จักรวรรดิบริติช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก จักรวรรดิอังกฤษ)
จักรวรรดิบริติช
พื้นที่ต่าง ๆ ของโลกซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริติช ปัจจุบันดินแดนโพ้นทะเลอังกฤษถูกขีดเส้นใต้สีแดง
พื้นที่ต่าง ๆ ของโลกซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริติช ปัจจุบันดินแดนโพ้นทะเลอังกฤษถูกขีดเส้นใต้สีแดง

จักรวรรดิบริติช (อังกฤษ: British Empire) ประกอบด้วยประเทศในเครือจักรภพ คราวน์โคโลนี รัฐในอารักขา รัฐในอาณัติ และดินแดนอื่นซึ่งสหราชอาณาจักรปกครองหรือบริหาร จักรวรรดิกำเนิดจากดินแดนอาณานิคมโพ้นทะเลและสถานีการค้าที่ราชอาณาจักรอังกฤษก่อตั้งระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในช่วงที่เจริญถึงขีดสุด จักรวรรดิบริติชเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นมหาอำนาจโลกชั้นแนวหน้านานกว่าหนึ่งศตวรรษ[1] ใน ค.ศ. 1922 จักรวรรดิบริติชปกครองประชากรประมาณ 458 ล้านคน หรือกว่าหนึ่งในห้าของประชากรโลกในเวลานั้น[2] ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 33,000,000 ตารางกิโลเมตร เกือบหนึ่งในสี่ของพื้นดินทั้งหมดของโลก[3][4] เป็นผลให้มรดกทางการเมือง กฎหมาย ภาษาและวัฒนธรรมของอังกฤษแผ่ขยาย ในยุคที่จักรวรรดิบริติชรุ่งเรืองที่สุด มักใช้คำวลี "ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดินในจักรวรรดิบริติช" เพราะดินแดนที่มีอยู่ทั่วโลกทำให้ดวงอาทิตย์ยังส่องแสงอยู่ในดินแดนใต้ปกครองอย่างน้อยที่สุดหนึ่งแห่งตลอดเวลา

ระหว่างยุคแห่งการสำรวจในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 สเปนและโปรตุเกสบุกเบิกการสำรวจโลกของชาวยุโรป และสร้างจักรวรรดิโพ้นทะเลขนาดใหญ่ไปพร้อมกัน จากความอิจฉาในความมั่งคั่งของจักรวรรดิทั้งสอง อังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์จึงเริ่มก่อตั้งอาณานิคมและเครือข่ายการค้าของตนในทวีปอเมริกาและเอเชีย[5] สงครามอย่างต่อเนื่องกับเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 ทำให้อังกฤษ (หรือบริเตนใหญ่ หลังสหภาพระหว่างอังกฤษและสกอตแลนด์ใน ค.ศ. 1707) เป็นมหาอำนาจด้านอาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือและอินเดียอย่างเด็ดขาด

เอกราชของสิบสามอาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือให้หลังสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกาใน ค.ศ. 1783 ทำให้บริเตนเสียอาณานิคมที่เก่าแก่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดไปหลายแห่ง ไม่นานบริเตนหันความสนใจไปทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชีย และแปซิฟิกแทน หลังฝรั่งเศสสมัยนโปเลียนปราชัยใน ค.ศ. 1815 บริเตนก้าวเป็นมหาอำนาจทางทะเลและจักรวรรดิหลักในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีกรุงลอนดอนเป็นนครใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1830[6] ภาวะครอบงำของบริเตนที่ไร้ผู้ต่อกรในทะเลภายหลังมีผู้อธิบายว่าเป็นสันติภาพบริเตน ระยะที่ค่อนข้างสันติในทวีปยุโรปและโลก (ค.ศ. 1815–1914) ซึ่งระหว่างนั้นจักรวรรดิบริติชเป็นผู้ครองความเป็นใหญ่ในโลกและรับบทบาทตำรวจโลก[7][8][9][10] ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนแปลงบริเตน ในขณะที่มีนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ใน ค.ศ. 1851 จักรวรรดิบริติชมีผู้อธิบายว่า "โรงซ่อมสร้างของโลก"[11] จักรวรรดิบริติชขยายไปรวมอินเดีย ส่วนใหญ่ของทวีปแอฟริกา และดินแดนอื่นอีกลหายดินแดนทั่วโลก นอกจากใช้การควบคุมอย่างเป็นทางการเหนืออาณานิคมของตนแล้ว ภาวะครอบงำของบริเตนเหนือการค้าโลกปริมาณมากหมายความว่า จักรวรรดิควบคุมเศรษฐกิจของหลายภูมิภาคได้ชะงัด เช่น ทวีปเอเชียและละตินอเมริกา[12][13] ในประเทศ ทัศนะทางการเมืองนิยมการค้าเสรีและนโยบายปล่อยให้ทำไปและการค่อย ๆ ขยายสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ระหว่างศตวรรษนั้น ประชากรเพิ่มจำนวนในอัตราน่าตกใจ ร่วมกับการทำให้เป็นเมืองอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความเครียดทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างสำคัญ[14] ในการแสวงตลาดและแหล่งวัตถุดิบใหม่ พรรคอนุรักษนิยมภายใต้การนำของเบนจามิน ดิสราเอลีเริ่มสมัยการขยายจักรวรรดินิยมในอียิปต์ แอฟริกาใต้และที่อื่น แคนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์กลายเป็นประเทศในเครือจักรภพที่ปกครองตนเอง[15]

เมื่อเริ่มคริสต์ศตวรรษที่ 20 เยอรมนีและสหรัฐท้าทายความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของบริเตน ความตึงเครียดทางทหารและเศรษฐกิจต่อมาระหว่างบริเตนและเยอรมนีเป็นสาเหตุหลักของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งระหว่างสงคราม บริเตนพึ่งพาจักรวรรดิของตนอย่างหนัก ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้เกิดความเครียดต่อทรัพยากรทหาร การเงินและกำลังคนอย่างมโหฬารแก่บริเตน แม้จักรวรรดิมีดินแดนไพศาลที่สุดทันทีหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่บริเตนก็มิใช่มหาอำนาจทางทหารหรืออุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของโลกอีกต่อไป ในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นยึดครองอาณานิคมของบริเตนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้บริเตนและพันธมิตรชนะในบั้นปลายก็ตาม ความเสียหายต่อเกียรติภูมิของบริเตนช่วยเร่งความเสื่อมของจักรวรรดิ อินเดีย การครอบครองที่มีมูลค่าที่สุดและมีประชากรมากที่สุดของบริเตน ได้รับเอกราชโดยเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการปลดปล่อยอาณานิคมซึ่งบริเตนให้เอกราชแก่ดินแดนส่วนใหญ่ของจักรวรรดิ หลายคนนับว่าการคืนฮ่องกงให้จีนใน ค.ศ. 1997 เป็นการสิ้นสุดของจักรวรดิบริติช[16][17][18][19] ดินแดน 14 แห่งยังอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของอังกฤษ หลังได้รับเอกราช อดีตอาณานิคมหลายแห่งเข้าร่วมเครือจักรภพแห่งชาติ เป็นสมาคมอิสระของรัฐเอกราช บัดนี้สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งใน 16 ชาติเครือจักรภพ โดยมีพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกันคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

เนื้อหา

จุดเริ่มต้น (1497–1583)[แก้]

รูปถอดแบบเรือ เดอะแมทธิว เรือของจอห์น คาบ็อตในการเดินเรือไปโลกใหม่เที่ยวที่สองของเขา

มีการวางรากฐานจักรวรรดิบริติชตั้งแต่อังกฤษและสกอตแลนด์ยังเป็นราชอาณาจักรแยกกัน ใน ค.ศ. 1496 หลังโปรตุเกสและสเปนประสบความสำเร็จในการสำรวจโพ้นทะเล พระเจ้าเฮนรีที่ 7 แห่งอังกฤษทรงแต่งตั้งให้จอห์น คาบ็อตนำการเดินทางทางเรือเพื่อสำรวจหาเส้นทางไปทวีปเอเชียผ่านทางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ[20] ต่อมาใน ค.ศ. 1497 ห้าปีหลังการค้นพบทวีปอเมริกา คาบ็อตแล่นเรือจากอังกฤษ และแม้เขาขึ้นฝั่งเกาะนิวฟันด์แลนด์ได้สำเร็จ (ซึ่งเข้าใจผิดว่าเขาได้ถึงทวีปเอเชียแล้ว เช่นเดียวกับคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส[21]) แต่ไม่มีความพยายามตั้งอาณานิคม คาบ็อตนำการเดินทางด้วยเรือไปทวีปอเมริกาอีกครั้งในปีต่อมา แต่ไม่มีผู้ทราบข่าวจากเรือของเขาอีกเลย[22]

อังกฤษไม่พยายามก่อตั้งอาณานิคมอีกในทวีปอเมริกาเรื่อยมาจนรัชกาลพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 16[23] ขณะเดียวกันการปฏิรูปโปรแตสแตนต์ทำให้อังกฤษกับสเปนที่นับถือนิกายคาทอลิกเป็นศัตรูกัน[20] ใน ค.ศ. 1562 พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงส่งเสริมให้นักเดินเรือส่วนตัว (prirateer) จอห์น ฮอว์กินส์และฟรานซิส เดรก โจมตีปล้นทาสตามเรือสเปนและโปรตุเกสซึ่งแล่นจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก[24] มีเป้าหมายเพื่อทำลายระบบการค้าแอตแลนติก ความพยายามดังกล่าวถูกหยุดยั้ง และเมื่อสงครามอังกฤษ-สเปนทวีความรุนแรงขึ้น พระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ทรงอนุญาตให้ขยายโจมตีแบบโจรสลัดไปถึงเมืองท่าของสเปนในทวีปอเมริกาและการเดินเรือที่แล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกลับมา ซึ่งเรือนี้เต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติซึ่งขนกลับจากโลกใหม่[25] ขณะเดียวกัน นักเขียนที่มีอิทธิพล อาทิ ริชาร์ด ฮัคลุยต์ และจอห์น ดี (เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า "จักรวรรดิบริติช"[26]) กำลังเริ่มผลักดันให้มีการก่อตั้งจักรวรรดิของอังกฤษเอง จนถึงเวลานี้ สเปนเป็นชาติที่ครอบงำในทวีปอเมริกาและกำลังสำรวจมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนโปรตุเกสสร้างสถานีการค้าและค่ายทหารตั้งแต่ชายฝั่งทวีปแอฟริกาและบราซิลจนถึงจีน และฝรั่งเศสเริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ ที่ต่อมากลายเป็นอาณานิคมนิวฟรานซ์[27]

การตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์[แก้]

แม้อังกฤษล่าอาณานิคมล้าหลังเมื่อเทียบกับสเปนและโปรตุเกส ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 อังกฤษก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์ด้วยชาวโปรเตสแตนท์จากอังกฤษและสกอตแลนด์ คล้ายกับการบุกครองของชาวนอร์มันใน ค.ศ. 1169[28][29] หลายคนซึ่งช่วยตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์ยังมีส่วนในการตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกาเหนือในช่วงเริ่มแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า "ชายเวสต์คันทรี" (West Country men)[30]

"จักรวรรดิบริติชที่หนึ่ง" (1583–1783)[แก้]

ใน ค.ศ. 1578 พระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 พระราชทานเอกสารสิทธิ์ (patent) แก่ฮัมฟรีย์ กิลเบิร์ต ในการค้นพบและการสำรวจโพ้นทะเล[31] ปีนั้น กิลเบิร์ตเดินเรือมุ่งหมู่เกาะอินเดียตะวันตก โดยเจตนาปล้นสะดมและตั้งอาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือ แต่การเดินทางดังกล่าวถูกยกเลิกก่อนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก[32][33] ค.ศ. 1583 กิลเบิร์ตออกเดินทางครั้งที่สอง โดยครั้งนี้ไปเกาะนิวฟันด์แลนด์ ซึ่งเขาอ้างสิทธิท่าเรือให้อังกฤษอย่างเป็นทางการ แม้ยังไม่มีผู้ตั้งถิ่นฐาน กิลเบิร์ตเสียชีวิตขณะเดินทางกลับอังกฤษ และน้องชายต่างมารดา วอลเทอร์ ราเลห์ สืบหน้าที่ต่อ เขาได้รับพระราชทานเอกสารสิทธิ์ของเขาเองจากพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ใน ค.ศ. 1584 ในปีเดียวกัน เขาก่อตั้งอาณานิคมโรอาโนคบนชายฝั่งรัฐนอร์ทแคโรไลนาในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากขาดแคลนเสบียง[34]

ใน ค.ศ. 1603 พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ทรงสืบราชบัลลังก์อังกฤษต่อมา และใน ค.ศ. 1604 ทรงเจรจาสนธิสัญญาลอนดอน ซึ่งยุติความบาดหมางกับสเปน หลังการสงบศึกกับคู่แข่งหลัก ความสนใจของอังกฤษเปลี่ยนจากการหาผลประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางอาณานิคมของชาติอื่นมาเป็นธุระการก่อตั้งอาณานิคมโพ้นทะเลของตนเอง[35] จักรวรรดิบริติชเริ่มเป็นรูปร่างขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ด้วยนิคมของอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือและหมู่เกาะเล็ก ๆ แถบแคริบเบียน ตลอดจนการจัดตั้งบริษัทเอกชน ซึ่งที่เลื่องชื่อที่สุดคือ บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ เพื่อบริหารอาณานิคมและการค้าโพ้นทะเล ในช่วงนี้จนถึงการเสียสิบสามอาณานิคมหลังสงครามประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกาเมื่อสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 นักประวัติศาสตร์บางคนต่อมาเรียก "จักรวรรดิบริติชที่หนึ่ง"[36]

ทวีปอเมริกา แอฟริกา และการค้าทาส[แก้]

ทีแรกแคริบเบียนเป็นอาณานิคมที่สำคัญและให้กำไรมากที่สุดของอังกฤษ[37] แต่ก่อนหน้านั้นการยึดเป็นอาณานิคมล้มเหลวหลายครั้ง ความพยายามตั้งอาณานิคมในกิอานาเมื่อ ค.ศ. 1604 อยู่ได้เพียงสองปี และไม่ประสบความสำเร็จวัตถุประสงค์หลักในการหาแหล่งแร่ทองคำ[38] อาณานิคมในเซนต์ลูเซีย (ค.ศ. 1605) และเกรนาดา (ค.ศ. 1609) ถูกล้มเลิกอย่างรวดเร็ว แต่มีการตั้งนิคมสำเร็จในเซนต์คิตส์ (ค.ศ. 1624) บาร์เบโดส (ค.ศ. 1627) และเนวิส (ค.ศ. 1628) [39] ไม่ช้าอาณานิคมก็รับเอาระบบการปลูกน้ำตาลที่ชาวโปรตุเกสใช้อย่างได้ผลในบราซิล ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานทาส และเรือสินค้าดัตช์ในตอนแรก เพื่อขายทาสและซื้อน้ำตาล[40] เพื่อรับประกันให้กำไรงามที่เพิ่มขึ้นจากการค้านี้อยู่ในมืออังกฤษ รัฐสภาจึงออกพระราชกฤษฎีกาใน ค.ศ. 1651 ว่าให้เรือสินค้าอังกฤษเท่านั้นที่สามารถค้าขายในอาณานิคมอังกฤษได้ เหตุนี้นำไปสู่ความเป็นปรปักษ์กับสหจังหวัดดัตช์ คือ ชุดสงครามอังกฤษ-ดัตช์ ซึ่งสุดท้ายทำให้ฐานะของอังกฤษในทวีปอเมริกาแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ดัตช์อ่อนแอลง[41] ใน ค.ศ. 1655 อังกฤษผนวกจาเมกาจากสเปนและใน ค.ศ. 1656 ก็ยึดบาฮามาสเป็นอาณานิคมได้สำเร็จ[42]

อาณานิคมของอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือ ราว ค.ศ. 1750; 1. นิวฟันด์แลนด์ 2. โนวาสโกเทีย 3. สิบสามอาณานิคม 4. เบอร์มิวดา 5. บาฮามาส 6. เบลิซ 7. จาเมกา 8. แอนติลลิสน้อย

นิคมถาวรแห่งแรกของอังกฤษในทวีปอเมริกาก่อตั้งใน ค.ศ. 1607 ณ เจมส์ทาวน์ นำโดยกัปตันจอห์น สมิธ และมีบริษัทเวอร์จิเนียจัดการ มีการตั้งถิ่นฐานบนเบอร์มิวดาและอังกฤษอ้างสิทธิ์หลังเรือธงของบริษัทเวอร์จิเนียล่มที่นั่นใน ค.ศ. 1609 และใน ค.ศ. 1615 ถูกมอบให้บริษัทหมู่เกาะซอเมอส์ (Somers Isles Company) ที่เพิ่งตั้ง[43] กฎบัตรของบริษัทเวอร์จิเนียถูกเพิกถอนใน ค.ศ. 1624 และพระมหากษัตริย์เข้าควบคุมเวอร์จิเนียโดยตรง จึงตั้งเป็นอาณานิคมเวอร์จิเนีย[44] ส่วนบริษัทลอนดอนและบริสตอลตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1610 มุ่งก่อตั้งนิคมถาวรบนเกาะนิวฟันด์แลนด์ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จอย่างมาก[45] ใน ค.ศ. 1620 มีการตั้งอาณานิคมพลีมัธเป็นที่พำนักแก่พวกแบ่งแยกศาสนากลุ่มเพียวริตัน ซึ่งต่อมาเรียกว่า พิลกริม (Pilgrim)[46] การหลบหนีจากการเบียดเบียนทางศาสนาจะเป็นแรงกระตุ้นให้เหล่าว่าที่ชาวอาณานิคมอังกฤษหลายคนเสี่ยงกับการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอันยากเข็ญ กล่าวคือ อาณานิคมแมรีแลนด์ถูกตั้งเป็นที่พำนักแก่นิกายโรมันคาทอลิก (ค.ศ. 1634) อาณานิคมโรดไอส์แลนด์ (ค.ศ. 1636) เป็นอาณานิคมที่ยอมรับทุกศาสนา และอาณานิคมคอนเน็กติกัต (ค.ศ. 1639) สำหรับนิกายคอนเกรเกชันนอลลิสต์ มณฑลแคโรไลนาตั้งใน ค.ศ. 1663 หลังฟอร์ทอัมสเตอร์ดัมยอมจำนนใน ค.ศ. 1664 อังกฤษควบคุมอาณานิคมนิวเนเธอร์แลนด์ของดัตช์ และเปลี่ยนชื่อเป็นนิวยอร์ก การควบคุมดังกล่าวมีการทำให้เป็นทางการในการเจรจาให้หลังสงครามอังกฤษ-ดัตช์ครั้งที่สอง เพื่อแลกเปลี่ยนกับซูรินาม[47] และใน ค.ศ. 1681 วิลเลียม เพนน์ก่อตั้งอาณานิคมเพนซิลเวเนีย อาณานิคมบนทวีปอเมริกาประสบความสำเร็จทางการเงินน้อยกว่าในแคริบเบียน แต่อาณานิคมเหล่านี้มีพื้นที่เกษตรกรรมดีขนาดใหญ่ และดึงดูดผู้ย้ายถิ่นออกชาวอังกฤษซึ่งชื่นชอบภูมิอากาศอบอุ่นของอาณานิคมเหล่านี้[48]

ใน ค.ศ. 1670 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้บริษัทอ่าวฮัดสัน โดยให้บริษัทผูกขาดการค้าขนสัตว์ในดินแดนซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า รูเพิตส์แลนด์ ซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศในเครือจักรภพแคนาดา บริษัทอ่าวฮัดสันตั้งค่ายทหารและสถานีการค้าซึ่งบ่อยครั้งตกเป็นเป้าการโจมตีของฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอาณานิคมค้าขนสัตว์ของตนในนิวฟรานซ์ที่อยู่ใกล้เคียง[49]

อีกสองปีต่อมา มีการสถาปนาบริษัทรอยัลแอฟริกันโดยได้รับพระราชทานสิทธิ์จากพระเจ้าชาร์ลส์ให้ผูกขาดการค้าเพื่อจัดหาทาสให้อาณานิคมบริติชในแคริบเบียน[50] จากแรกเริ่ม ทาสถือเป็นรากฐานของจักรวรรดิบริติชในอินเดียตะวันตก จนการยกเลิกการค้าทาสใน ค.ศ. 1807 บริเตนเป็นผู้ขนส่งทาสชาวแอฟริกันกว่า 3.5 ล้านคนไปทวีปอเมริกา คิดเป็นหนึ่งในสามของทาสทั้งหมดที่ถูกขนส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก[51] เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การค้านี้ จึงมีการตั้งค่ายทหารตามชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก อย่างเช่น เกาะเจมส์, อักกรา และเกาะบันซ์ ในบริติชแคริบเบียน ร้อยละของประชากรผิวดำเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 ใน ค.ศ. 1650 เป็นราวร้อยละ 80 ใน ค.ศ. 1780 และในสิบสามอาณานิคม อัตราส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 40 ในช่วงเวลาเดียวกัน (ส่วนใหญ่ในอาณานิคมตอนใต้) [52] สำหรับนักค้าทาส การค้าสร้างกำไรมหาศาล และกลายเป็นหลักสำคัญทางเศรษฐกิจใหญ่สำหรับนครบริเตนทางตะวันตก อย่างเช่น บริสตอลและลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นมุมที่สามของการค้าสามเหลี่ยมกับทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา สำหรับผู้ที่ถูกขนส่ง สภาพรุนแรงและไม่มีสุขอนามัยบนเรือทาสและอาหารเลว ทำให้อัตราการเสียชีวิตระหว่างการเดินทางเฉลี่ยมีมากถึง 1 ใน 7[53]

ใน ค.ศ. 1695 รัฐสภาสกอตแลนด์ให้กฎบัตรแก่บริษัทสกอตแลนด์ ซึ่งตั้งนิคมใน ค.ศ. 1698 บนคอคอดปานามา อาณานิคมถูกแวดล้อมโดยชาวอาณานิคมสเปนเพื่อนบ้าน นิวกรานาดา และมีโรคมาลาเรีย อาณานิคมจึงถูกละทิ้งในอีกสองปีต่อมา แผนดาเรียนถือเป็นหายนะทางการเงินสำหรับสกอตแลนด์ โดยทุนหนึ่งในสี่ของสกอตแลนด์เสียไปในวิสาหกิจดังกล่าว[54] และยุติความหวังของสกอตแลนด์ที่จะก่อตั้งจักรวรรดิอาณานิคมโพ้นทะเลของตัวอย่างสิ้นเชิง กรณีดังกล่าวยังมีผลกระทบทางการเมืองสำคัญ โดยชวนให้รัฐบาลของทั้งอังกฤษและสกอตแลนด์เห็นประโยชน์ของสหภาพของสองประเทศ มากกว่ามีพระมหากษัตริย์ร่วมกันเท่านั้น[55] การรวมประเทศเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1707 ด้วยพระราชบัญญัติสหภาพ และสถาปนาราชอาณาจักรบริเตนใหญ่

การแข่งขันกับเนเธอร์แลนด์ในทวีปเอเชีย[แก้]

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 อังกฤษและเนเธอร์แลนด์เริ่มท้าทายการผูกขาดการค้ากับทวีปเอเชียของโปรตุเกส โดยก่อตั้งบริษัทร่วมหุ้นเอกชนเพื่อหาเงินสนับสนุนการออกเดินเรือ บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษและบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ ได้รับพระบรมราชานุญาตและกฎบัตรใน ค.ศ. 1600 และ 1602 ตามลำดับ เป้าหมายหลักของบริษัทดังกล่าว คือ การเจาะการค้าเครื่องเทศซึ่งกำไรงาม เป็นความพยายามที่มุ่งไปสองภูมิภาคเป็นหลัก คือ กลุ่มเกาะอินเดียตะวันออก และอินเดีย ศูนย์กลางสำคัญในเครือข่ายการค้านี้ ที่นั่น ทั้งสองแข่งครองความเป็นใหญ่ทางการค้ากับโปรตุเกสและระหว่างกัน[56] แม้สุดท้ายอังกฤษจะบดบังเนเธอร์แลนด์ในฐานะมหาอำนาจอาณานิคม แต่ในระยะสั้นระบบการเงินที่ก้าวหน้ากว่าของเนเธอร์แลนด์[57]และสงครามอังกฤษ–ดัตช์สามครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ทำให้เนเธอร์แลนด์มีฐานะเข้มแข็งกว่าในทวีปเอเชีย ความเป็นปรปักษ์ยุติหลังการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ค.ศ. 1688 เมื่อวิลเลียมแห่งออเรนจ์ ชาวดัตช์ ขึ้นครองบัลลังก์อังกฤษ นำมาซี่งสันติภาพระหว่างเนเธอร์แลนด์และอังกฤษ ข้อตกลงระหว่างชาติทั้งสองให้การค้าเครื่องเทศในกลุ่มเกาะอินเดียตะวันออกเป็นของเนเธอร์แลนด์ และอุตสาหกรรมสิ่งทออินเดียเป็นของอังกฤษ แต่ในไม่ช้า สิ่งทอได้กำไรมากกว่าเรื่องเทศ และในแง่ยอดขายใน ค.ศ. 1720 บริษัทบริติชแซงหน้าบริษัทดัตช์[57]

ความขัดแย้งกับฝรั่งเศสในระดับโลก[แก้]

ความปราชัยของเรือไฟฝรั่งเศสที่ควิเบก ค.ศ. 1759
ชัยชนะของโรเบิร์ต คลิฟในยุทธการที่พลาสเซย์ทำให้บริษัทกลายเป็นอำนาจทางทหารและด้านพาณิชย์

สันติภาพระหว่างอังกฤษกับเนเธอร์แลนด์ใน ค.ศ. 1688 หมายความว่าทั้งสองประเทศเข้าสู่สงครามเก้าปีโดยเป็นพันธมิตรกัน แต่ความขัดแย้งซึ่งปะทุในทวีปยุโรปและดินแดนโพ้นทะเลระหว่างฝรั่งเศส สเปน และพันธมิตรอังกฤษ-ดัตช์ ทำให้อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมที่แข็งแกร่งกว่าดัตช์ ซึ่งถูกบีบให้ทุ่มงบประมาณทางทหารในสงครามทางบกราคาแพงในทวีปยุโรป[58] ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 อังกฤษก้าวเป็นอำนาจอาณานิคมของโลกอย่างเด็ดขาด และฝรั่งเศสกำลังจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีจักรวรรดิ[59]

การสวรรคตของพระเจ้าการ์โลสที่ 2 แห่งสเปน ใน ค.ศ. 1700 และพินัยกรรมยกสเปนและจักรวรรดิอาณานิคมสเปนให้เฟลีเปแห่งอันจู หลานชายพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส เร่งให้เกิดความหวังในการรวมฝรั่งเศศ สเปน และอาณานิคมของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่รับไม่ได้สำหรับอังกฤษและอำนาจอื่นในทวีปยุโรป[60] ใน ค.ศ. 1701 อังกฤษ โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์เข้าพวกกับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ต่อต้านสเปนและฝรั่งเศสในสงครามสืบราชบัลลังก์สเปนซึ่งกินเวลาถึง ค.ศ. 1714

สงครามยุติลงด้วยสนธิสัญญาอูเทร็คท์ เฟลีเปทรงบอกเลิกสิทธิของพระองค์และผู้สืบสันดานเหนือราชบัลลังก์ฝรั่งเศสและสเปนเสียจักรวรรดิในทวีปยุโรป[61] ดินแดนของจักรวรรดิบริติชขยาย บริเตนได้นิวฟันด์แลนด์และอคาเดียจากฝรั่งเศส และยิบรอลตาร์และไมนอร์กาจากสเปน ยิบรอลตาร์กลายมาเป็นฐานทัพเรือสำคัญยิ่ง และให้บริเตนควบคุมจุดเข้าและออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่แอตแลนติก สเปนยังมอบสิทธิ์อาเซย์นโต (การอนุญาตให้ขายทาสในอเมริกาเหนือของสเปน) กำไรงามแก่บริเตน[62]

ระหว่างกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีความขัดแย้งทางทหารอุบัติหลายครั้งในอนุทวีปอินเดีย สงครามคาร์แนติก บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (บริษัท) และบริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศสต่อสู้ร่วมกันผู้ปกครองท้องถิ่นเพื่อเติมสุญญากาศที่เกิดหลังจักรวรรดิโมกุลเสื่อมอำนาจ ยุทธการที่พลาสเซย์ใน ค.ศ. 1757 ซึ่งฝ่ายบริเตน นำโดย รอเบิร์ต คลีฟ พิชิตนาวาบแห่งเบงกอลและพันธมิตรชาวฝรั่งเศส ทำให้บริษัทควบคุมเบงกอลและเป็นประเทศซทางทหารและการเมืองสำคัญในอินเดีย[63] ฝรั่งเศสเหลือการควบคุมดินแดนแทรกแต่ด้วยการจำกัดทางทหารและพันธะให้สนับสนุนรัฐบริวารของบริเตน ยุติความหวังของฝรั่งเศสในการควบคุมอินเดีย[64] ในหลายทศวรรษให้หลังบริษัทค่อย ๆ เพิ่มขนาดของดินแดนที่อยู่ในการควบคุม ไม่ว่าปกครองโดยตรงหรือผ่านทางผู้ปกครองท้องถิ่นภายใต้การขู่ใช้กำลังจากกองทัพบริติชอินเดีย ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยซีปอยอินเดีย[65]

การสู้รบระหว่างบริเตนและฝรั่งเศสในอินเดียกลายเป็นยุทธบริเวณหนึ่งของสงครามเจ็ดปี (1756–1763) ที่แผ่ไปทั่วโลก สงครามนี้เกี่ยวข้องกับฝรั่งเศส บริเตนและมหาอำนาจยุโรปอื่น การลงนามสนธิสัญญาปารีสมีผลกระทบสำคัญต่ออนาคตของจักรวรรดิบริติช ในทวีปอเมริกาเหนือ อนาคตของฝรั่งเศสในการเป็นเจ้าอาณานิคมจบลงอย่างสิ้นเชิงด้วยการรับรองการอ้างสิทธิ์ของบริเตนเหนือดินแดนรูเพิร์ต[49] และการยกนิวฟรานซ์ให้บริเตน (ทำให้ประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสจำนวนมากอยู่ในการปกครองของอังกฤษ) และลุยส์เซียนาให้สเปน สเปนยกฟลอริดาให้บริเตน ร่วมกับชัยชนะเหนือฝรั่งเศสในอินเดีย สงครามเจ็ดปีทำให้บริเตนเป็นมหาอำนาจทางทะเลที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก[66]

การเสียสิบสามอาณานิคม[แก้]

ดูบทความหลักที่: การปฏิวัติอเมริกา

ระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1760 และต้นคริสต์ทศวรรษ 1770 ความสัมพันธ์ระหว่างสิบสามอาณานิคมและอังกฤษตึงเครียดมากขึ้น หลัก ๆ เนื่องจากความไม่พอใจต่อความพยายามของรัฐสภาบริติชในการปกครองและเก็บภาษีผู้อยู่ในนิคมอเมริกันโดยปราศจากความยินยอมของพวกเขา[67] ในเวลานั้น มีการสรุปเป็นคำขวัญว่า "ไม่จ่ายภาษีหากไม่มีผู้แทน" โดยมองว่าเป็นการฝ่าฝืนสิทธิชาวอังกฤษที่ได้รับประกัน การปฏิวัติอเมริกาเริ่มต้นจากการปฏิเสธอำนาจของรัฐสภาและการเคลื่อนไหวสู่การปกครองตนเอง บริเตนสนองโดยส่งทหารมาบังคับการปกครองโดยตรง ทำให้สงครามอุบัติใน ค.ศ. 1775 ในปีต่อมา สหรัฐประกาศอิสรภาพ การเข้าสู่สงครามของฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1778 ทำให้ดุลทหารเข้าข้างฝ่ายอเมริกาและหลังความปราชัยเด็ดขาดที่ยอร์กทาวน์ใน ค.ศ. 1781 บริเตนเริ่มเจรจาเงื่อนไขสันติภาพ เอกราชของอเมริกาได้รับการรับรองในสนธิสัญญาสันติภาพปารีสใน ค.ศ. 1783[68]

การยอมจำนนของคอร์นวัลลิสที่ยอร์กทาวน์ การสูญเสียอาณานิคมอเมริกันเป็นเครื่องหมายการสิ้นสุดของ "จักรวรรดิบริติชที่หนึ่ง"

นักประวัติศาสตร์มองว่าการเสียดินแดนกว้างใหญ่ของบริติชอเมริกา ซึ่งเป็นอาณานิคมโพ้นทะเลซึ่งมีประชากรมากที่สุดของบริเตนในเวลานั้น เป็นเหตุการณ์ซึ่งนิยามการเปลี่ยนผ่านระหว่างจักรวรรดิ "ที่หนึ่ง" และ "ที่สอง"[69] ซึ่งบริเตนหันความสนใจจากทวีปอเมริกาไปทวีปเอเชีย มหาสมุทรแปซิฟิก และทวีปแอฟริกาในภายหลัง ความมั่งคั่งของประชาชาติ ของอดัม สมิธ ซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1776 โต้แย้งว่าอาณานิคมนั้นมีมากเกินไป และควรนำระบบการค้าเสรีมาแทนนโยบายพาณิชยนิยมแบบเก่า อันเป็นลักษณะของการขยายอาณานิคมในช่วงแรกซึ่งย้อนไปถึงลัทธิคุ้มครองของสเปนและโปรตุเกส[66][70] การเติบโตของการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาซึ่งเพิ่งได้รับเอกราชกับบริเตนหลัง ค.ศ. 1783 ดูเหมือนยืนยันมุมมองของสมิธที่ว่าการควบคุมทางการเมืองไม่จำเป็นต่อความสำเร็จในทางเศรษฐกิจ[71][72]

เหตุการณ์ในอเมริกามีอิทธิพลต่อนโยบายของบริเตนในแคนาดา ที่ซึ่งพวกลอยัลลิสต์ที่แพ้สงครามจำนวนระหว่าง 40,000 ถึง 100,000 คน[73] อพยพจากอเมริกาหลังอิสรภาพ ลอยัลลิสต์ 14,000 คนผู้ซึ่งไปแม่น้ำเซนต์จอห์นซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโนวาสโกเทียรู้สึกว่าอยู่ห่างไกลจากรัฐบาลจังหวัดในฮาลิแฟกซ์ ฉะนั้นรัฐบาลบริติชจึงแบ่งนิวบรันสวิกเป็นอาณานิคมต่างหากใน ค.ศ. 1784[74] พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 ตั้งมณฑลอัปเปอร์แคนาดา (ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษ) และโลว์เออร์แคนาดา (ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส) เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างชุมชนชาวอังกฤษและชาวฝรั่งเศส และนำรูปแบบการปกครองซึ่งคล้ายกับรูปแบบซึ่งใช้ในอังกฤษมาใช้ โดยเจตนาแสดงอำนาจของจักรวรรดิและไม่อนุญาตการควบคุมการปกครองของปวงชนอย่างที่ถูกมองว่านำไปสู่การปฏิวัติอเมริกา[75]

ความตึงเครียดระหว่าบริเตนและสหรัฐเพิ่มขึ้นอีกครั้งระหว่างสงครามนโปเลียน บริเตนพยายามตัดการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับฝรั่งเศส และส่งคนขึ้นเรืออเมริกันเพื่อเกณฑ์ลูกเรือเข้าราชนาวี สหรัฐอเมริกาประกาศสงคราม สงคราม ค.ศ. 1812 และบุกครองดินแดนแคนาดาขณะบริเตนบุกครองดินแดนอเมริกา แต่ดินแดนก่อนสงครามได้รับการยืนยันอีกในสนธิสัญญาเก้นท์ ค.ศ. 1814 รับประกันว่าอนาคตของแคนาดาจะแยกจากสหรัฐ[76][77]

ความรุ่งเรืองของ "จักรวรรดิบริติชที่สอง" (1783–1815)[แก้]

การสำรวจแปซิฟิก[แก้]

การเดินเรือแห่งการค้นพบโดยเจมส์ คุก ในมหาสมุทรแปซิฟิกนำไปสู่การก่อตั้งอาณานิคมสหราชอาณาจักรหลายแห่ง รวมไปถึงออสเรเลียและนิวซีแลนด์

นับแต่ ค.ศ. 1718 การขนส่งไปอาณานิคมอเมริกาเป็นการลงโทษสำหรับอาชญากรรมหลายอย่างในบริเตน โดยนักโทษประมาณ 1,000 คนถูกขนส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกต่อปี[78] หลังการเสียสิบสามอาณานิคมใน ค.ศ. 1783 รัฐบาลบริติชถูกบีบให้หาที่ใหม่ และหันไปดินแดนออสเตรเลียซึ่งเพิ่งค้นพบ[79] ชาวยุโรปเคยสำรวจชายฝั่งตะวันตกของออสเตรเลียแล้ว โดยนักสำรวจชาวดัตช์ วิลเล็ม เจนซ์ ใน ค.ศ. 1606 และภายหลังบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์เปลี่ยนชื่อเป็นนิวฮอลแลนด์[80] แต่ไม่มีความพยายามยึดเป็นอาณานิคม ใน ค.ศ. 1770 เจมส์ คุกค้นพบชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียระหว่างการเดินเรือเที่ยววิทยาศาสตร์ไปมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ เขาอ้างสิทธิ์ทวีปเป็นของบริเตน และตั้งชื่อว่านิวเซาท์เวลส์[81] ใน ค.ศ. 1778 โจเซฟ แบงส์ นักพฤกษศาสตร์ซึ่งเดินทางไปกับคุก นำเสนอหลักฐานต่อรัฐบาลถึงความเหมาะสมของอ่าวโบตานีในการตั้งทัณฑนิคม และใน ค.ศ. 1787 เรือขนนักโทษเที่ยวแรกก็ออกเดินทาง โดยมาถึงใน ค.ศ. 1788[82] บริเตนดยังส่งนักโทษมายังนิวเซาท์เวลส์เรื่อยมาจน ค.ศ. 1840[83] อาณานิคมออสเตรเลียกลายเป็นผู้ส่งออกขนสัตว์และทองคำซึ่งมีรายได้มหาศาล[84] หลัก ๆ เพราะการตื่นทองในอาณานิคมวิกตอเรียทำให้เมืองหลวงเมลเบิร์นเป็นเมืองที่รวยที่สุดในโลก[85] และนครใหญ่สุดในจักรวรรดิบริติชรองจากกรุงลอนดอน[86]

ระหว่างการเดินทางของเขา คุกยังเดินทางไปนิวซีแลนด์ ซึ่งนักสำรวจชาวดัตช์ แอเบล แทสมัน ค้นพบครั้งแรกใน ค.ศ. 1642 และอ้างสิทธิ์ทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ให้เป็นของพระมหากษัตริย์บริติชใน ค.ศ. 1769 และ ค.ศ. 1770 ตามลำดับ เดิมทีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชากรชนพื้นเมืองมาวรีและชาวยุโรปจำกัดอยู่เพียงการค้าสินค้าเท่านั้น นิคมชาวยุโรปได้ขยายตัวในทศวรรษแรก ๆ ของคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีการตั้งสถานีการค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกาะเหนือ ใน ค.ศ. 1839 บริษัทนิวซีแลนด์ประกาศแผนซื้อที่ดินขนาดใหญ่และสถาปนาอาณานิคมในนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1840 กัปตันวิลเลียม ฮอบสันและหัวหน้าชนเผ่ามาวรีอีกราว 40 คนลงนามสนธิสัญญาไวทังกิ[87] คนส่วนใหญ่ถือว่าสนธิสัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารก่อตั้งนิวซีแลนด์[88] แต่การตีความที่แตกต่างกันของข้อความฉบับภาษามาวรีและภาษาอังกฤษ[89] หมายความว่ามันจะยังเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งต่อไป[90]

สงครามกับฝรั่งเศสสมัยนโปเลียน[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามนโปเลียน

บริเตนถูกท้าทายอีกหนหนึ่งโดยฝรั่งเศสสมัยนโปเลียน ในการต่อสู้ที่ไม่เหมือนกับสงครามครั้งที่ผ่านมา โดยมีลักษณะการประชันอุดมการณ์ระหว่างสองชาติ[91] ไม่เพียงฐานะของบริเตนในเวทีโลกเท่านั้นที่ถูกคุกคาม นโปเลียนยังคุกคามจะบุกครองเกาะบริเตนเลยทีเดียว เมื่อกองทัพของเขายึดครองหลายประเทศในยุโรปภาคพื้นทวีปเวลานั้น

ฉะนั้นสงครามนโปเลียนจึงเป็นสงครามที่บริเตนลงทุนและทุ่มทรัพยากรมหาศาลเพื่อเอาชนะ เมืองท่าของฝรั่งเศสถูกราชนาวีปิดล้อม ซึ่งชนะกองทัพเรือฝรั่งเศส-สเปนที่ทรากัลฟาร์อย่างเด็ดขาดใน ค.ศ. 1805 อาณานิคมโพ้นทะเลถูกโจมตีและถูกยึดครอง รวมถึงอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งนโปเลียนผนวกใน ค.ศ. 1810 สุดท้ายฝรั่งเศสปราชัยต่อกองทัพผสมยุโรปใน ค.ศ. 1815[92] บริเตนได้รับผลประโยชน์จากสนธิสัญญาสันติภาพหลายฉบับอีกครั้ง คือ ฝรั่งเศสยกหมู่เกาะไอโอเนียน มอลตา (ซึ่งถูกยึดครองใน ค.ศ. 1797 และ 1798 ตามลำดับ) เซเชลส์ มอริเชียส เซนต์ลูเซีย และโตบาโก สเปนยกตรินิแดด เนเธอร์แลนด์เกียนาและอาณานิคมเคป บริเตนคืนกัวเดอลุป มาร์ตีนิก โกรี เฟรนช์เกียนา และเรอูว์นียงให้ฝรั่งเศส รวมทั้งคืนเกาะชวาและซูรินามให้แก่เนเธอร์แลนด์ ขณะที่ได้ควบคุมซีลอน (ค.ศ. 1795–1815)[93]

การเลิกทาส[แก้]

ด้วยการสนับสนุนจากขบวนการผู้รณรงค์ให้เลิกทาสชาวบริติช รัฐสภาตราพระราชบัญญัติการค้าทาสใน ค.ศ. 1807 ซึ่งเลิกการค้าทาสในจักรวรรดิ ใน ค.ศ. 1808 เซียร์ราลีโอนได้รับประกาศให้เป็นอาณานิคมบริติชอย่างเป็นทางการสำหรับทาสผู้เป็นไท[94] พระราชบัญญัติเลิกทาสผ่านใน ค.ศ. 1833 เลิกทาสในจักรวรรดิบริติชในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1834 (โดยยกเว้นเซนต์เฮเลนา ซีลอนและดินแดนที่บริษัทอินเดียตะวันออกบริหาร แม้ข้อยกเว้นเหล่านี้ถูกยกเลิกภายหลังเช่นกัน) ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าว ทาสได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระสมบูรณ์หลัง "การเป็นลูกมือฝึกหัด" ระยะ 4 ถึง 6 ปี[95]

ศตวรรษแห่งจักรวรรดิของบริเตน (1815–1914)[แก้]

จักรวรรดิบริติชในปี ค.ศ. 1897 อาณานิคมของจักรวรรดิบริติชแสดงด้วยสีแดง

ระหว่าง ค.ศ. 1815 และ ค.ศ. 1914 เป็นช่วงที่นักประวัติศาสตร์บางส่วนเรียกว่า "ศตวรรษแห่งจักรวรรดิ" ของบริเตน[96][97] โดยพื้นที่ราว 26,000,000 ตารางกิโลเมตร และประชากรราว 400 ล้านคนเพิ่มเข้าจักรวรรดิบริติช[98] ชัยชนะเหนือนโปเลียนทำให้บริเตนไม่มีคู่แข่งในระดับนานาชาติที่สำคัญ นอกจากรัสเซียในเอเชียกลาง[99] บริเตนไร้ผู้คัดค้านในทะเล และรับดำเนินบทบาทของตำรวจโลก เป็นสภาพซึ่งต่อมาเรียกว่า สันติภาพบริเตน[8] และนโยบายต่างประเทศ "การโดดเดี่ยวอย่างสง่างาม"[100] พร้อม ๆ กับความพยายามใช้การควบคุมอย่างเป็นทางหารเหนืออาณานิคมของตน ฐานะของบริเตนซึ่งครอบงำการค้าโลกอยู่นั้น หมายความว่า บริเตนสามารถควบคุมเศรษฐกิจของหลายประเทศได้ชะงัด อาทิ จีน อาร์เจนตินา และสยาม ซึ่งเป็นลักษณะที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า "จักรวรรดิไม่เป็นทางการ"[101][102]

ความแข็งแกร่งของจักรวรรดิบริติชได้รับการส่งเสริมจากเรือไอน้ำและโทรเลข เทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทำให้จักรวรรดิบริติชสามารถควบคุมและป้องกันจักรวรรดิได้ ใน ค.ศ. 1902 จักรวรรดิบริติชเชื่อมโยงเข้าด้วยกันโดยสายโทรเลข ซึ่งเรียกว่า "ออลเรดไลน์"[103]

บริษัทอินเดียตะวันออกในอินเดีย[แก้]

ดูบทความหลักที่: บริติชราช
การ์ตูนการเมืองในปี ค.ศ. 1876 ของเบนจามิน ดิสราเอลี เป็นภาพพระราชินีวิกตอเรีย ทรงได้รับพระอิสริยยศจักรพรรดินีแห่งอินเดีย คำอธิบายใต้ภาพเขีนยว่า "มงกุฎใหม่สำหรับกษัตริย์องค์เก่า!"

บริษัทอินเดียตะวันออกขับเคลื่อนการขยายของจักรวรรดิบริติชในทวีปเอเชีย กองทัพของบริษัทเข้าร่วมกับราชนาวีระหว่างสงครามเจ็ดปีก่อน และทั้งสองกองทัพยังร่วมมือในสมรภูมิอื่นนอกเหนือจากอินเดีย ได้แก่ การขับไล่นโปเลียนออกจากอียิปต์ (ค.ศ. 1799) การยึดเกาะชวาจากเนเธอร์แลนด์ (ค.ศ. 1811) การเข้าควบคุมสิงคโปร์ (ค.ศ. 1819) และมะละกา (ค.ศ. 1824) และการพิชิตพม่า (ค.ศ. 1826)[99]

จากฐานของบริษัทในอินเดีย บริษัทยังค้าส่งออกฝิ่นอันสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไปจีนนับแต่คริสต์ทศวรรษ 1930 การค้าดังกล่าว ซึ่งราชวงศ์ชิงประกาศให้มิชอบด้วยกฎหมายใน ค.ศ. 1729 ช่วยพลิกการขาดดุลการค้าอันเป็นผลมาจากการนำเข้าชาของบริเตน โดยมีการไหลออกจากเงินจากบริเตนไปจีนเป็นอันมาก[104] ใน ค.ศ. 1839 การริบฝิ่นกว่า 20,000 ลังที่กวางตุ้งโดยทางการจีน ทำให้บริเตนโจมตีจีนในสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง และนำไปสู่การยึดเกาะฮ่องกงของบริเตน ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นนิคมขนาดเล็ก[105]

ระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 พระมหากษัตริย์บริติชเริ่มเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในกิจการของบริษัท มีการผ่านพระราชบัญญัติหลายฉบับซึ่งรวมพระราชบัญญัติวางระเบียบ ค.ศ. 1773 พระราชบัญญัติอินเดียของพิตต์ ค.ศ. 1784 และพระราชบัญญัติพระบรมราชานุญาต ค.ศ. 1813 ซึ่งวางระเบียบกิจการของบริษัทและสถาปนาอำนาจอธิปไตยของพระมหากษัตริย์เหนือดินแดนที่บริษัทได้[106] การกบฏอินเดียนำมาซึ่งการสิ้นสุดของบริษัทในท้ายสุด การกบฏอินเดียเป็นความขัดแย้งซึ่งเริ่มจากการก่อการกำเริบของซีปอย ทหารอินเดียซึ่งอยู่ภายใต้นายทหารและระเบียบวินัยของบริเตน[107] การกบฏใช้เวลาปราบปรามหกเดือนโดยทั้งสองฝ่ายเสียเลือดเนื้ออย่างหนัก ปีต่อมา รัฐบาลบริติชยุบบริษัทและเข้าควบคุมอินเดียโดยตรงผ่านพระราชบัญญัติรัฐบาลอินเดีย ค.ศ. 1858 สถาปนาบริติชราช ซึ่งข้าหลวงใหญ่ที่ได้รับแต่งตั้งปกครองอินเดียและพระราชินีนาถวิกตอเรียราชาภิเษกเป็นจักรพรรดินีอินเดีย[108] อินเดียกลายเป็นการครอบครองทรงคุณค่าที่สุดของจักรวรรดิ "เพชรพลอยในมงกุฎ" และเป็นบ่อเกิดความแข็งแกร่งของบริเตนที่สำคัญที่สุด[109]

เหตุพืชผลล่มจมร้ายแรงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นำสู่ทุพภิกขภัยกว้างขวางในอนุทวีปอินเดียซึ่งมีการประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 15 ล้านคน บริษัทอินเดียตะวันออกไม่สามารถนำนโยบายประสานงานไปปฏิบัติเพื่อรับมือกับทุพภิกขภัยได้เลยระหว่างสมัยการปกครอง ต่อมา ภายใต้การปกครองของบริเตนโดยตรง มีการตั้งคณะกรรมการหลังทุพภิกขภัยแต่ละครั้งเพื่อสืบสวนสาเหตุและนำนโยบายใหม่ไปปฏิบัติ ซึ่งใช้เวลาจนต้นคริสต์ทศวรรษ 1900 จึงมีผล[110]

การแข่งขันกับรัสเซีย[แก้]

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 บริเตนและรัสเซียแข่งกันเพื่อเติมเต็มสุญญากาศแห่งอำนาจหลังจากการเสื่อมถอยของจักรวรรดิออตโตมัน ราชวงศ์กอญัร และราชวงศ์ชิง ความขัดแย้งในยูเรเชียนี้ได้ชื่อว่า "เกมใหญ่"[111] เท่าที่บริเตนเกรง ความปราชัยของเปอร์เซียและตุรกีต่อรัสเซียแสดงความทะเยอทะยานและขีดความสามารถของจักรวรรดิ และสร้างความกลัวในบริเตนว่าจะมีการบุกครองอินเดียทางบก[112] ใน ค.ศ. 1839 บริเตนชิงตัดหน้าโดยการบุกครองอัฟกานิสถาน แต่สงครามอังกฤษ-อัฟกานิสถานครั้งที่หนึ่งเป็นหายนะสำหรับบริเตน[113]

เมื่อรัสเซียบุกครองบอลข่านของตุรกีใน ค.ศ. 1853 ความกลัวภาวะครอบงำของรัสเซียในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลาง ทำให้บริเตนและฝรั่งเศสร่วมกันบุกครองคาบสมุทรไครเมียเพื่อทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือรัสเซีย[113] สงครามไครเมีย (ค.ศ. 1854–1856) ที่เกิดให้หลังซึ่งเกี่ยวข้องกับการสงครามสมัยใหม่[114] และเป็นสงครามระดับโลกครั้งเดียวระหว่างบริเตนและเจ้าจักรวรรดิอื่นระหว่างสันติภาพบริเตน ยุติลงด้วยความปราชัยครั้งใหญ่ของรัสเซีย[113] สถานการณ์ในเอเชียกลางนี้ยังไม่ยุติไปอีกสองทศวรรษ โดยบริเตนผนวกบาลูจิสถานใน ค.ศ. 1876 และรัสเซียผนวกคีร์กีซเทีย คาซัคสถาน และเติร์กเมนิสถาน ชั่วขณะหนึ่งดูเหมือนว่าจะเลี่ยงสงครามอีกหนหนึ่งไม่ได้นั้น แต่สองประเทศบรรลุความตกลงเรื่องเขตอิทธิพลของสองประเทศในภูมิภาคใน ค.ศ. 1878 และประเด็นที่ค้างอยู่ทั้งหมดใน ค.ศ. 1907 โดยการลงนามความตกลงอังกฤษ-รัสเซีย[115] การทำลายกองทัพเรือรัสเซียโดยญี่ปุ่นที่ยุทธนาวีที่พอร์ตอาเธอร์ระหว่างสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1904-1905 ยังจำกัดภัยคุกคามของกองทัพเรือรัสเซียต่อบริเตน[116]

จากแหลมถึงไคโร[แก้]

เดอะโรดส์โคลอสซัสเซซิล โรดส์กางแขน "จากแหลมถึงไคโร"

บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ตั้งอาณานิคมเคป ณ ปลายใต้สุดของทวีปแอฟริกาใน ค.ศ. 1652 เป็นสถานีทางผ่านสำหรับเรือดัตช์ในการเดินทางไปและกลับจากอาณานิคมในอินเดียตะวันออก บริเตนได้อาณานิคมดังกล่าวอย่างเป็นทางการรวมทั้งประชากรแอฟริกันเนอร์ (หรือชาวบัวร์) ขนาดใหญ่ใน ค.ศ. 1806 หลังจากยึดครองมาตั้งแต่ ค.ศ. 1795 เพื่อป้องกันมิให้อาณานิคมแห่งนี้ตกอยู่ในมือฝรั่งเศส หลังจากการบุกครองเนเธอร์แลนด์ของฝรั่งเศส[117] การเข้าเมืองของชาวบริติชเริ่มเพิ่มขึ้นหลังจาก ค.ศ. 1820 และผลักดันชาวบัวร์นับพันซึ่งไม่พอใจกับการปกครองของอังกฤษขึ้นไปทางเหนือเพื่อก่อตั้งสาธารณรัฐอิสระปกครองตนเองในช่วงเกรตเทร็ก ปลายคริสต์ทศวรรษ 1830 และต้นคริสต์ทศวรรษ 1840[118] ระหว่างนั้น วูเทรกเกอส์ปะทะกับชาวบริติชบ่อยครั้ง ซึ่งมีแรงจูงใจของตนเกี่ยวกับการขยายอาณานิคมในแอฟริกาใต้และต่อองค์กรการเมืองแอฟริกาหลายแห่ง รวมถึงชาติโซโทและซูลู สุดท้ายชาวโบร์สถาปนาสาธารณรัฐสองแห่งที่มีอายุยืนยาวกว่าแห่งอื่น ๆ ได้แก่ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้หรือสาธารณรัฐทรานส์วัลล์ (ค.ศ. 1852–1877; 1881–1902) และเสรีรัฐออเรนจ์ (ค.ศ. 1854–1902)[119] ใน ค.ศ. 1902 บริเตนยึดครองทั้งสองสาธารณรัฐ โดยบรรลุสนธิสัญญากับสองสาธารณรัฐบัวร์ให้หลังสงครามบัวร์ครั้งที่สอง (ค.ศ. 1899–1902)[120]

ใน ค.ศ. 1869 คลองสุเอซเปิดภายใต้นโปเลียนที่ 3 ซึ่งเชื่อมระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับมหาสมุทรอินเดีย เดิมบริเตนต่อต้านคลองสุเอซ[121] แต่เมื่อเปิดแล้ว คุณค่าทางยุทธศาสตร์ของคลองได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วและกลายเป็น "หลอดเลือดดำคอของจักรวรรดิ"[122] ใน ค.ศ. 1875 รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมนายกรัฐมนตรีเบนจามิน ดิสราเอลีซื้อหุ้นคลองสุเอซร้อยละ 44 เป็นจำนวนเงิน 4 ล้านปอนด์ (340 ล้านปอนด์ใน ค.ศ. 2013) จากผู้ปกครองอียิปต์ อิสมาอิล ปาชาซึ่งเป็นหนี้ แม้ว่าจำนวนหุ้นดังกล่าวไม่ได้ทำให้บริเตนได้ควบคุมเส้นทางน้ำยุทธศาสตร์นี้โดยสมบูรณ์ แต่ก็ทำให้บริเตนมีความได้เปรียบ การควบคุมทางการเงินร่วมกันของบริเตนและฝรั่งเศสเหนืออียิปต์ยุติลงเมื่อบริเตนยึดครองโดยสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1882[123] ฝรั่งเศสยังเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากของคลองสุเอซและพยายามทำให้ฐานะของบริเตนอ่อนแอลง[124] แต่มีการบรรลุการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในอนุสัญญาคอนสแตนติโนเปิล ค.ศ. 1888 ทำให้คลองสุเอซเป็นดินแดนเป็นกลางอย่างเป็นทางการ[125]

เนื่องจากกิจกรรมของฝรั่งเศส เบลเยียมและโปรตุเกสในภูมิภาคแม่น้ำคองโกตอนล่างบ่อนทำลายการแทรกซึมแอฟริกาเขตร้อนอย่างเป็นระบบ การประชุมเบอร์ลิน ค.ศ. 1884-1885 จัดขึ้นเพื่อวางระเบียบการแข่งขันระหว่างอำนาจยุโรปในสิ่งที่เรียกว่า "ยุคล่าอาณานิคมในแอฟริกา" (Scramble for Africa) โดยนิยาม "การยึดครองอย่างมีประสิทธิภาพ" เป็นเกณฑ์การรับรองของนานาชาติต่อการอ้างสิทธิ์ดินแดน[126] ยุคล่าอาณานิคมดังกล่าวดำเนินไปจนคริสต์ทศวรรษ 1890 และทำให้บริเตนพิจารณาการตัดสินใจของตนใหม่ที่จะถอนตัวออกจากซูดานใน ค.ศ. 1885 กำลังร่วมบริเตนและอียิปต์สามารถพิชิตกองทัพมะซิซต์ใน ค.ศ. 1896 และขัดขวางความพยายามบุกครองฟาโชดาของฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1898 ซูดานกลายเป็นดินแดนใต้การปกครองร่วมอังกฤษ-อียิปต์ในนาม แต่ที่จริงเป็นอาณานิคมบริติช[127]

ดินแดนที่บริติชได้ในแอฟริกาใต้และแอฟริกาตะวันออกทำให้ซีซิล โรดส์ ผู้บุกเบิกการขยายตัวของบริติชในแอฟริกา กระตุ้นให้สร้างทางรถไฟ "แหลมถึงไคโร" เชื่อมคลองสุเอซอันมีความสำคัญยิ่งทางยุทธศาสตร์กับแอฟริกาใต้ซึ่งอุดมไปด้วยแร่[128] ระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1880 และ 1890 โรดส์และบริษัทแอฟริกาใต้ของอังกฤษซึ่งเขาเป็นเจ้าของ ยึดครองและผนวกดินแดนซึ่งต่อมาได้ชื่อตามเขาว่า โรดีเซีย[129]

การเปลี่ยนสถานภาพของอาณานิคมผิวขาว[แก้]

เส้นทางสู่อิสรภาพของอาณานิคมผิวขาวของจักรวรรดิบริติชเริ่มต้นขึ้นด้วยรายงานดูร์ฮัม ค.ศ. 1839 ซึ่งเสนอการสร้างเอกภาพและการปกครองตนเองสำหรับทั้งอัปเปอร์และโลวเออร์แคนาดา ซึ่งจะเป็นแนวทางแก้ไขความไม่สงบทางการเมืองในพื้นที่ได้[130] เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มขึ้นจากการผ่านพระราชบัญญัติสหภาพในปี ค.ศ. 1840 ซึ่งได้ก่อตั้งจังหวัดแคนาดา ได้มีให้สิทธิ์รัฐบาลแห่งความรับผิดชอบแก่โนวาสโกเทียเป็นแห่งแรกในปี ค.ศ. 1848 และได้ขยายไปยังอาณานิคมอเมริกาเหนือของอังกฤษที่เหลืออย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1867 อัปเปอร์และโลวเออร์แคนาดา นิวบรันสวิก และโนวาสโกเทียได้รวมเข้าด้วยกันเป็นอาณาจักรแคนาดา สมาพันธรัฐแห่งนี้มีสิทธิในการปกครองตนเอง ยกเว้นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น[131] ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้รับระดับการปกครองตนเองระดับเดียวกันหลังจาก ค.ศ. 1900 โดยอาณานิคมออสเตรเลียได้รวมเข้าด้วยกันเป็นสมาพันธรัฐใน ค.ศ. 1901[132] คำว่า "สถานภาพดินแดนในปกครอง" มีที่มาอย่างเป็นทางการจากการประชุมอาณานิคม ค.ศ. 1907 โดยหมายถึงแคนาดา นิวฟันด์แลนด์ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ใน ค.ศ. 1910 อาณานิคมเคป นาทัล ทรานสวัล และเสรีรัฐออเรนจ์ได้ถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อจัดตั้งสหภาพแอฟริกาใต้ ซึ่งได้รับสถานภาพดินแดนในปกครองเช่นเดียวกัน[133]

ทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการรณรงค์ทางการเมืองอย่างพร้อมเพรียงกันของการปกครองตนเองไอริช ไอร์แลนด์ถูกรวมกับสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์โดยพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1800 หลังจากการกบฏไอริช ค.ศ. 1798 และประสบทุพภิกขภัยรุนแรงระหว่าง ค.ศ. 1845 ถึง 1852 การปกครองตนเองได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร วิลเลียม แกลดสโตน ผู้ซึ่งหวังว่าไอร์แลนด์จะตามรอยของแคนาดาในการเป็นประเทศในเครือจักรภพภายในจักรวรรดิ แต่ร่างกฎหมายปกครองตนเอง ค.ศ. 1886 ของเขาไม่ผ่านรัฐสภา แม้ว่าหากร่างกฎหมาสยนี้ผ่านจะให้อัตตาณัติน้อยลงในสหราชอาณาจักรกว่าที่มณฑลของแคนาดามีในสหพันธรัฐของตน[134] สมาชิกรัฐสภาหลายคนเกรงว่าไอร์แลนด์ที่มีอำนาจอธิปไตยบางส่วนอาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของบริเตนใหญ่หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายจักรวรรดิ[135] กฎหมายปกครองตนเองฉบับที่สองก็พ่ายแพ้ด้วยเหตุผลที่คล้ายกัน[135] กฎหมายปกครองตนเองฉบับที่สามได้ผ่านโดยรัฐสภาในปี ค.ศ. 1914 แต่มิได้นำออกมาบังคับใช้เนื่องจากการปะทุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งนำไปสู่การก่อการกำเริบอีสเตอร์ใน ค.ศ. 1916[136]

สงครามโลก (1914–1945)[แก้]

เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความกลัวเริ่มแพร่ขยายขึ้นในหมู่ชาวอังกฤษว่าอังกฤษอาจะไม่สามารถป้องกันเมืองแม่และจักรวรรดิทั้งหมดในขณะเดียวกับการดำเนินนโยบาย "การโดดเดี่ยวอย่างสง่างาม"[137] เยอรมนีได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะอำนาจทางการทหารและอุตสาหกรรม และถูกมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคู่แข่งของอังกฤษในสงครามอนาคต เนื่องจากทราบดีว่าตนถูกบีบให้ทำเกินความสามารถในแปซิฟิก[138] และถูกคุกคามที่แผ่นดินแม่โดยกองทัพเรือเยอรมัน อังกฤษจึงได้ก่อตั้งพันธมิตรกับญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1902 และศัตรูเก่า ได้แก่ ฝรั่งเศสและรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 ตามลำดับ[139]

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[แก้]

แกรนด์ฟลีตมุ่งหน้าไปยังจัตแลนด์ ค.ศ. 1916

มีการตระหนักถึงความกลัวสงครามกับเยอรมนีของบริเตนใน ค.ศ. 1914 ด้วยการอุบัติของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บริเตนบุกครองและยึดครองอาณานิคมโพ้นทะเลในทวีปแอฟริกาส่วนใหญ่ของเยอรมนี ในมหาสมุทรแปซิฟิก ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยึดครองเยอรมันนิวกินีและซามัวตามลำดับ มีการร่างแผนสำหรับการแบ่งจักรวรรดิออตโตมันหลังสงครามซึ่งเข้าฝ่ายกับเยอรมนีอย่างลับ ๆ โดยบริเตนและฝรั่งเศสหลังความตกลงไซคส์–ปิโก ค.ศ. 1916 ความตกลงนี้มิได้เปิดเผยแก่ชาริฟเมกกะที่บริเตนส่งเสริมให้เปิดฉากการก่อการกำเริบต่อผู้ปกครองออตโตมันของตน ทำให้มีภาพลักษณ์ว่าบริเตนกำลังสนับสนุนการสถาปนารัฐอาหรับอิสระ[140]

การประกาศสงครามต่อเยอรมนีและพันธมิตรยังผูกมัดอาณานิคมและประเทศในเครือจักรภพด้วย ซึ่งให้การสนับสนุนทางทหาร การเงิน และวัตถุดิบอย่างหาค่ามิได้ มีทหารกว่า 2.5 ล้านนายรับราชการในกองทัพประเทศในเครือจักรภพทั้งหมด เช่นเดียวกับอาสาสมัครหลายพันคนจากคราวน์โคโลนี[141] การมีส่วนร่วมของกำลังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ระหว่างการทัพกัลลิโปลี ค.ศ. 1915 ต่อจักรวรรดิออตโตมันส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสำนึกแห่งชาติที่ประเทศแม่ และเป็นจุดต้นกำเนิดของการเปลี่ยนผ่านของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จากอาณานิคมเป็นชาติซึ่งมีสิทธิ์ของตน ทั้งสองประเทศยังจัดพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในวันแอนแซก ชาวแคนาดามองว่ายุทธการที่เนินไวมีในทำนองเดียวกัน[142] การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญของประเทศในเครือจักรภพในความพยายามสงครามได้รับการรับรองใน ค.ศ. 1917 โดยนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เดวิด ลอยด์ จอร์จ เมื่อเขาเชิญนายกรัฐมนตรีของประเทศในเครือจักภพเข้าร่วมคณะรัฐมนตรีสงครามจักรวรรดิเพื่อประสานงานนโยบายจักรวรรดิ[143]

ภายใต้เงื่อนไขของสนธิสัญญาแวร์ซาย ซึ่งลงนามใน ค.ศ. 1919 จักรวรรดิบริติชขยายตัวกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด เมื่อได้ดินแดนเพิ่มเข้ามาอีก 4,700,000 ตารางกิโลเมตร และประชากรเพิ่มขึ้นอีก 13 ล้านคน[144] อาณานิคมของเยอรมนีและจักรวรรดิออตโตมันถูกแจกจ่ายให้กับอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นอาณัติสันนิบาติชาติ บริเตนได้ควบคุมปาเลสไตน์ ทรานสจอร์แดน อิรัก บางส่วนของแคเมอรูนและโตโก และแทนกานยิกา ประเทศในเครือจักรภพเองก็ได้อาณัติของตนเองเช่นกัน คือ สหภาพแอฟริกาใต้ได้แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ (ปัจจุบัน คือ นามิเบีย) ออสเตรเลียได้เยอรมันนิวกินี นิวซีแลนด์ได้เวสเทิร์นซามัว นาอูรูก็เป็นอาณัติร่วมของบริเตนและสองประเทศในเครือจักรภพแปซิฟิก[145]

สมัยระหว่างสงคราม[แก้]

จักรวรรดิบริติชเมื่อมีดินแดนมากที่สุดใน ค.ศ. 1921

ระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงที่นำพามาโดยสงคราม โดยเฉพาะการเติบโตของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นในฐานะมหาอำนาจทางทะเล และความเจริญของขบวนการเรียกร้องเอกราชในอินเดียและไอร์แลนด์ ทำให้มีการประเมินนโยบายจักรวรรดิบริติชใหม่ครั้งสำคัญ[146] อังกฤษถูกบีบให้เลือกระหว่างปรับแนวกับสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่น อังกฤษเลือกไม่ต่ออายุพันธมิตรกับญี่ปุ่นและลงนามในสนธิสัญญานาวิกวอชิงตัน ค.ศ. 1922 แทน ซึ่งอังกฤษยอมรับความเสมอกันทางนาวิกกับสหรัฐอเริกา[147] การตัดสินใจนี้เป็นที่มาของการโต้เถียงอย่างมากในอังกฤษระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1930[148] เพราะรัฐบาลนิยมทหารถือการช่วยเหลือญี่ปุ่นและเยอรมนีบางส่วนโดยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เพราะเกรงว่าจักรวรรดิไม่สามารถอยู่รอดจากการโจมตีพร้อมกันของทั้งสองประเทศได้[149] แม้ประเด็นความมั่นคงของจักรวรรดิเป็นความกังวลใหญ่หลวงในอังกฤษ แต่ขณะเดียวกันจักรวรรดิก็สำคัญต่อเศรษฐกิจอังกฤษเช่นกัน[150]

ใน ค.ศ. 1919 ความขัดข้องอันเกิดจากความล่าช้าต่อสมาชิกพรรคซินน์เฟน พรรคนิยมเอกราชที่ได้รับเสียงข้างมากในที่นั่งไอร์แลนด์ในเวสต์มินสเตอร์ในการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษ ค.ศ. 1918 ผู้นำขบวนการปกครองตนเองของไอร์แลนด์ (Irish home rule) ในการจัดตั้งสมัชชาไอร์แลนด์ในดับลิน ที่ซึ่งมีการประกาศเอกราชของไอร์แลนด์ พร้อมกันนั้น กองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์เริ่มสงครามกองโจรต่อรัฐบาลอังกฤษ[151] สงครามอังกฤษ-ไอร์แลนด์สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1921 ด้วยการคุมเชิงกันอยู่ และการลงนามสนธิสัญญาอังกฤษ-ไอร์แลนด์ สถาปนารัฐอิสระไอร์แลนด์ ประเทศในเครือจักรภพในจักรวรรดิอังกฤษ โดยเอกราชภายในมีผลแต่ยังเชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์อังกฤษในทางรัฐธรรมนูญ[152] ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งประกอบด้วย เทศมณฑล 6 จาก 32 แห่งของไอร์แลนด์ ซึ่งได้ถูกสถาปนาเป็นภูมิภาคที่ได้รับถ่ายโอนอำนาจ (devolved region) ภายใต้พระราชบัญญัติรัฐบาลไอร์แลนด์ ค.ศ. 1920 ซึ่งใช้ทางเลือกของตนภายใต้สนธิสัญญาทันทีเพื่อคงสถานภาพที่มีอยู่ในสหราชอาณาจักร[153]

การต่อสู้คล้ายกันเริ่มในประเทศอินเดียเมื่อพระราชบัญญัติรัฐบาลอินเดีย ค.ศ. 1919 ไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องเอกราช[154] ความกังวลต่อแผนคอมมิวนิสต์และต่างชาติให้หลังกบฏกาดาร์ (Ghadar Mutiny) รับรองว่าโครงสร้างยามสงครามถูกรื้อฟื้นโดยพระราชบัญญัติโรว์ลัตต์ (Rowlatt Acts) ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียด[155] โดยเฉพาะในภูมิภาคปัญจาบ ซึ่งมาตรการกดขี่ลงเอยด้วยการสังหารหมู่อมฤตสาร์ (Amritsar Massacre) ในบริเตน ความเห็นสาธารณะแตกออกในเรื่องศีลธรรมของเหตุการณ์ดังกล่าว ระหว่างผู้ที่มองว่าเป็นการช่วยอินเดียให้พ้นจากอนาธิปไตย และผู้ที่มองอย่างแขยง[155] มีการเลื่อนขบวนการไม่ร่วมมือต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1922 หลังเหตุการณ์เชารีเชารา (Chauri Chaura incident) และความไม่พอใจคุกรุ่นอยู่อีก 25 ปีจากนี้ไป[156]

ใน ค.ศ. 1922 อียิปต์ ซึ่งถูกประกาศเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอุบัติ ได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการ แม้ยังเป็นรัฐบริวารของอังกฤษต่อไปจน ค.ศ. 1954 ทหารอังกฤษยังประจำอยู่ในประเทศอียิปต์กระทั่งการลงนามสนธิสัญญาอังกฤษ-อียิปต์ใน ค.ศ. 1936[157] ซึ่งในสนธิสัญญา ทั้งสองตกลงว่า จะถอนทหารแต่ยังยึดครองและป้องกันเขตคลองสุเอซ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน อียิปต์ได้รับสนับสนุนให้เข้าร่วมสันนิบาตชาติ[158] ประเทศอิรัก อาณัติของอังกฤษตั้งแต่ ค.ศ. 1920 ยังได้สมาชิกภาพสันนิบาตชาติในสิทธิของตนหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษใน ค.ศ. 1932[159] ในปาเลสไตน์ อังกฤษประสบปัญหาการไกล่เกลี่ยระหว่างชุมชนอาหรับและยิว ในปฏิญญาแบลฟะ (Balfour Declaration) ค.ศ. 1917 ซึ่งถูกรวมอยู่ในเงื่อนไขอาณัติด้วย แถลงว่า จะสถาปนาบ้านชนชาติสำหรับชาวยิวในปาเลสไตน์ และอนุญาตการเข้าเมืองของชาวยิวถึงขีดจำกัดซึ่งจะตัดสินโดยอำนาจอาณัติ[160] ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มขึ้นกับประชากรอาหรับ ซึ่งก่อการกำเริบอย่างเปิดเผยใน ค.ศ. 1936 เมื่อภัยคุกคามสงครามกับเยอรมนีเพิ่มขึ้นระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1930 อังกฤษตัดสินว่าการสนับสนุนประชากรอาหรับในตะวันออกกลางสำคัญกว่าการสถาปนาบ้านเกิดเมืองนอนยิว และเปลี่ยนท่าทีเป็นนิยมอาหรับ จำกัดการเข้าเมืองของชาวยิว แล้วจุดชนวนการก่อการกำเริบของชาวยิวแทน[140]

ประเทศในเครือจักรภพสามารถกำหนดนโยบายต่างประเทศของตนเป็นอิสระจากบริเตนได้ โดยได้รับการรับรองที่การประชุมจักรวรรดิ ค.ศ. 1923[161] คำขอความช่วยเหลือทางทหารของบริเตนจากประเทศในเครือจักรภพเมื่อวิกฤตชานัก (Chanak Crisis) อุบัติเมื่อปีกลายถูกแคนาดาและแอฟริกาใต้ปฏิเสธ และแคนาดาปฏิเสธถูกผูกมัดโดยสนธิสัญญาโลซาน ค.ศ. 1923[162][163] หลังแรงกดดันจากไอร์แลนด์และแอฟริกาใต้ การประชุมจักรวรรดิ ค.ศ. 1926 ออกปฏิญญาแบลฟะ ประกาศให้ประเทศในเครือจักรภพเป็น "ชุมชนปกครองตนเองในจักรวรรดิบริติช มีสถานภาพเท่าเทียมกัน ไม่เป็นรองชุมชนอื่นในทางหนึ่งทางใด" ใน "เครือจักรภพแห่งประชาชาติบริติช"[164] ปฏิญญานี้มีสถานะเป็นกฎหมาย (legal substance) ภายใต้บทกฎหมายเวสต์มินสเตอร์ (Statute of Westminster) ค.ศ. 1931[133] รัฐสภาแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหภาพแอฟริกาใต้ เสรีรัฐไอร์แลนด์และนิวฟันด์แลนด์บัดนี้เป็นอิสระจากการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติของบริติช ประเทศเหล่านี้สามารถทำให้กฎหมายบริติชเป็นโมฆะและบริเตนไม่สามารถผ่านกฎหมายให้ได้โดยปราศจากความยินยอมอีก[165] นิวฟันด์แลนด์กลับเป็นสถานะอาณานิคมอีกใน ค.ศ. 1933 โดยประสบความเดือดร้อนทางการเงินระหว่างภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่[166] ไอร์แลนด์เว้นระยะจากบริเตนมากขึ้นโดยการริเริ่มรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใน ค.ศ. 1937 ทำให้เป็นสาธารณรัฐโดยพฤตินัย[167]

สงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพที่แปดประกอบขึ้นจากหน่วยจากประเทศต่าง ๆ จำนวนมากในจักรวรรดิบริติชและเครือจักรภพ กองทัพนี้สู้รบในการทัพแอฟริกาเหนือและอิตาลี

การประกาศสงครามต่อนาซีเยอรมนีของบริเตนเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 รวมคราวน์โคโลนีและอินเดียด้วย แต่ไม่ผูกมัดประเทศในเครือจักรภพโดยอัตโนมัติ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ นิวฟันด์แลนด์และแอฟริกาใต้ล้วนประกาศสงครามต่อเยอรมนีในไม่ช้า แต่เสรีรัฐไอร์แลนด์เลือกเป็นกลางทางกฎหมายตลอดสงคราม[168]

หลังการยึดครองฝรั่งเศสของเยอรมนีใน ค.ศ. 1940 บริเตนและจักรวรรดิยืนต่อกรเยอรมนีเพียงลำพัง จนสหภาพโซเวียตเข้าสู่สงครามใน ค.ศ. 1941 นายกรัฐมนตรีบริติช วินสตัน เชอร์ชิลล์ วิ่งเต้นประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ เพื่อขอความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ แต่โรสเวลต์ยังไม่พร้อมขอรัฐสภาให้ผูกมัดประเทศเข้าร่วมสงคราม[169] ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1941 เชอร์ชิลล์และโรสเวลต์พบกันและลงนามกฎบัตรแอตแลนติก ซึ่งรวมถ้อยแถลงว่า ควรเคารพ "สิทธิเลือกระบอบการปกครองที่พวกตนอาศัยอยู่ของประชาชนทั้งปวง" การใช้คำนี้เคลือบคลุมว่าหมายถึงประเทศยุโรปที่ถูกเยอรมนีบุกครอง หรือผู้ที่ถูกชาติยุโรปตั้งนิคม และต่อมาชาวบริติช อเมริกันและขบวนการชาตินิยมตีความต่างกัน[170][171]

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ญี่ปุ่นเปิดฉากการเข้าตีบริติชมาลายา ฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่ท่าจอดเรือเพิร์ล และฮ่องกงต่อ ๆ กันอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยาของเชอร์ชิลล์ต่อการเข้าสู่สงครามของสหรัฐอเมริกา คือ บริเตนได้รับประกันชัยชนะและอนาคตของจักรวรรดิปลอดภัย[172] แต่จริตของการยอมจำนนอย่างรวดเร็วของบริเตนเป็นผลเสียต่อฐานะและเกียรติภูมิของบริเตนในฐานะอำนาจจักรวรรดิอย่างไม่อาจผันกลับได้[173][174] ที่เสียหายหนักที่สุด คือ การเสียสิงคโปร์ ซึ่งเคยได้รับการเชิดชูเป็นปราการไม่อาจทะลวงและเทียบเท่ากับยิบรอลตาร์แห่งทิศตะวันออก[175] การตระหนักว่า บริเตนไม่สามารถป้องกันทั้งจักรวรรดิของตนได้ผลักดันให้ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งบัดนี้ราวกับถูกกองทัพญี่ปุ่นคุกคาม ให้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากขึ้น จนให้เกิดสนธิสัญญาแอนซัส ค.ศ. 1951 ระหว่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และสหรัฐอเมริกา[170]

การปลดปล่อยอาณานิคมและความเสื่อม (1945–1997)[แก้]

แม้บริเตนและจักรวรรดิคว้าชัยจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผลของความขัดแย้งนั้นล้ำลึก ทั้งในบริเตนและโพ้นทะเล ทวีปยุโรปบริเวณกว้าง อันเป็นทวีปซึ่งครอบงำโลกมาหลายศตวรรษ เป็นซากปรักหักพัง และมีกองทัพสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งบัดนี้ถือดุลอำนาจโลก[176] อังกฤษล้มละลายโดยสิ้นเชิง โดยปัดป้องการไม่สามารถชำระหนี้ได้เฉพาะใน ค.ศ. 1946 หลังเจรจาขอกู้เงิน 4,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน ค.ศ. 2012) จากสหรัฐอเมริกา[177] ซึ่งผ่อนชำระงวดสุดท้ายใน ค.ศ. 2006[178] ขณะเดียวกัน ขบวนการต่อต้านอาณานิคมเจริญในอาณานิคมของชาติยุโรป สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นอีกโดยความเป็นปรปักษ์ที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยหลักการ ทั้งสองชาติคัดค้านลัทธิอาณานิคมยุโรป ทว่าในทางปฏิบัติ การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ของสหรัฐอยู่เหนือการต่อต้านจักรวรรดินิยม ฉะนั้น สหรัฐอเมริกาจึงสนับสนุนการมีอยู่ของจักรวรรดิบริติชต่อไปเพื่อถ่วงดุลการขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์[179] สุดท้าย "สายลมการเปลี่ยนแปลง" หมายความว่า วันแห่งจักรวรรดิบริติชเหลือน้อยแล้ว และโดยรวม บริเตนใช้นโยบายการปล่อยอาณานิคมเมื่อมีรัฐบาลซึ่งมีเสถียรภาพและมิใช่คอมมิวนิสต์ให้ถ่ายโอนอำนาจไป ซึ่งตรงข้ามกับประเทศยุโรปอ่นอย่างฝรั่งเศสและโปรตุเกส[180] ซึ่งทำสงครามราคาแพงและสุดท้ายล้มเหลวเพื่อรักษาจักรวรรดิของตนให้สมบูรณ์ ระหว่าง ค.ศ. 1945 ถึง 1965 จำนวนประชากรในการปกครองของอังกฤษนอกสหราชอาณาจักรลดลงจาก 700 ล้านคนเหลือ 5 ล้านคน ซึ่ง 3 ล้านคนในจำนวนนี้อยู่ในฮ่องกง[181]

การปล่อยขั้นต้น[แก้]

ประมาณ 14.5 ล้านคนเสียบ้านเป็นผลจากการแบ่งประเทศอินเดียใน ค.ศ. 1947

รัฐบาลพรรคแรงงานซึ่งนิยมการให้เอกราชได้รับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 1945 และมีคลีเมนต์ แอตลีเป็นหัวหน้า ขยับอย่างรวดเร็วเพื่อจัดการปัญหาซึ่งกดดันที่สุดซึ่งจักรวรรดิกำลังเผชิญ คือ ปัญหาเอกราชของอินเดีย[182] พรรคการเมืองหลักสองพรรคของอินเดีย คองเกรสแห่งชาติอินเดียและสันนิบาตมุสลิม รณรงค์เรียกร้องเอกราชมาหลายทศวรรษแล้ว แต่ตกลงกันไม่ได้ว่าควรนำไปปฏิบัติอย่างไร พรรคคองเกรสนิยมรัฐเดี่ยวฆราวาสอินเดีย แต่พรรคสันนิบาต ด้วยเกรงถูกฝ่ายข้างมากฮินดูครอบงำ ปรารถนารัฐอิสลามต่างหากสำหรับภูมิภาคซึ่งมีมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ความไม่สงบของพลเมืองที่เพิ่มขึ้นและการก่อการกำเริบในราชนาวีอินเดียระหว่าง ค.ศ. 1946 นำให้แอตลีสัญญาเอกราชไม่เกิน ค.ศ. 1948 เมื่อความเร่งด่วนของสถาบการณ์และความเสี่ยงสงครามกลางเมืองประจักษ์ชัด ลอร์ดเมานท์บัตเทิน (Lord Mountbatten) อุปราชซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้ง (และคนสุดท้าย) เลื่อนเวลามาเป็นวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947[183] โดยด่วน เขตแดนที่บริเตนลากเพื่อแบ่งอินเดียเป็นพื้นที่ฮินดูและมุสลิมทำให้หลายสิบล้านคนเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐเอกราชใหม่อินเดียและปากีสถาน[184] ต่อมา มุสลิมหลายล้านคนข้ามจากอินเดียไปปากีสถาน และกลับกันสำหรับชาวฮินดู และความรุนแรงระหว่างสองชุมชนทำให้มีการเสียชีวิตนับหลายแสน พม่าซึ่งถูกปกครองเป็นส่วนหนึ่งของบริติชราชและศรีลังกาได้รับเอกราชในปีถัดมา คือ ค.ศ. 1948 อินเดีย ปากีสถาน และศรีลังกากลายเป็นสมาชิกเครือจักรภพ แต่พม่าเลือกไม่เข้าร่วม[185]

อาณัติปาเลสไตน์ของบริเตน ซึ่งประชากรอาหรับส่วนใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกับชนกลุ่มน้อยชาวยิว นำปัญหาให้บริเตนคล้ายกับในกรณีอินเดีย[186] แต่ปาเลสไตน์ยุ่งยากเพราะผู้ลี้ภัยชาวยิวจำนวนมากแสวงการรับเข้าปาเลสไตน์หลังฮอโลคอสต์ แต่ชาวอาหรับคัดค้านการสถาปนารัฐยิว ด้วยท้อกับความยากของปัญหา การโจมตีขององค์การกึ่งทหารยิวและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการคงทหารไว้ บริเตนจึงประกาศใน ค.ศ. 1947 ว่าจะถอนทหารใน ค.ศ. 1948 และทิ้งปัญหาให้สหประชาชาติแก้ไข[187] ต่อมา สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติสนับสนุนแผนแบ่งปาเลสไตน์เป็นรัฐยิวและอาหรับ

หลังญี่ปุ่นปราชัยในสงครามโลกครั้งที่สอง ขบวนการต่อต้านต่อต้านญี่ปุ่นในมาลายาหันความสนใจไปยังบริติชแทน ซึ่งกลับควบคุมอาณานิคมอย่างรวดเร็ว โดยให้มูลค่าเพราะเป็นแหล่งยางและดีบุก[188] ข้อเท็จจริงที่ว่ากองโจรเป็นคอมมิวนิสต์ชาวมาลายา-จีนเป็นหลักหมายความว่า ชาวมาเลย์มุสลิมส่วนใหญ่สนับสนุนความพยายามปราบปรามการก่อการกำเริบนี้ของอังกฤษ โดยความเข้าใจว่าเมื่อปราบปรามการก่อการกำเริบดังกล่าวแล้ว จะได้รับเอกราช[188] ภาวะฉุกเฉินมาลายา ตามที่ถูกเรียก เริ่มใน ค.ศ. 1948 และกินเวลาถึง ค.ศ. 1960 แต่ใน ค.ศ. 1957 บริเตนรู้สึกมั่นใจพอให้เอกราชแก่สหพันธรัฐมาลายาในเครือจักรภพ ใน ค.ศ. 1963 สิบเอ็ดรัฐแห่งสหพันธรัฐร่วมกับสิงคโปร์ ซาราวะก์และบอร์เนียวเหนือ แต่ใน ค.ศ. 1965 สิงคโปร์ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีนถูกขับออกจากสหภาพหลังความตึงเครียดที่เกิดตามมาระหว่างประชากรชาวมาเลย์กับชาวจีน[189] บรูไนซึ่งเป็นรัฐในอารักขาของบริเตนตั้งแต่ ค.ศ. 1888 ปฏิเสธเข้าร่วมสหภาพ[190] และธำรงสถานภาพของตนจนได้รับเอกราชใน ค.ศ. 1984

สุเอซและผลลัพธ์[แก้]

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีบริติช แอนโทนี อีเดนในการบุกครองอียิปต์ระหว่างวิกฤตการณ์สุเอซยุติอาชีพการเมืองของเขาและเผยความอ่อนแอของบริเตนในฐานะชาติจักรวรรดิ

ค.ศ. 1951 พรรคอนุรักษนิยมหวนสู่อำนาจในบริเตน ภายใต้การนำของวินสตัน เชอร์ชิลล์ เชอร์ชิลล์และพรรคอนุรักษนิยมเชื่อว่าฐานะมหาอำนาจโลกของบริเตนขึ้นอยู่กับการดำรงอยู่ต่อไปของจักรวรรดิ โดยฐานที่คลองสุเอซทำให้บริเตนธำรงฐานะเด่นในตะวันออกกลางแม้เสียอินเดียไปแล้ว ทว่า เชอร์ชิลล์ไม่อาจเพิกเฉยต่อรัฐบาลปฏิวัติใหม่ของญะมาล อับดุนนาศิรซึ่งเถลิงอำนาจใน ค.ศ. 1952 และในปีต่อมา มีการตกลงว่าจะมีการถอนทหารบริติชจากเขตคลองสุเอซและซูดานจะได้รับการกำหนดการปกครองด้วยตัวเองภายใน ค.ศ. 1955 โดยจะได้รับเอกราชตามมา[191] ซูดานได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1956

เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1956 นาศิรโอนคลองสุเอซเป็นของรัฐฝ่ายเดียว แอนโทนี อีเดน นายกรัฐมนตรีคนถัดจากเชอร์ชิลล์ สนองโดยการคบคิดกับฝรั่งเศสวางแผนให้อิสราเอลเข้าตีอียิปต์ซึ่งจะทำให้บริเตนและฝรั่งเศสเข้าแทรกแซงทางทหารและยึดคลองคืน[192] อีเดนทำให้ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์แห่งสหรัฐโกรธเนื่องจากไม่ได้ปรึกษาเขา และไอเซนฮาวร์ไม่ยอมสนับสนุนการบุกครองนี้[193] ข้อกังวลอีกอย่างหนึ่งของไอเซนฮาวร์คือ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามวงกว้างขึ้นกับสหภาพโซเวียตหลังโซเวียตขู่แทรกแซงโดยเข้ากับฝ่ายอียิปต์ ไอเซนฮาวร์ใช้เลฟเวอริจทางการเงิน (financial leverage) โดยขู่ขายเงินปอนด์บริติชสำรองของสหรัฐและจะเร่งให้เกิดการล่มสลายของเงินตราบริติช[194] แม้กำลังบุกครองจะประสบความสำเร็จทางทหารตามวัตถุประสงค์[195] แต่การเข้าแทรกแซงของสหประชาชาติและแรงกดดันจากสหรัฐบีบให้บริเตนถอนกำลังของตนอย่างขายหน้าและอีเดนลาออก[196][197]

วิกฤตการณ์สุเอซเผยข้อจำกัดของบริเตนต่อโลกและยืนยันความเสื่อมของบริเตนบนเวทีโลก แสดงให้เห็นว่าสืบแต่นั้นบริเตนไม่สามารถกระทำการใดได้โดยปราศจากความยินยอมหรือการสนับสนุนอย่างเต็มขั้นของสหรัฐ[198][199][200] เหตุการณ์ที่สุเอซทำให้ความภูมิใจในชาติบริเตนเสียหาย ทำให้สมาชิกรัฐสภาผู้หนึ่งอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวว่า "วอเตอร์ลูของบริเตน"[201] และอีกคนแนะว่า บริเตนกลายเป็น "บริวารของอเมริกา"[202] ภายหลังมาร์กาเรต แทตเชอร์อธิบายกรอบความเชื่อ (mindset) ที่นางเชื่อว่าเกิดกับสถาบันการเมืองของบริเตนว่า "กลุ่มอาการสุเอซ" ซึ่งบริเตนไม่ฟื้นตัวจนยึดหมู่เกาะฟอล์คแลนด์คืนจากอาร์เจนตินาใน ค.ศ. 1982[203]

แม้วิกฤตการณ์สุเอซทำให้อำนาจของบริเตนในตะวันออกกลางอ่อนแอลง แต่ก็มิได้ล่มสลายทีเดียว[204] บริเตนเริ่มวางกำลังกองทัพเข้าไปในภูมิภาคนั้นใหม่ โดยเข้าแทรกแซงในโอมาน (ค.ศ. 1957), จอร์แดน (ค.ศ. 1958) และคูเวต (ค.ศ. 1961) แม้โอกาสเหล่านี้จะได้รับความยินยอมจากอเมริกา[205] เนื่องจากนโยบายต่างประเทศของฮาโรลด์ แมคมิลแลน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ การคงเข้ากับสหรัฐอย่างเหนียวแน่น[201] บริเตนคงทหารในตะวันออกกลางอีกทศวรรษ เดือนมกราคม ค.ศ. 1968 ไม่กี่สัปดาห์หลังการลดค่าเงินตราปอนด์ นายกรัฐมนตรีฮาโรลด์ วิลสัน และเดนิส เฮียเลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ประกาศว่าจะถอนกำลังกำลังบริเตนจากฐานทัพใหญ่ทางตะวันออกของสุเอซ ซึ่งรวมถึงฐานทัพในตะวันออกกลาง และมาเลเซียและสิงคโปร์เป็นหลัก[206] บริเตนถอนทหารจากเอเดนใน ค.ศ. 1967, บาห์เรนใน ค.ศ. 1971 และมัลดีฟส์ใน ค.ศ. 1976[207]

ลมแห่งการเปลี่ยนแปลง[แก้]

การปลดปล่อยอาณานิคมในทวีปแอฟริกาของบริเตน เมื่อสิ้นคริสต์ทศวรรษ 1960 ทุกประเทศยกเว้นโรดีเซีย (คือ ซิมบับเวในอนาคต) และอาณัติแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ (นามิเบีย) ของแอฟริกาใต้ได้รับรองเอกราช

แมคมิลแลนกล่าวสุนทรพจน์ในเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1960 ซึ่งเขากล่าวว่า "ลมแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังพัดผ่านทวีปนี้"[208] แมคมิลแลนปรารถนาหลีกเลี่ยงสงครามอาณานิคมแบบเดียวกับที่ฝรั่งเศสกำลังสู้รบอยู่ในอัลจีเรีย และภายใต้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขา การปลดปล่อยอาณานิคมดำเนินอย่างรวดเร็ว[209] จากสามอาณานิคมที่ได้รับเอกราชในคริสต์ทศวรรษ 1950 ได้แก่ ซูดาน โกลด์โคสตฺและมาลายา มีเพิ่มขึ้นอีกเกือบสิบเท่าระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1960[210]

อาณานิคมของบริเตนที่ยังเหลืออยู่ในทวีปแอฟริกา ยกเว้นเซาเทิร์นโรดีเชียที่ปกครองตนเอง ได้รับเอกราชทั่วกันภายใน ค.ศ. 1968 การถอนตัวจากส่วนใต้และตะวันออกของทวีปแอฟริกาของบริเตนมิใช่กระบวนการอย่างสันติ เอกราชของเคนยาเกิดให้หลังการก่อการกำเริบเมาเมา (Mau Mau Uprising) นาน 8 ปี ในโรดีเซีย คำประกาศเอกราชฝ่ายเดียว ค.ศ. 1965 โดยฝ่ายข้างน้อยผิวขาวทำให้เกิดสงครามกลางเมืองซึ่งกินเวลาจนความตกลงแลงคาสเตอร์เฮาส์ ค.ศ. 1979 ซึ่งตั้งข้อกำหนดสำหรับเอกราชที่ได้รับการรับรองใน ค.ศ. 1980 เป็นประเทศใหม่ซิมบับเว[211]

ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สงครามกองโจรที่ชาวไซปรัสกรีก (Greek Cypriots) เป็นผู้ก่อลงเอยด้วยประเทศไซปรัสที่มีเอกราชใน ค.ศ. 1960 โดยสหราชอาณาจักรคงฐานทัพแอโครเทียรีและดิเคเลีย เกาะมอลตาและโกโซในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้รับเอกราชฉันมิตรจากสหราชอาณาจักรใน ค.ศ. 1964 แม้มีการเสนอความคิดให้รวมกับบริเตนใน ค.ศ. 1955[212]

ดินแดนแคริบเบียนของสหราชอาณาจักรส่วนมากได้รับเอกราชหลังจาไมกาและตรินิแดดออกจากสหพันธ์อินเดียตะวันตกใน ค.ศ. 1961 และ 1962 สหพันธ์อินเดียตะวันตกสถาปนาใน ค.ศ. 1958 ในความพยายามรวมอาณานิคมแคริบเบียนบริติชภายใต้รัฐบาลเดียว แต่ล่มสลายหลังการเสียสมาชิกใหญ่สุดสองชาติ[213] บาร์บาโดสได้รับเอกราชใน ค.ศ. 1966 และเกาะแคริบเบียนตะวันออกต่าง ๆ ที่เหลือในคริสต์ทศวรรษ 1970 และ 1980[213] แต่แองกวิลลาและหมู่เกาะเติกส์และหมู่เกาะเคคอสเลือกกลับสู่การปกครองของบริเตนหลังเริ่มเส้นทางสู่เอกราชแล้ว[214] หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน[215] หมู่เกาะเคย์แมนและมอนต์เซอร์รัตเลือกคงความสัมพันธ์กับบริเตน[216] ขณะที่กายอานาได้รับเอกราชใน ค.ศ. 1966 อาณานิคมสุดท้ายของบริเตนบนแผ่นดินใหญ่ทวีปอเมริกา บริติชฮอนดูรัส กลายเป็นอาณานิคมปกครองตนเองใน ค.ศ. 1964 และมีการเปลี่ยนชื่อเป็นเบลีซใน ค.ศ. 1973 และได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1981 ข้อพิพาทระหว่างเบลีซกับกัวเตมาลาเรื่องดินแดนยังไม่ยุติ[217]

ดินแดนในมหาสมุทรแปซิฟิกของบริเตนได้รับเอกราชในคริสต์ทศวรรษ 1970 เริ่มจากฟิจิใน ค.ศ. 1970 และจบด้วยวานูอาตูใน ต.ศ. 1980 เอกราชของวานูอาตูล่าไปเพราะข้อพิพาททางการเมืองระหว่างชุมชนที่พูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศส เพราะหมู่เกาะนั้นมีการปกครองร่วมเป็นดินแดนใต้การปกครองร่วมกับฝรั่งเศส[218] ฟิจิ ตูวาลู หมู่เกาะโซโลมอนและปาปัวนิวกินี เลือกเป็นราชอาณาจักรเครือจักรภพ

จุดจบของจักรวรรดิ[แก้]

ศูนย์ประชุมฮ่องกงเป็นสถานที่จัดพิธีการส่งมอบอำนาจอธิปไตยเหนือฮ่องกงจากบริเตนให้จีนใน ค.ศ. 1997 เป็นสัญลักษณ์จุดจบของจักรวรรดิ

ค.ศ. 1980 โรดีเซีย อาณานิคมสุดท้ายของบริเตนในทวีปแอฟริกา กลายเป็นรัฐเอกราชซิมบับเว นิวเฮบริดีส์ (New Hebrides) ได้รับเอกราชในชื่อวานูอาตูใน ค.ศ. 1980 ตามด้วยเบลีซใน ค.ศ. 1981 การผ่านพระราชบัญญัติสัญชาติบริติช ค.ศ. 1981 ซึ่งจัดแบ่งคราวน์โคโลนีที่เหลืออยู่เป็น "ดินแดนในภาวะพึ่งพาบริติช" และเปลีย่นชื่อเป็นดินแดนโพ้นทะเลบริติชใน ค.ศ. 2002[219] หมายความว่า นอกจากเกาะและด่านหน้ากระจัดกระจาย (และการได้ร็อกออล โขดหินไม่มีคนอยู่อาศัยในมหาสมุทรแอตแลนติกใน ค.ศ. 1955)[220] กระบวนการการปลดปล่อยอาณานิคมซึ่งเริ่มมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองสำเร็จไปแล้วส่วนใหญ่ ใน ค.ศ. 1982 ความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องดินแดนโพ้นทะเลที่เหลืออยู่ของบริเตนถูกทดสอบเมื่ออาร์เจนตินาบุกครองหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ โดยการอ้างสิทธิ์ยาวนานซึ่งย้อนไปถึงสมัยจักรวรรดิสเปน[221] การสนองทางทหารที่สัมฤทธิ์ผลในท้ายสุดของบริเตนในการยึดหมู่เกาะคืนระหว่างสงครามฟอล์กแลนด์มีหลายคนมองว่าช่วยพลิกแนวโน้มสถานภาพมหาอำนาจโลกของบริเตนที่ลดลง[222] ในปีเดียวกัน รัฐบาลแคนาดาตัดความเชื่อมโยงทางกฎหมายสุดท้ายกับบริเตนโดยการทวง (Patriation) รัฐธรรมนูญแคนาดาจากบริเตน รัฐสภาบริเตนผ่านพระราชบัญญัติแคนาดา ค.ศ. 1982 ทำให้การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญแคนาดาไม่ต้องมีบริเตนเข้ามาเกี่ยวข้อง[18] คล้ายกัน พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1986 ปฏิรูปรัฐธรรมนูญนิวซีแลนด์เพื่อตัดความเชื่อมโยงตามรัฐธรรมนญกับบริเตน และพระราชบัญญัติออสเตรเลีย ค.ศ. 1986 ตัดความเชื่อมโยงตามรัฐธรรมนูญระหว่างบริเตนและรัฐออสเตรเลียต่าง ๆ[223]

เดือนกันยายน ค.ศ. 1982 นายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แทตเชอร์เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อเจรจากับรัฐบาลจีนเรื่องอนาคตของฮ่องกงซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลใหญ่สุดท้ายและมีประชากรมากที่สุด[224] ภายใต้เงื่อนไขของสนธิสัญญานานกิง ค.ศ. 1842 เกาะฮ่องกงถูกยกให้บริเตนตลอดกาล แต่อาณานิคมส่วนใหญ่ประกอบขึ้นจากนิวเทอร์ริทอรีส์ซึ่งได้มาภายใต้การเช่า 99 ปีใน ค.ศ. 1898 ซึ่งจะหมดอายุใน ค.ศ. 1997[225][226] แทตเชอร์ซึ่งมองเห็นความคล้ายกับหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ทีแรกปรารถนาถือครองฮ่องกงและเสนอการปกครองของบริติชโดยอยู่ภายใต้เอกราชของจีน แต่ถูกจีนปฏิเสธ[227] มีการบรรลุข้อตกลงใน ค.ศ. 1984 ภายใต้เงื่อนไขของปฏิญญาร่วมจีน-บริเตน ฮ่องกงจะเป็นเขตบริหารพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยธำรงวิถีชีวิตเป็นเวลาอย่างน้อย 50 ปี[228] มีพิธีส่งมอบใน ค.ศ. 1997[16] ซึ่งหลายคนซึ่งรวมถึงเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์[17] ซึ่งทรงร่วมพิธีด้วย ว่า "จุดจบของจักรวรรดิ"[18][19]

มรดกตกทอด[แก้]

บริเตนยังคงอำนาจอธิปไตยเหนือ 14 ดินแดนนอกหมู่เกาะบริติช ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นดินแดนโพ้นทะเลบริติชใน ค.ศ. 2002[229] บางแห่งไม่มีผู้อยู่อาศัยยกเว้นบุคลากรทางทหารหรือวิทยาศาสตร์ชั่วคราว ที่เหลือมีการปกครองตนเองในระดับต่าง ๆ และอาศัยสหราชอาณาจักรในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการป้องกัน รัฐบาลบริติชแถลงเจตนาในการสนับสนุนดินแดนโพ้นทะเลใด ๆ ที่ปรารถนาดำเนินสู่เอกราชซึ่งเป็นตัวเลือกหนึ่ง[230] อำนาจอธิปไตยของบริเตนเหนือดินแดนโพ้นทะเลหลายแห่งถูกประเทศเพื่อนบ้านทางภูมิศาสตร์พิพาท คือ สเปนอ้างสิทธิ์ยิบรอลตาร์ อาร์เจนตินาอ้างสิทธิ์หมู่เกาะฟอล์กแลนด์และเกาะเซาท์จอร์เจียและหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช และมอริเชียสและเซเชลส์อ้างสิทธิ์บริติชอินเดียนโอเชียนเทร์ริทอรี[231] บริติชแอนตาร์กติกเทร์ริทอรีมีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกับอาร์เจนตินาและชิลี ส่วนหลายประเทศไม่รับรองการอ้างสิทธิ์ดินแดนใด ๆ ในทวีปแอนตาร์กติกา[232]

อาคารรัฐสภาในกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ระบบเวสต์มินสเตอร์ของบริเตนเหลือมรดกประชาธิปไตยระบบรัฐสภาในอดีตอาณานิคมหลายประเทศ
การเล่นคริกเกตในประเทศอินเดีย กีฬาของบริเตนยังมีการสนับสนุนอย่างแข็งขันในหลายส่วนของอดีตจักวรรดิ

อดีตอาณานิคมและรัฐในอารักขาของบริเตนส่วนใหญ่เป็นรัฐสมาชิก 53 ประเทศของเครือจักรภพแห่งชาติ เป็นสมาคมที่มิใช่ทางการเมืองโดยความสมัครใจของสมาชิกที่มีฐานะเสมอกัน มีประชากรราว 2,200 ล้านคน[233] ราชอาณาจักรเครือจักรภพ 16 แห่งสมัครใจมีพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกัน คือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นประมุขแห่งรัฐ 16 ชาติเหล่านี้ได้แก่ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี แอนติกาและบาร์บูดา บาฮามาส บาร์บาโดส เบลีซ เกรนาดา จาไมกา เซนต์คิตส์และเนวิส เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ หมู่เกาะโซโลมอนและตูวาลู[234]

การปกครองและการย้ายถิ่นของบริเตนหลายทศวรรษและหลายศตวรรษในบางกรณีทิ้งร่องรอยบนชาติที่ได้รับเอกราชที่เกิดจากจักรวรรดิบริติช จักรวรรดิสถาปนาการใช้ภาษาอังกฤษในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ปัจจุบัน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักของคน 400 ล้านคนและมีผู้พูดเป็นภาษาแรก ที่สองหรือต่างด้าวประมาณ 1,500 ล้านคน[235]

อิทธิพลทางวัฒนธรรมของสหรัฐมีส่วนช่วยการเผยแพร่ภาษาอังกฤษตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ซึ่งสหรัฐเองก็กำเนิดจากอาณานิคมของบริเตน มีการใช้ระบบรัฐสภาอังกฤษเป็นแม่แบบสำหรับรัฐบาลในอดีตอาณานิคมหลายแห่ง (ยกเว้นในทวีปแอฟริกาซึ่งอดีตอาณานิคมเกือบทั้งหมดรับระบบประธานาธิบดี) และคอมมอนลอว์อังกฤษเป็นระบบกฎหมาย[236]

คณะกรรมการตุลาการบริติชของคณะองคมนตรียังเป็นศาลอุทธรณ์สูงสุดสำหรับอดีตอาณานิคมหลายแห่งในแคริบเบียนและแปซิฟิก มิชชันนารีโปรเตสแตนท์อังกฤษผู้ท่องรอบโลกซึ่งบ่อยครั้งล่วงหน้าทหารและข้าราชการเผยแพร่แองกลิคันคอมมิวเนียนไปทุกทวีป พบเห็นสถาปัตยกรรมอาณานิคมบริติชดังเช่นในโบสถ์ สถานีรถไฟและอาคารรัฐบาลได้ในหลายนครซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริติช[237]

มีการพัฒนากีฬาปัจเจกและทีมต่าง ๆ ในบริเตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอล คริกเกต รักบี้ เทนนิสและกอล์ฟ ก็ถูกส่งออกด้วย[238] ยังมีการใช้ระบบอิมพีเรียล ซึ่งเป็นทางเลือกระบบการวัดของบริติช ในบางประเทศในหลายทาง ธรรมเนียมการขับรถชิดซ้ายของถนนก็ยังอยู่ในหลายส่วนของอดีตจักรวรรดิ[239]

เขตแดนทางการเมืองที่บริเตนลากไม่สะท้อนชาติพันธุ์หรือศาสนาเดียวกันเสมอไป ส่งเสริมให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่อดีตอาณานิคมหลายแห่ง จักรวรรดิบริติชยังทำให้มีการย้ายถิ่นประชากรขนานใหญ่ หลายล้านคนออกจากหมู่เกาะบริเตน โดยประชากรผู้ตั้งถิ่นฐานของสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่มาจากบริเตนและไอร์แลนด์ ยังมีความตึงเครียดระหว่างประชากรผู้ตั้งถิ่นฐานผิวขาวของประเทศเหล่านี้กับชนกลุ่มน้อยพื้นเมือง และระหว่างชนกลุ่มน้อยผู้ตั้งถิ่นฐานผิวขาวและฝ่ายข้างมากพื้นเมืองในแอฟริกาใต้และซิมบับเว ผู้ตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์จากบริเตนใหญ่ทิ้งร่องรอยในรูปชุมชนชาตินิยมและสหภาพนิยมที่แตกแยกในไอร์แลนด์เหนือ หลายล้านคนย้ายเข้าและออกจากอาณานิคมบริติช โดยมีชาวอินเดียจำนวนมากย้ายถิ่นไปส่วนอื่นของจักรวรรดิ เช่น มาเลเซียและฟิจิ และชาวจีนไปมาเลเซีย สิงคโปร์และแคริบเบียน[240] ประชากรศาสตร์ของบริเตนเองก็เปลี่ยนหลังสงครามโลกครั้งที่สองเนื่องจากมีการเข้าเมืองบริเตนจากอดีตอาณานิคม[241]

อ้างอิง[แก้]

  1. Ferguson, Niall (2004). Empire, The rise and demise of the British world order and the lessons for global power. Basic Books. ISBN 0-465-02328-2. 
  2. Maddison 2001, pp. 98, 242.
  3. Ferguson 2004, p. 15., saying: "At its maximum extent between the world wars the British Empire covered more than 13 million square miles, approximately 23 percent of the world's land surface."
  4. Elkins2005, p. 5.saying: "The British Empire encompassed nearly 13 million square miles or roughly 25 percent of the world's total landmass"
  5. Ferguson 2004, p. 2.
  6. Tellier, L.-N. (2009). Urban World History: an Economic and Geographical Perspective. Quebec: PUQ. p. 463. ISBN 2-7605-1588-5.
  7. Johnston, pp. 508-10.
  8. 8.0 8.1 Porter, p. 332.
  9. Sondhaus, L. (2004). Navies in Modern World History. London: Reaktion Books. p. 9. ISBN 1-86189-202-0.
  10. Porter, Andrew (1998). The Nineteenth Century, The Oxford History of the British Empire Volume III. Oxford University Press. p. 332. ISBN 0-19-924678-5. 
  11. "The Workshop of the World". BBC History. สืบค้นเมื่อ 28 April 2013. 
  12. Porter, Andrew (1998). The Nineteenth Century, The Oxford History of the British Empire Volume III. Oxford University Press. p. 8. ISBN 0-19-924678-5. 
  13. Marshall, P.J. (1996). The Cambridge Illustrated History of the British Empire. Cambridge University Press. pp. 156–57. ISBN 0-521-00254-0. 
  14. Tompson, Richard S. (2003). Great Britain: a reference guide from the Renaissance to the present. New York: Facts on File. p. 63. ISBN 978-0-8160-4474-0. 
  15. Hosch, William L. (2009). World War I: People, Politics, and Power. America at War. New York: Britannica Educational Publishing. p. 21. ISBN 978-1-61530-048-8. 
  16. 16.0 16.1 Brendon, p. 660.
  17. 17.0 17.1 "Charles' diary lays thoughts bare". BBC News. 22 February 2006. สืบค้นเมื่อ 13 December 2008. 
  18. 18.0 18.1 18.2 Brown, p. 594.
  19. 19.0 19.1 "BBC – History – Britain, the Commonwealth and the End of Empire". BBC News. สืบค้นเมื่อ 13 December 2008. 
  20. 20.0 20.1 Ferguson 2004, p. 3.
  21. Andrews 1985, p. 45.
  22. Ferguson 2004, p. 4.
  23. Canny, p. 35.
  24. Thomas, pp. 155–158
  25. Ferguson 2004, p. 7.
  26. Canny, p. 62.
  27. Lloyd, pp. 4–8.
  28. Canny, p. 7.
  29. Kenny, p. 5.
  30. Alan, Taylor (2001). American Colonies, The Settling of North America. Penguin. p. 119. 
  31. Olson, p. 466.
  32. Andrews, p. 188.
  33. Canny, p. 63.
  34. Canny, pp. 63–64.
  35. Canny, p. 70.
  36. Canny, p. 34.
  37. James, p. 17.
  38. Canny, p. 71.
  39. Canny, p. 221.
  40. Lloyd, pp. 22–23.
  41. Lloyd, p. 32.
  42. Lloyd, pp. 33, 43.
  43. Lloyd, pp. 15–20.
  44. Olson, p. 600.
  45. Andrews, pp. 20–22.
  46. Olson, p. 897.
  47. Lloyd, p. 40.
  48. Ferguson 2004, pp. 72–73.
  49. 49.0 49.1 Buckner, p. 25.
  50. Lloyd, p. 37.
  51. Ferguson 2004, p. 62.
  52. Canny, p. 228.
  53. Marshall, pp. 440–64.
  54. Magnusson, p. 531.
  55. Macaulay, p. 509.
  56. Lloyd, p. 13.
  57. 57.0 57.1 Ferguson 2004, p. 19.
  58. Canny, p. 441.
  59. Pagden, p. 90.
  60. Olson, p. 1045.
  61. Olson, p. 1122.
  62. Olson, pp. 1121–22.
  63. Smith, p. 17.
  64. Bandyopādhyāẏa, pp. 49–52
  65. Smith, pp. 18–19.
  66. 66.0 66.1 Pagden, p. 91.
  67. Ferguson 2004, p. 73.
  68. Marshall, pp. 312–23.
  69. Canny, p. 92.
  70. Olson, p. 1026.
  71. James, p. 119.
  72. Marshall, p. 585.
  73. Olson, p. 685.
  74. Olson, p. 796.
  75. Smith, p. 28.
  76. Latimer, pp. 8, 30–34, 389–92.
  77. Marshall, pp. 388.
  78. Smith, p. 20.
  79. Smith, pp. 20–21.
  80. Mulligan & Hill, pp. 20–23.
  81. Peters, pp. 5–23.
  82. James, p. 142.
  83. Britain and the Dominions, p. 159.
  84. Fieldhouse, pp. 145–149
  85. Cervero, Robert B. (1998). The Transit Metropolis: A Global Inquiry. Chicago: Island Press. p. 320. ISBN 1-55963-591-6. 
  86. Statesmen's Year Book 1889
  87. Olson, p. 1137.
  88. "Waitangi Day". History Group, New Zealand Ministry for Culture and Heritage. สืบค้นเมื่อ 13 December 2008. 
  89. Porter, p. 579.
  90. Mein Smith, p. 49.
  91. James, p. 152.
  92. Lloyd, pp. 115–118.
  93. James, p. 165.
  94. Porter, p. 14.
  95. Porter, p. 204.
  96. Hyam, p. 1.
  97. Smith, p. 71.
  98. Parsons, p. 3.
  99. 99.0 99.1 Porter, p. 401.
  100. Olson, p. 285.
  101. Porter, p. 8.
  102. Marshall, pp. 156–57.
  103. Dalziel, pp. 88–91.
  104. Martin, pp. 146–148.
  105. Olson, p. 293.
  106. Keay, p. 393
  107. Parsons, pp. 44–46.
  108. Smith, pp. 50–57.
  109. Brown, p. 5.
  110. Marshall, pp. 133–34.
  111. Olson, p. 478.
  112. James, p. 181.
  113. 113.0 113.1 113.2 James, p. 182.
  114. Royle, preface.
  115. Williams, Beryl J. (1966). "The Strategic Background to the Anglo-Russian Entente of August 1907". The Historical Journal 9 (3): 360–373. doi:10.1017/S0018246X00026698. JSTOR 2637986. 
  116. Hodge, p. 47.
  117. Smith, p. 85.
  118. Smith, pp. 85–86.
  119. Lloyd, pp. 168, 186, 243.
  120. Lloyd, p. 255.
  121. Olson, p. 1070.
  122. Roger 1986, p. 718.
  123. Ferguson 2004, pp. 230–33.
  124. James, p. 274.
  125. "Treaties". Egypt Ministry of Foreign Affairs. Archived from the original on 15 September 2010. สืบค้นเมื่อ 20 October 2010. 
  126. Herbst, pp. 71–72.
  127. Vandervort, pp. 169–183.
  128. Olson, p. 248.
  129. Lloyd, p. 215.
  130. Smith, pp. 28–29.
  131. Porter, p. 187
  132. Smith, p. 30.
  133. 133.0 133.1 Rhodes, Wanna & Weller, pp. 5–15.
  134. Lloyd, p. 213
  135. 135.0 135.1 James, p. 315.
  136. Smith, p. 92.
  137. O'Brien, p. 1.
  138. Brown, p. 667.
  139. Lloyd, p. 275.
  140. 140.0 140.1 Brown, pp. 494–495.
  141. Marshall, pp. 78–79.
  142. Lloyd, p. 277.
  143. Lloyd, p. 278.
  144. Ferguson 2004, p. 315.
  145. Olson, p. 658.
  146. Goldstein, p. 4.
  147. Louis, p. 302.
  148. Louis, p. 294.
  149. Louis, p. 303.
  150. Lee 1996, p. 305.
  151. Brown, p. 143.
  152. Smith, p. 95.
  153. Magee, p. 108.
  154. Ferguson 2004, p. 330.
  155. 155.0 155.1 James, p. 416.
  156. Low, D.A. (February 1966). "The Government of India and the First Non-Cooperation Movement-—1920–1922". The Journal of Asian Studies 25 (2): 241–259. doi:10.2307/2051326. 
  157. Smith, p. 104.
  158. Brown, p. 292.
  159. Smith, p. 101.
  160. Louis, p. 271.
  161. McIntyre, p. 187.
  162. Brown, p. 68.
  163. McIntyre, p. 186.
  164. Brown, p. 69.
  165. Turpin & Tomkins, p. 48.
  166. Lloyd, p. 300.
  167. Kenny, p. 21.
  168. Lloyd, pp. 313–14.
  169. Gilbert, p. 234.
  170. 170.0 170.1 Lloyd, p. 316.
  171. James, p. 513.
  172. Gilbert, p. 244.
  173. Louis, p. 337.
  174. Brown, p. 319.
  175. James, p. 460.
  176. Abernethy, p. 146.
  177. Brown, p. 331.
  178. "What's a little debt between friends?". BBC News. 10 May 2006. สืบค้นเมื่อ 20 November 2008. 
  179. Levine, p. 193.
  180. Abernethy, p. 148.
  181. Brown, p. 330.
  182. Lloyd, p. 322.
  183. Smith, p. 67.
  184. Lloyd, p. 325.
  185. McIntyre, pp. 355–356.
  186. Lloyd, p. 327.
  187. Lloyd, p. 328.
  188. 188.0 188.1 Lloyd, p. 335.
  189. Lloyd, p. 364.
  190. Lloyd, p. 396.
  191. Brown, pp. 339–40.
  192. James, p. 581.
  193. Ferguson 2004, p. 355.
  194. Ferguson 2004, p. 356.
  195. James, p. 583.
  196. Combs, pp. 161–163.
  197. "Suez Crisis: Key players". BBC News. 21 July 2006. สืบค้นเมื่อ 19 October 2010. 
  198. Brown, p. 342.
  199. Smith, p. 105.
  200. Burk, p. 602.
  201. 201.0 201.1 Brown, p. 343.
  202. James, p. 585.
  203. Thatcher.
  204. Smith, p. 106.
  205. James, p. 586.
  206. Pham 2010
  207. Lloyd, pp. 370–371.
  208. James, p. 616.
  209. Louis, p. 46.
  210. Lloyd, pp. 427–433.
  211. James, pp. 618–621.
  212. Springhall, pp. 100–102.
  213. 213.0 213.1 Knight & Palmer, pp. 14–15.
  214. Clegg, p. 128.
  215. Lloyd, p. 428.
  216. James, p. 622.
  217. Lloyd, pp. 401, 427–429.
  218. Macdonald, pp. 171–191.
  219. "British Overseas Territories Act 2002". legislation.gov.uk. 
  220. "1955: Britain claims Rockall". BBC News. 21 September 1955. สืบค้นเมื่อ 13 December 2008. 
  221. James, pp. 624–625.
  222. James, p. 629.
  223. Brown, p. 689.
  224. Brendon, p. 654.
  225. Joseph, p. 355.
  226. Rothermund, p. 100.
  227. Brendon, pp. 654–55.
  228. Brendon, p. 656.
  229. House of Commons Foreign Affairs Committee Overseas Territories Report, pp. 145–147
  230. House of Commons Foreign Affairs Committee Overseas Territories Report, pp. 146,153
  231. "British Indian Ocean Territory". The World Factbook. CIA. สืบค้นเมื่อ 13 December 2008. 
  232. House of Commons Foreign Affairs Committee Overseas Territories Report, p. 136
  233. The Commonwealth - About Us; Online September 2014
  234. "Head of the Commonwealth". Commonwealth Secretariat. สืบค้นเมื่อ 9 October 2010. 
  235. Hogg, p. 424 chapter 9 English Worldwide by David Crystal: "approximately one in four of the worlds population are capable of communicating to a useful level in English".
  236. Ferguson 2004, p. 307.
  237. Marshall, pp. 238–40.
  238. Torkildsen, p. 347.
  239. Parsons, p. 1.
  240. Marshall, p. 286.
  241. Dalziel, p. 135.

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]