ราชอาณาจักรอิรัก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ราชอาณาจักรฮัชไมต์อิรัก (1932–1941; 1947-1958)
المملكة العراقية الهاشمية
ราชอาณาจักรอิรัก (1941–1947)
المملكة العراقية

1932–1958
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
เพลงชาติ
อัสซาลาม อัลมาลิกกี السلام الملكي
Es Salaam al-Malaky
สันติภาพแด่กษัตริย์
เมืองหลวง แบกแดด
ภาษา อาหรับ
เคิร์ด
แอราเมอิก
เปอร์เซีย
ศาสนา ซุนนีย์
ศาสนาคริสต์
ศาสนายูดาห์
Yazdânism
Mandaeism
การปกครอง ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ[1]
พระมหากษัตริย์
 -  1932-1933 ฟัยศ็อลที่ 1
 -  1933-1939 ฆอซี
 -  1939-1958 ฟัยศ็อลที่ 2
นายกรัฐมนตรี
 -  1920-1922 Abd Al-Rahman Al-Gillani (คนแรก)
 -  1958 Ahmad Mukhtar Baban (คนสุดท้าย)
ยุคประวัติศาสตร์ สมัยระหว่างสงคราม, สงครามโลกครั้งที่สอง, สงครามเย็น[2]
 -  การครองราชย์ของพระเจ้าฟัยศ็อลที่ 1 1932
 -  เป็นเอกราช 3 ตุลาคม 1932[3]
 -  รัฐประหาร 1 เมษายน 1941
 -  สนธิสัญญาแบกแดด 24 กุมภาพันธ์ 1955
 -  การรวมตัวของสหพันธรัฐอาหรับ[4] 14 กุมภาพันธ์ 1958
 -  ระบอบกษัตริย์ถูกล้มเลิก 14 กรกฎาคม 1958
พื้นที่
 -  1958[5] 438,317 ตร.กม. (169,235 ตารางไมล์)
ประชากร
 -  1958[5] ประมาณการ 6,488,000 
     ความหนาแน่น 14.8 คน/ตร.กม.  (38.3 คน/ตารางไมล์)
ประวัติศาสตร์อิรัก
Great Mosque of Samarra
ก่อนประวัติศาสตร์
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
สมัยคลาสสิก
ยุคกลาง
ประวัติศาสตร์สมัยใหม่
อิรักสมัยใหม่
[แก้ไขแม่แบบนี้]

ราชอาณาจักรอิรัก (อาหรับ: المملكة العراقية‎; อังกฤษ: Kingdom of Iraq) เป็นรัฐที่ดำรงอยู่ในตะวันออกกลางระหว่างค.ศ. 1932–1958 ราชอาณาจักรอิรักสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1922 หลังจักรวรรดิออตโตมันพ่ายแพ้ในการทัพเมโสโปเตเมียในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หลังจากนั้นสันนิบาตชาติมอบหมายให้ดินแดนเมโสโปเตเมียอยู่ใต้อาณัติของสหราชอาณาจักร แต่การลุกฮือในอิรักในปีค.ศ. 1920 ทำให้สหราชอาณาจักรต้องยอมลงนามในสนธิสัญญาเพื่อมอบอำนาจการปกครองตนเองให้แก่อิรัก ในช่วงแรกราชอาณาจักรอิรักภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮัชไมต์ประสบปัญหาด้านศาสนาและเชื้อชาติ นำไปสู่รัฐประหารในปี ค.ศ. 1936 ที่ทำให้การปกครองยิ่งไม่มีเสถียรภาพ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลอิรักนำโดยมกุฎราชกุมารอับดัลอิละฮ์แห่งอิรักถูกล้มล้างโดยกลุ่มนายทหารนิยมฟาสซิสต์ แต่ไม่นานก็พ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามอังกฤษ-อิรัก จากนั้นอิรักกลายเป็นฐานของฝ่ายสัมพันธมิตรในการโจมตีซีเรียใต้อาณัติของฝรั่งเศสวิชีและรุกรานอิหร่าน ช่วงปลายสงคราม อิรักเป็นสมาชิกสหประชาชาติและสมาชิกก่อตั้งสันนิบาตอาหรับ ในปี ค.ศ. 1948 อิรักเป็นชาติหนึ่งที่ทำสงครามกับอิสราเอล ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของอิสราเอล

เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1958 สมเด็จพระราชาธิบดีฮุสเซนแห่งจอร์แดนกับมกุฎราชกุมารอับดัลอิละฮ์ตกลงที่จะจัดตั้งสหภาพชื่อสหพันธรัฐอาหรับ เพื่อตอบโต้ฝ่ายอียิปต์กับซีเรียที่รวมตัวเป็นสหสาธารณรัฐอาหรับที่มีแนวคิดแบบนาสเซอร์ แต่สหพันธรัฐนี้คงอยู่ได้ไม่นานเนื่องจากระบอบกษัตริย์ถูกโค่นล้มโดยอิบด์ อัล-คะริม กอซิมในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน

ประวัติศาสตร์[แก้]

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์อิรัก

รัฐอารักขาของสหราชอาณาจักร[แก้]

การประกาศอิสรภาพ[แก้]

ความขัดแย้งทางการการเมือง ค.ศ. 1933-1941[แก้]

ดูบทความหลักที่: รัฐประหารอิรัก ค.ศ. 1941

สงครามอังกฤษ-อิรัก และ การควบคุมอิรักครั้งที่ 2[แก้]

ค.ศ.1941-1958[แก้]

การล้มล้างราชบัลลังก์[แก้]

ดูบทความหลักที่: ปฏิวัติ 14 กรกฎาคม

พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอิรัก[แก้]

  พระปรมาภิไธย พระบรมราชสมภพ สวรรคต สมเด็จพระบรมราชินี
1307109799 king-faisal-i-of-iraq-kopiya.jpg พระเจ้าฟัยศ็อลที่ 1 แห่งอิรัก 23 สิงหาคม พ.ศ. 246423 สิงหาคม พ.ศ. 2464 8 กันยายน พ.ศ. 24768 กันยายน พ.ศ. 2476 สมเด็จพระราชินีฮะซัยมาแห่งอิรัก
Ghazi of Iraq.jpg พระเจ้าฆอซีแห่งอิรัก 8 กันยายน พ.ศ. 24768 กันยายน พ.ศ. 2476 4 เมษายน พ.ศ. 24824 เมษายน พ.ศ. 2482 สมเด็จพระราชินีอะลียะฮ์แห่งอิรัก
Faisal II.jpg พระเจ้าฟัยศ็อลที่ 2 แห่งอิรัก 4 เมษายน พ.ศ. 24824 เมษายน พ.ศ. 2482 14 กรกฎาคม พ.ศ. 250114 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 เจ้าหญิงซาบิฮา ฟาซิละ ฮานิม สุลต่าน
พระคู่หมั้น

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Ghareeb, Edmund A.; Dougherty, Beth K. Historical Dictionary of Iraq. Lanham, Maryland and Oxford: The Scarecrow Press, Ltd., 2004. Pp. lvii.
  2. Duiker, William J; Spielvogel, Jackson J. World History: From 1500. 5th edition. Belmont, California, USA: Thomson Wadsworth, 2007. Pp. 839.
  3. Ghareeb; Dougherty. Pp lvii
  4. Gareth Stansfield; Anderson, Liam D. (2004). The Future of Iraq : Dictatorship, Democracy or Division?. Basingstoke: Palgrave Macmillan. ISBN 1-4039-6354-1.CS1 maint: multiple names: authors list (link)
  5. Ghareeb; Dougherty. Pp lviii

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]