ซูสีไทเฮา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระจักรพรรดินีฉือสี่
พระพันปีหลวง
ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแห่งมหาจักรวรรดิชิง
ดำรงตำแหน่ง
11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1861 – 8 เมษายน ค.ศ. 1881
(&&&&&&&&&&&&&019.&&&&&019 ปี &&&&&&&&&&&&0148.&&&&&0148 วัน)
กษัตริย์ จักรพรรดิถงจื้อ
จักรพรรดิกวังซวี่
สมัยก่อนหน้า คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระจักรพรรดิถงจื้อ
(ซู่ชุ่น, ไจ่หยวน, ตวนหวา กับพวก รวมแปดคน)
สมัยถัดไป คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระจักรพรรดิผู่อี๋
(สมเด็จพระพันปีหลวงหลงยู่ กับ เจ้าชายชุนที่ 2)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1835
เสียชีวิต 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908 (&&&&&&&&&&&&&072.&&&&&072 ปี &&&&&&&&&&&&0352.&&&&&0352 วัน)
ตำหนักจงหนานไห่, ปักกิ่ง, จักรวรรดิชิง
คู่สมรส สมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง
ศาสนา พุทธมหายาน
ซูสีไทเฮา
ชื่อจีน
จีนตัวเต็ม 孝欽顯皇后
จีนตัวย่อ 孝钦显皇后
Empress Dowager Cixi
Chinese 慈禧太后
ชื่อแมนจู
แมนจู ᡥᡳᠶᠣᠣᡧᡠᠩᡤᠠ ᡤᡳᠩᡤᡠᡷᡳ ᡳᠯᡝᡨᡠ ᡥᡡᠸᠠᠩᡥᡝᠣ

สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวชิงเสี่ยน (จีน: 孝欽顯; พินอิน: Xiào Qing Xiǎn) หรือ สมเด็จพระจักรพรรดินีฉือสี่ พระพันปีหลวง (จีน: 慈禧太后; พินอิน: Cíxǐ Tàihòu; เวด-ไจลส์: Tz'u-Hsi T'ai-hou, ฉือสี่ไท่โฮ่ว; อังกฤษ: Empress Dowager Cixi) หรือที่รู้จักกันในประเทศไทยว่า "พระพันปีหลวงฉือสี่" หรือ "ฉือสี่ไท่โฮ่ว" หรือตามสำเนียงฮกเกี้ยนว่า "พระพันปีหลวงซูสี" หรือ "ซูสีไทเฮา" (ประสูติ: 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1835; สวรรคต: 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908) ทรงเป็นราชนิกุลชาวแมนจูในประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ชิง โดยเป็นพระราชวงศ์ผู้ปกครองประเทศจีนโดยพฤตินัยถึงสี่สิบเจ็ดปี กับอีกสี่วัน

พระพันปีหลวงฉือสี่ เมื่อยังทรงพระเยาว์ ทรงได้รับเลือกเป็นพระสนมใน สมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง และทรงไต่ชั้นอันดับต่าง ๆ ท่ามกลางเหล่าบาทบริจาริกาจำนวนมหาศาล ก่อนจะมีพระประสูติกาลพระราชโอรส ผู้ซึ่งต่อมาเสวยราชย์เป็น สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงเสด็จนฤพาน พระนางทรงก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่สมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงทรงตั้ง และพร้อมด้วย พระพันปีหลวงฉืออัน ทั้งสองพระองค์ก็ทรงเถลิงพระราชอำนาจเป็นผู้สำเร็จราชการแทนสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ ก่อนพระพันปีหลวงฉือสี่จะทรงรวบอำนาจการปกครองไว้ที่พระนางเอง และสถาปนาความครอบงำเหนือราชวงศ์ชนิดเกือบเบ็ดเสร็จ ครั้นเมื่อพระราชโอรสสิ้นพระชนม์ลง พระนางก็ทรงตั้งพระราชนัดดาไว้บนพระราชบัลลังก์ เป็น สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ รัชกาลถัดมา ขณะที่พระนางยังทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่ต่อไป ด้วยพระราชหฤทัยอนุรักษนิยม พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงปฏิเสธแนวคิดการปฏิรูปบ้านเมืองตามสมัยที่สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ทรงนำเสนอ และมีพระราชเสาวนีย์ให้ขังสมเด็จพระจักรพรรดิผู้ทรงพระเยาว์ไว้ยังพระที่นั่งกลางสระน้ำ อย่างไรก็ดี ในระยะหลัง พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงเล็งเห็นความจำเป็นในการปรับปรุงประเทศเป็นขนานใหญ่ พระนางมีพระราชบัญชาเปลี่ยนแปลงสถาบันการปกครองนานัปการ และส่งเสริมแนวคิดปฏิรูปมากหลาย ทว่า การเปลี่ยนแปลงพระราชหฤทัยครั้งนี้นับว่าช้าไป เนื่องจากเมื่อพระพันปีหลวงฉือสี่เสด็จสวรรคตแล้วไม่นาน ราชวงศ์แมนจูและระบอบราชาธิปไตยในจีนก็ถึงกาลสิ้นสุดลง

นักประวัติศาสตร์จากฝ่ายกั๋วหมินตั่งและฝ่ายคอมมิวนิสต์ในจีนซึ่งได้เถลิงอำนาจในประเทศจีนสมัยต่อมานั้น โจมตีพระพันปีหลวงฉือสี่ว่าทรงเป็นทรราชินีและผู้กดขี่ประชาชนที่ต้องรับผิดชอบต่อการล่มสลายของราชวงศ์ชิง ทว่า ในยุคปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ต่างเห็นว่า พระนางทรงเป็นแพะรับบาปในเรื่องที่เกิดนอกเหนือความควบคุมของพระนาง เนื่องจากการจบบทบาทของราชวงศ์ชิงนั้นเกิดขึ้นหลังการสวรรคตแล้ว กับทั้งพระนางทรงเป็นนักปกครองที่หาได้อำมหิตอย่างที่กล่าวขานกันไม่ และยังทรงเป็นนักปฏิรูปที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าการปฏิรูปของพระนางจะสายเกินไปก็ตาม

เมื่อเทียบกันแล้ว พระพันปีหลวงฉือสี่ดำรงพระชนมชีพตั้งแต่ช่วงกลางรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาเจษฏาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ของไทย

พระชนม์ชีพในช่วงต้น[แก้]

พระฉายาสาทิสลักษณ์ของพระพันปีหลวงฉือสี่ครั้งที่ดำรงตำแหน่งพระมเหสีชั้น 2

ข้อมูลเกี่ยวกับพระชาติพงศ์และขณะทรงพระเยาว์ของพระพันปีหลวงฉือสี่ ถึงแม้จะมีอยู่มากมายแต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด กับทั้งส่วนใหญ่เป็นแต่มุขปาฐะและปรัมปรา หาข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้น้อยมาก อย่างไรก็ดี ในหนังสือเกี่ยวกับพระราชประวัติส่วนใหญ่มักอ้างว่า ทรงเป็นธิดาในข้าราชการแมนจูระดับล่างชื่อ "หุ้ยเจิง" (จีน: 惠征; พินอิน: Huì Zhēng) กับภรรยาเอก ทั้งนี้ สกุลของพระชนกว่า "เย่เฮ่อน่าลา" (จีนตัวเต็ม: 葉赫那拉; จีนตัวย่อ: 叶赫那拉; พินอิน: Yèhè Nàlā) ของพระชนนีว่า "ฟู่ฉา" (จีน: 富察; พินอิน: Fùchá) นายเอ็ดเวิร์ด แบร์ (อังกฤษ: Edward Behr) นักประวัติศาสตร์จีน สันนิษฐานว่า พระพันปีหลวงฉือสี่มีพระประสูติกาลใน ค.ศ. 1835 โดยมีพระนามแต่แรกเกิดว่า "หลันเอ๋อร์" (จีนตัวเต็ม: 蘭兒; จีนตัวย่อ: 兰儿; พินอิน: Lán'ér นางกล้วยไม้น้อย) โดยสันนิษฐานจากการที่ผู้สืบสันดานจากพระเชษฐาของพระพันปีหลวงฉือสี่ คือ "เกินเจิง" (พินอิน: Genzheng) มีชื่อแต่เด็กว่า "ซิงเอ๋อร์" (พินอิน: Xing’er) และพระนามที่พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงใช้เมื่อทรงเข้ารับการศึกษาขณะทรงพระเยาว์มีว่า "ซิ่งเจิน" (จีน: 杏贞; พินอิน: Xìngzhēn)[1]

บรรดามุขปาฐะที่แพร่หลายมากที่สุดว่า พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงเป็นชาวแคว้นแยงซีก็มี, ว่าทรงเป็นชาวเมืองชางจื่อ (พินอิน: Changzhi) ก็มี, ว่าทรงเป็นชาวมณฑลชานซีก็มี (ฉบับนี้ว่าครอบครัวของพระพันปีหลวงฉือสี่เป็นชาวฮั่นที่เข้ารีตเป็นแมนจูด้วย), ว่าทรงเป็นชาวเมืองฮูฮอตก็มี, ว่าทรงเป็นชาวมองโกเลียในก็มี และว่าทรงเป็นชาวกรุงปักกิ่งก็มี ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าทรงใช้ชีวิตขณะทรงพระเยาว์ที่มณฑลอันฮุย และย้ายรกรากไปกรุงปักกิ่งในระหว่างที่มีพระชนมายุได้สิบสามถึงสิบห้าพรรษาโดยประมาณ[2]

หุ้ยเจิงนั้นรับราชการเป็นนายทหารประจำกองธงสีฟ้ารักษาชายแดน ณ มณฑลชานซี กองธงสีฟ้าเป็นกองธงหนึ่งในจำนวนแปดกองธงซึ่งมีอำนาจหน้าที่ด้านการทหาร และต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการมณฑลอันฮุย แต่ถูกปลดจากราชการใน ค.ศ. 1853 หลังจากที่พระพันปีหลวงฉือสี่ได้ถวายตัวแก่ราชสำนักสองปี เนื่องจากหุ้ยเจิงเพิกเฉยหน้าที่ในการปราบกบฏไทเป ณ มณฑลอันฮุย และหนังสือบางเล่มกล่าวว่าในการนี้ หุ้ยเจิงต้องโทษประหารชีวิตและถูกตัดศีรษะด้วย[3]

เดือนกันยายน ค.ศ. 1851 พระพันปีหลวงฉือสี่พร้อมด้วยเด็กสาวชาวแมนจูอีกหกสิบรายได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นพระสนมของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง พร้อมกับนางทาทาลา,นางเว่ยกียา ,นางหนิวฮูลู โดยประธานการคัดเลือกในครั้งนั้นคือ พระนางคังฉินไท่เฟยซึ่งเป็นพระมเหสีของจักรพรรดิเต้ากวงที่ดูแลวังหลัง โดยพระพันปีหลวงฉือสี่เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนจากจำนวนหกสิบรายนั้นที่ได้รับพระราชทานยศศักดิ์เป็นพระสนมจริง ๆ โดยได้รับตำแหน่ง "ซิ่วหฺนวี่" (จีน: 秀女; พินอิน: Xiùnǚ) มีความหมายตรงตัวว่า "นางงาม" และตำแหน่ง "พระมเหสีชั้น 5" ตามลำดับ ครั้นวันที่ 27 เมษายน ปีถัดมา ก็ประทานพระประสูติกาลพระโอรสพระนามว่า "ไจ้ฉุน" (พินอิน: Zaichun) พระโอรสนี้เป็นพระรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงและต่อมาเสวยราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ รัชกาลถัดมา ครั้งนั้น โปรดให้เลื่อนตำแหน่งพระพันปีหลวงฉือสี่ขึ้นเป็น "พระมเหสีชั้น 4"[4] และเมื่อเจ้าฟ้าไจ้ฉุนมีพระชนม์หนึ่งพรรษา ก็โปรดพระราชทานชื่อใหม่ให้แก่พระพันปีหลวงฉือสี่ให้ใช้เป็นชื่อตัวว่า "อี้" (จีน: ; พินอิน: Yì, "ประเสริฐเลิศล้น") กับทั้งให้เลื่อนตำแหน่งพระพันปีหลวงฉือสี่ขึ้นเป็น "พระมเหสีชั้น 2" ซึ่งรองจากพระมเหสีชั้น 1 คือ สมเด็จพระอัครมเหสีเจิน (จีน: 贞皇后; พินอิน: Zhēnhuánghòu, เจินหวงโฮ่ว)

การสวรรคตของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง[แก้]

เจมส์ บรูซ [20 กรกฎาคม ค.ศ. 1811— 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1863] เอิร์ลแห่งเอลกิน ผู้สำเร็จราชการมณฑลแคนาดา และผู้สำเร็จราชการอินเดียในสมัยนั้น

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1860 กองทหารผสมของสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส โดยการบังคับบัญชาของเอิร์ลเจมส์ บรูซ (อังกฤษ: James Bruce) เข้าโจมตีกรุงปักกิ่งโดยมีสาเหตุเนื่องมาจากสงครามฝิ่น และในเดือนถัดมากองผสมก็สามารถยึดกรุงได้และเผาทำลายหมู่พระราชวังฤดูร้อนจนย่อยยับ ทั้งนี้ เพื่อตอบโต้จีนที่ได้สั่งให้จับกุม คุมขัง และทรมานชาวต่างชาติทั้งปวงในจักรวรรดิ นักโทษคนสำคัญคือ แฮร์รี พากส์ (อังกฤษ: Harry Parkes) ราชทูตอังกฤษ ระหว่างนั้น สมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงได้เสด็จลี้ภัยพร้อมด้วยข้าราชการบริพารทั้งมวลจากกรุงปักกิ่งไปประทับยังพระราชวังที่เมืองเฉิงเต๋อ (จีน: 承德; พินอิน: Chéngdé) มณฑลเหอเป่ย์[5] ฝ่ายสมเด็จพระจักรพรรดิเมื่อทรงรับทราบว่าหมู่พระราชวังอันวิจิตรและเป็นที่ทรงรักยิ่งพินาศลงสิ้น ก็ประชวรพระโรคสมองเสื่อม (อังกฤษ: dementia) และภาวะซึมเศร้า มีรับสั่งให้ถวายน้ำจันทน์และพระโอสถฝิ่นมิได้ขาดสาย ยังผลให้พระพลานามัยเสื่อมทรามลงตามลำดับ[6]

วันที่ 22 สิงหาคม ปีถัดมา สมเด็จพระจักรพรรดิเสด็จสวรรคต ณ พระราชวังที่เมืองเฉิงเต๋อ ทั้งนี้ ก่อนจะสวรรคตได้ทรงเรียกประชุมรัฐมนตรีสำคัญจำนวนแปดท่าน และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีซู่ชุ่น (จีน: 肃顺; พินอิน: Sùshùn) เป็นประธาน ไจ่หยวน (จีน: 載垣; พินอิน: Zǎiyuán) และตวนหวา (จีน: 端華; พินอิน: Duānhuá) เป็นรองประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยการและสนับสนุนสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ให้ขึ้นทรงราชย์โดยเรียบร้อย เนื่องจากขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าไจ้ฉุน พระรัชทายาท มีพระชันษาเพียงห้าพรรษาเท่านั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระอัครมเหสีเจินและพระมเหสีชั้น 2 หรือพระพันปีหลวงฉือสี่ เฝ้าฯถึงพระบรรจถรณ์ และพระราชทานตราประทับให้ทั้งสองเพื่อให้ร่วมมือกันอภิบาลดูแลสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์น้อยทรงเจริญพระชันษาขึ้นอย่างมีพระวัยวุฒิและคุณวุฒิ นอกจากนี้ ยังเพื่อเป็นการให้พระมเหสีทั้งสองคอยตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย[7]

ภายหลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงเสด็จสวรรคตแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระจักรพรรดิได้ประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยของพระชายาทั้งสอง โดยสมเด็จพระอัครมเหสีเจินในพระชนมายุยี่สิบห้าพรรษาเป็น "สมเด็จพระจักรพรรดินีฉืออัน พระพันปีหลวง" หรือที่รู้จักกันในไทยตามสำเนียงฮกเกี้ยนว่า "ซูอันไทเฮา" (จีน: 慈安皇太后; พินอิน: Cí’ān Tàihòu, ฉืออันไท่โฮ่ว; อังกฤษ: Empress Dowager Ci An) และพระพันปีหลวงฉือสี่ในตำแหน่งพระมเหสีชั้น 2 พระชันษายี่สิบเจ็ดชันษา เป็น "สมเด็จพระจักรพรรดินีฉือสี่ พระพันปีหลวง" หรือที่รู้จักกันในไทยตามสำเนียงฮกเกี้ยนว่า "ซูสีไทเฮา" (จีน: 慈禧太后; พินอิน: Cíxǐ Tàihòu; ฉือสี่ไท่โฮ่ว; อังกฤษ: Empress Dowager Ci Xi) ทั้งนี้ คำว่า "ฉืออัน" หมายความว่า "ผู้พร้อมไปด้วยมาตุคุณและความสงบ" ส่วน "ฉือสี่" ว่า "ผู้พร้อมไปด้วยมาตุคุณและโชค" นอกจากนี้ ในประเทศจีนยังนิยมเรียกพระพันปีหลวงทั้งสอง โดยพระพันปีหลวงฉืออันว่า "สมเด็จพระพันปีหลวงฟากตะวันออก" เนื่องจากมักประทับพระราชวังจงฉุยฟากตะวันออก (อังกฤษ: Eastern Zhong-cui Palace) และพระพันปีหลวงฉือสี่ว่า "สมเด็จพระพันปีหลวงฟากตะวันตก" เนื่องจากมักประทับพระราชวังฉือซิ่วฟากตะวันตก (อังกฤษ: Western Chuxiu Palace)

รัฐประหารซินโหย่ว[แก้]

พระพันปีหลวงฉืออัน [ค.ศ. 1765— 8 เมษายน ค.ศ. 1881]

เหตุการณ์ในเมืองเฉิงเต๋อ ขณะที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กำลังเตรียมการอัญเชิญพระบรมศพกลับกรุงปักกิ่งนั้น พระพันปีหลวงฉือสี่ได้ทรงเตรียมการยึดอำนาจเช่นกัน ตำแหน่งสมเด็จพระจักรพรรดินีฯ พระพันปีหลวงนั้นย่อมไม่สะดวกและไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน กับทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ก็ทรงเล็กนัก ไม่อาจใช้เป็นกลไกในการยึดอำนาจบริหารราชการแผ่นดินได้ ดังนั้น พระพันปีหลวงฉือสี่จึงเสด็จไปเกลี้ยกล่อมพระพันปีหลวงฉืออันให้ทรงพระดำริถึงประโยชน์ที่ทั้งสองพระองค์จะได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ร่วมกัน ซึ่งพระพันปีหลวงฉืออันก็ทรงเห็นดีด้วย[8]

ในระยะนี้ ความตึงเครียดระหว่างคณะผู้สำเร็จราชแทนพระองค์กับพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์ทวีขึ้นเรื่อย ๆ คณะผู้สำเร็จราชการฯ ไม่ชอบใจในการก้าวก่ายทางการเมืองของพระพันปีหลวงฉือสี่ การเผชิญหน้าซึ่งกันบ่อยครั้งขึ้นเป็นเหตุให้พระพันปีหลวงฉือสี่มีพระราชอารมณ์ขึ้งขุ่นในคณะผู้สำเร็จราชการฯ มากขึ้น ครั้งหนึ่งถึงกับไม่เสด็จออกขุนนางโดยทรงปล่อยให้พระพันปีหลวงฉืออันเสด็จออกเพียงพระองค์เดียว เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงรวบรวบไพร่พลเป็นการลับ ซึ่งประกอบด้วยบรรดารัฐมนตรีและข้าราชการพลเรือนที่มากความสามารถ ข้าราชการทหารหลายฝ่าย และบรรดาผู้ไม่พอใจในคณะผู้สำเร็จราชการฯ[ต้องการอ้างอิง] เป็นต้นว่า เจ้าชายกง (จีน: 恭亲王; พินอิน: Gōng Qīnwáng) ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่หกในสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง มีพระสันดานทะเยอทะยานอย่างยิ่งยวด และทรงถูกคณะผู้สำเร็จราชการฯ กีดกันจากอำนาจบริหาราชการแผ่นดิน[ต้องการอ้างอิง] และ เจ้าชายฉุน (จีน: 醇贤亲王; พินอิน: Chún Xián Qīn Wáng) พระอนุชาของเจ้าชายกง

ในระหว่างที่ฝ่ายพระพันปีหลวงฉือสี่กำลังเตรียมการรัฐประหารกันนี้ ได้มีฎีกามาจากมณฑลชานตงทูลเกล้าฯ ถวายพระพันปีหลวงฉือสี่ขอพระราชทานให้ทรงว่าราชการหลังม่าน ฎีกาฉบับเดียวกันยังขอให้เจ้าชายกงทรงเข้าร่วมบริหารราชการแผ่นดินเฉกเช่นผู้อภิบาลสมเด็จพระจักรพรรดิด้วย[ต้องการอ้างอิง]

เป็นประเพณีที่สมเด็จพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์จะต้องเสด็จนิวัตกรุงปักกิ่งพร้อมข้าราชบริพารก่อนขบวนพระบรมศพ เพื่อไปทรงอำนวยการเตรียมพระราชพิธีต่าง ๆ ในกรุง และในการเสด็จนิวัตนี้ ไจ่หยวนและตวนหวา ผู้สำเร็จราชการฯ ได้โดยเสด็จด้วย ส่วนซู่ชุ่นและผู้สำเร็จราชการฯ ที่เหลือจะได้กำกับขบวนอัญเชิญพระบรมศพกลับไปทีหลัง ซึ่งเป็นผลดีต่อพระพันปีหลวงฉือสี่เพราะจะได้ทรงใช้เวลาที่เหลือเตรียมการให้รัดกุมยิ่งขึ้น กับทั้งจะได้เป็นที่วางพระราชหฤทัยว่าผู้สำเร็จราชการฯ จะไม่อาจคิดการใด ๆ ได้ตลอดรอดฝั่งเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันครบจำนวน

เมื่อขบวนอัญเชิญพระบรมศพถึงพระนคร ผู้สำเร็จราชการฯ ทั้งแปดคนก็ถูกจับกุมโดยพลัน พระพันปีหลวงฉือสี่โดยการสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าชายกง ออกประกาศว่าด้วยความผิดของบุคคลดังกล่าวแปดข้อหา เป็นต้นว่า คบคิดกับชาวต่างชาติให้เข้าปล้นเมืองจนเป็นเหตุให้สมเด็จพระจักรพรรดิในพระบรมโกศต้องเสด็จลี้ภัย เปลี่ยนแปลงพระราชประสงค์จนส่งผลให้สวรรคต และลักลอบใช้อำนาจในพระนามาภิไธยของสมเด็จพระพันปีหลวงทั้งสองโดยไม่ชอบ[9] จากนั้นได้มีพระราชเสาวนีย์โปรดให้พ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการฯ ทั้งคณะ และพระราชทานโทษประหารชีวิตแก่ซู่ชุ่น ส่วนผู้สำเร็จราชการฯ คนที่เหลือ พระราชทานแพรขาวให้กระทำอัตวินิบาตกรรม ทั้งนี้ พระพันปีหลวงฉือสี่ไม่ทรงเห็นด้วยที่จะให้ประหารชีวิตสมาชิกในครอบครัวของผู้สำเร็จราชการฯ ตามประเพณี "ฆ่าล้างโคตร" ของราชสำนักชิงที่มักกระทำแก่ผู้เป็นกบฏ

พระพันปีหลวงฉือสี่ได้ประกาศสถาปนาพระองค์เองและพระพันปีหลวงฉืออันขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยออกว่าราชการอยู่หลังม่าน ซึ่งเป็นการขัดจารีตประเพณีของราชวงศ์ชิงที่ห้ามไม่ให้ราชนารีข้องเกี่ยวกับการเมือง พระพันปีหลวงฉือสี่จึงทรงเป็นราชนารีพระองค์แรกและพระองค์เดียวในราชวงศ์ชิงที่ออก "ว่าราชการอยู่หลังม่าน" (จีน: 垂簾聽政; พินอิน: chuí lián tīng zhèng, ฉุยเหลียนทิงเจิ้ง)[ต้องการอ้างอิง]

การรัฐประหารของพระพันปีหลวงฉือสี่ครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม "รัฐประหารซินโหย่ว" (จีน: 辛酉政變; พินอิน: Xīnyǒuzhèngbiàn, ซินโหย่วเจิ้งเปี้ยน) คำว่า "ซินโหย่ว" เป็นชื่อปีที่รัฐประหารนั้นเกิดขึ้น

การว่าราชการหลังม่าน[แก้]

รัชศกใหม่[แก้]

ชาวฮั่นที่พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงตั้งเป็น
ผู้ว่าราชการมณฑลภาคใต้
[ค.ศ. 1863]
มณฑล ผู้ว่าราชการ
เจ้อเจียง จั่ว จงถัง (จีน: 左宗棠; พินอิน: Zuǒ Zōngtáng)
เหอหนาน เจิ้ง หยวนชั่น (จีน: 鄭元善; พินอิน: Zhèng Yuánshàn)
อันฮุย หลี่ ซู่อี๋ (จีน: 李續宜; พินอิน: Lǐxùyí)
เหอเป่ย์ หยัน ชู่เซิน (จีน: 嚴樹森; พินอิน: Yán Shùsēn)
เจียงซี เชิ่น เป่าเจิน (จีน: 沈葆楨; พินอิน: Shěn Bǎozhēn)
เจียงซู หลี่ หงจัง (จีน: 李鴻章; พินอิน: Lǐ Hóngzhāng)
กวางซี หลิว ฉังโย่ว (จีน: 劉長佑; พินอิน: Liú Chángyòu)
หูหนาน เหมา หงปิน (จีน: 毛鴻賓; พินอิน: Máo Hóngbīn)

ไม่กี่วันหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารซินโหย่ว พระพันปีหลวงฉือสี่ได้มีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เจ้าชายกงทรงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอำนวยการและกระทรวงกลาโหม โดยให้ทรงได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นสองเท่าจากปรกติ กับทั้งโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระธิดาของเจ้าชายกงขึ้นเป็นเจ้าฟ้าหญิงตำแหน่ง "กู้หรุน" (Gurun) อันเป็นตำแหน่งที่สงวนไว้พระราชทานแก่พระราชธิดาพระองค์แรกของสมเด็จพระจักรพรรดินีเท่านั้น[ต้องการอ้างอิง] ถึงแม้เจ้าชายกงจะทรงได้รับตำแหน่งสูงและมากเพียงไร พระพันปีหลวงฉือสี่ก็ทรงพยายามเลี่ยงที่จะให้เจ้าชายกงมีพระอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ

ในการออกว่าราชการหลังม่านครั้งแรกของพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์ซึ่งประทับคู่กัน ณ พระราชบัลลังก์หลังม่าน โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ซึ่งยังทรงพระเยาว์อยู่ประทับพระราชอาสน์อยู่หน้าม่านนั้น พระพันปีหลวงฉือสี่ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระจักรพรรดิได้ตราพระราชกฤษฎีกาสำคัญสองฉบับ ฉบับแรกให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองมีพระราชอำนาจในการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับราชการบ้านเมืองได้โดยเบ็ดเสร็จ ผู้ใดจะแทรกแซงมิได้ และฉบับที่สองให้เปลี่ยนชื่อรัชกาลปัจจุบันจาก "ฉีเสียง" (จีน: 祺祥; พินอิน: Qíxiáng; "สมบูรณ์พูนสุข") เป็น "ถงจื้อ" (จีน: 同治; พินอิน: Tóngzhì) เนื่องจากพระพันปีหลวงฉือสี่ทรงพอพระราชหฤทัยในความหมายของชื่อ "ถงจื้อ" ที่แปลว่า การปกครองแผ่นดินด้วยกันระหว่างพระพันปีหลวงฉือสี่และพระพันปีหลวงฉืออัน มากกว่า[ต้องการอ้างอิง]

การกวาดล้างระบอบข้าราชการประจำ และกบฏไท่ผิงฯ[แก้]

พลเอกเจิงกั๋วฝัน [21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1811— 12 มีนาคม ค.ศ. 1932]

พระพันปีหลวงฉือสี่เถลิงอำนาจในยามที่การเมืองของประเทศยังไม่นิ่ง อันเป็นผลมาจากการที่ข้าราชการเอาแต่ฉ้อราษฎร์บังหลวง การแทรกแซงจากต่างชาติ และสงครามฝิ่นที่ยังไม่ระงับไปเสียทีเดียวเนื่องจากกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว (จีน: 太平天国; พินอิน: Tàipíngtiānguó; "เมืองแมนแดนสันติ") ยังคงลุกลามครอบคลุมภาคใต้ของจีนอยู่ทั่วไปโดยยังคอยแบ่งแยกดินแดนทีละน้อย ๆ พระพันปีหลวงฉือสี่จึงทรงจัดให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติราชการ โดยให้ข้าราชการระดับสูงตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นไปมีหน้าที่เฝ้าทูลละอองธุรีพระบาทครั้งละรายเพื่อทรงสอบด้วยพระองค์เอง ซึ่งพระพันปีหลวงฉือสี่ก็ได้ทรง "เชือดไก่ให้ลิงดู" ด้วยการสั่งประหารชีวิตข้าราชการสองรายทันทีเมื่อทรงตรวจพบพฤติการณ์ทุจริต คือ ชิงอิ๋ง (พินอิน: Qingying) ผู้พยายามติดสินบนเพื่อตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้น และ เหอกุ้ยชิง (พินอิน: He Guiqing) ผู้สำเร็จราชการมณฑลแยงซีที่เอาตัวรอดหนีไปยังอำเภอฉางโจวในขณะที่กบฏไท่ผิงฯ เข้าโจมตีมณฑลของตน[ต้องการอ้างอิง]

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงเผชิญคือ ความเสื่อมลงของระบบราชการ เนื่องจากแต่ก่อนตำแหน่งหน้าที่ราชการมักสงวนไว้แก่ชาวแมนจูซึ่งเข้าปกครองประเทศจีนเท่านั้น ส่วนชาวฮั่นซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ถึงแม้จะมีความสามารถแต่ก็ไม่อาจรับราชการในตำแหน่งสูงได้ พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงเล็งเห็นข้อนี้ และทรงพบว่ายังมีข้าราชการทหารชาวฮั่นนายหนึ่งชื่อว่า เจิงกั๋วฝัน (จีน: 曾国藩; พินอิน: Zēng Guófán) มีความสามารถทางการทหารเป็นล้นพ้น จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีภารกิจแรกคือการปราบปรามกบฏไท่ผิงฯ โดยเร็ว[ต้องการอ้างอิง] และอีกสองถึงสามปีถัดมา พระพันปีหลวงฉือสี่ยังได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งชาวฮั่นผู้มีความสามารถสูงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดทางภาคใต้ทุกจังหวัด ซึ่งฝ่ายชาวแมนจูเองเห็นเป็นการลดทอนอำนาจตนลงไปถนัดตา

เจิงกั๋วฝันและกองทัพสามารถปราบปรามกบฏไท่ผิงฯ ได้อย่างราบคาบในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1864 ที่เมืองหนานจิง เจิงกั๋วฝันจึงได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานศักดินาระดับ "เจ้าพระยา" ของไทย ซึ่งในภาษาอังกฤษเขียนว่า "พลเอก" (อังกฤษ: General)[ต้องการอ้างอิง] กับทั้งวงศาคณาญาติของเจิงกั๋วฝันและข้าราชการทหารชาวฮั่นระดับนายพลที่ร่วมป้องกันประเทศครั้งนี้ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศถาบรรดาศักดิ์โดยถ้วนหน้า[ต้องการอ้างอิง]

เนื่องเพราะกบฏไท่ผิงฯ มีสาเหตุมาจากการเอาใจออกห่างรัฐบาล พระพันปีหลวงฉือสี่จึงทรงพระปริวิตกเกี่ยวกับภัยคุกคามภายในต่อพระราชอำนาจของพระองค์ โดยเฉพาะเจ้าชายกงซึ่งทรงมีคนจงรักภักดีเกือบครึ่งประเทศ ทำให้ต้องทรงเฝ้าระวังเจ้าชายกงเป็นพิเศษ[ต้องการอ้างอิง] และด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าเจ้าชายกงจะได้ทรงปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นที่น่าพอใจถึงขนาดที่ได้รับพระราชทานบำเหน็จตอบแทนและประโยชน์อื่นมากมาย แต่เมื่อขุนนางไช่เช่าฉี (พินอิน: Cai Shaoqi) ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอให้ทรงปลดเจ้าชายกงออกจากตำแหน่งทั้งปวงทางราชการเสีย ก็ทรงพระกรุณาให้รับเรื่องไว้พิจารณาทันที ฝ่ายเจ้าชายกงไม่ทรงเห็นว่าฎีกาดังกล่าวสลักสำคัญอย่างไร เพราะมีพระดำริว่าทรงมีพรรคพวกและผู้สนับสนุนพอสมควรแล้ว ครั้นเดือนเมษายน ค.ศ. 1865 พระพันปีหลวงฉือสี่ประกาศความผิดของเจ้าชายกง ข้อหนึ่งในรายการอันยาวเหยียดนั้นว่า เพราะเจ้าชายกงทรงประพฤติไม่บังควรหน้าที่นั่งหลายครั้งหลายครา สุดที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองจะทรงอดกลั้นไว้ได้อีก แล้วจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้เจ้าชายกงพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ทางราชการทั้งปวง แต่ให้ทรงดำรงพระยศเจ้าชายต่อไปได้[10]

การปลดเจ้าชายกงยังให้เกิดความสนเท่ห์ในหมู่ข้าราชการยิ่งนัก และโดยการนำของ เจ้าชายอี้ชง (จีน: 奕誴亲王; พินอิน: Yìcōng Qīnwáng) และ เจ้าชายฉุน (จีน: 醇亲王; พินอิน: Chún Qīnwáng) สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่ห้าและที่เจ็ดในสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง ได้มีการเข้าชื่อกันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานให้ทรงคืนตำแหน่งหน้าที่แก่เจ้าชายกงดังเดิม ซึ่งพระพันปีหลวงฉือสี่ได้ทรงคืนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคืนให้แก่เจ้าชายกงเพียงตำแหน่งเดียว และนับแต่นั้นมา เจ้าชายกงก็ไม่ได้ทรงมีบทบาททางการเมืองอีกเลย

อิทธิพลจากต่างชาติ[แก้]

หลี่หงจัง [15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1793— 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1901]
จั่วจงถัง (10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1792—5 กันยายน ค.ศ. 1855), วาดใน ค.ศ. 1895

พระพันปีหลวงฉือสี่เถลิงอำนาจในยามที่ยุทธนาการของจีนล้วนพ้นสมัย และที่สำคัญ จีนไม่คบค้าสมาคมกับมหาอำนาจทางตะวันตก เป็นเหตุให้ขาดการติดต่อแลกเปลี่ยนวิทยาการอันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศ กับทั้งโดยที่ทรงเล็งเห็นว่า ไม่มีทางที่เศรษฐกิจอันมีการกสิกรรมเป็นหลักของจีนจะไปสู้เศรษฐกิจอันมีอุตสาหกรรมเป็นหลักของชาติตะวันตกได้ พระพันปีหลวงฉือสี่จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยให้ริเริ่มเรียนรู้และรับเอาวิทยาการตะวันตก นโยบายในการบริหารประเทศเช่นนี้มีขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐราชาธิปไตยจีน[ต้องการอ้างอิง] โดยได้มีพระราชเสาวนีย์ให้ข้าราชการชาวฮั่นคนสำคัญอันได้แก่ เจิงกั๋วฝัน, หลี่หงจัง (จีน: 李鴻章; พินอิน: Lǐ Hóngzhāng) และ จั่วจงถัง (จีน: 左宗棠; พินอิน: Zuǒ Zōngtáng) ไปร่างและควบคุมโครงการด้านอุตสาหกรรมในภาคใต้ของประเทศ

เพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว ใน ค.ศ. 1863 ผู้สำเร็จราชการแทนพระองคฺ์ทั้งสองจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งวิทยาลัยถงเหวินกว่าน (จีน: 同文館; พินอิน: Tóng Wén Guǎn; "วิทยาลัยสหวิทยาการ") ขึ้นในกรุงปักกิ่ง เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ภาษาตะวันตก และต่อมาได้ขยายครอบคลุมถึงการเรียนรู้วิทยาการและนวัตกรรมต่างประเทศด้วย[11]

วิทยาลัยถงเหวินกว่านเปิดสอนภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษารัสเซีย และภาษาญี่ปุ่น กับทั้งเคมี แพทยศาสตร์ กลศาสตร์ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และกฎหมายนานาชาติ โดยรัฐบาลว่าจ้างผู้ชำนัญพิเศษชาวต่างชาติเป็นอาจารย์[12] กระนั้น ถงเหวินกว่านไม่ใช่วิทยาลัยแรกที่เปิดสอนภาษาต่างประเทศในจีน เพราะก่อนหน้านี้ในสมัยราชวงศ์หมิงได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยเอ๋อหลัวซีกว่าน (จีน: 俄羅斯館; พินอิน: É Luó Sī Guǎn; "วิทยาลัยรัสเซีย") ขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1708 เพื่อสอนวิชาการแปลและการเป็นล่ามภาษาเอเชียทั้งหลาย ซึ่งต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาให้วิทยาลัยถงเหวินกว่างรับวิทยาลัยเอ๋อโหล๋วสีกว่านเข้าสมทบ [13] ปัจจุบัน วิทยาลัยถงเหวินกว่างสังกัดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง

อนึ่ง ในครั้งนั้นยังได้มีการจัดส่งชายหนุ่มจำนวนหนึ่งไปศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศอีกด้วย

อย่างไรก็ดี นโยบายของรัฐบาลจีนดังกล่าวดำเนินไปได้ไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากด้านการทหารนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปใหม่ทั้งระบบ แต่พระพันปีหลวงฉือสี่กลับทรงแก้ไขปัญหาด้วยการซื้อเรือรบเจ็ดลำจากสหราชอาณาจักร อันเรือรบนั้นเมื่อมาเทียบท่าจีนก็ได้บรรทุกกะลาสีชาวอังกฤษซึ่งอยู่ในบังคับของอังกฤษมาด้วยเต็มลำ ชาวจีนเห็นว่าการที่สหราชอาณาจักรทำดังกล่าวเป็นการยั่วโมโห เพราะเรือเป็นของจีนซึ่งถือตนว่าเป็นศูนย์กลางของโลก มีฐานะและเกียรติยศสูงส่ง แต่กลับเอาต่างชาติซึ่งจีนเห็นว่าเป็นอนารยชนทุกชาติไปนั้นมาใส่ จีนจึงให้สหราชอาณาจักรเอาเรือกลับคืนไปทุกลำ เรือนั้นเมื่อกลับไปแล้วก็นำไปประมูลต่อไป และการกระทำของรัฐบาลจีนครั้งนี้ก็เป็นที่ขบขันของชาติตะวันตกอยู่ระยะหนึ่ง[ต้องการอ้างอิง]

ส่วนด้านวิชาการนั้นก็ประสบอุปสรรค เนื่องจากพระราชอัธยาศัยและวิธีการคิดเก่า ๆ แบบอนุรักษนิยมของพระพันปีหลวงฉือสี่ที่ทรงพระกังวลเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระองค์ว่าจะถูกลิดรอนไป[ต้องการอ้างอิง]

ในการก่อสร้างทางรถไฟหลวงนั้น พระพันปีหลวงฉือสี่ไม่พระราชทานพระราชานุมัติ โดยทรงอ้างว่าเสียงอันดังของรถไฟอาจไปรบกวนบรรดาบูรพจักรพรรดิที่บรรทมอยู่ในฮวงซุ้ยหลวง กระทั่ง ค.ศ. 1877 ได้ทรงเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีรถไฟในจักรวรรดิตามคำกราบบังคมทูลของหลี่หงจัง จึงพระราชทานพระราชานุมัติให้จัดสร้างได้ แต่ต้องเป็นรถไฟแบบม้าลาก[14]

พระพันปีหลวงฉือสี่ยังทรงหวั่นเกรงแนวคิดเสรีนิยมของผู้ที่ไปเล่าเรียนต่างประเทศกลับมา เนื่องจากทรงเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นภัยรูปแบบใหม่ที่จะคุกคามพระราชอำนาจของพระองค์ ดังนั้น ใน ค.ศ. 1881 จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้เลิกจัดส่งเด็กหนุ่มไปเล่าเรียนยังต่างประเทศ และพระราชอัธยาศัยเปิดกว้างที่ทรงมีต่อต่างชาติก็ค่อย ๆ ตีบแคบลงนับแต่นั้น[ต้องการอ้างอิง]

การบรรลุนิติภาวะของสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ[แก้]

สำหรับด้านการอภิบาลสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อนั้น พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงเข้มงวดกวดขันสมเด็จพระจักรพรรดิในทุก ๆ ด้านอย่างยิ่ง โดยด้านการศึกษา ทรงเลือกสรรและแต่งตั้งราชครูสำหรับสมเด็จพระจักรพรรดิด้วยพระองค์เอง ราชครูทูลเกล้าฯ ถวายการสอนวิชาวรรณกรรมคลาสสิก และให้ทรงศึกษาคัมภีร์โบราณ ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิไม่ทรงสนพระราชหฤทัยแม้แต่น้อย พระพันปีหลวงฉือสี่จึงทรงเข้มงวดกับพระราชโอรสกว่าเดิมเพื่อให้ทรงใฝ่พระราชหฤทัยศึกษาเพื่อสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์เอง

ราชครูเวิงถงเหอ (จีน: 翁同龢; พินอิน: Wēng Tónghé) บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระจักรพรรดิไม่ทรงสามารถอ่านหนังสือได้จบประโยคแม้จะมีพระชนมพรรษาสิบหกพรรษาแล้วก็ตาม[ต้องการอ้างอิง] ทำให้พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงพระปริวิตกเกี่ยวกับความหย่อนพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระจักรพรรดิอย่างยิ่ง

การอภิเสกสมรส[แก้]

สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ [27 เมษายน ค.ศ. 1856—12 มกราคม ค.ศ. 1875]

ค.ศ. 1872 เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อมีพระชนมพรรษาได้สิบเจ็ดพรรษา พระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์ต่างมีพระราชประสงค์จะให้ได้ทรงอภิเสกสมรสกับสตรีที่ตนคัดสรรเอาไว้แล้ว

ด้านพระพันปีหลวงฉืออันนั้น ทรงหมายพระเนตรสตรีแมนจูผู้มากคุณสมบัตินางหนึ่งจากสกุล อาหลูเท่อ (พินอิน: Alute) นางอาหลูเท่อนั้นเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีการศึกษาสูง บิดาเป็นข้าราชการระดับสูงและมากความสามารถหลายด้านชื่อว่า ”ฉงฉี่” (จีน: 崇绮; พินอิน: Chóngqǐ) นางได้รับการอบร่มบ่มเพาะมาอย่างดี มีความสามารถมากเช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว ประวัติศาสตร์บันทึกว่านางมีความสามารถโดดเด่นทางด้านการประพันธ์ วรรณกรรม การดนตรี และศิลปะ และยังบันทึกอีกว่านางสามารถอ่านหนังสือสิบบรรทัดได้ในหนึ่งกะพริบตาเท่านั้น ด้านพระพันปีหลวงฉือสี่นั้น มีพระราชดำริจะให้สมเด็จพระจักรพรรดิได้อภิเสกสมรสกับข้าหลวงในพระองค์นางหนึ่งจากสกุล ฟูจา (พินอิน: Fuca) ทำให้พระพันปีหลวงทั้งสองทรงผิดพระราชหฤทัยกัน พระพันปีหลวงฉือสี่ซึ่งมีพระราชดำริว่าพระพันปีหลวงฉืออันเป็นสตรีโง่เขลาแต่เมื่อนานมาแล้วก็ไม่พอพระราชหฤทัยพระพันปีหลวงฉืออันยิ่งขึ้น ด้านพระพันปีหลวงฉืออันนั้นก็ได้ตรัสบริภาษพระพันปีหลวงฉือสี่ว่าควรมีจริยธรรมในการปกครองครอบครัวมากกว่านี้ เพราะสตรีที่พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงคัดเลือกไว้นั้นมีชาติตระกูลและคุณสมบัติต่ำกว่าสตรีที่พระพันปีหลวงฉืออันทรงเลือกไว้อย่างเห็นได้ชัด

ความขัดแย้งดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อมีพระราชวินิจฉัยเลือกนางอาหลูเท่อเป็นพระอัครมเหสี โดยโปรดให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรสขึ้นในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1872 และมีพระบรมราชโองการให้สถาปนานางอาหลูเท่อขึ้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินี ทรงพระนามาภิไธยว่า "เจียชุ้น" (จีน: 嘉顺; พินอิน: Jiā Shùn) ส่วนสตรีที่พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงเลือกสรรไว้นั้น โปรดรับเอาไว้เป็นพระชายา

เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1873 สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อมีพระชนมพรรษาครบสิบแปดพรรษา ซึ่งถือว่าทรงบรรลุนิติภาวะและทรงสามารถบริหารพระราชภาระได้โดยพระองค์เองแล้ว อันหมายความว่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองก็จะพ้นจากตำแหน่งโดยนิตินัย แต่โดยพฤตินัยแล้ว พระพันปีหลวงฉือสี่ยังทรงกำกับการบริหารราชการแผ่นดินอยู่เช่นเคย เนื่องจากสมเด็จพระจักรพรรดิทรงแต่พระสำราญกับสมเด็จพระจักรพรรดินี หาได้เอาใจใส่กิจการบ้านเมืองอย่างเต็มที่ไม่

พระพันปีหลวงฉือสี่พระราชทานพระราโชวาทแก่สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อและสมเด็จพระจักรพรรดินีเจียชุ้นว่าทั้งสองพระองค์ยังทรงอ่อนพระชนมพรรษาเกินไป สมควรกลับไปทรงศึกษาวิธีการบริหารบ้านเมืองให้บังเกิดประสิทธิผลให้ทรงเข้าพระทัยอย่างถ่องแท้เสียก่อน สมควรแล้วที่พระพันปีหลวงฉือสี่จะได้ทรงยื่นพระหัตถ์เข้ามาช่วยกำกับราชการ พระพันปีหลวงฉือสี่ยังได้ทรงส่งขันทีในพระองค์ปลอมปนเข้าไปสอดแนมความเคลื่อนไหวของฝ่ายสมเด็จพระจักรพรรดิอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ทรงทราบว่า ทั้งสองพระองค์ไม่ทรงนำพาพระราโชวาทดังกล่าว ก็มีพระราชเสาวนีย์เป็นเด็ดขาดให้สมเด็จพระจักรพรรดิเอาใจใส่พระราชภาระให้มากขึ้น ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิก็ได้แต่ทรงตกปากรับคำ

การบริหารราชการของสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ[แก้]

ระหว่างที่สมเด็จพระจักรพรรดิทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองใน ค.ศ. 1873ค.ศ. 1875 ได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการปฏิสังขรณ์พระราชวังหยวนหมิงหยวน (จีน: 圆明园; พินอิน: Yuán Míng Yuán; “พระราชวิสุทธอุทยาน”; อังกฤษ: Tactfully Pure Garden) ที่ถูกกองผสมนานาชาติเผาทำลายไปในสงครามฝิ่น โดยทรงปรารภว่าเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเป็นของขวัญแด่พระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์ ทั้งนี้ พระราชวังหยวนหมิงหยวนตั้งอยู่ตอนเหนือของกรุงปักกิ่ง และได้รับการขนานนามจากนานาชาติว่าเป็น "ที่สุดแห่งสวน"[ต้องการอ้างอิง] ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า ความจริงแล้วสมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชประสงค์จะให้พระพันปีหลวงฉือสี่เสด็จแปรพระราชฐานไปให้ไกลจากพระราชวังหลวง เพื่อที่จะได้ทรงบริหารพระราชภาระได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดคอยควบคุมอีกต่อไป[ต้องการอ้างอิง]

อนึ่ง ในระยะดังกล่าว พระคลังมหาสมบัติร่อยหรอลงไปจนเหลือเพียงน้อยนิดเนื่องเพราะใช้จ่ายไปการสงครามกับต่างชาติและการปราบปรามอั้งยี่ซ่องโจรภายใน สมเด็จพระจักรพรรดิจึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้คณะกรรมการบริหารพระคลังมหาสมบัติกระทำการใด ๆ ให้ได้มาสู่พระคลังซึ่งเงินและทรัพย์สิน กับทั้งรับสั่งให้พระบรมวงศ์ ข้าราชการชั้นสูง และผู้มีบรรดาศักดิ์ทั้งปวงช่วยกันบริจาคเงินและทรัพย์สินให้แก่พระคลัง ในการนี้ ยังได้ทรงติดตามและตรวจสอบผลการดังกล่าวด้วยพระองค์เองด้วย

อย่างไรก็ดี สมเด็จพระจักรพรรดิไม่มีพระราชขันติเพียงพอต่อความคับข้องพระราชหฤทัยในอันที่ถูกสมเด็จพระราชชนนีบริภาษและบังคับเคี่ยวเข็ญ กับทั้งมีพระราชดำริว่าพระองค์ทรงโดดเดี่ยวเปลี่ยวพระราชหฤทัยเกินไป จึงทรงระบายพระราชอารมณ์บ่อย ๆ ด้วยการทรงโบยขันทีอย่างรุนแรงด้วยพระองค์เองสำหรับความผิดเล็กน้อย อันเป็นผลจากพระโทสะที่ร้ายกาจขึ้นเพราะความบกพร่องลงของพระขันติดังกล่าว[ต้องการอ้างอิง] นอกจากนี้ ด้วยความช่วยเหลือและชักชวนของบรรดาขันทีและเจ้าชายไจ้เชิง (พินอิน: Zaicheng) พระโอรสพระองค์แรกของเจ้าชายกงและพระสหายคนสนิทของสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ จึงทรงสามารถเสด็จออกไปทรงพระสำราญพระราชหฤทัยนอกพระราชวังได้บ่อยครั้ง โดยทรงพระภูษาเช่นสามัญชนแล้วลอบเสด็จฯออกจากพระราชวังในยามเย็นเพื่อไปประทับอยู่ ณ โรงหญิงนครโสเภณีตลอดคืน[ต้องการอ้างอิง]

เนื่องเพราะ "ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดก็ไม่มิด" พฤติกรรมทางเพศดังกล่าวของสมเด็จพระจักรพรรดิจึงเป็นที่โจษจันตลอดทั้งชาววังถึงชาวบ้านร้านตลาด และยังได้รับการบันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์จีนหลายฉบับด้วย[ต้องการอ้างอิง] ดังนั้น ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1874 บรรดาพระบรมวงศ์ตลอดจนข้าราชการและพนักงานของรัฐชั้นผู้ใหญ่ที่ต่างระอาในสมเด็จพระจักรพรรดิ จึงพากันเข้าชื่อกันทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำเพื่อให้ทรงนำพาราชการไปให้ตลอดรอดฝั่ง และขอพระราชทานให้ทรงงดการปฏิสังขรณ์พระราชวังหยวนหมิงหยวนเสีย ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิไม่ทรงสบพระราชอารมณ์อย่างยิ่ง มีพระบรมราชโองการให้ปลดเจ้าชายกงซึ่งทรงร่วมเข้าพระนามด้วย ออกเสียจากฐานันดรศักดิ์ในพระราชวงศ์ กลายเป็นสามัญชน ไม่กี่วันถัดจากนั้นได้มีพระบรมราชโองการให้ปลด เจ้าชายเตวิน (จีน: ; พินอิน: Dūn) , เจ้าชายฉุน, เจ้าชายอี้จวน (พินอิน: Yizuan) , เจ้าชายอี้ฮุย (พินอิน: Yihui) , เจ้าชายชิง (พินอิน: Qing) ตลอดจนข้าราชการและรัฐบุรุษคนอื่น ๆ ที่เข้าชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาดังกล่าว เช่น พลเอกเจิงกั๋วฝัน, หลี่หงจัง, เหวินเสียง (จีน: 文祥; พินอิน: Wén Xiáng) ฯลฯ ออกจากจากฐานันดรศักดิ์ในพระราชวงศ์ บรรดาศักดิ์ และตำแหน่งหน้าที่ทางราชการทั้งสิ้น

พระพันปีหลวงฉือสี่และพระพันปีหลวงฉืออันทรงทราบความโกลาหลในพระราชสำนักแล้ว ก็เสด็จออก ณ ท้องพระโรงด้วยกันขณะที่สมเด็จพระจักพรรดิถงจื้อทรงออกขุนนาง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์รัฐราชาธิปไตยจีน[ต้องการอ้างอิง] ทั้งสองพระองค์ตรัสบริภาษสมเด็จพระจักรพรรดิ พร้อมมีพระราโชวาทแนะนำให้ทรงยกเลิกพระบรมราชโองการปลดพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเหล่านั้นเสีย เป็นเหตุให้สมเด็จพระจักรพรรดิทรงเสียพระราชหฤทัยนักที่ไม่อาจทรงบริหารพระราชอำนาจได้อย่างเด็ดขาด และทรงระบายพระราชอารมณ์ด้วยการเสด็จประทับโรงหญิงนครโสเภณีเช่นเดิมอีก

การสวรรคตของสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ[แก้]


หลังจากนั้นเป็นที่ร่ำลือทั่วกันว่า สมเด็จพระจักรพรรดิประชวรพระโรคซิฟิลิส ซึ่งโบราณเรียก “โรคสำหรับบุรุษ” เกิดจากการสัมผัสหรือร่วมประเวณีกับผู้ป่วยโรคนี้ พระพันปีหลวงฉือสี่จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้คณะแพทย์หลวงเข้าตรวจพระอาการ พบว่าสมเด็จพระจักรพรรดิประชวรพระโรคซิฟิลิสจริง[ต้องการอ้างอิง] เมื่อทรงทราบแล้วพระพันปีหลวงฉือสี่ทรงเตือนให้คณะแพทย์เก็บงำความข้อนี้เอาไว้ เพราะเรื่องดังกล่าวย่อมเป็นความอื้อฉาวน่าอดสูขนานใหญ่ คณะแพทย์จึงจัดทำรายงานเท็จเกี่ยวกับพระอาการแทน โดยรายงานว่าสมเด็จพระจักรพรรดิประชวรไข้ทรพิษ และถวายการรักษาตามพระอาการไข้ทรพิษ อันไข้ทรพิษนั้นมีลักษณะและอาการแต่ผิวเผินคล้ายคลึงกับโรคซิฟิลิส และชาวจีนยังนิยมว่าผู้ป่วยเป็นเป็นไข้ทรพิษถือว่ามีโชค[ต้องการอ้างอิง]

อย่างไรก็ดี เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิประชวรนั้น พระพันปีหลวงฉือสี่ได้ทรงประกาศในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระจักรพรรดิว่า สมเด็จพระจักรพรรดิประชวรไข้ทรพิษ ถือเป็นมงคลแก่บ้านเมือง[ต้องการอ้างอิง] และในระหว่างการรักษาพระองค์นี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระพันปีหลวงฉือสี่และพระพันปีหลวงฉืออันเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน ซึ่งนับได้ว่าพระพันปีหลวงฉือสี่กลับเข้าดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกครั้ง

โดยที่คณะแพทย์ถวายการรักษาพระอาการไข้ทรพิษเพื่อตบตาผู้คน แต่ความจริงแล้วทรงเป็นซิฟิลิส สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อจึงเสด็จสวรรคตในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 1875

เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อเสด็จสวรรคตแล้ว พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงพระพิโรธว่าเป็นความผิดของสมเด็จพระอัครมเหสีเจียชุ้น และมีพระราชเสาวนีย์ให้ตัดข้าวตัดน้ำสมเด็จพระอัครมเหสีนับแต่นั้น สมเด็จพระอัครมเหสีจึงลอบส่งลายพระหัตถ์ไปถึงพระราชบิดาขอให้ช่วย ซึ่งพระราชบิดาทรงตอบกลับมาด้วยความจนปัญญาว่า "พระองค์ทรงทราบดีว่าควรทำเช่นไร" (จีน: 皇后圣明; พินอิน: huánghòushèngmíng , หวงโฮ่วเซิ่งหมิง) สมเด็จพระอัครมเหสีจึงทรงกระทำอัตวินิบาตกรรม ซึ่งพระพันปีหลวงฉือสี่ได้มีรับสั่งให้จัดพระราชพิธีพระบรมศพถวายอย่างสมพระเกียรติ และให้ประกาศว่าสมเด็จพระอัครมเหสีทรงกระทำเช่นนั้นด้วยความ "รักและคิดถึง" พระราชภัสดาอย่างยิ่งยวด

การเป็นผู้สำเร็จราชการฯ อีกหน[แก้]

การเผชิญหน้ากับโลกใหม่[แก้]

สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ [14 สิงหาคม ค.ศ. 1871— 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908]

ด้วยสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อมิได้ทรงตั้งรัชทายาทไว้ และในการเฟ้นหาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการสืบราชสันตติวงศ์ก็ไม่อาจหาพระราชวงศ์ในลำดับชั้นสูงกว่าสมเด็จพระจักรพรรดิคือที่ประสูติก่อนสมเด็จพระจักรพรรดิได้ จึงจำต้องคัดเลือกจากผู้มีประสูติกาลในรุ่นเดียวกับหรือรุ่นหลังจากรุ่นดังกล่าว พระพันปีหลวงฉือสี่จึงทรงเห็นชอบให้เจ้าชายไจ้เทียน พระโอรสในเจ้าชายฉุน (จีน: 醇贤亲王; พินอิน: Chún Xián Qīn Wáng) กับพระขนิษฐภคินีของพระพันปีหลวงฉือสี่ พระชนม์สี่พรรษา เสวยราชย์เป็นรัชกาลถัดมา โดยให้เริ่มปีที่ 1 แห่งรัชศก "กวังซวี่" อันมีความหมายว่า "รัชกาลอันรุ่งเรือง" ใน ค.ศ. 1875 เมื่อพระพันปีหลวงฉือสี่มีพระราชเสาวนีย์ดังนั้น เจ้าชายไจ้เทียนก็ทรงถูกนำพระองค์ไปจากพระราชฐานทันทีและนับแต่นี้ไปจนตลอดพระชนม์ก็ทรงถูกตัดขาดจากครอบครัวโดยสิ้นเชิง ทรงได้รับการศึกษาจากราชครูเวิงถงเหอ (จีน: 翁同龢; พินอิน: Wēngtónghé) เมื่อมีพระชนม์ได้ห้าพรรษา

วันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1881 ระหว่างทรงออกขุนนางตอนเช้า พระพันปีหลวงฉืออันทรงรู้สึกไม่สบายพระองค์จึงนิวัตพระราชฐาน และสวรรคตในบ่ายวันนั้น การสวรรคตโดยปัจจุบันทันด่วนของพระพันปีหลวงฉืออันสร้างความตื่นตะลึงแก่ประชาชนทั่วไป เพราะพระสุขภาพพลานามัยของพระพันปีหลวงอยู่ในขั้นดียิ่งยวดเสมอมา ครั้งนั้น เกิดข่าวลือแพร่สะพรัดทั่วไปในจีนว่าเป็นพระพันปีหลวงฉือสี่ที่ทรงวางพระโอสถพิษแก่พระพันปีหลวงฉืออัน ว่ากันว่าสาเหตุอาจเป็นเพราะกรณีประหารขันทีอันเต๋อไห่ หรือเพราะพระพันปีหลวงฉืออันทรงถือพระราชโองการจากสมเด็จพระจักรพรรดิในพระโกศให้มีพระราชอำนาจสั่งประหารพระพันปีหลวงฉือสี่ได้หากว่าพระนางทรงก้าวก่ายการบ้านการเมืองหรือมีพระราชวิสัยไม่เหมาะสมอย่างไร[ต้องการอ้างอิง] อย่างไรก็ดี ข่าวลือดังกล่าวยังไร้หลักฐานยืนยันข้อเท็จจริง และนักประวัติศาสตร์ไม่ยอมรับอย่างเต็มร้อยในเรื่องการวางพระโอสถพิษดังกล่าว แต่สันนิษฐานกันว่าพระพันปีหลวงฉืออันประชวรพระโรคลมปัจจุบันโดยอ้างอิงบันทึกทางการแพทย์ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารทางประวัติศาสตร์สมัยนั้น[ต้องการอ้างอิง] การทิวงคตของพระพันปีหลวงฉืออันส่งผลให้พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียวอย่างเต็มพระองค์

เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องว่า ในขณะที่ทหารเรือจีนพ่ายแพ้สงครามจีน-ญี่ปุ่น ค.ศ. 1897 อย่างราบคาบและสูญเสียอาวุธยุโธปกรณ์สมัยใหม่ไปมากในครั้งนี้ พระพันปีหลวงฉือสี่แทนที่จะทรงอนุมัติงบประมาณไปปรับปรุงกองทัพ กลับนำไปปฏิสังขรณ์พระราชวังฤดูร้อนส่วนพระองค์ ซึ่งความจริงแล้ว เงินงบประมาณดังกล่าวตั้งไว้สำหรับพระราชทานแก่พระราชวงศ์และข้าราชการต่าง ๆ เป็นบำเหน็จในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เพื่อนำเงินไปปรับปรุงกองทัพ พระพันปีหลวงฉือสี่จึงมีพระราชเสาวนีย์โปรดให้ยกเลิกงานแซยิดของพระองค์อันกำหนดให้จัดขึ้นในปีถัดมา ยังให้บุคคลหลายฝ่ายไม่พอใจเพราะมิได้รับเงินบำเหน็จดังกล่าว[ต้องการอ้างอิง] ส่วนเงินที่นำไปปรับปรุงพระราชวังพระพันปีหลวงฉือสี่นั้นได้แก่เงินสิบล้านตำลึงซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิพระราชทานแก่พระพันปีหลวงฉือสี่ในวันแซยิดของพระพันปีหลวงฉือสี่เมื่อ ค.ศ. 1895 นอกจากนี้ ในครั้งนั้น เจ้าชายจุน พระชนกของสมเด็จพระจักรพรรดิ ซึ่งทรงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือจีนแทนเจ้าชายกงที่ทรงถูกปลดไปเป็นองคมนตรีเหตุเพราะไม่อาจทรงนำชัยในสงครามจีน-ฝรั่งเศสมาได้ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายงบประมาณของกองทัพเรือไปสมทบทุนการปฏิสังขรณ์พระราชวังเอง เพราะทรงต้องการช่วยให้พระโอรสมีพระราชอำนาจในการบริหารราชการอย่างเต็มที่ โดยให้พระพันปีหลวงฉือสี่แปรพระราชฐานไปยังพระราชวังฤดูร้อน จะได้ไม่ต้องอยู่ใกล้กับราชการแผ่นดินอีก ซึ่งพระพันปีหลวงฉือสี่ก็มิได้ทรงปฏิเสธการปฏิสงขรณ์พระราชวังถวายแต่อย่างใด

การเสวยราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่[แก้]

ค.ศ. 1887 หลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่มีพระชนมพรรษาได้สิบหกพรรษา เป็นการทรงบรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้โดยลำพัง พระพันปีหลวงฉือสี่จึงมีประกาศพระราชเสาวนีย์ให้จัดพระราชพิธีเถลิงถวัลยราชสมบัติ อย่างไรก็ดี ด้วยความเกรงพระทัยและพระราชอำนาจของพระพันปีหลวงฉือสี่ บรรดาข้าราชการ นำโดยเจ้าชายฉุน (จีน: 醇贤亲王; พินอิน: Chún Xián Qīn Wáng) และราชครูเวิงถงเหอ (จีน: 翁同龢; พินอิน: Wēngtónghé) ซึ่งต่างคนต่างก็มีความมุ่งประสงค์ต่างกันไป ได้พากันคัดค้านและเสนอให้เลื่อนเวลาเสวยพระราชอำนาจตามลำพังของสมเด็จพระจักรพรรดิออกไปก่อนโดยให้เหตุผลว่ายังทรงพระเยาว์นัก พระพันปีหลวงฉือสี่ก็ทรงสนองคำเสนอดังกล่าว และมีประกาศพระราชเสาวนีย์ความว่า ด้วยสมเด็จพระจักรพรรดิยังทรงพระเยาว์นัก สมเด็จพระพันปีหลวงจึงทรงจำต้องอภิบาลราชการแผ่นดินทั้งปวงต่อไปอีก

อย่างไรก็ดี พระพันปีหลวงฉือสี่ก็จำต้องทรงคลายพระหัตถ์ออกจากพระราชอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิมีพระชนมพรรษาได้สิบแปดพรรษาและทรงอภิเสกสมรสใน ค.ศ. 1889 ทั้งนี้ ก่อนหน้าพระราชพิธีอภิเสกสมรส บังเกิดอาเพศเป็นมหาเพลิงลุกไหม้หมู่พระทวารแห่งนครต้องห้ามโดยเป็นผลมาจากพิบัติภัยทางธรรมชาติในช่วงนั้น แต่ตามความเชื่อของจีนว่ากันว่าเป็นลางบอกว่าพระมหาจักรพรรดิพระองค์ปัจจุบันทรงถูกสวรรค์เพิกถอน "อาณัติ" เสียแล้ว[ต้องการอ้างอิง]

และเพื่อให้ทรงสามารถครอบงำกิจการทางการเมืองได้ต่อไป พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงบังคับให้สมเด็จพระจักรพรรดิทรงเลือกนางจิ้งเฟิน (จีน: 靜芬; พินอิน: Jìngfēn) พระราชภาคิไนยของพระพันปีหลวงฉือสี่เอง เป็นสมเด็จพระอัครมเหสี ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิไม่โปรดเช่นนั้นแต่ก็ไม่อาจทรงขัดขืนได้ และในระยะต่อมาก็โปรดประทับอยู่กับพระมเหสีเจิน (จีน: 珍妃; พินอิน: Zhēnfēi) มากกว่ากับสมเด็จพระอัครมเหสี ยังให้พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงพระพิโรธอยู่เนือง ๆ ใน ค.ศ. 1894 เมื่อพระมเหสีเจิน สนับสนุนให้สมเด็จพระจักรพรรดิก่อรัฐประหารเพื่อชิงอำนาจทางการเมืองจากพระพันปีหลวงฉือสี่ พระพันปีหลวงฉือสี่ซึ่งทรงสดับความก่อนก็เสด็จไปบริภาษพระมเหสี ต่าง ๆ นานา และด้วยข้อหาว่าพระมเหสีทรงก้าวก่ายกิจการบ้านเมืองก็มีพระราชเสาวนีย์ให้ลงโทษเฆี่ยนตีและนำพระมเหสีไปจำขังไว้ ณ ตำหนักเย็นจิตนับแต่นั้น[ต้องการอ้างอิง]

นอกจากนี้ ถึงแม้สมเด็จพระจักรพรรดิจะมีพระชนมพรรษาสิบเก้าพรรษาแล้ว และถึงแม้พระพันปีหลวงฉือสี่จะเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับยังพระราชวังฤดูร้อนโดยทรงอ้างเหตุผลว่าเพื่อให้สมเด็จพระจักรพรรดิได้ทรงคลายพระราชหฤทัยว่าจะไม่ทรงก้าวกายการบริหารราชการแผ่นดินอีก แต่โดยพฤตินัยแล้วพระพันปีหลวงฉือสี่ยังทรงมีอิทธิพลเหนือสมเด็จพระจักรพรรดิผู้ซึ่งต้องเสด็จไปพระราชวังฤดูร้อนทุก ๆ วันที่สองหรือสามของสัปดาห์ เพื่อทูลถวายรายงานเกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองต่าง ๆ ต่อพระพันปีหลวงฉือสี่ และหากพระพันปีหลวงฉือสี่มีรับสั่งประการใดก็ต้องเป็นไปตามนั้น

การปฏิรูปร้อยวัน[แก้]

ขบวนเสด็จพระพันปีหลวง

หลังจากที่ทรงสามารถบริหารพระราชอำนาจโดยลำพังตามนิตินัยแล้ว สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ก็มีพระราชหฤทัยใฝ่ไปในทางพัฒนาอย่างสมัยใหม่มากกว่าใฝ่อนุรักษนิยมอย่างพระพันปีหลวงฉือสี่ และภายหลังที่จีนพ่ายแพ้สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรก และด้วยแรงผลักดันของนักปฏิรูปนิยมอย่างคังหยูเว่ย และเหลียงฉีเฉา สมเด็จพระจักรพรรดิจึงทรงเห็นดีเห็นงามในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอันมีญี่ปุ่นและเยอรมนีเป็นตัวอย่าง ซึ่งทรงเห็นว่าจะช่วยพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศจีนไปสู่ความรุ่งเรืองได้ ดังนั้น จึงทรงเริ่ม "การปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" หรือที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า "การปฏิรูปร้อยวัน" เพราะดำเนินไปเพียงหนึ่งร้อยวันก็ถูกพระพันปีหลวงฉือสี่ล้มเลิกหมดสิ้น การปฏิรูปดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1898 โดยสมเด็จพระจักรพรรดิมีพระบรมราชโองการเป็นจำนวนมากให้มีการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง ด้านกฎหมาย และด้านสังคม เพื่อให้เปลี่ยนเข้าสู่ระบอบราชาธิปไตยฯ ดังกล่าว

การปฏิรูปการเช่นว่าเป็นสิ่งที่ปัจจุบันทันด่วนเกินไปสำหรับประเทศจีนที่อิทธิพลของลัทธิขงจื้อยังมีอยู่มาก และยังทำให้พระพันปีหลวงฉือสี่ไม่สบพระราชหฤทัยอย่างยิ่งในแนวคิดเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอีกด้วยเฉกเช่นเดียวกับข้าราชการบางกลุ่ม พระพันปีหลวงฉือสี่จึงก่อรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินอีกครั้ง โดยในเช้ามืดของวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1898 เสด็จพระราชดำเนินนำสรรพกำลังบุกเข้าพระราชวังต้องห้าม แล้วมีพระราชเสาวนีย์ให้ทหารของหรงลู่จับกุมองค์สมเด็จพระจักรพรรดิไปคุมขังไว้ ณ พระตำหนักสมุทรมุข ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะจำลองที่จัดทำขึ้นกลางทะเลสาบจงหนานถัดออกไปจากหมู่นครต้องห้าม แล้วทรงประกาศพระราชเสาวนีย์ความว่า ด้วยเหตุที่สภาวะบ้านเมืองระส่ำระสาย มีการกบฏทั่วไปโดยมีอิทธิพลญี่ปุ่นหนุนหลังอันแทรกซึมมาภายใต้แนวคิดการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน สมเด็จพระจักรพรรดิไม่มีพระปรีชาสามารถพอจะทรงรับมือกับสถานการณ์ได้ จึงกราบบังคมทูลเชิญพระพันปีหลวงฉือสี่ให้ทรงรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกครั้ง นับว่ารัชกาลของสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่สิ้นสุดลงโดยพฤตินัยตั้งแต่วันนั้น

การยึดอำนาจการปกครองของพระพันปีหลวงฉือสี่ ส่งผลให้บรรดาสมัครพรรคพวกของสมเด็จพระจักรพรรดิ เช่น คัง โหย่วเหวย เป็นต้นถูกเนรเทศออกจากประเทศ และคนอื่น ๆ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินถูกประหารชีวิตในที่สาธารณะ สำหรับคัง โหย่วเหวย นั้นแม้จะถูกเนรเทศแต่ก็คงมีใจซื่อตรงต่อสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่และปฏิบัติงานต่าง ๆ เพื่อการปฏิรูปตามแนวคิดของพระองค์เสมอ เขายังตั้งความหวังไว้ว่าสักวันหนึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิจะได้ทรงกลับสู่พระราชบัลลังก์อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังส่งผลให้นานาชาติและประชาชนทั่วไปไม่พอใจการยึดอำนาจของพระพันปีหลวงฉือสี่อย่างยิ่ง[ต้องการอ้างอิง]

กบฏนักมวย[แก้]

พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงฉายเมื่อ ค.ศ. 1903 ห้าปีก่อนจะสวรรคต


ใน ค.ศ. 1900 บรรดานักมวยในประเทศจีนสมาคมกันต่อต้านชาวต่างชาติในประเทศ เรียก "กบฏนักมวย" (อังกฤษ: Boxer Rebillion) โดยเริ่มปฏิบัติการที่ทางภาคเหนือของจีน พระพันปีหลวงฉือสี่พระราชทานพระราชูปถัมภ์แก่กบฏนี้ด้วยความที่มีพระราชประสงค์จะอนุรักษ์คุณค่าทางประเพณีนิยมอย่างโบราณของจีนไว้และมีพระดำริว่าชาวต่างชาติเป็นศัตรูที่ป่าเถื่อนและร้ายกาจ โดยมีประกาศพระราชเสาวนีย์สนับสนุนกบฏฯ อย่างเป็นทางการด้วย[ต้องการอ้างอิง]

นานาชาติจึงพร้อมใจกันส่งกองทหารผสมแปดชาติเข้าต่อต้านกบฏในจีน ฝ่ายกองทัพจีนซึ่งมีแต่ความล้าสมัยอย่างที่สุด เพราะงบประมาณสำหรับพัฒนากองทัพนั้นพระพันปีหลวงฉือสี่ทรงนำไปจัดสร้างพระราชวังต่าง ๆ เสียหมด ไม่อาจต้านทานกองผสมนานาชาติซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์ล้วนแต่ทันสมัยได้ กองผสมจึงสามารถยึดกรุงปักกิ่งและพระราชวังต้องห้ามได้ในปีนั้น

ฝ่ายพระพันปีหลวงฉือสี่นั้นก่อนทหารนานาชาติจะเข้ากรุง ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ และข้าราชบริพารทั้งปวง ขึ้นเกวียนโดยปลอมแปลงพระองค์และตัวอย่างชาวบ้านธรรมดาเพื่อลี้ภัยไปยังนครซีอาน มณฑลฉ่านซี ระหว่างเตรียมการเสด็จลี้ภัยนั้น พระมเหสีเจินในสมเด็จพระจักรพรรดิซึ่งพระพันปีหลวงฉือสี่มีพระราชเสาวนีย์ให้จำขังไว้ในตำหนักเย็นจิตได้ทูลขอให้สมเด็จพระจักรพรรดิประทับอยู่ในพระนครเพื่อเป็นขวัญกำลังใจของประชาชนและเพื่อเจรจากับต่างชาติ พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงสดับแล้วก็ทรงพระพิโรธนัก มีพระราชเสาวนีย์ให้ขันทีทั้งหลายเข้ากลุ้มรุมจับพระมเหสีไปทิ้งลงบ่อน้ำนอกพระตำหนักหนิงเซี่ย (อังกฤษ: Ningxia Palace) ทางตอนเหนือนครต้องห้าม ถึงแก่กาลทิวงคต

ฝ่ายนานาชาติเมื่อยึดได้เมืองหลวงของจีนแล้ว ก็เสนอทำสนธิสัญญากับพระพันปีหลวงฉือสี่ ให้ทรงรับประกันว่าจะไม่มีกบฏของจีนมาต่อต้านชาวต่างชาติอีก ให้มีทหารต่างชาติประจำอยู่ในจีนได้ และให้รัฐบาลจีนชำระค่าปฏิกรรมสงครามต่อนานาชาติเป็นเงินเกือบสามร้อยสามสิบสามล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพระพันปีหลวงฉือสี่ก็ทรงจำพระราชหฤทัยลงพระนามในสนธิสัญญาอันฝ่ายจีนมองว่าเป็น "ความรู้สึกถูกทำให้อัปยศ" อย่างยิ่ง และทรงยินยอมตามทุกข้อเสนอ

การสวรรคต[แก้]

นายพลเจียงไคเช็ก หัวหน้าพรรคกั๋วหมินตั่ง ผู้ซึ่งเชื่อกันว่าได้นำไข่มุกจากพระโอษฐ์พระบรมศพพระพันปีหลวงฉือสี่ไปทำเป็นเครื่องประดับรองเท้าภรรยาตน

วันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908 สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่สวรรคตอย่างปัจจุบันทันด่วน พระพันปีหลวงฉือสี่จึงทรงสถาปนาผู่อี๋ เจ้าฟ้าพระองค์น้อย เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ต่อไป ก่อนพระองค์เองจะสวรรคตในวันรุ่งขึ้น ณ พระที่นั่งจงไห่อี๋หลวนเตี้ยน (จีน: 中海儀鸞殿; พินอิน: Zhōnghǎiyíluándiàn; อังกฤษ: Middle Sea Hall of Graceful Bird) ตามไป ครั้งนั้น มีข่าวลือสะพรัดว่าพระพันปีหลวงฉือสี่ทรงทราบในพระสังขารของพระองค์เองว่าจะทรงดำรงพระชนมชีพต่อไปได้อีกไม่นาน ก็ทรงพระปริวิตกว่าสมเด็จพระจักรพรรดิจะรื้อฟื้นการปฏิรูปแผ่นดินอีกหลังพระพันปีหลวงฉือสี่สวรรคตแล้ว บ้างก็ว่าทรงเกรงว่าสมเด็จพระจักรพรรดิจะทรงเล่นงานบรรดาคนสนิทของพระพันปีหลวงฉือสี่ จึงมีรับสั่งให้ขันทีคนสนิทไปลอบวางพระโอสถพิษสมเด็จพระจักรพรรดิ ครั้นทรงทราบว่าสมเด็จพระจักรพรรดิทิวงคตแล้ว พระพันปีหลวงฉือสี่ก็ทรงจากไปโดยสบายพระราชหฤทัย[15]

วันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ตามที่รัฐบาลจีนได้แต่งตั้งคณะแพทย์ให้ปฏิบัติการทางนิติเวชศาสตร์เพื่อชันสูตรพระบรมศพสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ บัดนี้ ผลปรากฏว่า สมเด็จพระจักรพรรดิสวรรคตอย่างเฉียบพลันเพราะทรงต้องสารหนู โดยปริมาณของสารหนูที่ตรวจพบมีมากถึงสองพันเท่าจากปริมาณที่อาจพบได้ในร่างกายมนุษย์โดยทั่วไป หนังสือพิมพ์ไชนาเดลียังรายงานโดยอ้างคำกล่าวของนายไต้อี้ (พินอิน: Dai Yi) นักประวัติศาสตร์ชาวจีน อีกว่าการชันสูตรดังกล่าวทำให้ข่าวลือเรื่องพระพันปีหลวงฉือสี่มีพระราชเสาวนีย์ให้ปลงพระชนม์สมเด็จพระจักรพรรดิเป็นเรื่องจริง[15]

พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงได้รับการเฉลิมพระบรมนามาภิโธยหลังสวรรคตว่า "สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวชิงฉือสี่ตวนโย้วคังอี๋จาวยู้จวงเฉิงโช้วกงชิงเสี้ยนฉงซีเป่ย์เทียนซิงเชิงเสี่ยน" (พินอิน: Xiào Qīng Cí Xī Dūan Yù Kang-Yi Zhao-Yu Zhuang-Cheng Shou-Gong Qin-Xian Chong-Xi Pei-Tian Xing-Sheng Xiǎn) เรียกโดยย่อว่า "สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวชิงเสี่ยน" (จีน: 孝欽顯; พินอิน: Xiào Qīng Xiǎn) ทั้งนี้ พระบรมศพพระพันปีหลวงฉือสี่ได้รับการบรรจุ ณ สุสานหลวงราชวงศ์ชิงฝ่ายตะวันออก (จีน: 清东陵; พินอิน: Qīngdōnglíng, ชิงตงหลิง) ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันออกเป็นระยะทางหนึ่งร้อยยี่สิบห้ากิโลเมตร เคียงข้างกับพระบรมศพของพระพันปีหลวงฉืออันและสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง

พระบรมศพพระพันปีหลวงฉือสี่
สุสานพระบรมศพราชวงศ์จีน ที่ประดิษฐานพระบรมศพพระพันปีหลวงฉือสี่

พระพันปีหลวงฉือสี่มีพระราชเสาวนีย์ให้เตรียมฮวงซุ้ยไว้สำหรับพระองค์เองตั้งแต่ยังทรงพระชนมชีพอยู่แล้ว และมีขนาดใหญ่โตมโหฬารกว่าของพระพันปีหลวงฉืออันหลายเท่านัก อย่างไรก็ดี เมื่อฮวงซุ้ยสร้างเสร็จครั้งแรกก็ไม่ทรงพอพระราชหฤทัย มีพระราชเสาวนีย์ให้ทำลายเสียทั้งหมด[ต้องการอ้างอิง] แล้วให้สร้างใหม่ใน ค.ศ. 1895 หมู่ฮวงซุ้ยใหม่ของพระพันปีหลวงฉือสี่ประกอบด้วยเหล่าพระอาราม พระที่นั่ง และพระทวาร ซึ่งประดับประดาด้วยใบไม้ทองและเครื่องเงินเครื่องทองตลอดจนรัตนชาติอัญมณีต่าง ๆ อย่างหรูหรา[ต้องการอ้างอิง]

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1928 พลเอกซุน เตี้ยนอิง (จีน: 孙殿英; พินอิน: Sūn Diànyīng) แห่งพรรคก๊กมินตั๋ง ได้ยกพลเข้าปิดล้อมและยึดหมู่ฮวงซุ้ยของพระพันปีหลวงฉือสี่ แล้วสั่งทหารให้ถอดเอาของมีค่าที่ประดับประดาฮวงซุ้ยออกทั้งหมด[ต้องการอ้างอิง] ก่อนจะระเบิดเข้าไปถึงห้องเก็บพระบรมศพ แล้วเปิดหีบขว้างพระบรมศพออกมาเพื่อค้นหาของมีค่า ไข่มุกเม็ดโตซึ่งบรรจุในพระโอษฐ์พระบรมศพตามความเชื่อโบราณว่าจะพิทักษ์พระบรมศพมิให้เน่าเปื่อยยังถูกฉกเอาไปด้วย ว่ากันว่าไข่มุกเม็ดดังกล่าวได้รับการนำเสนอให้แก่นายพลเจียง ไคเช็ก หัวหน้าพรรคฯ และนายพลเจียงไคเช็กได้นำไปเจียระไนเป็นเครื่องประดับรองเท้าของนางซ่ง เหม่ยหลิง (จีน: 宋美龄; พินอิน: Sòng Měilíng) ภริยาตน แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานรองรับเรื่องดังกล่าว[ต้องการอ้างอิง] ทั้งนี้ โชคดีว่ามิได้เกิดความเสียหายอันใดแก่พระบรมศพพระพันปีหลวงฉือสี่ ต่อมาภายหลัง ค.ศ. 1949 รัฐบาลจีนได้สั่งให้ปฏิสังขรณ์หมู่ฮวงซุ้ยของพระพันปีหลวงฉือสี่ และปัจจุบันก็เป็นสุสานพระบรมศพราชวงศ์จีนที่มีความงดงามจับใจเป็นที่สุดแห่งหนึ่ง[ต้องการอ้างอิง]

อ้างอิงและเชิงอรรถ[แก้]

  1. Edward Behr, "The Last Emperor", 1987, p. 38
  2. "传奇一生:揭开慈禧太后扑朔迷离的身世之谜(图) Uncovering the mysteries of Cixi's Life". Caijing. สืบค้นเมื่อ 2008-04-29. 
  3. Chung, S.F, The Much Maligned Empress Dowager, p. 3.
  4. Laidler, Keith (2003), "The Last Empress" (p. 58), John Wiley & Sons Inc., ISBN 0-470-84881-2.
  5. Immanual Hsu (1985), The Rise of Modern China (pg. 215).
  6. Edward Behr, The Last Emperor, 1987, p. 44
  7. [Sui Lijuan: Carrying out the Coup. CCTV-10 Series on Cixi, Ep. 4]
  8. Edward Behr, The Last Emperor, 1987, p. 45
  9. Edward Behr, The Last Emperor, 1987, p. 45
  10. 列传八 诸王七。 (无日期)。 [在线]。 可用的: < http://www.yifan.net/yihe/novels/history/qsgskym/qsg221.html >。(进入12月27日2008年)。
  11. Biggerstaff, Knight. The earliest modern government schools in China, Ithaca: Cornell University Press, 1961.
  12. Evans, Nancy. "The Banner-School Background of the Canton T'ung-Wen Kuan." Papers on China 22a (1969) : 8 9-103.
  13. Zhongguo da baike quanshu. First Edition. Beijing; Shanghai: Zhongguo da baike quanshu chubanshe. 1980-1993.
  14. Professor Sui Lijuang: Lecture Room Series on Cixi, Episode 9
  15. 15.0 15.1 CNN. (2008, 4 November). Arsenic killed Chinese emperor, reports say. [Online]. Available: < http://www.cnn.com/2008/WORLD/asiapcf/11/04/china.emperor/index.html?eref=rss_world >. (Accessed: 3 December 2008).
  • Chung, Sue Fawn. "The Much Maligned Empress Dowager: A Revisionist Study of the Empress Dowager Tz'u-Hsi (1835-1908)." Modern Asian Studies 13, no. 2 (1979) : 177-96.
  • Hummel, Arthur William, ed. Eminent Chinese of the Ch'ing Period (1644-1912). 2 vols. Washington: United States Government Printing Office, 1943.
  • Warner, Marina. The Dragon Empress: Life and Times of Tz'u-hsi 1835-1908. Weidenfeld & Nicolson, 1972.
  • 雷家聖(Lei Chiasheng)《力挽狂瀾-戊戌政變新探》,台北:萬卷樓,2004 ISBN 957-739-507-4

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า ซูสีไทเฮา ถัดไป
สมเด็จพระพันปีหลวงเสี่ยวจิงเฉิง 2leftarrow.png Arms of the Qing Dynasty.svg
พระพันปีหลวงแห่งจักรวรรดิชิง
(ราชวงศ์ชิง)

(1861 – 1881)
2rightarrow.png สมเด็จพระพันปีหลวงหลงยู่