ราชวงศ์เหงียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ราชวงศ์งฺเหวียน
Nhà Nguyễn หญ่า งฺเหวียน
รัฐอาณานิคมของจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศส (ค.ศ. 1885 – ค.ศ. 1945)

ค.ศ. 1802–ค.ศ. 1945
 

 



ธง ของราชวงศ์งฺเหวียน
บน: จาก ค.ศ. 1802 ถึง ค.ศ. 1878
ล่าง: จาก ค.ศ. 1920 ถึง ค.ศ. 1945

เพลงชาติ
ดังด่านกุง
Đăng đàn cung
The King Mounts His Throne
เวียดนามในปี ค.ศ. 1829 ภายใต้การปกครองของราชวงศ์งฺเหวียน
เมืองหลวง เว้
ภาษา ภาษาเวียดนาม, ภาษาฝรั่งเศส (หลังจาก ค.ศ. 1887)
ศาสนา ลัทธิขงจื๊อใหม่, พระพุทธศาสนา, คริสต์ศาสนา
รัฐบาล สมบูรณาญาสิทธิราชย์
จักรพรรดิ
 -  ค.ศ. 1802 – ค.ศ. 1820 จักรพรรดิซา ล็อง (พระองค์แรก)
 -  ค.ศ. 1926 – ค.ศ. 1945 จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย (พระองค์สุดท้าย)
ประวัติศาสตร์
 -  การขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิซา ล็อง 1 มิถุนายน ค.ศ. 1802
 -  ฝรั่งเศสรุกราน 1 กันยายน ค.ศ. 1858
 -  ญี่ปุ่นรุกราน 22 กันยายน ค.ศ. 1940
 -  การสละราชสมบัติของจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย 30 สิงหาคม ค.ศ. 1945
สกุลเงิน หวัน, เตี๊ยน
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ  เวียดนาม
 ลาว
 กัมพูชา
 จีน

ราชวงศ์เหงียน (เวียดนาม: Nhà Nguyễn, หญ่า-งเหวียน; จื๋อโนม: 阮朝, Nguyễn triều, งเหวียนเจี่ยว) เป็นราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนามที่ปกครองเวียดนามมา 143 ปี เริ่มจากในปี ค.ศ. 1802 เมื่อจักรพรรดิซา ล็อง ทรงปราบดาภิเษกหลังจากปราบปรามกบฏไตเซินแล้ว และสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1945 เมื่อจักรพรรดิบ๋าว ดั่ยทรงสละราชสมบัติ และมอบอำนาจให้กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม ในระหว่างรัชกาลของจักรพรรดิซา ล็อง เวียดนามมีชื่อว่า เวียดนาม (越南) อยู่อย่างปัจจุบัน แต่ในรัชสมัยของจักรพรรดิมิญ หมั่ง พระองค์ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ดั่ยนาม (大南, แปลว่า "ชาติยิ่งใหญ่ทางตอนใต้") การปกครองของราชวงศ์เหงียนถูกจำกัดโดยอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศส ประเทศได้ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ โคชินไชนาเป็นรัฐอาณานิคมโดยตรงขณะที่อันนามและตังเกี๋ยกลายเป็นรัฐอารักขาซึ่งมีอิสระเพียงในนาม

พื้นหลัง[แก้]

แผ่นป้ายหินจารึกอนุสรณ์ของพระจักรพรรดิเลไท่โต๋

ตระกูลเหงียนเป็นหนึ่งในตระกูลหลักของประวัติศาสตร์เวียดนาม ที่มีอยู่แต่สมัยของจักรพรรดิเล ท้าย โต๋ ซึ่งในเวลาต่อมา ได้เกิดสงครามกลางเมืองและราชวงศ์เลเริ่มอ่อนแอลง ตระกูลเหงียนกับตระกูลจิ่ญ (อีกตระกูลหลัก) จึงได้ร่วมกันต่อต้านราชวงศ์หมัก เหงียน กีม ผู้นำของพันธมิตรเหงียน-จิ่ญถูกลอบสังหารในปี ค.ศ. 1545 โดยข้ารับใช้ของราชวงศ์หมัก บุตรเขยของกิม จิ่ญ เกี๋ยม ได้สืบทอดตำแหน่งแทน เพราะบุตรชายของกีมนั้นยังเยาว์เกินไป ในปี ค.ศ. 1558 เหงียน ฮหว่าง ลูกชายคนโตของเหงียน กีม ได้เป็นผู้ปกครองอยู่ทางใต้ซึ่งเวียดนามเพิ่งสามารถยึดได้ เขาได้ปกครองเมืองเว้ไปตลอดชีวิตที่เหลือของเขา และสถาปนาการปกครองของตระกูลเหงียนในทางใต้ของเวียดนาม ขณะที่ขุนเหงียนและขุนจิ่ญได้ถวายเครื่องบรรณาการให้กับจักรพรรดิราชวงศ์เล ซึ่งจริง ๆ แล้วพวกเขาเป็นพวกแค่ผู้ปกครองและไม่ได้เป็นกษัตริย์ เหงียน ฮหว่าง และผู้สืบทอด ยังได้ขยายอาณาเขตอย่างต่อเนื่องโดยการยึดครอง กัมพูชา ให้เป็นรัฐอารักขา และได้รุกรานลาว, จามปา และบรรดาอาณาจักรเล็ก ๆ ใกล้เคียง ขุนเหงียนมีตำแหน่งยศว่า "ขุน" (Chúa, จั่ว ในภาษาเวียดนาม)

กำเนิดราชวงศ์[แก้]

การแต่งกายสมัยราชวงศ์เหงียน

เหงียน ฟุก เงวียน (Nguyễn Phúc Nguyên) (หรือขุนสาย, Lord Sãi) บุตรชายของเหงียน ฮหว่าง เป็นผู้ตั้งชื่อตระกูลว่าเหงียน ฟุก ซึ่ง 200 ปีต่อมา เหงียน ฟุก คว้าต (Nguyễn Phúc Khoát) เป็นผู้นำคนแรกในตระกูลที่ได้ตั้งตำแหน่งยศว่า "อ๋อง" (Vương, เหวือง ในภาษาเวียดนาม) ตามอย่างที่ตระกูลจิ่ญได้ทำในทางเหนือ

เหงียน ฟุก อั๊ญ ได้รวบรวมเวียดนามเป็นครั้งที่สองเมื่อ 300 ปีก่อนและได้เริ่มก่อตั้งราชวงศ์และสถาปนาเป็นจักรพรรดิ (Hoàng Đế, ฮหว่างเด๊) หลังในยุครัชกาลของพระองค์แล้ว ผู้ปกครองในยุคต่อมากลับได้มีปัญหากับมิชชันนารีคาทอลิกและต่อมา ชาวยุโรปในอินโดจีนก็เข้าไปพัวพันในปัญหานั้นด้วย พระราชโอรสของพระองค์ จักรพรรดิมิญ หมั่ง ได้ทรงเผชิญหน้ากับการลุกฮือของเล วัน โคย (Lê Văn Khôi) เมื่อชาวคริสต์และนักบวชยุโรปพยายามจะโค่นล้มพระองค์และตั้งให้พระราชนัดดาของพระองค์ซึ่งได้เข้ารีตเป็นคริสต์โรมันคาทอลิกขึ้นแทนที่ อันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติหลา ยๆ ครั้งที่ถูกยั่วยุโดยมิชชันนารี ที่ต้องการพยายามให้ราชบัลลังก์กับอาณาจักรเป็นของคริสต์ ในทางตรงกันข้าม จักรพรรดิมิญ หมั่ง ยังทรงได้เล็งเห็นเพื่อการสร้างชาติในฐานะส่วนหนึ่งของการปฏิรูปของพระองค์ด้วย

ทั้งจักรพรรดิมิญ หมั่ง, จักรพรรดิเถี่ยว จิ และจักรพรรดิตึ ดึ๊ก ได้ทรงต่อต้านอิทธิพลของฝรั่งในอาณาจักรและพยายามจะลดการเติบโตของชุมชนคาทอลิกในเวียดนามในช่วงเวลานั้น การจำคุกเหล่ามิชชันนารีซึ่งเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมายกลายเป็นข้ออ้างของฝรั่งเศสที่จะรุกรานและยึดครองอินโดจีน เหมือนกับที่ได้กระทำกับราชวงศ์ชิงของจีนมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศยุโรปประเทศอื่นในช่วงศตวรรษที่ 19 อีกด้วย

จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายที่ได้ทรงครองบ้านเมืองอย่างอิสระคือ จักรพรรดิตึ ดึ๊ก หลังการเสด็จสวรรคตของพระองค์ เกิดวิกฤตเกี่ยวกับผู้สืบทอดราชสมบัติจากการที่ผู้สำเร็จราชการ โตน เทิ้ต เทวี้ยต ({{lang|vi|Tôn Thất Thuyết,,) เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิถึง 3 พระองค์ในปีเดียว ซึ่งทำให้ฝรั่งเศสได้เข้ามาควบคุมอาณาจักรโดยตรงและเข้าถึงการครอบครองพระราชวงศ์ในที่สุด จักรพรรดิทุกพระองค์ตั้งแต่จักรพรรดิด่ง คั้ญ ถูกเลือกโดยฝรั่งเศสและกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น

รัฐอารักขาของฝรั่งเศส[แก้]

คณะทูตบรรณาการเวียดนามที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ค.ศ. 1863

จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ทรงดำเนินขั้นแรกที่จะสร้างอิทธิพลอาณานิคมของฝรั่งเศสในอินโดจีน โดยทรงอนุญาตให้ปล่อยเรือเดินทางในปี ค.ศ. 1858 เพื่อลงโทษชาวเวียดนามที่ได้กระทำผิดต่อมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส และบังคับให้ศาลยอมรับการดำรงอยู่ของชาวฝรั่งเศสในอาณาจักร ปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจของพระองค์ครั้งนี้คือเชื่อว่าฝรั่งเศสจะกลายเป็นมหาอำนาจอันดับสองโดยไม่ต้องขยายอิทธิพลเพิ่มเติมลงไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ความคิดที่ว่าฝรั่งเศสมีภารกิจเสริมสร้างก็ได้ถูกแพร่กระจาย จนในที่สุดก็นำไปสู่การรุกรานเต็มรูปแบบออกมาใน ค.ศ. 1861

โดยในปี ค.ศ. 1862 สงครามได้จบลงและเวียดนามได้ยกสามจังหวัดในทางตอนใต้ ให้เรียกว่า โคชินไชนาของฝรั่งเศส เปิดท่าเรือสามท่าเรือเพื่อค้าขายกับฝรั่งเศส อนุญาตทางผ่านให้เรือรบฝรั่งเศสไปยังกัมพูชา (นำไปซึ่งการยึดครองกัมพูชาเป็นรัฐอารักขาในปี ค.ศ. 1863) อนุญาตให้มิชชันนารีเผยแพร่ศาสนาได้อย่างเต็มที่และชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม และฝรั่งเศสก็ไม่ได้ยุ่งอะไรกับการก่อกบฏของกลุ่มชาวคริสต์เวียดนามในทางตอนเหนือของเวียดนาม แม้จะมีการแนะนำจากมิชชันนารี หรือการสังหารชาวคริสต์นับพันคนภายหลังการก่อกบฏแล้วก็ตาม ซึ่งฝรั่งเศสได้เห็นว่า แม้ว่าการประหัตประหารจะทำให้เป็นแรงกระตุ้นในการแทรกแซงเวียดนาม เหตุผลทางการเมืองและทหารคือแรงผลักดันที่ให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมในเวียดนามในที่สุด

ฝรั่งเศสสามารถยึดครองเวียดนามได้อย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1887 และได้ส่งเสริมการยึดครองต่อไป และได้พัฒนาเขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงโดยชาวเวียดนามขึ้น ราชวงศ์เหงียนยังคงสามารถปกครองเวียดนามต่อไปในฐานะรัฐในอารักขาอันนัม ฝรั่งเศสได้นำเอาส่วนผสมใหม่รวมเข้ากับวัฒนธรรมของเวียดนาม ฝรั่งเศสได้นำเอาศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกและระบบการเขียนภาษาเวียดนามโดยใช้อักษรละติน การสะกดคำที่ใช้ในการทับศัพท์ของเวียดนามเป็นที่น่าแปลกใจของโปรตุเกส เพราะฝรั่งเศสใช้หนังสือแปลที่รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้โดยบาทหลวงโปรตุเกส

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1[แก้]

ไฟล์:Early Nguyen Dynasty Flag.svg
ธงราชวงศ์เหงียน (ค.ศ. 1802 – ค.ศ. 1885)
ธงราชวงศ์เหงียน (ค.ศ. 1885 – ค.ศ. 1890)
ธงราชวงศ์ ค.ศ. 1920 – 17 เมษายน ค.ศ. 1945 และยังเป็นธงของ จักรวรรดิเวียดนาม ตั้งแต่ 11 มีนาคม ถึง 17 เมษายน ค.ศ. 1945

ขณะที่กำลังแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติของอินโดจีนและกำลังพลเพื่อนำใช้และสู้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ฝรั่งเศสกลับประสบปัญหาและต้องปราบปรามกลุ่มขบวนการรักชาติในเวียดนาม ในภูมิภาคอินโดจีนโดยเฉพาะเวียดนามนั้น ต้องนำเอากองกำลังให้ฝรั่งเศสกว่า 70,000 นาย และคนงาน 70,000 คน ซึ่งถูกบังคับให้เกณฑ์ทหารจากแต่ละหมู่บ้านเพื่อทำหน้าที่ในสมรภูมิในฝรั่งเศส เวียดนามยังยกเงินกว่า 184 ล้านปียัสทร์ในนามเงินกู้ และเสบียงอาหารกว่า 336,000 ตันให้ ซึ่งกลายเป็นภาระอย่างหนักของเกษตรกรซึ่งเคยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโรคระบาดพืชในปี ค.ศ. 1914 - ค.ศ. 1917

ขบวนการชาตินิยมเวียดนามที่มีอยู่ทั่วประเทศและขาดความเป็นหนึ่งเดียว แม้ว่าจะดูแข็งแรง แต่ยังล้มเหลวต่อการใช้ความยากลำบากของฝรั่งเศสซึ่งเป็นผลจากสงครามที่ได้มีผลต่อการลุกฮือใดๆก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1916 จักรพรรดิซวี เติน ทรงหลบหนีออกจากพระราชวังเพื่อเข้าร่วมการลุกฮือของกองกำลังทหารเวียดนาม ฝรั่งเศสได้รับแจ้งแผนการนี้และผู้นำการลุกฮือถูกจับกุมและประหารชีวิต พระองค์ถูกปลดออกจากพระราชบัลลังก์และถูกเนรเทศไปยังเกาะเรอูว์นียงในมหาสมุทรอินเดีย

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2[แก้]

ธงจักรพรรดิของ จักรวรรดิเวียดนาม จากเมษายนถึงสิงหาคม ค.ศ. 1945
ธงชาติของจักรวรรดิเวียดนาม ซึ่งอยู่ในฐานะรัฐหุ่นเชิดของญี่ปุ่น 17 เมษายน ค.ศ. 194530 สิงหาคม ค.ศ. 1945

กระแสชาตินิยมในเวียดนามรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ทุกการลุกฮือและความพยายามอันไม่แน่นอนก็เป็นอันล้มเหลวที่จะได้รับสิทธิใดๆจากผู้ควบคุมชาวฝรั่งเศส การปฏิวัติรัสเซียที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อการสร้างศตวรรษที่ 20 ในประวัติศาสตร์เวียดนาม

การเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 ซึ่งตรงกับวันครบรอบการยึดครอง ดานัง ในปี ค.ศ. 1858 ฝ่ายอักษะของญี่ปุ่นรุกรานเวียดนามในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1940 อันเป็นความพยายามที่จะสร้างฐานทหารเพื่อต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปี ค.ศ. 1941ค.ศ. 1945 กลุ่มขบวนการต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่เรียกกันว่า เวียดมินห์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ จาก ค.ศ. 1944 ถึง ค.ศ. 1945 ทางภาคเหนือของเวียดนามเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงที่ประชากรกว่าหนึ่งล้านคนประสบปัญหาและอดอาหารจนตาย ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ด้วยความตะหนักถึงชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร ญี่ปุ่นจึงได้กวาดล้างกลุ่มเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสไปจำคุก และได้ให้การรับรองให้เวียดนามมี "เอกราช" ภายใต้ "การคุ้มครอง" ของญี่ปุ่นโดยมีจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงเป็นพระจักรพรรดิแห่งเวียดนาม

การล่มสลายของราชวงศ์[แก้]

ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม และได้เกิดการลุกฮือโดยกลุ่มเวียดมินห์ หลังจากได้รับการร้องขอให้สละราชสมบัติ จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ได้ทรงสละราชสมบัติในวันที่ 30 สิงหาคม และได้มอบอำนาจให้กับเวียดมินห์ ทรงได้รับตำแหน่ง "ที่ปรึกษาสูงสุด" ให้กับรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากนั้นทรงหนีออกไปจากเวียดนามไม่นานเพราะทรงไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเวียดมินห์และได้ทรงลี้ภัยไปยังฮ่องกง ตามมาด้วยการกลับมาของฝรั่งเศสในเดือนตุลาคม สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1946 – ค.ศ. 1954) จึงเป็นการปะทะกันระหว่างฝรั่งเศสและเวียดมินห์

การสืบทอดราชวงศ์และตำแหน่งพระประมุขของราชวงศ์[แก้]

ในปี ค.ศ. 1948 ฝรั่งเศสได้เชิญชวนจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ให้ทรงกลับมาในฐานะของ "ประมุขรัฐ" (Quốc Trưởng, โกว๊กเจื๋อง) ของรัฐเวียดนาม (Quốc Gia Việt Nam, โกว๊กซาเหวียตนาม) ที่ตั้งขึ้นโดยฝรั่งเศสในบริเวณพื้นที่ควบคุมของฝรั่งเศส ขณะที่สงครามเลือดกับกลุ่มเวียดมินห์ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ยังดำเนินต่อไป จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ใช้เวลาส่วนใหญ่ของพระองค์ในช่วงความขัดแย้งทรงเกษมสำราญกับการมีดำรงพระชนม์ชีพในพระตำหนักหรูหราที่ด่าหลัต (ในเขตสูงของเวียดนาม) หรือในปารีส จนกระทั่งฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้ต่อเวียดมินห์ที่ เดียนเบียนฟู ในปี ค.ศ. 1954

ฝรั่งเศสได้เจรจาต่อรองกับสหรัฐอเมริกา เพื่อแบ่งเวียดนาม โดยได้มีการแบ่งเวียดนามเหนือให้กับกลุ่มเวียดมินห์ และเวียดนามใต้ ให้กับรัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีของรัฐเวียดนาม โง ดิ่ญ เสี่ยม ได้โค่นล้มจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ในการลงประชามติในปี 1955 ซึ่งผู้มีสิทธิลงเลือกตั้งส่วนใหญ่กลับเพิ่มขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้ง ไม่เพียงแต่มีผู้ลงมติให้เวียดนามใต้กลายเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งมีอยู่ถึงร้อยละ 98 เท่านั้น แต่จำนวนผู้ลงมติให้เป็นสาธารณรัฐกลับมามากกว่าผู้มีสิทธิลงมติ เสี่ยมจึงได้เป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเวียดนาม (Việt Nam Cộng Hòa, เหวียตนามก่งฮหว่า) ซึ่งทำให้จักรพรรดิบ๋าวดั่ยทรงสิ้นสุดเรื่องราวทางการเมืองอีกครั้งและเป็นการถาวร

จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงลี้ภัยไปยังฝรั่งเศสและเสด็สวรรคตในปี ค.ศ. 1997 และได้ฝังพระบรมศพที่สุสานปาซี มกุฎราชกุมารบ๋าว ล็อง จึงได้สืบทอดตำแหน่งพระประมุขแห่งราชวงศ์เหงียนหลังการเสด็จสวรรคตของพระบิดาในวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 หลังจากนั้นเจ้าชายบ๋าว ทั้ง ได้ทรงสืบทอดตำแหน่งพระประมุขราชวงศ์เหงียนจนถึงปัจจุบัน

เศรษฐกิจ[แก้]

เหรียญทองในสมัยของจักรพรรดิตึ ดึ๊ก
เหรียญมังกรบิน ฟีล็อง ในสมัยของจักรพรรดิมิญ หมั่ง ปี ค.ศ. 1833
ประวัติศาสตร์เวียดนาม Dien Thai Hoa.jpg
ราชวงศ์ห่งบ่าง 2879–258 ปีก่อนคริสต์ศักราช
ราชวงศ์ถุก 257–207 ปีก่อนคริสต์ศักราช
ราชวงศ์เจี่ยว 207–111 ปีก่อนคริสต์ศักราช
การปกครองของจีนครั้งแรก 111 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 40
พี่น้องจึง 40–43
การปกครองของจีนครั้งที่สอง 43–544
ราชวงศ์ลี้ยุคก่อน 544–602
การปกครองของจีนครั้งที่สาม 602–938
ราชวงศ์โง 939–967
ราชวงศ์ดิญ 968–980
ราชวงศ์เลยุคก่อน 980–1009
ราชวงศ์ลี้ 1009–1225
ราชวงศ์เจิ่น 1225–1400
ราชวงศ์โห่ 1400–1407
การปกครองของจีนครั้งที่สี่ 1407–1427
ราชวงศ์เล 1428–1788
ราชวงศ์หมัก 1527–1592
เจ้าตระกูลจิ่ญ 1545–1787
เจ้าตระกูลเหงียน 1558–1777
ราชวงศ์เต็ยเซิน 1778–1802
ราชวงศ์เหงียน 1802–1945
ลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก 1883–1945
สาธารณรัฐประชาธิปไตย
 เวียดนาม
1945–1976
สาธารณรัฐเวียดนาม 1955–1975
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตั้งแต่ 1976
หัวเรื่องสืบเนื่อง
ราชวงศ์จามปา 192–1471
ราชวงศ์ฟูนาน 1–627
รายชื่อเมืองหลวงของประวัติศาสตร์เวียดนาม
รายพระนามกษัตริย์และจักรพรรดิแห่งเวียดนาม
ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของเวียดนาม
วัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ของเวียดนาม
    

รายพระนามจักรพรรดิราชวงศ์เหงียน[แก้]

มงกุฎแห่งจักรพรรดิราชวงศ์เหงียน
จักรพรรดิราชวงศ์เหงียน ( ค.ศ. 1802 – ค.ศ. 1945)
พระบรมฉายาลักษณ์ พระนามแต่งตั้ง พระปรมาภิไธย พระนามเดิม ความสัมพันธ์กับรัชกาลก่อน ครองราชย์ พระนามที่ใช้ในการครองราชย์ สุสานหลวง เหตุการณ์
GiaLong.jpg 世祖
Thế Tổ
(ซา ล็อง)
開天弘道立紀垂統神文聖武俊德隆功至仁大孝高皇帝
Khai Thiên Hoằng Đạo Lập Kỷ Thùy Thống Thần Văn Thánh Vũ Tuấn Đức Long Công Chí Nhân Đại Hiếu Cao Hoàng Đế
阮福暎
Nguyễn Phúc Ánh
เหงียน ฟุก อั๊ญ
ขุนศึกเหงียน 1802–20 嘉隆 1802–20
Gia Long
千壽陵
Thiên Thọ lăng
ทรงรวบรวมประเทศได้และก่อตั้งราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนามและเป็นผู้ตั้งชื่อประเทศว่าเวียดนาม
Minh Mang.gif 聖祖
Thánh Tổ
มิญ หมั่ง
體天昌運至孝淳德文武明斷創述大成厚宅豐功仁皇帝
Thể Thiên Xương Vận Chí Hiếu Thuần Đức Văn Vũ Minh Đoán Sáng Thuật Đại Thành Hậu Trạch Phong Công Nhân Hoàng Đế
阮福膽
Nguyễn Phúc Đảm
เหงียน ฟุก เซิ่ม
พระราชโอรส 1820–41 明命 1820–41
Minh Mệnh
孝陵
Hiếu Lăng
รวมอาณาจักรจามปาได้สำเร็จ, ทำสงครามกับสยามและเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นดั่ยนาม
Gold lang Thieu Tri CdM.jpg 憲祖
Hiến Tổ
เถี่ยว จิ
紹天隆運至善淳孝寬明睿斷文治武功聖哲章皇帝
Thiệu Thiên Long Vận Chí Thiện Thuần Hiếu Khoan Minh Duệ Đoán Văn Trị Vũ Công Thánh Triết Chượng Chương Hoàng Đế
阮福綿宗 Nguyễn Phúc Miên Tông
เหงียน ฟุก เมี่ยนตง
พระราชโอรส 1841–47 紹治 1841–47
Thiệu Trị
昌陵
Xương Lăng
Vua Tu Duc.jpg 翼宗
Dực Tông
ตึ ดึ๊ก
世天亨運至誠達孝體健敦仁謙恭明略睿文英皇帝
Thể Thiên Hanh Vận Chí Thành Đạt Hiếu Thể Kiện Đôn Nhân Khiêm Cung Minh Lược Duệ Văn Anh Hoàng Đế
阮福洪任
Nguyễn Phúc Hồng Nhậm
พระราชโอรส 1847–83 嗣德 1847–83
Tự Đức
謙陵
Khiêm Lăng
เผชิญหน้ากับฝรั่งเศสและต้องยกโคชินไชนาให้กับฝรั่งเศส
An lang.jpg 恭宗
Cung Tông
สุก ดึ๊ก
惠皇帝
Huệ Hoàng Đế
阮福膺禛
Nguyễn Phúc Ưng Chân
พระราชภาติยะ[1] 1883 育德 1883
Dục Đức
安陵
An Lăng
เป็นจักรพรรดิได้เพียงสามวัน
ไฟล์:協和皇帝.jpg
เหียป ฮหว่า
文朗郡王

Văn Lãng Quận Vương

阮福洪佚
Nguyễn Phúc Hồng Dật
พระปิตุลา (พระราชโอรสของจักรพรรดิเถี่ยว จิ) 1883 協和 1883
Hiệp Hòa
เสียเอกราชให้แก่ฝรั่งเศสในรัชกาลนี้ หลังจากเกิดการลงนามในสนธิสัญญาเมืองเว้(ค.ศ. 1883)
簡宗
Giản Tông
เกี๊ยน ฟุก
紹德志孝淵睿毅皇帝
Thiệu Đức Chí Hiếu Uyên Duệ Nghị Hoàng Đế
阮福膺登
Nguyễn Phúc Ưng Đăng
พระภาติยะ (พระโอรสของพระเชษฐาของจักรพรรดิเหียป ฮหว่า) 1883–84 建福 1883–84
Kiến Phúc
陪陵
Bồi Lăng
เป็นจักรพรรดิที่ครองราชย์เพียงแค่ 4 เดือนท่ามกลางความวุ่นวายสับสน
Emperor Ham Nghi.jpg
ห่าม งี
阮福膺𧰡
Nguyễn Phúc Ưng Lịch
พระเชษฐา 1884–85 咸宜 1884–85
Hàm Nghi
Thonac Cemetery, France ถูกขับออกจากราชสมบัติเพราะความล้มเหลวของอุบายประตูตะวันตกและพยายามก่อกบฏอีกแต่ถูกจับกุมในปี 1888 และถูกเนรเทศไปยังแอลจีเรีย
DongKhanh.jpg 景宗
Cảnh Tông
ด่ง คั้ญ
弘烈統哲敏惠純皇帝
Hoằng Liệt Thống Thiết Mẫn Huệ Thuần Hoàng Đế
阮福膺祺
Nguyễn Phúc Ưng Kỷ
พระเชษฐา 1885–89 同慶 1885–89
Đồng Khánh
思陵
Tư Lăng
นิยมตะวันตก
Emperor Thanh Thai.jpg
ถั่ญ ท้าย
懷澤公

Hoài Trạch Công

阮福寶嶙
Nguyễn Phúc Bửu Lân
พระภาติยะ (พระราชโอรสของจักรพรรดิสุก ดึ๊ก) 1889–1907 成泰 1889–1907
Thành Thái
安陵
An Lăng
Vua Duy Tan nho.jpg
ซวี เติน
阮福永珊
Nguyễn Phúc Vĩnh San
พระราชโอรส 1907–16 維新 1907–16
Duy Tân
安陵
An Lăng
ถูกบังคับสละราชสมบัติ
Roi-Khai-Dinh.jpg 弘宗
Hoằng Tông
ขาย ดิ่ญ
嗣代嘉運聖明神智仁孝誠敬貽謨承烈宣皇帝
Tự Đại Gia Vận Thánh Minh Thần Trí Nhân Hiếu Thành Kính Di Mô Thừa Liệt Tuyên Hoàng Đế
阮福寶嶹
Nguyễn Phúc Bửu Đảo
พระญาติ (พระราชโอรสของจักรพรรดิด่ง คั้ญ) 1916–25 啟定 1916–25
Khải Định
應陵
Ứng Lăng
มีความสัมพันธ์อันดีกับฝรั่งเศสและเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองให้ฝรั่งเศส พระองค์ไม่เป็นที่นิยมของประชาชนเวียดนาม ผู้นำชาตินิยมกล่าวหาพระองค์ว่าขายชาติให้กับฝรั่งเศสและใช้ชีวิตอย่างหรูหราขณะที่ประชาชนถูกฝรั่งเศสกดขี่
Baodai.jpg
บ๋าว ดั่ย
阮福永瑞
Nguyễn Phúc Vĩnh Thụy
พระราชโอรส 1926–45 保大 1926–45
Bảo Đại
Cimetière de Passy, France ทรงสถาปนาจักรวรรดิเวียดนามในขณะที่ญี่ปุ่นยึดครองอินโดจีนในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาได้ทรงสละราชสมบัติและมอบอำนาจให้กับโฮจิมินห์ อันเป็นจุดจบของระบอบราชาธิปไตยของเวียดนาม แม้ว่าภายหลังได้ถูกถอดถอนจากฐานะพระประมุขของรัฐของรัฐเวียดนามแล้ว พระองค์ก็ยังไม่เป็นที่นิยมของประชาชนเวียดนาม เพราะถูกมองว่าเป็นหุ่นเชิดของฝรั่งเศส
  1. ภายหลังการสวรรคตของจักรพรรดิตึ ดึ๊ก และดำเนินตามพระราชพินัยกรรมของพระองค์ จักรพรรดิสุก ดึ๊ก ได้ขึ้นครองราชย์ในวันที่ 19 กรกฎาคม 1883 อย่างไรก็ตาม พระองค์ถูกขับออกจากบัลลังก์และถูกจำคุกสามวันหลังจากนั้น หลังจากที่พระองค์ทรงถูกกล่าวหาว่าลบข้อความหนึ่งของพระราชพินัยกรรมจักรพรรดิตึ ดึ๊ก พระองค์ทรงไม่ทันได้ประกาศพระนามที่ใช้ในการครองราชย์ จึงเรียกพระองค์ตามชื่อพระตำหนักของพระองค์ว่า สุก ดึ๊ก
  2. มกุฎราชกุมารบ๋าว ล็อง ได้สืบทอดเป็นพระประมุขแห่งราชวงศ์เหงียนต่อจากพระบิดาของพระองค์
  3. หลังจากการสิ้นพระชนม์ของมกุฎราชกุมารบ๋าว ล็อง พระอนุชาของพระองค์ เจ้าชายบ๋าว ทั้ง จึงได้ทรงสืบต่อฐานะพระประมุขแห่งราชวงศ์เหงียนต่อจากพระเชษฐาของพระองค์

พงศาวลี[แก้]

1
ซา ล็อง
1802–1819
 
 
2
มิญ หมั่ง
1820–1840
 
 
3
เถี่ยว จิ
1841–1847
 
 
         
4
ตึ ดึ๊ก
1847–1883
  ถวั่ย ท้าย เวือง (อ๋องถวั่ย ท้าย)   เกียน ท้าย เวือง (อ๋องเกียน ท้าย)   6
เหียป ฮหว่า
1883
   
             
5
สุก ดึ๊ก
1883
  9
ด่ง คั้ญ
1885–1889
  8
ห่าม งี
1884–1885
  7
เกี๊ยน ฟุก
1883–1884
   
10
ถั่ญ ท้าย
1889–1907
  12
ขาย ดิ่ญ
1916–1925
 
   
11
ซวี เติน
1907–1916
  13
บ๋าว ดั่ย
1926–1945
 

อ้างอิง[แก้]