ข้ามไปเนื้อหา

จักรพรรดิเฉียนหลง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เฉียนหลง
จักรพรรดิราชวงศ์ชิง
ครองราชย์18 ตุลาคม ค.ศ. 1735 - 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1796
(60 ปี 124 วัน)
ก่อนหน้าจักรพรรดิยงเจิ้ง
ถัดไปจักรพรรดิเจียชิ่ง
พระราชสมภพ(1711-09-25)25 กันยายน ค.ศ. 1711
พระราชวังต้องห้าม
หงลี่
สวรรคต7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1799(1799-02-07) (87 ปี)
พระราชวังต้องห้าม
จักรพรรดินีจักรพรรดินีเซี่ยวเสียนฉุน
จักรพรรดินีจี้
จักรพรรดินีเซี่ยวอี๋ฉุน
พระมเหสีฮุ่ยเสียนหวงกุ้ยเฟย
เจ๋อหมิ่นหวงกุ้ยเฟย
ฉุนฮุ่ยหวงกุ้ยเฟย
ซูเจียหวงกุ้ยเฟย
ชิ่งกงหวงกุ้ยเฟย
พระนามเต็ม
จักรพรรดิฉุนเกาจง
(高宗純皇帝)
รัชศก
จีน: เฉียนหลง (乾隆, Qianlong , 1736 - 1796)
แมนจู: Abkai wehiyehe (ᠠᠪᡴᠠᡳ
ᠸᡝᡥᡳᠶᡝᡥᡝ
)
พระสมัญญานาม
Fǎ tiān lóngyùn zhìchéng xiānjué tǐ yuán lì jí fū wén fèn wǔ qīnmíng xiàocí shénshèng chún huángdì
法天隆運至誠先覺體元立極敷文奮武欽明孝慈神聖純皇帝
พระอารามนาม
ชิงเกาจง (清高宗)
ราชวงศ์ชิง
พระราชบิดาจักรพรรดิยงเจิ้ง
พระราชมารดาจักรพรรดินีเซี่ยวเชิ่งเซี่ยน
ช่วงเวลา
เหตุการณ์สำคัญจัดทำสารานุกรม คู่เฉวียนซู่

จักรพรรดิเฉียนหลง (จีน: 乾隆皇帝; พินอิน: Qiánlóng huángdì) ฮกเกี้ยนว่า เขียนหลง[1] (หมิ่นหนาน: Kiân-liông) เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 5 ของราชวงศ์ชิง เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2254 (ค.ศ. 1711) มีพระนามเดิมว่าหงลี่ (弘曆) เป็นพระราชโอรสในจักรพรรดิยงเจิ้ง และเป็นพระราชนัดดาองค์โปรดของจักรพรรดิคังซี เพราะมีความเฉลียวฉลาดมาแต่ยังเด็ก จักรพรรดิเฉียนหลงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2278 (ค.ศ. 1735) ขณะมีพระชนมายุได้ 24 พรรษา และใช้ชื่อศักราชว่า เฉียนหลง

จักรพรรดิเฉียนหลงได้สร้างความเจริญมากมายให้กับประเทศจีน โดยเฉพาะการจัดทำสารานุกรม ซื่อคู่เฉวียนซู ขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2316 (ค.ศ. 1773) - พ.ศ. 2325 (ค.ศ. 1782) ถือเป็นมรดกโลกที่สำคัญชิ้นหนึ่ง

รัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลงมีเรื่องราวที่เป็นสีสัน เล่าขาน เป็นตำนานต่าง ๆ มากมาย ทั้งเรื่องที่ลือกันว่าแท้ที่จริงแล้วมิได้เป็นพระโอรสของจักรพรรดิหย่งเจิ้น หรือเรื่องราวที่ชอบแปลงตนเองเป็นสามัญชนท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ จนได้ฉายาว่า "จักรพรรดิเจ้าสำราญ" ส่วนเรื่องคำกล่าวที่ว่าจักรพรรดินีเซี่ยวเชิ่งเซี่ยนซึ่งเป็นพระราชมารดาของจักรพรรดิเฉียนหลงไม่โปรดเซียงเฟย์ ถึงขั้นสั่งประหาร ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน เพราะสมเด็จพระพันปีหลวงเสด็จสู่สวรรคาลัยไปก่อนเซียงเฟย์ถึง 11 ปี

จักรพรรดิเฉียนหลงมีคนสนิทที่ทรงใกล้ชิดอยู่คนหนึ่งชื่อเหอเชิน ที่มักคอยเอาอกเอาใจอยู่ตลอด และมักชวนจักรพรรดิเฉียนหลงเสเพลอยู่เสมอ ๆ จักรพรรดิเฉียนหลงโปรดเหอเชินมากถึงขนาดยกพระธิดาองค์หนึ่งคือ เจ้าหญิงกู้หลุนเหอเซี่ยว ให้เป็นคู่หมั้นของลูกชายเหอเชินตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เหอเชินเหิมเกริม กระทำการทุจริตต่าง ๆ นานา ยิ่งโดยเฉพาะในปลายรัชสมัยมีการจับจ่ายใช้เงินทองจำนวนมากเพื่อความสำราญของคนในพระราชวัง กล่าวว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของความอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ของราชวงศ์ชิงด้วย หลังจากรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลงแล้ว

จักรพรรดิเฉียนหลงมีพระโอรสที่ปรีชาสามารถมากคือเจ้าชายหย่งฉี พระราชโอรสองค์ที่ 5 ซึ่งประสูติแต่ยฺหวีกุ้ยเฟย์ (愉貴妃) เจ้าชายหย่งฉีเป็นผู้ที่ปรีชาสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นความหวังว่าจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ แต่กลับสิ้นพระชนม์เสียก่อนตั้งแต่ยังหนุ่ม

ในปี พ.ศ. 2338 (ค.ศ. 1795) ปีที่ 60 ที่ทรงครองราชย์จักรพรรดิเฉียนหลงได้สละราชสมบัติให้พระโอรสที่ชื่อ หย่งเยี๋ยน พระราชโอรสลำดับที่ 15 ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิเจียชิ่ง ด้วยไม่ปรารถนาจะครองราชย์ยาวนานเกินกว่าจักรพรรดิคังซีผู้เป็นพระอัยกา (ปู่) อย่างไรก็ตามแม้จะสละราชบัลลังก์แล้วแต่อำนาจที่แท้จริงยังคงอยู่กับพระองค์ โดยทรงขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นพระเจ้าหลวง (太上皇帝)

ในปี พ.ศ. 2342 (ค.ศ. 1799) จักรพรรดิเฉียนหลงเสด็จสวรรคตจักรพรรดิเจี่ยชิ่งจึงได้ครองราชย์อย่างแท้จริงและพระองค์ก็เริ่มกำจัดเหอเชินทันทีและบังคับให้เขาฆ่าตัวตายหลังสิ้นสุดยุคของจักรพรรดิเฉียนหลงแล้วจักรพรรดิองค์ต่อ ๆ มาของราชวงศ์ชิงต่างไม่มีองค์ไหนมีความสามารถโดดเด่น ทำให้ราชวงศ์ชิงอ่อนแอลงเรื่อย ๆ และประเทศจีนเริ่มถูกต่างชาติเข้าแทรกแซงยึดครอง

ตลอดยุคสมัยที่ยาวนานกว่า 60 ปี ของจักรพรรดิเฉียนหลงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่มีสีสันจนเลื่องลือมาถึงปัจจุบันมีวรรณกรรมมากมายที่บอกเล่าถึงยุคสมัยของพระองค์ รวมทั้งภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์ ที่จัดสร้างหลายครั้งหลายหนกล่าวถึงเนื้อหาต่าง ๆ เช่น เรื่องที่เล่าลือกันว่า พระองค์แท้ที่จริงมิใช่พระโอรสของจักรพรรดิยงเจิ้ง แต่เป็นบุตรชายของอำมาตย์คนหนึ่ง เมื่อพระมเหสีของจักรพรรดิยงเจิ้งให้ประสูติกาลบุตรออกมาเป็นบุตรสาว จึงสลับลูกกันกับอำมาตย์ผู้นี้ ดังที่ปรากฏในเรื่อง จอมใจจอมยุทธ์ แต่เรื่องนี้คงเป็นได้แค่เรื่องแต่งเพราะจักรพรรดิเฉียนหลงเองก็ทรงมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกับจักรพรรดิยงเจิ้งมาก จึงไม่ควรยึดเป็นความจริงและ เรื่องราวในรัชสมัยพระองค์ยังถูกนำมาแสดงเป็นภาพยนตร์เรื่อง องค์หญิงกำมะลอ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหญิงหวนจู ซึ่งดัดแปลงมาจากพระธิดาบุญธรรมของจักรพรรดิมาเป็นเจ้าหญิงหวนจู

พระราชประวัติช่วงต้น

[แก้]
รูปปั้นจักรพรรดิเฉียนหลงในวัยสามพระชันษาทรงได้รับการสรงน้ำ โบราณวัตถุประจำวัดหย่งเหอ กรุงปักกิ่ง

จักรพรรดิเฉียงหลง มีพระนามเดิมว่า หงลี่ เป็นเจ้าชายที่สี่ของจักรพรรดิยงเจิ้งและจักรพรรดินีเซี่ยวเชิ่งเซี่ยน[2] เจ้าชายหงหลี่ได้รับการยกย่องจากทั้งจักรพรรดิคังซีพระอัยกา และจักรพรรดิย่งเจิ้งพระราชบิดา นักประวัติศาสตร์บางคนได้โต้แย้งว่าเหตุผลหลักที่จักรพรรดิคังซีได้ทรงแต่งตั้งจักรพรรดิย่งเจิ้งเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิเป็นเพราะหงลี่เป็นพระราชนัดดาคนโปรดของพระองค์[3]

ภาพวาดจักรพรรดิเฉียนหลงในวัยพระเยาว์ในฐานะเจ้าชายเปา พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน

ภายหลังจากพระราชบิดาได้เสด็จขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1722 หงลี่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ชินอ๋อง (เจ้าชายขั้นหนึ่ง) ในพระนามว่า เจ้าชายเป่าแห่งขั้นที่หนึ่ง (和碩寶親王; Héshuò Bǎo Qīnwáng) เช่นเดียวกับพระปิตุลาหลายพระองค์ของพระองค์ หงลี่ได้เข้าสู่การแก่งแย่งชิงบังลังก์กับหงฉือ พระราชอนุชาต่างพระมารดา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเหล่าขุนนางในราชสำนัก รวมทั้งเจ้าชายยฺหวิ่นซื่อ เป็นเวลาหลายปีที่จักรพรรดิย่งเจิ้งไม่ได้แต่งตั้งพระราชโอรสองค์ใดองค์หนึ่งให้เป็นรัชทายาท แต่ขุนนางคาดการณ์ว่าพระองค์ทรงโปรดปรานหงลี่ หงลี่ได้เดินทางไปตรวจราชการทางภาคใต้ และเป็นนักเจรจาต่อรองและผู้บังคับใช้กฎหมายที่เก่งกาจ นอกจากนี้ พระองค์ยังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในบางครั้งเมื่อพระราชบิดาทรงไม่อยู่ในเมืองหลวง[4]

การขึ้นครองราชสมบัติ

[แก้]
ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในพิธีราชาภิเษกของจักรพรรดิเฉียนหลงและจักรพรรดินีเซี่ยวเสียนฉุน พิพิธภัณฑ์ศิลปะคลีฟแลนด์

การชึ้นครองราชย์ของหงลี่นั้นได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ก่อนที่พระองค์จะได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการในราชสำนัก เมื่อจักรพรรดิย่งเจิ้งเสด็จสวรรคต หงลี่ในวัยเยาว์เป็นพระราชนัดดาองค์โปรดของจักรพรรดิคังซี และเป็นพระราชโอรสองค์โปรดของจักรพรรดิย่งเจิ้ง จักรพรรดิย่งเจิ้งได้มอบหมายพระราชกรณียกิจที่สำคัญหลายประการให้แก่หงลี่ในขณะที่หงลียังทรงพระเยาว์และทรงให้หงลี่ได้เข้าร่วมในการอภิปรายยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญในราชสำนัก ด้วยความหวังที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการแก่งแย่งชิงราชบังลังก์ จักรพรรดิย่งเจิ่งทรงได้เขียนพระนามของผู้ที่พระองค์ทรงเลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์ลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง และบรรจุลงในกล่องปิดผนึกที่ถูกวางไว้ด้านหลังแผ่นจารึกเหนือราชบังลังก์ในพระตำหนักเฉียนชิง พระนามในกล่องนี้จะถูกเปิดเผยต่อสมาชิกราชวงศ์คนอื่น ๆ ต่อหน้าเหล่าเสนาบดีระดับอาวุโสทุกคนก็ต่อเมื่อจักรพรรดิย่งเจิ้งทรงสวรรคตเท่านั้น เมื่อจักรพรรดิย่งเจิ่ยเสด็จสวรรคตอย่างกระทันหันในปี ค.ศ. 1735 พระราชโองการพินัยกรรมจึงถูกนำมาอ่านต่อหน้าท้องพระโรงราชสำนักชิง หลังจากนั้น หงลี่ก็ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ หงลี่ทรงได้ประกาศใช้ชื่อยุคสมัยว่า "เฉียนหลง" ซึ่งแปลว่า "พระศิริรุ่งโรจน์"

ในปี ค.ศ. 1739 หงซี(พระราชโอรสของอดีตรัชทายาทยฺหวิ่นเหริงที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง) ได้วางแผนก่อรัฐประหารร่วมกับเหล่าเจ้าชายห้าองค์เพื่อโค่นล้มเฉียงหลงและแต่งตั้งตนเองขึ้นมาเป็นจักรพรรดิแทน[5] พวกเขาได้วางแผนที่จะก่อรัฐประหารในช่วงการล่าสัตว์ของจักรพรรดิในพระราชอุทยานล่าสัตว์มู่หลาน[6] หงซีได้รับการสถาปนาเป็นจักรพรรดิ แต่แผนการนี้ได้ถูกเปิดเผยโดยเจ้าชายหงผู่ และเหล่าเจ้าชายได้ถูกจับกุม[7] ฝ่ายกบฎถูกสอบสวน[8] เหล่าผู้สมรู้ร่วมคิดที่มีชื่อเสียงถูกจองจำคุก[9][10] ในขณะที่ผู้กระทำความผิดผู้สมรู้ร่วมคิดถูกปลดออกจากตำแหน่งหรือลดตำแหน่ง[11][12] ในปี ค.ศ. 1778 จักรพรรดิเฉียนหลงทรงได้คืนพระนามเดิมให้แก่ยฺหวิ่นซื่อ อิ้นถัง และหงซี และทรงอนุญาติให้บันทึกชื่อลูกหลานของพวกเขาไว้ในลำดับวงศ์ตระกูล อย่างไรก็ตามจักรพรรดิไม่ได้เพิกถอนพระราชกฤษฏีกาที่เพิกถอนยศฐาบรรดาศักดิ์ของเจ้าชายเหล่านั้น ในปี ค.ศ. 1783 เมื่อมีการมอบหมายให้บันทึกประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ได้รับคำสั่งให้เน้นย้ำบทบาทของจักรพรรดิในการปราบปรามกบฎ และกล่าวถึงว่า "หงซีและคนอื่น ๆ ต่างต้องการแย่งชิงราชบังลังก์"[13]

สงครามชายแดน

[แก้]
ภาพวาดจักรพรรดิเฉียนหลงทรงสวมเกราะฉลองพระองค์พร้อมกับประทับทรงม้า, ที่ถูกวาดโดยนักบวชเยซูอิคชาวอิตาลี นามว่า จูเซปเป กัสตีลโยเน (เป็นที่รู้จักกันในชื่อภาษาจีนว่า หลาง ซื่อหนิง) (ค.ศ. 1688–1766)
จักรพรรดิเฉียนหลงทรงออกล่าสัตว์

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงเป็นผู้นำทางทหารที่ประสบความสำเร็จ ทันทีหลังจากทรงขึ้นครองราชน์ พระองค์ทรงส่งกองทัพไปปราบปรามกบฎเผ่าแม้ว พระองค์ทรงขยายอาณาเขตที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจักรวรรดิชิงอย่างมากผ่านทางสิบการทัพใหญ่ จักรวรรดิชิงขยายตัวเป็นสองเท่าของรัฐหมิงก่อนหน้านี้ โดยผนวกพื้นที่อันกว้างใหญ่ของเอเชียภายในเข้าไว้ในอาณาเขตของตน[14] นักวิชาการบางคนมองว่าการขยายอาณาเขตของราชวงศ์ชิงมีลักษณะเป็นอาณานิคม[15][16][17]

ภายใต้รัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง รัฐข่านซุงการ์ที่ตั้งอยู่ในซุงฮาเรียได้พ่ายแพ้ต่อรัฐชิง ซึ่งจุดไคลแมตซ์ของสงครามซุงการ์-ชิง ต่อมาารัฐชิงได้พิชิตรัฐโอเอซิสเตอร์กิกที่อยู่ใกล้เคียงในแอ่งทาริม อันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งดังกล่าว[18] ภูมิภาคทั้งสองของซุงฮาเรียและแอ่งทาริม ซึ่งในอดีตจะเชื่อมต่อกันและถูกเปลี่ยนชื่อเป็นซินเจียง ในขณะที่ทางตะวันตก อีหลีได้ถูกพิชิตและวางทหารกองรักษาการณ์เอาไว้

การผนวกซินเจียงเข้ากับจักรพรรดิชิงเป็นผลจากความพ่ายแพ้และการทำลายล้างครั้งสุดท้ายของชาวซุงการ์ (ซูงการ์) ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรของชนเผ่ามองโกลตะวันตก ต่อมาจักรพรรดิทรงมีพระราชโองการทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวซุงการ์ ตามที่เว่ย หยวน นักวิชาการแห่งราชวงศ์ได้ระบุว่า ประมาณ 40% ของชาวซุงการ์ 600,000 คน ได้เสียชีวิตจากไข้ทรพิษ ประมาณ 20% ได้หลบหนีไปยังจักรวรรดิรัสเซียและชนเผ่าชาวคาซัค และประมาณ 30 % ถูกสังหารโดยกองทัพชิง[19][20] ในสิ่งที่ไมเคิล เอ็ดมันด์ คลาร์ก ได้กล่าวบรรยายไว้ว่า เป็น"การทำลายล้างอย่างสมบูรณ์ที่ไม่เพียงแต่รัฐซุงการ์เท่านั้น แต่รวมทั้งชาวซุงการ์ในฐานะประชาชน"[21] นักประวัติศาสตร์นามว่า ปีเตอร์ เพอร์ดู ได้โต้แย้งว่า การทำลายล้างชาวซุงการ์เป็นผลมาจากนโยบายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ชัดเจนซึ่งได้ริเริ่มโดยจักรพรรดิเฉียนหลง[22]

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวซุงการ์ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับการสังหารหมู่ชาวทิเบตจินฉวนของราชวงศ์ชิงใน ค.ศ. 1776 ซึ่งเกิดขึ้นในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงเช่นกัน เมื่อกองทัพที่ได้รับชัยชนะได้กลับมายังกรุงปักกิ่ง ได้มีการขับร้องเพลงสรรเสริญเพื่อเป็นเป็นเกียรติแก่พวกเขา บทเพลงสรรเสริญฉบับชาวแมนจูได้รับการบันทึกโดยคณะเยสุอิตอามิโอต์ และถูกส่งไปยังกรุงปารีส[23]

จักรวรรดิชิงได้ว่าจ้างจ้าวอี้และเจียง หย่งจือที่สำนักงานจดหมายเหตุทางทหาร ในฐานะสมาชิกของวิทยาลัยฮั่นหลิน เพื่อรวบรวมผลงานเกี่ยวกับการทัพซุงการ เช่น กลยุทธ์เพื่อความสงบสุขของซุงการ์(กลยุทธ์ซุงการ์ผิงติ้ง)[24] บทกวีที่ยกย่องการพิชิตและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมองโกลซุงการ์ของชิงที่เขียนโดยจ้าว[25][26] ผู้ที่เขียนเรื่อง Yanpu zaji ในรูปแบบ"บันทึกพู่กัน" ที่บันทึกงบประมาณรายจ่ายทางการทหารในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง[27] จักรพรรดิเฉียนหลงได้รับการยกย่องจากจ้าวอี้ว่า เป็นแหล่งที่มาของ "สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 18"[28]

กบฎมองโกลชาวคัลคาภายใต้การนำของเจ้าชายชินกุนจาฟ ร่วมกับผู้นำชาวซุงการ์ อามูร์ซานา และนำการกบฎต่อต้านจักรวรรดิชิงในช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวซุงการ์ปกครอง กองทัพชิงได้ปราบปรามกบฎและสังหารชินกุนจาฟและราชวงศ์ทั้งหมด

ตลอดช่วงเวลานี้ การแทรกแซงของชาวมองโกลในทิเบตยังคงดำเนินต่อไป และการเผยแพร่ศาสนาพุทธแบบทิเบตในมองโกลเลียก็เกิดขึ้นเช่นกัน หลังจากเหตุการณ์จลาจลลาซาในปี ค.ศ. 1750 จักรพรรดิเฉียนหลงได้ส่งกองทัพเข้าสู่ทิเบตและสถาปนาทะไลดามะขึ้นเป็นประมุขแห่งทิเบตได้อย่างมั่นคง โดยมีชาวชิงอาศัยอยู่และตั้งกองทหารรักษาการณ์ เพื่อรักษาอำนาจของราชวงศ์ชิงไว้ ในพื้นที่ห่างไกลออกไป การรบทางทหารต่อต้านชาวเนปาลและชาวกูรข่าบีบให้จักรพรรดิต้องตกอยู่ภาวะชะงักงันซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องยอมอ่อนข้อ

เมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1751 กบฏชาวทิเบตที่ได้เข้าร่วมในเหตุการณ์จลาจลที่ลาซาในปี ค.ศ. 1750 เพื่อต่อต้านราชวงศ์ชิง ได้ถูกประหารชีวิตด้วยการเฉือนเนื้อพันมีด(หลิงฉือ) โดยแม่ทัพชาวแมนจูนามว่า บันดี คล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกบฏทิเบต เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1728 ในรัชสมัยของจักรพรรดิหย่งเจิ้ง บิดาของพระองค์ ผู้นำกบฏชาวทิเบต 6 คน และ Blo-bzan-bkra-sis ผู้นำชาวกบฏทิเบตล้วนถูกประหารชีวิตด้วยการเฉือนเนื้อพันมีด ผู้นำกบฏทิเบตที่เหลือถูกรัดคอและตัดศีรษะ และศีรษะของพวกเขาถูกนำไปเสียบประจานต่อหน้าประชาชนชาวทิเบต ราชวงศ์ชิงได้ยึดทรัพย์สินของกบฏและเนรเทศกบฏทิเบตคนอื่น ๆ[29] แม่ทัพชาวแมนจูบันดีได้ส่งรายงานถึงจักรพรรดิเฉียนหลง เมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1751 เกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ดำเนินการสังหารหมู่และประหารชีวิตกบฏชาวทิเบต กบฏชาวทิเบตที่มีนามว่า dBan-rgyas (Wang-chieh), Padma-sku-rje-c'os-a['el (Pa-t'e-ma-ku-erh-chi-ch'un-p'i-lo) และ Tarqan Yasor (Ta-erh-han Ya-hsün) ถูกประหารชีวิตด้วยการเฉือนเนื้อพันมีดจากการทำร้ายข้าราชการชั้นสูง(อันบัม) ชาวแมนจูด้วยลูกธนู คันธนู และปืนลูกซองสำหรับยิงนก(Fowling piece) ในเหตุการณ์จลาจลที่ลาซา เมื่อพวกเขาบุกโจมตีจวนที่อัมบันชาวแมนจูอาศัยอยู่ (Labdon และ Fucin) อาศัยอยู่ กบฏชาวทิเบตที่มีนามว่า Sacan Hasiha (Ch'e-ch'en-ha-shih-ha) ถูกประหารชีวิตด้วยการเฉือนเนื้อพันมีดจากสังหารบุคคลหลายราย กบฏชาวทิเบตนามว่า Ch'ui-mu-cha-t'e และ Rab-brtan (A-la-pu-tan) ถูกประหารชีวิตด้วยการเฉือนเนื้อพันมีดจากการปล้นสะดมเงินทองและจุดไฟเผาในช่วงการโจมตีอัมบัน กบฏชาวทิเบตที่มีนามว่า Blo-bzan-bkra-sis, the mgron-gner ถูกประหารชีวิตด้วยการเฉือนเนื้อพันมีด เนื่องด้วยเป็นผู้นำของกลุ่มกบฏที่นำการโจมตีที่ทำการปล้นสะดมเงินและสังหารอัมบันชาวแมนจู กบฏชาวกบฎทิเบตสองคนที่เสียชีวิตไปแล้วก่อนการประหารชีวิตได้ถูกตัดศีรษะ คนหนึ่งเสียชีวิตในคุก นามว่า Lag-mgon-po (La-k'o-kun-pu) และอีกคนได้่ฆ่าตัวตายเพราะกลัวโทษประหาร นามว่า Pei-lung-sha-k'o-pa บันดีได้ตัดสินโทษด้วยการรัดคอจนตายแก่เหล่าผู้ติดตามกบฏหลายคน และ bKra-sis-rab-brtan (Cha-shih-la-pu-tan) ผู้ส่งสาร เขาได้สั่งตัดหัว Man-chin Te-shih-nai และ rDson-dpon dBan-rgyal (Ts'eng-pen Wang-cha-lo และ P'yag-mdsod-pa Lha-skyabs (Shang-cho-t'e-pa La-cha-pu) จากการที่นำการโจมตีจวนโดยเป็นคนแรกที่เหยียบขึ้นบันไดไปยังชั้นถัดไปและวางเพลิงและถือฟางเพื่อเติมไฟ นอกจากนี้ยังสังหารคนไปหลายคนตามคำสั่งของผู้นำกบฎ[30]

ในปี ค.ศ. 1762 จักรพรรดิเฉียนหลงเกือบจะทำสงครามกับอาหมัด ชาห์ ดูร์รานี่ เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์อัฟกัน เนื่องจากการขยายอำนาจของจีนในราชวงศ์ชิงในเอเชียกลาง ในขณะที่กองทัพของจักรวรรดิชิงและดูร์รานีได้ถูกส่งเข้าประชิดชายแดนในเอเชียกลาง สงครามก็ไม่ได้เกิดขึ้น หนึ่งปีต่อมา ดูร์รานีได้ส่งทูตไปปักกิ่งเพื่อมอบม้าอันงดงามสี่ตัวให้กับเฉียนหลง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหัวข้อของภาพวาดชุด "ม้าอัฟกันสี่ตัว" อย่างไรก็ตาม ทูตชาวอัฟกันไม่สามารถสร้างความประทับใจที่ดีให้กับเฉียนหลงได้ภายหลังจากได้ปฏิเสธที่จะกระทำด้วยโค่วโถว ต่อมาเฉียนหลงได้ปฏิเสธที่จะเข้าแทรกแซงด้วยการสังหารสุลต่านแห่งบาดัคชานของจักรวรรดิดูร์รานี ซึ่งเป็นข้าราชบริพารของราชวงศ์ชิงจีน[31][32]

ภาพวาดทหารในยุคเฉียนหลง ถูกวาดโดย William Alexander, ค.ศ. 1793

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงตอบรับคำร้องขอความช่วยเหลือทางทหารจากข้าราชบริพารจากรัฐฉานเพื่อต่อต้านการโจมตีของกองกำลังพม่า แต่สงครามจีน-พม่าได้จบลงด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ในตอนแรกพระองค์ทรงเชื่อว่าจะมีชัยชนะชนเผ่าป่าเถื่อนนั้นง่ายดาย จึงส่งไปได้เพียงแค่กองทัพธงเขียวที่ประจำการอยู่ในมณฑลยูนหนาน ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนพม่า การรุกรานของราชวงศ์ชิงได้เกิดขึ้น ในขณะที่กองทัพพม่าส่วนใหญ่กำลังเคลื่อนพลในการรุกรานราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาของไทยครั้งล่าสุด อย่างไรก็ตาม กองทัพพม่าที่ผ่านศึกการรบมาอย่างโชกโชนสามารถเอาชนะการรุกรานถึงสองครั้งแรกใน ค.ศ. 1765-66 และ ค.ศ. 1766-67 ที่ชายแดนไว้ได้ ความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ได้ยกระดับเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมรบทางทหารทั่วประเทศในทั้งสองประเทศ การบุกครองครั้งที่สาม (ค.ศ. 1767-1768) นำโดยชนชาติชาวแมนจู ซึ่งเกือบจะประสบความสำเร็จ โดยบุกเข้าไปในพม่าตอนกลางได้ภายในเวลาไม่กี่วันจากกรุงอังวะ ซึ่งเป็นเมืองหลวง อย่างไรก็ตาม กองทัพแมนจูทางตอนเหนือของจีนไม่สามารถรับมือกับ"ภูมิประเทศเขตร้อนชื้นที่ไม่คุ้นเคยและโรคระบาดร้ายแรง" ได้ จึงถูกขับไล่กลับไปพร้อมกับความสูญเสียอย่างหนัก หลังจากวิกฤตกาณ์ครั้งนี้ พระเจ้ามังระได้รับสั่งให้เคลื่อนกำลังทหารจากอยุธยาไปยังแนวรบจีนอีกครั้ง การบุกครองครั้งที่สี่และขนาดใหญ่ที่สุดได้หยุดชะงักที่ชายแดน เมื่อกองทัพชิงได้ถูกโอบล้อมอย่างสมบูรณ์ ผู้บัญชาการภาคสนามของทั้งสองฝ่ายจึงได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1769 กองทัพชิงได้จัดกำลังทหารจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนยูนหนานเป็นเวลาหนึ่งทศวรรษ เพื่อพยายามก่อสงครามอีกครั้ง พร้อมกับประกาศห้ามการค้าระหว่างประเทศเป็นเวลาสองทศวรรษ เมื่อพม่าและจีนได้กลับมามีความสัมพันธ์ทางการฑูตอีกครั้งใน ค.ศ. 1790 รัฐบาลชิงได้ถือเอาการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการยอมจำนนของพม่าฝ่ายเดียว และอ้างว่าได้รับชัยชนะ จักรพรรดิเฉียนหลงทรงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตด้วยการเฉือนเนื้อพันมีดแก่แม่ทัพชาวแมนจูนามว่า เอ้อเอ๋อร์เติงเอ๋อ หลังจากที่แม่ทัพของพระองค์นามว่า เหมิงรุ่ย ได้พ่ายแพ้ในยุทธการที่เม-มโหย่ในสงครามจีน-พม่าใน ค.ศ. 1768 เพราะเอ้อเอ๋อร์เติงเอ๋อไม่สามารถช่วยเหลือแก่เหมิงรุ่ยที่กำลังถูกโอบล้อมได้ เมื่อเขาไม่ได้เข้ารวมพล

สถานการณ์ในเวียดนามก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในปี ค.ศ. 1787 จักรพรรดิเลเจียวโท้ง (Lê Chiêu Thống, 黎昭統) ผู้ปกครองคนสุดท้ายของราชวงศ์เลของเวียดนาม ได้หลบหนีออกจากเวียดนามและร้องขออย่างเป็นทางการให้กอบกู้ราชบังลังก์ที่เมืองทังลอง(ฮานอยในปัจจุบัน) จักรพรรดิเฉียนหลงทรงเห็บชอบและส่งกองทัพขนาดใหญ่เข้าไปในเวียดนามเพื่อขับไล่พวกเต็ยเซิน(กลุ่มกบฎที่ยึดครองเวียดนามทั้งหมด) เมืองหลวงคือทังลองได้ถูกพิชิตใน ค.ศ. 1788 แต่ไม่กี่เดือนต่อมา กองทัพชิงก็ได้พ่ายแพ้ และการบุกครองกลายเป็นความพ่ายแพ้ เนื่องจากการโจมตีแบบกระทันหันในช่วงเทศกาลวันตรุษ(วันปีใหม่ของเวียดนาม) โดยเหงียนเหวะ หนึ่งในสามพี่น้องตระกูลเต็ยเซินที่มีความสามารถมากที่สุด จักรวรรดิชิงจึงไม่สนับสนุนจักรพรรดิเลเจียวโท้งอีกต่อไปและราชวงศ์ของเขาถูกคุมขังอยู่ในเวียดนาม ราชวงศ์ชิงก็ไม่ได้เข้าแทรกแซงเวียดนามอีกเป็นเวลา 90 ปี

แม้จะมีอุปสรรคทางตอนใต้ แต่การขยายกำลังทหารของจักรพรรดิเฉียนหลงโดยรวมแล้วกลับทำให้พื้นที่ของจักรวรรดิชิงอันกว้างใหญ่ไพศาลอยู่แล้วเกือบสองเท่า และรวบรวมกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวฮั่นจำนวนมากเข้าด้วยกัน เช่น ชาวอุยกูร์ คาซัค คีร์กีซ ออลูกูญ่า(Evenks) และมองโกล นับเป็นภารกิจที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล เงินทุนในคลังหลวงเกือบทั้งหมดถูกนำไปใช้ในภารกิจทางทหาร แม้ว่าสงครามจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น กองทัพชิงเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัดและเผชิญกับศัตรูได้ยากลำบาก การรบกับชาวเขาจินฉวนใช้เวลา 2-3 ปี ในตอนแรกกองทัพชิงถูกโจมตีอย่างหนัก แม้ว่าเยว่ จงฉี (ลูกหลานของเยว่ เฟย) จะเข้าควบคุมสถานการณ์ในภายหลัง การต่อสู้กับชาวซุงการ์เป็นไปอย่างดุเดือดและสร้างความสูญเสียอย่างหนักให้กับทั้งสองฝ่าย

การกบฏของชาวอุชในปี พ.ศ. 2308 โดยชาวมุสลิมอุยกูร์ต่อชาวแมนจู เกิดขึ้นหลังจากผู้หญิงชาวอุยกูร์ถูกข่มขืนโดยคนรับใช้และบุตรชายของซูเฉิง ข้าราชการชาวแมนจู กล่าวกันว่าชาวมุสลิมอุชต้องการนอนบนหนังของ [ซูเฉิงและบุตรชาย] และกินเนื้อของพวกเขามานานแล้ว เนื่องจากการข่มขืนผู้หญิงมุสลิมอุยกูร์เป็นเวลาหลายเดือนโดยซูเฉิง เจ้าหน้าที่ชาวแมนจูและบุตรชายของเขา จักรพรรดิเฉียนหลงแห่งแมนจูได้รับสั่งให้สังหารหมู่กบฏชาวอุยกูร์ไปทั่วเมือง กองกำลังชิงได้จับเด็กและสตรีชาวอุยกูร์ไปเป็นทาส และสังหารชายชาวอุยกูร์ ทหารแมนจูและข้าราชการแมนจูได้มีเพศสัมพันธ์หรือข่มขืนสตรีอุยกูร์เป็นประจำ ทำให้เกิดความเกลียดชังและความโกรธแค้นต่อการปกครองของชาวแมนจูในหมู่ชาวมุสลิมอุยกูร์อย่างมาก การบุกครองโดยจาฮังกิร์ โคจา ได้เกิดขึ้นโดยข้าราชการชาวแมนจูคนหนึ่งนามว่า บินจิง ซึ่งได้ข่มขืนบุตรสาวชาวมุสลิมแห่งโคคานอัคซากัล ตั้งแต่ ค.ศ. 1818 ถึง 1820 ราชวงศ์ชิงได้พยายามปกปิดการข่มขืนสตรีชาวอุยกูร์โดยชาวแมนจู เพื่อป้องกันไม่ให้ความโกรธแค้นต่อการปกครองของพวกเขาแพร่กระจายไปในหมู่ชาวอุยกูร์

เมื่อสงครามชายแดนได้สิ้นสุดลง กองทัพชิงได้อ่อนแอลงอย่างมาก นอกจากนี้ระบบทางทหารที่ผ่อนปรนมากขึ้นแล้ว เหล่าขุนศึกต่างก็พอใจกับวิถีชีวิตของตนเอง เนื่องจากสงครามได้เกิดขึ้นแล้ว เหล่าขุนศึกจึงไม่มองเห็นถึงเหตุผลที่จะต้องฝึกฝนกองทัพอีกต่อไป ส่งผลให้กองทัพเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กองทัพชิงไม่สามารถปราบปรามกบฎดอกบัวขาวได้ ซึ่งได้เริ่มต้นในช่วงปลายรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงและต่อเนื่องมาจนถึงรัชสมัยจักรพรรดิเจียชิ่ง

ความสำเร็จทางวัฒนธรรม

[แก้]
ภาพวาดจักรพรรดิเฉียนหลงทรงศึกษาเล่าเรียนในห้องทรงพระอักษร โดยจูเซปเป กัสตีลโยเน ศตวรรษที่ 18
จักรพรรดิเฉียนหลงทรงทอดพระเนตรภาพวาด

จักรพรรดิเฉียนหลงก็เช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพระองค์ ทรงให้ความสำคัญกับบทบาททางวัฒนธรรมของพระองค์อย่างจริงจัง ประการแรก พระองค์ทรงทำงานเพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาวแมนจู ซึ่งพระองค์ทรงเห็นว่าเป็นรากฐานของศีลธรรมของชาวแมนจู และด้วยเหตุนี้จึงทรงเป็นรากฐานของอำนาจราชวงศ์ พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้รวบรวมลำดับวงศ์ตระกูล ประวัติศาสตร์ และคู่มือพิธีกรรมในภาษาแมนจู และในปี ค.ศ. 1747 ทรงมีพระบรมราชโองการอย่างลับๆ ให้รวบรวมประมวลกฎหมายชามาน ซึ่งต่อมาได้ตีพิมพ์ในหอสมุดสมบัติทั้งสี่ฉบับสมบูรณ์(ซือกู่เฉวียนชู่) พระองค์ทรงตอกย้ำความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมและศาสนาของราชวงศ์ในเอเชียกลาง โดยทรงมีพระราชโองการให้สร้างแบบจำลองพระราชวังโปตาลาของทิเบต วัดผู่โถวจงเฉิง ขึ้นบนพื้นที่ของพระราชวังฤดูร้อนของจักรพรรดิในเฉิงเต๋อ เพื่อนำเสนอพระองค์ในเชิงพุทธศาสนาเพื่อเอาใจชาวมองโกลและชาวทิเบต พระองค์ทรงสั่งให้สร้างทางกา หรือภาพเขียนศักดิ์สิทธิ์ โดยวาดภาพพระองค์ในฐานะพระมัญชุศรีโพธิสัตว์แห่งปัญญา เขายังเป็นกวีและนักเขียนเรียงความอีกด้วย ผลงานรวมเล่มของเขาซึ่งตีพิมพ์เป็นสิบชุดระหว่างปี ค.ศ. 1749 ถึง 1800 ประกอบด้วยบทกวีมากกว่า 40,000 บท และร้อยแก้ว 1,300 บท ซึ่งหากเขาแต่งทั้งหมด จะทำให้เขาเป็นนักเขียนที่มีผลงานมากที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงเป็นผู้อุปถัมภ์หลักและ “ผู้รักษาและฟื้นฟู” วัฒนธรรมขงจื๊อคนสำคัญ พระองค์ทรงกระหายการสะสมอย่างไม่รู้จักพอ จึงทรงครอบครอง “ของสะสมส่วนตัวอันยิ่งใหญ่” ของจีนไว้มากมายด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามที่จำเป็น และ “ทรงนำสมบัติเหล่านั้นกลับคืนสู่คลังสมบัติของจักรพรรดิ” พระองค์ทรงจัดตั้งทีมที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมเพื่อช่วยค้นหาของสะสมของครอบครัวพ่อค้าที่ต้องการขายหรือทายาทที่หมดความสนใจ บางครั้งพระองค์ทรงกดดันหรือบังคับให้ข้าราชการผู้มั่งคั่งมอบของมีค่า โดยเสนอที่จะแก้ตัวหากพวกเขามอบ “ของกำนัล” บางอย่างให้ หลายครั้งพระองค์ตรัสว่าภาพวาดจะปลอดภัยจากการโจรกรรมหรือไฟไหม้ได้ก็ต่อเมื่อนำเข้าไปในพระราชวังต้องห้าม

คอลเลกชันงานศิลปะจำนวนมหาศาลของจักรพรรดิได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพระองค์อย่างใกล้ชิด พระองค์ทรงนำจิตรกรรมภูมิทัศน์ติดตัวไปด้วยในระหว่างการเดินทางเพื่อเปรียบเทียบกับทิวทัศน์จริง หรือเพื่อนำไปแขวนไว้ในห้องพิเศษในพระราชวังที่พระองค์ประทับ เพื่อจะจารึกไว้ในทุกครั้งที่เสด็จเยือน พระองค์ยังทรงเพิ่มจารึกบทกวีลงในภาพวาดของสะสมของจักรพรรดิอย่างสม่ำเสมอ ตามแบบอย่างของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ซ่งและจิตรกรผู้รอบรู้แห่งราชวงศ์หมิง จารึกเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของผลงาน และเป็นสัญลักษณ์ที่เห็นได้ชัดถึงบทบาทอันชอบธรรมของพระองค์ในฐานะจักรพรรดิ จารึกอีกประเภทหนึ่งที่ทรงอุทิศแด่จักรพรรดิเฉียนหลงโดยเฉพาะ เผยให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ในการจัดการกับงานศิลปะที่พระองค์ดูเหมือนจะทรงพัฒนาขึ้นเพื่อพระองค์เอง ในบางโอกาส พระองค์ได้ทรงพินิจพิเคราะห์ภาพวาดหรืองานเขียนอักษรวิจิตรจำนวนหนึ่งที่มีความหมายพิเศษสำหรับพระองค์ โดยจารึกแต่ละภาพเป็นประจำ โดยส่วนใหญ่มีบันทึกส่วนตัวเกี่ยวกับสถานการณ์การชื่นชมผลงานเหล่านั้น ซึ่งเปรียบเสมือนบันทึกประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จักรพรรดิเฉียนหลงทรงประดิษฐานผลงานอักษรวิจิตรสามชิ้นไว้ในหอสามสิ่งหายาก (ซานซีถัง) ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ ภายในหอบ่มเพาะพลังจิต ได้แก่ ผลงาน "Timely Clearing After Snowfall" ของหวัง ซีจือ จากราชวงศ์จิ้น “Mid-Autumn” โดย Wang Xianzhi บุตรชายของเขา และ “Letter to Boyuan” โดยหวัง ซุน

หยกหลายพันชิ้นในคอลเลกชันของจักรพรรดิส่วนใหญ่มีอายุย้อนไปถึงรัชสมัยของพระองค์ จักรพรรดิยังทรงสนพระทัยเป็นพิเศษในการสะสมสำริดโบราณ กระจกสำริด และตราประทับ นอกเหนือจากเครื่องปั้นดินเผา [เซรามิกและศิลปะประยุกต์ เช่น การเคลือบ งานโลหะ และงานเคลือบแล็กเกอร์ ซึ่งเฟื่องฟูในรัชสมัยของพระองค์ คอลเลกชันส่วนใหญ่ของพระองค์อยู่ในมูลนิธิเพอร์ซิวัลเดวิดในลอนดอน พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ตและพิพิธภัณฑ์บริติชยังมีคอลเลกชันงานศิลปะจากยุคเฉียนหลงอีกด้วย

หนึ่งในโครงการอันยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการรวบรวมทีมนักวิชาการเพื่อรวบรวม เรียบเรียง และพิมพ์คอลเล็กชันปรัชญา ประวัติศาสตร์ และวรรณกรรมจีนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ห้องสมุดแห่งนี้รู้จักกันในชื่อ มหาสารานุกรมทั้งสี่ (ซือกู่เฉวียนชู่) ได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่ม 36,000 เล่ม ประกอบด้วยผลงานที่สมบูรณ์ประมาณ 3,450 ชิ้น และมีพนักงานคัดลอกมากถึง 15,000 คน ห้องสมุดแห่งนี้เก็บรักษาหนังสือไว้มากมาย แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาและปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จึงต้อง "ตรวจสอบห้องสมุดเอกชนอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อรวบรวมรายชื่อผลงานในอดีตประมาณหนึ่งหมื่นหนึ่งพันชิ้น ซึ่งประมาณหนึ่งในสามได้รับการคัดเลือกเพื่อตีพิมพ์ ผลงานที่ไม่ได้รวมอยู่ในห้องสมุดนี้ถูกสรุป หรือในหลายกรณี ถูกกำหนดให้ทำลาย"

การเผาหนังสือและการแก้ไขข้อความ

[แก้]
การเสด็จเยือนสุสานบรรพชนของจักรพรรดิ
จักรพรรดิเฉียนหลงทรงเสด็จเข้าสู่เมืองซูโจวและคลองใหญ่

มีงานเขียนราว 2,300 ชิ้นที่ถูกขึ้นบัญชีให้ปิดบังทั้งหมด และอีก 350 ชิ้นที่ถูกขึ้นบัญชีให้ปิดบังบางส่วน จุดประสงค์คือการทำลายงานเขียนที่ต่อต้านราชวงศ์ชิงหรือเป็นกบฏ ดูหมิ่นราชวงศ์ "อนารยชน" ในอดีต หรือที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนหรือการป้องกันประเทศ การแก้ไขห้องสมุดสมบัติทั้งสี่ฉบับสมบูรณ์เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาประมาณสิบปี ในช่วงเวลาสิบปีนี้ มีหนังสือจำนวน 3,100 เล่ม (หรือหลายเล่ม) ถูกเผาหรือสั่งห้ามพิมพ์ ในบรรดาหนังสือที่ถูกจัดอยู่ในห้องสมุดสมบัติทั้งสี่ฉบับสมบูรณ์ หลายเล่มถูกลบและแก้ไข หนังสือที่ตีพิมพ์ในสมัยราชวงศ์หมิงได้รับความเสียหายมากที่สุด

ผู้มีอำนาจจะตัดสินความเป็นกลางของตัวละครตัวใดตัวหนึ่งหรือประโยคตัวใดตัวหนึ่ง หากผู้มีอำนาจได้ให้การตัดสินว่าคำพูดหรือประโยคเหล่านี้ได้ดูหมิ่นหรือเยาะเย้ยผู้ปกครอง การข่มเหงก็จะเริ่มต้นขึ้น ในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง มีคดีการสอบสวนวรรณกรรม 53 คดี ซึ่งส่งผลให้เหยื่อถูกประหารชีวิตโดยการตัดศรีษะหรือการเฉือนเนื้อพันมีด (หลิงฉือ) หรือถูกทำให้พิการ (หากศพของพวกเขาได้ตายไปแล้ว)

ผลงานวรรณกรรม

[แก้]

ในปี ค.ศ. 1743 ภายหลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จเยือนมุกเด็น (ปัจจุบันคือเฉิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง) เป็นครั้งแรก จักรพรรดิเฉียนหลงทรงใช้ภาษาจีนประพันธ์ "[บทกวีสรรเสริญมุกเด็น" (Shengjing fu/Mukden-i fujurun bithe) ซึ่งเป็นบทกวีคลาสสิก เพื่อสรรเสริญมุกเด็น ซึ่งในขณะนั้นใช้เป็นคำเรียกทั่วไปของสิ่งที่ต่อมาเรียกว่าแมนจูเรีย โดยบรรยายถึงความงดงามและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของแมนจูเรีย พระองค์ทรงพรรณนาถึงภูเขาและสัตว์ป่า เพื่อยืนยันความเชื่อของพระองค์ว่าราชวงศ์จะคงอยู่ต่อไป ต่อมาจึงมีการแปลภาษาแมนจู ในปี ค.ศ. 1748 พระองค์ทรงรับสั่งให้พิมพ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 100 ปี ทั้งภาษาจีนและแมนจู โดยใช้รูปแบบและแบบแมนจูแท้ๆ ก่อนยุคฉิน ซึ่งต้องประดิษฐ์ขึ้นเองและไม่สามารถอ่านได้

ภาษา

[แก้]

ในวัยพระเยาว์ จักรพรรดิเฉียนหลงทรงได้รับการสั่งสอนภาษาแมนจู ภาษาจีน และภาษามองโกเลีย และได้รับการสอนภาษาทิเบต และทรงพูดภาษาชากาทาย (ภาษาทือร์กีหรือภาษาอุยกูร์สมัยใหม่) อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงห่วงใยยิ่งกว่าบรรพบุรุษในการอนุรักษ์และส่งเสริมภาษาแมนจูในหมู่สาวกของพระองค์ โดยทรงประกาศว่า "รากฐานของชาวแมนจูคือภาษา" พระองค์ทรงมอบหมายให้จัดทำพจนานุกรมแมนจูฉบับใหม่ และทรงสั่งการจัดทำพจนานุกรมเพนตากลอต (Pentaglot Dictionary) ซึ่งให้คำศัพท์ที่เทียบเท่ากับภาษาแมนจูในภาษามองโกเลีย ทิเบต และภาษาเตอร์กิช และทรงแปลคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเป็นภาษาแมนจู ซึ่งถือเป็น "ภาษาประจำชาติ" พระองค์ทรงสั่งการให้กำจัดคำยืมจากภาษาจีน และแทนที่ด้วยคำแปลแบบแคลก ซึ่งถูกบรรจุลงในพจนานุกรมแมนจูฉบับใหม่ การแปลผลงานภาษาจีนของแมนจูในรัชสมัยของพระองค์มีความแตกต่างจากหนังสือแมนจูที่เชื่อกันว่าเป็นหนังสือของจักรพรรดิคังซีในรัชสมัยของพระองค์ ซึ่งเป็นเพียงตำราภาษาจีนที่เขียนด้วยอักษรแมนจู

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงมอบหมายให้ทำ Qin ding Xiyu Tongwen Zhi (欽定西域同文志; "พจนานุกรมภูมิภาคตะวันตกของจักรวรรดิ") ซึ่งเป็นพจนานุกรมชื่อทางภูมิศาสตร์ในซินเจียง ในภาษาชนเผ่ามองโกลหว่าล่า แมนจู จีน ทิเบต และตุรกี (อุยกูร์สมัยใหม่)

ศาสนาพุทธแบบทิเบต

[แก้]
จักรพรรดิเฉียนหลงทรงออกล่าสัตว์

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงแสดงความศรัทธาส่วนพระองค์ในพุทธศาสนาแบบทิเบต โดยยึดถือประเพณีของผู้ปกครองชาวแมนจูที่เชื่อมโยงกับพระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระองค์ยังคงอุปถัมภ์ศิลปะพุทธศาสนาแบบทิเบต และทรงสั่งให้แปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นภาษาแมนจู บันทึกราชสำนักและแหล่งข้อมูลภาษาทิเบตยืนยันถึงความมุ่งมั่นส่วนพระองค์ พระองค์ทรงเรียนรู้การอ่านภาษาทิเบตและศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนาอย่างขยันขันแข็ง ความเชื่อของพระองค์สะท้อนให้เห็นในภาพพระบรมศพของพระองค์ ซึ่งอาจเป็นการแสดงออกถึงความเป็นส่วนตัวและความเป็นส่วนตัวที่สุดของจักรพรรดิ พระองค์ทรงสนับสนุนให้นิกายหมวกเหลือง (นิกายเกลุกของชาวพุทธทิเบต) "รักษาสันติภาพในหมู่ชาวมองโกล" เนื่องจากชาวมองโกลเป็นสาวกขององค์ทะไลลามะและพระแป็นเช็นลามะแห่งนิกายหมวกเหลือง พระองค์ยังตรัสอีกว่า "เพียงเพราะนโยบายของเราในการแผ่ความรักใคร่ต่อผู้ที่อ่อนแอ" ที่ทำให้พระองค์อุปถัมภ์นิกายหมวกเหลือง

ในปี ค.ศ. 1744 พระองค์ได้เปลี่ยนวังแห่งสันติภาพและความกลมเกลียว (วังยงเหอ) ให้เป็นวัดพุทธทิเบตสำหรับชาวมองโกล เพื่ออธิบายเหตุผลเชิงปฏิบัติในการสนับสนุน "หมวกเหลือง" ชาวพุทธทิเบต และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของชาวจีนฮั่น พระองค์จึงทรงให้สลักศิลาจารึก "ลามะซัว" ในภาษาทิเบต มองโกล แมนจู และจีน ซึ่งระบุว่า "ด้วยการอุปถัมภ์นิกายหมวกเหลือง เราธำรงไว้ซึ่งสันติภาพในหมู่ชาวมองโกล นี่เป็นภารกิจสำคัญที่เราต้องปกป้อง (ศาสนา) นี้ (ในการทำเช่นนี้) เราไม่ได้แสดงอคติใดๆ และเราไม่ต้องการยกย่องนักบวชทิเบต (เช่นเดียวกับที่เคยทำในสมัยราชวงศ์หยวน)"

Mark Elliott ได้ให้ข้อสรุปว่าการกระทำเหล่านี้ส่งผลดีทางการเมือง แต่ "สอดคล้องกับศรัทธาส่วนพระองค์ของพระองค์ได้อย่างลงตัว"

กฏหมายต่อต้านศาสนาอิสลาม

[แก้]

นโยบายของราชวงศ์ชิงเกี่ยวกับชาวมุสลิมและศาสนาอิสลามได้รับการเปลี่ยนแปลงในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี หย่งเจิ้ง และเฉียนหลง ขณะที่จักรพรรดิคังซีทรงประกาศว่าชาวมุสลิมและชาวฮั่นมีความเท่าเทียมกัน พระราชนัดดาของพระองค์ จักรพรรดิเฉียนหลง กลับทรงสนับสนุนคำแนะนำที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่ราชวงศ์ฮั่นต่อการปฏิบัติต่อชาวมุสลิม จักรพรรดิคังซีตรัสว่าชาวมุสลิมและชาวฮั่นมีความเท่าเทียมกันเมื่อประชาชนเรียกร้องให้ปฏิบัติต่อชาวมุสลิมต่างกัน จักรพรรดิหย่งเจิ้งทรงมีความเห็นว่า "ศาสนาอิสลามเป็นเรื่องโง่เขลา แต่พระองค์รู้สึกว่ามันไม่ใช่ภัยคุกคาม" เมื่อผู้พิพากษาในมณฑลซานตงยื่นคำร้องต่อพระองค์เพื่อทำลายมัสยิดและสั่งห้ามศาสนาอิสลาม ต่อมาจักรพรรดิหย่งเจิ้งได้ไล่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งออกเนื่องจากเรียกร้องให้ลงโทษชาวมุสลิมอย่างรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม

นโยบายนี้เปลี่ยนไปในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง เฉินหงโหมว ข้าราชการราชวงศ์ชิง กล่าวว่าชาวมุสลิมจำเป็นต้องถูกลงโทษตามกฎหมายและระเบียบโดยการลงโทษที่รุนแรงขึ้นและกล่าวโทษผู้นำมุสลิมสำหรับพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของชาวมุสลิมในจดหมายถึงคณะกรรมการลงโทษที่เรียกว่า พันธสัญญาเพื่อสั่งสอนและตักเตือนชาวมุสลิม ซึ่งเขาเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1751 แม้ว่าคณะกรรมการลงโทษจะไม่ได้ดำเนินการใดๆ แต่ในปี ค.ศ. 1762 ข้าหลวงใหญ่แห่งมณฑลส่านซี-กานซู่ได้ดำเนินการตามคำแนะนำของเขาและลงโทษอาชญากรชาวมุสลิมอย่างรุนแรงมากกว่าชาวจีนฮั่น เขายังดำเนินนโยบายที่การกระทำผิดกฎหมายของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในมัสยิดจะส่งผลให้อิหม่ามของพวกเขาต้องถูกลงโทษและต้องรับผิดชอบต่อการกระทำเหล่านั้น นโยบายต่อต้านมุสลิมเหล่านี้โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับการรับรองจากจักรพรรดิเฉียนหลง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นกับชาวมุสลิมจีน เช่น การที่ชาวฮุยได้นำลัทธิศูฟีที่เรียกว่า “นาคชบันดี” เข้ามาสู่ศาสนา ทำให้จักรพรรดิเฉียนหลงมีท่าทีแข็งกร้าวต่อชาวมุสลิม ซึ่งต่างจากปู่และบิดาของพระองค์ ส่งผลให้ชาวฮุยและโลกอิสลามจากตะวันตกมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ลัทธินาคชบันดียะห์ได้แผ่ขยายมายังชาวฮุยทางตะวันออก เมื่อนักวิชาการชาวหุยในซูโจวได้เปลี่ยนมานับถือนาคชบันดียะห์โดยมุฮัมมัด ยูซุฟ โคจา อาฟัก โคจา บุตรชายของมุฮัมมัด ยูซุฟ ได้เผยแพร่ลัทธินาคชบันดีในหมู่ชาวมุสลิมจีน เช่น ชาวมุสลิมทิเบต ซาลาร์ ฮุย และกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมอื่นๆ ในเหอโจว กานซู (ปัจจุบันคือหลินเซีย) และซีหนิงในชิงไห่และหลานโจว หม่า ไล้จี๋ เป็นผู้นำของลัทธิเหล่านี้ และได้ศึกษาด้วยตนเองในโลกอิสลามที่เมืองบูคาราเพื่อศึกษาลัทธิซูฟี เยเมน และที่เมกกะ ซึ่งท่านได้รับการสอนโดยมุวลานา มัคดัม สิ่งนี้ทำให้เขามีชื่อเสียงในหมู่ชาวมุสลิมจีน ในการโต้เถียงกันเรื่องการละศีลอดในช่วงรอมฎอน มาไลจีกล่าวว่าก่อนละหมาดในมัสยิด ควรละศีลอด ไม่ใช่ละศีลอดในทางกลับกัน ซึ่งนำไปสู่การที่เขาได้ผู้เปลี่ยนมานับถือนัคชบันดีจำนวนมากจากซาลาร์หุยและเติร์ก เรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลในปี ค.ศ. 1731 เมื่อชาวมุสลิมที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับวิธีการละศีลอดรอมฎอนได้ยื่นฟ้อง ฝ่ายโจทก์ชาวมุสลิมได้รับคำสั่งจากศาลให้แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับการถือศีลอดรอมฎอน ข้อพิพาทไม่ได้รับการแก้ไขและยังคงดำเนินต่อไป และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นด้วยข้อพิพาทอื่นๆ เช่น วิธีการปฏิบัติซิกรในศาสนาซูฟี การร้องเพลงญะฮ์รี (เสียงร้อง) ตามที่สอนโดยมา หมิงซิน ซูฟีอีกคนหนึ่งที่ศึกษาในดินแดนอิสลามตะวันตก เช่น บุคอรอ หรือคูฟี (เงียบ) เช่นเดียวกับที่มา ไลจี สอน ซาบิด นัคชบันดียะห์ในเยเมนได้สอนมา หมิงซิน เป็นเวลาสองทศวรรษ[33] พวกเขาสอนการซิกิรฺด้วยวาจา หม่า หมิงซิน ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในโลกมุสลิมตะวันออกกลาง ขบวนการฟื้นฟูในหมู่ชาวมุสลิม เช่น ชาวซาอุดีอาระเบียที่เป็นพันธมิตรกับมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ การฟื้นฟูทัจดิยฺครั้งนี้มีอิทธิพลต่อหม่า หมิงซิน ในเยเมน

ขณะที่หม่าหมิงซินอยู่ในเยเมนและอยู่ห่างจากจีน ดินแดนมุสลิมในเอเชียตอนในทั้งหมดถูกราชวงศ์ชิง “นอกรีต” ยึดครอง ทำให้สถานการณ์และมุมมองของเขายิ่งมีความสำคัญมากขึ้น หม่า ไหลจือ และหม่า หมิงซิน ได้ฟ้องร้องกันในศาลอีกครั้ง แต่ครั้งที่สองนี้ ราชวงศ์ชิงได้ตัดสินให้ฝ่ายซิคร์ (Silentist Khafiyya) ของหม่า ไหลจือ ชนะ และยกสถานะเป็นนิกายออร์โธดอกซ์ ในขณะที่ประณามฝ่ายอฺยาห์รียะฮ์ (Aloudist Jahriyya) ของหม่า หมิงซิน ว่านอกรีต หม่า หมิงซิน เพิกเฉยต่อคำสั่งและยังคงชักชวนให้เปลี่ยนศาสนาในมณฑลส่านซี หนิงเซี่ย และซินเจียง โดยเดินทางจากเหอโจวไปยังกว่างชวนในปี ค.ศ. 1769 หลังจากถูกขับไล่และสั่งห้ามไม่ให้เข้าเขตซุนหัว ชาวเติร์กซาลาร์ในซุนหัวยังคงปฏิบัติตามคำสั่งของเขาแม้หลังจากที่ราชวงศ์ชิงสั่งห้ามเขาออกจากที่นั่น และเขายังคงมีคดีความและปัญหาทางกฎหมายกับคอฟิยยะและหม่า ไหลจือ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราชวงศ์ชิงให้การสนับสนุนคอฟิยยะฮ์

การสู้รบอันดุเดือดที่ขุนนางราชวงศ์ชิงและผู้ติดตามคาฟิยะห์ถูกสังหารหมู่หนึ่งร้อยคนจากการจู่โจมของจักรพรรดิญะห์รียะฮ์ ซึ่งนำโดยซู สี่สิบสาม ผู้สนับสนุนหม่าหมิงซินในปี ค.ศ. 1781 ส่งผลให้หม่าหมิงซินประกาศเป็นกบฏและถูกคุมขังในหลานโจว ราชวงศ์ชิงได้ประหารชีวิตหม่าหมิงซินหลังจากที่ผู้ติดตามติดอาวุธของซู สี่สิบสามเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขา ต่อมาเกิดการกบฏของจักรพรรดิญะห์รียะฮ์ขึ้นทั่วภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนหลังจากที่หม่าหมิงซินถูกประหารชีวิต ชาวแมนจูในปักกิ่งจึงส่งอากุย เลขาธิการใหญ่ของแมนจู พร้อมกองพันหนึ่งไปสังหารหัวหน้าเผ่าจะห์รียะฮ์ และเนรเทศผู้ติดตามนิกายซูฟีไปยังพื้นที่ชายแดน

3 ปีหลังจากนั้น เทียนหวู่ได้เป็นผู้นำการกบฏของราชวงศ์จารียะฮ์อีกครั้ง ซึ่งถูกปราบปรามโดยราชวงศ์ชิง และหม่าต้าเทียน ผู้นำลำดับที่ 3 ของราชวงศ์จารียะฮ์ ถูกราชวงศ์ชิงเนรเทศไปยังแมนจูเรียในปี พ.ศ. 2361 และเสียชีวิต

ความขัดแย้งที่สะสมอย่างต่อเนื่องระหว่างชาวมุสลิมและราชสำนักชิงนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบในศตวรรษที่ 19 โดยมีการก่อกบฏของชาวมุสลิมต่อต้านราชวงศ์ชิงในภาคใต้และภาคเหนือของจีน การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของชาวแมนจูที่มีต่อชาวมุสลิม จากการที่ยอมรับชาวมุสลิมและถือว่าพวกเขาเท่าเทียมกับชาวจีนฮั่นก่อนคริสต์ศักราช 1760 ไปสู่ความรุนแรงระหว่างรัฐชิงและชาวมุสลิมหลังคริสต์ศักราช 1760 เป็นผลมาจากการมีส่วนร่วมอย่างก้าวหน้าของราชวงศ์ชิงในความขัดแย้งระหว่างญะฮ์รียะฮ์และคาฟียะฮ์ของนิกายซูฟี ทำให้ราชวงศ์ชิงไม่สามารถรักษาวาทกรรมเรื่องความเท่าเทียมกันของชาวมุสลิมไว้ได้อีกต่อไป ราชสำนักแมนจูภายใต้การนำของเฉียนหลงเริ่มอนุมัติและบังคับใช้กฎหมายต่อต้านชาวมุสลิมของเฉินหงโหมว ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ชาวมุสลิมที่นับถือศาสนาของตน และความรุนแรงโดยรัฐชิง ความรุนแรงระหว่างชุมชนระหว่างญะฮ์รียะฮ์และคาฟียะฮ์ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขยายตัวครั้งใหญ่ของญะฮ์รียะฮ์

นโยบายของเฉินหงโหมวถูกบังคับใช้เป็นกฎหมายในปี ค.ศ. 1762 โดยคณะกรรมการลงโทษของรัฐบาลชิงและจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง นำไปสู่ความตึงเครียดอย่างรุนแรงกับชาวมุสลิม ทางการรัฐได้รับมอบหมายให้รับรายงานพฤติกรรมอาชญากรรมของชาวมุสลิมทั้งหมดจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และพฤติกรรมอาชญากรรมทั้งหมดของชาวมุสลิมต้องรายงานโดยผู้นำชาวมุสลิมต่อเจ้าหน้าที่ชิงภายใต้กฎหมายเหล่านี้ ส่งผลให้มีรายงานต่อต้านชาวมุสลิมจำนวนมากที่ยื่นต่อสำนักงานต่างๆ ในราชวงศ์ชิง เนื่องจากศาลชิงได้รับข้อมูลว่าชาวมุสลิมมีพฤติกรรมรุนแรงโดยกำเนิด และโจรชาวมุสลิมกำลังก่ออาชญากรรม โดยรายงานแล้วรายงานเล่าโดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และอาชญากรรมของชาวมุสลิมก็ถูกบันทึกในศาลอย่างล้นหลาม ราชวงศ์ชิงยิ่งต่อต้านชาวมุสลิมมากขึ้นหลังจากได้รับรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมอาชญากรรมเหล่านี้ และเริ่มออกกฎหมายต่อต้านชาวมุสลิมมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ หากพบอาวุธใดๆ ในกลุ่มชาวมุสลิมตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ชาวมุสลิมเหล่านั้นทั้งหมดจะถูกศาลชิงตัดสินว่าเป็นอาชญากร

ราชสำนักชิงแมนจูของจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์แมนจูในช่วงทศวรรษ 1770 ได้กำหนดประเภทอาชญากรรมใหม่ คือ การทะเลาะวิวาท (dou'ou) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะมาตรการต่อต้านมุสลิมเพื่อจับกุมชาวมุสลิม ส่งผลให้แม้แต่ชาวมุสลิมที่ไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์ญะห์รียะฮ์ (Jahriyah) ก็ยังร่วมมือกับราชวงศ์ญะห์รียะฮ์เพื่อต่อต้านราชวงศ์ชิง และทำให้ราชสำนักชิงยิ่งต่อต้านมุสลิมมากขึ้นไปอีก โดยหวั่นเกรงการก่อกบฏต่อต้านราชวงศ์ชิงของชาวมุสลิม นำไปสู่การประหารชีวิตหม่าหมิงซินในปี 1781 ความรุนแรงและกบฏยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากขาดข้อมูลข่าวสารของราชวงศ์ชิง เจ้าหน้าที่ราชวงศ์ชิงผู้ได้รับมอบหมายให้ยุติความรุนแรงระหว่างราชวงศ์ญะห์รียะฮ์และคาฟียะฮ์ ถูกเข้าใจผิดคิดว่าคนที่เขากำลังพูดคุยด้วยคือคาฟียะฮ์ ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาคือราชวงศ์ญะห์รียะฮ์ และเขาบอกพวกเขาว่าราชวงศ์ชิงจะสังหารหมู่สาวกราชวงศ์ญะห์รียะฮ์ทั้งหมด เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เขาถูกกลุ่มญะห์รียะฮ์ลอบสังหาร ซึ่งนำไปสู่การที่ราชวงศ์ชิงส่งข้าหลวงใหญ่ชาวแมนจูนามว่า Agui ยกทัพไปปราบปรามกลุ่มญะห์รียะฮ์อย่างเต็มรูปแบบ

ชัยชนะทางทหารของราชวงศ์ชิงเหนือราชวงศ์จาห์รียะฮ์ยิ่งทำให้ราชวงศ์จาห์รียะฮ์โกรธแค้นมากขึ้นไปอีก ข้าราชการได้สังหารหมู่ชาวมุสลิมที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูของรัฐเพื่อกดดันราชสำนักชิง จนนำไปสู่การเพิ่มจำนวนสมาชิกราชวงศ์จาห์รียะฮ์ และนำไปสู่การก่อกบฏในปี ค.ศ. 1784 โดยเทียนหวู่

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงซักถามเสนาบดีว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่ทรงงุนงงว่าชาวมุสลิมจากหลายภูมิภาครวมตัวกันก่อกบฏได้อย่างไร พระองค์ทรงถามว่าการสืบสวนพฤติกรรมของชาวมุสลิมโดยหลี่ซื่อเหยาได้รั่วไหลออกมา นำไปสู่การก่อกบฏยุยงปลุกปั่นความรุนแรง โดยบอกกับชาวมุสลิมว่ารัฐบาลจะกำจัดพวกเขาหรือไม่ พระองค์จึงทรงครุ่นคิดว่าคงไม่มีสาเหตุใดเลย และทรงซักถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเพราะเหตุใด เพื่อแก้ไขปัญหาการก่อกบฏในปี ค.ศ. 1784 ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนถูกยึดครองโดยกองทัพชิงเป็นเวลา 50 ปี จนกระทั่งกบฏไท่ผิงทางตอนใต้ของจีนบีบให้ราชวงศ์ชิงต้องย้ายพวกเขาออกจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ส่งผลให้เกิดการก่อกบฏของชาวมุสลิมครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1860 และ 1870 ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ อันเนื่องมาจากความรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้น

คำถามที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกี่ยวกับฮาลาลในศาสนาอิสลามที่ชาวพุทธมองโกลมีในศตวรรษที่ 18 เกิดจากสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ เช่น ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนที่อยู่ติดกับมองโกเลียถูกเสริมกำลังทหาร รัฐบาลชิงประกาศอย่างเป็นทางการว่าชาวมุสลิมต่อต้านราชวงศ์ชิง และศาสนาอิสลามที่รุนแรงและฟื้นฟูกำลังเข้ามาในประเทศจีน[34]

เด็กและสตรีชาวมุสลิมหุยกว่า 1,000 คนจากนิกายซูฟีจาฮ์ริยาในมณฑลกานซูทางตะวันออก ถูกสังหารหมู่โดยนายพลนามว่า หลี่ ซื่อเหยา แห่งราชวงศ์ชิง ระหว่างการลุกฮือในปี ค.ศ. 1784 โดยจางเหวินชิงและเทียนหวู่ ชาวมุสลิมหุยจาฮ์ริยา 3 ปีหลังจากการก่อกบฏในช่วงต้นปี ค.ศ. 1781 โดยสมาชิกชาวซูฟีจาฮ์ริยา เมื่อราชวงศ์ชิงประหารชีวิตหม่าหมิงซิน ผู้นำนิกายซูฟีจาฮ์ริยา รัฐบาลชิงภายใต้การนำของเฉียนหลงได้ออกคำสั่งให้กำจัด “คำสอนใหม่” ของซูฟีจาฮ์ริยา และห้ามมิให้ชาวมุสลิมรับเด็กที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมเป็นบุตรบุญธรรม เปลี่ยนผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมให้เป็นมุสลิม และห้ามมิให้มีการสร้างมัสยิดใหม่ ชาวมุสลิม “คำสอนเก่า” ของซูฟีคาฟีบางคนยังคงรับราชการในกองทัพชิงเพื่อต่อสู้กับชาวมุสลิม “คำสอนใหม่” ของซูฟีจาฮ์ริยา แม้ว่ากฎหมายที่ห้ามมิให้พวกเขาเผยแพร่ศาสนาเหล่านั้นจะมีผลบังคับใช้กับพวกเขาด้วย[35] หลี่ชื่อเหยาเป็นสมาชิกของราชวงศ์ชิงแปดชาติและมีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ชิง

ศาสนาคริสต์

[แก้]

การกดขี่ข่มเหงชาวคริสเตียนมีมาตั้งแต่ในช่วงรัชสมัยจักรพรรดิยงเจิ้ง พอมาถึงรัชสมัยจักรพรรรดิเฉียงหลงก็ยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีก

พระราชวัง

[แก้]
เหล่าพระสนมและพระโอรสธิดาของจักรพรรดิเฉียนหลง
เหล่าพระสนมชของจักรพรรดิเฉียนหลง
จักรพรรดิเฉียนหลงทรงทอดพระเนตรการแข่งขันมวยปล้ำ

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงเป็นผู้รับสั่งให้สร้างขึ้น พระองค์ทรงต่อเติมพระราชวังที่รู้จักกันในชื่อ “สวนแห่งแสงสว่างอันสมบูรณ์” (หรือ “หยวนหมิงหยวน” ปัจจุบันเรียกว่า “พระราชวังฤดูร้อนเดิม”) บนเนินเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง ซึ่งเดิมทีทรงสร้างโดยพระราชบิดา ต่อมาทรงสร้างพระราชวังใหม่สองหลัง คือ “สวนแห่งฤดูใบไม้ผลินิรันดร์”(ฉางชุนหยวน) และ “สวนฤดูใบไม้ผลิอันสง่างาม”(ฉี่ชุนหยวน) ต่อมาพระราชวังฤดูร้อนเก่า มีเนื้อที่จำนวน 860 ตารางเอเคอร์ (350 เฮกตาร์) ซึ่งใหญ่กว่าพระราชวังต้องห้ามถึงห้าเท่า เพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุ 60 พรรษาของพระมารดา จักรพรรดินีฉงชิ่ง พระพันปีหลวง จักรพรรดิเฉียนหลงทรงมีรับสั่งให้ขุดลอกทะเลสาบที่ “สวนแห่งระลอกคลื่นใส” (หรือ “ชิงอี้หยวน” ปัจจุบันเรียกว่า “พระราชวังฤดูร้อน”) ตั้งชื่อทะเลสาบแห่งนี้ว่า “ทะเลสาบคุนหมิง” และบูรณะพระราชวังริมฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ

สไตล์ยุโรป

[แก้]

สำหรับพระราชวังฤดูร้อนเก่า จักรพรรดิเฉียนหลงทรงมอบหมายให้จูเซปเป กัสตีโยเน นักบวชเยซูอิตชาวอิตาลี ก่อสร้างซีหยางโหลว หรือคฤหาสน์แบบตะวันตก เพื่อสนองรสนิยมในการสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างและวัตถุโบราณอันแปลกตา พระองค์ยังทรงมอบหมายให้มิเชล เบอนัวต์ นักบวชเยซูอิตชาวฝรั่งเศส ออกแบบระบบน้ำและน้ำพุแบบตั้งเวลา พร้อมด้วยเครื่องจักรและท่อใต้ดิน เพื่อความบันเทิงของราชวงศ์ ฌอง เดนิส อัตตีเรต์ นักบวชเยซูอิตชาวฝรั่งเศส ยังเป็นจิตรกรประจำพระองค์ด้วย ฌอง-ดามัสซีน ซัลลุสตี ยังเป็นจิตรกรประจำราชสำนักด้วย พระองค์ร่วมในการออกแบบภาพพิมพ์ทองแดงสมรภูมิรบ ร่วมกับกัสตีโยเนและอิกเนเชียส ซิเชลบาร์ต

สถาปัตยกรรมแบบอื่น ๆ

[แก้]

ในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง หอคอยมัสยิคเอหมินได้ถูกสร้างขึ้นในเมืองทูร์ฟานเพื่อรำลึกถึงเอหมิน โคจา ผู้นำชาวอุยกูร์จากทูร์ฟานที่ยอมเป็นข้ารับใช้ของจักรวรรดิชิงเพื่อขอความช่วยเหลือจากราชวงศ์ชิงในการต่อสู้กับชาวซุงการ์

ทายาทของราชวงศ์หมิง

[แก้]

ในปี ค.ศ. 1725 จักรพรรดิหย่งเจิ้งได้พระราชทานบรรดาศักดิ์โหวในการสืบตระกูลให้แก่ผู้สืบเชื้อสายของจู จื้อเหลียน ผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์หมิง จูยังได้รับเงินจากรัฐบาลชิงให้ประกอบพิธีกรรม ณ สุสานราชวงศ์หมิง และแต่งตั้งธงขาวธรรมดาของจีนให้เข้าร่วมในแปดธง จูได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ "ท่าวโหวแห่งความสง่างามอันยาวนาน" ในปี ค.ศ. 1750 หลังจากสิ้นพระชนม์ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์นี้สืบทอดต่อกันมา 12 ชั่วอายุคนในราชวงศ์จนกระทั่งสิ้นราชวงศ์ชิง อย่างไรก็ตาม เป็นที่ถกเถียงกันว่าแท้จริงแล้ว จู จื้อเหลียนไม่มีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย

ระบบกองธง

[แก้]

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงก่อตั้งนโยบาย “การทำให้เป็นชาวแมนจู” ในระบบแปดกองธง ซึ่งเป็นระบบการทหารและสังคมพื้นฐานของราชวงศ์ ในช่วงต้นยุคราชวงศ์ชิง พระเจ้าหนูเอ่อร์ฮาชื่อและหวังไท่จี๋ได้จำแนกอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของชาวแมนจูและชาวฮั่นภายในระบบแปดธงตามวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภาษา แทนที่จะจำแนกตามเชื้อสายหรือลำดับวงศ์ตระกูล ชาวฮั่นเป็นส่วนสำคัญของระบบแปดธง จักรพรรดิเฉียนหลงได้เปลี่ยนนิยามนี้ให้เป็นคำว่า “เชื้อสาย” และทรงปลดกำลังพลชาวฮั่นจำนวนมาก พร้อมกระตุ้นให้ชาวแมนจูปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม ภาษา และทักษะการต่อสู้ของตน จักรพรรดิได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับอัตลักษณ์ของชาวฮั่นธงโดยกล่าวว่าพวกเขาควรได้รับการมองว่ามีวัฒนธรรมเดียวกันและมีเชื้อสายบรรพบุรุษเดียวกันกับพลเรือนชาวฮั่น ในทางกลับกัน พระองค์ทรงเน้นย้ำด้านการต่อสู้ของวัฒนธรรมแมนจูและสถาปนาการล่าของจักรพรรดิประจำปีขึ้นใหม่ ซึ่งเริ่มต้นโดยปู่ของพระองค์ โดยนำกองทหารจากชาวแมนจูและมองโกลไปยังพื้นที่ล่าสัตว์มู่หลานทุกฤดูใบไม้ร่วงเพื่อทดสอบและพัฒนาทักษะของพวกเขา

ทัศนะของจักรพรรดิเฉียนหลงที่มีต่อชาวฮั่นในสมัยราชวงศ์ฮั่นนั้นแตกต่างจากทัศนะของพระอัยกา โดยทรงเห็นว่าความจงรักภักดีในตัวเองเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด พระองค์ทรงสนับสนุนชีวประวัติที่พรรณนาถึงชาวฮั่นในสมัยราชวงศ์ฮั่นที่แปรพักตร์จากราชวงศ์หมิงไปสู่ราชวงศ์ชิงในฐานะผู้ทรยศและยกย่องผู้ภักดีต่อราชวงศ์หมิง รายชื่อและการละเว้นรายชื่อผู้ทรยศของจักรพรรดิเฉียนหลงบางส่วนนั้นมีลักษณะทางการเมือง การกระทำบางอย่างเหล่านี้รวมถึงหลี่หย่งฟาง (เพราะไม่ชอบหลี่ซื่อเหยา ลูกหลานของหลี่หย่งฟาง) และการขับไล่หม่าหมิงเป่ย (เพราะกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของหม่าสงเจิน บุตรชาย)

การระบุตัวตนและการใช้แทนกันได้ระหว่าง "ชาวแมนจู" และ "ชาวธง" (ฉีเหริน) เริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 17 ชาวธงถูกแบ่งแยกออกจากพลเรือน (Chinese: Minren, Manchu: Irgen; or Chinese: Hanren, Manchu: Nikan) และคำว่า "ชาวธง" เริ่มมีความหมายเหมือนกับคำว่า "แมนจู" ในความเข้าใจทั่วไป จักรพรรดิเฉียนหลงทรงเรียกชาวธงทุกคนว่าแมนจู และกฎหมายของราชวงศ์ชิงไม่ได้กล่าวถึง "แมนจู" แต่กล่าวถึง "ชาวธง"

ราชวงศ์ชิงได้ย้ายกลุ่มผู้ถือธงชาวจีนฮั่นจำนวนมากเข้าสู่ธงแมนจู ทำให้เชื้อชาติของพวกเขาเปลี่ยนจากชาวจีนฮั่นเป็นชาวแมนจู ผู้ถือธงชาวจีนฮั่นที่มีพื้นเพเป็นไท่หนี่ (台尼堪) และฟู่ซีหนี่ (抚顺尼堪) ถูกย้ายเข้าสู่ธงแมนจูในปี ค.ศ. 1740 ตามพระบัญชาของจักรพรรดิเฉียนหลง ระหว่างปี ค.ศ. 1618 ถึง 1629 ชาวฮั่นจากเหลียวตง ซึ่งต่อมากลายเป็นฟู่ซีหนี่และไท่หนี่ ได้แปรพักตร์ไปอยู่กับชาวแมนจู (Jurchens)[84] ตระกูลแมนจูที่มีเชื้อสายจีนฮั่นเหล่านี้ยังคงใช้นามสกุลฮั่นดั้งเดิมของตน และถูกระบุว่ามีเชื้อสายฮั่นในรายชื่อตระกูลแมนจูของราชวงศ์ชิง[36][37][38][39]

มาตราการต่อต้านอาวุธปืน

[แก้]

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงมีพระบรมราชโองการให้ชาวโซลอนหยุดใช้ปืนไรเฟิลและฝึกยิงธนูแบบดั้งเดิมแทน จักรพรรดิทรงออกพระราชกฤษฎีกาให้ออกเหรียญเงินสำหรับปืนที่ส่งมอบให้แก่รัฐบาล[40]

อัตลักษณ์ทางการเมืองและนโยบายชายแดนของจีน

[แก้]

นักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางการเมืองและนโยบายชายแดนของจีนในรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลง

ตามที่เอ็มมา จินฮัว เติ้ง กล่าวไว้ว่า มุมมองของราชวงศ์หมิงก่อนหน้านี้เกี่ยวกับจักรวรรดิคือการแบ่งแยกทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์อย่างชัดเจนระหว่างชาวจีนผู้มีศิวิไลซ์แล้วกับ "คนป่าเถื่อน" ที่อยู่รอบข้าง เนื่องจากจักรวรรดิชิงขยายอาณาเขตออกไปไกลเกินพรมแดนของราชวงศ์หมิง จึงจำเป็นต้องมีแนวคิดเกี่ยวกับจักรวรรดิที่แตกต่างออกไป มุมมองของจักรพรรดิเฉียนหลงเกี่ยวกับจักรวรรดิชิงเน้นย้ำอุดมการณ์ "ห้าชาติใต้ฟ้า" ซึ่งชาวฮั่น ชาวแมนจู ชาวมองโกล ชาวทิเบต และชาวมุสลิมฮุย เป็นอาณาจักรหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันภายใต้ร่มเงาของจักรวรรดิชิง แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์หรืออาณาจักรต่างก็มีประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งรัฐชิง[41]

ตามคำกล่าวของจ้าว กัง จักรพรรดิเฉียนหลงทรงระบุว่าจีนและจักรวรรดิชิงมีความเท่าเทียมกัน และในสนธิสัญญาและเอกสารทางการทูต จักรวรรดิชิงเรียกตัวเองว่า "จีน" หรือ จงกั้ว (แปลตรงตัวว่า 'รัฐกลาง')[42] เขายังชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า จักรพรรดิเฉียนหลงทรงปฏิเสธแนวคิดเดิมที่ว่าเฉพาะชาวฮั่นเท่านั้นที่จะเป็นพลเมืองของจีนได้ และเฉพาะดินแดนของชาวฮั่นเท่านั้นที่จะถือเป็นส่วนหนึ่งของจีนได้ ดังนั้นพระองค์จึงทรงกำหนดนิยามใหม่ของจีนว่าเป็นสังคมพหุชาติพันธุ์อันเป็นผลมาจากการขยายอาณาเขต โดยพระองค์ทรงตรัสในปี ค.ศ. 1755 ว่า "มีทัศนะเกี่ยวกับจีนอยู่ทัศนะหนึ่งที่ว่า ผู้ที่ไม่ใช่ชาวฮั่นไม่สามารถเป็นพลเมืองของจีนได้ และดินแดนของพวกเขาไม่สามารถรวมเข้ากับดินแดนของจีนได้ ทัศนะนี้ไม่ได้สะท้อนความเข้าใจของราชวงศ์เราเกี่ยวกับจีน แต่เป็นความเข้าใจของราชวงศ์ฮั่น ถัง ซ่ง และหมิงในอดีตต่างหาก"[43] จักรพรรดิเฉียนหลงทรงเปรียบเทียบความสำเร็จของพระองค์กับความสำเร็จของราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถังในออกพจญภัยสู่เอเชียกลาง[44]

การตั้งถิ่นฐานของชาวฮั่น

[แก้]

รัฐบาลชิงได้โยกย้ายชาวนาที่เป็นชาวฮั่นจากทางเหนือของจีนมายังพื้นที่ริมแม่น้ำเหลียว เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ให้สามารถทำการเพาะปลูกได้อีกครั้ง[45] พื้นที่รกร้างถูกยึดครองโดยผู้จับจองที่ดินชาวฮั่น รวมถึงชาวฮั่นกลุ่มอื่นๆ ที่เช่าที่ดินจากเจ้าของที่ดินชาวแมนจู[46] แม้ว่ารัฐบาลชิงจะห้ามการตั้งถิ่นฐานของชาวฮั่นในดินแดนของชาวแมนจูและมองโกลอย่างเป็นทางการ แต่ในศตวรรษที่ 18 รัฐบาลชิงก็ตัดสินใจให้ผู้ลี้ภัยชาวฮั่นจากทางเหนือของจีนที่ประสบกับความอดอยาก น้ำท่วม และภัยแล้ง ไปตั้งรกรากในแมนจูเรียและมองโกเลียใน ด้วยเหตุนี้ ในช่วงทศวรรษ 1780 ชาวฮั่นจึงทำการเกษตรบนพื้นที่ 500,000 เฮกตาร์ในแมนจูเรีย และหลายหมื่นเฮกตาร์ในมองโกเลียใน[47] จักรพรรดิเฉียนหลงทรงอนุญาตให้ชาวนาฮั่นที่ประสบภัยแล้งอพยพเข้าไปในแมนจูเรีย แม้ว่าพระองค์จะออกพระราชกฤษฎีกาห้ามไม่ให้พวกเขาเข้าไปในช่วงปี ค.ศ. 1740 ถึง ค.ศ. 1776 ก็ตาม[48] ชาวนาฮั่นที่เช่าที่ดินซึ่งได้ให้เช่าหรือแม้กระทั่งอ้างสิทธิ์ในที่ดินจาก "ที่ดินของจักรพรรดิ" และพื้นที่ชายแดนของชาวแมนจูในบริเวณนั้น[49] นอกจากการอพยพเข้าไปในพื้นที่เหลียวทางตอนใต้ของแมนจูเรียแล้ว เส้นทางที่เชื่อมระหว่างจินโจว เฟิงเทียน เทียนหลิง ฉางชุน หูหลุน และหนิงกู่ต้า ก็เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวฮั่นในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงเช่นกัน และชาวฮั่นกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ในเขตเมืองของแมนจูเรียภายในปี ค.ศ. 1800[50] เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่คลังหลวง รัฐบาลชิงได้ขายที่ดินตามแนวแม่น้ำซงฮวา ซึ่งเดิมเป็นของชาวแมนจูโดยเฉพาะ ให้แก่ชาวฮั่นในช่วงต้นรัชสมัยของจักรพรรดิเต้ากวง และชาวฮั่นก็เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองส่วนใหญ่ของแมนจูเรียภายในทศวรรษ 1840 ตามที่เอวาริสต์ เรจิส ฮุค กล่าวไว้[51]

ปีสุดท้าย

[แก้]
จักรพรรดิเฉียนหลงในวัยชรา

คนรับใช้ที่ติดตามคณะทูตอังกฤษไปยังราชสำนักชิงในปี ค.ศ. 1793 ได้บรรยายถึงจักรพรรดิเฉียนหลงในช่วงบั้นปลายชีวิตว่า:

จักรพรรดิทรงมีความสูงประมาณห้าฟุตสิบนิ้ว รูปร่างเพรียวบางแต่สง่างาม ผิวพรรณค่อนข้างขาวใส แม้ว่าพระเนตรจะคล้ำ พระนาสิกดูโดดเด่นดั่งงอยปากนกอินทรี และรูปหน้าโดยรวมมีความสมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งไม่ได้บ่งบอกถึงพระชนมายุมากอย่างที่กล่าวกัน พระองค์มีพระพักตร์ที่ดึงดูดใจ และพระสง่าราศีของพระองค์มาพร้อมกับความอ่อนโยน ซึ่งโดยไม่ลดทอนศักดิ์ศรีของเจ้าชาย กลับแสดงให้เห็นถึงอุปนิสัยที่น่ารักของพระองค์ ฉลองพระองค์ประกอบด้วยเสื้อคลุมหลวมๆ ทำจากผ้าไหมสีเหลือง หมวกกำมะหยี่สีดำมีลูกบอลสีแดงอยู่ด้านบน และประดับด้วยขนนกยูง ซึ่งเป็นเครื่องหมายพิเศษของขุนนางชั้นสูง พระองค์ทรงสวมรองเท้าบู๊ตผ้าไหมปักด้ายทอง และคาดผ้าคาดเอวสีน้ำเงิน.[52]

ในช่วงบั้นปลายชีวิต จักรพรรดิเฉียนหลงทรงลุ่มหลงในอำนาจและเกียรติยศ ทรงผิดหวังและพึงพอพระทัยในรัชสมัยของพระองค์ และเริ่มวางใจในข้าราชการทุจริต เช่น หยูหมินจงและเหอเซิน

เนื่องจากเหอเซินเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งสูงสุดและเป็นที่โปรดปรานที่สุดของจักรพรรดิเฉียนหลงในขณะนั้น การบริหารราชการแผ่นดินจึงอยู่ในมือของเขา ในขณะที่จักรพรรดิเองก็ทรงดื่มด่ำกับศิลปะ ความหรูหรา และวรรณกรรม เมื่อเหอเซินถูกประหารชีวิตโดยจักรพรรดิเจียชิ่ง รัฐบาลชิงจึงพบว่าทรัพย์สินส่วนตัวของเหอเซินมีมูลค่ามากกว่าคลังของจักรวรรดิชิงที่ร่อยหรอลงไปถึง 900 ล้านตำลึง ซึ่งเป็นเงินสำรองของราชสำนักชิงตลอด 12 ปี

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงเริ่มต้นรัชสมัยด้วยเงินคลังส่วนเกินประมาณ 33.95 ล้านตำลึงเงิน ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดในรัชสมัยของพระองค์ ประมาณปี ค.ศ. 1775 แม้จะมีการลดภาษีเพิ่มเติมแล้ว เงินคลังส่วนเกินก็ยังคงสูงถึง 73.9 ล้านตำลึงเงิน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยมีมาก่อนในสมัยของจักรพรรดิคังซีและจักรพรรดิหย่งเจิ้ง ซึ่งทั้งสองพระองค์ต่างก็ดำเนินนโยบายลดภาษีที่โดดเด่นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น การยักยอกและการทุจริตของเจ้าหน้าที่ในระยะยาว การเดินทางไปทางใต้บ่อยครั้ง การก่อสร้างพระราชวังขนาดใหญ่ การทำสงครามและการปราบปรามกบฏหลายครั้ง รวมถึงวิถีชีวิตที่ฟุ่มเฟือยของพระองค์เอง ทั้งหมดนี้ทำให้คลังหลวงต้องสูญเสียเงินไปทั้งหมด 150.2 ล้านตำลึงเงิน

ปัจจัยนี้ ประกอบกับพระชันษาที่เพิ่มมากขึ้นของพระองค์ และการขาดการปฏิรูปทางการเมือง นำไปสู่จุดเริ่มต้นของการเสื่อมถอยอย่างค่อยเป็นค่อยไปและการล่มสลายในที่สุดของจักรวรรดิชิง ซึ่งส่งผลเสียต่อชีวิตทางการเมืองของพระองค์

คณะราชฑูต

[แก้]

คณะราชฑูตดูรานีอัฟกัน

[แก้]

คณะราชฑูตแม็คคาร์ทนีย์

[แก้]
คณะราชฑูตของลอร์ดแม็คคาร์ทนีย์, ค.ศ. 1793
นักบวชเยซูอิดชาวฝรั่งเศส นามว่า ฌอง โจเซฟ มารี อามิโอต์ (ค.ศ. 1718–1793) เป็นข้าราชสำนักทำหน้าที่เป็นนักแปลภาษาตะวันตกอย่างเป็นทางการให้กับจักรพรรดิเฉียนหลง
ภาพประกอบแสดงถึงคณะผู้แทนจากยุโรปชุดสุดท้ายที่ได้รับการต้อนรับ ณ ราชสำนักของจักรพรรดิเฉียนหลงในปี ค.ศ. 1795 – ไอแซค ทิตซิงห์ (ชายชาวยุโรปที่นั่งอยู่ทางซ้าย ซึ่งสวมหมวก) และ A.E. ฟาน บราม ฮูคเกสต์ (ชายชาวยุโรปที่นั่งทางซ้ายถัดไป ซึ่งไม่สวมหมวก)

การค้าที่ถูกกฎหมายในทะเลจีนใต้ได้กลับมาดำเนินการอีกครั้งในปี ค.ศ. 1727 แต่บริษัทอินเดียตะวันออกได้พบว่าราคาสินค้าและภาษีที่หนิงปัวนั้นต่ำกว่าที่กว่างโจวมาก จึงเริ่มย้ายการค้าไปทางเหนือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1755 ถึง 1757 จักรพรรดิเฉียนหลงทรงพยายามยับยั้งเรื่องนี้ด้วยการขึ้นค่าธรรมเนียมแต่ไม่สำเร็จ ในฤดูหนาวปี ค.ศ. 1757 พระองค์จึงประกาศว่า ตั้งแต่ปีถัดไปเป็นต้นไป กว่างโจว (ซึ่งในขณะนั้นเขียนเป็นภาษาโรมันว่า "แคนตัน") จะเป็นท่าเรือจีนเพียงแห่งเดียวที่อนุญาตให้พ่อค้าต่างชาติเข้ามาค้าขายได้ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของระบบกว่างโจว พร้อมด้วยกลุ่มพ่อค้าจีนสิบกว่าคนที่เรียกว่า โคฮง และโรงงานสิบสามแห่ง

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 มหาอำนาจยุโรปเริ่มกดดันให้จีนเพิ่มการค้าต่างประเทศที่กำลังเฟื่องฟูอยู่แล้ว และต้องการตั้งฐานที่มั่นบนชายฝั่งจีน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่จักรพรรดิเฉียนหลงผู้ชราภาพทรงต่อต้าน ในปี ค.ศ. 1793 พระเจ้าจอร์จที่ 3 ทรงส่งคณะผู้แทนขนาดใหญ่ไปยื่นข้อเรียกร้องโดยตรงต่อจักรพรรดิในกรุงปักกิ่ง โดยมีจอร์จ แมคคาร์ทนีย์ หนึ่งในนักการทูตที่มากประสบการณ์ที่สุดของประเทศเป็นหัวหน้าคณะฑูต ชาวอังกฤษได้ส่งตัวอย่างสินค้าที่จะนำไปขายในจีน ซึ่งถูกตีความผิดว่าเป็นเครื่องบรรณาการที่มีคุณภาพต่ำ

นักประวัติศาสตร์ทั้งในจีนและต่างประเทศต่างนำเสนอความล้มเหลวของภารกิจในการบรรลุเป้าหมายว่าเป็นสัญลักษณ์ของการที่จีนปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลงและไร้ความสามารถในการพัฒนาให้ทันสมัย ​​พวกเขาอธิบายถึงการปฏิเสธดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่า การปฏิสัมพันธ์กับอาณาจักรต่างชาติจำกัดอยู่เพียงรัฐบรรณาการที่อยู่ใกล้เคียงเท่านั้น นอกจากนี้ มุมมองโลกของทั้งสองฝ่ายยังไม่สอดคล้องกัน โดยจีนยึดมั่นในความเชื่อที่ว่าจีนเป็น "อาณาจักรศูนย์กลาง" อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการตีพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเยือนครั้งนี้อย่างครบถ้วนในทศวรรษ 1990 ข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ก็ถูกท้าทาย นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งกล่าวถึงจักรพรรดิและราชสำนักว่าเป็น "นักการเมืองที่ชาญฉลาดและมีความสามารถอย่างชัดเจน" และสรุปว่าพวกเขาดำเนินการภายใต้ขอบเขตอำนาจการปกครองสากลของราชวงศ์ชิง พวกเขาตอบสนองต่อรายงานการขยายอำนาจของอังกฤษในอินเดียอย่างรอบคอบโดยการประนีประนอมกับอังกฤษด้วยคำสัญญาที่ไม่ระบุรายละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารและการสูญเสียการค้า

แมคคาร์ทนีย์ได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าจักรพรรดิเฉียนหลงเป็นเวลาสองวัน โดยวันที่สองตรงกับวันคล้ายวันประสูติปีที่ 82 ของจักรพรรดิ ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับลักษณะของการเข้าเฝ้าและระดับของพิธีการที่เกิดขึ้น แมคคาร์ทนีย์เขียนว่าเขาปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ทูตการค้าของอังกฤษคุกเข่าและแสดงการโค้งคำนับที่เรียกกันว่า โค่วโถว(การมอบกราบ) และการถกเถียงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงยังคงดำเนินต่อไป โดยมีบันทึกความคิดเห็นที่แตกต่างกันจากข้าราชบริพารราชวงศ์ชิงและผู้แทนอังกฤษ

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงมอบจดหมายฉบับหนึ่งให้แมคคาร์ทนีย์เพื่อส่งต่อให้พระมหากษัตริย์อังกฤษ โดยทรงระบุเหตุผลที่พระองค์ไม่ยอมทำตามคำขอของแมคคาร์ทนีย์:

เมื่อวานนี้ท่านทูตได้ยื่นคำร้องต่อรัฐมนตรีของข้า เพื่อขอให้บันทึกเรื่องการค้าของท่านกับจีนไว้ แต่ข้อเสนอของท่านไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมราชวงศ์ของเราและไม่อาจรับพิจารณาได้ ที่ผ่านมาทุกชาติในยุโรป รวมถึงพ่อค้าชาวป่าเถื่อนจากประเทศของท่านเอง ได้ทำการค้ากับจักรวรรดิสวรรค์ของเราที่เมืองกวางโจวมาโดยตลอด นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมานานหลายปีแล้ว แม้ว่าจักรวรรดิสวรรค์ของเราจะมีทุกสิ่งทุกอย่างอย่างอุดมสมบูรณ์และไม่มีสินค้าใดขาดแคลนภายในพรมแดนของตนเองก็ตาม

คำขอของท่านสำหรับเกาะเล็กๆ ใกล้กับฉู่ชาน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและคลังสินค้าของพ่อค้าของท่าน เกิดจากความปรารถนาที่จะพัฒนาการค้า... นอกจากนี้ โปรดพิจารณาว่า อังกฤษไม่ใช่ดินแดนป่าเถื่อนเพียงแห่งเดียวที่ต้องการสร้างการค้ากับจักรวรรดิของเรา สมมติว่าชาติอื่นๆ เลียนแบบตัวอย่างที่ชั่วร้ายของท่านและขอร้องให้ข้ามอบที่ดินเพื่อการค้าให้แก่พวกเขาทุกชาติ ข้าจะยอมทำตามคำขอได้อย่างไร? นี่เป็นการละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติของจักรวรรดิของข้าอย่างโจ่งแจ้งและไม่อาจยอมรับได้.

จนถึงบัดนี้ พ่อค้าชาวป่าเถื่อนจากยุโรปได้รับการจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและทำการค้าที่แน่นอน ณ เมืองเอ้าเหมิน และถูกห้ามมิให้รุกล้ำเกินขอบเขตที่กำหนดไว้แม้แต่นิ้วเดียว... หากยกเลิกข้อจำกัดเหล่านี้ ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นระหว่างชาวจีนและพลเมืองชาวป่าเถื่อนของคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...

เกี่ยวกับการบูชาเจ้าแห่งสวรรค์ของประเทศท่านนั้น เป็นศาสนาเดียวกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป นับตั้งแต่เริ่มต้นประวัติศาสตร์ จักรพรรดิผู้ทรงปัญญาและผู้ปกครองที่ชาญฉลาดได้ประทานระบบศีลธรรมและปลูกฝังหลักจรรยาบรรณให้แก่ประเทศจีน ซึ่งประชาชนจำนวนนับไม่ถ้วนของข้าได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ไม่มีใครปรารถนาหลักคำสอนนอกรีต แม้แต่ข้าราขการชาวยุโรป (มิชชันนารี) ในเมืองหลวงของข้าก็ถูกห้ามไม่ให้ติดต่อกับประชาชนชาวจีน...[53]


จดหมายฉบับนี้ไม่เป็นที่รู้จักของสาธารณชนจนกระทั่งปี ค.ศ. 1914 เมื่อมีการแปล และต่อมาถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของการที่จีนปฏิเสธที่จะพัฒนาให้ทันสมัย

ข้อสรุปของแมคคาร์ทนีย์ในบันทึกความทรงจำของเขาได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง

คณะราชฑูตทิตซิงห์

[แก้]

คณะทูตชาวดัตซ์ได้เดินทางมาถึงราชสำนักของจักรพรรดิเฉียนหลงในปี ค.ศ. 1795 ซึ่งนับเป็นครั้งสุดท้ายที่ชาวยุโรปปรากฏตัวต่อหน้าราชสำนักชิงในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจักรวรรดิจีนแบบดั้งเดิม.[54]

ไอแซค ทิตซิงห์ ตัวแทนผลประโยชน์ของชาวดัตช์และบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ ได้เดินทางไปยังปักกิ่งในปี ค.ศ. 1794–1795 เพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ชันษาแห่งการครองราชย์ของจักรพรรดิเฉียนหลง คณะผู้แทนของทิทซิงห์ยังได้รวมถึง อันเดรียส เอเวอร์ราดัส ฟาน บราม ฮูคเกสต์ ชาวดัตช์-อเมริกันอีกด้วย[55] ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางของคณะทูตไปยังราชสำนักชิงนั้น ได้รับการตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปในเวลาต่อมา คริสเตียน-หลุยส์-โจเซฟ เดอ กีญส์ ผู้แปลงานของทิตซิงห์เป็นภาษาฝรั่งเศส ได้ตีพิมพ์บันทึกเรื่องราวภารกิจของทิตซิงห์ในปี ค.ศ. 1808 ในชื่อ Voyage a Pékin, Manille et l'Ile de France ซึ่งให้มุมมองที่แตกต่างและเป็นข้อมูลที่ใช้โต้แย้งรายงานอื่นๆ ที่เผยแพร่อยู่ในขณะนั้นได้อย่างมีประโยชน์ ทิตซิงห์เสียชีวิตก่อนที่จะได้ตีพิมพ์บันทึกเรื่องราวในมุมมองของเขา

ตรงกันข้ามกับแมคคาร์ทนีย์ ไอแซค ทิตซิงห์ ทูตชาวดัตช์และบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตซ์(VOC) ในปี ค.ศ. 1795 ไม่ได้ปฏิเสธที่จะกระทำโค่วโถว ในปีต่อมาหลังจากที่แมคคาร์ทนีย์ปฏิเสธ ทิตซิงห์และเพื่อนร่วมงานของเขาได้รับการยกย่องอย่างมากจากชาวจีน เนื่องจากสิ่งที่ถูกตีความว่าเป็นการปฏิบัติตามมารยาทในราชสำนักอย่างเหมาะสม

สละราชบัลลังก์

[แก้]

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1795 จักรพรรดิเฉียนหลงทรงประกาศอย่างเป็นทางการว่า ในฤดูใบไม้ผลิของปีถัดมา พระองค์จะสละราชสมบัติโดยสมัครใจ เมื่อมีพระชนมายุ 85 พรรษา และทรงสืบทอดราชบัลลังก์ให้แก่พระราชโอรสของพระองค์ มีเรื่องเล่ากันว่า ในปีที่ขึ้นครองราชย์ จักรพรรดิเฉียนหลงทรงให้สัญญาไว้ว่าจะไม่ครองราชย์นานกว่าพระอัยกาของพระองค์ คือ จักรพรรดิคังซี ซึ่งครองราชย์เป็นเวลา 61 ปี ในอีกสามปีถัดมา พระองค์ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ไท่ซ่างหวง (หรือจักรพรรดิกิตติมศักดิ์; 太上皇) แม้ว่าพระองค์จะยังคงครองราชย์ต่อไป และจักรพรรดิเจียชิ่งก็ทรงครองราชย์เพียงในนาม

จักรพรรดิเฉียนหลงทรงคาดการณ์ว่าจะทรงย้ายออกจากพระที่นั่งหย่างซินในพระราชวังต้องห้าม ตามธรรมเนียมแล้ว ห้องโถงนี้ได้รับการอุทิศให้เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้น และในปี ค.ศ. 1771 จักรพรรดิจึงทรงมีพระบรมราชโองการให้เริ่มการก่อสร้างสิ่งที่เดิมทีตั้งใจไว้ว่าจะเป็นที่พักสำหรับพระราชกรณียกิจในราชสำนักส่วนอื่นของพระราชวังต้องห้าม คือ วังอายุมงคลวัฒนสันติ (หนิงโซ่วกง) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ พระราชอุทยานเฉียนหลง (เฉียนหลงฮวาหยวน) พระองค์ไม่เคยทรงย้ายเข้าไปพักในพระที่นั่งสำหรับเกษียณในพระราชอุทยานเฉียนหลง และเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1799 อาคารหลังนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1776 ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการบูรณะเป็นเวลาสิบปี โดยนำโดยพิพิธภัณฑ์พระราชวังในกรุงปักกิ่งและกองทุนอนุสรณ์สถานโลก (WMF) ห้องชุดแรกที่ได้รับการบูรณะคือ ห้องชุดแห่งความเหนื่อยล้าจากการบำเพ็ญเพียรของจักรพรรดิเฉียนหลง (ฮวนชินไจ้) เริ่มจัดแสดงนิทรรศการในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2010

พระบรมวงศานุวงศ์

[แก้]

พระภรรยาเจ้าและพระภรรยา

[แก้]
ฮองเฮา (皇后)
[แก้]
พระบรมสาลิสลักษณ์ พระนาม/พระราชอิสริยยศ ที่ประทับ พระราชบุตร พระราชสกุลเดิม
จักรพรรดินีเซี่ยวเสียนฉุน

(孝賢純皇后; 28 มีนาคม 1712 – 8 เมษายน 1748 )

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกยงเจิ้ง

  • ตี๋ฝูจิ้น(嫡福晉 ; 1727–1735)

รัชศกเฉียนหลง

  • ฮองเฮา (皇后 ; 23 มกราคม 1738)
  • เซี่ยวเสียนฮองเฮา (孝賢皇后 ; 16 มิถุนายน 1748)

รัชศกเจียชิ่ง

  • จักรพรรดินีเซี่ยวเสียนฉุน (孝賢純皇后 ; 1799)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักฉู่ซิ่ว (儲秀宮)
  • ตำหนักฉางชุน (長春宮)
พระราชโอรส
  • รัชทายาทตวนฮุ่ย (端慧皇太子) องค์ชายรองหย่งเหลียน (永璉,1730–1738)
  • เจ๋อชินอ๋อง (哲親王) สถาปนาหลังสิ้นพระชนม์ องค์ชายเจ็ดหย่งสง (永琮,1746–1747)

พระราชธิดา

พระราชโอรสบุญธรรม

พระราชธิดาบุญธรรม

  • องค์หญิงเหอซั่วเหอหวั่น (和硕和婉公主)
พระราชสกุลเดิม
  • สกุลฟู่ฉา (富察氏)

กองธง

จักรพรรดินีจี้

(繼皇后)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกยงเจิ้ง

  • เช่อฝูจิ้น (側福晉 ; 2 ธันวาคม 1734)

รัชศกเฉียนหลง

  • เสียนเฟย (嫻妃 ; 23 มกราคม 1738)
  • เสียนกุ้ยเฟย (嫻貴妃 ; 9 ธันวาคม 1745)
  • หวงกุ้ยเฟย (皇貴妃; 20 พฤษภาคม 1749)
  • ฮองเฮา (皇后; 2 กันยายน 1750)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักเฉิงเฉียน (承乾宮)
  • ตำหนักอี้คุน (翊坤宫)
พระราชโอรส

พระราชธิดา

  • องค์หญิงห้า (ไม่ปรากฏพระนาม) (1753-1755)

พระราชโอรสบุญธรรม

พระราชสกุลเดิม
  • สกุลน่าลา (那拉氏)

กองธง

จักรพรรดินีเซี่ยวอี๋ฉุน

(孝儀纯皇后)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • เว่ยกุ้ยเหริน(魏貴人 ; 1745)
  • ลิ่งผิน(令嬪 ; 9 ธันวาคม 1745)
  • ลิ่งเฟย(令妃; 20 พฤษภาคม 1749)
  • ลิ่งกุ้ยเฟย(令貴妃 ; 3 กุมภาพันธ์ 1760)
  • หวงกุ้ยเฟย (皇貴妃 ; 28 กรกฎาคม 1765)
  • หลิงอี้หวงกุ้ยเฟย(令懿皇貴妃 ; 12 มีนาคม 1775)
  • เซี่ยวอี๋ฮองเฮา(孝儀皇后 ; 1796)

รัชศกเจียชิ่ง

  • จักรพรรดินีเซี่ยวอี๋ฉุน (孝儀纯皇后 ; 1799)
รัชสมัยเฉียนหลง
  • ตำหนักฉู่ซิ่ว (儲秀宮)
พระราชโอรส

พระราชธิดา

พระราชโอรสบุญธรรม

  • เฉิงเจ๋อชินอ๋อง (成哲親王,1789-1823) เจ้าชายสิบเอ็ดหย่งซิง (永瑆,1752–1823)
พระราชสกุลเดิม
  • สกุลเว่ย (魏氏)
  • สกุลเว่ยเจีย (魏佳氏)

กองธง

หวงกุ้ยเฟย (皇貴妃)
[แก้]
พระบรมสาลิสลักษณ์ พระนาม/พระราชอิสริยยศ ที่ประทับ พระราชบุตร พระราชสกุลเดิม/กองธง
ฮุ่ยเสียนหวงกุ้ยเฟย

(慧賢皇貴妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกยงเจิ้ง

  • เก๋อเก๋อ(格格 ; ไม่ระบุ)
  • เช่อฝูจิ้น(側福晉; 4 เมษายน 1734)

รัชศกเฉียนหลง

  • เกากุ้ยเฟย(高貴妃 ; 23 มกราคม 1738)
  • ฮุ่ยเสียนหวงกุ้ยเฟย (慧賢皇貴妃 ; 26 กุมภาพันธ์ 1745)
  • ตำหนักจงชุ่ย (鐘粹宮)
  • ตำหนักหย่งโซ่ว (永壽宮)
พระราชสกุลเดิม
  • สกุลเกาเจีย (高佳)

กองธง

เจ๋อหมิ่นหวงกุ้ยเฟย

(哲憫皇貴妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกยงเจิ้ง

  • เก๋อเก๋อ(格格 ; ไม่ระบุ)

รัชศกเฉียนหลง

  • เจ๋อเฟย(哲妃 ; พฤศจิกายน/ธันวาคม 1736)
  • หวงกุ้ยเฟย(皇貴妃; 24 กุมภาพันธ์ 1745)
  • เจ๋อหมิ่นหวงกุ้ยเฟย (哲憫皇貴妃 ; พฤษภาคม 1745)
พระราชโอรส

พระราชธิดา

  • องค์หญิงรอง (ไม่ปรากฏพระนาม) (1731)
พระราชสกุลเดิม
  • สกุลฟู่ฉา (富察氏)

กองธง

ซูเจียหวงกุ้ยเฟย

(淑嘉皇貴妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกยงเจิ้ง

  • เก๋อเก๋อ(格格 ; ไม่ระบุ)

รัชศกเฉียนหลง

  • กุ้ยเหริน(貴人 ; 8 พฤศจิกายน 1735)
  • เจียผิน(嘉嬪; 23 มกราคม 1738)
  • เจียเฟย(嘉妃 ; ธันวาคม 1741 หรือ มกราคม 1742)
  • เจียกุ้ยเฟย(嘉貴妃 ; 20 พฤษภาคม 1749)
  • หวงกุ้ยเฟย(皇貴妃 ; 18 ธันวาคม 1755)
  • ซูเจียหวงกุ้ยเฟย(淑嘉皇貴妃; 19 ธันวาคม 1755
  • ตำหนักฉางชุน (長春宮)
  • ตำหนักฉี่เสียง (啓祥宮)
พระราชโอรส

พระราชโอรสบุญธรรม

พระราชสกุลเดิม
  • สกุลจิน (金氏)
  • สกุลจินเจีย (金佳)

กองธง

ฉุนฮุ่ยหวงกุ้ยเฟย

(純惠皇貴妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกยงเจิ้ง

  • เก๋อเก๋อ(格格 ; ไม่ระบุ)

รัชศกเฉียนหลง

  • ฉุนผิน(純嬪 ; 8 พฤศจิกายน 1735)
  • ฉุนเฟย(純妃 ; 23 มกราคม 1738)
  • ฉุนกุ้ยเฟย(純貴妃; 9 ธันวาคม 1745)
  • หวงกุ้ยเฟย(皇貴妃 ; 25 พฤษภาคม 1760)
  • ฉุนฮุ่ยหวงกุ้ยเฟย (純惠皇貴妃 ; มิถุนายน/กรกฎาคม 1760)
  • ตำหนักจิ่งเหริน (景仁宮)
พระราชโอรส
  • สวินจวิ้นอ๋อง(循郡王) สถาปนาหลังสิ้นพระชนม์ องค์ชายสามหย่งจาง (永璋,1735-1760)
  • จื้อจวงชินอ๋อง (質莊親王,1759-1790) องค์ชายหกหย่งหรง (永瑢,1744–1790)

พระราชธิดา

พระราชสกุลเดิม
  • สกุลซู (蘇氏)
  • สกุลซูเจีย (蘇佳氏)

กองธง

ชิ่งกงหวงกุ้ยเฟย

(慶恭皇貴妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • ลู่ฉางไจ้(陸常在 ; ไม่ระบุ)
  • ลู่กุ้ยเหริน(陸貴人 ; 8 พฤษภาคม 1748)
  • ชิ่งผิน(慶嬪; 30 กรกฎาคม 1751)
  • ชิ่งเฟย(慶妃; 4 กุมาพันธ์ 1760)
  • ชิ่งกุ้ยเฟย(慶貴妃; 14 พฤศจิกายน 1768)

รัชศกเจียชิ่ง

  • ชิ่งกงหวงกุ้ยเฟย (慶恭皇貴妃 ; 8 กุมภาพันธ์ 1799)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักจิ่งเหริน (景仁宮)
  • ตำหนักอี้คุน (翊坤宮)
พระราชโอรสบุญธรรม พระราชสกุลเดิม
  • สกุลลู่ (陸氏)

กองธง

กุ้ยเฟย (貴妃)
[แก้]
พระบรมสาลิสลักษณ์ พระนาม/พระราชอิสริยยศ ที่ประทับ พระราชบุตร พระราชสกุลเดิม
อวี๋กุ้ยเฟย

(愉貴妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกยงเจิ้ง

  • เก๋อเก๋อ(格格 ; ไม่ระบุ)

รัชศกเฉียนหลง

  • ไห่ฉางไจ้ (海常在; 8 พฤศจิกายน 1735)
  • ไห่กุ้ยเหริน (海貴人; 1736)
  • อวี๋ผิน(愉嬪; ธันวาคม 1741 หรือ มกราคม 1742)
  • อวี๋เฟย (愉妃; 9 ธันวาคม 1745)
  • อวี๋กุ้ยเฟย (愉貴妃; 23 พฤศจิกายน 1793)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักหย่งเหอ (永和宮)
  • ตำหนักเฉิงเฉียน (承乾宫)
พระราชโอรส พระราชสกุลเดิม
  • สกุลเคอหลี่เย่เท่อ (珂里葉特)

กองธง

ซินกุ้ยเฟย

(忻貴妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • ซินผิน(忻嬪; พฤษภาคม/มิถุนายน 1754)
  • ซินเฟย(忻妃; 16 ตุลาคม 1763)
  • ซินกุ้ยเฟย(忻貴妃; 22 มีนาคม 1765)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักจงชุ่ย (鐘粹宮)
พระราชธิดา
  • องค์หญิงหก (ไม่ปรากฏพระนาม) (1755-1758)
  • องค์หญิงแปด (ไม่ปรากฏพระนาม) (1758–1767)

พระราชธิดาบุญธรรม

พระราชสกุลเดิม
  • สกุลไต้เจีย (戴佳是)

กองธง

อิ่งกุ้ยเฟย

(穎貴妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • กุ้ยเหริน (貴人; ไม่ระบุ)
  • น่าฉางไจ้(那常在; มกราคม/กุมภาพันธ์ 1748)
  • น่ากุ้ยเหริน(那貴人; พฤษภาคม/มิถุนายน 1748)
  • อิ่งผิน(穎嬪; 30 กรกฎาคม 1751)
  • อิ่งเฟย(穎妃; 4 กุมภาพันธ์ 1760)

รัชศกเจียชิ่ง

  • อิ่งกุ้ยไท่เฟย (穎貴太妃; พฤศจิกายน/ธันวาคม 1798)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักจิ่งเหริน (景仁宫)
  • ตำหนักหย่งโซ่ว (永壽宮)

รัชศกเจียชิ่ง

  • ตำหนักโซ่วคัง (壽康宮)
พระราชโอรสบุญธรรม
  • องค์ชายสิบหก (ไม่ปรากฏพระนาม) (1763–1765)
  • ชิ่งซีชินอ๋อง (慶僖親王,1789-1820 องค์ชายสิบเจ็ดหย่งหลิน (永璘,1766–1820)
พระราชสกุลเดิม
  • สกุลปาหลิน(巴林氏)

กองธง

หวั่นกุ้ยเฟย

(婉貴妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกยงเจิ้ง

  • เก๋อเก๋อ(格格 ; ไม่ระบุ)

รัชศกเฉียนหลง

  • เฉินฉางไจ้ (陳常在; 8 พฤศจิกายน 1735)
  • เฉินกุ้ยเหริน (陳貴人; 1737)
  • หวั่นผิน (婉嬪; พฤษภาคม/มิถุนายน 1749)
  • หวั่นเฟย (婉妃; ธันวาคม 1794 หรือ มกราคม 1795)

รัชศกเจียชิ่ง

  • หวั่นกุ้ยไท่เฟย (婉貴太妃; 27 พฤษภาคม 1801)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักเหยียนสี่ (延禧宫)

รัชศกเจียชิ่ง

  • ตำหนักโซ่วคัง (壽康宮)
พระราชสกุลเดิม
  • สกุลเฉิน (陳氏)

กองธง

สวินกุ้ยเฟย

(循貴妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • สวินผิน(循嬪; 28 ธันวาคม 1776)
  • กุ้ยเหริน(貴人; ไม่ระบุ)
  • สวินผิน(循嬪; 14 พฤศจิกายน 1779)
  • สวินเฟย(循妃; ธันวาคม1794 หรือ มกราคม 1795)

รัชศกเจียชิ่ง

  • สวินกุ้ยเฟย(循貴妃; 9 ตุลาคม 1799)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักฉู่ซิ่ว (儲秀宮)
พระราชสกุลเดิม
  • สกุลอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัว (伊爾根覺羅)

กองธง

เฟย (妃)
[แก้]
พระบรมสาลิสลักษณ์ พระนาม/พระราชอิสริยยศ ที่ประทับ พระราชบุตร พระราชสกุลเดิม
ซูเฟย

(舒妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • กุ้ยเหริน (貴人; 23 มีนาคม 1741)
  • ซูผิน (舒嬪; ธันวาคม 1741 หรือ มกราคม 1742)
  • ซูเฟย (舒妃; 20 พฤษภาคม 1749)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักเฉิงเฉียน (承乾宮)
  • ตำหนักหย่งโซ่ว (永壽宮)
พระราชโอรส
  • องค์ชายสิบ (ไม่ปรากฏพระนาม) (1751–1753)

พระราชธิดาบุญธรรม

พระราชสกุลเดิม
  • สกุลเย่เฮ่อน่ารา (葉赫那拉)

กองธง

หรงเฟย

(容妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • เหอกุ้ยเหริน (和貴人; 1761)
  • หรงผิน (容嬪; พฤษภาคม/มิถุนายน 1762)
  • หรงเฟย (容妃; พฤศจิกายน/ธันวาคม 1768)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักจงชุ่ย (鐘粹宮)
พระราชธิดาบุญธรรม พระราชสกุลเดิม
  • สกุลเหอจัว (和卓氏)

กองธง

อวี้เฟย

(豫妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • กวนหนวี่จื่อ(官女子; 1757)
  • ตัวกุ้ยเหริน(多貴人; 1758)
  • อวี้ผิน(豫嬪; 1759)
  • อวี้เฟย(豫妃; 1764)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักเฉิงเฉียน (承乾宮)
พระราชสกุลเดิม
  • สกุลปั๋วเอ่อร์จี้จี๋เท่อ (博爾濟吉特)

ไม่สังกัดกองธง

ตุนเฟย

(惇妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • หย่งฉางไจ้ (永常在; 22 พฤศจิกายน 1763)
  • หย่งกุ้ยเหริน (永貴人; 14 กรกฎาคม 1766)
  • หย่งฉางไจ้ (永常在; ไม่ระบุ)
  • หย่งกุ้ยเหริน(永貴人; 13 มีนาคม 1771)
  • หย่งฉางไจ้ (永常在; ไม่ระบุ)
  • ตุนผิน (惇嬪; 2 มกราคม 1772)
  • ตุนเฟย (惇妃; ธันวาคม 1774 หรือ มกราคม 1775)
  • ตุนผิน (惇嬪; 21 ธันวาคม 1778)
  • ตุนเฟย (惇妃; ธันวาคม 1779 หรือ มกราคม 1780)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักอี้คุน (翊坤宫)
พระราชธิดา พระราชสกุลเดิม
  • สกุลวัง (汪氏)

กองธง

ฟางเฟย

(芳妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • หมิงฉางไจ้ (明常在; 1766)
  • หมิงกุ้ยเหริน (明貴人; 1775)
  • หมิงฉางไจ้ (明常在; ไม่ระบุ)
  • หมิงกุ้ยเหริน (明貴人; 1780)
  • ฟางผิน (芳嬪; 1794)

รัชศกเจียชิ่ง

  • ฟางเฟย (芳妃; 1798)
รัชศกเฉียนหลง
  • ตำหนักหย่งเหอ (永和宮)
พระราชสกุลเดิม
  • สกุลเฉิน (陳氏)

กองธง

จิ้นเฟย

(晉妃)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • จิ้นกุ้ยเหริน(晋贵人; 1763)

รัชศกเต้ากวง

  • หวงจู่จิ้นเฟย(皇祖晉妃; 1822)
พระราชสกุลเดิม
  • สกุลฟู่ฉา (富察氏)

กองธง

ผิน (嬪)
[แก้]
พระบรมสาลิสลักษณ์ พระนาม/พระราชอิสริยยศ พระราชสกุลเดิม
อี๋ผิน

(儀嬪)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกยงเจิ้ง

  • เก๋อเก๋อ(格格 ; ไม่ระบุ)

รัชศกเฉียนหลง

  • หวงผิน (黃嬪; 1735)
  • อี๋ผิน (儀嬪; 1736)
สกุลหวง (黃氏)
เฉิงผิน (誠嬪)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • หลานกุ้ยเหริน (蘭貴人; 1757)
  • หลานฉางไจ้ (蘭常在; 1758)
  • หลานกุ้ยเหริน (蘭貴人; 1768)
  • เฉิงผิน (誠嬪; 1777)
สกุลหนิ่วฮู่ลู่

(鈕祜祿氏)

เซิ่นผิน

(慎嬪)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • อีกุ้ยเหริน (伊貴人; 19 มิถุนายน 1759)
  • เซิ่นผิน (慎嬪; 1762)
สกุลไป้เอ่อร์ก๋าซือ

(拜爾噶斯氏)

อี๋ผิน

(怡嬪)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • กุ้ยเหริน (貴人; 1739)
  • อี๋ผิน (怡嬪; 1741)
สกุลไป๋ (柏氏)
สวินผิน

(恂嬪)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • กัวฉางไจ้ (郭常在; 19 มิถุนายน 1759)
  • กัวผิน (郭嬪; 1761)
  • สวินผิน (恂嬪; 1762)
สกุลฮั่วซั่วเท่อ

(霍碩特氏)

กงผิน

(恭嬪)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • หลินฉางไจ้ (林常在; 1748)
  • หลินกุ้ยเหริน (林貴人; 1748)
  • หลินฉางไจ้ (林常在; 1749)
  • หลินกุ้ยเหริน (林貴人; 6 มกราคม 1751)
  • กงผิน (恭嬪; 20 พฤศจิกายน 1794)
สกุลหลิน (林氏)
กุ้ยเหริน (貴人)
[แก้]
ภาพเหมือน พระนาม/พระอิสริยยศ สกุลเดิม
ซุ่นกุ้ยเหริน

(順貴人)

ฐานันดรศักดิ์

รัชศกเฉียนหลง

  • ฉางกุ้ยเหริน (常貴人; 1766)
  • ซุ่นผิน (順嬪; 1768)
  • ซุ่นเฟย (順妃; 1776)
  • ซุ่นผิน (順嬪; 1788)
  • ซุ่นกุ้ยเหริน (順貴人; 1788)
สกุลหนิ่วฮู่ลู่

(鈕祜祿氏)

เอ้อกุ้ยเหริน

(鄂貴人)

สกุลซีหลินเจวี๋ยหลัว

(西林覺羅)

โซ่วกุ้ยเหริน

(壽貴人)

สกุลไป๋

(柏氏)

รุ่ยกุ้ยเหริน

(瑞貴人)

สกุลสั่วชั่วหลัว

(索綽絡氏)

ลู่กุ้ยเหริน

(祿貴人)

สกุลลู่

(陸氏)

ไป๋กุ้ยเหริน

(白貴人)

สกุลไป๋

(白氏)

อู่กุ้ยเหริน (武貴人) สกุลอู่ (武)
จินกุ้ยเหริน (金貴人) สกุลจิน (金)
เซิ่นกุ้ยเหริน (慎貴人) สกุลอู่ (武)
ซินกุ้ยเหริน (新貴人)
ฝูกุ้ยเหริน (福貴人)
ซิ่วกุ้ยเหริน (秀貴人)
น่ากุ้ยเหริน (那貴人)
ฉางไจ้ (常在)
[แก้]
พระนาม/พระอิสริยยศ สกุลเดิม
ขุยฉางไจ้ (揆常在) สกุลขุย (揆氏)
หนิงฉางไจ้ (寧常在)
ผิงฉางไจ้ (平常在)
จางฉางไจ้ (張常在) สกุลจาง (張)
ตาอิ้ง (答應)
[แก้]
พระนาม/พระอิสริยยศ
เสียงตาอิ้ง (祥答應)
หลานตาอิ้ง (蘭答應)

พระราชบุตร

[แก้]

พระราชโอรส

[แก้]
ลำดับ พระนาม ช่วงชีวิต พระราชมารดา พระชายา หมายเหตุ
1 เจ้าชายหย่งหวง (永璜)
1728-1750 เจ๋อหมิ่นหวงกุ้ยเฟย สกุลฟู่ฉา

(哲憫皇貴妃•富察氏)

พระชายาเอก

พระชายารอง

ติ้งอันชินอ๋อง

(定安親王) สถาปนาหลังสิ้นพระชนม์

2 เจ้าชายหย่งเหลียน

(永璉)

1730-1738 จักรพรรดินีเซี่ยวเสียนฉุน สกุลฟู่ฉา

(孝賢純皇后•富察氏)

รัชทายาทตวนฮุ่ย

(端慧皇太子)

3 เจ้าชายหย่งจาง

(永璋)

1735-1760 ฉุนฮุ่ยหวงกุ้ยเฟย สกุลซู

(純惠皇貴妃•蘇氏)

พระชายาเอก

พระชายารอง

สุนจวิ้นอ๋อง

(循郡王) สถาปนาหลังสิ้นพระชนม์

4 เจ้าชายหย่งเฉิง

(永珹)

1739-1777 ซูเจียหวงกุ้ยเฟย สกุลจินเจีย

(淑嘉皇貴妃•金佳氏)

พระชายาเอก

พระชายารอง

หลิ่วตวนชินอ๋อง (履端親王,1763-1777)
5 เจ้าชายหย่งฉี

(永琪)

1741-1766 อวี๋กุ้ยเฟย สกุลเคอหลี่เย่เท่อ

(愉貴妃•珂里葉特)

พระชายาเอก

พระชายารอง

หรงฉุนชินอ๋อง (榮純親王,1765-1766)
6 เจ้าชายหย่งหรง

(永瑢)

1744-1790 ฉุนฮุ่ยหวงกุ้ยเฟย สกุลซู

(純惠皇貴妃•蘇氏)

พระชายาเอก

พระชายารอง

จื้อจวงชินอ๋อง (質莊親王,1759-1790)
7 เจ้าชายหย่งสง

(永琮)

1746-1747 จักรพรรดินีเซี่ยวเสียนฉุน สกุลฟู่ฉ่า

(孝賢純皇后•富察氏)

เจ๋อชินอ๋อง

(哲親王) สถาปนาหลังสิ้นพระชนม์

8 เจ้าชายหย่งเสวียน

(永璇)

1746-1832 ซูเจียหวงกุ้ยเฟย สกุลจินเจีย

(淑嘉皇貴妃•金佳氏)

พระชายาเอก

พระชายารอง

อี๋เซิ่นชินอ๋อง

(儀慎親王,1779-1832)

9 เจ้าชายหย่งหยู

(永瑜)

1748-1749 ซูเจียหวงกุ้ยเฟย สกุลจินเจีย

(淑嘉皇貴妃•金佳氏)

สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
10 เจ้าชาย

(ไม่ปรากฏพระนาม)

1751-1753 ซูเฟย สกุลเย่เฮ่อน่ารา

(舒妃•葉赫那拉)

สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
11 เจ้าชายหย่งซิง

(永瑆)

1752-1823 ซูเจียหวงกุ้ยเฟย สกุลจินเจีย

(淑嘉皇貴妃•金佳氏)

พระชายาเอก

พระชายารอง

เฉิงเจ๋อชินอ๋อง (成哲親王,1789-1823)
12 เจ้าชายหย่งจี

(永璂)

1752-1776 จักรพรรดินีจี้ สกุลน่าลา

(繼皇后•那拉氏)

พระชายาเอก เป้ยเล่อ (貝勒)
13 เจ้าชายหย่งจิ่ง

(永璟)

1755-1757 จักรพรรดินีจี้ สกุลน่ารา

(繼皇后•那拉氏)

สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
14 เจ้าชายหย่งลู่

(永璐)

1757-1760 จักรพรรดินีเซี่ยวอี๋ฉุน สกุลเว่ยเจีย

(孝儀純皇后•魏佳氏)

สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
15 เจ้าชายหย่งเหยียน (永琰)
1760-1820 จักรพรรดินีเซี่ยวอี๋ฉุน สกุลเว่ยเจีย

(孝儀純皇后•魏佳氏)

พระชายาเอก

พระชายารอง

  • เช่อฝูจิ้น สกุลหนิ่วฮู่ลู่ (側福晉 鈕祜祿氏) ; ภายหลังเป็น จักรพรรดินีเซี่ยวเหอรุ่ย (孝和睿皇后)
  • เช่อฝูจิ้น สกุลหวั่นเหยียน (侧福晋 完颜氏) ภายหลังเป็น ซู่เฟย (恕妃)
เจียชินอ๋อง

(嘉親王)

ภายหลังเป็นจักรพรรดิเจียชิ่ง(嘉慶帝)

16 เจ้าชาย

(ไม่ปรากฏพระนาม)

1763-1765 จักรพรรดินีเซี่ยวอี๋ฉุน สกุลเว่ยเจีย

(孝儀純皇后•魏佳氏)

สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
17 เจ้าชายหย่งหลิน

(永璘)

1766-1820 จักรพรรดินีเซี่ยวอี๋ฉุน สกุลเว่ยเจีย

(孝儀純皇后•魏佳氏)

พระชายาเอก

พระชายารอง

ชิ่งซีชินอ๋อง

(慶僖親王,1789-1820)

พระราชธิดา

[แก้]
ลำดับ พระนาม ช่วงชีวิต พระสวามี พระราชมารดา
1 องค์หญิง

(ไม่ปรากฏพระนาม)

1728-1729 จักรพรรดินีเซี่ยวเสียนฉุน สกุลฟู่ฉา
2 เจ้าหญิงรอง

(ไม่ปรากฏพระนาม)

1731-1732 เจ๋อหมิ่นหวงกุ้ยเฟย์ สกุลฟู่ฉา
3 เจ้าหญิงกู้หลุนเหอจิ้ง (固倫和敬公主)
1731-1792 เคอเอ่อร์ชินปั๋วเอ่อร์จี้จี๋ ซู่ปู้เถิงปาเอ่อร์จัว (科爾沁博爾濟錦•色布騰巴爾珠爾)
จักรพรรดินีเซี่ยวเสียนฉุน สกุลฟู่ฉา
4 เจ้าหญิงเหอโซ่วเหอเจีย

(和碩和嘉公主)

1745-1767 ฟู่ฉา ฝูหรงอัน

(富察•福隆安)

ฉุนฮุ่ยหวงกุ้ยเฟย สกุลซู
5 เจ้าหญิง

(ไม่ปรากฏพระนาม)

1753-1755 จักรพรรดินีจี้ สกุลน่ารา
6 เจ้าหญิง

(ไม่ปรากฏพระนาม)

1755-1758 ซินกุ้ยเฟย สกุลไต้เจีย
7 เจ้าหญิงกู้หลุนเหอจิ้ง (固倫和靜公主)
1756-1775 ปั๋วเอ่อร์จี้จี๋เท่อ ลาวั่งตัวเอ่อร์จี้

(博爾濟吉特•拉旺多爾濟)

จักรพรรดินีเซี่ยวอี๋ฉุน สกุลเว่ยเจีย
8 เจ้าหญิง

(ไม่ปรากฏพระนาม)

1758-1767 ซินกุ้ยเฟย สกุลไต้เจีย
9 เจ้าหญิงเหอซั่วเหอเค่อ

(和碩和恪公主)

1758-1780 อูหย่า เหอหลานไท่

(烏雅•札蘭泰)

จักรพรรดินีเซี่ยวอี๋ฉุน สกุลเว่ยเจีย
10
เจ้าหญิงกู้หลุนเหอเซี่ยว

(固倫和孝公主)

1775-1823 หนิ่วฮู่ลู่ เฟิงเซินอินเต๋อ

(鈕祜祿•豐紳殷德)

ตุนเฟย สกุลหวัง
พระราชธิดาบุญธรรม
[แก้]
พระนาม ช่วงชีวิต พระสวามี ผู้ให้กำเนิด
เจ้าหญิงเหอซั่วเหอหว่าน

(和碩和婉公主)

1734-1760 ปั๋วเอ่อร์จี้จี๋เท่อ เต๋อเล่อเค่อ

(博爾濟吉特•德勒克)

พระธิดาของเหอกงชินอ๋อง

พงศาวลี

[แก้]

พระสาทิสลักษณ์ที่ยังคงเหลืออยู่

[แก้]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
เชิงอรรถ
  1. พระราชวิจารณ์ ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพธิ์) ตั้งแต่ จ.ศ. 1129 ถึง 1182 เป็นเวลา 53 ปี, หน้า 68
  2. "6.7: Qing Dynasty: Yongzheng". Humanities LibreTexts (ภาษาอังกฤษ). 15 January 2021. สืบค้นเมื่อ 10 July 2025.
  3. "The story of the Qianlong emperor's collection". Paul Fraser Collectibles (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 10 July 2025.
  4. Foster, Fiona; College, Tidewater Community. "Qing Dynasty: Qianlong" (ภาษาอังกฤษ). {{cite journal}}: Cite journal ต้องการ |journal= (help)
  5. Hua, Bin (2018). 大清高宗純皇帝乾隆. 千華駐科技出版有限公司.
  6. Hui/惠, Huanzhang/焕章 (2004). 汉光武帝刘秀百谜/中国帝王百谜系列/ "Enigma of the Emperor Guang of Han Liu Xiubai/100 Secrets of the Chinese Emperors". Shaanxi: 陕西旅游出版社. p. 30.
  7. Gao, Yang (2001). 三春爭及初春景/Fight in the spring scenery. 生活・讀書・新知三联书店. p. 686.
  8. Dong (董), Yiqiu (一秋) (2003). 10 great writers of China. Cao Xueqin / 中国十大文豪曹雪芹. Beijing Book Co. Inc.
  9. "Qianlong Reign|The Palace Museum". en.dpm.org.cn. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 April 2021. สืบค้นเมื่อ 13 February 2021.
  10. 《高宗純皇帝實錄》. Vol. 106.
  11. Chen (陈), Jiexian (捷先) (2010). "Real Qianlong". 遠流出版. p. 62.
  12. Feng, Jingzhi. The art of weaving in the Qing. Chunfeng Cultural Press. p. 1065.
  13. 《高宗純皇帝實錄》. Vol. 1048.
  14. Millward, James A. (2024). "How 'Chinese Dynasties' Periodization Works with the 'Tribute System' and 'Sinicization' to Erase Diversity and Euphemize Colonialism in Historiography of China". The Historical Journal. 67: 151–160. doi:10.1017/S0018246X2300050X.
  15. Millward 2024
  16. Teng, Emma Jinhua (2006). Taiwan’s Imagined Geography, Chinese Colonial Travel Writing and Pictures, 1683–1895. Harvard University Press.
  17. Schluessel, Eric (2020). Land of Strangers, The Civilizing Project in Qing Central Asia. Columbia University Press. ISBN 9780231197557.
  18. Perdue, Peter C. (2005). China Marches West: The Qing Conquest of Central Eurasia. Cambridge, Mass.; London, England: Belknap Press of Harvard University Press. ISBN 978-0-674-01684-2.
  19. Wei Yuan (1848). 聖武記 [Sheng Wu Ji]. Military history of the Qing Dynasty, vol.4. (ภาษาจีน). 計數十萬戶中,先痘死者十之四,繼竄入俄羅斯哈薩克者十之二,卒殲於大兵者十之三。["Among the 100,000 households, 4 out of 10 died from the first pox, 2 out of 10 went into Russia Kazakh, and 3 out of 10 died in the army."]
  20. Perdue 2005, p. 287.
  21. Clarke 2004, p. 37.
  22. Perdue 2005, p. 287.
  23. "Manchu hymn chanted at the occasion of the victory over the Jinchuan Rebels". Manchu Studies Group. 18 December 2012. สืบค้นเมื่อ 19 February 2013.
  24. Man-Cheong, Iona (2004). Class of 1761. Stanford University Press. p. 180. ISBN 978-0-80476-713-2. สืบค้นเมื่อ 24 April 2014.
  25. Schmidt, J. D. (2013). Harmony Garden: The Life, Literary Criticism, and Poetry of Yuan Mei (1716-1798). Routledge. p. 444. ISBN 978-1-13686-225-0. สืบค้นเมื่อ 24 April 2014.
  26. Schmidt, J. D. (2013). Harmony Garden: The Life, Literary Criticism, and Poetry of Yuan Mei (1716-1798). Routledge. p. 444. ISBN 978-1-13686-225-0. สืบค้นเมื่อ 24 April 2014.
  27. Theobald, Ulrich (2013). War Finance and Logistics in Late Imperial China: A Study of the Second Jinchuan Campaign (1771–1776). Leiden: Brill. p. 32. ISBN 978-9-00425-567-8. สืบค้นเมื่อ 24 April 2014.
  28. Chang, Michael G. (2007). A Court on Horseback: Imperial Touring & the Construction of Qing Rule, 1680–1785. Harvard East Asian monographs. Vol. 287 (Illustrated ed.). Harvard University Asia Center. p. 435. ISBN 978-0-67402-454-0. สืบค้นเมื่อ 24 April 2014.
  29. Petech 1972, p. 207.
  30. Petech 1972, p. 256.
  31. Millward 2007.
  32. Mosca, Matthew W. (2013). From Frontier Policy to Foreign Policy: The Question of India and the Transformation of Geopolitics in Qing China. Stanford, CA: Stanford University Press. ISBN 978-0-80478-538-9.
  33. Elverskog 2010, pp. 246–247.
  34. Elverskog 2010, pp. 250–251.
  35. LIPMAN, JONATHAN N. (1997). "4 / Strategies of Resistance Integration by Violence". Familiar Strangers: A History of Muslims in Northwest China. University of Washington Press. pp. 112–114. ISBN 0-295-97644-6.
  36. "我姓阎,满族正黄旗,请问我的满姓可能是什么". Baidu (ภาษาจีน). 1 February 2009.
  37. "满族姓氏寻根大全·满族老姓全录" [A complete collection of Manchu surnames]. 51cto.com (ภาษาจีน).
  38. "简明满族姓氏全录(四)" [The Complete List of Concise Manchu Surnames (4)]. Sohu.com (ภาษาจีน). 14 October 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 April 2019.
  39. ""闫"姓一支的来历" [The origin of the family name "Yan"]. Sina.cn (ภาษาจีน). 16 December 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 July 2019.
  40. Porter, David (9 March 2013). "Gun Control, Qing Style". Manchu Studies Group.
  41. Teng, Emma Jinhua (2006). Taiwan's Imagined Geography, Chinese Colonial Travel Writing and Pictures, 1683–1895. Harvard University Press. pp. 233–244. ISBN 9780674021198.
  42. Teng, Emma Jinhua (2006). Taiwan's Imagined Geography, Chinese Colonial Travel Writing and Pictures, 1683–1895. Harvard University Press. pp. 233–244. ISBN 9780674021198.
  43. Teng, Emma Jinhua (2006). Taiwan's Imagined Geography, Chinese Colonial Travel Writing and Pictures, 1683–1895. Harvard University Press. pp. 233–244. ISBN 9780674021198.
  44. Millward 1998, p. 25.
  45. Reardon-Anderson 2000, p. 504.
  46. Reardon-Anderson 2000, p. 505.
  47. Reardon-Anderson 2000, p. 506.
  48. Scharping 1998, p. 18.
  49. Reardon-Anderson 2000, p. 507.
  50. Reardon-Anderson 2000, p. 508.
  51. Reardon-Anderson 2000, p. 509.
  52. Anderson, Æneas (1795). A Narrative of the British Embassy to China, in the Years 1792, 1793, and 1794; Containing the Various Circumstances of the Embassy, with Accounts of Customs and Manners of the Chinese. London: J. Debrett. p. 262.
  53. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ":0"
  54. Anderson, Æneas (1795). A Narrative of the British Embassy to China, in the Years 1792, 1793, and 1794; Containing the Various Circumstances of the Embassy, with Accounts of Customs and Manners of the Chinese. London: J. Debrett. p. 262.
  55. Anderson, Æneas (1795). A Narrative of the British Embassy to China, in the Years 1792, 1793, and 1794; Containing the Various Circumstances of the Embassy, with Accounts of Customs and Manners of the Chinese. London: J. Debrett. p. 262.
บรรณานุกรม
  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชวิจารณ์ ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพธิ์) ตั้งแต่ จ.ศ. 1129 ถึง 1182 เป็นเวลา 53 ปี. กรุงเทพฯ : ศรีปัญญา, 2552. 576 หน้า. ISBN 978-611-7146-02-2