การปฏิรูปและเปิดประเทศ
| การปฏิรูปและเปิดประเทศ | |||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| จีนตัวย่อ | 改革开放 | ||||||||||||||||||
| จีนตัวเต็ม | 改革開放 | ||||||||||||||||||
| ความหมายตามตัวอักษร | "ปฏิรูปและเปิดออก" | ||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||
| ประวัติศาสตร์สาธารณรัฐประชาชนจีน |
|---|
|
|
การปฏิรูปและเปิดประเทศ (จีน: 改革开放; พินอิน: Gǎigé kāifàng) หรือที่รู้จักในชื่อ การปฏิรูปเศรษฐกิจจีน หรือ ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของจีน[1][2] หมายถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจหลายประการที่เรียกว่าสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนและเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยมในสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 หลังอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตงใน ค.ศ. 1976 โดยมีเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้ซึ่งมักได้รับยกย่องในฐานะ "สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่" เป็นผู้นำ การปฏิรูปนี้ถูกริเริ่มโดยกลุ่มนักปฏิรูปภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1978 ในช่วง ปัวล่วนฝ่านเจิ้ง[3][4][5][6]
ชุดของการปฏิรูปการเมืองคู่ขนานถูกริเริ่มโดยเติ้งและพันธมิตรของเขาในทศวรรษ 1980 แต่ในที่สุดก็สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1989 ด้วยการปราบปรามการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ทำให้การเปิดเสรีทางการเมืองต้องหยุดชะงักลง[7][8] การปฏิรูปเศรษฐกิจกลับมาดำเนินอีกครั้งหลังการเดินทางลงใต้ของเติ้ง เสี่ยวผิงใน ค.ศ. 1992[9] การปฏิรูปดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีนในช่วงหลายทศวรรษต่อมา ปรากฏการณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็น "ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ"[1][2][10][11] ใน ค.ศ. 2010 จีนแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศตามราคาตลาด[12][13] ก่อนที่จะแซงหน้าสหรัฐใน ค.ศ. 2016 ขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศตามอำนาจซื้อ[14]
ประวัติศาสตร์
[แก้]พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจแบบตลาดออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกอยู่ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 โดยเป็นการยกเลิกระบบนารวมในภาคเกษตรกรรม, การเปิดประเทศเพื่อรับการลงทุนจากต่างชาติ และการอนุญาตให้นักธุรกิจสามารถเริ่มต้นกิจการของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังคงเป็นของรัฐ ส่วนการปฏิรูปช่วงที่สองซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงทศวรรษ 1990 นั้นเกี่ยวข้องกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการให้สัมปทานอุตสาหกรรมของรัฐเป็นจำนวนมาก การยกเลิกการควบคุมราคาใน ค.ศ. 1985 ถือเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญ[15] และหลังจากนั้นไม่นานก็มีการยกเลิกนโยบายและกฎระเบียบที่คุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ แม้ว่ารัฐจะยังคงผูกขาดอุตสาหกรรมสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารและน้ำมันต่อไป
ใน ค.ศ. 2001 จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) หลังจากนั้นไม่นาน ภาคเอกชนก็เติบโตอย่างโดดเด่น คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของจีนภายใน ค.ศ. 2005[16] ตั้งแต่ ค.ศ. 1978 จนถึง 2013 เกิดการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเศรษฐกิจเติบโตขึ้นปีละ 9.5% รัฐบาลของหู จิ่นเทาและเวิน เจียเป่าใช้วิธีการระมัดระวังมากขึ้นในการปฏิรูป โดยควบคุมและกำกับดูแลเศรษฐกิจอย่างเข้มงวดขึ้นหลัง ค.ศ. 2005 ซึ่งเป็นการย้อนกลับการปฏิรูปบางส่วน[17]
ต้นกำเนิด
[แก้]ก่อนการปฏิรูปของเติ้ง เสี่ยวผิง เศรษฐกิจของจีนประสบปัญหาเนื่องจากนโยบายวางแผนจากส่วนกลาง เช่น การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าและการปฏิวัติวัฒนธรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจหยุดนิ่ง ไร้ประสิทธิภาพ และเกิดความยากจน[18] ก่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจจีนถูกครอบงำโดยการเป็นเจ้าของโดยรัฐและระบบการวางแผนจากส่วนกลาง ตั้งแต่ ค.ส. 1950 ถึง 1973 GDP แท้จริงต่อหัวของประชากรจีนเติบโตโดยเฉลี่ย 2.9% ต่อปี แม้จะมีความผันผวนอย่างมากก็ตาม[19] อัตราการเติบโตนี้อยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียในช่วงเวลาเดียวกัน[20] โดยประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และสาธารณรัฐจีน (ROC) ของเจียง ไคเชก ซึ่งเป็นคู่แข่งในขณะนั้น มีอัตราการเติบโตแซงหน้าจีนแผ่นดินใหญ่[21] เมื่อเข้าสู่ ค.ศ. 1970 เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ช่วงชะงักงัน[22] และหลังอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงตัดสินใจละทิ้งลัทธิเหมาและหันมาใช้นโยบายปฏิรูปที่เน้นตลาดเพื่อกู้เศรษฐกิจที่ซบเซา[23] ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1976 ฮฺว่า กั๋วเฟิงพร้อมด้วยเย่ เจี้ยนอิงและวาง ตงซิ่งเข้าจับกุมแก๊งสี่คน เป็นการสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม การที่ฮฺว่าเลิกใช้นโยบายเศรษฐกิจในยุคการปฏิวัติวัฒนธรรมนั้นสอดคล้องกับวาระการปฏิรูป ค.ศ. 1975 ของเติ้ง เสี่ยวผิง[24] ฮฺว่าให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติเป็นอันดับสูงสุดและเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบรรลุ "การปลดปล่อยพลังการผลิต"[24] เขารวม "การผลักดันอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แบบโซเวียตเข้ากับการเปิดประเทศสู่โลกทุนนิยม" และภายใต้การนำของเขา จีนได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกและเริ่มความพยายามครั้งใหญ่เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ[24]
การปฏิรูปเศรษฐกิจเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วง "ปัวล่วนฝ่านเจิ้ง" โดยเฉพาะหลังจากที่เติ้งและพันธมิตรนักปฏิรูปของเขาขึ้นสู่อำนาจ และเติ้งได้เข้ามาแทนฮฺว่า กั๋วเฟิงในฐานะผู้นำสูงสุดในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1978 ในช่วงเวลาที่เติ้งขึ้นสู่อำนาจ มีการสนับสนุนอย่างกว้างขวางในหมู่ชนชั้นนำสำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจ[25] ตั้งแต่ ค.ศ. 1978 ถึง 1992 เติ้งอธิบายการปฏิรูปและเปิดประเทศว่าเป็น "การทดลองขนานใหญ่" ที่ต้องอาศัย "การทดลองในทางปฏิบัติ" อย่างถี่ถ้วนแทนที่จะใช้ความรู้ตามตำรา[26]: 65 ฐานะผู้นำโดยพฤตินัย นโยบายของเติ้งต้องเผชิญกับการต่อต้านจากอนุรักษนิยมในพรรคแต่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเพิ่มความมั่งคั่งของประเทศ
การปฏิรูปสำคัญ (รวมถึงการเลิกระบบนารวมในชนบท การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และการปฏิรูปบริการสุขภาพในชนบท) เกือบทั้งหมดเริ่มต้นจากการทดลองในระดับท้องถิ่นแบบกระจายอำนาจซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ก่อนจะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น[26]: 6
ค.ศ. 1979–1984
[แก้]
ใน ค.ศ. 1979 เติ้ง เสี่ยวผิงเน้นย้ำเป้าหมายของ "สี่ทันสมัย" และเสนอแนวคิดเรื่องการสร้างสังคมรุ่งเรืองปานกลางเพิ่มเติม[27][28][29] ความสำเร็จของลี กวนยูในการความสำเร็จทางเศรษฐกิจในสิงคโปร์ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อคณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้นำในจีน โดยเฉพาะภายใต้เติ้ง เสี่ยวผิง พยายามอย่างยิ่งที่จะเลียนแบบนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมผู้ประกอบการ และการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างแยบยลของเขา ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จีนกว่า 22,000 คนถูกส่งไปสิงคโปร์เพื่อศึกษาแนวทางดังกล่าว[30]
โดยทั่วไปแล้ว การปฏิรูปในช่วงเวลานี้เริ่มต้นด้วยการทดลองในระดับท้องถิ่นที่ถูกนำไปใช้และขยายผลในพื้นที่อื่นเมื่อแสดงถึงความสำเร็จแล้ว เจ้าหน้าที่มักได้รับโทษน้อยสำหรับการทดลองที่ล้มเหลว[31]: 127 และผู้ที่พัฒนาโครงการที่ประสบความสำเร็จจะได้รับการยกย่องและยอมรับในระดับประเทศ[31]: 127 แนวทางการปฏิรูปจากล่างสู่บนที่ส่งเสริมโดยเติ้งนั้นต่างจากแนวทางจากบนสู่ล่าของเปเรสตรอยคาในสหภาพโซเวียต ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของจีน[32]
การปฏิรูปครั้งแรกเริ่มขึ้นในภาคเกษตรกรรม ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เสบียงอาหารและการผลิตขาดแคลนอย่างมากจนเจ้าหน้าที่รัฐบาลออกมาเตือนว่า จีนกำลังจะเกิด "หายนะซ้ำรอยปี 1959" ซึ่งเป็นปีที่เกิดทุพภิกขภัยที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบล้านคนในช่วงการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า[33] เติ้งตอบสนองด้วยการยกเลิกระบบนารวมและเน้นระบบความรับผิดชอบครัวเรือน ซึ่งแบ่งที่ดินของคอมมูนประชาชนออกเป็นแปลงส่วนตัว ภายใต้นโยบายใหม่นี้ ชาวนาสามารถใช้สิทธิควบคุมที่ดินของตนอย่างเป็นทางการ ตราบใดที่พวกเขายังขายผลผลิตส่วนหนึ่งตามสัญญาให้กับรัฐบาล[34] การดำเนินการนี้ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรถึง 25% ระหว่าง ค.ศ. 1975 ถึง 1985 และสร้างแบบอย่างสำหรับการแปรรูปส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ[34]
การปฏิรูปยังถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเมืองเพื่อเพิ่มผลผลิต มีการนำระบบราคาแบบสองทางมาใช้ (การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ค.ศ. 1979) โดยที่อุตสาหกรรมของรัฐได้รับอนุญาตให้ขายผลผลิตที่เกินโควตาตามแผนได้ และสินค้าโภคภัณฑ์ถูกขายทั้งในราคาตามแผนและราคาตลาด ทำให้ประชาชนเลี่ยงภาวะขาดแคลนในสมัยเหมาได้ นอกจากนี้ การนำระบบความรับผิดชอบทางอุตสาหกรรมมาใช้ในทศวรรษ 1980 ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนารัฐวิสาหกิจ โดยอนุญาตให้บุคคลหรือกลุ่มบริหารกิจการด้วยสัญญา ธุรกิจเอกชนได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดอำนาจ และค่อย ๆ เริ่มมีสัดส่วนในการผลิตภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น[35] ความยืดหยุ่นด้านราคายังเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยขยายภาคบริการอีกด้วย[36]
ขณะเดียวกัน ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1978 เติ้งประกาศนโยบายใหม่ นโยบายเปิดประตู เพื่อเปิดประตูรับธุรกิจต่างชาติที่ต้องการเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศจีน[37][38] เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สมัยก๊กมินตั๋งที่ประเทศจีนเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ เติ้งตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นหลายแห่ง เช่น เชินเจิ้น จูไห่และเซี่ยเหมิน สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศที่ค่อนข้างปลอดจากกฎระเบียบและการแทรกแซงจากรัฐการที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจของชาติ[36] และในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1979 เขตอุตสาหกรรมเฉอโข่วของเซินเจิ้นได้ถูกก่อตั้งขึ้น กลายเป็นพื้นที่ทดลองแห่งแรกในประเทศจีนที่ "เปิดประเทศ"[39][40]
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1979 จีนประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการร่วมทุนโดยใช้ทุนจีนและทุนต่างชาติฉบับแรก[41] กฎหมายนี้มีประสิทธิภาพในการช่วยดึงดูดและดูดซับเทคโนโลยีและเงินทุนจากต่างชาติจากประเทศที่ก้าวหน้า เช่น สหรัฐ อำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าของจีนไปยังประเทศดังกล่าว และด้วยเหตุนี้จึงมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา[41]
ภายใต้การนำของยฺเหวียน เกิง "เฉอโข่วโมเดล" ได้ก่อตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะท้อนให้เห็นในคำขวัญอันโด่งดังที่ว่า เวลาคือเงิน ประสิทธิภาพคือชีวิต คำขวัญนี้แพร่หลายไปยังส่วนอื่น ๆ ของจีนในเวลาต่อมา[39][42] ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1984 เติ้ง เสี่ยวผิงเดินทางมาตรวจเยี่ยมเชินเจิ้นและจูไห่เป็นครั้งแรก และได้กล่าวชื่นชม "ความเร็วแบบเชินเจิ้น" ในการพัฒนารวมถึงความสำเร็จของเขตเศรษฐกิจพิเศษ[43][44]

นอกจากเติ้ง เสี่ยวผิงเองแล้ว นักปฏิรูปชั้นสูงคนสำคัญที่ช่วยดำเนินการปฏิรูป ได้แก่ หู เย่าปัง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในขณะนั้น และจ้าว จื่อหยาง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนในขณะนั้น[45][46] ผู้นำคนอื่น ๆ ที่สนับสนุนการปฏิรูปของเติ้ง ได้แก่ สี จ้งซฺวิน (บิดาของสี จิ้นผิง), ว่าน หลี่, หู ฉี่ลี่และคนอื่น ๆ[47][48][49] ผู้นำคนสำคัญอีกคนหนึ่งคือเฉิน ยฺหวิน ซึ่งบางคนมองว่าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดเป็นอันดับสองในจีนรองจากเติ้ง ด้วยอุดมการณ์ที่อนุรักษนิยมมากกว่าเกี่ยวกับการปฏิรูป[50][51][52] แม้เติ้ง เสี่ยวผิงจะได้รับยกย่องว่าเป็นสถาปนิกของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนสมัยใหม่ แต่เฉินมีส่วนร่วมโดยตรงมากกว่าในรายละเอียดของการวางแผนและการก่อสร้าง และเป็นผู้นำกลุ่มที่ต่อต้านการปฏิรูปหลายอย่างจากฝ่ายของเติ้ง[51][53] ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันเรื่องทิศทางโดยรวมของการปฏิรูปกระทั่งเฉินเสียชีวิตใน ค.ศ. 1995[51][52][53] ลักษณะสำคัญของแนวคิดของเฉินคือการใช้ตลาดเพื่อจัดสรรทรัพยากร ภายในขอบเขตของแผนโดยรวม การปฏิรูปบางอย่างในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เป็นการนำเอาโครงการที่เฉินได้วางแผนไว้ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1950 มาปฏิบัติ เฉินเรียกสิ่งนี้ว่า "เศรษฐกิจกรงนก (鸟笼经济/鳥籠經濟)"[54][55] ตามความเห็นของเฉิน "กรงคือกฎ กฎอาจใหญ่หรือเล็กก็ได้ แต่ภายในกรง นก [เศรษฐกิจ] มีอิสระที่จะบินไปได้ตามที่มันต้องการ"[51][55] เฉินและผู้นำอนุรักษนิยมคนอื่น ๆ รวมถึงหลี่ เซียนเนี่ยนไม่เคยไปเยือนเชินเจิ้น เขตเศรษฐกิจพิเศษชั้นนำที่เติ้งเป็นผู้สนับสนุน[55]
ค.ศ. 1984–1993
[แก้]
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1984 พรรคมี มติว่าด้วยการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแนวคิดของคณะผู้กำหนดนโยบายของจีนเกี่ยวกับการใช้กลไกตลาด[60]: 39–40 มติดังกล่าวรับทราบว่าระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนไม่ใช่หนทางเดียวที่จะพัฒนาสังคมนิยมและนโยบายก่อนหน้านี้ที่จำกัดระบบเศรษฐกิจสินค้าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมนิยม[60]: 40 หลังมีมติดังกล่าว การปฏิรูปจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบเศรษฐกิจโภคภัณฑ์แบบวางแผนสังคมนิยมอัตลัษณ์จีน[60]: 40
การควบคุมธุรกิจเอกชนและการแทรกแซงของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอาหารซึ่งมีการผ่อนคลายการควบคุมราคาใน ค.ศ. 1985[15] และมีการจัดตั้งระบบความรับผิดชอบครัวเรือน และมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อีกต่อไป การพัฒนาที่โดดเด่นคือการกระจายอำนาจการควบคุมของรัฐ ทำให้ผู้นำระดับมณฑลมีอำนาจทดลองหาวิธีเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจและแปรรูปภาคส่วนรัฐ[61] วิสาหกิจระดับตำบลและหมู่บ้าน กิจการที่ในทางนิตินัยแล้วเป็นของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ในทางพฤตินัยแล้วเป็นของเอกชน เริ่มเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดและแย่งส่วนแบ่งมาจากภาคส่วนรัฐ[62] ด้วยความช่วยเหลือของยฺเหวียน เกิง ทำให้ธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบบริษัทร่วมหุ้นแห่งแรกของจีนคือธนาคารพ่อค้าจีน (China Merchants Bank) และบริษัทประกันภัยในรูปแบบบริษัทรุ่วมหุ้นแห่งแรกของจีนคือผิงอันอินชัวรันส์ (Ping An Insurance) ถูกก่อตั้งขึ้นในเฉอโข่ว ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1984 เมืองชายฝั่งทะเล 14 แห่งในจีนรวมถึงเซี่ยงไฮ้ กว่างโจวและเทียนจินได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองชายฝั่งเปิด (沿海开放城市)"[63][64]
การถกเถียงทางเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงเวลานี้เกี่ยวข้องกับแนวทางในการเปิดเสรีด้านราคาและว่าจีนควรใช้วิธีการแบบช็อกเทอราพี –การเปิดเสรีด้านราคาอย่างฉับพลัน – หรือแนวทางที่ค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า[24] แต่ใน ค.ศ. 1986 แนวทางหลังได้รับชัยชนะ[65] "เมื่อเผชิญหน้ากับคำเตือนที่น่าเชื่อถือและหลากหลายเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้ของการบังคับใช้การปฏิรูปราคาแบบ 'ช็อก' และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับประโยชน์ของมัน" ในที่สุด นายกรัฐมนตรีจ้าว จื่อหยางและผู้นำระดับสูงก็ปฏิเสธการปฏิรูปราคาแบบ "ช็อก"[65] จ้าวได้ยอมรับข้อโต้แย้งที่ว่าความกังวลพื้นฐานในการปฏิรูปเศรษฐกิจคือการกระตุ้นวิสาหกิจ[65] เมื่อถึงปลายฤดูร้อน สิ่งที่เริ่มต้นภายใต้หัวข้อ "การปฏิรูปแพ็คเกจอย่างครอบคลุมและประสานกัน" ได้ถูกลดทอนลงเป็นการปรับราคาเหล็ก (แม้ราคาเหล็กจะมีความสำคัญและมีน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์) รวมถึงการปฏิรูปภาษีและการเงินบางส่วน[65] การปฏิรูปราคาแบบสุดโต่งกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งใน ค.ศ. 1988 และในครั้งนี้นำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1940) รวมถึงปฏิกิริยาต่อต้านที่รวมถึงการประท้วงในท้องถิ่น การแห่ถอนเงิน และการแห่ซื้อของ[24] ผู้นำจีนจึงระงับแผนการเปิดเสรีด้านราคาเหล่านี้ในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1988 และหันไปมุ่งเน้นมาตรการรัดเข็มขัด การปฏิรูปราคา และการลดขนาดเศรษฐกิจแทน[24]

การทุจริตและการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อได้เพิ่มความไม่พอใจขึ้น มีส่วนทำให้เกิดการประท้วงและการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ค.ศ. 1989 และเกิดกระแสต่อต้านแบบอนุรักษนิยมหลังเหตุการณ์นั้นซึ่งขับไล่นักปฏิรูปคนสำคัญหลายคนและเป็นภัยคุกคามที่จะย้อนกลับการปฏิรูปหลายอย่างของเติ้ง[66] เหตุการณ์ใน ค.ศ. 1988 และ 1989 นำไปสู่การจำคุกหรือเนรเทศเจ้าหน้าที่สายปฏิรูปจำนวนมาก[24] อย่างไรก็ตาม เติ้งยังคงยืนหยัดในการปฏิรูปของเขา และใน ค.ศ. 1992 เขายืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องสานต่อการปฏิรูปในการเดินทางลงใต้ของเขา[67] ด้วยการสนับสนุนของเขา ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1990 ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เปิดทำการอีกครั้งหลังเหมาปิดไป 40 ปี ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์เชินเจิ้นก็ถูกก่อตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1990 เช่นกัน[68][69]
ในทางตรงกันข้ามกับแนวทางของเติ้ง ผู้อาวุโสหัวอนุรักษนิยมนำโดยเฉิน ยฺหวินเรียกร้องให้สร้างสมดุลระหว่างการปล่อยให้เศรษฐกิจตลาดเสรีเกินไปกับการคงไว้ซึ่งการควบคุมโดยรัฐในส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ เฉินช่วยรักษาระบบเศรษฐกิจโดยการป้องกันนโยบายที่จะสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์พิเศษในระบบรัฐการ[67]
แม้เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลานี้ แต่ปัญหาทางเศรษฐกิจในภาคส่วนรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพก็เพิ่มขึ้น การขาดทุนอย่างหนักต้องได้รับการชดเชยจากรายได้ของรัฐและกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจ[70] ภาวะเงินเฟ้อกลายเป็นปัญหาใน ค.ศ. 1985, 1988 และ 1992[66] การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเริ่มเร่งตัวขึ้นหลัง ค.ศ. 1992 และภาคเอกชนก็เติบโตขึ้นในสัดส่วนของ GDP รัฐบาลจีนค่อย ๆ ขยายการยอมรับเศรษฐกิจภาคเอกชน โดยเริ่มจากการเป็น "ส่วนเสริม" ให้กับภาครัฐ (1988) และต่อมาเป็น "องค์ประกอบสำคัญ" (1999) ของเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม[71]
ค.ศ. 1993–2005
[แก้]
ในทศวรรษ 1990 เติ้งอนุญาตให้มีการปฏิรูปอย่างรุนแรงหลายอย่างเกิดขึ้น เติ้งยังเลื่อนตำแหน่งจู หรงจี นักปฏิรูปจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำเซี่ยงไฮ้ขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีใน ค.ศ. 1991 และต่อมาเป็นคณะกรรมาธิการสามัญประจำกรมการเมืองใน ค.ศ. 1992 ใน ค.ศ. 1993 สภาประชาชนแห่งชาติผ่านกฎหมายบริษัทที่เป็นประวัติการณ์[72] โดยระบุว่าในรัฐวิสาหกิจ รัฐเป็นเพียงแค่นักลงทุนและผู้ควบคุมหุ้นและสินทรัพย์[72] ตามกฎหมายบริษัท การลงทุนของภาคเอกชนและต่างชาติในรัฐวิสาหกิจดังกล่าวจะต้องต่ำกว่า 49%[72] กฎหมายดังกล่าวยังอนุญาตให้บริษัทของรัฐสามารถประกาศล้มละลายได้ในกรณีธุรกิจล้มเหลว[72]
ในตอนแรกเฉินสนับสนุนเติ้ง ดำเนินการและนำการปฏิรูปที่มีอิทธิพลหลายอย่างไปใช้ ซึ่งทำให้คนจีนรุ่นหนึ่งร่ำรวยขึ้น แต่ต่อมาเฉินตระหนักว่ารัฐยังคงต้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในตลาดเพื่อป้องกันไม่ให้ภาคเอกชนกลายเป็นสิ่งควบคุมไม่ได้ คำวิจารณ์ของเฉินต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจในยุคหลังของเติ้งมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสะท้อนในนโยบายของผู้นำจีนหลังเติ้ง ทฤษฎีของเฉินสนับสนุนความพยายามของเจียง เจ๋อหมินและหู จิ่นเทาในการใช้อำนาจรัฐเพื่อกำหนดขอบเขตสำหรับการดำเนินงานของตลาด และเพื่อไกล่เกลี่ยความเสียหายที่ทุนนิยมสามารถทำกับผู้ที่พบว่ามันยากที่จะได้รับประโยชน์จากตลาดเสรี แนวคิดของเฉินที่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็น "พรรครัฐบาล" เป็นหัวใจสำคัญของการนิยามบทบาทของพรรคในสามตัวแทนของเจียง เจ๋อหมิน ใน ค.ศ. 2005 ในโอกาสครบรอบร้อยปีวันเกิดของเฉิน สื่อของพรรคตีพิมพ์รายงานการประชุมสัมมนาที่อภิปรายเกี่ยวกับคุณูปการของเฉินที่มีต่อประวัติศาสตร์ ทฤษฎี และแนวปฏิบัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นเวลาหลายสัปดาห์[67]
แม้เติ้งจะเสียชีวิตใน ค.ศ. 1997 แต่การปฏิรูปยังคงดำเนินต่อไปภายใต้ผู้สืบทอดที่เขาเลือกไว้ เจียง เจ๋อหมินและจู หรงจี ซึ่งเป็นนักปฏิรูปตัวยงที่ยังคงทำตามคำแนะนำของเฉิน ยฺหวินในการรักษาการปฏิรูปให้คงที่และให้รัฐยังคงเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนสำคัญ ในป ค.ศ. 1997 และ 1998 มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ โดยรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ยกเว้นบริษัทผูกขาดขนาดใหญ่บางส่วน ถูกชำระบัญชีและขายสินทรัพย์ให้กับนักลงทุนเอกชน ระหว่าง ค.ศ. 2001 ถึง 2004 จำนวนรัฐวิสาหกิจลดลงถึง 48%[62] ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เจียงและจูยังลดภาษีศุลกากร อุปสรรคทางการค้า และกฎระเบียบต่าง ๆ ปฏิรูประบบธนาคาร รื้อระบบสวัสดิการสังคมส่วนใหญ่ในสมัยเหมา บังคับให้กองทัพจีนต้องขายธุรกิจที่กองทัพบริหารออกไป[73] ลดภาวะเงินเฟ้อ และเข้าร่วมองค์การการค้าโลก การดำเนินการเหล่านี้ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่บางกลุ่ม โดยเฉพาะในหมู่คนงานที่ถูกเลิกจ้างจากรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูป[74]
ภาคเอกชนภายในประเทศเติบโตจนมีสัดส่วนเกิน 50% ของ GDP เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 2005 และขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นั้นมา นอกจากนี้ ใน ค.ศ. 1999 จีนสามารถแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตามค่าภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ (PPP)[75] แต่ถึงอย่างนั้น รัฐวิสาหกิจผูกขาดบางส่วนก็ยังคงอยู่ เช่นในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและการธนาคาร[76]
ค.ศ. 2005–2012
[แก้]เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน หู จิ่นเทาและนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่าใช้นโยบายการปฏิรูปที่อนุรักษนิยมมากขึ้น และเริ่มกลับทิศทางนโยบายบางอย่างของเติ้ง เสี่ยวผิงใน ค.ศ. 2005 ผู้สังเกตการณ์ระบุว่ารัฐบาลใช้นโยบายเท่าเทียมและประชานิยมมากขึ้น[77] โดยเพิ่มเงินอุดหนุนและควบคุมภาคส่วนบริการสุขภาพ[78] เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ[17] และใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งนำไปสู่การเกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์แบบเดียวกับสหรัฐ ที่ราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นถึงสามเท่า[79] ภาครัฐวิสาหกิจที่ได้รับอภิสิทธิ์เป็นผู้ได้รับเงินลงทุนจากรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งภายใต้การบริหารใหม่นี้ส่งเสริมให้เกิด "แชมป์ระดับชาติ" ขนาดใหญ่ที่สามารถแข่งขันกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ได้[17] อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของรัฐวิสาหกิจต่อจำนวนบริษัททั้งหมดลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียง 5% แม้สัดส่วนผลผลิตทั้งหมดของพวกเขายังคงอยู่ที่ 26% อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนก็ถูกเปิดเสรีมากขึ้นและยกเลิกการตรึงกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้น 31% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ตั้งแต่ ค.ศ. 2005 ถึง 2012[80] การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10% ภายใต้หู ขณะที่เศรษฐกิจแซงหน้าสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนีและญี่ปุ่น[81][80]
ค.ศ. 2012–2020
[แก้]ภายใต้เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน สี จิ้นผิงและรัฐบาลของเขา พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้พยายามปฏิรูปหลายครั้ง โดยในการประชุมเต็มคณะครั้งที่สามของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 18 ได้ประกาศว่า "กลไกตลาด" จะเริ่มมีบทบาท "ชี้ขาด" ในการจัดสรรทรัพยากร[82] สีเปิดตัวเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2013 ซึ่งถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป[83] นอกจากนี้เขายังได้แสดงการสนับสนุนต่อรัฐวิสาหกิจ[84][85] และภายเขา ภายใน ค.ศ. 2017 มีบริษัทอย่างน้อย 288 แห่งที่แก้ไขข้อบังคับบริษัทเพื่อให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีอิทธิพลมากขึ้นในการบริหารจัดการองค์กร และเพื่อให้สะท้อนแนวทางของพรรค[86] แนวโน้มนี้ยังรวมถึงบริษัทจดทะเบียนในฮ่องกง ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วมักลดความสำคัญของการเชื่อมโยงกับพรรค แต่ตอนนี้กำลัง "ร่างข้อบังคับฉบับใหม่เพื่อตั้งคณะกรรมการพรรคอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้มีอยู่แค่ในระดับกลุ่มเท่านั้น"[87] ในมิติอื่น ๆ ตามความเห็นของเรย์ ดาลิโอ สมัยสียังถูกระบุด้วยการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การตัดสินใจที่มุ่งเน้นตลาดมากขึ้น และการยุติการสนับสนุนรัฐวิสาหกิจที่บริหารจัดการไม่ดี[88]
สีได้เพิ่มอำนาจขององค์กรพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ ลดอิทธิพลของคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี[89] รัฐบาลของเขาสร้างความสะดวกให้ธนาคารในการออกสินเชื่อจำนอง เพิ่มการมีส่วนร่วมของต่างชาติในตลาดพันธบัตร และเพิ่มบทบาทของสกุลเงินเหรินหมินปี้ในเวทีโลก ซึ่งช่วยให้สกุลเงินดังกล่าวเข้าร่วมในตะกร้าสิทธิพิเศษถอนเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)[90] นอกจากนี้ รัฐบาลของเขายังได้ดำเนินนโยบายลดหนี้ โดยมุ่งชะลอและตัดลดจำนวนหนี้ที่ไม่ยั่งยืนที่จีนสะสมมาในระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ[91]
รัฐบาลของสียังปรับทิศทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการพึ่งพาตนเอง และเปิดตัวสองแคมเปญ ได้แก่ เมดอินไชนา 2025 และไชนาสแตนดาร์ด 2035 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับและเข้ามาแทนที่อำนาจนำของสหรัฐในภาคเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ[88] แม้จีนจะลดความสำคัญของแผนเหล่านี้ลงในที่สาธารณะด้วยการอุบัติของสงครามการค้ากับสหรัฐใน ค.ศ. 2018[92] นอกเหนือจากนี้จีนยังดำเนินนโยบายการค้าเชิงรุกมากขึ้นที่สอดคล้องกับแนวคิดที่ต้องการให้จีนมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการกำหนดกฎระเบียบทางการค้า
นักวิเคราะห์บางคนยังกล่าวเสริมว่าสมัยปฏิรูปได้ลดระดับลงอย่างมากในช่วงที่สีเป็นผู้นำเมื่อนักปฏิรูปหมดอำนาจ[93][94][95] โดยอ้างว่าสีกลับมาใช้อำนาจควบคุมโดยรัฐในด้านต่าง ๆ ของสังคมจีนอีกครั้ง[96] รวมถึงด้านเศรษฐกิจ[19][97][98]
ค.ศ. 2020–ปัจจุบัน
[แก้]สีได้เผยแพร่นโยบายที่เรียกว่าวงจรคู่ขนาน หมายถึงการปรับทิศทางเศรษฐกิจให้มุ่งเน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักขณะที่ก็ยังคงเปิดรับการค้าและการลงทุนจากต่างชาติ[99] ตั้งแต่ ค.ศ. 2021 รัฐบาลของเขาได้กำหนดนโยบายสามเส้นแดงที่มีเป้าหมายเพื่อลดหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สินจำนวนมาก[100]
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2020 พรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศว่าจะเสริมสร้างความเข้มแข็งของแนวร่วมในภาคเอกชนโดยการตั้งคณะกรรมการพรรคในสหพันธ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมภูมิภาค (FIC) ให้มากขึ้น และจัดให้มีผู้ประสานงานพิเศษระหว่างสหพันธ์ฯ กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน[101]
ตั้งแต่ ค.ศ. 2021 สีได้ส่งเสริมคำว่าความรุ่งเรืองร่วมกัน ศัพท์ที่เขาให้นิยามว่าเป็น "ข้อกำหนดสำคัญของสังคมนิยม" โดยอธิบายว่าเป็นความมั่งคั่งสำหรับทุกคนและกล่าวว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรายได้ส่วนเกินอย่างสมเหตุสมผล[102][103] ความรุ่งเรืองร่วมกันถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปราบปรามและออกกฎระเบียบครั้งใหญ่ต่อสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น "ความฟุ่มเฟือย" ของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสถาบันกวดวิชา[104]
อุดมการณ์
[แก้]ในช่วง ปัวล่วนฝ่านเจิ้ง เติ้ง เสี่ยวผิงและหู เย่าปังริเริ่มการอภิปรายเรื่องเกณฑ์ความจริงครั้งใหญ่ ค.ศ. 1978 และสนับสนุนอุดมการณ์ที่ว่า "การปฏิบัติคือเกณฑ์เดียวในการทดสอบความจริง"[105] การอภิปรายเรื่องเกณฑ์ความจริงช่วยให้อุดมการณ์ปฏิรูปของเติ้งได้รับชัยชนะเหนือนโยบาย "สองอะไรก็ตาม" ของฮฺว่า กั๋วเฟิง ("ไม่ว่าประธานเหมาจะพูดอะไร เราก็จะพูดอย่างนั้น และไม่ว่าประธานเหมาจะทำอะไร เราก็จะทำอย่างนั้น") และผลที่ตามมาคือเติ้งได้เข้ามาแทนที่ฮฺว่าในฐานะผู้นำสูงสุดคนใหม่ของจีนในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 11 ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1978 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ "การปฏิรูปและเปิดประเทศ" ของจีนเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ[106][107] ในเวลาเดียวกัน การอภิปรายเรื่องเกณฑ์ความจริงยังจุดประกายให้เกิดขบวนการเรืองปัญญาใหม่ในจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งดำเนินมานานกว่าทศวรรษ โดยส่งเสริมประชาธิปไตย มนุษยนิยมและคุณค่าสากล เช่น สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ[108][109] "การปลดปล่อยทางความคิด" ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน แม้จะถูกจำกัดด้วยสี่หลักการพื้นฐานที่เติ้งเสนอใน ค.ศ. 1979 แต่ต่อมาได้กลายเป็นรากฐานของการปฏิรูป[109] เศรษฐกิจแบบวางแผนและนโยบายของเหมาในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมถูกยกเลิกไปทีละน้อย และทฤษฎีขั้นต้นของสังคมนิยมถูกเสนอขึ้นเป็นพื้นฐานทางทฤษฎีของรายงานทางการเมืองต่อที่ประชุมสภาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นใน ค.ศ. 1987[110]

อย่างไรก็ตาม การประท้วงและสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ค.ศ. 1989 ยุติทั้งการปฏิรูปการเมืองและขบวนการเรืองปัญญาใหม่ในจีน ทำให้โครงการ "ปฏิรูปและเปิดประเทศ" โดยรวมเข้าสู่ภาวะชะงักงัน[7][109] ในช่วง ค.ศ. 1989 ถึง 1991 เกิดความกลัวและความกังวลภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าการปฏิรูปเพิ่มเติมอาจเปลี่ยนจีนให้กลายเป็นประเทศทุนนิยม และผู้นำคนใหม่ของพรรคภายใต้เลขาธิการใหญ่เจียง เจ๋อหมินได้เปลี่ยนเป้าหมายไปที่การป้องกันวิวัฒนาการอย่างสันติจากชาติตะวันตก[9][111] สิ่งนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นหลังการปฏิวัติ ค.ศ. 1989 ในยุโรปและในช่วงเวลาที่สหภาพโซเวียตล่มสลายใน ค.ศ. 1991[111] ในช่วงต้น ค.ศ. 1992 เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำสูงสุดที่เกษียณอายุแล้ว ได้ออกเดินทางลงใต้ที่มีชื่อเสียง ซึ่งในระหว่างนั้นเขาได้รับแรงสนับสนุนอย่างมากจากกองทัพจีน โดยสั่งว่า "ผู้ที่ไม่ส่งเสริมการปฏิรูปควรถูกปลดจากตำแหน่งผู้นำ"[9][111] เติ้งห้ามผู้คนไม่ให้ถกเถียงกันว่าจีนกำลังเดินบนเส้นทางทุนนิยมหรือสังคมนิยม โดยกล่าวว่า "การพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด" คำพูดที่ใช้ได้จริงของเขาจุดประกายความกระตือรือร้นของผู้คนในการปฏิรูปเศรษฐกิจในจีนแผ่นดินใหญ่อีกครั้ง จึงทำให้โครงการ "ปฏิรูปและเปิดประเทศ" กลับมาเดินหน้าต่อ[111][112] หลังจากนั้น ทฤษฎีแมวของเติ้ง ("ฉันไม่สนว่าแมวจะเป็นสีดำหรือสีขาว ตราบใดที่มันจับหนูได้") กลายเป็นอุดมการณ์พื้นฐานที่นำทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนและทฤษฎีเติ้ง เสี่ยวผิง[112] ในระดับโลก การปฏิรูปของจีนส่งผลโดยตรงต่อนโยบายการปฏิรูปในเวียดนาม (โด๋ยเม้ย) และลาว[113] ขณะที่เกาหลีเหนือมองว่าการปฏิรูปของจีนเป็นที่มาของความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและความไม่สงบทางสังคม โดยกล่าวหาว่าจีนกำลังเดินตามเส้นทางแก้[114][115]
ขณะเดียวกัน เรืองปัญญาใหม่ในทศวรรษ 1980 ก็ไม่ได้ดำเนินต่อไป เนื่องจากแวดวงวิชาการและปัญญาชนในจีนแผ่นดินใหญ่แตกแยกออกเป็นสองสำนักคิดหลักในทศวรรษ 1990 ได้แก่ เสรีนิยม และ ฝ่ายซ้ายใหม่[116][117] เสรีนิยม ให้เหตุผลว่าจีนควรสานต่อการปฏิรูปและเปิดประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจตลาดให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น พร้อมกับผลักดันการปฏิรูปการเมืองเพื่อสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ ประชาธิปไตย นิติธรรมและรัฐธรรมนูญนิยม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน รวมถึงนายกรัฐมนตรีจู หรงจีและนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่าได้เคยแสดงการสนับสนุนแนวคิดนี้ในระดับต่าง ๆ กัน[116][117] ในทางกลับกัน ฝ่ายซ้ายใหม่ ให้เหตุผลว่าทุนนิยมได้แพร่หลายในจีนแผ่นดินใหญ่พร้อมกับปัญหาการทุจริตที่เลวร้ายลงและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในการพัฒนาทุนนิยมแบบตะวันตก ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายซ้ายใหม่ จึงวิพากษ์วิจารณ์กลไกตลาดและเรียกร้องความยุติธรรมทางสังคมรวมถึงความเสมอภาค พร้อมทั้งปกป้องนโยบายบางอย่างของเหมา เจ๋อตงในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม[116][117] นอกจากนี้ยังมีสำนักคิดอื่น ๆ เช่น อำนาจนิยมใหม่[117] และนักวิชาการบางส่วนยังได้เสนอรูปแบบการพัฒนา "โมเดลจีน" ขึ้นมาด้วย[118]
ผลกระทบ
[แก้]สมรรถนะทางเศรษฐกิจ
[แก้]
ความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจของจีนและวิธีการนำไปใช้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมจีนในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา รวมถึงความยากจนที่ลดลงอย่างมากขณะที่ทั้งรายได้เฉลี่ยและความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพิ่มขึ้น นำไปสู่ปฏิกิริยาต่อต้านนำโดยฝ่ายซ้ายใหม่ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์มากกว่า นักวิชาการได้ถกเถียงกันถึงเหตุผลของความสำเร็จของเศรษฐกิจ "สองทาง" ของจีน และได้เปรียบเทียบกับการพยายามปฏิรูปสังคมนิยมในกลุ่มตะวันออกและสหภาพโซเวียต รวมถึงการเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ นอกจากนี้ การปฏิรูปเหล่านี้ยังนำไปสู่สถานะของจีนในฐานะมหาอำนาจและทำให้ผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศเปลี่ยนไปสู่จีน โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวข้องกับสถานะทางการเมืองที่คลุมเครือของไต้หวัน นักวิเคราะห์บางคนยังกล่าวเสริมว่าสมัยปฏิรูปได้ลดขนาดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผู้นำคนปัจจุบันอย่างสี จิ้นผิงดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อกลุ่มนักปฏิรูปสูญเสียอำนาจ[93][94][95] โดยอ้างว่าสีได้ยืนยันการควบคุมโดนรัฐเหนือแง่มุมต่าง ๆ ของสังคมจีนอีกครั้ง[96] รวมถึงในด้านเศรษฐกิจ[19][97][98]
หลังสามทศวรรษแห่งการปฏิรูป เศรษฐกิจของจีนประสบกับความรุ่งเรืองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเบาได้ถูกแปรรูปไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ขณะที่รัฐยังคงควบคุมอุตสาหกรรมหนักบางอย่างอยู่ แม้การเป็นเจ้าของโดยรัฐจะยังคงมีอิทธิพลในด้านการเงิน โทรคมนาคม ปิโตรเลียม และภาคส่วนสำคัญอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ แต่ผู้ประกอบการเอกชนก็ยังคงขยายตัวเข้าสู่ภาคส่วนที่เคยสงวนไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ ราคาต่าง ๆ ก็ได้รับการเปิดเสรีแล้วเช่นกัน[119]
การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนนับตั้งแต่มีการปฏิรูปนั้นรวดเร็วมาก จนแซงหน้า "เสือแห่งเอเชียตะวันออก" นับตั้งแต่การปฏิรูปของเติ้ง เสี่ยวผิงเป็นต้นมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของจีนเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า[120] การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด โดยผลิตภาพมีสัดส่วน 40.1% ของการเพิ่มขึ้นของ GDP ต่างจากช่วง ค.ศ. 1957 ถึง 1978 ซึ่งเป็นยุคสูงสุดของนโยบายเหมาอิสต์ที่ผลิตภาพลดลง 13.2% สำหรับช่วง ค.ศ. 1978–2005 GDP ต่อหัวของชาวจีนเพิ่มขึ้นจาก 2.7% เป็น 15.7% เมื่อเทียบกับ GDP ต่อหัวของสหรัฐ และเพิ่มจาก 53.7% เป็น 188.5% เมื่อเทียบกับ GDP ต่อหัวของอินเดีย รายได้ต่อหัวเติบโตขึ้นปีละ 6.6%[121] ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นหกเท่าระหว่าง ค.ศ. 1978 ถึง 2005[122] ขณะที่ความยากจนสัมบูรณ์ลดลงจาก 41% ของประชากรเหลือ 5% จาก ค.ศ. 1978 ถึง 2001[123] นักวิชาการบางคนเชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง ด้วยมีภาคส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจที่ไม่ได้ถูกนับรวม[124]
ผลกระทบต่อการเติบโตของโลก
[แก้]จีนถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของโลกและภูมิภาค[125] การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอุปสงค์จากจีนคิดเป็น 50, 44 และ 66 % ของการเติบโตของการส่งออกของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ญี่ปุ่นและไต้หวันตามลำดับ และการที่จีนขาดดุลการค้ากับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกยังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย[125] ผู้นำในเอเชียต่างมองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเป็น "กลไกขับเคลื่อนการเติบโตสำหรับทั้งเอเชีย"[126]
ผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ
[แก้]
แม้การปฏิรูปเศรษฐกิจได้ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญในจีน แต่ก็ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน นำไปสู่ปฏิกิริยาต่อต้านและความพยายามผลักดันให้มีการยกเลิกการปฏิรูปโดยฝ่ายซ้ายใหม่จีน แม้จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วซึ่งแทบจะขจัดความยากจนในเขตเมืองของจีนได้และลดความยากจนลงอย่างมากในพื้นที่ชนบท และข้อเท็จจริงที่ว่ามาตรฐานการครองชีพของทุกคนในจีนเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อนปฏิรูป แต่สัมประสิทธิ์จีนีของจีนก็ยังคงอยู่ที่กว่า 0.45 เทียบเท่ากับบางประเทศในลาตินอเมริกา เช่น อาร์เจนตินาและเม็กซิโก รวมถึงสหรัฐ[127]
ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุมาจากการถอนตัวของระบบรัฐสวัสดิการในจีนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและความแตกต่างระหว่างมณฑลชายฝั่งทะเลกับมณฑลตอนใน โดยมณฑลตอนในต้องแบกรับภาระจากภาคส่วนของรัฐที่ใหญ่กว่า[128] นักวิชาการตะวันตกบางคนเสนอว่าการฟื้นฟูรัฐสวัสดิการและการตั้งระบบภาษีเงินได้แบบกระจายใหม่มีความจำเป็นเพื่อบรรเทาความไม่เท่าเทียม[129] ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จีนบางคนเสนอว่าการแปรรูปการผูกขาดโดยรัฐและแจกจ่ายรายได้ให้กับประชาชนสามารถลดความไม่เท่าเทียมได้[130]
การปฏิรูปในภาคส่วนเฉพาะ
[แก้]เกษตรกรรม
[แก้]
ในช่วงก่อนการปฏิรูป สมรรถภาพทางการเกษตรของจีนอยู่ในระดับปานกลางและมักเกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร[131] หลังเติ้ง เสี่ยวผิงนำระบบความรับผิดชอบครัวเรือนมาใช้ ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น 8.2% ต่อปี เทียบกับ 2.7% ในช่วงก่อนปฏิรูป แม้พื้นที่ที่ใช้ในการเพาะปลูกจะลดลงก็ตาม[131] ราคาอาหารลดลงเกือบ 50% ขณะที่รายได้ภาคเกษตรกรรมเพิ่มสูงขึ้น[132]
จ้าว จื่อหยางเขียนในบันทึกความทรงจำของเขาว่า "ในช่วงหลายปีหลังจากระบบการทำสัญญาครัวเรือน พลังที่ถูกปลดปล่อยออกมา...นั้นมหัศจรรย์ เกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ ปัญหาที่เคยคิดว่าแก้ไขไม่ได้กลับคลี่คลายลงได้เองในเวลาเพียงไม่กี่ปี... [ภาย]ในปี 1984 เกษตรกรมีธัญพืชมากเกินกว่าจะขายได้จริง ๆ คลังเก็บธัญพืชของรัฐเต็มไปด้วยผลผลิตจากโครงการจัดซื้อประจำปี"[24]
การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานคือการที่เศรษฐกิจนำพืชเศรษฐกิจมาใช้มากขึ้นแทนการปลูกแค่ข้าวและธัญพืชเพียงอย่างเดียว[132] การผลิตผักและเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นถึงขั้นที่การผลิตทางการเกษตรของจีนมีการเติบโตเทียบเท่าอุตสาหกรรมผักของแคลิฟอร์เนียทุก ๆ สองปี การเติบโตในภาคส่วนนี้ชะลอตัวลงหลัง ค.ศ. 1984 โดยภาคเกษตรกรรมลดลงจาก 40% ของ GDP เหลือ 16% อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพทางการเกษตรทำให้แรงงานสามารถย้ายไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรไปด้วย[133] การค้าสินค้าเกษตรก็ได้รับการเปิดเสรีและจีนได้กลายเป็นผู้ส่งออกอาหาร ต่างอย่างมากจากในอดีตที่เคยประสบภาวะอดอยากและขาดแคลน[134]
อุตสาหกรรม
[แก้]ในช่วงก่อนการปฏิรูป อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ซบเซา และระบบสังคมนิยมก็มีแรงจูงใจเพียงเล็กน้อยในการปรับปรุงคุณภาพและผลิตภาพ แต่เมื่อมีการนำระบบราคาคู่และการให้อำนาจบริหารจัดการแก่ผู้บริหารวิสาหกิจมากขึ้น ผลิตภาพก็เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต้นทศวรรษ 1980[135] วิสาหกิจต่างชาติและวิสาหกิจตำบลและหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นของรัฐบาลท้องถิ่นและมักเป็นบริษัทเอกชนโดยพฤตินัย สามารถแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจได้สำเร็จ พอถึงทศวรรษ 1990 การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในวงกว้างทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของทั้งวิสาหกิจตำบลและหมู่บ้านและรัฐวิสาหกิจลดลงและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของภาคเอกชนแทน ส่วนแบ่งของภาครัฐในผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจาก 81% ใน ค.ศ. 1980 เหลือเพียง 15% ใน ค.ศ. 2005[136] ขณะที่ทุนต่างชาติเข้าควบคุมอุตสาหกรรมจีนเป็นจำนวนมากและมีบทบาทสำคัญ[62]
จากที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ล้าหลังอย่างแท้จริงใน ค.ศ. 1978 จีนในตอนนี้กลายเป็นผู้ผลิตคอนกรีต เหล็กกล้า เรือและสิ่งทอรายใหญ่ที่สุดในโลก และมีตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลผลิตเหล็กกล้าของจีนเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่าตัวระหว่าง ค.ศ. 1980 ถึง 2000 และจาก ค.ศ. 2000 ถึง 2006 ก็เพิ่มขึ้นจาก 128.5 ล้านตันเป็น 418.8 ล้านตัน เป็นหนึ่งในสามของผลผลิตทั่วโลก[137] ผลิตภาพแรงงานของบริษัทเหล็กกล้าบางแห่งในจีนนั้นสูงกว่าของชาติตะวันตก[137] จาก ค.ศ. 1975 ถึง 1992 การผลิตรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้นจาก 139,800 คันเป็น 1.1 ล้านคัน และเพิ่มขึ้นเป็น 9.35 ล้านคันใน ค.ศ. 2008[138] อุตสาหกรรมเบา เช่น สิ่งทอมีการเติบโตที่สูงยิ่งกว่านั้น เนื่องจากรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงน้อยลง การส่งออกสิ่งทอของจีนเพิ่มขึ้นจาก 4.6% ของการส่งออกทั่วโลกใน ค.ศ. 1980 เป็น 24.1% ใน ค.ศ. 2005 ผลผลิตสิ่งทอเพิ่มขึ้นถึง 18 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน[139]
การเพิ่มขึ้นของการผลิตนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการยกเลิกอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น จำนวนบริษัทอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจาก 377,300 แห่งใน ค.ศ. 1980 เป็นเกือบ 8 ล้านแห่งใน ค.ศ. 1990 และ 1996 สำมะโนเศรษฐกิจ ค.ศ. 2004 ซึ่งไม่รวมกิจการที่มียอดขายต่อปีต่ำกว่า 5 ล้านหยวน นับจำนวนบริษัทผลิตสินค้าได้ 1.33 ล้านแห่ง โดยมณฑลเจียงซูและเจ้อเจียงมีจำนวนบริษัทมากกว่ายอดรวมทั่วประเทศใน ค.ศ. 1980[140] เทียบกับการเติบโตทางอุตสาหกรรมของประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออก สมรรถภาพทางอุตสาหกรรมของจีนสูงกว่าญี่ปุ่น แต่ยังคงตามหลังเศรษฐกิจของเกาหลีใต้และไต้หวันอยู่[141]
การค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
[แก้]นักวิชาการบางคนยืนยันว่าจีนรักษาการเปิดกว้างในระดับสูงซึ่งไม่ปกติสำหรับประเทศขนาดใหญ่และมีประชากรมากอื่น ๆ[ไม่แน่ใจ ] โดยมีการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศในเกือบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างประเทศช่วยเพิ่มคุณภาพ ความรู้และมาตรฐานอย่างมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหนัก ประสบการณ์ของจีนสนับสนุนข้ออ้างที่ว่าโลกาภิวัตน์ช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับประเทศยากจนได้อย่างมาก[140] ในช่วงการปฏิรูป รัฐบาลลดภาษีศุลกากรและอุปสรรคทางการค้าอื่น ๆ โดยอัตราภาษีศุลกากรโดยรวมลดลงจาก 56% เหลือ 15% ภายใน ค.ศ. 2001 สินค้านำเข้าไม่ถึง 40% อยู่ภายใต้ภาษีศุลกากรและมีเพียง 9% ของสินค้านำเข้าเท่านั้นที่อยู่ภายใต้การอนุญาตและโควตานำเข้า แม้ในช่วงต้นของการปฏิรูป นโยบายกีดกันทางการค้าก็มักถูกหลีกเลี่ยงโดยการลักลอบนำเข้า[142] เมื่อจีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลกก็ยอมรับเงื่อนไขที่รุนแรงกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ[143] การค้าเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 10% ของ GDP เป็น 64% ของ GDP ในช่วงเวลาเดียวกัน[144] จีนถูกพิจารณาว่าเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่เปิดกว้างที่สุด โดยใน ค.ศ. 2005 อัตราภาษีศุลกากรตามกฎหมายเฉลี่ยของจีนสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอยู่ที่ 8.9% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของอาร์เจนตินาอยู่ที่ 30.9% บราซิลอยู่ที่ 27.0% อินเดียอยู่ที่ 32.4% และอินโดนีเซียอยู่ที่ 36.9%[145]
ดุลการค้าเกินดุลของจีนถูกมองจากคนบางกลุ่มในสหรัฐว่าเป็นการคุกคามตำแหน่งงานของชาวอเมริกัน ในทศวรรษ 2000 รัฐบาลบุชดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า เช่น การเก็บภาษีนำเข้าและโควตา เพื่อจำกัดการนำเข้าสินค้าจีน นักวิชาการบางส่วนโต้แย้งว่าการที่จีนมีดุลการค้าเกินดุลเพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการย้ายฐานอุตสาหกรรมจากประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียมายังประเทศจีน และไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่[126] นโยบายการค้าของจีนซึ่งเปิดให้ผู้ผลิตไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าส่งออกและการที่ค่าเงินถูกประเมินค่าต่ำเกินไปตั้งแต่ ค.ศ. 2002 เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาภาคการส่งออกที่มากเกินไปและบิดเบือนเศรษฐกิจโดยรวม ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในอนาคต[146]
การลงทุนจากต่างประเทศก็ถูกเปิดเสรีขึ้นเช่นกันเมื่อเติ้งขึ้นสู่อำนาจ เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศโดยได้รับการยกเว้นภาษีและกฎระเบียบ การทดลองนี้ประสบความสำเร็จและเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ขยายไปทั่วชายฝั่งของจีน แม้ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะลดลงช่วงสั้น ๆ หลังจากการประท้วงของนักศึกษา ค.ศ. 1989 แต่ก็เพิ่มขึ้นอีกครั้งเป็น 1.6 แสนล้านดอลลาร์ภายใน ค.ศ. 2004[147]
บริการ
[แก้]

ในทศวรรษ 1990 ภาคการเงินถูกเปิดเสรี[148] หลังจีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ภาคบริการก็ถูกเปิดเสรีอย่างมากและอนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างประเทศได้ ส่วนข้อจำกัดในการค้าปลีก ค้าส่งและการจัดจำหน่ายก็สิ้นสุดลง[149] ภาคธนาคาร บริการทางการเงิน ธุรกิจประกันภัยและโทรคมนาคมก็เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเช่นกัน[150]
ภาคธนาคารของจีนถูกครอบงำโดยธนาคารของรัฐขนาดใหญ่ 4 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพและผูกขาด[151] ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของจีน ไอซีบีซี เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภาคการเงินถูกมองว่าเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางเนื่องจากการจัดการของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ[152] หนี้เสีย ส่วนใหญ่เกิดจากการปล่อยกู้ให้รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง[153] โดยเฉพาะเป้าหมายทางการเมืองในการรักษาอัตราการว่างงานให้ต่ำ เป็นภาระอันใหญ่หลวงต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วนสูงถึงกว่า 22% ของ GDP ภายใน ค.ศ. 2000 และลดลงเหลือ 6.3% ภายใน ค.ศ. 2006 ด้วยการเพิ่มทุนให้กับธนาคารเหล่านี้โดยรัฐบาล ใน ค.ศ. 2006 มีประมาณการว่ายอดรวมของหนี้เสียอยู่ที่ 1.6 แสนล้านดอลลาร์[154] ผู้สังเกตการณ์แนะนำให้มีการแปรรูประบบธนาคารเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ดำเนินการไปบางส่วนแล้วเมื่อธนาคารทั้งสี่แห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์[155] ตลาดการเงินของจีน ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และตลาดหลักทรัพย์เชินเจิ้น ค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพในการระดมทุน เนื่องจากมีสัดส่วนเพียง 11% ของ GDP[156]
ด้วยธนาคารมีความอ่อนแอ บริษัทต่าง ๆ จึงระดมทุนส่วนใหญ่ผ่านภาคการเงินนอกระบบที่ไม่เป็นทางการซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ส่วนใหญ่ประกอบด้วยธุรกิจใต้ดินและธนาคารเอกชน[157] การเงินภายในเป็นวิธีการที่สำคัญที่สุดที่บริษัทที่ประสบความสำเร็จใช้เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับกิจกรรมของตน[157]
ถึงทศวรรษ 1980 มีการให้ความสำคัญอย่างมากกับบทบาทของการโฆษณาในการบรรลุเป้าหมายสี่ทันสมัยซึ่งเติ้งกำลังส่งเสริมอยู่ แม้จะยังคงมีการพูดถึงอุดมการณ์เก่าของเหมาในเรื่องสมภาคนิยมเพียงในนาม แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของบริโภคนิยม[158]
การเงินของรัฐบาล
[แก้]ในสมัยก่อนการปฏิรูป รัฐบาลได้รับเงินทุนจากผลกำไรของรัฐวิสาหกิจ คล้ายกับสหภาพโซเวียต[159] เมื่อภาครัฐมีความสำคัญและผลกำไรลดลง รายได้ของรัฐบาล โดยเฉพาะของรัฐบาลกลางในปักกิ่ง ก็ลดลงอย่างมาก และรัฐบาลต้องพึ่งพาระบบภาษีสินค้าคงคลังที่ซับซ้อน รายได้ของรัฐบาลลดลงจาก 35% ของ GDP เหลือเพียง 11% ของ GDP ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยไม่รวมรายได้จากรัฐวิสาหกิจ ทำให้งบประมาณของรัฐบาลกลางเหลือเพียง 3% ของ GDP เท่านั้น[160] ระบบภาษีได้รับการปฏิรูปใน ค.ศ. 1994 โดยมีการรวมภาษีสินค้าคงคลังให้เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มเดียวที่ 17% สำหรับกิจกรรมการผลิต ซ่อมแซม และประกอบทั้งหมด และภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้า 11 รายการ โดยภาษีมูลค่าเพิ่มกลายเป็นแหล่งรายได้หลัก คิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้รัฐบาล การปฏิรูปใน ค.ศ. 1994 ยังเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ของรัฐบาลกลาง ทำให้เพิ่มขึ้นเป็น 9% ของ GDP[161]
การศึกษาวิชาการ
[แก้]เหตุผลแห่งความสำเร็จ
[แก้]
นักวิชาการได้เสนอทฤษฎีหลายประการเพื่ออธิบายการเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จของจีนจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนไปสู่เศรษฐกิจแบบตลาดสังคมนิยม ทั้งที่ต้องเผชิญกับปัจจัยไม่เอื้ออำนวย เช่น มรดกอันยุ่งยากของสังคมนิยม การกัดกร่อนอย่างมากของจริยธรรมในการทำงาน การโฆษณาชวนเชื่อที่ต่อต้านกลไกตลาดมานานหลายทศวรรษ และ "คนรุ่นสูญหาย" ซึ่งการศึกษาได้พังทลายลงท่ามกลางความวุ่นวายของการปฏิวัติวัฒนธรรม[162]
หนึ่งในทฤษฎีที่น่าสนใจคือการกระจายอำนาจของรัฐเปิดโอกาสให้ผู้นำท้องถิ่นทดลองหาวิธีการที่หลากหลายเพื่อแปรรูปภาครัฐและกระตุ้นเศรษฐกิจ[61] แม้ว่าเติ้งจะไม่ใช่ผู้ริเริ่มการปฏิรูปหลายอย่าง แต่เขาก็เป็นผู้อนุมัติ ทฤษฎีอีกอย่างหนึ่งมุ่งเน้นไปที่สิ่งจูงใจภายในรัฐบาลจีน โดยเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมีแนวโน้มจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง สิ่งนี้ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลมณฑล "กระหายการลงทุน" โดยพวกเขาแข่งขันกันเพื่อลดกฎระเบียบและอุปสรรคในการลงทุนเพื่อส่งเสริมทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและเส้นทางอาชีพของตน การปฏิรูปดังกล่าวเป็นไปได้ก็เพราะว่าเติ้งสร้างกลุ่มผู้ติดตามที่สนับสนุนกลไกตลาดในรัฐบาล[163] เฮอร์แมน คาห์นให้เหตุผลว่าจริยธรรมแบบขงจื๊อมีบทบาท "ที่คล้ายคลึงกันแต่โดดเด่นยิ่งกว่าในการพัฒนาเอเชียตะวันออกให้ทันสมัยมากกว่าที่จริยธรรมแบบโปรเตสแตนต์มีบทบาทในยุโรป"[164]
ในบทความที่เขียนลงใน Foreign Affairs หยวน หยวน อังโต้แย้งว่าการปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้นควบคู่กับการปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้เติ้ง เพียงแต่ว่าการปฏิรูปการเมืองนั้นไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกับทางตะวันตก เธอเขียนว่า "แน่นอนว่า การปฏิรูปของเติ้งเน้นการสะสมทุนอย่างมหาศาลมากกว่าการพัฒนาอย่างครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาสังคมอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปเหล่านั้นได้ขับเคลื่อนเครื่องจักรทางเศรษฐกิจของจีนอย่างไม่ต้องสงสัย โดยทำให้ระบบรัฐการมุ่งเน้นผลลัพธ์ มีการแข่งขันอย่างดุเดือด และตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โดยปกติแล้วจะเชื่อมโยงกับประชาธิปไตย" แต่สิ่งนี้ใช้ได้กับเพียงแค่สมัยเติ้งเท่านั้น อังตั้งข้อสังเกตว่าตั้งแต่ ค.ศ. 2012 ที่สี จิ้นผิงขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ เขายกเลิกการปฏิรูปการเมืองและข้อจำกัดด้านอำนาจของเติ้ง "ในขณะที่เสรีภาพทางการเมืองได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง"[165]

ความสำเร็จของจีนส่วนหนึ่งมาจากการใช้กลยุทธ์การเติบโตนำโดยการส่งออกซึ่งประสบความสำเร็จในกลุ่มสี่เสือแห่งเอเชียโดยเริ่มจากญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1960–1970 และประเทศอุตสาหกรรมใหม่อื่น ๆ[166] ใน ค.ศ. 2001 จีนได้เข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO)[167] ณ ค.ศ. 2006 บริษัทกว่า 400 แห่งในทำเนียบฟอร์จูน 500 ได้เข้ามาทำตลาดในจีน ขณะเดียวกันก็มีบริษัทจีนจำนวนมากที่เปิดตลาดของตนเองในต่างประเทศ[168] ความช่วยเหลือจากต่างประเทศแก่จีน รวมถึงจากฮ่องกง มาเก๊าและไต้หวัน ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน[169][170][171] นับตั้งแต่เริ่มเปิดประเทศ จีนได้รับความช่วยเหลือจำนวนมากจากประเทศพัฒนาแล้วหลัก ๆ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร[169][170] ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ แก่จีนผ่านความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ซึ่งมีมูลค่ารวม 3.65 ล้านล้านเยน ณ ค.ศ. 2018[169][172] ในทางกลับกัน ความช่วยเหลือจากสหรัฐมีมูลค่ารวม 556 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ค.ศ. 2012 และได้ "ช่วยชุมชนชาวทิเบตปรับปรุงความเป็นอยู่ ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และรักษามรดกทางวัฒนธรรม... รวมถึงสนับสนุนโครงการที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเอชไอวี/เอดส์และโรคระบาดอื่น ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับนิติธรรม"[169][171]
ต่างจากมุมมองเสรีนิยมใหม่ที่เน้นผลประโยชน์จากการกระจายอำนาจ การเพิ่มการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และโลกาภิวัตน์ ศาสตราจารย์หลิน ชุนสรุปว่าผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นปัจจัยในช่วงก่อนการปฏิรูปซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลอย่างน้อยก็ทัดเทียมกันในการสร้างความสำเร็จของจีน[65] ปัจจัยเหล่านั้นรวมถึง "ทุนมนุษย์" ที่แข็งแกร่งซึ่งสะสมมาจากการลงทุนของรัฐในเรื่องปัจจัยพื้นฐานเป็นเวลาหลายทศวรรษ เช่น บริการสุขภาพและการศึกษาของประชาชน การที่รัฐและกลุ่มชนบทถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ภาครัฐยังคงรักษาอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ไว้ การที่รัฐบาลให้การสนับสนุนด้านการค้าและการถ่ายโอนเทคโนโลยี และการใช้จ่ายของภาครัฐ[65]
การล่มสลายของกลุ่มโซเวียตและระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางใน ค.ศ. 1989 เป็นแรงผลักดันครั้งใหม่ให้จีนเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจของตนให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นผ่านนโยบายที่หลากหลายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีชะตากรรมแบบเดียวกัน[173] จีนยังต้องการหลีกเลี่ยงการทดลองใช้ทุนนิยมแบบฉับพลันของรัสเซียภายใต้การนำของบอริส เยลต์ซิน ซึ่งส่งผลให้เกิดการผงาดขึ้นของอภิสิทธิ์ชนที่มีอำนาจ การทุจริต และการสูญเสียรายได้ของรัฐซึ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น[174]
การปฏิวัติวัฒนธรรมมีส่วนช่วยในการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในระยะยาว ตามคำกล่าวของแมนเซอร์ โอลสัน การปฏิวัติวัฒนธรรมโจมตีกลุ่มผู้บริหารและผู้จัดการที่เศรษฐกิจจีนต้องพึ่งพาโดยตรงและผลที่ตามมาในทันทีคือความไร้เสถียรภาพและความวุ่นวายทางการปกครองในระยะสั้น ผลในระยะยาวคือการที่ไม่มีกลุ่มผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกอยู่มากเท่ากับในสหภาพโซเวียตและกลุ่มตะวันออก เมื่อเติ้ง เสี่ยวผิงและนักปฏิบัตินิยมก้าวขึ้นสู่อำนาจ กลุ่มผลประโยชน์ที่เหลืออยู่น้อยมากจึงไม่สามารถล็อบบีเพื่อบ่อนทำลายการปฏิรูปเศรษฐกิจตามกลไกตลาดของเติ้งได้ เพราะการปฏิวัติวัฒนธรรมได้ทำลายกลุ่มผลประโยชน์ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสภาพที่เป็นอยู่ซึ่งเคยฝังรากลึกมาแล้วนั่นเอง[175]
การเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอื่น ๆ
[แก้]
การเปลี่ยนผ่านของจีนจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนไปสู่เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยมมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกที่มีการเปลี่ยนผ่านในลักษณะคล้ายกัน ผลงานของจีนได้รับการชื่นชมว่าสามารถเลี่ยงภาวะช็อกและภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มตะวันออกได้[176] ในช่วงเริ่มต้นของการปฏิรูป เศรษฐกิจของกลุ่มตะวันออกมีการเติบโตของ GDP ลดลงตั้งแต่ 13% ถึง 65% ขณะที่การเติบโตของจีนแข็งแกร่งอย่างมากมาตั้งแต่เริ่มต้นการปฏิรูป[177] จีนยังสามารถเลี่ยงภาวะเงินเฟ้อรุนแรงระดับ 200% ถึง 1,000% ที่ยุโรปตะวันออกประสบมา[178] ความสำเร็จนี้มีสาเหตุมาจากแนวทางแบบค่อยเป็นค่อยไปและกระจายอำนาจของรัฐบาลจีน ซึ่งเปิดโอกาสให้สถาบันตลาดสามารถพัฒนาขึ้นมาจนสามารถเข้ามาแทนที่การวางแผนของรัฐได้ แนวทางนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวทาง "บิกแบง" ของยุโรปตะวันออก ที่ซึ่งมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างรวดเร็วด้วยการให้พนักงานเข้าซื้อกิจการ แต่ก็ยังคงการจัดการแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิมไว้เป็นจำนวนมาก[179] ปัจจัยอื่น ๆ ที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของความแตกต่างนี้คือการทำให้เป็นเมืองในเครือรัฐเอกราชที่มากกว่าและความแตกต่างในด้านสวัสดิการสังคมรวมถึงสถาบันอื่น ๆ[180] อีกเหตุผลหนึ่งคือ เศรษฐกิจยุโรปตะวันออก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในบางครั้งทำให้การปฏิรูปแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นภาวะช็อกและเงินเฟ้อจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้[181]
การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ เช่น บราซิล เม็กซิโก และอินเดีย อัตราการเติบโตของ GDP ในจีนนั้นแซงหน้าประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ทั้งหมด โดยมีเพียงอินเดียหลัง ค.ศ. 1990 เท่านั้นที่เข้าใกล้ประสบการณ์ของจีนได้[182] นักวิชาการเชื่อว่าอัตราการลงทุนที่สูง โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนต่อคนงาน เป็นปัจจัยที่ทำให้ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนเหนือกว่า[182] เศรษฐกิจที่ค่อนข้างเสรีของจีน ซึ่งมีการแทรกแซงและกฎระเบียบของรัฐบาลน้อยกว่า ถูกนักวิชาการอ้างถึงว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมรรถภาพของจีนเหนือกว่าเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ[183]
ข้อวิจารณ์และประเด็นปัญหาการพัฒนา
[แก้]

รัฐบาลยังคงผูกขาดในหลายภาคส่วน เช่น ปิโตรเลียมและธนาคาร การปฏิรูปบางอย่างที่ถูกยกเลิกไปเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ผู้สังเกตการณ์บางคนขนานนาม ค.ศ. 2008 ว่าเป็น "วันครบรอบสามปีแห่งการสิ้นสุดการปฏิรูป"[17] แต่ถึงอย่างไร ผู้สังเกตการณ์[ใคร?] ว่าเศรษฐกิจของจีนสามารถเติบโตต่อไปได้ในอัตรา 6–8 % จนถึง ค.ศ. 2025[184] แม้บางคนจะมองว่าการลดการแทรกแซงของรัฐเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน[185]
ตามที่มีรายงาน รวมถึงจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตัวเลข GDP และข้อมูลทางเศรษฐกิจอื่น ๆ จากรัฐบาลท้องถิ่นของจีนอาจสูงเกินจริงหรือมีการบิดเบือนมาเป็นเวลาหลายปี[186][187][188][189][190] เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลกลางกล่าวว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นบางครั้งปลอมแปลงข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือเพื่อเลื่อนตำแหน่งส่วนตัว[186][191]
แม้จะช่วยลดความยากจนและเพิ่มความมั่งคั่งให้กับจีน แต่การปฏิรูปของเติ้งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายซ้ายใหม่ของจีนว่าเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำและปล่อยให้ผู้ประกอบการเอกชนเข้าซื้อสินทรัพย์ของรัฐในราคาที่ลดลง ข้อกล่าวหาเหล่านี้รุนแรงเป็นพิเศษในช่วงข้อพิพาทหลาง–กู้ ซึ่งนักวิชาการฝ่ายซ้ายใหม่ที่ชื่อแลร์รี เสียน ผิง หลาง กล่าวหาผู้ประกอบการที่ชื่อกู้ ซูจุงว่ายึดครองสินทรัพย์ของรัฐ ซึ่งหลังจากนั้นกู้ก็ถูกจำคุก[192] รัฐบาลหู–เวินนำนโยบายบางอย่างของฝ่ายซ้ายใหม่มาใช้ เช่น การหยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและเพิ่มความสำคัญของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้นโยบายสำนักเคนส์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ชาวจีนบางคน เช่น จาง เหวย์อิ๋ง ผู้ซึ่งสนับสนุนนโยบายการลดกฎระเบียบ การลดภาษีและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ[130]
ข้อวิจารณ์อื่น ๆ มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบของการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น จีนเป็นประเทศที่ปล่อย CO2 มากที่สุดในโลก[193] อย่างไรก็ตาม นักวิชาการเชื่อว่าปัญหาสุขภาพของประชาชนไม่น่าจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในทศวรรษหน้า และการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าคุณภาพอากาศและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ในจีนดีกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น ในระดับการพัฒนาที่เท่าเทียมกัน[194] มลพิษทางอากาศขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 2010 และลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่นั้นมา[195][196]
นักวิชาการบางส่วนยังได้โต้แย้งข้อกล่าวอ้างที่ว่าการปฏิรูปนำไปสู่การลดลงของความยากจนอย่างน่าทึ่งตามที่มีการรายงาน การลดลงอย่างมากที่รายงานนั้นอาศัยการใช้เส้นความยากจนของธนาคารโลกที่ 1.90 ดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งบางคนโต้แย้งว่าเป็นวิธีการวัดความยากจนที่ไม่ถูกต้องในจีนช่วงก่อนปฏิรูป เนื่องจากในสมัยเหมาและทศวรรษหลังสิ้นสุด มีระบบการจัดหาสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมอย่างกว้างขวางในจีนที่ช่วยให้ราคาสินค้าต่ำ และมีระบบปันส่วนอาหารซึ่ง (ยกเว้นช่วงปีที่เกิดทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ในจีน) ได้รับประกันว่าประชากรส่วนใหญ่ของจีนสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ[197] เมื่อใช้ "เส้นความยากจนตามความจำเป็นขั้นพื้นฐาน" ของจีน ซึ่งคำนวณจากชุดข้อมูลของ OECD สัดส่วนของชาวจีนที่ไม่สามารถซื้อ "ตะกร้าดำรงชีพ" (ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน) ได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่การปฏิรูปที่มีความรวดเร็วขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และทศวรรษ 1990[198][199]
การปฏิรูปเศรษฐกิจในตอนแรกนั้นมาพร้อมกับการปฏิรูปการเมืองหลายชุดในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเติ้ง เสี่ยวผิง อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการเมืองตามแผนหลายอย่างได้สิ้นสุดลงหลังการประท้วงและสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ค.ศ. 1989[200] การขาดการปฏิรูปการเมืองมีส่วนทำให้เกิดปัญหาการทุจริตอย่างร้ายแรงในจีน[201] นอกจากนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนยังนำไปสู่การเกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ ค.ศ. 2005 ถึง 2011 และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ ค.ศ. 2020[202]
ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 เติ้ง เสี่ยวผิงและผู้นำระดับสูงคนอื่น ๆ รวมถึงเฉิน ยฺหวินและหลี่ เซียนเนี่ยนสนับสนุน "นโยบายลูกคนเดียว" เพื่อรับมือกับวิกฤตประชากรล้นเกิน[203] อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำมะโน ค.ศ. 2010 แสดงให้เห็นว่าอัตราการเติบโตของประชากรลดลงสู่ระดับต่ำ[204] ด้วยแรงกดดันทางการเงินและปัจจัยอื่น ๆ คู่รักหนุ่มสาวจำนวนมากจึงเลือกจะเลื่อนหรือแม้กระทั่งละทิ้งแผนการมีลูกคนที่สองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้รัฐบาลจีนจะผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวไปอย่างมากในช่วงปลาย ค.ศ. 2015 ก็ตาม[205][206][207] ส่งผลให้เกิดภาวะประชากรสูงวัยในจีน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต[206][208][209]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Ray, Alok (2002). "The Chinese Economic Miracle: Lessons to Be Learnt". Economic and Political Weekly. 37 (37): 3835–3848. ISSN 0012-9976. JSTOR 4412606.
- 1 2 Harrison, Virginia; Palumbo, Daniele (30 September 2019). "China anniversary: How the country became the world's 'economic miracle'". BBC News. สืบค้นเมื่อ 26 December 2022.
- ↑ Faison, Seth (1997-02-20). "DENG XIAOPING IS DEAD AT 92; ARCHITECT OF MODERN CHINA (Published 1997)". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
- ↑ Eisenman, Joshua. "Analysis | What we really know about China's Reform and Opening Up". The Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
- ↑ Ezra F. Vogel, Deng Xiaoping and the Transformation of China (2011).
- ↑ "关于"总设计师"称谓提法的来龙去脉" [Details regarding the name of "General Architect"]. People's Net (ภาษาจีน). 2016-06-30. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-07-12. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
- 1 2 Wu, Wei (2015-06-04). "Why China's Political Reforms Failed". The Diplomat. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-04-13. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
- ↑ Mitter, Rana; Johnson, Elsbeth (2021-05-01). "What the West Gets Wrong About China". Harvard Business Review. ISSN 0017-8012. สืบค้นเมื่อ 2024-03-24.
- 1 2 3 Guo, Rui; Ma, Josephine (2018-11-14). "The inside story of the propaganda fightback for Deng's reforms". South China Morning Post (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-11-13. สืบค้นเมื่อ 2020-05-01.
- ↑ Lin, Justin Yifu; Cai, Fang; Li, Zhou (2003). The China Miracle: Development Strategy and Economic Reform (Revised ed.). The Chinese University of Hong Kong Press. ISBN 978-962-201-985-0. JSTOR j.ctv1fj84hd.
- ↑ Nayar, Baldev Raj (December 2007). "Chapter 10 China's Economic Miracle". The Geopolitics of Globalization: The Consequences for Development (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. pp. 181–216. ISBN 9780195672022.
- ↑ Barboza, David (2010-08-15). "China Passes Japan as Second-Largest Economy". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
- ↑ "China overtakes Japan as world's second-largest economy". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). Associated Press. 2010-08-16. ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
- ↑ Bergsten, C. Fred (2022). The United States vs. China : the quest for global economic leadership. Cambridge. p. 86. ISBN 978-1-5095-4735-7. OCLC 1255691875.
- 1 2 Longworth, John William; Brown, Colin G.; Waldron, Scott A. (2001). Beef in China: Agribusiness Opportunities and Challenges. University of Queensland Press. p. 248. ISBN 9780702232312.
- ↑ Engardio, Peter (21 August 2005). "China Is a Private-Sector Economy". Bloomberg Businessweek. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 January 2014. สืบค้นเมื่อ 30 September 2014.
- 1 2 3 4 Scissors, Derek (May–June 2009). "Deng Undone: The Costs of Halting Market Reform in China". Foreign Affairs. 88 (3). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-04-21. สืบค้นเมื่อ 2014-09-30.
- ↑ "Политика реформ и открытости в Китае". Свои в Китае (ภาษารัสเซีย). 12 July 2023. สืบค้นเมื่อ 2023-07-12.
- 1 2 3 Naughton, Barry (2007). The Chinese economy : transitions and growth. Cambridge, Mass.: MIT Press. pp. 3–5. ISBN 978-0262640640. OCLC 70839809.
- ↑ Walder 2015, pp. 321.
- ↑ Brandt 2008, p. 8.
- ↑ Walder 2015, pp. 322.
- ↑ Brandt 2008, pp. 7–8.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 Weber, Isabella (2021). How China escaped shock therapy : the market reform debate. Abingdon, Oxon: Routledge. p. 106. doi:10.4324/9780429490125. ISBN 978-0-429-49012-5. OCLC 1228187814.
- ↑ Marquis, Christopher; Qiao, Kunyuan (2022-11-15). Mao and Markets: The Communist Roots of Chinese Enterprise. Yale University Press. doi:10.2307/j.ctv3006z6k. ISBN 978-0-300-26883-6. JSTOR j.ctv3006z6k. S2CID 253067190.
- 1 2 Heilmann, Sebastian (2018). Red Swan: How Unorthodox Policy-Making Facilitated China's Rise. The Chinese University of Hong Kong Press. ISBN 978-962-996-827-4.
- ↑ "Meet "moderately prosperous" China". Economist (ภาษาอังกฤษ). 21 November 2019. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-06-04. สืบค้นเมื่อ 2020-05-26.
- ↑ "Commentary: Sprinting toward a moderately prosperous society". Xinhuanet. 2019-03-04. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-03-04. สืบค้นเมื่อ 2020-05-26.
- ↑ Wong, John (1998-03-01). "Xiao-kang: Deng Xiaoping's socio-economic development target for China". Journal of Contemporary China. 7 (17): 141–152. doi:10.1080/10670569808724309. ISSN 1067-0564.
- ↑ Buckley, C. (March 23, 2015). "In Lee Kuan Yew, China Saw a Leader to Emulate". The New York Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 24, 2015.
- 1 2 Jin, Keyu (2023). The New China Playbook: Beyond Socialism and Capitalism. New York: Viking. ISBN 978-1-9848-7828-1.
- ↑ Cited by Susan L. Shirk in The Political Logic of Economic Reform in China, University of California, Berkeley and Los Angeles, 1993. ISBN 0-520-07706-7
- ↑ Brandt 2008, p. 8
- 1 2 Hunt, Michael H. (2004). The World Transformed: 1945 to the Present. Boston: Bedford/St. Martin's. p. 355. ISBN 9780312245832. LCCN 2003101700. OCLC 1151774819. OL 3695802M.
- ↑ Brandt 2008, p. 10
- 1 2 Brandt 2008, p. 11
- ↑ "Open Door Policy". BBC. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-07-25. สืบค้นเมื่อ 2019-05-17.
- ↑ Yun-Wing Sung (16 January 1992). The China-Hong Kong Connection: The Key to China's Open Door Policy. Cambridge University Press. ISBN 978-0521382458.
- 1 2 "Unsung hero of China's opening up is star of Shenzhen museum". South China Morning Post (ภาษาอังกฤษ). 2018-12-27. สืบค้นเมื่อ 2020-09-05.
- ↑ "Shekou Industrial Zone — firsts in reform and opening-up". China Daily. สืบค้นเมื่อ 2020-09-05.
- 1 2 Zhao, Suisheng (2023). The dragon roars back : transformational leaders and dynamics of Chinese foreign policy. Stanford, California: Stanford University Press. pp. 54–55. ISBN 978-1-5036-3415-2. OCLC 1332788951.
- ↑ Cheong, Danson (2018-12-07). "Shenzhen – from village to city of opportunities". The Straits Times (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-09-05.
- ↑ "Jan 24–29,1984: Deng Xiaoping visits Shenzhen and Zhuhai – China – Chinadaily.com.cn". China Daily. สืบค้นเมื่อ 2020-06-17.
- ↑ Yuan, Yiming (2017-03-15). Studies on China's Special Economic Zones (ภาษาอังกฤษ). Springer. ISBN 978-981-10-3704-7.
- ↑ "Hu Yaobang: an icon of China's reform – and of how little has changed". South China Morning Post (ภาษาอังกฤษ). 2019-04-14. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
- ↑ "Zhao Ziyang: The forgotten architect of China's economic reforms | DW | 14.01.2015" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). Deutsche Welle. 2015-01-14. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-08-20. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
- ↑ Hornby, Lucy (2018-11-15). "Xi versus Deng, the family feud over China's reforms". Financial Times (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-11-18. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
- ↑ "Chinese reform politician Wan Li dies at 98". AP NEWS. 16 July 2015. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
- ↑ "Hu Qili Urged People Throughout Country to Help Change China With AM-China, Bjt". AP NEWS. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
- ↑ Bachman, David (1986). "Differing Visions of China's Post-Mao Economy: The Ideas of Chen Yun, Deng Xiaoping, and Zhao Ziyang". Asian Survey. 26 (3): 292–321. doi:10.2307/2644194. ISSN 0004-4687. JSTOR 2644194.
- 1 2 3 4 Wudunn, Sheryl (1995-04-11). "Chen Yun, a Chinese Communist Patriarch Who Helped Slow Reforms, Is Dead at 89 (Published 1995)". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
- 1 2 "CHEN YUN DIES". The Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
- 1 2 Sullivan, Lawrence R. (1988). "Assault on the Reforms: Conservative Criticism of Political and Economic Liberalization in China, 1985–86". The China Quarterly. 114 (114): 198–222. doi:10.1017/S030574100002676X. ISSN 0305-7410. JSTOR 654442. S2CID 154870609.
- ↑ Exupoli. "Bird Cage Economics" เก็บถาวร 2022-12-08 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Exupoli.net.
- 1 2 3 Coase, Ronald; Wang, Ning (2012), Coase, Ronald; Wang, Ning (บ.ก.), "A Bird in the Cage: Market Reform under Socialism", How China Became Capitalist (ภาษาอังกฤษ), London: Palgrave Macmillan UK, pp. 68–103, doi:10.1057/9781137019370_4, ISBN 978-1-137-01937-0, สืบค้นเมื่อ 2021-01-12
- ↑ Rivers, Matt (2018-11-23). "Inside China's Silicon Valley: From copycats to innovation | CNN Business" (ภาษาอังกฤษ). CNN. สืบค้นเมื่อ 2022-09-19.
- ↑ The rise of China's 'Silicon Valley' – CNN Video, 19 November 2018, สืบค้นเมื่อ 2020-05-25
- ↑ "A $30 Billion Fortune Is Hiding in China's Silicon Valley". Bloomberg L.P. October 18, 2021.
- ↑ "Xinhua Headlines: The rise of China's Silicon Valley". Xinhua News Agency. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 19, 2019. สืบค้นเมื่อ 2020-05-25.
- 1 2 3 Liu, Zongyuan Zoe (2023). Sovereign Funds: How the Communist Party of China Finances its Global Ambitions. The Belknap Press of Harvard University Press. ISBN 9780674271913.
- 1 2 Brandt 2008, pp. 17–18
- 1 2 3 Rawski 2008, p. 573
- ↑ Lee, Dinah (1984-11-25). "China's Coastal Cities Seek Foreign Investors". The Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2022-09-19.
- ↑ Yang, Dali L. (1991). "China Adjusts to the World Economy: The Political Economy of China's Coastal Development Strategy". Pacific Affairs. 64 (1): 42–64. doi:10.2307/2760362. ISSN 0030-851X. JSTOR 2760362.
- 1 2 3 4 5 6 Lin, Chun (2006). The transformation of Chinese socialism. Durham [N.C.]: Duke University Press. p. 2. ISBN 978-0-8223-3785-0. OCLC 63178961.
- 1 2 Naughton 2008, p. 105
- 1 2 3 Naughton 2008, p. 114
- ↑ Walter, Carl E. (September 2014). "Was Deng Xiaoping Right? An Overview of China's Equity Markets". Journal of Applied Corporate Finance (ภาษาอังกฤษ). 26 (3): 8–19. doi:10.1111/jacf.12075. hdl:10.1111/jacf.12075. ISSN 1078-1196. S2CID 153763863.
- ↑ "An old man's ups and downs in China's stock market". Embassy of the People's Republic of China in the Republic of Kenya. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-06-04. สืบค้นเมื่อ 2020-05-02.
- ↑ Brandt 2008, p. 22
- ↑ Brandt 2008, p. 19
- 1 2 3 4 Lin, Chun (2006). The transformation of Chinese socialism. Durham [N.C.]: Duke University Press. p. 259. ISBN 978-0-8223-3785-0. OCLC 63178961.
- ↑ Naughton 2008, p. 116
- ↑ Brandt 2008, p. 128
- ↑ Schoenleber, H. (23 September 2006). "China's Private Economy Grows Up". 8km.de. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 August 2010. สืบค้นเมื่อ 28 August 2010.
- ↑ Zhao, Huanxin (19 December 2006). "China names key industries for state control". China Daily. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 October 2017.
- ↑ Naughton 2008, p. 129
- ↑ "China's New Healthcare could cover millions more" เก็บถาวร 2013-08-26 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Time magazine.
- ↑ Chovanec, Patrick (2009-06-08). "China's Real Estate Riddle" เก็บถาวร 2009-06-14 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Far East Economic Review. Retrieved 13 March 2010.
- 1 2 Orlik, Tom (16 November 2012). "Charting China's Economy: 10 Years Under Hu". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 7 June 2023.
- ↑ "China overtakes Japan as world's second-biggest economy". BBC News. February 14, 2011.
- ↑ Kroeber, Arthur R. (17 November 2013). "Xi Jinping's Ambitious Agenda for Economic Reform in China". Brookings Institution. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 July 2014. สืบค้นเมื่อ 21 July 2014.
- ↑ Denyer, Simon (25 August 2013). "Creeping reforms as China gives Shanghai Free Trade Zone go-ahead". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ 4 January 2023.
- ↑ Wang, Orange; Leng, Sidney (28 September 2018). "Chinese President Xi Jinping's show of support for state-owned firms 'no surprise', analysts say". South China Morning Post. สืบค้นเมื่อ 31 January 2020.
- ↑ Whyte, Martin K. (15 March 2021). "China's economic development history and Xi Jinping's "China dream:" an overview with personal reflections". Chinese Sociological Review. 53 (2): 115–134. doi:10.1080/21620555.2020.1833321. ISSN 2162-0555. S2CID 228867589.
- ↑ "Chinese enterprises write Communist Party's role into charters – Nikkei Asian Review". asia.nikkei.com (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-08-18. สืบค้นเมื่อ 2017-08-18.
- ↑ "Commentary: Why Chinese state companies are getting the Communist party's attention" (ภาษาอังกฤษ). Channel NewsAsia. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-08-18. สืบค้นเมื่อ 2017-08-18.
- 1 2 Dalio, Ray. "Principles by Ray Dalio". principles.com (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-06. สืบค้นเมื่อ 2021-01-03.
- ↑ Mitchell, Tom (25 July 2016). "Xi's China: The rise of party politics". Financial Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 December 2022. สืบค้นเมื่อ 31 January 2020.
- ↑ Bradsher, Keith (4 March 2017). "China and Economic Reform: Xi Jinping's Track Record". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 March 2017. สืบค้นเมื่อ 31 January 2020.
- ↑ Tran, Hung (14 March 2023). "China's debt-reduction campaign is making progress, but at a cost". Atlantic Council.
- ↑ Fifield, Anna (2 November 2018). "As China settles in for trade war, leader Xi emphasizes 'self reliance'". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ 31 January 2020.
- 1 2 Youwei (2019-06-04). "The End of Reform in China". Foreign Affairs: America and the World (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0015-7120. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-08-19. สืบค้นเมื่อ 2019-08-19.
- 1 2 Tiezzi, Shannon (2018-04-04). "Carl Minzner on China's Post-Reform Era". The Diplomat (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-08-19. สืบค้นเมื่อ 2019-08-19.
- 1 2 "China: Deng Xiaoping era ends with start of Xi era". EJ Insight (ภาษาอังกฤษ). 2018-09-06. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-08-19. สืบค้นเมื่อ 2019-08-19.
- 1 2 "Chinese state tightens grip 40 years after Deng's reforms". Nikkei Asian Review (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-08-24. สืบค้นเมื่อ 2019-08-23.
- 1 2 Westcott, Ben; Lee, Lily (December 17, 2018). "China sparked an economic miracle — now there's a fight over its legacy". CNN International Edition. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 2, 2019. สืบค้นเมื่อ January 2, 2019.
- 1 2 "Xi Jinping's turn away from the market puts Chinese growth at risk". Financial Times (ภาษาอังกฤษ). 15 January 2019. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-08-23. สืบค้นเมื่อ 2019-08-23.
- ↑ Wei, Lingling (12 August 2020). "China's Xi Speeds Up Inward Economic Shift". The Wall Street Journal (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0099-9660. สืบค้นเมื่อ 13 August 2022.
- ↑ Lin, Andy; Hale, Thomas; Hudson, Hudson (8 October 2021). "Half of China's top developers crossed Beijing's 'red lines'". Financial Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 December 2022. สืบค้นเมื่อ 11 August 2022.
- ↑ General Office of the CCP Central Committee. "Opinions on Strengthening the United Front Work of Private Economy in the New Era". Xinhua net (ภาษาจีน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 October 2020. สืบค้นเมื่อ 15 September 2020.
- ↑ "Full Text: Xi Jinping's Speech on Boosting Common Prosperity – Caixin Global". Caixin Global (ภาษาอังกฤษ). 19 October 2021. สืบค้นเมื่อ 11 August 2022.
- ↑ Hass, Ryan (9 September 2021). "Assessing China's "common prosperity" campaign". Brookings Institution (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 11 August 2022.
- ↑ Shen, Samuel; Ranganathan, Vidya (3 November 2021). "China stock pickers reshape portfolios on Xi's 'common prosperity'". Reuters (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 11 August 2022.
- ↑ Schoenhals, Michael (1991). "The 1978 Truth Criterion Controversy". The China Quarterly. 126 (126): 243–268. doi:10.1017/S0305741000005191. ISSN 0305-7410. JSTOR 654516. S2CID 143503026.
- ↑ Denmark, Abraham. "40 years ago, Deng Xiaoping changed China — and the world". The Washington Post. ISSN 0190-8286. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 May 2019. สืบค้นเมื่อ 19 April 2021.
- ↑ Tong, Qinglin (2008). 回首1978——历史在这里转折 [Looking back at 1978—a turning point in history] (ภาษาจีน). Beijing: People's Press. ISBN 9787010068954. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-05-11.
- ↑ Li, Huaiyin (October 2012). "6 Challenging the Revolutionary Orthodoxy: "New Enlightenment" Historiography in the 1980s". Reinventing Modern China: Imagination and Authenticity in Chinese Historical Writing. University of Hawaiʻi Press. ISBN 9780824836085.
- 1 2 3 Chen, Yan (2007). "意识形态的兴衰与知识分子的起落—— "反右"运动与八十年代"新启蒙"的背景分析" [The rise and fall of ideology and intellectuals—background analysis of the Anti-Rightist Campaign and the New Enlightenment in the 1980s]. Modern China Studies. 3.
- ↑ Schram, Stuart R. (1988). "China after the 13th Congress". The China Quarterly. 114 (114): 177–197. doi:10.1017/S0305741000026758. ISSN 0305-7410. JSTOR 654441. S2CID 154818820.
- 1 2 3 4 "追忆邓小平:改革开放姓社不姓资 谁走回头路谁下台" [Remembering Deng Xiaoping: reform and opening is socialist not capitalist, and whoever go backwards should step down]. China Reform Information Center. 2012-12-03. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-08-24. สืบค้นเมื่อ 2024-10-26.
- 1 2 "The great pragmatist: Deng Xiaoping". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2008-12-18. ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2020-05-01.
- ↑ Kerkvliet, Ben; Chan, Anita; Unger, Jonathan (1998). "Comparing the Chinese and Vietnamese Reforms: An Introduction". The China Journal (40): 1–7. doi:10.2307/2667451. ISSN 1324-9347. JSTOR 2667451.
- ↑ "North Korean Attitudes Toward China: A Historical View of Contemporary Difficulties". Wilson Center (ภาษาอังกฤษ). April 6, 2009. สืบค้นเมื่อ 2024-10-27.
- ↑ Sang-Hun, Choe (2019-06-20). "上一次中国领导人访问朝鲜时,发生了什么?". The New York Times (ภาษาจีน). สืบค้นเมื่อ 2024-10-27.
- 1 2 3 Lei, Letian (2024-07-11). "The mirage of the alleged Chinese new left". Journal of Political Ideologies (ภาษาอังกฤษ): 1–22. doi:10.1080/13569317.2024.2370972. ISSN 1356-9317.
- 1 2 3 4 Xiao, Gongqin (2002). "新左派与当代中国知识分子的思想分化" [The New Left and the Ideological Differentiation of Contemporary Chinese Intellectuals]. Modern China Studies (1). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 May 2023.
- ↑ Johnston, Abby; Trautwein, Catherine (May 17, 2019). "What is the China Model? Understanding the Country's State-Led Economic Model". FRONTLINE (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-10-27.
- ↑ Brandt 2008, p. 3
- ↑ China has socialist market economy in place (People's Daily Online, 2005).
- ↑ Heston 2008, p. 28
- ↑ Cai 2008, p. 184
- ↑ Brandt 2008, p. 2
- ↑ Perkins 2008, p. 834
- 1 2 Branstetter 2008, p. 668
- 1 2 Branstetter 2008, p. 669
- ↑ Benjamin 2008, p. 730
- ↑ Benjamin 2008, pp. 730–731
- ↑ Benjamin 2008, p. 774
- 1 2 Weiyin, Zhang, "Completely bury Keynesianism" เก็บถาวร 2011-05-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, (February 17, 2009)
- 1 2 Huang 2008, p. 478
- 1 2 Huang 2008, p. 480
- ↑ Huang 2008, pp. 481–482
- ↑ Huang 2008, p. 483
- ↑ Rawski 2008, p. 572
- ↑ Perkins 2008, p. 862
- 1 2 Rawski 2008, p. 593
- ↑ "China poised to be world’s largest auto market" . NBC News. 2009-02-04.
- ↑ Rawski 2008, p. 588
- 1 2 Brandt 2008, p. 13
- ↑ Rawski 2008, p. 570
- ↑ Branstetter 2008, pp. 635–638
- ↑ Branstetter 2008, p. 655
- ↑ Brandt 2008, pp. 1–3
- ↑ Branstetter 2008, p. 656
- ↑ Branstetter 2008, p. 676
- ↑ Branstetter 2008, pp. 640–642
- ↑ Haggard, Stevens et al (2008), 339
- ↑ Branstetter 2008, p. 657
- ↑ Branstetter 2008, pp. 658–659
- ↑ Allen 2008, p. 522
- ↑ Perkins 2008, p. 866
- ↑ Allen 2008, p. 523
- ↑ Allen 2008, p. 528
- ↑ Allen 2008, p. 530
- ↑ Allen 2008, p. 514
- 1 2 Allen 2008, p. 556
- ↑ Xin Zhao and Russell W. Belk, "Politicizing Consumer Culture: Advertising's Appropriation of Political Ideology in China's Social Transition," Journal of Consumer Research (2008) 35#2 pp 231–244
- ↑ Wong 2008, p. 431
- ↑ Wong 2008, p. 440
- ↑ Wong 2008, p. 434
- ↑ Calhoun, Craig; Wasserstrom, Jeffrey N. (2003), "The Cultural Revolution and the Democracy Movement of 1989: Complexity in Historical Connections", ใน Law, Kam-yee (บ.ก.), The Chinese cultural revolution reconsidered: beyond purge and holocaust, Palgrave Macmillan, p. 247, ISBN 978-0-333-73835-1, สืบค้นเมื่อ 2011-10-20
- ↑ Brandt 2008, pp. 18–19
- ↑ Kahn 1979, pp. 455
- ↑ Ang, Yuen Yuen (May–June 2018). "Autocracy With Chinese Characteristics". Foreign Affairs.
- ↑ Sharma, Shalendra D. (Winter–Spring 2007). "China's Economic Transformation". Global Dialogue. 9 (1–2). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-05-13. สืบค้นเมื่อ 2014-09-30.
- ↑ "WTO | China – Member information". www.wto.org. สืบค้นเมื่อ 2020-06-20.
- ↑ Zhang, Jianping; Liu, Huan (2019-03-09). "改革开放40年:"引进来"与"走出去"". Qiushi (ภาษาจีน). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-03. สืบค้นเมื่อ 2020-06-19.
- 1 2 3 4 Yuan, Xiaobin. "发达国家对华援助"不手软"". NetEase (ภาษาจีน). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-03. สืบค้นเมื่อ 2020-06-18.
- 1 2 "中国还需要发达国家的政府援助吗?" (ภาษาจีน). Phoenix Television. 2009-11-17. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-08. สืบค้นเมื่อ 2020-06-18.
- 1 2 "China | ForeignAssistance.gov". www.foreignassistance.gov. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-06-20. สืบค้นเมื่อ 2020-06-18.
- ↑ "Japan to discontinue development assistance projects for China: Taro Kono". The Japan Times (ภาษาอังกฤษ). 2018-10-23. สืบค้นเมื่อ 2020-06-18.
- ↑ Dorn, James A. (Fall 2002). "Economic Development and Freedom: The Legacy of Peter Bauer" (PDF). Cato Journal. Cato Institute. 22 (2). เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-10-06. สืบค้นเมื่อ 2014-09-30.
- ↑ Remnick, David (January–February 1997). "Can Russia Change?". Foreign Affairs. 76 (1): 35–49. doi:10.2307/20047908. JSTOR 20047908. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-04-14. สืบค้นเมื่อ 2014-09-30.
- ↑ Olson, Mancur (2000). Power and prosperity : outgrowing communist and capitalist dictatorships. New York: Basic Books. ISBN 978-0465051960.
- ↑ Svejnar 2008, p. 68
- ↑ Svejnar 2008, p. 74
- ↑ Svejnar 2008, p. 76
- ↑ Svejnar 2008, pp. 69–70
- ↑ Svejnar 2008, p. 72
- ↑ Naughton 2008, p. 96
- 1 2 Heston 2008, p. 37
- ↑ Heston 2008, p. 46
- ↑ Perkins 2008, p. 879
- ↑ Perkins 2008, p. 865
- 1 2 "China's economic census uncovers more fake data". South China Morning Post (ภาษาอังกฤษ). 2019-06-20. สืบค้นเมื่อ 2021-05-20.
- ↑ "Study Suggests That Local Chinese Officials Manipulate GDP". Yale University (ภาษาอังกฤษ). 11 February 2020. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-04-03. สืบค้นเมื่อ 2021-05-20.
- ↑ Watts, Gordon (2019-10-18). "Fake figures cloud China's economic data". Asia Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2021-05-20.
- ↑ "China's GDP Growth Pace Was Inflated for Nine Years, Study Finds". Bloomberg.com. 8 March 2019. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-03-08. สืบค้นเมื่อ 2021-05-20.
- ↑ "Why China's dramatic economic recovery might not add up". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2020-10-25. สืบค้นเมื่อ 2021-05-20.
- ↑ Pham, Sherisse (2017-01-18). "Chinese province admits falsifying economic data for years". CNNMoney. สืบค้นเมื่อ 2021-05-20.
- ↑ Wàn, Jìng (30 October 2008). 郎顾之争:一场远没有结束的论战 [The Lang-Gu debate: a debate that has not yet ended]. Hexun (ภาษาจีน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 July 2011.
- ↑ "Each Country's Share of CO2 [ตามต้นฉบับ] Emissions | Union of Concerned Scientists". www.ucsusa.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-05.
- ↑ Perkins 2008, pp. 870–871
- ↑ Jayaram, Kripa; Kay, Chris; Murtaugh, Dan (14 June 2022). "China Reduced Air Pollution in 7 Years as Much as US Did in Three Decades". Bloomberg News. สืบค้นเมื่อ 7 June 2023.
- ↑ "China has Quickly and Sharply Reduced Pollution Since Enacting Strict Policies". EPIC (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2023-06-07.
- ↑ Drèze, J., and Sen, A., 1989. Hunger and Public Action, p. 209. Oxford: Clarendon Press.
- ↑ Sullivan, Dylan; Moatsos, Michail; Hickel, Jason (2023). "Capitalist reforms and extreme poverty in China: Unprecedented progress or income deflation?". New Political Economy. 29: 1–21. doi:10.1080/13563467.2023.2217087. S2CID 259664228.
- ↑ Moatsos, M., 2021. Global extreme poverty: present and past since 1820. In: OECD, ed. How was life? Vol. II: new perspectives on well-being and global inequality since 1820. Paris: OECD Publishing, 186–212.
- ↑ Wang, Yuhua. "Analysis | How has Tiananmen changed China?". The Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0190-8286. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 June 2019. สืบค้นเมื่อ 2021-05-05.
- ↑ He, Zengke (1 June 2000). "Corruption and anti-corruption in reform China". Communist and Post-Communist Studies (ภาษาอังกฤษ). 33 (2): 243–270. doi:10.1016/S0967-067X(00)00006-4. ISSN 0967-067X.
- ↑ Yifan Xie, Stella; Bird, Mike (2020-07-17). "The $52 Trillion Bubble: China Grapples With Epic Property Boom". The Wall Street Journal (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0099-9660. สืบค้นเมื่อ 2021-05-05.
- ↑ Greenhalgh, Susan (2005). "Missile Science, Population Science: The Origins of China's One-Child Policy". The China Quarterly. 182 (182): 253–276. doi:10.1017/S0305741005000184. ISSN 0305-7410. JSTOR 20192474. S2CID 144640139.
- ↑ Cai, Yong (2013-09-01). "China's New Demographic Reality: Learning from the 2010 Census". Population and Development Review. 39 (3): 371–396. doi:10.1111/j.1728-4457.2013.00608.x. ISSN 0098-7921. PMC 4302763. PMID 25620818.
- ↑ Zhou, C. (3 Feb 2018). "A look inside the struggles and benefits of China's 'little emperor' generation" (ภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย). Australian Broadcasting Corporation. สืบค้นเมื่อ 5 May 2021.
- 1 2 "How China's Demographic Time Bomb Threatens its Economy". Wharton Business (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-08-21. สืบค้นเมื่อ 2021-05-05.
- ↑ Pak, Jennifer (2020-10-09). "Cost of child rearing in China hinders baby boom". Marketplace (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2021-05-05.
- ↑ Myers, Steven Lee; Wu, Jin; Fu, Claire (2019-01-17). "China's Looming Crisis: A Shrinking Population". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-05-05.
- ↑ "Could China's population crisis be reaching a point of no return?". South China Morning Post (ภาษาอังกฤษ). 2021-03-25. สืบค้นเมื่อ 2021-05-05.