ราชวงศ์เหงียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ราชวงศ์เหงียน
Nhà Nguyễn
รัฐอาณานิคมของจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศส (ค.ศ. 1885 – ค.ศ. 1945)

ค.ศ. 1802–ค.ศ. 1945
 

 



ธง ของราชวงศ์เหงียน
บน: จาก ค.ศ. 1802 ถึง ค.ศ. 1878
ล่าง: จาก ค.ศ. 1920 ถึง ค.ศ. 1945

เพลงชาติ
ดังด่านกุง
Đăng đàn cung
The King Mounts His Throne
เวียดนามในปี ค.ศ. 1829 ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เหงียน
เมืองหลวง เว้
ภาษา ภาษาเวียดนาม, ภาษาฝรั่งเศส (หลังจาก ค.ศ. 1887)
ศาสนา ลัทธิขงจื๊อใหม่, พระพุทธศาสนา, คริสต์ศาสนา
รัฐบาล สมบูรณาญาสิทธิราชย์
จักรพรรดิ
 -  ค.ศ. 1802 – ค.ศ. 1820 จักรพรรดิซา ล็อง (พระองค์แรก)
 -  ค.ศ. 1926 – ค.ศ. 1945 จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย (พระองค์สุดท้าย)
ประวัติศาสตร์
 -  การขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิซา ล็อง 1 มิถุนายน ค.ศ. 1802
 -  ฝรั่งเศสรุกราน 1 กันยายน ค.ศ. 1858
 -  ญี่ปุ่นรุกราน 22 กันยายน ค.ศ. 1940
 -  การสละราชสมบัติของจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย 30 สิงหาคม ค.ศ. 1945
สกุลเงิน หวัน, เตี๊ยน
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ  เวียดนาม
 ลาว
 กัมพูชา
 จีน

ราชวงศ์เหงียน (เวียดนาม: Nhà Nguyễn, หญ่า-งเหวียน; จื๋อโนม: 阮朝, Nguyễn triều, งเหวียนเจี่ยว) เป็นราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนามที่ปกครองเวียดนามมา 143 ปี เริ่มจากในปี ค.ศ. 1802 เมื่อจักรพรรดิซา ล็อง ทรงปราบดาภิเษกหลังจากปราบปรามกบฏไตเซินแล้ว และสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1945 เมื่อจักรพรรดิบ๋าว ดั่ยทรงสละราชสมบัติ และมอบอำนาจให้กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม ในระหว่างรัชกาลของจักรพรรดิซา ล็อง เวียดนามมีชื่อว่า เวียดนาม (越南) อยู่อย่างปัจจุบัน แต่ในรัชสมัยของจักรพรรดิมิญ หมั่ง พระองค์ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ดั่ยนาม (大南, แปลว่า "ชาติยิ่งใหญ่ทางตอนใต้") การปกครองของราชวงศ์เหงียนถูกจำกัดโดยอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศส ประเทศได้ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ โคชินไชนาเป็นรัฐอาณานิคมโดยตรงขณะที่อันนามและตังเกี๋ยกลายเป็นรัฐอารักขาซึ่งมีอิสระเพียงในนาม

พื้นหลัง[แก้]

แผ่นป้ายหินจารึกอนุสรณ์ของพระจักรพรรดิเลไท่โต๋

ตระกูลเหงียนเป็นหนึ่งในตระกูลหลักของประวัติศาสตร์เวียดนาม ที่มีอยู่แต่สมัยของจักรพรรดิเล ท้าย โต๋ ซึ่งในเวลาต่อมา ได้เกิดสงครามกลางเมืองและราชวงศ์เลเริ่มอ่อนแอลง ตระกูลเหงียนกับตระกูลจิ่ญ (อีกตระกูลหลัก) จึงได้ร่วมกันต่อต้านราชวงศ์หมัก เหงียน กีม ผู้นำของพันธมิตรเหงียน-จิ่ญถูกลอบสังหารในปี ค.ศ. 1545 โดยข้ารับใช้ของราชวงศ์หมัก บุตรเขยของกิม จิ่ญ เกี๋ยม ได้สืบทอดตำแหน่งแทน เพราะบุตรชายของกีมนั้นยังเยาว์เกินไป ในปี ค.ศ. 1558 เหงียน ฮหว่าง ลูกชายคนโตของเหงียน กีม ได้เป็นผู้ปกครองอยู่ทางใต้ซึ่งเวียดนามเพิ่งสามารถยึดได้ เขาได้ปกครองเมืองเว้ไปตลอดชีวิตที่เหลือของเขา และสถาปนาการปกครองของตระกูลเหงียนในทางใต้ของเวียดนาม ขณะที่ขุนเหงียนและขุนจิ่ญได้ถวายเครื่องบรรณาการให้กับจักรพรรดิราชวงศ์เล ซึ่งจริง ๆ แล้วพวกเขาเป็นพวกแค่ผู้ปกครองและไม่ได้เป็นกษัตริย์ เหงียน ฮหว่าง และผู้สืบทอด ยังได้ขยายอาณาเขตอย่างต่อเนื่องโดยการยึดครอง กัมพูชา ให้เป็นรัฐอารักขา และได้รุกรานลาว, จามปา และบรรดาอาณาจักรเล็ก ๆ ใกล้เคียง ขุนเหงียนมีตำแหน่งยศว่า "ขุน" (Chúa, จั่ว ในภาษาเวียดนาม)

กำเนิดราชวงศ์[แก้]

เหรียญทองในสมัยของจักรพรรดิตึ ดึ๊ก
เหรียญมังกรบิน ฟีล็อง ในสมัยของจักรพรรดิมิญ หมั่ง ปี ค.ศ. 1833

เหงียน ฟุก เงวียน (Nguyễn Phúc Nguyên) (หรือขุนสาย, Lord Sãi) บุตรชายของเหงียน ฮหว่าง เป็นผู้ตั้งชื่อตระกูลว่าเหงียน ฟุก ซึ่ง 200 ปีต่อมา เหงียน ฟุก คว้าต (Nguyễn Phúc Khoát) เป็นผู้นำคนแรกในตระกูลที่ได้ตั้งตำแหน่งยศว่า "อ๋อง" (Vương, เหวือง ในภาษาเวียดนาม) ตามอย่างที่ตระกูลจิ่ญได้ทำในทางเหนือ

เหงียน ฟุก อั๊ญ ได้รวบรวมเวียดนามเป็นครั้งที่สองเมื่อ 300 ปีก่อนและได้เริ่มก่อตั้งราชวงศ์และสถาปนาเป็นจักรพรรดิ (Hoàng Đế, ฮหว่างเด๊) หลังในยุครัชกาลของพระองค์แล้ว ผู้ปกครองในยุคต่อมากลับได้มีปัญหากับมิชชันนารีคาทอลิกและต่อมา ชาวยุโรปในอินโดจีนก็เข้าไปพัวพันในปัญหานั้นด้วย พระราชโอรสของพระองค์ จักรพรรดิมิญ หมั่ง ได้ทรงเผชิญหน้ากับการลุกฮือของเล วัน โคย (Lê Văn Khôi) เมื่อชาวคริสต์และนักบวชยุโรปพยายามจะโค่นล้มพระองค์และตั้งให้พระราชนัดดาของพระองค์ซึ่งได้เข้ารีตเป็นคริสต์โรมันคาทอลิกขึ้นแทนที่ อันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติหลา ยๆ ครั้งที่ถูกยั่วยุโดยมิชชันนารี ที่ต้องการพยายามให้ราชบัลลังก์กับอาณาจักรเป็นของคริสต์ ในทางตรงกันข้าม จักรพรรดิมิญ หมั่ง ยังทรงได้เล็งเห็นเพื่อการสร้างชาติในฐานะส่วนหนึ่งของการปฏิรูปของพระองค์ด้วย

ทั้งจักรพรรดิมิญ หมั่ง, จักรพรรดิเถี่ยว จิ และจักรพรรดิตึ ดึ๊ก ได้ทรงต่อต้านอิทธิพลของฝรั่งในอาณาจักรและพยายามจะลดการเติบโตของชุมชนคาทอลิกในเวียดนามในช่วงเวลานั้น การจำคุกเหล่ามิชชันนารีซึ่งเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมายกลายเป็นข้ออ้างของฝรั่งเศสที่จะรุกรานและยึดครองอินโดจีน เหมือนกับที่ได้กระทำกับราชวงศ์ชิงของจีนมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศยุโรปประเทศอื่นในช่วงศตวรรษที่ 19 อีกด้วย

จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายที่ได้ทรงครองบ้านเมืองอย่างอิสระคือ จักรพรรดิตึ ดึ๊ก หลังการเสด็จสวรรคตของพระองค์ เกิดวิกฤตเกี่ยวกับผู้สืบทอดราชสมบัติจากการที่ผู้สำเร็จราชการ โตน เทิ้ต เทวี้ยต ({{lang|vi|Tôn Thất Thuyết,,) เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิถึง 3 พระองค์ในปีเดียว ซึ่งทำให้ฝรั่งเศสได้เข้ามาควบคุมอาณาจักรโดยตรงและเข้าถึงการครอบครองพระราชวงศ์ในที่สุด จักรพรรดิทุกพระองค์ตั้งแต่จักรพรรดิด่ง คั้ญ ถูกเลือกโดยฝรั่งเศสและกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น

รัฐอารักขาของฝรั่งเศส[แก้]

จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ทรงดำเนินขั้นแรกที่จะสร้างอิทธิพลอาณานิคมของฝรั่งเศสในอินโดจีน โดยทรงอนุญาตให้ปล่อยเรือเดินทางในปี ค.ศ. 1858 เพื่อลงโทษชาวเวียดนามที่ได้กระทำผิดต่อมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส และบังคับให้ศาลยอมรับการดำรงอยู่ของชาวฝรั่งเศสในอาณาจักร ปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจของพระองค์ครั้งนี้คือเชื่อว่าฝรั่งเศสจะกลายเป็นมหาอำนาจอันดับสองโดยไม่ต้องขยายอิทธิพลเพิ่มเติมลงไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ความคิดที่ว่าฝรั่งเศสมีภารกิจเสริมสร้างก็ได้ถูกแพร่กระจาย จนในที่สุดก็นำไปสู่การรุกรานเต็มรูปแบบออกมาใน ค.ศ. 1861

โดยในปี ค.ศ. 1862 สงครามได้จบลงและเวียดนามได้ยกสามจังหวัดในทางตอนใต้ ให้เรียกว่า โคชินไชนาของฝรั่งเศส เปิดท่าเรือสามท่าเรือเพื่อค้าขายกับฝรั่งเศส อนุญาตทางผ่านให้เรือรบฝรั่งเศสไปยังกัมพูชา (นำไปซึ่งการยึดครองกัมพูชาเป็นรัฐอารักขาในปี ค.ศ. 1863) อนุญาตให้มิชชันนารีเผยแพร่ศาสนาได้อย่างเต็มที่และชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม และฝรั่งเศสก็ไม่ได้ยุ่งอะไรกับการก่อกบฏของกลุ่มชาวคริสต์เวียดนามในทางตอนเหนือของเวียดนาม แม้จะมีการแนะนำจากมิชชันนารี หรือการสังหารชาวคริสต์นับพันคนภายหลังการก่อกบฏแล้วก็ตาม ซึ่งฝรั่งเศสได้เห็นว่า แม้ว่าการประหัตประหารจะทำให้เป็นแรงกระตุ้นในการแทรกแซงเวียดนาม เหตุผลทางการเมืองและทหารคือแรงผลักดันที่ให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมในเวียดนามในที่สุด

ฝรั่งเศสสามารถยึดครองเวียดนามได้อย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1887 และได้ส่งเสริมการยึดครองต่อไป และได้พัฒนาเขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงโดยชาวเวียดนามขึ้น ราชวงศ์เหงียนยังคงสามารถปกครองเวียดนามต่อไปในฐานะรัฐในอารักขาอันนัม ฝรั่งเศสได้นำเอาส่วนผสมใหม่รวมเข้ากับวัฒนธรรมของเวียดนาม ฝรั่งเศสได้นำเอาศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกและระบบการเขียนภาษาเวียดนามโดยใช้อักษรละติน การสะกดคำที่ใช้ในการทับศัพท์ของเวียดนามเป็นที่น่าแปลกใจของโปรตุเกส เพราะฝรั่งเศสใช้หนังสือแปลที่รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้โดยบาทหลวงโปรตุเกส

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1[แก้]

ธงราชวงศ์เหงียน (ค.ศ. 1802 – ค.ศ. 1885)
ธงราชวงศ์เหงียน (ค.ศ. 1885 – ค.ศ. 1890)
ธงราชวงศ์ ค.ศ. 1920 – 17 เมษายน ค.ศ. 1945 และยังเป็นธงของ จักรวรรดิเวียดนาม ตั้งแต่ 11 มีนาคม ถึง 17 เมษายน ค.ศ. 1945

ขณะที่กำลังแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติของอินโดจีนและกำลังพลเพื่อนำใช้และสู้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ฝรั่งเศสกลับประสบปัญหาและต้องปราบปรามกลุ่มขบวนการรักชาติในเวียดนาม ในภูมิภาคอินโดจีนโดยเฉพาะเวียดนามนั้น ต้องนำเอากองกำลังให้ฝรั่งเศสกว่า 70,000 นาย และคนงาน 70,000 คน ซึ่งถูกบังคับให้เกณฑ์ทหารจากแต่ละหมู่บ้านเพื่อทำหน้าที่ในสมรภูมิในฝรั่งเศส เวียดนามยังยกเงินกว่า 184 ล้านปียัสทร์ในนามเงินกู้ และเสบียงอาหารกว่า 336,000 ตันให้ ซึ่งกลายเป็นภาระอย่างหนักของเกษตรกรซึ่งเคยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโรคระบาดพืชในปี ค.ศ. 1914 - ค.ศ. 1917

ขบวนการชาตินิยมเวียดนามที่มีอยู่ทั่วประเทศและขาดความเป็นหนึ่งเดียว แม้ว่าจะดูแข็งแรง แต่ยังล้มเหลวต่อการใช้ความยากลำบากของฝรั่งเศสซึ่งเป็นผลจากสงครามที่ได้มีผลต่อการลุกฮือใดๆก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1916 จักรพรรดิซวี เติน ทรงหลบหนีออกจากพระราชวังเพื่อเข้าร่วมการลุกฮือของกองกำลังทหารเวียดนาม ฝรั่งเศสได้รับแจ้งแผนการนี้และผู้นำการลุกฮือถูกจับกุมและประหารชีวิต พระองค์ถูกปลดออกจากพระราชบัลลังก์และถูกเนรเทศไปยังเกาะเรอูว์นียงในมหาสมุทรอินเดีย

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2[แก้]

ธงจักรพรรดิของ จักรวรรดิเวียดนาม จากเมษายนถึงสิงหาคม ค.ศ. 1945
ธงชาติของจักรวรรดิเวียดนาม ซึ่งอยู่ในฐานะรัฐหุ่นเชิดของญี่ปุ่น 17 เมษายน ค.ศ. 194530 สิงหาคม ค.ศ. 1945

กระแสชาตินิยมในเวียดนามรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ทุกการลุกฮือและความพยายามอันไม่แน่นอนก็เป็นอันล้มเหลวที่จะได้รับสิทธิใดๆจากผู้ควบคุมชาวฝรั่งเศส การปฏิวัติรัสเซียที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อการสร้างศตวรรษที่ 20 ในประวัติศาสตร์เวียดนาม

การเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 ซึ่งตรงกับวันครบรอบการยึดครอง ดานัง ในปี ค.ศ. 1858 ฝ่ายอักษะของญี่ปุ่นรุกรานเวียดนามในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1940 อันเป็นความพยายามที่จะสร้างฐานทหารเพื่อต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปี ค.ศ. 1941ค.ศ. 1945 กลุ่มขบวนการต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่เรียกกันว่า เวียดมินห์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ จาก ค.ศ. 1944 ถึง ค.ศ. 1945 ทางภาคเหนือของเวียดนามเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงที่ประชากรกว่าหนึ่งล้านคนประสบปัญหาและอดอาหารจนตาย ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ด้วยความตะหนักถึงชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร ญี่ปุ่นจึงได้กวาดล้างกลุ่มเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสไปจำคุก และได้ให้การรับรองให้เวียดนามมี "เอกราช" ภายใต้ "การคุ้มครอง" ของญี่ปุ่นโดยมีจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงเป็นพระจักรพรรดิแห่งเวียดนาม

การล่มสลายของราชวงศ์[แก้]

ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม และได้เกิดการลุกฮือโดยกลุ่มเวียดมินห์ หลังจากได้รับการร้องขอให้สละราชสมบัติ จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ได้ทรงสละราชสมบัติในวันที่ 30 สิงหาคม และได้มอบอำนาจให้กับเวียดมินห์ ทรงได้รับตำแหน่ง "ที่ปรึกษาสูงสุด" ให้กับรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากนั้นทรงหนีออกไปจากเวียดนามไม่นานเพราะทรงไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเวียดมินห์และได้ทรงลี้ภัยไปยังฮ่องกง ตามมาด้วยการกลับมาของฝรั่งเศสในเดือนตุลาคม สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1946 – ค.ศ. 1954) จึงเป็นการปะทะกันระหว่างฝรั่งเศสและเวียดมินห์

การสืบทอดราชวงศ์และตำแหน่งพระประมุขของราชวงศ์[แก้]

ในปี ค.ศ. 1948 ฝรั่งเศสได้เชิญชวนจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ให้ทรงกลับมาในฐานะของ "ประมุขรัฐ" (Quốc Trưởng, โกว๊กเจื๋อง) ของรัฐเวียดนาม (Quốc Gia Việt Nam, โกว๊กซาเหวียตนาม) ที่ตั้งขึ้นโดยฝรั่งเศสในบริเวณพื้นที่ควบคุมของฝรั่งเศส ขณะที่สงครามเลือดกับกลุ่มเวียดมินห์ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ยังดำเนินต่อไป จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ใช้เวลาส่วนใหญ่ของพระองค์ในช่วงความขัดแย้งทรงเกษมสำราญกับการมีดำรงพระชนม์ชีพในพระตำหนักหรูหราที่ด่าหลัต (ในเขตสูงของเวียดนาม) หรือในปารีส จนกระทั่งฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้ต่อเวียดมินห์ที่ เดียนเบียนฟู ในปี ค.ศ. 1954

ฝรั่งเศสได้เจรจาต่อรองกับสหรัฐอเมริกา เพื่อแบ่งเวียดนาม โดยได้มีการแบ่งเวียดนามเหนือให้กับกลุ่มเวียดมินห์ และเวียดนามใต้ ให้กับรัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีของรัฐเวียดนาม โง ดิ่ญ เสี่ยม ได้โค่นล้มจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ในการลงประชามติในปี 1955 ซึ่งผู้มีสิทธิลงเลือกตั้งส่วนใหญ่กลับเพิ่มขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้ง ไม่เพียงแต่มีผู้ลงมติให้เวียดนามใต้กลายเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งมีอยู่ถึงร้อยละ 98 เท่านั้น แต่จำนวนผู้ลงมติให้เป็นสาธารณรัฐกลับมามากกว่าผู้มีสิทธิลงมติ เสี่ยมจึงได้เป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเวียดนาม (Việt Nam Cộng Hòa, เหวียตนามก่งฮหว่า) ซึ่งทำให้จักรพรรดิบ๋าวดั่ยทรงสิ้นสุดเรื่องราวทางการเมืองอีกครั้งและเป็นการถาวร

จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงลี้ภัยไปยังฝรั่งเศสและเสด็สวรรคตในปี ค.ศ. 1997 และได้ฝังพระบรมศพที่สุสานปาซี มกุฎราชกุมารบ๋าว ล็อง จึงได้สืบทอดตำแหน่งพระประมุขแห่งราชวงศ์เหงียนหลังการเสด็จสวรรคตของพระบิดาในวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 หลังจากนั้นเจ้าชายบ๋าว ทั้ง ได้ทรงสืบทอดตำแหน่งพระประมุขราชวงศ์เหงียนจนถึงปัจจุบัน

รายพระนามจักรพรรดิราชวงศ์เหงียน[แก้]

จักรพรรดิราชวงศ์เหงียน ( ค.ศ. 1802 – ค.ศ. 1945)
พระบรมฉายาลักษณ์ พระนามแต่งตั้ง พระนามเรียกขาน
(อักษรจีน–
อักษรโรมัน)
พระนามเดิม ความสัมพันธ์กับรัชกาลก่อน พระชนม์ชีพ พระนามที่ใช้ในการครองราชย์ การสิ้นสุดรัชกาล หมายเหตุ
Gia long (1).png เท้ โต๋
世祖
Thế Tổ
กาว ฮหว่าง เด๊
高皇帝
Cao Hoàng Đế
เหงียน ฟุก อั๊ญ
阮福暎
Nguyễn Phúc Ánh
ขุนศึกเหงียน ค.ศ. 1762ค.ศ. 1820 嘉隆 ค.ศ. 1802ค.ศ. 1820
ซา ล็อง
เสด็จสวรรคต ทรงรวบรวมประเทศได้และก่อตั้งราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนามและเป็นผู้ตั้งชื่อประเทศว่าเวียดนาม
Minh Mang.gif ทั้ญ โต๋
聖祖
Thánh Tổ
เญิน ฮหว่าง เด๊
仁皇帝
Nhân Hoàng Đế
เหงียน ฟุก เกี๋ยว
阮福晈
Nguyễn Phúc Kiểu
พระราชโอรส ค.ศ. 1791ค.ศ. 1841 明命 ค.ศ. 1820ค.ศ. 1841
มิญ หมั่ง
เสด็จสวรรคต รวมอาณาจักรจามปาได้และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นดั่ยนาม
Thieu tri imperial edict01.jpg เฮี้ยน โต๋
憲祖
Hiến Tổ
เจือง ฮหว่าง เด๊
章皇帝
Chương Hoàng Đế
เหงียน ฟุก เตวี่ยน
阮福暶
Nguyễn Phúc Tuyền
พระราชโอรส ค.ศ. 1807ค.ศ. 1847 紹治 ค.ศ. 1841ค.ศ. 1847
เถี่ยว จิ
เสด็จสวรรคต
Vua Tu Duc.jpg ดึ๊ก ตง
翼宗
Dực Tông
อัญ ฮหว่าง เด๊
英皇帝
Anh Hoàng Đế
เหงียน ฟุก ถี่
阮福時
Nguyễn Phúc Thì
พระราชโอรส ค.ศ. 1829ค.ศ. 1883 嗣德 ค.ศ. 1847ค.ศ. 1883
ตึ ดึ๊ก
เสด็จสวรรคต เผชิญหน้ากับฝรั่งเศสและต้องยกโคชินไชนาให้กับฝรั่งเศส
An lang.jpg กุง ตง
恭宗
Cung Tông
ฮเหวะ ฮหว่าง เด๊
惠皇帝
Huệ Hoàng Đế
เหงียน ฟุก อึง เจิน
阮福膺禛
Nguyễn Phúc Ưng Chân
พระราชภาติยะ[1] ค.ศ. 1852ค.ศ. 1883 育德 ค.ศ. 1883
สุก ดึ๊ก
ถูกบังคับสละราชสมบัติ เป็นจักรพรรดิได้เพียงสามวัน
Early Nguyen Dynasty Flag.svg
เหงียน ฟุก ทัง
阮福昇
Nguyễn Phúc Thăng
พระปิตุลา (พระราชโอรสของจักรพรรดิเถี่ยว จิ) ค.ศ. 1847ค.ศ. 1883 協和 ค.ศ. 1883
เหียป ฮหว่า
กระทำอัตวินิบาตกรรมจนเสด็จสวรรคต เสียเอกราชให้แก่ฝรั่งเศสในรัชกาลนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์สนธิสัญญาเมืองเว้
Early Nguyen Dynasty Flag.svg สาน ตง
簡宗
Giản Tông
หงิ ฮหว่าง เด๊
毅皇帝
Nghị Hoàng Đế
เหงียน ฟุก เห่า
阮福昊
Nguyễn Phúc Hạo
พระภาติยะ (พระโอรสของพระเชษฐาของจักรพรรดิเหียป ฮหว่า) ค.ศ. 1869ค.ศ. 1884 建福 ค.ศ. 1883ค.ศ. 1884
เกี๊ยน ฟุก
ถูกลอบปลงพระชนม์จนเสด็จสวรรคต เป็นจักรพรรดิที่ครองราชย์เพียงแค่ 4 เดือนท่ามกลางความวุ่นวายสับสน
Ham Nghi.jpg
เหงียน ฟุก มิญ
阮福明
Nguyễn Phúc Minh
พระเชษฐา ค.ศ. 1872ค.ศ. 1943 咸宜 ค.ศ. 1884ค.ศ. 1885
ห่าม งี
ถูกบังคับสละราชสมบัติ ถูกขับออกจากราชสมบัติเพราะความล้มเหลวของอุบายประตูตะวันตกและพยายามก่อกบฏอีกแต่ถูกจับกุมในปี 1888 และถูกเนรเทศไปยังแอลจีเรีย
DongKhanh.jpg กั๋ญ ตง
景宗
Cảnh Tông
ถ่วน ฮหว่าง เด๊
純皇帝
Thuần Hoàng Đế
เหงียน ฟุก เบี่ยน
阮福昪
Nguyễn Phúc Biện
พระเชษฐา ค.ศ. 1864ค.ศ. 1889 同慶 ค.ศ. 1885ค.ศ. 1889
ด่ง คั้ญ
เสด็จสวรรคต นิยมตะวันตก
Vua Thanh Thai.jpg
เหงียน ฟุก เจียว
阮福昭
Nguyễn Phúc Chiêu
พระภาติยะ (พระราชโอรสของจักรพรรดิสุก ดึ๊ก) ค.ศ. 1879ค.ศ. 1954 成泰 ค.ศ. 1889ค.ศ. 1907
ถั่ญ ท้าย
ถูกบังคับสละราชสมบัติ
Vua Duy Tan nho.jpg
เหงียน ฟุก ฮหวาง
阮福晃
Nguyễn Phúc Hoảng
พระราชโอรส ค.ศ. 1900ค.ศ. 1945 維新 ค.ศ. 1907ค.ศ. 1916
ซวี เติน
ถูกบังคับสละราชสมบัติ
Roi-Khai-Dinh.jpg ฮหวั่ง ตง
弘宗
Hoằng Tông
เตวียน ฮหว่าง เด๊
宣皇帝
Tuyên Hoàng Đế
เหงียน ฟุก ต๊วน
阮福昶
Nguyễn Phúc Tuấn
พระญาติ (พระราชโอรสของจักรพรรดิด่ง คั้ญ) ค.ศ. 1885ค.ศ. 1925 啟定 ค.ศ. 1916ค.ศ. 1925
ขาย ดิ่ญ
เสด็จสวรรคต มีความสัมพันธ์อันดีกับฝรั่งเศสและเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองให้ฝรั่งเศส พระองค์ไม่เป็นที่นิยมของประชาชนเวียดนาม ผู้นำชาตินิยมกล่าวหาพระองค์ว่าขายชาติให้กับฝรั่งเศสและใช้ชีวิตอย่างหรูหราขณะที่ประชาชนถูกฝรั่งเศสกดขี่
Baodai2.jpg
เหงียน ฟุก เทียน
阮福晪
Nguyễn Phúc Thiển²
พระราชโอรส ค.ศ. 1913ค.ศ. 1997 保大 ค.ศ. 1926ค.ศ. 1945
บ๋าว ดั่ย
ถูกบังคับสละราชสมบัติ ทรงสถาปนาจักรวรรดิเวียดนามในขณะที่ญี่ปุ่นยึดครองอินโดจีนในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาได้ทรงสละราชสมบัติและมอบอำนาจให้กับโฮจิมินห์ อันเป็นจุดจบของระบอบราชาธิปไตยของเวียดนาม แม้ว่าภายหลังได้ถูกถอดถอนจากฐานะพระประมุขของรัฐของรัฐเวียดนามแล้ว พระองค์ก็ยังไม่เป็นที่นิยมของประชาชนเวียดนาม เพราะถูกมองว่าเป็นหุ่นเชิดของฝรั่งเศส
  1. ภายหลังการสวรรคตของจักรพรรดิตึ ดึ๊ก และดำเนินตามพระราชพินัยกรรมของพระองค์ จักรพรรดิสุก ดึ๊ก ได้ขึ้นครองราชย์ในวันที่ 19 กรกฎาคม 1883 อย่างไรก็ตาม พระองค์ถูกขับออกจากบัลลังก์และถูกจำคุกสามวันหลังจากนั้น หลังจากที่พระองค์ทรงถูกกล่าวหาว่าลบข้อความหนึ่งของพระราชพินัยกรรมจักรพรรดิตึ ดึ๊ก พระองค์ทรงไม่ทันได้ประกาศพระนามที่ใช้ในการครองราชย์ จึงเรียกพระองค์ตามชื่อพระตำหนักของพระองค์ว่า สุก ดึ๊ก
  2. มกุฎราชกุมารบ๋าว ล็อง ได้สืบทอดเป็นพระประมุขแห่งราชวงศ์เหงียนต่อจากพระบิดาของพระองค์
  3. หลังจากการสิ้นพระชนม์ของมกุฎราชกุมารบ๋าว ล็อง พระอนุชาของพระองค์ เจ้าชายบ๋าว ทั้ง จึงได้ทรงสืบต่อฐานะพระประมุขแห่งราชวงศ์เหงียนต่อจากพระเชษฐาของพระองค์

พงศาวลี[แก้]

1
ซา ล็อง
1802–1819
 
 
2
มิญ หมั่ง
1820–1840
 
 
3
เถี่ยว จิ
1841–1847
 
 
         
4
ตึ ดึ๊ก
1847–1883
  ถวั่ย ท้าย เวือง (อ๋องถวั่ย ท้าย)   เกียน ท้าย เวือง (อ๋องเกียน ท้าย)   6
เหียป ฮหว่า
1883
   
             
5
สุก ดึ๊ก
1883
  9
ด่ง คั้ญ
1885–1889
  8
ห่าม งี
1884–1885
  7
เกี๊ยน ฟุก
1883–1884
   
10
ถั่ญ ท้าย
1889–1907
  12
ขาย ดิ่ญ
1916–1925
 
   
11
ซวี เติน
1907–1916
  13
บ๋าว ดั่ย
1926–1945
 

อ้างอิง[แก้]