ซูสีไทเฮา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ซูสีไทเฮา (แก้ความกำกวม)
พระพันปีฉือสี่
慈禧太后
The Ci-Xi Imperial Dowager Empress (5).JPG
ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแห่งจักรวรรดิชิงอันยิ่งใหญ่
ดำรงตำแหน่ง 11 พฤศจิกายน 1861 – 15 พฤศจิกายน 1908
ร่วมกับพระพันปีฉืออัน (1861–81)
ก่อนหน้า คณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในพระเจ้าถงจื้อ
ถัดไป คณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในพระเจ้าผู่อี๋
พระราชบุตร ถงจื้อ
ราชวงศ์ อ้ายซินเจว๋หลัว (โดยสมรส)
ประสูติ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1835(1835-11-29)
สวรรคต 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908 (72 ปี)
พระที่นั่งจงหนันไห่ ปักกิ่ง จักรวรรดิชิง
ศาสนา พุทธมหายาน
ซูสีไทเฮา
ชื่อจีน
จีนตัวเต็ม 孝欽顯皇后
จีนตัวย่อ 孝钦显皇后
Empress Dowager Cixi
Chinese 慈禧太后
ชื่อแมนจู
แมนจู ᡥᡳᠶᠣᠣᡧᡠᠩᡤᠠ ᡤᡳᠩᡤᡠᡷᡳ ᡳᠯᡝᡨᡠ ᡥᡡᠸᠠᠩᡥᡝᠣ

ฉือสี่ไท่โฮ่ว ตามสำเนียงกลาง หรือ ซูสีไทเฮา ตามสำเนียงฮกเกี้ยน (จีน: 慈禧太后; พินอิน: Cíxǐ Tàihòu; เวด-ไจลส์: Tz'u-Hsi T'ai-hou; 29 พฤศจิกายน 1835 – 15 พฤศจิกายน 1908) แปลว่า พระพันปีฉือสี่ (Empress Dowager Cixi) เป็นสตรีแมนจูสกุลน่าลา (那拉氏) ซึ่งปกครองประเทศจีนช่วงราชวงศ์ชิงโดยพฤตินัยเป็นเวลา 47 ปีตั้งแต่ปี 1861 จนสิ้นพระชนมชีพในปี 1908

พระพันปีฉือสี่ได้รับเลือกเป็นพระสนมพระเจ้าเสียนเฟิง (咸豐帝) และประสูติพระโอรสในปี 1856 ครั้นพระเจ้าเสียนเฟิงสิ้นพระชนม์ในปี 1861 พระโอรสนั้นก็ขึ้นเป็นพระเจ้าถงจื้อ (同治帝) พระนางในฐานะราชมารดาจึงได้เป็นพระพันปี พระนางยึดอำนาจจากคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งพระเจ้าเสียนเฟิงตั้งเอาไว้ แล้วพระนางขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการพร้อมกับพระพันปีฉืออัน (慈安太后) พระอัครมเหสีพระเจ้าเสียนเฟิง ภายหลังเมื่อพระพันปีฉืออันวายพระชนม์ลงในปี 1881 พระนางจึงสำเร็จราชการแต่ผู้เดียว

ครั้นพระเจ้าถงจื้อสิ้นพระชนม์ในปี 1875 พระพันปีฉือสี่ยกหลานของตนขึ้นเป็นพระเจ้ากวังซฺวี่ (光绪帝) แม้ขัดกับระเบียบการสืบสันตติวงศ์ก็ตาม แล้วพระนางก็สำเร็จราชการแทนพระเจ้าแผ่นดินต่อไป พระนางบอกปัดการบริหารราชการแผ่นดินอย่างตะวันตก แต่ก็ส่งเสริมการปฏิรูปทางวิทยาการและทางทหารหลายประการ รวมถึงขบวนการพัฒนาแบบตะวันตก (洋務運動)

ในปี 1898 พระพันปีฉือสี่พ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เพื่อให้พระเจ้ากวังซฺวี่ที่เจริญพระชนม์แล้วได้ปฏิบัติราชกิจด้วยพระองค์เอง พระเจ้ากวังซฺวี่จึงเริ่มการปฏิรูปร้อยวันในปีนั้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว พระเจ้ากวังซฺวี่ยังตั้งญี่ปุ่นเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน โดยมิได้ตระหนักว่า จักรวรรดิญี่ปุ่นกำลังพยายามแทรกแซงรัฐบาลราชวงศ์ชิง ด้วยประสงค์จะผนวกจีนเข้ากับตนตามแผน "รวมอุษาบูรพา" (East Asian Merger) ฝ่ายพระพันปีฉือสี่ แม้เห็นควรปฏิรูปบ้านเมือง แต่ก็เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของพระเจ้ากวังซฺวี่นั้นจะเป็นภัยมากกว่าเป็นผล เมื่อเหล่านักปฏิรูปเตรียมปลงพระชนม์พระนาง พระนางจึงยึดอำนาจการปกครองจากพระเจ้ากวังซฺวี่ และให้ขังพระเจ้ากวังซฺวี่ไว้ยังตำหนักกลางสระ แต่ให้ปกปิดเรื่องพระเจ้ากวังซฺวี่สนับสนุนการสังหารพระนางเอาไว้ เพราะมาตุฆาตถือเป็นความอกตัญญูร้ายแรง ฝ่าฝืนหลักธรรมที่สังคมจีนยึดมั่นถือมั่นอยู่ในเวลานั้น ครั้นแล้ว พระนางก็กลับดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการอีกครั้ง

ช่วงนั้นเกิดกบฏนักมวย พันธมิตรแปดชาติยาตราเข้ายึดกรุงปักกิ่ง พระพันปีฉือสี่และคณะสามารถลี้ภัยจากกรุงไปยังเมืองซีอานได้ทันท่วงที ความกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศยังให้พระนางต้องปรับปรุงบ้านเมืองอย่างจริงจัง เมื่อพระนางนิวัตกรุงแล้ว ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1902 ก็ประกาศพระเสาวนีย์ฉบับแรกเป็นการยกเลิกประเพณีรัดเท้าซึ่งสตรีชาวฮั่นอันเป็นชนส่วนใหญ่ในประเทศได้ถือปฏิบัติมานานนับพันปี พระนางยังได้ตรากฎหมายอีกหลายฉบับเพื่อเตรียมนำประเทศเข้าสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ[1] แต่ก่อนที่การปฏิรูปของพระนางจะบังเกิดผล พระนางก็ด่วนดับขันธ์ไปในปี 1908 สามปีให้หลัง ราชวงศ์ชิงก็ถึงกาลอวสาน และประเทศจีนก็เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐในวันที่ 1 มกราคม 1912

นักประวัติศาสตร์สายอนุรักษนิยมทั้งจีนและต่างชาติมักพรรณนาว่า พระพันปีฉือสี่เป็นผู้ปกครองอย่างกดขี่ที่ต้องรับผิดชอบต่อการล่มสลายของราชวงศ์ชิง แต่นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่เห็นว่า เหล่าผู้สนับสนุนการปฏิรูปของพระเจ้ากวังซฺวี่ล้วนประสบความสำเร็จในการทำให้พระนางกลายเป็นแพะรับบาปในสิ่งที่นอกเหนือความควบคุมของพระนาง เพราะราชวงศ์ชิงสิ้นสุดลงไปหลังจากที่พระนางเสียชีวิตแล้ว นอกจากนี้ ที่พระนางก้าวเข้ามาก็เพื่อยับยั้งความโกลาหลในบ้านเมือง กับทั้งพระนางก็มิได้โหดร้ายมากไปกว่าผู้ปกครองคนอื่น ๆ ที่มีมา และพระนางยังเป็นนักปฏิรูปที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าการปฏิรูปของพระนางจะสายเกินไปก็ตาม[2]

พระชนมชีพในช่วงต้น[แก้]

พระฉายาสาทิสลักษณ์ของพระพันปีฉือสี่ครั้งที่ดำรงตำแหน่งพระมเหสีชั้น 2

ข้อมูลเกี่ยวกับพระชาติพงศ์และขณะทรงพระเยาว์ของพระพันปีฉือสี่ ถึงแม้จะมีอยู่มากมาย แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ทั้งส่วนใหญ่เป็นแต่มุขปาฐะและปรัมปรา หาข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้น้อยมาก อย่างไรก็ดี ในหนังสือเกี่ยวกับพระราชประวัติส่วนใหญ่มักอ้างว่า ทรงเป็นธิดาในข้าราชการแมนจูระดับล่างชื่อ ฮุ่ย เจิง (惠征) กับภรรยาเอก ทั้งนี้ ฮุ่ย เจิง มาจากสกุลเย่เฮ่อน่าลา (葉赫那拉) และภรรยาของเขาซึ่งเป็นพระชนนีของพระพันปีฉือสี่นั้นมาจากสกุลฟู่ฉา (富察) เอ็ดเวิร์ด แบร์ (Edward Behr) นักประวัติศาสตร์จีน สันนิษฐานว่า พระพันปีฉือสี่ประสูติในปี 1835 มีพระนามแต่แรกเกิดว่า หลันเอ๋อร์ (蘭兒) แปลว่า นางกล้วยไม้ โดยสันนิษฐานจากการที่ผู้สืบสันดานแห่งพระเชษฐาของพระนาง คือ เกิน เจิง นั้นมีชื่อแต่เด็กว่า ซิ่งเอ๋อร์ ประกอบกับพระนามที่พระนางทรงใช้เมื่อทรงเข้ารับการศึกษาขณะทรงพระเยาว์มีว่า ซิ่งเจิน (杏贞)[3]

บรรดามุขปาฐะที่แพร่หลายมากที่สุดว่า พระนางทรงเป็นชาวแคว้นแยงซีก็มี, ว่าทรงเป็นชาวเมืองชางจื่อก็มี, ว่าทรงเป็นชาวมณฑลชานซีก็มี (ฉบับนี้ว่า ตระกูลของพระนางเป็นชาวฮั่นที่เข้ารีตเป็นแมนจูด้วย), ว่าทรงเป็นชาวฮูฮอตก็มี, ว่าทรงเป็นชาวมองโกเลียในก็มี, และว่าทรงเป็นชาวปักกิ่งก็มี ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า ทรงใช้ชีวิตขณะทรงพระเยาว์ที่มณฑลอันฮุย และย้ายรกรากไปปักกิ่งในระหว่างที่มีพระชนมายุได้สิบสามถึงสิบห้าพรรษาโดยประมาณ[4]

ฮุ่ย เจิง นั้นรับราชการเป็นนายทหารประจำกองธงสีฟ้ารักษาชายแดน ณ มณฑลชานซี กองธงสีฟ้าเป็นกองธงหนึ่งในจำนวนแปดกองธงซึ่งมีอำนาจหน้าที่ด้านการทหาร ต่อมา ฮุ่ย เจิง ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการมณฑลอันฮุย แต่ถูกปลดจากราชการในปี 1853 หลังจากที่พระนางถวายตัวแก่ราชสำนักแล้วสองปี เนื่องจากฮุ่ย เจิง เพิกเฉยหน้าที่ในการปราบกบฏไทเปในมณฑลอันฮุย และหนังสือบางเล่มกล่าวว่า ในการนี้ ฮุ่ย เจิง ต้องโทษประหารชีวิต และถูกตัดศีรษะด้วย[5]

เดือนกันยายน 1851 พระนางพร้อมด้วยเด็กสาวชาวแมนจูอีกหกสิบรายได้รับคัดเลือกเป็นพระสนมของพระเจ้าเสียนเฟิง พร้อมกับนางทาทาลา, นางเว่ย์กียา, นางหนิวฮูลู ประธานการคัดเลือกในครั้งนั้น คือ พระนางคังฉิน พระมเหสีของพระเจ้าเต้ากวง ซึ่งปกครองวังหลัง พระพันปีฉือสี่เป็นหนึ่งในไม่กี่คนจากจำนวนหกสิบรายนั้นที่ได้รับพระราชทานยศศักดิ์เป็นพระสนมจริง ๆ โดยได้รับตำแหน่ง ซิ่ว-นฺหวี่ (秀女) แปลว่า "นางงาม" และตำแหน่งพระมเหสีชั้น 5 ตามลำดับ ครั้นวันที่ 27 เมษายน ปีถัดมา ก็ประทานพระประสูติกาลแก่พระโอรสพระนามว่า ไจ้ฉุน พระโอรสนี้เป็นพระรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวของพระเจ้าเสียนเฟิงและต่อมาเสวยราชย์เป็นพระเจ้าถงจื้อ รัชกาลถัดมา ครั้งนั้น โปรดให้เลื่อนตำแหน่งพระพันปีฉือสี่ขึ้นเป็นพระมเหสีชั้น 4[6] และเมื่อองค์ชายไจ้ฉุนมีพระชนม์หนึ่งพรรษา ก็โปรดพระราชทานชื่อใหม่ให้แก่พระพันปีฉือสี่ให้ใช้เป็นชื่อตัวว่า อี้ (懿) แปลว่า "ประเสริฐ" กับทั้งให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นพระมเหสีชั้น 2 ซึ่งรองจากพระมเหสีชั้น 1 คือ พระอัครมเหสีเจิน (贞皇后)

การสวรรคตของพระเจ้าเสียนเฟิง[แก้]

เจมส์ บรูซ [20 กรกฎาคม 1811— 20 พฤศจิกายน 1863] เอิร์ลแห่งเอลกิน ผู้สำเร็จราชการมณฑลแคนาดา และผู้สำเร็จราชการอินเดียในสมัยนั้น

ในเดือนกันยายน 1860 กองทหารผสมของสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส โดยการบังคับบัญชาของเอิร์ลเจมส์ บรูซ (อังกฤษ: James Bruce) เข้าโจมตีกรุงปักกิ่งโดยมีสาเหตุเนื่องมาจากสงครามฝิ่น และในเดือนถัดมากองผสมก็สามารถยึดกรุงได้และเผาทำลายหมู่พระราชวังฤดูร้อนจนย่อยยับ ทั้งนี้ เพื่อตอบโต้จีนที่ได้สั่งให้จับกุม คุมขัง และทรมานชาวต่างชาติทั้งปวงในจักรวรรดิ นักโทษคนสำคัญคือ แฮร์รี พากส์ (อังกฤษ: Harry Parkes) ราชทูตอังกฤษ ระหว่างนั้น พระเจ้าเสียนเฟิงได้เสด็จลี้ภัยพร้อมด้วยข้าราชการบริพารทั้งมวลจากกรุงปักกิ่งไปประทับยังพระราชวังที่เมืองเฉิงเต๋อ (จีน: 承德; พินอิน: Chéngdé) มณฑลเหอเป่ย์[7] ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเมื่อทรงรับทราบว่าหมู่พระราชวังอันวิจิตรและเป็นที่ทรงรักยิ่งพินาศลงสิ้น ก็ประชวรพระโรคสมองเสื่อม (อังกฤษ: dementia) และภาวะซึมเศร้า มีรับสั่งให้ถวายน้ำจันทน์และฝิ่นมิได้ขาด ทำให้พระพลานามัยเสื่อมทรามลงตามลำดับ[8]

วันที่ 22 สิงหาคม 1861 พระเจ้าเสียนเฟิงเสด็จสวรรคต ณ พระราชวังที่เมืองเฉิงเต๋อ ทั้งนี้ ก่อนจะสวรรคตได้ทรงเรียกประชุมเสนาบดีสำคัญจำนวนแปดคน และตั้งให้เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีซู่ ชุ่น (肃顺) เป็นประธาน และมีไจ่-ยฺเหวียน (載垣) และตฺวันหฺวา (端華) เป็นรองประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยการและสนับสนุนพระเจ้าแผ่นดินใหม่ให้ขึ้นทรงราชย์โดยเรียบร้อย เนื่องจากขณะนั้นองค์ชายไจ้ฉุน พระรัชทายาท มีพระชันษาเพียงห้าพรรษาเท่านั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้พระอัครมเหสีเจิน และพระมเหสีชั้น 2 หรือพระพันปีฉือสี่ เฝ้าฯถึงพระบรรจถรณ์ และพระราชทานตราประทับให้ทั้งสองเพื่อให้ร่วมมือกันอภิบาลดูแลพระเจ้าแผ่นดินน้อยได้เจริญพระชันษาขึ้นอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังเพื่อให้พระมเหสีทั้งสองคอยตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย[9]

ภายหลังจากที่พระเจ้าเสียนเฟิงเสด็จสวรรคตแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยของพระมเหสีทั้งสอง โดยพระอัครมเหสีเจิน พระชนมายุยี่สิบห้าพรรษา เป็นพระพันปีหลวงฉืออัน (慈安皇太后) ส่วนพระพันปีฉือสี่ ซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งพระมเหสีชั้น 2 และมีพระชันษายี่สิบเจ็ดนั้น เป็นพระพันปีหลวงฉือสี่ (慈禧皇太后) ทั้งนี้ คำว่า "ฉืออัน" หมายความว่า "ผู้พร้อมไปด้วยมาตุคุณและความสงบ" ส่วน "ฉือสี่" แปลว่า "ผู้พร้อมไปด้วยมาตุคุณและโชค" นอกจากนี้ ในประเทศจีนยังนิยมเรียกพระพันปีทั้งสอง โดยเรียกพระพันปีฉืออันว่า พระพันปีบูรพา เนื่องจากมักประทับพระราชวังจงฉุยในฟากตะวันออก และเรียกพระพันปีฉือสี่ว่า พระพันปีปัจฉิม เนื่องจากมักประทับพระราชวังฉู่ซิ่วในฟากตะวันตก

รัฐประหารซินโหย่ว[แก้]

พระพันปีฉืออัน [1765— 8 เมษายน 1881]

เหตุการณ์ในเมืองเฉิงเต๋อ ขณะที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กำลังเตรียมการอัญเชิญพระบรมศพกลับกรุงปักกิ่งนั้น พระพันปีฉือสี่ได้ทรงเตรียมการยึดอำนาจเช่นกัน ตำแหน่งพระพันปีนั้นย่อมไม่สะดวกและไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน กับทั้งพระเจ้าแผ่นดินใหม่ก็ทรงพระเยาว์นัก ไม่อาจใช้เป็นกลไกในการยึดอำนาจบริหารราชการแผ่นดินได้ ดังนั้น พระพันปีฉือสี่จึงเสด็จไปเกลี้ยกล่อมพระพันปีฉืออันให้ทรงพระดำริถึงประโยชน์ที่ทั้งสองพระองค์จะได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ร่วมกัน ซึ่งพระพันปีฉืออันก็ทรงเห็นดีด้วย[10]

ในระยะนี้ ความตึงเครียดระหว่างคณะผู้สำเร็จราชแทนพระองค์กับพระพันปีทั้งสองพระองค์ทวีขึ้นเรื่อย ๆ คณะผู้สำเร็จราชการไม่ชอบใจในการก้าวก่ายทางการเมืองของพระพันปีฉือสี่ การเผชิญหน้าซึ่งกันบ่อยครั้งขึ้นเป็นเหตุให้พระพันปีฉือสี่มีพระราชอารมณ์ขึ้งขุ่นในคณะผู้สำเร็จราชการมากขึ้น ครั้งหนึ่งถึงกับไม่เสด็จออกขุนนางโดยทรงปล่อยให้พระพันปีฉืออันเสด็จออกเพียงพระองค์เดียว เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง พระพันปีฉือสี่ทรงรวบรวบไพร่พลเป็นการลับ ซึ่งประกอบด้วยบรรดาเสนาบดีและข้าราชการพลเรือนที่มากความสามารถ ข้าราชการทหารหลายฝ่าย และบรรดาผู้ไม่พอใจในคณะผู้สำเร็จราชการ[ต้องการอ้างอิง] เป็นต้นว่า องค์ชายกงชั้นหนึ่ง (恭亲王) ผู้เป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่หกของพระเจ้าเต้ากวง มีพระสันดานทะเยอทะยาน และทรงถูกคณะผู้สำเร็จราชการกีดกันจากอำนาจบริหาราชการแผ่นดิน[ต้องการอ้างอิง] และองค์ชายฉุนชั้นหนึ่ง (醇亲王) พระอนุชาขององค์ชายกง

ในระหว่างที่ฝ่ายพระพันปีฉือสี่กำลังเตรียมการรัฐประหารกันนี้ ได้มีฎีกามาจากมณฑลชานตงทูลเกล้าฯ ถวายพระพันปีฉือสี่ขอพระราชทานให้ทรงว่าราชการหลังม่าน ฎีกาฉบับเดียวกันยังขอให้องค์ชายกงทรงเข้าร่วมบริหารราชการแผ่นดินเฉกเช่นผู้อภิบาลพระเจ้าถงจื้อด้วย[ต้องการอ้างอิง]

เป็นประเพณีที่พระพันปีทั้งสองพระองค์จะต้องเสด็จนิวัตกรุงปักกิ่งพร้อมข้าราชบริพารก่อนขบวนพระบรมศพ เพื่อไปทรงอำนวยการเตรียมพระราชพิธีต่าง ๆ ในกรุง และในการเสด็จนิวัตนี้ ไจ่-ยฺเหวียน และตฺวันหฺวา ผู้สำเร็จราชการได้โดยเสด็จด้วย ส่วนซู่ ชุ่น และผู้สำเร็จราชการที่เหลือจะได้กำกับขบวนอัญเชิญพระบรมศพกลับไปทีหลัง ซึ่งเป็นผลดีต่อพระพันปีฉือสี่เพราะจะได้ทรงใช้เวลาที่เหลือเตรียมการให้รัดกุมยิ่งขึ้น กับทั้งจะได้เป็นที่วางพระราชหฤทัยว่าผู้สำเร็จราชการจะไม่อาจคิดการใด ๆ ได้ตลอดรอดฝั่งเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันครบจำนวน

เมื่อขบวนอัญเชิญพระบรมศพถึงพระนคร ผู้สำเร็จราชการทั้งแปดคนก็ถูกจับกุมโดยพลัน พระพันปีฉือสี่โดยการสมรู้ร่วมคิดกับองค์ชายกง ออกประกาศว่าด้วยความผิดของบุคคลดังกล่าวแปดข้อหา เป็นต้นว่า คบคิดกับชาวต่างชาติให้เข้าปล้นเมืองจนเป็นเหตุให้พระเจ้าเสียนเฟิงต้องเสด็จลี้ภัย เปลี่ยนแปลงพระราชประสงค์จนส่งผลให้สวรรคต และลักลอบใช้อำนาจในพระนามาภิไธยของพระพันปีทั้งสองโดยไม่ชอบ[11] จากนั้นได้มีพระราชเสาวนีย์โปรดให้พ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการทั้งคณะ และพระราชทานโทษประหารชีวิตแก่ซู่ ชุ่น ส่วนผู้สำเร็จราชการคนที่เหลือ พระราชทานแพรขาวให้กระทำอัตวินิบาตกรรม ทั้งนี้ พระพันปีฉือสี่ไม่ทรงเห็นด้วยที่จะให้ประหารชีวิตสมาชิกในครอบครัวของผู้สำเร็จราชการตามประเพณี "ฆ่าล้างโคตร" ของราชสำนักชิงที่มักกระทำแก่ผู้เป็นกบฏ

พระพันปีฉือสี่ได้ประกาศสถาปนาพระองค์เองและพระพันปีฉืออันขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยออกว่าราชการอยู่หลังม่าน ซึ่งเป็นการขัดจารีตประเพณีของราชวงศ์ชิงที่ห้ามไม่ให้ราชนารีข้องเกี่ยวกับการเมือง พระพันปีฉือสี่จึงทรงเป็นราชนารีพระองค์แรกและพระองค์เดียวในราชวงศ์ชิงที่ออก "ว่าราชการอยู่หลังม่าน" (จีน: 垂簾聽政; พินอิน: chuí lián tīng zhèng, ฉุยเหลียนทิงเจิ้ง)[ต้องการอ้างอิง]

การรัฐประหารของพระพันปีฉือสี่ครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม "รัฐประหารซินโหย่ว" (จีน: 辛酉政變; พินอิน: Xīnyǒuzhèngbiàn, ซินโหย่วเจิ้งเปี้ยน) คำว่า "ซินโหย่ว" เป็นชื่อปีที่รัฐประหารนั้นเกิดขึ้น

การว่าราชการหลังม่าน[แก้]

รัชศกใหม่[แก้]

ชาวฮั่นที่พระพันปีฉือสี่ทรงตั้งเป็น
ผู้ว่าการมณฑลปักษ์ใต้เมื่อปี 1863
มณฑล ผู้ว่าการ
เจ้อเจียง จั่ว จงถัง (左宗棠)
เหอหนาน เจิ้ง ยฺเหวียนช่าน (鄭元善)
อันฮุย หลี่ ซู่อี๋ (李續宜)
เหอเป่ย์ หยาน ชู่เซิน (嚴樹森)
เจียงซี เฉิ่น เป่าเจิน (沈葆楨)
เจียงซู หลี่ หงจาง (李鴻章)
กวางซี หลิว ฉางโย่ว (劉長佑)
หูหนาน เหมา หงปิน (毛鴻賓)

ไม่กี่วันหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารซินโหย่ว พระพันปีฉือสี่ได้แต่งตั้งให้องค์ชายกงเป็นเสนาบดีกระทรวงอำนวยการและกระทรวงกลาโหม โดยให้ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นสองเท่าจากปรกติ กับทั้งสถาปนาพระธิดาขององค์ชายกงขึ้นเป็นองค์หญิงตำแหน่ง "กู้หรุน" (Gurun) อันเป็นตำแหน่งที่สงวนไว้พระราชทานแก่พระราชธิดาพระองค์แรกของพระอัครมเหสีเท่านั้น[ต้องการอ้างอิง] ถึงแม้องค์ชายกงจะทรงได้รับตำแหน่งสูงและมากเพียงไร พระพันปีฉือสี่ก็ทรงพยายามเลี่ยงที่จะให้องค์ชายกงมีพระอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ

ในการออกว่าราชการหลังม่านครั้งแรกของพระพันปีทั้งสองพระองค์ซึ่งประทับคู่กัน ณ พระราชบัลลังก์หลังม่าน โดยมีพระเจ้าถงจื้อซึ่งยังทรงพระเยาว์อยู่ประทับพระราชอาสน์อยู่หน้าม่านนั้น พระพันปีฉือสี่ในพระนามพระเจ้าแผ่นดินได้ตราพระราชกฤษฎีกาสำคัญสองฉบับ ฉบับแรกให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองมีพระราชอำนาจในการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับราชการบ้านเมืองได้โดยเบ็ดเสร็จ ผู้ใดจะแทรกแซงมิได้ และฉบับที่สองให้เปลี่ยนชื่อรัชกาลปัจจุบันจาก ฉีเสียง (祺祥) ที่แปลว่า "สมบูรณ์พูนสุข" เป็นถงจื้อ (同治) เนื่องจากพระพันปีฉือสี่ทรงพอพระราชหฤทัยในความหมายของชื่อนี้ ซึ่งแปลว่า การปกครองแผ่นดินด้วยกันระหว่างพระพันปีฉือสี่และพระพันปีฉืออัน มากกว่า[ต้องการอ้างอิง]

การกวาดล้างระบอบข้าราชการประจำ และกบฏเมืองแมนแดนสันติ[แก้]

นายพลเจิงกั๋วฝัน [21 พฤศจิกายน 1811 — 12 มีนาคม 1932]

พระพันปีฉือสี่เถลิงอำนาจในยามที่การเมืองของประเทศยังไม่นิ่ง อันเป็นผลมาจากการที่ข้าราชการเอาแต่ฉ้อราษฎร์บังหลวง การแทรกแซงจากต่างชาติ และสงครามฝิ่นที่ยังไม่ระงับไปเสียทีเดียวเนื่องจากกบฏเมืองแมนแดนสันติ (太平天国) ยังคงลุกลามครอบคลุมภาคใต้ของจีนอยู่ทั่วไปโดยยังคอยแบ่งแยกดินแดนทีละน้อย ๆ พระพันปีฉือสี่จึงทรงจัดให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติราชการ โดยให้ข้าราชการระดับสูงตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นไปมีหน้าที่เฝ้าทูลละอองธุรีพระบาทครั้งละรายเพื่อทรงสอบด้วยพระองค์เอง ซึ่งพระพันปีฉือสี่ก็ได้ทรง "เชือดไก่ให้ลิงดู" ด้วยการสั่งประหารชีวิตข้าราชการสองรายทันทีเมื่อทรงตรวจพบพฤติการณ์ทุจริต คือ ชิง อิ๋ง ผู้พยายามติดสินบนเพื่อตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้น และ เหอ กุ้ยชิง ผู้สำเร็จราชการมณฑลแยงซีที่เอาตัวรอดหนีไปยังอำเภอฉางโจวในขณะที่กบฏเมืองแมนฯ เข้าโจมตีมณฑลของตน[ต้องการอ้างอิง]

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่พระพันปีฉือสี่ทรงเผชิญคือ ความเสื่อมลงของระบบราชการ เนื่องจากแต่ก่อนตำแหน่งหน้าที่ราชการมักสงวนไว้แก่ชาวแมนจูซึ่งเข้าปกครองประเทศจีนเท่านั้น ส่วนชาวฮั่นซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ถึงแม้จะมีความสามารถแต่ก็ไม่อาจรับราชการในตำแหน่งสูงได้ พระพันปีฉือสี่ทรงเล็งเห็นข้อนี้ และทรงพบว่ายังมีข้าราชการทหารชาวฮั่นนายหนึ่งชื่อว่า เจิง กั๋วฝัน (曾国藩) มีความสามารถทางการทหารเป็นล้นพ้น จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีภารกิจแรกคือการปราบปรามกบฏเมืองแมนฯ โดยเร็ว[ต้องการอ้างอิง] และอีกสองถึงสามปีถัดมา พระพันปีฉือสี่ยังได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งชาวฮั่นผู้มีความสามารถสูงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดทางภาคใต้ทุกจังหวัด ซึ่งฝ่ายชาวแมนจูเองเห็นเป็นการลดทอนอำนาจตนลงไปถนัดตา

เจิงกั๋วฝันและกองทัพสามารถปราบปรามกบฏเมืองแมนฯ ได้อย่างราบคาบในเดือนกรกฎาคม 1864 ที่เมืองหนานจิง เจิงกั๋วฝันจึงได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานศักดินาระดับ "เจ้าพระยา" ของไทย ซึ่งในภาษาอังกฤษเขียนว่า "นายพล" (อังกฤษ: General)[ต้องการอ้างอิง] กับทั้งวงศาคณาญาติของเจิงกั๋วฝันและข้าราชการทหารชาวฮั่นระดับนายพลที่ร่วมป้องกันประเทศครั้งนี้ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศถาบรรดาศักดิ์โดยถ้วนหน้า[ต้องการอ้างอิง]

เนื่องเพราะกบฏเมืองแมนฯ มีสาเหตุมาจากการเอาใจออกห่างรัฐบาล พระพันปีฉือสี่จึงทรงพระปริวิตกเกี่ยวกับภัยคุกคามภายในต่อพระราชอำนาจของพระองค์ โดยเฉพาะองค์ชายกงซึ่งทรงมีคนจงรักภักดีเกือบครึ่งประเทศ ทำให้ต้องทรงเฝ้าระวังองค์ชายกงเป็นพิเศษ[ต้องการอ้างอิง] และด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าองค์ชายกงจะได้ทรงปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นที่น่าพอใจถึงขนาดที่ได้รับพระราชทานบำเหน็จตอบแทนและประโยชน์อื่นมากมาย แต่เมื่อขุนนางไช่เช่าฉี (พินอิน: Cai Shaoqi) ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอให้ทรงปลดองค์ชายกงออกจากตำแหน่งทั้งปวงทางราชการเสีย ก็ทรงพระกรุณาให้รับเรื่องไว้พิจารณาทันที ฝ่ายองค์ชายกงไม่ทรงเห็นว่าฎีกาดังกล่าวสลักสำคัญอย่างไร เพราะมีพระดำริว่าทรงมีพรรคพวกและผู้สนับสนุนพอสมควรแล้ว ครั้นเดือนเมษายน 1865 พระพันปีฉือสี่ประกาศความผิดขององค์ชายกง ข้อหนึ่งในรายการอันยาวเหยียดนั้นว่า เพราะองค์ชายกงทรงประพฤติไม่บังควรหน้าที่นั่งหลายครั้งหลายครา สุดที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองจะทรงอดกลั้นไว้ได้อีก แล้วจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้องค์ชายกงพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ทางราชการทั้งปวง แต่ให้ทรงดำรงพระยศองค์ชายต่อไปได้[12]

การปลดองค์ชายกงยังให้เกิดความสนเท่ห์ในหมู่ข้าราชการยิ่งนัก และโดยการนำขององค์ชายอี้ชงชั้นหนึ่ง (奕誴亲王) และองค์ชายฉุนชั้นหนึ่ง (醇亲王) พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่ห้าและที่เจ็ดในพระเจ้าเต้ากวง ได้มีการเข้าชื่อกันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานให้ทรงคืนตำแหน่งหน้าที่แก่องค์ชายกงดังเดิม ซึ่งพระพันปีฉือสี่ได้ทรงคืนตำแหน่งเสนาบดีต่างประเทศให้แก่องค์ชายกงเพียงตำแหน่งเดียว และนับแต่นั้นมา องค์ชายกงก็ไม่ได้ทรงมีบทบาททางการเมืองอีกเลย

อิทธิพลจากต่างชาติ[แก้]

หลี่ หงจาง [15 กุมภาพันธ์ 1793— 7 พฤศจิกายน 1901]
จั่วจงถัง (10 พฤศจิกายน 1792—5 กันยายน 1855), วาดในปี 1895

พระพันปีฉือสี่เถลิงอำนาจในยามที่ยุทธนาการของจีนล้วนพ้นสมัย และที่สำคัญ จีนไม่คบค้าสมาคมกับมหาอำนาจทางตะวันตก เป็นเหตุให้ขาดการติดต่อแลกเปลี่ยนวิทยาการอันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศ กับทั้งโดยที่ทรงเล็งเห็นว่า ไม่มีทางที่เศรษฐกิจอันมีการกสิกรรมเป็นหลักของจีนจะไปสู้เศรษฐกิจอันมีอุตสาหกรรมเป็นหลักของชาติตะวันตกได้ พระพันปีฉือสี่จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยให้ริเริ่มเรียนรู้และรับเอาวิทยาการตะวันตก นโยบายในการบริหารประเทศเช่นนี้มีขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐราชาธิปไตยจีน[ต้องการอ้างอิง] โดยได้มีพระราชเสาวนีย์ให้ข้าราชการชาวฮั่นคนสำคัญอันได้แก่ เจิงกั๋วฝัน, หลี่ หงจาง (จีน: 李鴻章; พินอิน: Lǐ Hóngzhāng) และ จั่วจงถัง (จีน: 左宗棠; พินอิน: Zuǒ Zōngtáng) ไปร่างและควบคุมโครงการด้านอุตสาหกรรมในภาคใต้ของประเทศ

เพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว ในปี 1863 ผู้สำเร็จราชการแทนพระองคฺ์ทั้งสองจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งวิทยาลัยถงเหวินกว่าน (จีน: 同文館; พินอิน: Tóng Wén Guǎn; "วิทยาลัยสหวิทยาการ") ขึ้นในกรุงปักกิ่ง เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ภาษาตะวันตก และต่อมาได้ขยายครอบคลุมถึงการเรียนรู้วิทยาการและนวัตกรรมต่างประเทศด้วย[13]

วิทยาลัยถงเหวินกว่านเปิดสอนภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษารัสเซีย และภาษาญี่ปุ่น กับทั้งเคมี แพทยศาสตร์ กลศาสตร์ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และกฎหมายนานาชาติ โดยรัฐบาลว่าจ้างผู้ชำนัญพิเศษชาวต่างชาติเป็นอาจารย์[14] กระนั้น ถงเหวินกว่านไม่ใช่วิทยาลัยแรกที่เปิดสอนภาษาต่างประเทศในจีน เพราะก่อนหน้านี้ในสมัยราชวงศ์หมิงได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยเอ๋อหลัวซีกว่าน (จีน: 俄羅斯館; พินอิน: É Luó Sī Guǎn; "วิทยาลัยรัสเซีย") ขึ้นเมื่อปี 1708 เพื่อสอนวิชาการแปลและการเป็นล่ามภาษาเอเชียทั้งหลาย ซึ่งต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาให้วิทยาลัยถงเหวินกว่างรับวิทยาลัยเอ๋อโหล๋วสีกว่านเข้าสมทบ [15] ปัจจุบัน วิทยาลัยถงเหวินกว่างสังกัดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง

อนึ่ง ในครั้งนั้นยังได้มีการจัดส่งชายหนุ่มจำนวนหนึ่งไปศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศอีกด้วย

อย่างไรก็ดี นโยบายของรัฐบาลจีนดังกล่าวดำเนินไปได้ไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากด้านการทหารนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปใหม่ทั้งระบบ แต่พระพันปีฉือสี่กลับทรงแก้ไขปัญหาด้วยการซื้อเรือรบเจ็ดลำจากสหราชอาณาจักร อันเรือรบนั้นเมื่อมาเทียบท่าจีนก็ได้บรรทุกกะลาสีชาวอังกฤษซึ่งอยู่ในบังคับของอังกฤษมาด้วยเต็มลำ ชาวจีนเห็นว่าการที่สหราชอาณาจักรทำดังกล่าวเป็นการยั่วโมโห เพราะเรือเป็นของจีนซึ่งถือตนว่าเป็นศูนย์กลางของโลก มีฐานะและเกียรติยศสูงส่ง แต่กลับเอาต่างชาติซึ่งจีนเห็นว่าเป็นอนารยชนทุกชาติไปนั้นมาใส่ จีนจึงให้สหราชอาณาจักรเอาเรือกลับคืนไปทุกลำ เรือนั้นเมื่อกลับไปแล้วก็นำไปประมูลต่อไป และการกระทำของรัฐบาลจีนครั้งนี้ก็เป็นที่ขบขันของชาติตะวันตกอยู่ระยะหนึ่ง[ต้องการอ้างอิง]

ส่วนด้านวิชาการนั้นก็ประสบอุปสรรค เนื่องจากพระราชอัธยาศัยและวิธีการคิดเก่า ๆ แบบอนุรักษนิยมของพระพันปีฉือสี่ที่ทรงพระกังวลเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระองค์ว่าจะถูกลิดรอนไป[ต้องการอ้างอิง]

ในการก่อสร้างทางรถไฟหลวงนั้น พระพันปีฉือสี่ไม่พระราชทานพระราชานุมัติ โดยทรงอ้างว่าเสียงอันดังของรถไฟอาจไปรบกวนบรรดาบูรพกษัตริย์ที่บรรทมอยู่ในสุสานหลวง กระทั่งปี 1877 ได้ทรงเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีรถไฟในจักรวรรดิตามคำกราบบังคมทูลของหลี่ หงจาง จึงพระราชทานพระราชานุมัติให้จัดสร้างได้ แต่ต้องเป็นรถไฟแบบม้าลาก[16]

พระพันปีฉือสี่ยังทรงหวั่นเกรงแนวคิดเสรีนิยมของผู้ที่ไปเล่าเรียนต่างประเทศกลับมา เนื่องจากทรงเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นภัยรูปแบบใหม่ที่จะคุกคามพระราชอำนาจของพระองค์ ดังนั้น ในปี 1881 จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้เลิกจัดส่งเด็กหนุ่มไปเล่าเรียนยังต่างประเทศ และพระราชอัธยาศัยเปิดกว้างที่ทรงมีต่อต่างชาติก็ค่อย ๆ ตีบแคบลงนับแต่นั้น[ต้องการอ้างอิง]

การบรรลุนิติภาวะของพระเจ้าถงจื้อ[แก้]

สำหรับด้านการอภิบาลพระเจ้าถงจื้อนั้น พระพันปีฉือสี่ทรงเข้มงวดกวดขันพระเจ้าแผ่นดินในทุก ๆ ด้านอย่างยิ่ง โดยด้านการศึกษา ทรงเลือกสรรและแต่งตั้งราชครูสำหรับพระเจ้าแผ่นดินด้วยพระองค์เอง ราชครูทูลเกล้าฯ ถวายการสอนวิชาวรรณกรรมคลาสสิก และให้ทรงศึกษาคัมภีร์โบราณ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงสนพระราชหฤทัยแม้แต่น้อย พระพันปีฉือสี่จึงทรงเข้มงวดกับพระราชโอรสกว่าเดิมเพื่อให้ทรงใฝ่พระราชหฤทัยศึกษาเพื่อพระเจ้าแผ่นดินเอง

ราชครูเวิง ถงเหอ (จีน: 翁同龢; พินอิน: Wēng Tónghé) บันทึกไว้ว่า พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงสามารถอ่านหนังสือได้จบประโยคแม้จะมีพระชนมพรรษาสิบหกพรรษาแล้วก็ตาม[ต้องการอ้างอิง] ทำให้พระพันปีฉือสี่ทรงพระปริวิตกเกี่ยวกับความหย่อนพระปรีชาสามารถของพระเจ้าแผ่นดินอย่างยิ่ง

การอภิเสกสมรส[แก้]

ถงจื้อ [27 เมษายน 1856—12 มกราคม 1875]

ในปี 1872 เมื่อพระเจ้าถงจื้อมีพระชนมพรรษาได้ 17 พรรษา พระพันปีทั้งสองพระองค์ต่างมีพระราชประสงค์จะให้ได้ทรงอภิเสกสมรสกับสตรีที่ตนคัดสรรเอาไว้แล้ว

ด้านพระพันปีฉืออันนั้น ทรงหมายพระเนตรสตรีแมนจูผู้มากคุณสมบัตินางหนึ่งจากสกุล “อาหลู่เท่อ” (阿魯特) นางอาหลู่เท่อนั้นเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีการศึกษาสูง บิดาเป็นข้าราชการระดับสูงและมากความสามารถหลายด้านชื่อว่า ”ฉงฉี่” (崇绮) นางได้รับการอบร่มบ่มเพาะมาอย่างดี มีความสามารถมากเช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว ประวัติศาสตร์บันทึกว่านางมีความสามารถโดดเด่นทางด้านการประพันธ์ วรรณกรรม การดนตรี และศิลปะ และยังบันทึกอีกว่านางสามารถอ่านหนังสือสิบบรรทัดได้ในหนึ่งกะพริบตาเท่านั้น ด้านพระพันปีฉือสี่นั้น มีพระราชดำริจะให้พระเจ้าแผ่นดินได้อภิเสกสมรสกับข้าหลวงในพระองค์นางหนึ่งจากสกุล “ฝูฉา” (富察) ทำให้พระพันปีทั้งสองทรงผิดพระราชหฤทัยกัน พระพันปีฉือสี่ซึ่งมีพระราชดำริว่าพระพันปีฉืออันเป็นสตรีโง่เขลาแต่เมื่อนานมาแล้วก็ไม่พอพระราชหฤทัยพระพันปีฉืออันยิ่งขึ้น ด้านพระพันปีฉืออันนั้นก็ได้ตรัสบริภาษพระพันปีฉือสี่ว่าควรมีจริยธรรมในการปกครองครอบครัวมากกว่านี้ เพราะสตรีที่พระพันปีฉือสี่ทรงคัดเลือกไว้นั้นมีชาติตระกูลและคุณสมบัติต่ำกว่าสตรีที่พระพันปีฉืออันทรงเลือกไว้อย่างเห็นได้ชัด

ความขัดแย้งดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อพระเจ้าถงจื้อมีพระราชวินิจฉัยเลือกนางอาหลู่เท่อเป็นพระอัครมเหสี โดยโปรดให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรสขึ้นในวันที่ 15 กันยายน 1872 และมีพระบรมราชโองการให้สถาปนานางอาหลู่เท่อขึ้นเป็นพระอัครมเหสี มีพระนามาภิไธยว่า เจียชุ่น (嘉顺) ส่วนสตรีที่พระพันปีฉือสี่ทรงเลือกสรรไว้นั้น โปรดรับเอาไว้เป็นพระชายา

เดือนพฤศจิกายน 1873 พระเจ้าถงจื้อมีพระชนมพรรษาครบสิบแปดพรรษา ซึ่งถือว่าทรงบรรลุนิติภาวะและทรงสามารถบริหารพระราชภาระได้โดยพระองค์เองแล้ว อันหมายความว่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองก็จะพ้นจากตำแหน่งโดยนิตินัย แต่โดยพฤตินัยแล้ว พระพันปีฉือสี่ยังทรงกำกับการบริหารราชการแผ่นดินอยู่เช่นเคย เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่พระสำราญกับนางใน หาได้เอาใจใส่กิจการบ้านเมืองอย่างเต็มที่ไม่

พระพันปีฉือสี่พระราชทานพระราโชวาทแก่พระเจ้าถงจื้อและพระนางเจียชุ่นว่าทั้งสองพระองค์ยังทรงอ่อนพระชนมพรรษาเกินไป สมควรกลับไปทรงศึกษาวิธีการบริหารบ้านเมืองให้บังเกิดประสิทธิผลให้ทรงเข้าพระทัยอย่างถ่องแท้เสียก่อน สมควรแล้วที่พระพันปีฉือสี่จะได้ทรงยื่นพระหัตถ์เข้ามาช่วยกำกับราชการ พระพันปีฉือสี่ยังได้ทรงส่งขันทีในพระองค์ปลอมปนเข้าไปสอดแนมความเคลื่อนไหวของฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ทรงทราบว่า ทั้งสองพระองค์ไม่ทรงนำพาพระราโชวาทดังกล่าว ก็มีพระราชเสาวนีย์เป็นเด็ดขาดให้พระเจ้าแผ่นดินเอาใจใส่พระราชภาระให้มากขึ้น ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินก็ได้แต่ทรงตกปากรับคำ

การบริหารราชการของพระเจ้าถงจื้อ[แก้]

ระหว่างที่พระเจ้าแผ่นดินทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองในปี 1873— 1875 ได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการปฏิสังขรณ์พระราชวิสุทธอุทยาน (圆明园) ที่ถูกกองผสมนานาชาติเผาทำลายไปในสงครามฝิ่น โดยทรงปรารภว่าเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเป็นของขวัญแด่พระพันปีทั้งสองพระองค์ ทั้งนี้ พระราชวิสุทธอุทยานตั้งอยู่ตอนเหนือของกรุงปักกิ่ง และได้รับการขนานนามจากนานาชาติว่าเป็น "ยอดอุทยาน"[ต้องการอ้างอิง] ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า ความจริงแล้วพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์จะให้พระพันปีฉือสี่เสด็จแปรพระราชฐานไปให้ไกลจากพระราชวังหลวง เพื่อที่จะได้ทรงบริหารพระราชภาระได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดคอยควบคุมอีกต่อไป[ต้องการอ้างอิง]

อนึ่ง ในระยะดังกล่าว พระคลังมหาสมบัติร่อยหรอลงไปจนเหลือเพียงน้อยนิดเนื่องเพราะใช้จ่ายไปการสงครามกับต่างชาติและการปราบปรามอั้งยี่ซ่องโจรภายใน พระเจ้าแผ่นดินจึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้คณะกรรมการบริหารพระคลังมหาสมบัติกระทำการใด ๆ ให้ได้มาสู่พระคลังซึ่งเงินและทรัพย์สิน กับทั้งรับสั่งให้พระบรมวงศ์ ข้าราชการชั้นสูง และผู้มีบรรดาศักดิ์ทั้งปวงช่วยกันบริจาคเงินและทรัพย์สินให้แก่พระคลัง ในการนี้ ยังได้ทรงติดตามและตรวจสอบผลการดังกล่าวด้วยพระองค์เองด้วย

อย่างไรก็ดี พระเจ้าแผ่นดินไม่มีพระราชขันติเพียงพอต่อความคับข้องพระราชหฤทัยในอันที่ถูกพระราชชนนีบริภาษและบังคับเคี่ยวเข็ญ กับทั้งมีพระราชดำริว่าพระองค์ทรงโดดเดี่ยวเปลี่ยวพระราชหฤทัยเกินไป จึงทรงระบายพระราชอารมณ์บ่อย ๆ ด้วยการทรงโบยขันทีอย่างรุนแรงด้วยพระองค์เองสำหรับความผิดเล็กน้อย อันเป็นผลจากพระโทสะที่ร้ายกาจขึ้นเพราะความบกพร่องลงของพระขันติดังกล่าว[ต้องการอ้างอิง] นอกจากนี้ ด้วยความช่วยเหลือและชักชวนของบรรดาขันทีและองค์ชายไจ้เชิง พระโอรสพระองค์แรกขององค์ชายกง และพระสหายคนสนิทของพระเจ้าถงจื้อ จึงทรงสามารถเสด็จออกไปทรงพระสำราญพระราชหฤทัยนอกพระราชวังได้บ่อยครั้ง โดยทรงพระภูษาเช่นสามัญชนแล้วลอบเสด็จฯออกจากพระราชวังในยามเย็นเพื่อไปประทับอยู่ ณ หอคณิกาตลอดคืน[ต้องการอ้างอิง]

เนื่องเพราะ "ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดก็ไม่มิด" พฤติกรรมทางเพศดังกล่าวของพระเจ้าแผ่นดินจึงเป็นที่โจษจันตลอดทั้งชาววังถึงชาวบ้านร้านตลาด และยังได้รับการบันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์จีนหลายฉบับด้วย[ต้องการอ้างอิง] ดังนั้น ในเดือนสิงหาคม 1874 บรรดาพระบรมวงศ์ตลอดจนข้าราชการและพนักงานของรัฐชั้นผู้ใหญ่ที่ต่างระอาในพระเจ้าแผ่นดิน จึงพากันเข้าชื่อกันทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำเพื่อให้ทรงนำพาราชการไปให้ตลอดรอดฝั่ง และขอพระราชทานให้ทรงงดการปฏิสังขรณ์พระราชวิสุทธอุทยานเสีย ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงสบพระราชอารมณ์อย่างยิ่ง มีพระบรมราชโองการให้ปลดองค์ชายกงซึ่งทรงร่วมเข้าพระนามด้วย ออกเสียจากฐานันดรศักดิ์ในพระราชวงศ์ กลายเป็นสามัญชน ไม่กี่วันถัดจากนั้นได้มีพระบรมราชโองการให้ปลด องค์ชายตุน (จีน: ; พินอิน: Dūn) , องค์ชายฉุน, องค์ชายอี้จวน (พินอิน: Yizuan) , องค์ชายอี้ฮุย (พินอิน: Yihui) , องค์ชายชิง (พินอิน: Qing) ตลอดจนข้าราชการและรัฐบุรุษคนอื่น ๆ ที่เข้าชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาดังกล่าว เช่น นายพลเจิงกั๋วฝัน, หลี่ หงจาง , เหวินเสียง (จีน: 文祥; พินอิน: Wén Xiáng) ฯลฯ ออกจากจากฐานันดรศักดิ์ในพระราชวงศ์ บรรดาศักดิ์ และตำแหน่งหน้าที่ทางราชการทั้งสิ้น

พระพันปีฉือสี่และพระพันปีฉืออันทรงทราบความโกลาหลในพระราชสำนักแล้ว ก็เสด็จออก ณ ท้องพระโรงด้วยกันขณะที่พระจักพรรดิถงจื้อทรงออกขุนนาง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์รัฐราชาธิปไตยจีน[ต้องการอ้างอิง] ทั้งสองพระองค์ตรัสบริภาษพระเจ้าแผ่นดิน พร้อมมีพระราโชวาทแนะนำให้ทรงยกเลิกพระบรมราชโองการปลดพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเหล่านั้นเสีย เป็นเหตุให้พระเจ้าแผ่นดินทรงเสียพระราชหฤทัยนักที่ไม่อาจทรงบริหารพระราชอำนาจได้อย่างเด็ดขาด และทรงระบายพระราชอารมณ์ด้วยการเสด็จประทับโรงหญิงนครโสเภณีเช่นเดิมอีก

การสวรรคตของพระเจ้าถงจื้อ[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: พระพันปีฉืออัน

หลังจากนั้นเป็นที่ร่ำลือทั่วกันว่า พระเจ้าแผ่นดินประชวรพระโรคซิฟิลิส ซึ่งโบราณเรียก “โรคสำหรับบุรุษ” เกิดจากการสัมผัสหรือร่วมประเวณีกับผู้ป่วยโรคนี้ พระพันปีฉือสี่จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้คณะแพทย์หลวงเข้าตรวจพระอาการ พบว่าพระเจ้าแผ่นดินประชวรพระโรคซิฟิลิสจริง[ต้องการอ้างอิง] เมื่อทรงทราบแล้วพระพันปีฉือสี่ทรงเตือนให้คณะแพทย์เก็บงำความข้อนี้เอาไว้ เพราะเรื่องดังกล่าวย่อมเป็นความอื้อฉาวน่าอดสูขนานใหญ่ คณะแพทย์จึงจัดทำรายงานเท็จเกี่ยวกับพระอาการแทน โดยรายงานว่าพระเจ้าแผ่นดินประชวรไข้ทรพิษ และถวายการรักษาตามพระอาการไข้ทรพิษ อันไข้ทรพิษนั้นมีลักษณะและอาการแต่ผิวเผินคล้ายคลึงกับโรคซิฟิลิส และชาวจีนยังนิยมว่าผู้ป่วยเป็นเป็นไข้ทรพิษถือว่ามีโชค[ต้องการอ้างอิง]

อย่างไรก็ดี เมื่อพระเจ้าแผ่นดินประชวรนั้น พระพันปีฉือสี่ได้ทรงประกาศในพระนามพระเจ้าแผ่นดินว่า พระเจ้าแผ่นดินประชวรไข้ทรพิษ ถือเป็นมงคลแก่บ้านเมือง[ต้องการอ้างอิง] และในระหว่างการรักษาพระองค์นี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระพันปีฉือสี่และพระพันปีฉืออันเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน ซึ่งนับได้ว่าพระพันปีฉือสี่กลับเข้าดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกครั้ง

โดยที่คณะแพทย์ถวายการรักษาพระอาการไข้ทรพิษเพื่อตบตาผู้คน แต่ความจริงแล้วทรงเป็นซิฟิลิส พระเจ้าถงจื้อจึงเสด็จสวรรคตใน13 มกราคม|วันที่ 13 มกราคม 1875

เมื่อพระเจ้าถงจื้อเสด็จสวรรคตแล้ว พระพันปีฉือสี่ทรงพระพิโรธว่าเป็นความผิดของพระอัครมเหสีเจียชุ่น และมีพระราชเสาวนีย์ให้ตัดข้าวตัดน้ำพระอัครมเหสีนับแต่นั้น พระอัครมเหสีจึงลอบส่งลายพระหัตถ์ไปถึงพระราชบิดาขอให้ช่วย ซึ่งพระราชบิดาทรงตอบกลับมาด้วยความจนปัญญาว่า "ทรงพระปรีชาอยู่แล้ว" (皇后圣明) พระอัครมเหสีจึงทรงกระทำอัตวินิบาตกรรม ซึ่งพระพันปีฉือสี่ได้มีรับสั่งให้จัดพระราชพิธีพระบรมศพถวายอย่างสมพระเกียรติ และให้ประกาศว่าพระอัครมเหสีทรงกระทำเช่นนั้นด้วยความ "รักและคิดถึง" พระราชภัสดาอย่างยิ่งยวด

การเป็นผู้สำเร็จราชการอีกหน[แก้]

การเผชิญหน้ากับโลกใหม่[แก้]

พระเจ้ากวังซฺวี่ [14 สิงหาคม 1871— 14 พฤศจิกายน 1908]

ด้วยถงจื้อมิได้ทรงตั้งรัชทายาทไว้ และในการเฟ้นหาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการสืบราชสันตติวงศ์ก็ไม่อาจหาพระราชวงศ์ในลำดับชั้นสูงกว่าพระเจ้าแผ่นดินคือที่ประสูติก่อนพระเจ้าแผ่นดินได้ จึงจำต้องคัดเลือกจากผู้มีประสูติกาลในรุ่นเดียวกับหรือรุ่นหลังจากรุ่นดังกล่าว พระพันปีฉือสี่จึงทรงเห็นชอบให้[[พระเจ้ากวังซฺวี่|องค์ชายไจ้เทียน พระโอรสในองค์ชายฉุน (จีน: 醇贤亲王; พินอิน: Chún Xián Qīn Wáng) กับพระขนิษฐภคินีของพระพันปีฉือสี่ พระชนม์สี่พรรษา เสวยราชย์เป็นรัชกาลถัดมา โดยให้เริ่มปีที่ 1 แห่งรัชศก "กวังซฺวี่" อันมีความหมายว่า "รัชกาลอันรุ่งเรือง" ในปี 1875 เมื่อพระพันปีฉือสี่มีพระราชเสาวนีย์ดังนั้น องค์ชายไจ้เทียนก็ทรงถูกนำพระองค์ไปจากพระราชฐานทันทีและนับแต่นี้ไปจนตลอดพระชนม์ก็ทรงถูกตัดขาดจากครอบครัวโดยสิ้นเชิง ทรงได้รับการศึกษาจากราชครูเวิง ถงเหอ (จีน: 翁同龢; พินอิน: Wēngtónghé) เมื่อมีพระชนม์ได้ห้าพรรษา

วันที่ 8 เมษายน 1881 ระหว่างทรงออกขุนนางตอนเช้า พระพันปีฉืออันทรงรู้สึกไม่สบายพระองค์จึงนิวัตพระราชฐาน และสวรรคตในบ่ายวันนั้น การสวรรคตโดยปัจจุบันทันด่วนของพระพันปีฉืออันสร้างความตื่นตะลึงแก่ประชาชนทั่วไป เพราะพระสุขภาพพลานามัยของพระพันปีอยู่ในขั้นดียิ่งยวดเสมอมา ครั้งนั้น เกิดข่าวลือแพร่สะพรัดทั่วไปในจีนว่าเป็นพระพันปีฉือสี่ที่ทรงวางพระโอสถพิษแก่พระพันปีฉืออัน ว่ากันว่าสาเหตุอาจเป็นเพราะกรณีประหารขันทีอันเต๋อไห่ หรือเพราะพระพันปีฉืออันทรงถือพระราชโองการจากพระเจ้าแผ่นดินในพระโกศให้มีพระราชอำนาจสั่งประหารพระพันปีฉือสี่ได้หากว่าพระนางทรงก้าวก่ายการบ้านการเมืองหรือมีพระราชวิสัยไม่เหมาะสมอย่างไร[ต้องการอ้างอิง] อย่างไรก็ดี ข่าวลือดังกล่าวยังไร้หลักฐานยืนยันข้อเท็จจริง และนักประวัติศาสตร์ไม่ยอมรับอย่างเต็มร้อยในเรื่องการวางพระโอสถพิษดังกล่าว แต่สันนิษฐานกันว่าพระพันปีฉืออันประชวรพระโรคลมปัจจุบัน

ล่าสุดไชน่านิวส์รายงานเมื่อวันอาทิตย์(2 พ.ย. 2008) ถึงผลการชันสูตรจักรพรรดิ์กวางสู(กวังซุวี่)การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จีนพบว่ามีสารหนูในปริมาณมากอยู่ในกระดูก กระเพาะอาหาร ลำคอ เส้นผม และฉลองพระองค์ของจักรพรรดิกวางสู ซึ่งจากการศึกษาใหม่ ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุว่าการสิ้นพระชนม์ขององค์จักรพรรดิเกิดจากระบบทางเดินอาหารล้มเหลวสืบเนื่องจากมีสารพิษเข้าสู่ร่างกาย พร้อมยืนยันว่าสาเหตุการสิ้นพระชนม์มาจากการลอบวางยาพบปริมาณสารหนู 201 มิลิกรัม มากกว่ามาตราฐานที่คนรับได้ถึง 2,000 เท่า โดยระดับที่ทำอันตรายให้ตายได้เพียง 60-200 มิลลิกรัมก็ตายได้

การพบสารพิษในเส้นผมและกระดูกในจำนวนมาก บ่งชี้ว่าพระองค์ได้รับสารพิษเป็นจำนวนมากลและติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งยังระบุไม่ได้ว่าพระองค์รับสารพิษโดยทางใด มีเพียงข้อสันนิฐานคือ รับมาจากการวางยาพิษ กับ รับมาโดยการเสวยยาจีน ซึ่งแทรกสารหนูและสารปรอทเป็นจำนวนมาก

นักวิจัยระบุว่า หากได้รับสารหนูเป็นระยะเวลานาน จะพบสารหนูที่ปลายและกลางเส้นผมเป็นจำนวนมาก แต่กรณีของพระองค์ กลับพบว่า ปลายรากผม มีปริมาณพิษอยู่จำนวนมาก ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า พระองค์ถูกลอบวางยาพิษ ทำให้ข้อสงสัยการลอบวางยาพิษพระพันปีฉืออันมีน้ำหนักมากขึ้น ศาสตร์สมัยนั้น[ต้องการอ้างอิง] การทิวงคตของพระพันปีฉืออันส่งผลให้พระพันปีฉือสี่ทรงเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียวอย่างเต็มพระองค์

เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องว่า ในขณะที่ทหารเรือจีนพ่ายแพ้[[สงครามจีน-ญี่ปุ่น 1897 อย่างราบคาบและสูญเสียอาวุธยุโธปกรณ์สมัยใหม่ไปมากในครั้งนี้ พระพันปีฉือสี่แทนที่จะทรงอนุมัติงบประมาณไปปรับปรุงกองทัพ กลับนำไปปฏิสังขรณ์พระราชวังฤดูร้อนส่วนพระองค์ ซึ่งความจริงแล้ว เงินงบประมาณดังกล่าวตั้งไว้สำหรับพระราชทานแก่พระราชวงศ์และข้าราชการต่าง ๆ เป็นบำเหน็จในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เพื่อนำเงินไปปรับปรุงกองทัพ พระพันปีฉือสี่จึงมีพระราชเสาวนีย์โปรดให้ยกเลิกงานแซยิดของพระองค์อันกำหนดให้จัดขึ้นในปีถัดมา ยังให้บุคคลหลายฝ่ายไม่พอใจเพราะมิได้รับเงินบำเหน็จดังกล่าว[ต้องการอ้างอิง] ส่วนเงินที่นำไปปรับปรุงพระราชวังพระพันปีฉือสี่นั้นได้แก่เงินสิบล้านตำลึงซึ่งพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระพันปีฉือสี่ในวันแซยิดของพระพันปีฉือสี่เมื่อ 1895 นอกจากนี้ ในครั้งนั้น องค์ชายจุน พระชนกของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งทรงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือจีนแทนองค์ชายกงที่ทรงถูกปลดไปเป็นองคมนตรีเหตุเพราะไม่อาจทรงนำชัยในสงครามจีน-ฝรั่งเศสมาได้ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายงบประมาณของกองทัพเรือไปสมทบทุนการปฏิสังขรณ์พระราชวังเอง เพราะทรงต้องการช่วยให้พระโอรสมีพระราชอำนาจในการบริหารราชการอย่างเต็มที่ โดยให้พระพันปีฉือสี่แปรพระราชฐานไปยังพระราชวังฤดูร้อน จะได้ไม่ต้องอยู่ใกล้กับราชการแผ่นดินอีก ซึ่งพระพันปีฉือสี่ก็มิได้ทรงปฏิเสธการปฏิสงขรณ์พระราชวังถวายแต่อย่างใด

การเสวยราชย์ของพระเจ้ากวังซฺวี่[แก้]

1887 หลังจากที่พระเจ้ากวังซฺวี่มีพระชนมพรรษาได้สิบหกพรรษา เป็นการทรงบรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้โดยลำพัง พระพันปีฉือสี่จึงมีประกาศพระราชเสาวนีย์ให้จัดพระราชพิธีเถลิงถวัลยราชสมบัติ อย่างไรก็ดี ด้วยความเกรงพระทัยและพระราชอำนาจของพระพันปีฉือสี่ บรรดาข้าราชการ นำโดยองค์ชายฉุน (จีน: 醇贤亲王; พินอิน: Chún Xián Qīn Wáng) และราชครูเวิง ถงเหอ (จีน: 翁同龢; พินอิน: Wēngtónghé) ซึ่งต่างคนต่างก็มีความมุ่งประสงค์ต่างกันไป ได้พากันคัดค้านและเสนอให้เลื่อนเวลาเสวยพระราชอำนาจตามลำพังของพระเจ้าแผ่นดินออกไปก่อนโดยให้เหตุผลว่ายังทรงพระเยาว์นัก พระพันปีฉือสี่ก็ทรงสนองคำเสนอดังกล่าว และมีประกาศพระราชเสาวนีย์ความว่า ด้วยพระเจ้าแผ่นดินยังทรงพระเยาว์นัก พระพันปีจึงทรงจำต้องอภิบาลราชการแผ่นดินทั้งปวงต่อไปอีก

อย่างไรก็ดี พระพันปีฉือสี่ก็จำต้องทรงคลายพระหัตถ์ออกจากพระราชอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินมีพระชนมพรรษาได้สิบแปดพรรษาและทรงอภิเสกสมรสในปี 1889 ทั้งนี้ ก่อนหน้าพระราชพิธีอภิเสกสมรส บังเกิดอาเพศเป็นมหาเพลิงลุกไหม้หมู่พระทวารแห่งนครต้องห้ามโดยเป็นผลมาจากพิบัติภัยทางธรรมชาติในช่วงนั้น แต่ตามความเชื่อของจีนว่ากันว่าเป็นลางบอกว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ปัจจุบันทรงถูกสวรรค์เพิกถอน "อาณัติ" เสียแล้ว[ต้องการอ้างอิง]

และเพื่อให้ทรงสามารถครอบงำกิจการทางการเมืองได้ต่อไป พระพันปีฉือสี่ทรงบังคับให้พระเจ้าแผ่นดินทรงเลือกนางจิ้งเฟิน (靜芬) พระราชภาคิไนยของพระพันปีฉือสี่เอง เป็นพระอัครมเหสี ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินไม่โปรดเช่นนั้นแต่ก็ไม่อาจทรงขัดขืนได้ และในระยะต่อมาก็โปรดประทับอยู่กับสนมเจิน (珍妃) มากกว่ากับพระอัครมเหสี ยังให้พระพันปีฉือสี่ทรงพระพิโรธอยู่เนือง ๆ ในปี 1894 เมื่อสนมเจิน เมื่อพระมเหสีเจินสนับสนุนให้สมเด็จพระจักรพรรดิก่อรัฐประหารเพื่อชิงอำนาจทางการเมืองจากซูสีไทเฮา ซูสีไทเฮาซึ่งทรงสดับความก่อนก็เสด็จไปบริภาษพระมเหสีต่าง ๆ นานา และด้วยข้อหาว่าพระมเหสีทรงก้าวก่ายกิจการบ้านเมืองก็มีพระราชเสาวนีย์ให้ลงโทษเฆี่ยนตีและนำพระมเหสีไปจำขังไว้ ณ ตำหนักเย็นนับแต่นั้น

    ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2443 ในเหตุการณ์ที่กองทหารผสมแปดชาติบุกยึดกรุงปักกิ่งอันเนื่องมาจากการที่ซูสีไทเฮาทรงสนับสนุนกบฏนักมวยให้ทำร้ายชาวต่างชาติ ก่อนกองผสมนานาชาติจะเข้ากรุงได้ ซูสีไทเฮาและบรรดาบุคลากรในพระราชสำนักได้ลี้ภัยไปยังนครซีอาน มณฑลฉ่านซี และก่อนหน้าจะเสด็จลี้ภัย ซูสีไทเฮาได้ทรงเบิกพระมเหสีเจินมาเฝ้าและมีรับสั่งว่า

เมื่อแรก เราตั้งใจจะนำเจ้าไปกับเราด้วย แต่เจ้านั้นยังอ่อนวัยและจิ้มลิ้มนัก เกรงว่าจะถูกพวกทหารต่างชาติกระทำทารุณข่มขืนเอาได้ ดังนั้น เราเชื่อว่าเจ้าคงเข้าใจว่าควรทำเช่นไรต่อไป (ชะตากรรมเบื้องหน้า นางรู้อยู่แก่ใจ หากแต่พระสวามีกำลังร้อนใจ เนื่องจากสูญเสียคนรักไป อีกด้านหนึ่งก็กำลังจะเสียแผ่นดินให้ต่างชาติ) เมื่อทรงเข้าพระทัยว่าซูสีไทเฮาหมายให้ทรงกระทำอัตวินิบาตกรรม พระมเหสีเจินก็ทรงร้องขอต่อซูสีไทเฮาให้ทรงอนุญาตให้สมเด็จพระจักรพรรดิประทับอยู่ในพระนครเพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนและเพื่อเจรจากับต่างชาติ ซูสีไทเฮาทรงสดับแล้วก็ทรงพระโกรธยิ่งนัก มีพระราชเสาวนีย์ให้บรรดาขันทีเข้ากลุ้มรุมจับพระมเหสีไปทิ้งลงบ่อน้ำนอกตำหนักหนิงเซี่ย (อังกฤษ: Ningxia Palace) ทางเหนือของนครต้องห้าม เสด็จสวรรคต

นอกจากนี้ ถึงแม้พระเจ้าแผ่นดินจะมีพระชนมพรรษาสิบเก้าพรรษาแล้ว และถึงแม้พระพันปีฉือสี่จะเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับยังพระราชวังฤดูร้อนโดยทรงอ้างเหตุผลว่าเพื่อให้พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงคลายพระราชหฤทัยว่าจะไม่ทรงก้าวกายการบริหารราชการแผ่นดินอีก แต่โดยพฤตินัยแล้วพระพันปีฉือสี่ยังทรงมีอิทธิพลเหนือพระเจ้าแผ่นดินผู้ซึ่งต้องเสด็จไปพระราชวังฤดูร้อนทุก ๆ วันที่สองหรือสามของสัปดาห์ เพื่อทูลถวายรายงานเกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองต่าง ๆ ต่อพระพันปีฉือสี่ และหากพระพันปีฉือสี่มีรับสั่งประการใดก็ต้องเป็นไปตามนั้น

การปฏิรูปร้อยวัน[แก้]

ดูบทความหลักที่: การปฏิรูปร้อยวัน
ขบวนเสด็จพระพันปี

หลังจากที่ทรงสามารถบริหารพระราชอำนาจโดยลำพังตามนิตินัยแล้ว พระเจ้ากวังซฺวี่ก็มีพระราชหฤทัยใฝ่ไปในทางพัฒนาอย่างสมัยใหม่มากกว่าใฝ่อนุรักษนิยมอย่างพระพันปีฉือสี่ และภายหลังที่จีนพ่ายแพ้สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรก และด้วยแรงผลักดันของนักปฏิรูปนิยมอย่างคังหยูเว่ย และเหลียงฉีเฉา พระเจ้าแผ่นดินจึงทรงเห็นดีเห็นงามในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอันมีญี่ปุ่นและเยอรมนีเป็นตัวอย่าง ซึ่งทรงเห็นว่าจะช่วยพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศจีนไปสู่ความรุ่งเรืองได้ ดังนั้น จึงทรงเริ่ม "การปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" หรือที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า "การปฏิรูปร้อยวัน" เพราะดำเนินไปเพียงหนึ่งร้อยวันก็ถูกพระพันปีฉือสี่ล้มเลิกหมดสิ้น การปฏิรูปดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 1898 โดยพระเจ้าแผ่นดินมีพระบรมราชโองการเป็นจำนวนมากให้มีการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง ด้านกฎหมาย และด้านสังคม เพื่อให้เปลี่ยนเข้าสู่ระบอบราชาธิปไตยฯ ดังกล่าว

การปฏิรูปการเช่นว่าเป็นสิ่งที่ปัจจุบันทันด่วนเกินไปสำหรับประเทศจีนที่อิทธิพลของลัทธิขงจื้อยังมีอยู่มาก และยังทำให้พระพันปีฉือสี่ไม่สบพระราชหฤทัยอย่างยิ่งในแนวคิดเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอีกด้วยเฉกเช่นเดียวกับข้าราชการบางกลุ่ม พระพันปีฉือสี่จึงก่อรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินอีกครั้ง โดยในเช้ามืดของวันที่ 21 กันยายน 1898 เสด็จพระราชดำเนินนำสรรพกำลังบุกเข้าพระราชวังต้องห้าม แล้วมีพระราชเสาวนีย์ให้ทหารของหรงลู่จับกุมองค์พระเจ้าแผ่นดินไปคุมขังไว้ ณ พระตำหนักสมุทรมุข ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะจำลองที่จัดทำขึ้นกลางทะเลสาบจงหนานถัดออกไปจากหมู่นครต้องห้าม แล้วทรงประกาศพระราชเสาวนีย์ความว่า ด้วยเหตุที่สภาวะบ้านเมืองระส่ำระสาย มีการกบฏทั่วไปโดยมีอิทธิพลญี่ปุ่นหนุนหลังอันแทรกซึมมาภายใต้แนวคิดการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินไม่มีพระปรีชาสามารถพอจะทรงรับมือกับสถานการณ์ได้ จึงกราบบังคมทูลเชิญพระพันปีฉือสี่ให้ทรงรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกครั้ง นับว่ารัชกาลของพระเจ้ากวังซฺวี่สิ้นสุดลงโดยพฤตินัยตั้งแต่วันนั้น

การยึดอำนาจการปกครองของพระพันปีฉือสี่ ส่งผลให้บรรดาสมัครพรรคพวกของพระเจ้าแผ่นดิน เช่น คัง โหย่วเหวย เป็นต้นถูกเนรเทศออกจากประเทศ และคนอื่น ๆ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินถูกประหารชีวิตในที่สาธารณะ สำหรับคัง โหย่วเหวย นั้นแม้จะถูกเนรเทศแต่ก็คงมีใจซื่อตรงต่อพระเจ้ากวังซฺวี่และปฏิบัติงานต่าง ๆ เพื่อการปฏิรูปตามแนวคิดของพระองค์เสมอ เขายังตั้งความหวังไว้ว่าสักวันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินจะได้ทรงกลับสู่พระราชบัลลังก์อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังส่งผลให้นานาชาติและประชาชนทั่วไปไม่พอใจการยึดอำนาจของพระพันปีฉือสี่อย่างยิ่ง[ต้องการอ้างอิง]

กบฏนักมวย[แก้]

พระพันปีฉือสี่ทรงฉายเมื่อ 1903 ห้าปีก่อนจะสวรรคต
ดูบทความหลักที่: กบฏนักมวย

ในปี 1900 บรรดานักมวยในประเทศจีนสมาคมกันต่อต้านชาวต่างชาติในประเทศ เรียก "กบฏนักมวย" (อังกฤษ: Boxer Rebillion) โดยเริ่มปฏิบัติการที่ทางภาคเหนือของจีน พระพันปีฉือสี่พระราชทานพระราชูปถัมภ์แก่กบฏนี้ด้วยความที่มีพระราชประสงค์จะอนุรักษ์คุณค่าทางประเพณีนิยมอย่างโบราณของจีนไว้และมีพระดำริว่าชาวต่างชาติเป็นศัตรูที่ป่าเถื่อนและร้ายกาจ โดยมีประกาศพระราชเสาวนีย์สนับสนุนกบฏฯ อย่างเป็นทางการด้วย[ต้องการอ้างอิง]

นานาชาติจึงพร้อมใจกันส่งกองทหารผสมแปดชาติเข้าต่อต้านกบฏในจีน ฝ่ายกองทัพจีนซึ่งมีแต่ความล้าสมัยอย่างที่สุด เพราะงบประมาณสำหรับพัฒนากองทัพนั้นพระพันปีฉือสี่ทรงนำไปจัดสร้างพระราชวังต่าง ๆ เสียหมด ไม่อาจต้านทานกองผสมนานาชาติซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์ล้วนแต่ทันสมัยได้ กองผสมจึงสามารถยึดกรุงปักกิ่งและพระราชวังต้องห้ามได้ในปีนั้น

ฝ่ายพระพันปีฉือสี่นั้นก่อนทหารนานาชาติจะเข้ากรุง ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้พระเจ้ากวังซฺวี่ และข้าราชบริพารทั้งปวง ขึ้น[[เกวียนโดยปลอมแปลงพระองค์และตัวอย่างชาวบ้านธรรมดาเพื่อลี้ภัยไปยังนครซีอาน มณฑลฉ่านซี ระหว่างเตรียมการเสด็จลี้ภัยนั้น สนมเจินในพระเจ้าแผ่นดินซึ่งพระพันปีฉือสี่มีพระราชเสาวนีย์ให้จำขังไว้ในตำหนักเย็นจิตได้ทูลขอให้พระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่ในพระนครเพื่อเป็นขวัญกำลังใจของประชาชนและเพื่อเจรจากับต่างชาติ พระพันปีฉือสี่ทรงสดับแล้วก็ทรงพระพิโรธนัก มีพระราชเสาวนีย์ให้ขันทีทั้งหลายเข้ากลุ้มรุมจับสนมเจินไปทิ้งลงบ่อน้ำนอกพระตำหนักหนิงเซี่ย (อังกฤษ: Ningxia Palace) ทางตอนเหนือนครต้องห้าม ถึงแก่กาลทิวงคต

ฝ่ายนานาชาติเมื่อยึดได้เมืองหลวงของจีนแล้ว ก็เสนอทำสนธิสัญญากับพระพันปีฉือสี่ ให้ทรงรับประกันว่าจะไม่มีกบฏของจีนมาต่อต้านชาวต่างชาติอีก ให้มีทหารต่างชาติประจำอยู่ในจีนได้ และให้รัฐบาลจีนชำระค่าปฏิกรรมสงครามต่อนานาชาติเป็นเงินเกือบสามร้อยสามสิบสามล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพระพันปีฉือสี่ก็ทรงจำพระราชหฤทัยลงพระนามในสนธิสัญญาอันฝ่ายจีนมองว่าเป็น "ความรู้สึกถูกทำให้อัปยศ" อย่างยิ่ง และทรงยินยอมตามทุกข้อเสนอ

การสวรรคต[แก้]

นายพลเจียงไคเช็ก หัวหน้าพรรคกั๋วหมินตั่ง ผู้ซึ่งเชื่อกันว่าได้นำไข่มุกจากพระโอษฐ์พระบรมศพพระพันปีฉือสี่ไปทำเป็นเครื่องประดับรองเท้าภรรยาตน

วันที่ 14 พฤศจิกายน 1908 พระเจ้ากวังซฺวี่สวรรคตอย่างปัจจุบันทันด่วน พระพันปีฉือสี่จึงทรงสถาปนาผู่อี๋ เจ้าฟ้าพระองค์น้อย เป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไป ก่อนพระองค์เองจะสวรรคตในวันรุ่งขึ้น ณ พระที่นั่งจงไห่อี๋หลวนเตี้ยน (จีน: 中海儀鸞殿; พินอิน: Zhōnghǎiyíluándiàn; อังกฤษ: Middle Sea Hall of Graceful Bird) ตามไป ครั้งนั้น มีข่าวลือสะพรัดว่าพระพันปีฉือสี่ทรงทราบในพระสังขารของพระองค์เองว่าจะทรงดำรงพระชนมชีพต่อไปได้อีกไม่นาน ก็ทรงพระปริวิตกว่าพระเจ้าแผ่นดินจะรื้อฟื้นการปฏิรูปแผ่นดินอีกหลังพระพันปีฉือสี่สวรรคตแล้ว บ้างก็ว่าทรงเกรงว่าพระเจ้าแผ่นดินจะทรงเล่นงานบรรดาคนสนิทของพระพันปีฉือสี่ จึงมีรับสั่งให้ขันทีคนสนิทไปลอบวางพระโอสถพิษพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นทรงทราบว่าพระเจ้าแผ่นดินทิวงคตแล้ว พระพันปีฉือสี่ก็ทรงจากไปโดยสบายพระราชหฤทัย[17]

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2008 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ตามที่รัฐบาลจีนได้แต่งตั้งคณะแพทย์ให้ปฏิบัติการทางนิติเวชศาสตร์เพื่อชันสูตรพระบรมศพพระเจ้ากวังซฺวี่ บัดนี้ ผลปรากฏว่า พระเจ้าแผ่นดินสวรรคตอย่างเฉียบพลันเพราะทรงต้องสารหนู โดยปริมาณของสารหนูที่ตรวจพบมีมากถึงสองพันเท่าจากปริมาณที่อาจพบได้ในร่างกายมนุษย์โดยทั่วไป หนังสือพิมพ์ไชนาเดลียังรายงานโดยอ้างคำกล่าวของนายไต้อี้ (พินอิน: Dai Yi) นักประวัติศาสตร์ชาวจีน อีกว่าการชันสูตรดังกล่าวทำให้ข่าวลือเรื่องพระพันปีฉือสี่มีพระราชเสาวนีย์ให้ปลงพระชนม์พระเจ้าแผ่นดินเป็นเรื่องจริง[17]

พระพันปีฉือสี่ทรงได้รับการเฉลิมพระบรมนามาภิโธยหลังสวรรคตว่า "พระจักรพรรดินีเสี้ยวชิงฉือสี่ตวนโย้วคังอี๋จาวยู้จวงเฉิงโช้วกงชิงเสี้ยนฉงซีเป่ย์เทียนซิงเชิงเสี่ยน" (พินอิน: Xiào Qīng Cí Xī Dūan Yù Kang-Yi Zhao-Yu Zhuang-Cheng Shou-Gong Qin-Xian Chong-Xi Pei-Tian Xing-Sheng Xiǎn) เรียกโดยย่อว่า "พระจักรพรรดินีเสี้ยวชิงเสี่ยน" (จีน: 孝欽顯; พินอิน: Xiào Qīng Xiǎn) ทั้งนี้ พระบรมศพพระพันปีฉือสี่ได้รับการบรรจุ ณ สุสานหลวงราชวงศ์ชิงฝ่ายตะวันออก (จีน: 清东陵; พินอิน: Qīngdōnglíng, ชิงตงหลิง) ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันออกเป็นระยะทางหนึ่งร้อยยี่สิบห้ากิโลเมตร เคียงข้างกับพระบรมศพของพระพันปีฉืออันและพระเจ้าเสียนเฟิง

พระบรมศพพระพันปีฉือสี่
สุสานพระบรมศพราชวงศ์จีน ที่ประดิษฐานพระบรมศพพระพันปีฉือสี่

พระพันปีฉือสี่มีพระราชเสาวนีย์ให้เตรียมฮวงซุ้ยไว้สำหรับพระองค์เองตั้งแต่ยังทรงพระชนมชีพอยู่แล้ว และมีขนาดใหญ่โตมโหฬารกว่าของพระพันปีฉืออันหลายเท่านัก อย่างไรก็ดี เมื่อฮวงซุ้ยสร้างเสร็จครั้งแรกก็ไม่ทรงพอพระราชหฤทัย มีพระราชเสาวนีย์ให้ทำลายเสียทั้งหมด[ต้องการอ้างอิง] แล้วให้สร้างใหม่ในปี 1895 หมู่ฮวงซุ้ยใหม่ของพระพันปีฉือสี่ประกอบด้วยเหล่าพระอาราม พระที่นั่ง และพระทวาร ซึ่งประดับประดาด้วยใบไม้ทองและเครื่องเงินเครื่องทองตลอดจนรัตนชาติอัญมณีต่าง ๆ อย่างหรูหรา[ต้องการอ้างอิง]

ในเดือน[[กรกฎาคม 1928 นายพลซุน เตี้ยนอิง (จีน: 孙殿英; พินอิน: Sūn Diànyīng) แห่งพรรคก๊กมินตั๋ง ได้ยกพลเข้าปิดล้อมและยึดหมู่ฮวงซุ้ยของพระพันปีฉือสี่ แล้วสั่งทหารให้ถอดเอาของมีค่าที่ประดับประดาฮวงซุ้ยออกทั้งหมด[ต้องการอ้างอิง] ก่อนจะระเบิดเข้าไปถึงห้องเก็บพระบรมศพ แล้วเปิดหีบขว้างพระบรมศพออกมาเพื่อค้นหาของมีค่า ไข่มุกเม็ดโตซึ่งบรรจุในพระโอษฐ์พระบรมศพตามความเชื่อโบราณว่าจะพิทักษ์พระบรมศพมิให้เน่าเปื่อยยังถูกฉกเอาไปด้วย ว่ากันว่าไข่มุกเม็ดดังกล่าวได้รับการนำเสนอให้แก่นายพลเจียง ไคเช็ก หัวหน้าพรรคฯ และนายพลเจียงไคเช็กได้นำไปเจียระไนเป็นเครื่องประดับรองเท้าของนางซ่ง เหม่ยหลิง (จีน: 宋美龄; พินอิน: Sòng Měilíng) ภริยาตน แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานรองรับเรื่องดังกล่าว[ต้องการอ้างอิง] ทั้งนี้ โชคดีว่ามิได้เกิดความเสียหายอันใดแก่พระบรมศพพระพันปีฉือสี่ ต่อมาภายหลัง 1949 รัฐบาลจีนได้สั่งให้ปฏิสังขรณ์หมู่ฮวงซุ้ยของพระพันปีฉือสี่ และปัจจุบันก็เป็นสุสานพระบรมศพราชวงศ์จีนที่มีความงดงามจับใจเป็นที่สุดแห่งหนึ่ง[ต้องการอ้างอิง]

อ้างอิงและเชิงอรรถ[แก้]

  1. "Cixi Outlaws Foot Binding", History Channel
  2. Sue Fawn Chung, "The Much Maligned Empress Dowager: A Revisionist Study of the Empress Dowager Tz'u-Hsi (1835–1908)," Modern Asian Studies 13.2 (1979): 177–196.
  3. Edward Behr, "The Last Emperor", 1987, p. 38
  4. "传奇一生:揭开慈禧太后扑朔迷离的身世之谜(图) Uncovering the mysteries of Cixi's Life". Caijing. สืบค้นเมื่อ 2008-04-29. 
  5. Chung, S.F, The Much Maligned Empress Dowager, p. 3.
  6. Laidler, Keith (2003), "The Last Empress" (p. 58), John Wiley & Sons Inc., ISBN 0-470-84881-2.
  7. Immanual Hsu (1985), The Rise of Modern China (pg. 215).
  8. Edward Behr, The Last Emperor, 1987, p. 44
  9. [Sui Lijuan: Carrying out the Coup. CCTV-10 Series on Cixi, Ep. 4]
  10. Edward Behr, The Last Emperor, 1987, p. 45
  11. Edward Behr, The Last Emperor, 1987, p. 45
  12. 列传八 诸王七。 (无日期)。 [在线]。 可用的: < http://www.yifan.net/yihe/novels/history/qsgskym/qsg221.html >。(进入12月27日2008年)。
  13. Biggerstaff, Knight. The earliest modern government schools in China, Ithaca: Cornell University Press, 1961.
  14. Evans, Nancy. "The Banner-School Background of the Canton T'ung-Wen Kuan." Papers on China 22a (1969) : 8 9-103.
  15. Zhongguo da baike quanshu. First Edition. Beijing; Shanghai: Zhongguo da baike quanshu chubanshe. 1980-1993.
  16. Professor Sui Lijuang: Lecture Room Series on Cixi, Episode 9
  17. 17.0 17.1 CNN. (2008, 4 November). Arsenic killed Chinese emperor, reports say. [Online]. Available: < http://www.cnn.com/2008/WORLD/asiapcf/11/04/china.emperor/index.html?eref=rss_world >. (Accessed: 3 December 2008).
  • Chung, Sue Fawn. "The Much Maligned Empress Dowager: A Revisionist Study of the Empress Dowager Tz'u-Hsi (1835-1908)." Modern Asian Studies 13, no. 2 (1979) : 177-96.
  • Hummel, Arthur William, ed. Eminent Chinese of the Ch'ing Period (1644-1912). 2 vols. Washington: United States Government Printing Office, 1943.
  • Warner, Marina. The Dragon Empress: Life and Times of Tz'u-hsi 1835-1908. Weidenfeld & Nicolson, 1972.
  • 雷家聖(Lei Chiasheng)《力挽狂瀾-戊戌政變新探》,台北:萬卷樓,2004 ISBN 957-739-507-4

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า ซูสีไทเฮา ถัดไป
พระพันปีเซี่ยวจิงเฉิง 2leftarrow.png Arms of the Qing Dynasty (fictitious).svg
พระพันปีแห่งจักรวรรดิชิง
(ราชวงศ์ชิง)

(1861 – 1881)
2rightarrow.png พระพันปีหลงยู่