จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
Sacrum Imperium Romanum

ค.ศ. 962–1806
ธงจักรวรรดิ ตราแผ่นดิน
แผนที่จักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 962-1806
เมืองหลวง ไม่มีอย่างเป็นทางการ; นครศูนย์กลางอำนาจมีหลากหลายตลอดประวัติศาสตร์
ภาษา ละติน เยอรมัน อิตาลี เช็ก ดัตช์ ฝรั่งเศส สโลวีเนีย และอื่น ๆ
ศาสนา โรมันคาทอลิก
รัฐบาล ราชาธิปไตยโดยเลือกตั้ง
จักรพรรดิ
 -  ค.ศ. 962-967 ออทโทที่ 1
 -  ค.ศ. 1027-1039 คอนราดที่ 2
 -  ค.ศ. 1530-1556 ชาลส์ที่ 5
 -  ค.ศ. 1637-1657 แฟร์ดีนันด์ที่ 3
 -  ค.ศ. 1792-1806 ฟรันซ์ที่ 2
ยุคประวัติศาสตร์ สมัยกลาง-สมัยใหม่ตอนต้น
 -  จักรพรรดิออทโทที่ 1 ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอิตาลี 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 962
 -  จักรพรรดิคอนราดที่ 2 ครองแคว้นบูร์กอญ ค.ศ. 1034
 -  สนธิสัญญาสันติภาพเอาก์สบูร์ก 25 กันยายน ค.ศ. 1555
 -  สนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลีย 24 ตุลาคม ค.ศ. 1648
 -  จักรพรรดิฟรันซ์ที่ 2 ยุบจักรวรรดิ 6 สิงหาคม 1806
ก่อนหน้า
ถัดไป
ราชอาณาจักรแห่งชาวแฟรงก์ตะวันออก
สวิตเซอร์แลนด์
สาธารณรัฐดัตช์
สมาพันธรัฐแห่งไรน์
จักรวรรดิออสเตรีย
จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 1
ราชอาณาจักรปรัสเซีย

จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ละติน: Sacrum Imperium Romanum, เยอรมัน: Heiliges Römisches Reich) เป็นอภิมหาอำนาจในอดีต เป็นจักรวรรดิซึ่งประกอบด้วยดินแดนหลากเชื้อชาติในยุโรปกลาง ก่อกำเนิดขึ้นในสมัยกลางตอนต้นและล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1806 โดย ราชอาณาจักรเยอรมนีถือเป็นดินแดนที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา 962 ดินแดนในจักรวรรดิ รองลงมาคือ ราชอาณาจักรโบฮีเมีย, ราชอาณาจักรบูร์กอญ, ราชอาณาจักรอิตาลี

ในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 800 สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 3 ทรงประกอบพิธีราชาภิเษกให้ชาร์เลอมาญ กษัตริย์แห่งชาวแฟรงก์ ขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งชาวโรมันโดยปกครองดินแดนทั้งหมดในยุโรปตะวันตก ลูกหลานของชาร์เลอมาญก็ได้สืบทอดบัลลังก์นี้ไปจนถึง ค.ศ. 899 หลังจากนั้นบัลลังก์แห่งแฟรงก์ก็ตกไปเป็นของผู้ปกครองชาวอิตาลีจนถึง ค.ศ. 924 บัลลังก์ได้ว่างลงเป็นระยะเวลากว่า 38 ปี จนเมื่อพระเจ้าออทโทแห่งเยอรมนีสามารถพิชิตอิตาลีได้ พระองค์ก็เจริญรอยตามชาร์เลอมาญ[1] โดยให้พระสันตะปาปาประกอบพิธีราชาภิเษกพระองค์ขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งชาวโรมันเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 962 เป็นจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิซึ่งจะดำรงอยู่กว่าแปดศตวรรษจากนี้[2]

เนื่องจากจักรวรรดินี้ดำรงอยู่เป็นระยะเวลากว่าแปดร้อยปี ดินแดนของจักรวรรดิจึงแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาในประวัติศาสตร์ ดินแดนในจักรวรรดิมีหลายฐานะ ตั้งแต่ ราชอาณาจักร, ราชรัฐ, ดัชชี, เคาน์ตี, เสรีนคร และอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยอรมนี, ออสเตรีย, ลิกเตนสไตน์, สวิสเซอร์แลนด์ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก, สาธารณรัฐเช็ก, สโลวีเนีย, บางส่วนในอิตาลี, บางส่วนในฝรั่งเศส, บางส่วนในโปแลนด์

เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ อาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะทำสงครามรุกรานขยายอาณาเขตได้อีกต่อไป การดำรงอยู่ของจักรวรรดิ์กลายเป็นเรื่องของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงภายใน โดยตัวจักรวรรดิมีหน้าที่คอยแก้ไขปมขัดแย้งระหว่างรัฐใต้ปกครองโดยทางสันติวิธี และรัฐใต้ปกครองก็มีผลประโยชน์ร่วมกันที่จะรักษาจักรวรรดิไว้จากพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ของเหล่าผู้ปกครองด้วยกัน โดยเฉพาะรัฐเล็กๆที่มีความทะเยอทะยานแบบจักรวรรดินิยม ฯ บทบาทในการรักษาสันติของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยให้สันติภาพเวสต์ฟาเลีย ปี ค.ศ. 1648 ดำเนินไปได้โดยราบรื่น

หลังพ่ายแพ้ต่อฝรั่งเศสในยุทธการที่เอาสเทอร์ลิทซ์ในปี ค.ศ. 1805 จักรวรรดิได้สูญเสียรัฐต่าง ๆ ไปจำนวนมากแก่ฝรั่งเศส ในการนี้ จักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสได้เอารัฐที่ยึดมาได้จัดตั้งขึ้นเป็นสมาพันธรัฐแห่งแม่น้ำไรน์ ส่งผลให้จักรพรรดิฟรันซ์ที่ 2 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ตัดสินใจยุบจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1806 และสถาปนาจักรวรรดิออสเตรียขึ้นมาแทน

ที่มาของชื่อ[แก้]

มงกุฎของจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ช่วงปลายศตวรรษที่ 10), ปัจจุบันอยู่ ณ กรุงเวียนนา

หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกในปี ค.ศ. 476 จากการสละราชสมบัติของจักรพรรดิโรมุลุส เอากุสตุส ดินแดนของชาวโรมันก็แตกออกเป็นดินแดนน้อยใหญ่มากมาย สามร้อยกว่าปีให้หลัง ชาร์เลอมาญก็สามารถรวบรวมดินแดนของโรมันกลับมาเป็นหนึ่งได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 800 โดยมีชื่อในระยะแรกนี้เพียงแค่ว่า "จักรวรรดิโรมัน" (Roman Empire) มาจนถึงราวปี ค.ศ. 1157[3] ต่อมาเมื่อจักรพรรดิฟรีดริชที่ 1 สามารถปกครองอิตาลีและวาติกันได้ จักรวรรดิก็ถูกเรียกว่า "จักรวรรดิอันศักดิ์สิทธิ์" (Holy Empire)[4] ซึ่งได้พัฒนาไปเป็นคำว่า "จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์" ที่เริ่มปรากฏตั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา[5]

ใน ค.ศ. 1512 สภานิติบัญญัติแห่งโคโลญได้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นมา โดยได้เปลี่ยนชื่อเป็น จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์แห่งชนชาติเยอรมัน (เยอรมัน: Heiliges Römisches Reich Deutscher Nation)[6][7] ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะการเมืองของจักรวรรดิซึ่งได้สูญเสียอาณาเขตเหนืออิตาลีและเบอร์กันดีไปจนเกือบหมดในช่วงปลาย ศ. ที่ 15[8] ชื่อนี้เป็นชื่อที่ปรากฏในเอกสารบางฉบับมาตั้งแต่ ค.ศ. 1474[4] และถูกใช้งานจนถึงปลายคริตส์ศตวรรษที่ 18 ก็เป็นอันเลิกใช้

สภาพของจักรวรรดิ[แก้]

จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์นั้นตั้งอยู่ในความไม่สงบของเหล่าขุนนางในแต่ละท้องที่ ที่พยายามจะแยกออกจากจักรวรรดิ เพื่อที่จะไปตั้งอำนาจของรัฐปกครองตนเองแบบฝรั่งเศสและอังกฤษ จักรพรรดิไม่มีอำนาจที่จะควบคุมท้องที่ ที่มีเหล่าขุนนางปกครอง จักรพรรดิจึงอนุญาตให้เหล่าขุนนางและเหล่าบิชอปปกครองอย่างอิสระได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 11

ดินแดนของจักรวรรดิ[แก้]

หลังการปฏิรูปจักรวรรดิ ดินแดนที่อยู่ภายใต้พระบรมเดชานุภาพของจักรพรรดิแบ่งอย่างกว้างได้เป็นสามกลุ่ม:

ดินแดนทั้งหมดมีจำนวนมากถึง 300 รัฐ บางรัฐมีพื้นที่ไม่กี่ตารางไมล์เท่านั้น

สภาจักรวรรดิ[แก้]

ราชสภา (เยอรมัน: Reichstag หรือ Reichsversammlung) เป็นองค์กรนิติบัญญัติ มีหน้าที่ออกกฎหมาย และจัดการเลือกตั้ง แบ่งได้เป็น 3 สภาคือ:

  1. สภาเจ้านครรัฐผู้คัดเลือก ประกอบด้วยเจ้าผู้ปกครองรัฐทั้ง 7 มีหน้าที่ลงมติรับรองจักรพรรดิองค์ใหม่
  2. สภาเครือราชรัฐ ประกอบด้วยผู้ปกครองรัฐที่มิได้มีตำแหน่งตามข้อ 1.
  3. สภาของเครือเสรีนคร ประกอบด้วยผู้ปกครองเมืองที่มีสถานะเป็นเสรีนคร

ศาล[แก้]

ศาลยุติธรรมมี 2 ประเภทได้แก่ ศาลหลวง (Reichshofrat) กับ ศาลคดีแห่งจักรวรรดิ (Reichskammergericht) ซึ่งก่อตั้งพร้อมกับการปฏิรูปจักรวรรดิเมื่อปี ค.ศ. 1495

เครือราชรัฐ[แก้]

เครือราชรัฐ (Reichskreise)เกิดขึ้นหลังจากการปฏิรูปจักรวรรดิ ซึ่งเริ่มโดยการก่อตั้งเป็นหกเครือ ในปี ค.ศ. 1500 และต่อมาขยายเป็น 10 เครือในปี ค.ศ. 1512 แต่ละเครือมีหน้าที่ดูแลเฉพาะแคว้นที่อยู่ของแต่ละเครือ มีหน้าที่คล้ายรัฐบาลท้องถิ่น

ประวัติศาสตร์[แก้]

พิธีราชาภิเษดสมเด็กพระจักรพรรดิชาร์เลอมาญ ในปี ค.ศ. 800

เมื่ออำนาจของจักรวรรดิโรมันในดินแดนกอลเสื่อมลงในราวคริสศตวรรษ ที่ 5 ชนเผ่าพื้นเยอรมันเมืองจึงเข้าครองอำนาจ[9] พระเจ้าโคลวิสที่ 1 และผู้สืบทอดของราชวงศ์เมโรแว็งเฌียง เข้ารวบรวมชนเผ่าชาวแฟรงค์และขยายเขตอำนาจครอบคลุมพื้นที่ดินแดนกอลตอนเหนือ และตอนกลางของลุ่มแม่น้ำไรน์[10] อย่างไรก็ดีราชวงศ์เมโรแว็งเฌียงเสื่อมอำนาจลงราวช่วงกลางศตวรรษ ที่ 8 และอำนาจปกครองตกเป็นของตระกูลกาโรแล็งเฌียง ซึ่งนำโดยชาร์ล มาร์แตล[11] ต่อมา เปแปง บุตรของมาร์แตล ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ของชนชาวแฟรงค์และต่อมาได้รับการสถาปนาโดยพระสันตปาปา[12] ราชวงศ์กาโรแล็งเฌียงจึงเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับศาสนจักรมานับแต่นั้น[13]

พระเจ้าชาร์เลอมาญ (หรือ พระเจ้าคาร์ลมหาราช) ได้ครองราชต่อจากพระราชบิดา (เปแปง) ในปี ค.ศ. 768 และเริ่มทำสงครามขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวาง ราชอาณาจักรแฟรงก์ภายใต้ชาร์เลอมาญมีดินแดนครอบคลุมพื้นที่ในประเทศฝรั่งเศส เยอรมันนี และทางตอนเหนือของอิตาลี[14] ในวันคริสต์มาสปี ค.ศ. 800 สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 3 ทรงครอบมงกุฏสถาปนาให้ชาร์เลอมาญเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งโรม ซึ่งเป็นการฟื้นฟูราชอิสริยยศดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกนับแต่จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายลงเมื่อ 300 ปีก่อนหน้า[15]

ต้นกำเนิด[แก้]

การแบ่งอาณาเขตปกครองของจักรวรรดิแฟรงก์ตามสนธิสัญญาแวร์เดิง ปี ค.ศ. 843

ตามขนบธรรมเนียมของชาวแฟรงก์ เมื่อจักรพรรดิชาร์เลอมาญสิ้นพระชนม์ ได้แบ่งปันส่วนของดินแดนให้กับราชบุตรราชวงศ์แคโรลีเจี้ยนทั้ง 3 พระองค์ โดยราชบุตรของชาร์เลอมาญ หลุยส์ เดอะ ไพอัส ได้สืบทอดมงกุฏพระจักรพรรดิ ในยุคต่อมามีการตกลงกันตามสนธิสัญญาแห่งแวร์เดิงในปี ค.ศ. 843 อาณาจักรแฟรงก์จึงแยกออกไปเป็น 3 ดินแดน โดยพระเจ้าชาร์ลส์ผู้ศรีษะล้านได้ครอบครองดินแดนฝั่งตะวันตกไปจนถึงแม่น้ำเมิซ ฝ่ายโลทาร์ที่ 1 ได้ครอบครองอาณาจักรส่วนกลางอันครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ทะเลเหนือจนไปถึงที่ตั้งอันทรงเกียรติของกรุงโรม ส่วนลุดวิกชาวเยอรมันได้รับอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกไปครอง ฯ พระเจ้าคาร์ลผู้อ้วนท้วนสามารถรวบรวมอาณาจักรเข้าเป็นหนึ่งได้ใน ปี 887 แต่ก็เพียงชั่วขณะ เพราะเมื่อทรงสวรรคตใน ปี ค.ศ. 888 อาณาจักรกาโรแล็งเฌียงก็แตกออกจากกันอีกและไม่อาจรวมกันได้อีกเลย ส่วนกลางของจักรวรรดิแตกออกเป็นอาณาจักรย่อยๆ รวมทั้งตอนบนและล่างของบูรกองญ กับอิตาลี ซึ่งปกครองด้วยกษัตริย์ที่มิได้มีเชื้อสายราชวงศ์กาโรแล็งเฌียง (แต่ได้รับการหนุนหลังจากชนชั้นสูงในท้องถิ่น)[16]

ทางฝ่ายอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกก็เผชิญกับปัญหาเดียวกัน และเกือบต้องแตกออกเป็นดินแดนเล็กน้อย แต่ยุติวิกฤติลงได้เมื่อเหล่าผู้ปกครองดัชชีแว่นแคว้นทั้ง 5 ของอาณาจักร ได้แก่ อาลีแมนเนีย บาวาเรีย ฟรานเซีย และแซกซอนี ได้เลือก คอนราด ดยุกแห่งฟรังโกเนีย ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกในปี ค.ศ. 911 โดยเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ไม่ได้ทรงมีเชื้อสายกษัตริย์แฟรงก์ แต่รัชสมัยของพระองค์ก็เต็มไปด้วยการรบพุ่งเพื่อแย่งชิงอำนาจภายใน พระเจ้าคอนราดเองต้องสิ้นพระชนม์เพราะได้รับบาดเจ็บในสงครามปราบพวกดยุกแว่นแคว้น ก่อนสิ้นใจพระองค์มอบราชบัลลังก์ให้แก่ ดยุกแห่งแซกซอนี ผู้กลายมาเป็น พระเจ้าไฮน์ริชที่ 1 แห่งเยอรมนี (ครองราชย์ ค.ศ. 919 - 936)

และผู้สืบทอดตำแหน่งของเขาคือ เฮนรี่ที่ 1 ชาวแซ็กซอนได้ยอมรับส่วนที่เหลือของอาณาจักรแฟรงค์ตะวันออกในปี ค.ศ. 919 (แต่อาณาจักรตะวันตกยังถูกปกครองโดยราชวงศ์กอรอแล็งเฌียง) และสถาปนาตนเองเป็นพระมหากษัตริย์แห่งชาวแฟรงก์ตะวันออกและกำเนิดราชวงศ์ออทโทเนียน

จักรพรรดิไฮน์ริชที่ 1 ต้องการให้พระราชโอรส ออทโท เป็นผู้สืบพระราชสมบัติ และทำการพระราชอภิเษกกับราชินีหม้ายแห่งอิตาลี เพื่อที่จะได้เป็นกษัตริย์ทั้ง 2 อาณาจักร (แฟรงก์ตะวันออก และอิตาลี) และต่อมา พระราชโอรสออทโทได้สถาปนาตนเองขึ้นครองราชย์เป็น "จักรพรรดิออทโทที่ 1 มหาราชแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์"

ส่วนที่เหลือในปัจจุบัน[แก้]

ในปัจจุบันนี้ยังมีรัฐที่เป็นส่วนที่เหลือของจักรวรรดิคือประเทศลิกเตนสไตน์ ซึ่งอยู่ระหว่างสวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย

ในปัจจุบันยังมีผู้ที่มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ตามเชื้อสายของจักรวรรดิ คือคาร์ล ฟอน ฮับส์บูร์กแต่ตำแหน่งจักรพรรดินั้นได้ยกเลิกไปแล้ว

อาณาจักรที่สืบทอดอำนาจต่อ[แก้]

หลังจากการสิ้นสุดสงครามนโปเลียน ราชสภาเยอรมันได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1815 และสิ้นสุดในปี 1866 เมื่ออาณาจักรปรัสเซียได้รวบรวมเยอรมันได้ในปี 1871

ประวัติศาสตร์[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Norman F. Cantor (1993), Civilization of the Middle Ages, pp. 212–215 
  2. Bamber Gascoigne. "History of the Holy Roman Empire". HistoryWorld. 
  3. Peter Hamish Wilson, The Holy Roman Empire, 1495–1806, MacMillan Press 1999, London, p. 2.
  4. 4.0 4.1 Whaley 2011, p. 17
  5. Peter Moraw, Heiliges Reich, in: Lexikon des Mittelalters, Munich & Zürich: Artemis 1977–1999, vol. 4, col. 2025–2028.
  6. Peter Hamish Wilson, The Holy Roman Empire, 1495–1806, MacMillan Press 1999, London, page 2; The Holy Roman Empire of the German Nation at the Embassy of the Federal Republic of Germany in London website Archived 29 February 2012 at the Wayback Machine.
  7. "History of The Holy Roman Empire". historyworld. สืบค้นเมื่อ 28 June 2013. 
  8. Whaley 2011, pp. 19-20.
  9. Matthew Innes, State and Society in the Early Middle Ages: The Middle Rhine Valley, 400–1000 (Cambridge, 2004), pp.167-170.
  10. Norman Davies, A History of Europe (Oxford, 1996), pp.232, 234
  11. James Bryce, The Holy Roman Empire (The MacMillan Company, 1913), pp.35-36,38
  12. Rosamond McKitterick, The Frankish Kingdoms under the Carolingians, 751-987 (1983), pp.48-50.
  13. Bryce (1913), pp.38-42
  14. George C. Kohn, Dictionary of Wars (2007), pp.113-114.
  15. Bryce (1913), pp.44, 50-52
  16. Paul Collins, The Birth of the West: Rome, Germany, France, and the Creation of Europe in the Tenth Century (New York, 2013), p.131.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Arnold, Benjamin, Princes and Territories in Medieval Germany. (Cambridge University Press, 1991).
  • Bryce, James, The Holy Roman Empire (The MacMillan Company, 1913).
  • Coy, Jason Phillip et al. The Holy Roman Empire, Reconsidered, (Berghahn Books, 2010).
  • Davies, Norman, A History of Europe (Oxford, 1996)
  • Donaldson, George. Germany: A Complete History (Gotham Books, New York, 1985)
  • Evans, R. J. W., and Peter H. Wilson, eds. The Holy Roman Empire 1495–1806 (2011); specialized topical essays by scholars
  • Hahn, Hans Joachim. German thought and culture: From the Holy Roman Empire to the present day (Manchester UP, 1995).
  • Heer, Friedrich. Holy Roman Empire (2002), scholarly survey
  • Hoyt, Robert S. and Chodorow, Stanley, Europe in the Middle Ages (New York: Harcourt Brace Jovanovich, 1976)
  • Renna, Thomas. "The Holy Roman Empire was Neither Holy, Nor Roman, Nor an Empire" Michigan Academician 42.1 (2015): 60-75 deals with Voltaire's statement
  • Scribner, Bob. Germany: A New Social and Economic History, Vol. 1: 1450–1630 (1995)
  • Treasure, Geoffrey. The Making of Modern Europe, 1648–1780 (3rd ed. 2003). pp 374-426.
  • Whaley, Joachim. Germany and the Holy Roman Empire, Volumes 1 and 2, (Oxford UP, 2012)
  • Wilson, Peter H. Heart of Europe: A History of the Holy Roman Empire (2016), long scholarly interpretive history
  • Wilson, Peter H. The Holy Roman Empire 1495–1806 (2011), 156 pages; short summary by scholar
  • Zophy, Jonathan W. ed., The Holy Roman Empire: A Dictionary Handbook (Greenwood Press, 1980)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

แผนที่[แก้]