ยฺเหวียน ชื่อไข่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก หยวน ซื่อไข่)

อ้างอิง CCTV สถาบันวิทยาศาสตร์และพลังงานปรมาณู, ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานของสำนักงานตำรวจปักกิ่ง[1]

ยฺเหวียน ชื่อไข่
袁世凱
จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิจีน
ดำรงตำแหน่ง
1 มกราคม พ.ศ. 2459 – 22 มีนาคม พ.ศ. 2459
ประธานาธิบดีจีน
ดำรงตำแหน่ง
10 มีนาคม พ.ศ. 2455 – 1 มกราคม พ.ศ. 2459
ก่อนหน้า ซุน ยัตเซ็น
ถัดไป เริ่มต้นราชวงศ์
ดำรงตำแหน่ง
22 มีนาคม พ.ศ. 2459 – 6 มิถุนายน พ.ศ. 2459
ก่อนหน้า สิ้นสุดราชวงศ์
ถัดไป หลี่ ยฺเหวียนหง
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 16 กันยายน พ.ศ. 2402
เหอหนาน จักรวรรดิชิง
เสียชีวิต 6 มิถุนายน พ.ศ. 2459 (56 ปี)
กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ยฺเหวียน ชื่อไข่ (จีนตัวย่อ: 袁世凯; จีนตัวเต็ม: 袁世凱; พินอิน: Yuán Shìkǎi; เวด-ไจลส์: Yüan Shih-k'ai) (16 กันยายน พ.ศ. 2402 – 6 มิถุนายน พ.ศ. 2459)

ทรราชผู้ทรยศประเทศ ในสมัยที่เป็นข้ารับใช้ของราชวงศ์ชิงอยู่ ตอนสมัยจักรพรรดิกวางซวี่ (光绪) นั้นซูสีไทเฮา (慈禧太后) มีอำนาจการปกครองสูงสุด

จักรพรรดิ กวางซวี่(光绪)

พระองค์ทรงริเริ่ม การปฏิรูป 100 วัน โดยพยายามที่จะปฏิรูป การเมือง สังคมและกฎหมาย ในช่วงระยะเวลาอันไม่นานหลังจากการวางมือของพระนางซูสีไทเฮา พระจักรพรรดิทรงออกพระบรมราชโองการหลายฉบับในการปฏิรูปครั้งใหญ่นี้ โดยมีขุนนางหลักที่คอยช่วยเหลือกิจการในครั้งนี้ของพระอค์ของคนคือ คัง โหย่วเหวย และ เหลียง ฉี่เชา โดยการเปลี่ยนแปลงนี้มีการเปลี่ยนแปลงประเทศจากเกษตรกรรมไปเป็น อุตสาหกรรมและมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการสอบรับราชการ โดยพระองค์ทรงออกพระราชกฤษฎีกาในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทันสมัยในขณะนั้นของจีน มีการก่อสร้างทางรถไฟ ลู่หาน และระบบท้องพระคลังให้มีระบบเช่นเดียวกับทางตะวันตก โดยมีเป้าหมายทำให้จีนเป็นประเทศที่ทันสมัย มีพระมหาจักรพรรดิภายใต้รัฐธรรมนูญแต่ยังคงความเป็นจีนเอาไว้อยู่ ดังเช่นการปฏิรูปสมัยเมจิของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตามสภาพสังคมจีนในขณะนั้นยังเป็นแบบนับถือลัทธิขงจื้ออยู่และ การปฏิรูปครั้งนี้ยังมีความขัดแย้งไปถึงพระนางซูสีไทเฮาด้วย ผู้ซึ่งว่าราชการหลังม่านอยู่ในขณะนั้น ข้าราชการหัวอนุรักษนิยมหลายคนไม่พอใจในการปฏิรูปครั้งนี้ และได้ไปร้องทุกข์กับพระนางซูสีไทเฮา พระนางทรงรู้ดีว่าไม่มีทางที่จะทำให้การปฏิรูปของพระจักรพรรดิหยุดลงได้ มีเพียงทางเดียวเท่านั้นคือการรัฐประหารยึดพระราชอำนาจ สมเด็จพระจักรพรรดิทรงทราบถึงแผนการของพระนางจึงได้ทำการปรึกษากับ คัง โหย่วเหวย และคณะปฏิรูป และพวกเขาได้ตัดสินใจที่จะใช้กองทัพของ หยวน ซื่อไข่ ซึ่งเป็นกองทัพที่ทันสมัยในขณะนั้นถึงแม้ว่าจะมีทหารประจำการเพียง 6000 นายเท่านั้น และพระนางซูสีไทเฮาก็ได้เรียกใช้ทัพของ ยงลู่ จากเมืองเทียนสิน

ยงลู่นั้นยังเป็นพันธมิตรกับนายพลต๋ง ฟู่เสียง ซึ่งมีกำลังพล 10000 นาย จากกองกำลังมุสลิมกานสู ซึ่งเป็นทหารของราชสำนัก ซึ่งประกอบไปด้วน นายพล หม่า เฟิงสูและนายพลหม่า ฝูลู่ ซึ่งตั้งทัพอยู่ในบริเวณกรุงปักกิ่งและโจมตีชาวต่างชาติและชาวตะวันตกอยู่ เป็นประจำ พวกเขาอยู่ฝ่ายอนุรักษนิยมของพระนางซูสีไทเฮาระหว่างการรัฐประหาร พวเขามีปืนยาวของตะวันตกและมีปืนใหญ่ที่ทันสมัย ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าฝ่ายอนุรักษนิยมของพระนางซูสีไทเฮาก็ยังมีส่วนหนึ่งที่ พยายามจะใช้เทคโนโลยีของชาวตะวันตก[2][3]

แต่หยวน ซือไข่ก็ได้เริ่มแสดงความสามารถทางการเมืองออกมาให้เห็น โดยได้เลือกทางที่ดีที่สุดโดยได้หักหลังพระจักรพรรดิกวังซฺวี่ในนาทีสุดท้าย ก่อนการรัฐประหาร โดย 1 วันก่อนทำการรัฐประหาร หยวน ซือไข่ได้ไปเข้าเฝ้าฯพระนางซูสีไทเฮา และบอกแผนการของจักรพรรดิทั้งหมดให้พระนางทรงทราบ โดยพระนางทรงเชื่อตามที่หยวน ซือไข่ กราบทูลรายงาน และหลังจากนั้น พระองค์กับหยวน ซือไข่ ก็เป็นศัตรูกันตราบจนชีวิตสุดท้ายของพระองค์ และหลังจากนั้นพระนางซูสีไทเฮาก็ได้มีพระเสาวนีย์ให้นำทหารไปล้อมพระราชวัง ต้องห้าม และจับองค์พระจักรพรรดิไปคุมขังไว้ที่เกาะกลางทะเลสาบซึ่งอยู่เชื่อมต่อกับ พระราชวังต้องห้ามและอยู่ในการควบคุมของพระนางซูสีไทเฮา หลังจากนั้นพระนางซูสีไทเฮาก็ได้ออกโองการว่า สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซฺวี่มีความประพฤติที่เสื่อมเสียไม่สมควรที่จะเป็น จักรพรรดิที่บริหารบ้านเมืองอีกต่อไป แต่หลังจากนั้นพระนางซูสีไทเฮาก็บริหารราชการด้วยพระองค์เองแต่ก็ยังคงใช้ ศักราชกวังซฺวี่ต่อไปตราบจนพระจักรพรรดิสวรรคต

ในรายงานของแพทย์หลวงลงความเห็นในการสวรรคตของพระองค์ว่าเป็นการสวรรคต ตามธรรมชาติ เพราะพระองค์มีพระอาการประชวรมาเป็นเวลานาน และในรายงานของแพทย์หลวงก็ยังมีอีกต่อไปว่าพระองค์มีพระอาการทรุดหนักลงหลาย วันแล้วก่อนที่พระองค์จะสวรรคต

แต่พระอาการประชวรของพระองค์อาจจะมาจากสาเหตุการถูกวางยาพิษในลักษณะที่ ไม่ทำให้พระองค์สวรรคตในทันทีก็ได้ และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 นักนิติวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองหาความสัมพันธ์ของสารหนูในพระวรกายของสมด็จ พระจักรพรรดิกวังซฺวี่ ซึ่งผลจากการทดสอบได้ว่าพระองค์มีสารหนูอยู่ในพระวรกายมากกว่าคนปกติถึง 2000 เท่า มื่อพระบรมราชโองการฉบับวันที่ 14 ได้ประกาศออกไป อาการขององค์จักรพรรดิเริ่มไม่สู้ดี และพระองค์คงรู้องค์เองว่าจะอยู่ได้ไม่นาน จึงได้มีพระบรมราชโองการ ตามมา ซึ่งเป็นปัจฉิมบรมราชโองการความว่า

จักรพรรดิกวางสู

"เมื่อเวลาที่พระนางซูสีฯ ได้ทรงเลือกตัวเราขึ้นเถลิงราชสมบัตินั้น เราเป็นที่เกลียดชังของคนทั้งหลาย เพราะขุนนางผู้เกลียดชังฝรั่งต่างชาติได้ให้การสนับสนุนพระนาง

คัดค้านความปราถนาดีของเรา ตลอดเวลา 10 ปีที่เราได้รับความทุกข์ทรมานในราชสมบัติ เพราะยวนซีไขคนเดียวเป็นตัวการอยู่ เพราะฉะนั้น เราจึงขอประกาศว่า ถ้าหากเราหาชีวิตไม่แล้วและถ้าใครต้องการให้ราชสมบัติและบ้านเมืองยั่งยืน ต่อไปภายหน้า จงหาทางกำจัดหยวนซือไขออกจากแผ่นดินให้จงได้"

"...ตัวเราเป็นเพียงบุตรชายของจุนอ๋องคนก่อนผู้ถึงแก่ความตายไปแล้ว

เราหาควรได้ราชสมบัติไม่ แต่พระนางฮองไทเฮาซูสีนั้น ถึงแม้ว่าจะเกลียด

ชังเราอยู่เป็นนิจก็ยังยกราชสมบัติให้แก่เรา เพราะมารดาเราเป็นน้องสาว

ร่วมครรภ์กับพระนางฮองไทเฮาซูสี เราจึงได้รับทุกข์ทรมานถึงสิบปีเศษ

ต้นเหตุแห่งความทุกข์ทรมานของเราทั้งปวงนั้น คือ หยวนชีไก๋ แต่ผู้เดียว

เราจึงทำคำสั่งนี้ไว้ต่อผู้ที่จะมาสืบราชสมบัติต่อไป ให้จับตัวหยวนซีไข่

ตัดศีรษะเสียเมื่อถึงเวลาได้โอกาส..."

ทรราชผู้ทำลายประเทศ และ ราชวงศ์ชิงโดยได้อาศัยความได้เปรียบจากการคุมกองทัพเป่ยหยาง ซึ่งเป็นปัจจัยทั้งการอยู่รอดของราชวงศ์ชิงและการก่อตั้งสาธารณรัฐ ถ้าหยวนซื่อไข่เลือกข้างฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็ได้รับชัยชนะไป กองทัพของซุนยัคเซนเองก็ใช่ว่าจะสามารถต่อต้านทัพเป่ยหยางที่มีอาวุธที่ทันสมัยกว่าได้ หลังจากได้เข้าเจรจาทั้งฝ่ายปฏิวัติและฝ่ายต้าชิงแล้ว หยวนซื่อไข่ได้บีบให้หลงหยู่ไทเฮาประกาศให้ฮ่องเต้ปูยีสละราชสมบัติ ซุนยัคเซนจึงลาออกจากประธานาธิบดีชั่วคราว และยกตำแหน่งนี้ให้หยวนซื่อไข่ดำรงตำแหน่ง

  1. อ้างอิง CCTV สถาบันวิทยาศาสตร์และพลังงานปรมาณู, ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานของสำนักงานตำรวจปักกิ่ง