอิทธิพลของญี่ปุ่นในโชซ็อน จึงทรงถูกทหารญี่ปุ่นลอบสังหารในปี พ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895) ทำให้พระเจ้าโกจงทรงหลบหนีไปสถานกงสุลรัสเซีย ญี่ปุ่นเข้าควบคุมการปกครองโชซ็อน ทำการปรับปรุงประเทศต่างๆ ยกเลิกประเพณีเก่าแก่ เช่น ยกเลิกการใช้นามปีนับศักราชแบบจีน และให้ใช้ปฏิทินเกรกอเรียนแทน รวมทั้งการตัดจุกของผู้ชาย ซึ่งขัดกับหลักขงจื้อที่ห้ามตัดผมตลอดชีวิต ทำให้ประชาชนเล็งเห็นถึงภัยจากต่างชาติที่กำลังคุกคามโชซ็อน อย่างหนัก จึงรวมตัวกันเป็นสมาคมเอกราช รบเร้าให้พระเจ้าโกจงทรงกลับมาต่อต้านอิทธิพลของญี่ปุ่น

ในปี พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) พระเจ้าโกจงทรงกลับมาประทับที่พระราชวังต๊อกซูกุง ประกาศเปลี่ยนให้อาณาจักรโชซ็อนเป็นจักรวรรดิเกาหลี และพระองค์เองทรงเลื่อนสถานะเป็นสมเด็จจักรพรรดิควางมู (광무제; 光武帝) (รวมทั้งเลื่อนสถานะพระมเหสีมินจายองเป็นสมเด็จจักรพรรดินีเมียงซอง) ทรงเลือกใช้คำว่า"ฮัน"มาเป็นชื่อประเทศจากอาณาจักรสามฮันในสมัยโบราณ

การแทรกแซงของรัสเซีย[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น

หลังจากที่จีนสิ้นอำนาจไปแล้วจักรวรรดิรัสเซียก็เริ่มที่จะมีอิทธิพลในตะวันออกไกลแทน รัสเซียสร้างทางรถไฟในแมนจูเรียจากฮาร์บินผ่านมุกเดนมาถึงพอร์ตอาเธอร์ แต่กบฏนักมวยได้เผาทางรถไฟของรัสเซียในแมนจูเรียในพ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899)ทำให้รัสเซียยกทัพเข้ายึดครองแมนจูเรีย อ้างว่าเพื่อปกป้องทางรถไฟของตน และบรรลุข้อตกลงกับญี่ปุ่น ว่ารัสเซียจะไม่ยุ่งกับโชซ็อน และญี่ปุ่นจะไม่ยุ่งกับแมนจูเรีย แต่ทั้งสองประเทศต่างก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายจ้องจะยึดครองอาณานิคมของอีกฝ่ายอยู่

จนญี่ปุ่นทำข้อตกลงพันธมิตรกับอังกฤษในพ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) ทำให้รัสเซียไม่อาจดึงชาติตะวันตกอื่นๆมาร่วมได้ เพราะจะต้องเป็นปฏิปักษ์กับอังกฤษ ขณะเดียวกันรัสเซียก็เริ่มเคลื่อนไหวที่ริมฝั่งแม่น้ำยาลูฝั่งแมนจูเรีย ในพ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903) ทูตญี่ปุ่นที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้พยายามเจรจาอีกครั้ง แต่ไม่ประสบผล ในพ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นจึงเริ่มขึ้น โดยรบกันที่พอร์ตอาเธอร์และแม่น้ำยาลูเป็นส่วนใหญ่ ญี่ปุ่นนำกองทัพเคลื่อนผ่านโชซ็อนไปมาโดยที่ขุนนางโชซ็อนไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะแม้พระเจ้าโกจงทรงอุตสาหะเลื่อนสถานะของประเทศเป็นจักรวรรดิ แต่ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่นอยู่ดี

การเข้ายึดครองของญี่ปุ่น[แก้]

ญี่ปุ่นยึดพอร์ตอาเธอร์ได้ในที่สุดในพ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) การชนะสงครามกับรัสเซียในครั้งนี้ ทำให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าแห่งเอเชียบูรพา และสามารถขอการสนับสนุนจากชาติตะวันตกในการยึดครองโชซ็อนได้ เช่น สหรัฐอเมริกายินยอมให้ญี่ปุ่นแผ่อิทธิพลสู่เกาหลีในข้อตกลงทาฟต์-คะสึระ จนบังคับโชซ็อนลงนามใน สนธิสัญญาอึลซา ให้โชซ็อนตกเป็นรัฐในอารักขาของจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยมีเพียงรัฐมนตรีโชซ็อนบางคนเท่านั้นที่ลงนามยอมรับ แต่ตัวจักรพรรดิควางมูเองมิได้ทรงลงนามด้วย แต่อย่างไรก็ตาม โชซ็อนก็ได้หมดสภาพในการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศ และการค้ากับต่างประเทศผ่านท่าเรือทุกแห่งญี่ปุ่นจะเข้าควบคุมดูแล รวมทั้งเข้ายึดครองระบบขนส่งและสื่อสารทั้งหมดของประเทศ

แต่จักรพรรดิควางมูก็ยังไม่ทรงหมดความหวัง โดยแอบส่งทูตไปยังการประชุมอนุสัญญากรุงเฮกในปีพ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจากการกระทำของญี่ปุ่นในสภาโลก แต่บรรดามหาอำนาจทั้งหลายไม่ยอมรับโชซ็อนเป็นรัฐเอกราช และไม่ยอมให้ผู้แทนโชซ็อนเข้าร่วมการประชุม เมื่อญี่ปุ่นทราบเหตุการณ์จึงกล่าวโทษโชซ็อนว่าละเมิดข้อสัญญาในสนธิสัญญาอึลซา จึงบังคับให้โชซ็อนทำสนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลีฉบับที่ 3 ในปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) และให้จักรพรรดิควางมูสละบัลลังก์ให้พระโอรสขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิยุงฮึย ชาวญี่ปุ่นได้เข้าเป็นผู้บริหารประเทศ จักรพรรดิควางมูสิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน

จนในพ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) การลงนามในสนธิสัญญาผนวกดินแดนญี่ปุ่น-เกาหลี ทำให้ญี่ปุ่นเข้ายึดครองโชซ็อนอย่างสมบูรณ์ ในสนธิสัญญามีตราตั้งพระราชลัญจกร และมีพระนามของจักรพรรดิยุงฮีที่ลงนามโดยลีวานยง นายกรัฐมนตรีแทน ดังนั้นตลอดเวลาและหลังการยึดครองของญี่ปุ่น จึงมีคำถามโดยเฉพาะกับชาวเกาหลีว่าสนธิสัญญาฉบับนี้มีความถูกต้องมากเพียงใด ซึ่งแน่นอนว่าชาวเกาหลีในปัจจุบันจะต้องไม่ยอมรับสัญญาฉบับนี้ และประกาศให้สัญญาฉบับนี้เป็นโมฆะในพ.ศ. 2548 แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เกาหลีก็ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นไป 30 กว่าปี จนกระทั่งญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง เกาหลีจึงถูกแบ่งเป็นเหนือและใต้

การเมืองการปกครอง[แก้]

นิติบัญญัติ[แก้]

บริหาร[แก้]

ตุลาการ[แก้]

นโยบายต่างประเทศ[แก้]

กองทัพ[แก้]

ดูบทความหลักที่: กองทัพจักรวรรดิเกาหลี

กองทัพจักรวรรดิ (대한제국군) เป็นกองทัพของจักรวรรดิเกาหลี[2]

ส่วประกอบ[แก้]

กองทัพนี้ประกอบด้วกองทัพบกจักรวรรดิเกาหลีและกองทัพเรือจักรวรรดิเกาหลี

ยุบเลิก[แก้]

กองทัพนี้ถูกยุบเลิกในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1907 ตามสนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลี ค.ศ. 1907

เศรษฐกิจ[แก้]

จักรวรรดิเกาหลีมีจีดีพีต่อหัวใน ค.ศ. 1900 ที่ 850 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 26 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย[3]

รายได้จากภาษีในจักรวรรดิเกาหลีช่วง ค.ศ. 1895-1905:[4]

ปี 1895 1896 1897 1898 1899 1900 1901 1902 1903 1904 1905
รายได้จากภาษีในสกุลเงินวอน 4,557,587 4,809,410 4,191,192 4,527,476 6,473,222 6,162,796 9,079,456 7,586,530 10,766,115 14,214,573 14,960,574

รายจ่ายต่อปีในจักรวรรดิเกาหลีช่วง ค.ศ. 1895-1905:[5]

ปี 1895 1896 1897 1898 1899 1900 1901 1902 1903 1904 1905
รายจ่ายต่อปีในสกุลเงินวอน 3,244,910 5,144,531 3,967,647 4,419,432 6,128,229 5,558,972 8,020,151 6,932,037 9,697,371 12,370,795 12,947,624

โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

ประชากรศาสตร์[แก้]

การฟื้นฟูสถาบันจักรพรรดิ[แก้]

สถาบันจักรพรรดิแห่งเกาหลีได้ถูกฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยเจ้าหญิงเฮวอน (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงประกาศฟื้นฟูสถาบันจักรพรรดิแห่งเกาหลีอย่างเป็นทางการ โดยพระนางทรงเรียกพระองค์เองว่า จักรพรรดินีแห่งเกาหลี ทำให้เกาหลีมีประมุขแห่งราชวงศ์ลีและสถาบันจักรพรรดิเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ปิดฉากไปเป็นเวลานานกว่า 97 ปี (พ.ศ. 2453) ด้วยการที่จักรวรรดิญี่ปุ่น (ด้วยความร่วมมือขอพระราชบิดาของสมเด็จพระจักรพรรดิควางมู หรือพระเจ้าโกจง) บุกยึดเกาหลีและล้มล้างสถาบันจักรพรรดิจนราบคาบ แต่เนื่องจากรัฐบาลของสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ยังมิได้ให้การรับรองหรือเข้ามายุ่งเกี่ยวใดๆ จึงทำให้พระนางยังคงขาดสถานะความเป็นประมุขแห่งรัฐ

อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระจักรพรรดินีเฮวอนทรงดำรงพระยศเป็น ประมุขแห่งราชตระกูลจักรพรรดิเกาหลี

รายพระนามจักรพรรดิและผู้อ้างสิทธิแห่งราชบัลลังก์[แก้]

ตราประจำราชวงศ์โชซ็อน

จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลี[แก้]

พระนามจริง พระนามเต็ม นามปี ปีที่ครองราชย์ (ค.ศ.)
ลี เมียงบก สมเด็จพระจักรพรรดิควางมู ควางมู 1897 - 1907
ลี ชอก สมเด็จพระจักรพรรดิยุงฮี ยุงฮี 1907 - 1910

ผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลี[แก้]

พระนามจริง พระนามเต็ม นามปี ปีที่อยู่ในตำแหน่ง (ค.ศ.)
ลี อึน เจ้าชายอุยมิน มกุฎราชกุมารแห่งเกาหลี อุยมิน 1910 - 1970
ลี กู เจ้าชายโฮอุนแห่งเกาหลี โฮอุน 1970 - 2005
ลี วอน เจ้าชายวอน รัชทายาทแห่งเกาหลี - 2006 - ปัจจุบัน
ลี เฮวอน เจ้าหญิงแฮวอนแห่งเกาหลี - 2006 - 2020

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. Style: Naegak chongri daesin (1894-96); Ui jeong (1896-1905); Ui jeong daesin (1905-07); Chongri daesin (1907-10)

อ้างอิง[แก้]

  1. 권태환 신용하 (1977). 조선왕조시대 인구추정에 관한 일시론 (ภาษาเกาหลี).
  2. Seth, Michael J. (2010-10-16). A History of Korea: From Antiquity to the Present (ภาษาอังกฤษ). Rowman & Littlefield Publishers. ISBN 978-0-7425-6717-7.
  3. "Countries Compared by Economy > GDP per capita in 1900. International Statistics at NationMaster.com". www.nationmaster.com. สืบค้นเมื่อ 2022-01-30.
  4. "한국사데이터베이스". db.history.go.kr. สืบค้นเมื่อ 2022-03-12.
  5. "한국사데이터베이스". db.history.go.kr. สืบค้นเมื่อ 2022-03-12.

ข้อมูล[แก้]

  • Keltie, J.S., บ.ก. (1900). The Statesman's Year Book: Statistical and Historical Annual of the States of the World for the Year 1900. New York: MacMillan.
  • Dong-no Kim, John B. Duncan, Do-hyung Kim (2006), Reform and Modernity in the Taehan Empire (Yonsei Korean Studies Series No. 2), Seoul: Jimoondang Publishing Company
    • Jae-gon Cho, The Industrial Promotion Policy and Commercial Structure of the Taehan Empire.
  • Kim, Ki-Seok (Summer 2006). "Emperor Gwangmu's Diplomatic Struggles to Protect His Sovereignty before and after 1905". Korea Journal.
  • Nahm, Andrew (October 1985). "The impact of the Taft-Katsura Memorandum on Korea: A reassessment". Korea Journal.
  • Pratt, Keith L., Richard Rutt, and James Hoare. (1999). Korea: a historical and cultural dictionary, Richmond: Curzon Press. ISBN 9780700704637; ISBN 9780700704644; OCLC 245844259
  • The Special Committee for the Virtual Museum of Korean History (2009), Living in Joseon Part 3: The Virtual Museum of Korean History-11, Paju: Sakyejul Publishing Ltd.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 37°32′N 126°59′E / 37.533°N 126.983°E / 37.533; 126.983