ชาวแมนจู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก แมนจู)
Jump to navigation Jump to search
แมนจู
Manju.svg
滿族/满族
Nurhaci.jpg
Armoured Kangxi Emperor.jpg
Portrait of Emperor Qianlong.jpg
The Ci-Xi Imperial Dowager Empress (6).PNG
Aisin-Gioro Puyi 01.jpg
Gen Yoshiko Kawashima.jpg
Laoshe.jpg
John Fugh.jpg
Chopin Year in Poland - Lang Lang 01.jpg
ประชากรทั้งหมด
ประมาณ 10.68 ล้านคน (2000)[1]
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างสำคัญ
ประเทศจีน ประเทศจีน (เฮย์หลงเจียง · จี๋หลิน · เหลียวหนิง)
อาจมีใน แคนาดา แคนาดา, ญี่ปุ่นญี่ปุ่น และ สหรัฐ สหรัฐอเมริกา
ภาษา
ภาษาแมนจู (มีจำนวนน้อยมากใกล้สูญหาย),
ภาษาจีนกลาง
ศาสนา
พระพุทธศาสนา และบูชาบรรพบุรุษ[2][3]
ปัจจุบัน ไม่นับถือศาสนา และไม่เชื่อในพระเจ้า[4]
กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
ซีเปอ, อีเวนค์, นาไน, โอโรเชน และกลุ่มตังกูสิกอื่น ๆ

แมนจู (แมนจู: ᠮᠠᠨᠵᡠ; จีนตัวย่อ: 满族; จีนตัวเต็ม: 滿族; พินอิน: Mǎnzú; เวด-ไจลส์: Man3-tsu2 หม่านจู๋) เป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าหนึ่งในประเทศจีนและผู้คนจากดินแดนแมนจูเรียได้ใช้ชื่อดินแดนเป็นชื่อเรียกชนเผ่าของตนเอง[5]

ชาวแมนจูเป็นกลุ่มสาขาที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มชาวตุงกูซิกที่ใช้ภาษากลุ่มตุงกูซิกและได้อาศัยกระจัดกระจายทั่วประเทศจีน ถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศจีน[6] ชาวแมนจูได้อาศัยและพบได้ใน 31 จังหวัดของจีน โดยเฉพาะในดินแดนแมนจูเรีย

เหลียวหนิงถือได้ว่าเป็นดินแดนที่มีประชากรแมนจูเยอะที่สุด ส่วนเหอเป่ย, เฮย์หลงเจียง, จี๋หลิน, มองโกเลียในและปักกิ่ง มีประชากรแมนจู 100,000 คนอาศัยอยู่ ประมาณครึ่งของประชากรอาศัยอยู่ในเหลียวหนิงและ 1 ใน 5 อยู่ที่เหอเป่ย์ นอกจากนี้ยังมีชาวแมนจูอาศัยอยู่ในประเทศรัสเซียอันได้แก่ ดินแดนปรีมอร์สกี บางส่วนของดินแดนฮาบารอฟสค์และแคว้นอามูร์

ประวัติโดยสังเขปของชาวแมนจูนั้น ในทัศนคติของชาวฮั่น ถือได้ว่าเป็นชนกลุ่มน้อยเร่ร่อนหรือคนป่าเถื่อน ชาวแมนจูได้สืบเชื้อสายมาจากชาวหนี่เจิน (Jurchen; 女真) ที่ซึ่งได้สถาปนาราชวงศ์จินตอนแรกขึ้นทางตอนเหนือของจีน ในช่วง ค.ศ. 1115-1234 ชาวแมนจูนั้นต่อมาได้ตั้งอาณาจักรของตนขึ้นทางตอนเหนือของจีนอีกครั้ง คือ ราชวงศ์จินตอนหลัง เป็นราชวงศ์แรกของชาวแมนจูที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน มีผู้นำคือจักรพรรดินู่เอ๋อร์ฮาชื่อเป็นจักรพรรดิองค์แรก และจักรพรรดิหฺวัง ไถจี๋จักรพรรดิองค์ที่สอง ได้ทรงเปลี่ยนชื่อชาวแมนจูจาก "หนี่เจิน" (女真) เป็น "หม่านจู๋" หรือ แมนจู (滿族)[7][8]

และในสมัยจักรพรรดิซุ่นจื้อได้นำกองทัพแมนจูยึดกรุงปักกิ่งซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์หมิงได้สำเร็จในปีค.ศ. 1644 และได้เปลี่ยนชื่อจากแมนจูเป็นชิงและสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้นในปีเดียวกันนั่นเองราชวงศ์นี้ปกครองจีนจนถึงปี ค.ศ. 1911 มีจักรพรรดิปกครองทั้งสิ้น 12 พระองค์[ต้องการอ้างอิง]

นิรุกติศาสตร์ของชื่อเรียกทางกลุ่มชาติพันธุ์[แก้]

จิ่ว หมั่นโจว ดาง เป็นเอกสารบันทึกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้คำว่า "แมนจู" เป็นครั้งแรก[9] สุดอย่างไรก็ตาม ความหมายของชื่อแมนจูยังเป็นที่ถกเถียงกัน[10] ตามบันทึกประวัติศาสตร์โดยราชสำนักสมัยราชวงศ์ชิง มีการอ้างไว้ว่าชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์มาจาก มัญชุศรี [11] หรือพระโพธิสัตว์ ในความเชื่อของทิเบต มีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงว่าชาวแมนจูเป็นชนชาติศักดิ์สิทธิ์ ในขณะนั้นทิเบตอยู่ภายใต้อาณัติของราชวงศ์ชิง โดยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงได้ทรงสนับสนุนความเชื่อดังกล่าวและได้เขียนบทกลอนกวีโดยมีเนื่อหาเช่นเดียวกันเป็นจำนวนมาก[12]

เม็ง เซน บัณฑิตโด่งดังสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลายก็มีความเห็นโดยเขาเชื่อว่า คำว่า "แมนจู" ยังเกี่ยวข้องกับ "หลี่ หมั่นโจว" (李滿住) หัวหน้าเผ่าของหนี่เจินในเจี้ยนโจว[13][14]

ส่วนบัณฑิตอีกคน จาง ซาน คิดว่า แมนจู เป็นคำประสมมาจากคำว่า "แมน" (หมัน) มาจากคำว่า "มางกา" (ᠮᠠᠩᡤᠠ) ในภาษาแมนจูแปลว่า แข็งแรง, เข้มแข็ง และ "จู" (ᠵᡠ) มาจาก ธนู ดังนั้น แมนจู จึงแปลว่า ธนูอันแกร่ง[15]

วัฒนธรรม[แก้]

ทรงผม[แก้]

องค์ชายไจ้เต้าแห่งราชวงศ์ชิงไว้ผมเปียตามแบบชาวแมนจู

ทรงผมตามประเพณีของชาวแมนจู คือ โกนครึ่งหัวด้านหน้าและไว้ผมแบบหางเปียข้างหลังรวบเป็นเส้นเดียวและยาว เรียกว่า "เปี้ยนซือ" (辮子; biànzi) หรือ "ซอนโกโฮ" ในภาษาแมนจู ต้นกำเนิดของทรงผมนี้คาดว่าน่าจะมาจากข้อสันนิษฐานว่าชาวแมนจูนิยมใช้ม้าเยอะ ทรงผมนี้ช่วยในการเคลื่อนไหวบนม้าและเวลายิงธนู เส้นผมจะไม่ปกหน้า ถักเปียพันคอเอาไว้ให้ความอบอุ่นกับลำคอ ส่วนโกนด้านหน้ามีสองทฤษฎี คือไม้ให้มาปลิวปิดตา หรือทำให้ใส่หมวกเหล็กสะดวก (แบบทรงผมซามูไร)

สตรีชั้นสูงชาวแมนจู (แบบทรงหมวกปีกกว้าง) ค.ศ. 1900

ส่วนสตรีชาวแมนจูจะไว้ทรงผมที่แตกต่างออกไปที่เรียกว่า "เหลียง ปาโตว" สตรีชาวแมนจูนิยมผมทรงสูงๆใหญ่ๆ ใส่ดอกไม้ดอกโต ทรงผมของหญิงชาวแมนจูแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1.ทรงสองแกละ 2.ทรงหมวกปีกกว้าง ทรงสองแกละนั้นเริ่มจากการหวีผมไปไว้ด้านหลัง จากนั้นแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนล่างถึงลำคอ แล้วแบ่งผมออกเป็นสองช่อยกสูง ตอนที่พับนั้นชโลมน้ำยาจัดทรงผมพร้อมกับจัดให้เรียบ ยกสูงขึ้นเล็กน้อย แล้วพับ จากนั้นรวมกันเป็นช่อเดียว แล้วย้อนกลับไปด้านหน้า ใช้เชือกมัดให้แน่นจากโคนผมจากนั้นสอดแถบเหล็กสำหรับจัดทรง แล้วนำเส้นผมพันรอบแถบเหล็กนั้นไว้ ให้เป็นรูปตัว T แล้วค่อยประดับด้วยดอกไม้ ลูกปัด และพู่ห้อยหรือตุ้งติ้ง ภายหลังในสมัยเสียนเฟิงฮ่องเต้ (ก่อนสมัยซูสีไทเฮา) ผมทรงนี้ก็ค่อยๆมีขนาดใหญ่ขึ้น แกละทั้งสองข้างก็มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงนำแถบรูปพัดสีดำมาประดับให้ปีกผมทั้งสองข้างกว้างขึ้น แล้วเรียกว่า ฉีโถว หรือ กวนจวง ซึ่งเรารู้จักกันในนาม ต้าลาเช่อ

วันหยุดทางประเพณี[แก้]

ชาวแมนจูมีวันหยุดทางประเพณีหลายวัน บางวันได้รับอิทธิพลจากชาวฮั่น เช่น ตรุษจีน[16] และ เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง[17] บางวันก็เป็นวันหยุดของแมนจูแท้ ๆ เช่น เทศกาลปานจิน (頒金節, Banjin Inenggi, แม่แบบ:ManchuSibeUnicode) ซึ่งจัดทุกวันที่ 13 ของเดือนสิบในปฏิทินจันทรคติ เป็นวันฉลองครบรอบการตั้งชื่อคำว่า "หม่านจู๋" (แมนจู)[10] โดยในปีค.ศ. 1635, จักรพรรดิหฺวัง ไถจี๋ ได้ทรงเปลี่ยนชื่อชาวแมนจูจาก "หนวี่เจิน" (女真) เป็น "หม่านจู๋" (滿族)[7][18] วันเจว๋เหลียง (絕糧日) หรือ วันกำจัดอาหาร ซึ่งจัดทุกวันที่ 26 ของเดือนแปดของในปฏิทินจันทรคติ เป็นอีกวันหยุดหนึ่ง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องเล่าของจักรพรรดินู่เอ๋อร์ฮาชื่อและกองทัพของพระองค์ ซึ่งกำลังทำศึกกับศัตรูกระทั่งเกือบไม่มีอาหารเหลือ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้สนามรบ ได้ยินว่าเสบียงอาหารใกล้หมด จึงมาช่วยจักรพรรดิและกองทัพ ขณะนั้นสนามรบไม่มีภาชนะที่ใช้ในการรับประทานอาหาร จึงต้องใช้ใบจี่ซู (紫蘇) ห่อข้าว จากนั้นกองทัพก็ได้ชัยชนะ คนรุ่นหลังจึงระลึกถึงความลำบากนี้ โดยจักรพรรดินู่เอ๋อร์ฮาชื่อทรงสถาปนาวันนี้ให้เป็นวันเจว๋เหลียง ตามประเพณีแล้ว ชาวแมนจูมักกินใบจี่ซูหรือใบผักกาดห่อด้วยข้าวสวย ไข่คน เนื้อวัวหรือเนื้อหมู[19]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Ethnic Groups - china.org.cn - The Manchu ethnic minority" (ใน English). สืบค้นเมื่อ 2008-09-26. 
  2. Sate Nationalities Affairs Commission (September 2005). Zhang Yongfa and Fang Yongming, ed. Selected pictures of Chinese ethnic groups (ใน English) (First edition ed.). China Pictorial Publishing House. p. 48. ISBN 7-80024-956-5. 
  3. Wang Can; Wang Pingxing (May 2004). Ethnic groups in China (ใน English). China Intercontinental Press. ISBN 7-5085-0490-9. 
  4. the gospel need of Manchu people(Chinese traditional)
  5. Merriam-Webster, Inc 2003, p. 754
  6. 《中国2010年人口普查资料(上中下)》(the Data of 2010 China Population Census). China Statistics Press. 2012. ISBN 9787503765070. 
  7. 7.0 7.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ 太宗实录满洲
  8. the Origin of Banjin Inenggi (simplified Chinese)
  9. Endymion Porter Wilkinson (2000). Chinese History: A Manual. Harvard Univ Asia Center. pp. 728–. ISBN 978-0-674-00249-4. 
  10. 10.0 10.1 Yan 2008, p. 49
  11. Agui 1988, p. 2
  12. Meng 2006, p. 6
  13. Meng 2006, pp. 4–5
  14. Meng 2006, p. 5
  15. 《族称Manju词源探析》,长山,刊载于《满语研究》2009年第01期 (Changshan (2009), The Research of Ethnic Name "Manju"'s Origin, Manchu Language Research, the 1st edition)
  16. Manchu Spring Festival
  17. Manchu Duanwu Festival
  18. the Origin of Banjin Inenggi (simplified Chinese)
  19. The Day of Running Out of Food (simplified Chinese)