พระราชวังต้องห้าม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พิพิธภัณฑ์พระราชวัง
故宫博物院
Forbidden City Beijing Shenwumen Gate.JPG
ประตูเสินอู่เหมิน ประตูด้านทิศเหนือ มีป้ายตัวอักษรด้านล่างอ่านว่า "พิพิธภัณฑ์พระราชวัง" (故宫博物院)
พิพิธภัณฑ์
ก่อตั้ง ค.ศ. 1925
ก่อสร้าง ค.ศ. 1406–1420
สถาปนิก ไคว่ เซียง
สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมจีน
ภัณฑารักษ์ ชาน จี่ เซียง
ผู้เข้าชม 16.7 ล้านคน[1]
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
ที่ตั้ง 4 ถนนจิ่งชานเฉียน เขตตงเฉิง ปักกิ่ง
ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน
พิกัด 39°54′58″N 116°23′53″E / 39.915987°N 116.397925°E / 39.915987; 116.397925พิกัดภูมิศาสตร์: 39°54′58″N 116°23′53″E / 39.915987°N 116.397925°E / 39.915987; 116.397925
เว็บไซต์ en.dpm.org.cn (ภาษาอังกฤษ)
dpm.org.cn (ภาษาจีน)
พระราชวังแห่ง
ราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง
ในปักกิ่งและเสิ่นหยาง *
Forbidden city 07.jpg
ประเทศ กรุงปักกิ่ง (พระราชวังต้องห้าม) และ มณฑลเหลียวหนิง (พระราชวังเสิ่นหยาง)  จีน
ประเภท มรดกโลกทางวัฒนธรรม
เกณฑ์พิจารณา (i) (ii) (iii) (iv)
ประวัติการขึ้นทะเบียน
ขึ้นทะเบียน 2530 (คณะกรรมการสมัยที่ 11)

พระราชวังต้องห้าม (จีน: 紫禁城; พินอิน: Zǐjìn Chéng จื่อจิ้นเฉิง; อังกฤษ: Forbidden City) หรือพระราชวังกู้กง จากชื่อภาษาจีน แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีม่วง" พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน (39°54′56″N 116°23′27″E / 39.91556°N 116.39083°E / 39.91556; 116.39083) เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง พระราชวังต้องห้ามยังรู้จักกันในนาม พิพิธภัณฑ์พระราชวัง (ภาษาจีน: 故宫博物院; พินอิน: Gùgōng Bówùyùan) ครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร หรือ 450 ไร่(0.72 ตร.กม.) อาคาร 980 หลัง[2] มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง[3] และมีพระที่นั่ง 75 องค์ หอพระสมุด ห้องหับต่างๆอีกมาก รวมทั้งยังมีสวน ลานกว้าง ทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด มีคูและกำแพงที่สูงถึง 11 เมตร[4] ล้อมรอบ ใช้ระยะก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 จนถึง พ.ศ. 1963

พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทางจตุรัสนี้ ผ่านประตูเทียนอันเหมิน บริเวณรอบจตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกว่า อาณาเขตหลวง โดยมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ เช่น มหาศาลาประชาคม ในอดีต พระราชวังแห่งนี้ เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาต เป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า "พระราชวังต้องห้าม" จักรพรรดิจะทรงประทับอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ กั้นพระองค์จากโลกภายนอก โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้ซึ่งคนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต เพื่อความสำราญของจักรพรรดิ ในวังจะมีวิเสท 6,000 คน ประกอบพระกระยาหาร มีสนมกำนัล 9,000 นาง ซึ่งมีขันที 70,000 คน คอยดูแลให้ มีคำเล่าลือกันว่า พระนางซูสีไทเฮา เวลาเสวยก็จะมีพระกระยาหารถึง 148 ชุด และทรงส่งขันทีไปเสาะหาชายหนุ่มซึ่งเข้าวังแล้วจะไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย

แม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของอาคารและสวนหย่อมไว้

ยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยางเป็นหนึ่งในมรดกโลกในนาม พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง เมื่อ พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987)

ชื่อ[แก้]

ชื่อ "พระราชวังต้องห้าม" นั้นแปลมาจากชื่อในภาษาจีนว่า จื่อจิ้น เฉิง (จีน: 紫禁城; พินอิน: Zǐjīnchéng แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมือง ต้องห้าม สีม่วง") ชื่อ จื่อจิ้น เฉิง ปรากฏขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2119[5] สำหรับในภาษาอังกฤษเรียกพระราชวังนี้ว่า เมืองต้องห้าม (Forbidden City) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ พระราชวังต้องห้าม (Forbidden Palace)[6]

ชื่อ จื่อจิ้น เฉิง เป็นชื่อที่มีความสำคัญหลายระดับ คำว่า จื่อ หรือ "สีม่วง" อ้างอิงถึงดาวเหนือ ซึ่งจีนโบราณเรียกดาวดวงนี้ว่า ดาวจื่อเว่ย และในดวงจีนแบบดั้งเดิมถือว่าเป็นสรวงสวรรค์ที่ประทับของเง็กเซียนฮ่องเต้ ล้อมรอบด้วยกลุ่มดาวโดยรอบ การปิดล้อมจื่อเว่ย (จีน: 紫微垣; พินอิน: Zǐwēiyuán) ถือเป็นราชอาณาจักรของเง็กเซียนฮ่องเต้และพระบรมวงศานุวงศ์ของพระองค์ พระราชวังต้องห้ามถือเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ (ฮ่องเต้) บนแผ่นดิน ซึ่งเป็นโลกคู่กัน คำว่า จิ้น หรือ "ต้องห้าม" อ้างอิงถึงความจริงที่ว่าไม่มีผู้ใดที่สามารถผ่านเข้าออกพระราชวังได้ โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จจักรพรรดิ ส่วนคำว่า เฉิง หมายถึง "เมือง"[7]

ในทุกวันนี้ สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปว่า กู้กง (จีน: 故宫; พินอิน: Gùgōng) ซึ่งหมายถึง "พระราชวังเก่า"[8] ส่วนพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่บนอาคารเหล่านี้รู้จักในชื่อ "พิพิธภัณฑ์พระราชวัง" (จีน: 故宫博物院; พินอิน: Gùgōng Bówùyùan)

ประวัติ[แก้]

ภาพวาดพระราชวังต้องห้ามในสมัยราชวงศ์หมิงเป็นจิตรกรรมแบบราชวงศ์หมิง
ภาพวาดพระราชวังต้องห้ามในหนังสือเยอรมัน The Garden Arbor (ค.ศ. 1853)

เมื่อองค์ชายจูตี้ พระราชโอรสในจักรพรรดิหงอู่เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิจักรพรรดิหย่งเล่อแล้ว พระองค์ทรงโปรดให้ย้ายเมืองหลวงจากหนานจิงไปยังปักกิ่ง การก่อสร้างพระราชวังหลวงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1949 และต่อมาจึงกลายมาเป็นพระราชวังต้องห้าม[7]

การก่อสร้างดำเนินไปเป็นระยะเวลา 14 ปี และใช้กรรมกรมากกว่าหนึ่งล้านคน[9] วัสดุที่ถูกนำมาใช้ ประกอบด้วย ท่อนไม้ชั้นเยี่ยมจากไม้ Phoebe zhennan (จีน: 楠木; พินอิน: nánmù) ซึ่งพบได้ทางป่าด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และหินอ่อนขนาดใหญ่จากเหมืองใกล้กับปักกิ่ง[10] พื้นของตำหนักส่วนใหญ่ถูกปูด้วย "อิฐทองคำ" (จีน: ; พินอิน: jīnzhuān) ซึ่งเป็นอิฐเผาพิเศษจากซูโจว[9]

ตั้งแต่ พ.ศ. 1963 ถึง พ.ศ. 2187 พระราชวังต้องห้ามเป็นศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์หมิง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2187 พระราชวังแห่งนี้ถูกยึดครองโดยกลุ่มกบฎที่นำโดยหลี่ จื้อเฉิง โดยเขาประกาศตัวเองเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชุน[11] แต่ไม่ช้าเขาก็ต้องลี้ภัยออกจากพระราชวังต้องห้ามไปก่อนที่กองทัพซึ่งเป็นกองผสมของอดีตผู้บัญชาการอู่ ซานกุ่ยแห่งราชวงศ์หมิงและกองกำลังแมนจู จะเข้ายึดชิงบางส่วนของพระราชวังต้องห้ามคืน[12]

ต่อมาในเดือนตุลาคม กองกำลังแมนจูประสบความสำเร็จอย่างสูงในภาคเหนือของจีน และมีการจัดพระราชพิธีขึ้นที่พระราชวังต้องห้าม ในการประกาศการเสวยราชย์ของจักรพรรดิซุ่นจื้อในฐานะทรงปกครองแผ่นดินจีนทั้งหมดภายใต้ราชวงศ์ชิง[13] ราชสำนักชิงมีการเปลี่ยนแปลงชื่อตำหนักบางหลังเพื่อเน้น "ความสามัคคี" มากกว่า "ความยิ่งใหญ่"[14] สร้างป้ายชื่อสองภาษา (ภาษาจีนและภาษาแมนจู)[15] และได้นำองค์ประกอบเชมันเข้าสู่พระราชวัง[16]

ในปี พ.ศ. 2403 ระหว่างสงครามฝิ่นครั้งที่สอง กองกำลังแองโกล-เฟรนซ์ได้เข้ามายึดครองพระราชวังต้องห้ามและครองไว้จนสิ้นสุดสงคราม[17] ในปี พ.ศ. 2443 พระพันปีฉือสี่ทรงลี้ภัยออกจากพระราชวังต้องห้ามในช่วงที่เกิดกบฏนักมวย และทรงปล่อยให้พระราชวังต้องห้ามถูกยึดครองโดยกองกำลังตามอำนาจในสนธิสัญญาจนถึงปีถัดมา[17]

ประตูตงหวาเหมินที่ถูกบูรณะปฏิสังขรณ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการการบูรณะ 16 ปี

หลังจากที่พระราชวังต้องห้ามแห่งนี้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิ 24 พระองค์ ในจำนวนนั้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง 14 พระองค์ และราชวงศ์ชิง 10 พระองค์ พระราชวังต้องห้ามถูกยุติการเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของประเทศจีนลงในปี พ.ศ. 2455 พร้อมกับการสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งจีน จากข้อตกลงกับรัฐบาลสาธารณรัฐจีนใหม่ อดีตจักรพรรดิผู่อี๋จะยังคงพำนักอยู่ภายในเขตพระราชฐานชั้นในได้ ในขณะที่เขตพระราชฐานชั้นนอกนั้นยกให้ใช้เป็นสาธารณะ[18] จนกระทั่งอดีตจักรพรรดิผู่อี๋ถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้ามภายหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2467[19] พิพิธภัณฑ์พระราชวังถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2468[20] ในปี พ.ศ. 2476 การบุกรุกจีนของญี่ปุ่น ได้บังคับให้ย้ายสมบัติประจำชาติภายในพระราชวังต้องห้ามออกไป[21] ส่วนหนึ่งของสมบัติถูกส่งกลับคืนเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง[22] แต่อีกส่วนหนึ่งถูกอพยพไปยังไต้หวันในปี พ.ศ. 2491 ภายใต้คำสั่งของเจียง ไคเชก เมื่อพรรคก๊กมินตั๋งปราชัยในสงครามกลางเมืองจีน สมบัติที่มีขนาดค่อนข้างเล็กแต่มีคุณภาพสูงถูกเก็บไว้จนถึงปี พ.ศ. 2508 มันถูกนำมันจัดแสดงแก่สาธารณะอีกครั้ง เป็นสมบัติชิ้นหลักของพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติในไทเป[23]

หลังจากการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ. 2492 ความเสียหายบางประการได้เกิดขึ้นกับพระราชวังต้องห้ามเนื่องจากถูกกวาดล้างในการปฏิวัติที่กระตือรือร้นจนเกินไป[24] ในช่วงของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม การทำลายล้างเพิ่มเติมถูกป้องกันเมื่อนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหลส่งกองทัพออกไปปกป้องพระราชวังต้องห้าม[25]

พระราชวังต้องห้ามถูกประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยยูเนสโก ในชื่อ "พระราชวังแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง"[26] เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในการพัฒนาของสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมจีน ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณฑ์พระราชวัง ซึ่งมีการดำเนินโครงการการบูรณะสิบหกปี เพื่อซ่อมแซมและบูรณะอาคารทั้งหมดภายในพระราชวังต้องห้ามให้กลับไปอยู่ในสภาพก่อนปี พ.ศ. 2455[27]

ในปัจจุบันนี้การแสดงตัวขององค์กรการค้าในพระราชวังต้องห้ามกำลังก่อให้เกิดการโต้แย้ง[28] ร้านสตาร์บัคส์ถูกเปิดเมื่อปี พ.ศ. 2543 จุดประกายความรู้สึกไม่เห็นด้วยและในที่สุดก็ถูกปิดร้านในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2550[29][30] สื่อจีนยังมีการแจ้งว่ามีร้านขายของที่ระลึก 2 แห่งซึ่งปฏิเสธชาวจีนและยอมรับเงินจากชาวต่างชาติในปี พ.ศ. 2549[31]

ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐที่ได้รับการเลี้ยงรับรองอาหารค่ำในพระราชวังต้องห้าม นับตั้งแต่มีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนมา[32]

โครงสร้างและสถาปัตยกรรม[แก้]

พระราชวังต้องห้ามเมื่อมองจากเนินเขาจิ้งชาน
แปลนของพระราชวังต้องห้าม
- – - เส้นแบ่งโดยประมาณระหว่างเขตพระราชฐานชั้นใน (ด้านเหนือ) และเขตพระราชฐานชั้นนอก (ด้านใต้)

พระราชวังต้องห้ามเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้างจากเหนือถึงใต้ 961 เมตร และจากตะวันออกถึงตะวันตก 753 เมตร[33][34] ประกอบด้วยอาคารที่หลงเหลืออยู่ 980 หลัง พร้อมด้วยห้อง 8,886 ห้อง[35][36] ซึ่งตามตำนานบอกว่ามีห้องจำนวน 9,999 ห้องรวมถึงห้องขนาดเล็กที่เป็นทางผ่านด้วย[37] ซึ่งจำนวนนี้อยู่บนตำนานปากเปล่าและไม่ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานด้านการสำรวจแต่อย่างใด[38] พระราชวังต้องห้ามถูกออกแบบมาเพื่อเป็นศูนย์กลางในสมัยโบราณ เป็นกำแพงเมืองแห่งปักกิ่ง พระราชวังนี้ถูกปิดล้อมด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ก่อเป็นกำแพง เรียกว่า นครหลวง (Imperial City) นครหลวงนี้เป็นลำดับชั้นการปิดล้อมจากพระราชวังชั้นใน ไปยังพระราชวังชั้นนอก

พระราชวังต้องห้ามนั้นยังคงมีความสำคัญในโครงการเทศบาลของปักกิ่ง แกนแนวกลาง เหนือ–ใต้ที่เหลืออยู่ในแกนกลางของปักกิ่ง แกนนี้ขยายออกไปทางใต้จนถึงประตูเทียนอันเหมินไปยังจตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นลานประชาชนของสาธารณรัฐประชาชนจีน และยาวไปจนถึงประตูหย่งติ้ง ส่วนทางด้านเหนือขยายไปจนถึงเนินเขาจิ่งชาน ถึงหอระฆังและกลอง[39] แกนนี้ไม่ได้ขยายไปในแนวเหนือใต้ตรง ๆ แต่มีความเอียงเล็กน้อยสององศา การศึกษาเชื่อว่าแกนนี้ถูกออกแบบในสมัยราชวงศ์หยวนเพื่อให้สอดคล้องกับแหล่งแซนาดู ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งอื่นของอาณาจักร[40]

กำแพงและประตูวัง[แก้]

ประตูอู่เหมิน ทางเข้าด้านหน้าของพระราชวังต้องห้าม โดยมีปีกยื่นออกมาทั้งสองด้าน
ภาพมุมใกล้ของปีกด้านซ้ายของประตูอู่เหมิน
ป้อมตรงมุมของพระราชวังต้องห้าม

พระราชวังต้องห้ามล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองสูง 7.9 เมตร[14] และลึก 6 เมตรจาก 52 เมตรของคูเมืองกว้าง กำแพงมีความกว้าง 8.62 เมตรที่บริเวณฐานกำแพง และค่อย ๆ เรียวลงไปจนถึงยอดกำแพง ซึ่งมีความกว้าง 6.66 เมตร[41] กำแพงเหล่านี้ทำหน้าที่ทั้งเป็นกำแพงป้องกันและกำแพงกันดินให้กับพระราชวัง พวกมันถูกสร้างขึ้นมาจากแกนดินอัด และปูผนังด้วยอิฐอบพิเศษสามชั้นในทั้งสองด้าน โดยใช้การฉาบปูนลงไปในร่องเล็ก ๆ[42]

ที่มุมทั้งสี่ของกำแพงเป็นที่ตั้งของป้อม (E) ที่มีหลังคาอันวิจิตรประณีต ซึ่งมีซี่หลังคาจำนวน 72 ซี่ เป็นการคัดลอกแบบของพลับพลาของเจ้าชายเติ้งและหอคอยหวางเห้อที่ปรากฏในจิตรกรรมแบบราชสำนักซ่ง[42] ป้อมเหล่านี้เป็นส่วนที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดของพระราชวังจากราษฎรที่อยู่ภายนอกกำแพง ประเพณีความเชื่อของผู้คนจึงยึดติดกับป้อมเหล่านี้ ตามตำนานหนึ่งกล่าวว่า ช่างฝีมือไม่สามารถจัดวางมุมของป้อมให้เข้ากันได้ หลังจากที่ถูกรื้อถอนเพื่อบูรณะในยุคเริ่มแรกของราชวงศ์ชิง และมันถูกสร้างขึ้นใหม่หลังจากที่มีการแทรกแซงของเซียนช่างไม้ชื่อ หลู่ปัน[14]

กำแพงถูกล้อมรอบด้วยประตูในทุก ๆ ด้าน ประตูที่อยู่ทางใต้สุดคือประตูอู่เหมิน (A)[43] ทางเหนือคือประตูประตูเสินอู่เหมิน (B) ซึ่งหันหน้าเข้าหาสวนจิ่งชาน ทางตะวันออกสุดคือ "ประตูตงหวาเหมิน" (D) และทางตะวันตกสุดคือ "ประตูซีหวาเหมินฎ (C) ประตูทั้งหมดของพระราชวังต้องห้ามมีการประดับตกแต่งด้วยหมุดประตูทองคำเก้า แถว ยกเว้นประตูตงหวาเหมินที่มีเพียงแปดแถว[44]

ประตูอู่เหมินมีปีกอยู่ทั้งสองข้าง ทำให้เกิดเป็นด้านของสี่เหลี่ยมทั้งสามด้าน[45] ประตูนี้มีช่องประตูทั้งหมดห้าช่อง ช่องประตูตรงกลางเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินของจักรพรรดิ ซึ่งมีการทำเครื่องหมายด้วยหินซึ่งเป็นแกนกลางของพระราชวังต้องห้ามและนครโบราณปักกิ่ง ตลอดแนวจากประตูจงหวาเหมินทางใต้ไปจนถึงจิ่งชานทางเหนือ มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่จะสามารถทรงพระดำเนินหรือทรงนั่งผ่านเส้นทางนี้ได้ ยกเว้นจักรพรรดินีในวโรกาสงานพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และบัณฑิตที่สอบผ่านการสอบขุนนาง[44]


เขตพระราชฐานชั้นนอก[แก้]

แม่น้ำน้ำสีทอง (The Golden Water River) เป็นกระแสน้ำเทียมที่ไหลไปทั่วพระราชวังต้องห้าม
ป้ายชื่อแนวตั้งของตำหนักไถ่เหอ
พลับพลาหงยี่
ภาพใกล้ของด้านขวาของประตูไถ่เหอเหมิน
ถังน้ำสัญลักษณ์ด้านหน้าของตำหนักไถ่เหอ

ตามธรรมเนียม พระราชวังต้องห้ามถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก () หรือส่วนหน้า () ประกอบด้วยส่วนทางใต้ ถูกใช้ในวัตถุประสงค์ด้านการพระราชพิธี และเขตพระราชฐานชั้นใน () หรือวังหลัง () ประกอบด้วยส่วนทางเหนือ ถูกใช้เป็นที่ประทับของฮ่องเต้และพระบรมวงศานุวงศ์ และถูกใข้ในการบริหารกิจการรัฐประจำวัน (มีเส้นแบ่งโดยประมาณสีแดงตามแผนผังด้านบนเป็นเส้นแบ่งเขต) โดยทั่วไปแล้ว พระราชวังต้องห้ามมีแกนแนวตั้งเป็นสามแฉก อาคารที่สำคัญที่สุดตั้งอยู่ที่แฉกตรงกลางในแนวเหนือ–ใต้[44]

เมื่อเข้าจากประตูอู่เหมิน จะพบกับพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดใหญ่ มีแม่น้ำน้ำสีทองที่คดเคี้ยวไหลผ่าน ซึ่งมีสะพานข้ามทั้งหมดห้าสะพาน เมื่อข้ามสะพานไป เบื้องหน้าจะเป็นประตูไถ่เหอเหมิน (F) ตั้งอยู่ โดยด้านหลังถัดไปจากประตูคือพื้นที่จตุรัสของตำหนักไถ่เหอ[46] ซึ่งเป็นตำหนักที่ตั้งอยู่บนแท่นหินหยกขาวยกพื้นสูงจากจตุรัสนี้ โดยมีตำหนักทั้งหมดสามตำหนักตั้งอยู่บนแท่นหิน ซึ่งเป็นจุดสนใจของพระราชวังที่ซับซ้อนนี้ ประกอบด้วย (จากด้านทางใต้) ตำหนักไถ่เหอ (殿) ตำหนักจงเหอ (殿) และตำหนักเป่าเหอ (殿)[47]

ตำหนักไถ่เหอ (ตำหนักบรรสารสูงสุด) (G) เป็นตำหนักที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่สูงกว่าปริมณฑลโดยรอบประมาณ 30 เมตรเศษ ตำหนักนี้เป็นศูนย์กลางพระราชอำนาจของฮ่องเต้ และเป็นโครงสร้างไม้ที่ใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศจีน มีมุขกว้างเก้ามุขและมุขลึกห้ามุข ซึ่งเลข 9 และ 5 เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงองค์ฮ่องเต้[48] บนเพดานตรงกลางของตำหนักนั้นเป็นช่องทึบที่ถูกตกแต่งอย่างประณีตด้วยมังกรกำลังม้วนตัว ที่ปากของมังกรนั้นห้อยด้วยทรงกลมโลหะที่ถูกจัดไว้คล้ายกับโคมระย้า เรียกว่า "กระจกซวนหยวน"[49] ในสมัยราชวงศ์หมิง ฮ่องเต้ทรงโปรดให้สร้างตำหนักนี้ขึ้นเพื่อไว้ทรงบริหารกิจการรัฐ ต่อมาในราชวงศ์ชิง ฮ่องเต้เสด็จพระราชดำเนินมายังตำหนักนี้บ่อยครั้งขึ้น ทำให้ตำหนักนี้ถูกใช้งานบ่อยขึ้น และตำหนักไถ่เหอนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อการพระราชพิธีเท่านั้น เช่น พระราชพิธีราชาภิเษก พระราชพิธีสถาปนา และพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส[50]

ตำหนักจงเหอ (ตำหนักบรรสารกลาง) มีขนาดรองลงมา เป็นตำหนักทรงจตุรัส ถูกใช้สำหรับให้ฮ่องเต้ทรงเตรียมพระองค์เอง และเป็นที่สำหรับทรงพักผ่อนในช่วงก่อนและในระหว่างพระราชพิธี[51] ด้านหลังเป็นตำหนักเป่าเหอ (ตำหนักดำรงบรรสาร) ใช้สำหรับฝึกซ้อมการพระราชพิธี และยังถูกใช้เป็นสนามสอบขั้นสุดท้ายของการสอบขุนนางด้วย[52] ทั้งสามตำหนักมีบัลลังก์หลวง ซึ่งบัลลังก์ที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนที่สุดประดิษฐานอยู่ภายในตำหนักไถ่เหอ[53]

บันไดตรงกลางที่ตรงขึ้นสู่แท่นจากด้านเหนือและด้านใต้เป็นบันไดพระราชพิธี เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของฮ่องเต้ โดยมีรูปแกะสลักนูนต่ำประดับอยู่ บันไดด้านเหนืออยู่ด้านหลังตำหนักเป่าเหอ ตัวบันไดแกะสลักขึ้นจากหินชิ้นเดียวขนาดยาว 16.57 เมตร กว้าง 3.07 เมตร และหนา 1.7 เมตร มีน้ำหนัก 200 ตันเศษและเป็นวัตถุแกะสลักขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน[9] บันไดด้านใต้อยู่ด้านหน้าของตำหนักไถ่เหอ มีความยาวกว่า แต่ประกอบจากหินสองชิ้นเชื่อมกันด้วยคอนกรีต รอยต่อถูกซ่อนไว้อย่างชาญฉลาดโดยใช้การแกะสลักนูนต่ำที่ทับซ้อนกัน ถูกค้นพบจากการผุพังที่ทำให้ช่องว่างนั้นขยายขึ้นในศตวรรษที่ 20[54]

ด้านใต้ฝั่งตะวันตกและด้านใต้ฝั่งตะวันออกของเขตพระราชฐานชั้นนอกเป็นตำหนักอู่หยิง (H) และตำหนักเหวินฮวา (J) ซึ่งในอดีตเคยถูกใช้สำหรับฮ่องเต้ทรงเสด็จออกรับเหล่ารัฐมนตรีและการเปิดศาล ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นที่ตั้งของโรงพิมพ์ในพระราชวัง อีกตำหนักถูกใช้เป็นสถานที่บรรยายพิธีการทางศาสนาโดยนักพรตขงจื้อขั้นสูงที่ได้รับการยกย่อง และต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นสำนักงานราชเลขาธิการ สำเนาของหนังสือซื่อคูเฉียนชูถูกเก็บรักษาไว้ที่นี่ ส่วนด้านเหนือฝั่งตะวันออกเป็นหมู่พระที่นั่งหน่านซัน (หมู่พระที่นั่งไตรทักษิณา) () (K) ซึ่งเป็นที่ประทับขององค์รัชทายาท[46]


เขตพระราชฐานชั้นใน[แก้]

เขตพระราชฐานชั้นในเป็นส่วนที่แยกออกจากเขตพระราชฐานชั้นนอกโดยลานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ตั้งฉากกับแกนหลักของนคร เป็นที่ประทับของฮ่องเต้และพระบรมวงศานุวงศ์ของพระองค์ ในสมัยราชวงศ์ชิง สมเด็จพระจักรพรรดิจะทรงประทับและทรงงานเกือบเฉพาะแค่ในเขตพระราชฐานชั้นในเท่านั้น โดยจะทรงเสด็จออกยังเขตพระราชฐานชั้นนอกเพียงแค่เฉพาะในการพระราชพิธีเท่านั้น[55]

หมู่พระที่นั่งสามองค์ด้านหลัง[แก้]

ที่ตรงกลางของเขตพระราชฐานชั้นในนั้นมีพระที่นั่งและตำหนักรวมสามองค์ (L) ประกอบด้วย (นับจากทางใต้)

ทั้งสามองค์มีขนาดเล็กกว่าในเขตพระราชฐานชั้นนอก โดยพระที่นั่งและตำหนักในหมู่พระที่นั่งนี้เป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการในสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี สมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์ของหยางและสวรรค์ จึงจะทรงประทับอยู่ในพระที่นั่งเฉียนชิง ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดินีทรงเป็นสัญลักษณ์ของหยินและโลกมนุษย์ จึงจะทรงประทับอยู่ในพระที่นั่งคุนหนิง ในขณะที่ตรงกลางเป็นตำหนักเจียวไถ่ ซึ่งเปรียบเสมือนสถานที่ที่หยินและหยางผสมผสานกันอย่างกลมกลืน[56]

พระราชบัลลังก์ในพระที่นั่งเฉียนชิง
ผนังมังกรเก้าตัวที่ด้านหน้าของพระที่นั่งเฉียนหลง
อุทยานหลวง

พระที่นั่งเฉียนชิง (พระที่นั่งสุทไธสวรรค์) เป็นพระที่นั่งที่มีชายคาสองชั้น อยู่บนแท่นหินอ่อนสีขาวในระดับเดียวกัน เชื่อมต่อกับประตูเฉียนชิงเหมินทางด้านใต้โดยเป็นทางเดินยกระดับ ในสมัยราชวงศ์หมิง พระที่นั่งองค์นี้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่รัชสมัยของจักรพรรดิยงเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงนั้น สมเด็จพระจักรพรรดิเสด็จแปรพระราชฐาน ไปประทับอยู่ที่ตำหนักหยางซิน (N) ซึ่งเป็นตำหนักองค์เล็กทางฝั่งตะวันตกแทน เนื่องจากทรงเคารพและทรงระลึกถึงความทรงจำที่ทรงมีแด่จักรพรรดิคังซี[14] พระที่นั่งเฉียนชิงจึงถูกเปลี่ยนเป็นท้องพระโรงแทน[57] บนเพดานของพระที่นั่งมีหีบห้อยประดับอยู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปปั้นมังกรขดตัว เหนือพระราชบัลลังก์มีแผ่นป้ายภาษาจีนความว่า "ความยุติธรรมและเกียรติยศ" (จีน: ; พินอิน: zhèngdàguāngmíng)[58]

พระที่นั่งคุนหนิง (พระที่นั่งโลกาสันติสุข) () เป็นพระที่นั่งที่มีชายคาสองชั้น มีมุขกว้างเก้ามุขและมุขลึกสามมุข ในสมัยราชวงศ์หมิง พระที่นั่งองค์นี้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดินี ในสมัยราชวงศ์ชิง ส่วนใหญ่ของพระที่นั่งองค์นี้ถูกดัดแปลงเพื่อใช้สำหรับการนมัสการตามความเชื่อในเชมันตามแนวคิดของผู้ปกครองใหม่ซึ่งเป็นชาวแมนจู นับแต่รัชสมัยของจักรพรรดิยงเจิ้ง สมเด็จพระจักรพรรดินีก็ทรงแปรพระราชฐานออกจากพระที่นั่งองค์นี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีห้องอยู่สองห้องในพระที่นั่งคุนหนิง ที่ยังถูกเก็บไว้เพื่อให้สมเด็จพระจักรพรรดิทรงใช้ในคืนวันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส[59]

ระหว่างกลางของทั้งสองพระที่นั่งคือ ตำหนักเจียวไถ่ (ตำหนักสหภาพ) เป็นตำหนักทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ทรงหลังคาทรงปีระมิด เป็นที่เก็บตราประทับหลวง 25 ตราในสมัยราชวงศ์ชิง รวมถึงสิ่งของที่ใช้ในการพระราชพิธีอื่น ๆ ด้วย[60]

ด้านหลังหมู่พระที่นั่งเป็นอุทยานหลวง (M) เป็นอุทยานที่มีพื้นที่ค่อนข้างเล็ก มีการออกแบบที่กระชับ แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นสวนที่ประณีตงดงามและซับซ้อน[61] ทางด้านเหนือของอุทยานเป็นประตูเสินอู่เหมิน

ทางตะวันตกของหมู่พระที่นั่งเป็น ตำหนักหยางซิน (ตำหนักจิตพัฒน์) (N) เดิมเป็นพระที่นั่งองค์รอง แต่กลายมาเป็นที่ประทับและทรงงานของสมเด็จพระจักรพรรดิโดยพฤตินัย ตั้งแต่รัชสมัยของจักรพรรดิยงเจิ้ง ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของราชวงศ์ชิง สมเด็จพระจักรพรรดินีพันปีหลวงฉือสี่ ได้ทรงใช้เขตทางตะวันออกของตำหนักองค์นี้ ตำหนักองค์นี้รายล้อมด้วยสำนักงานกรมความลับทหารและหน่วยงานสำคัญของรัฐบาล[62]

ทางตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่พระที่นั่งเป็นที่ตั้งของ พระที่นั่งเฉียนหลง (พระที่นั่งอายุสันติสุข) () (O) เป็นพระที่นั่งที่มีความซับซ้อน สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิเฉียนหลง โดยทรงโปรดจะให้เป็นที่ประทับเมื่อทรงสละราชสมบัติแล้ว พระที่นั่งองค์นี้สะท้อนการสร้างพระราชวังต้องห้ามได้อย่างเหมาะสมและมีการแบ่ง "เขตพระราชฐานชั้นนอก" "เขตพระราชฐานชั้นใน" และอุทยานกับวัดอย่างชัดเจน ทางเข้าของพระที่นั่งเฉียนหลงมีกำแพงซึ่งประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเป็นลายผนังเก้ามังกร[63] ส่วนนี้ของพระราชวังต้องห้ามถูกบูรณะขึ้นโดยความร่วมมือกันระหว่างพิพิธภัณฑ์พระราชวังและกองทุนอนุสาวรีย์โลก มีกำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2560[64]

หมู่พระที่นั่งหกองค์ฝั่งตะวันตก[แก้]

  • พระที่นั่งย่งโช่ว หรือ พระที่นั่งอายุนิรันดร์ (永寿宫)
  • ตำหนักไท่จี๋ หรือ ตำหนักหลักอันสูงส่งยิ่ง (太极殿)
  • พระที่นั่งฉางชุน หรือ พระที่นั่งวสันตนิรันดร์ (长春宫)
  • พระที่นั่งอี้คุน หรือ พระที่นั่งโลกาสรรเสริญ (翊坤宫)
  • พระที่นั่งฉู่ชิ่ว หรือ พระที่นั่งรวมประณีต (储秀宫)
  • พระที่นั่งเซียนฝู หรือ พระที่นั่งสากลสุข (咸福宫)

หมู่พระที่นั่งหกองค์ฝั่งตะวันออก[แก้]

  • พระที่นั่งจิ่งเหริน หรือ พระที่นั่งมหากรุณา (景仁宫)
  • พระที่นั่งเฉิงเฉียน หรือ พระที่นั่งสวรรค์กรุณา (承乾宫)
  • พระที่นั่งจงชุ่ย หรือ พระที่นั่งสุธไธสม (锺粹宫)
  • พระที่นั่งเยียนซี่ หรือ พระที่นั่งเจียรสุข (延禧宫)
  • พระที่นั่งจิ่งหยาง หรือ พระที่นั่งมหาโอภาส (景阳宫)
  • พระที่นั่งย่งเหอ หรือ พระที่นั่งบรรสารนิรันดร์ (永和宫)


ความเชื่อทางศาสนา[แก้]

รูปแบบลวดลายสวัสติกะและการมีอายุยืน การออกแบบในลักษณะนี้สามารถพบได้ทั่วทั้งพระราชวังต้องห้าม

ความเชื่อทางศาสนาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตในราชสำนัก ในราชวงศ์ชิง พระที่นั่งคุนหนิง ถูกใช้เป็นสถานที่ในการพระราชพิธีแบบเชมัน ในขณะเดียวกันศาสนาประจำชนชาติจีนอย่าง เต๋า ก็ยังมีบทบาทสำคัญตลอดทั้งราชวงศ์หมิงและชิง มีศาลเจ้าในลัทธิเต๋าอยู่สองศาล ศาลหนึ่งอยู่ภายในอุทยานหลวงและอีกศาลหนึ่งอยู่บริเวณส่วนกลางของเขตพระราชฐานชั้นใน[65]

อีกศาสนาหนึ่งในสมัยราชวงศ์ชิงคือศาสนาพุทธ จึงปรากฏวัดและศาลเจ้ากระจายอยู่ทั่วทั้งเขตพระราชฐานชั้นใน รวมถึงศาสนาพุทธแบบทิเบตด้วย พุทธศาสนศาสตร์ยังแพร่หลายไปในการตกแต่งอาคารหลายหลังด้วย[66] ในบรรดาอาคารเหล่านั้น พลับพลาพิรุณมาลา (Pavilion of the Rain of Flowers) เป็นหนึ่งในอาคารที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นพลับพลาที่ประดิษฐานพระพุทธรูป พุทธสัญลักษณ์ และแมนดาลาจำนวนมาก ซึ่งมีไว้เพื่อการพิธีทางศาสนา[67]

การล้อมรอบ[แก้]

สัญลักษณ์นิยม[แก้]

พระราชวังหลวงซึ่งตกแต่งด้วยจิตรกรรมสี
การตกแต่งหลังคาในวังหลวงด้วยรูปปั้นเครื่องสูงบนสันของหลังคาที่ตำหนักไถ่เหอ

การออกแบบพระราชวังต้องห้าม จากภาพรวมไปจนถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุด ล้วนถูกวางแผนมาอย่างพิถีพิถันเพื่อสะท้อนหลักทางปรัชญาและศาสนา และเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิ มีการตั้งข้อสังเกตการออกแบบสัญลักษณ์บางอย่างประกอบด้วย

  • การใช้สีเหลืองเพื่อสื่อถึงจักรพรรดิ ดังนั้นเกือบทุกหลังคาในพระราชวังต้องห้ามจะปูด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง ยกเว้นเพียงสองอาคารคือ หอสมุดที่พลับพลาเหวินยวน () ซึ่งเป็นสีดำ เพราะสีดำมีส่วนเกี่ยวข้องกับธาตุน้ำ เพื่อป้องกันการเกิดอัคคีภัย และที่ที่ประทับขององค์รัชทายาทที่ใช้สีเขียว เพราะเกี่ยวข้องกับธาตุดิน เพื่อการเติบโต[48]
  • ตำหนักองค์หลักในเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นในถูกจัดเรียงเป็นกลุ่ม กลุ่มละสามองค์ เป็นรูปทรงของเฉียน เป็นตัวแทนของสวรรค์ ส่วนที่ประทับในเขตพระราชฐานชั้นในในแต่ละด้านถูกจัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละหกองค์ เป็นรูปทรงของคุน เป็นตัวแทนของโลกมนุษย์[14]
  • สันหลังคาที่ลาดเอียงของอาคารถูกตกแต่งด้วยรูปปั้นเรียงกัน เริ่มต้นจากชายที่ขี่นกอมตะและตามด้วยมังกรแห่งจักรพรรดิ จำนวนของรูปปั้นเป็นตัวแทนของสถานะอาคาร อาคารรองอาจจะมีรูปปั้น 3 หรือ 5 ตัว ส่วนตำหนักไถ่เหอมีรูปปั้น 10 ตัว ซึ่งเป็นอาคารหลังเดียวในประเทศที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากจักรพรรดิในขณะนั้น ผลที่ตามมาคือ รูปปั้นตัวที่ 10 เรียกว่า "หั่งชือ" หรือ "อันดับที่สิบ" (จีน: ; พินอิน: Hángshí)[60] และยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพระราชวังต้องห้ามด้วย[68]
  • เค้าโครงของอาคารโบราณถูกวางไว้เพื่อก่อสร้างตามต้นแบบแห่งพิธีกรรม ดังนั้นจึงมีการตั้งวัดสืบต่อมาจากบรรพบุรุษที่ด้านหน้าของพระราชวัง ส่วนพระคลังถูกวางไว้บริเวณส่วนหน้าของพระราชวังอันซับซ้อน และส่วนที่ประทับอยู่ด้านหลัง[69]

เหตุผลที่ได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลก[แก้]

พระราชวังต้องห้ามได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 11 เมื่อปี พ.ศ. 2530 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมาในปี พ.ศ. 2547 พระราชวังเฉิ่นหยาง พระราชวังพักตากอากาศของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง ได้ลงทะเบียนร่วมกับพระราชวังต้องห้ามภายใต้ชื่อ "พระราชวังแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง" ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังต่อไปนี้

  • (i) - เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
  • (ii) - เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
  • (iii) - เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
  • (iv) - เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

อ้างอิง[แก้]

  1. (ใน zh-hans). China News Service. 31 December 2017 http://www.chinanews.com/sh/2017/12-31/8413475.shtml. สืบค้นเมื่อ 24 March 2018.  Unknown parameter |script-title= ignored (help); Missing or empty |title= (help)
  2. [How many rooms in the Forbidden City] |trans_title= requires |title= (help) (ใน zh-hans). Singtao Net. 2006-09-27. Archived from the original on 18 July 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-05.  Unknown parameter |df= ignored (help); Unknown parameter |script-title= ignored (help)
  3. http://www.manager.co.th/china/ViewNews.aspx?newsID=4623400246500
  4. http://www.school.net.th/library/create-web/10000/generality/10000-2658.html
  5. p26, Barmé, Geremie R (2008). The Forbidden City. Harvard University Press.
  6. See, e.g., Gan, Guo-hui (April 1990). "Perspective of urban land use in Beijing". GeoJournal 20 (4): 359–364. doi:10.1007/bf00174975. 
  7. 7.0 7.1 p. 18, Yu, Zhuoyun (1984). Palaces of the Forbidden City. New York: Viking. ISBN 0-670-53721-7. 
  8. "กู้กง" ในความรู้สึกโดยทั่วไปยังสามารถอ้างอิงถึงพระราชวังเก่าทั้งหมดได้ด้วย อีกตัวอย่างที่โดดเด่นคือพระราชวังหลวงเก่า (พระราชวังมุกเดน) ในเสิ่นหยาง
  9. 9.0 9.1 9.2 p. 15, Yang, Xiagui (2003). The Invisible Palace. Li, Shaobai (photography); Chen, Huang (translation). Beijing: Foreign Language Press. ISBN 7-119-03432-4. 
  10. China Central Television, The Palace Museum (2005). Gugong: "I. Building the Forbidden City" (Documentary). China: CCTV. 
  11. p. 69, Yang (2003)
  12. p. 3734, Wu, Han (1980). 朝鲜李朝实录中的中国史料 (Chinese historical material in the Annals of the Joseon Yi dynasty). Beijing: Zhonghua Book Company. CN / D829.312. 
  13. Guo, Muoruo (1944-03-20). "甲申三百年祭 (Commemorating 300th anniversary of the Jia-Sheng Year)". New China Daily (ใน Chinese). 
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 14.4 China Central Television, The Palace Museum (2005). Gugong: "II. Ridgeline of a Prosperous Age" (Documentary). China: CCTV. 
  15. "故宫外朝宫殿为何无满文? (Why is there no Manchu on the halls of the Outer Court?)". People Net (ใน Chinese). 2006-06-16. Archived from the original on 1 December 2008. สืบค้นเมื่อ 2007-07-12.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  16. Zhou Suqin. "坤宁宫 (Palace of Earthly Tranquility)" (ใน Chinese). The Palace Museum. Archived from the original on 29 September 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-12.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  17. 17.0 17.1 China Central Television, The Palace Museum (2005). Gugong: "XI. Flight of the National Treasures" (Documentary). China: CCTV. 
  18. p. 137, Yang (2003)
  19. Yan, Chongnian (2004). "国民—战犯—公民 (National – War criminal – Citizen)". 正说清朝十二帝 (True Stories of the Twelve Qing Emperors) (ใน Chinese). Beijing: Zhonghua Book Company. ISBN 7-101-04445-X. 
  20. Cao Kun (2005-10-06). "故宫X档案: 开院门票 掏五毛钱可劲逛 (Forbidden City X-Files: Opening admission 50 cents)". Beijing Legal Evening (ใน Chinese) (People Net). สืบค้นเมื่อ 2007-07-25. 
  21. See map of the evacuation routes at: "National Palace Museum – Tradition & Continuity". National Palace Museum. สืบค้นเมื่อ 2007-05-01. 
  22. "National Palace Museum – Tradition & Continuity". National Palace Museum. สืบค้นเมื่อ 2007-05-01. 
  23. "三大院长南京说文物 (Three museum directors talk artefacts in Nanjing)". Jiangnan Times (ใน Chinese) (People Net). 2003-10-19. Archived from the original on 1 December 2008. สืบค้นเมื่อ 2007-07-05.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  24. Chen, Jie (2006-02-04). "故宫曾有多种可怕改造方案 (Several horrifying reconstruction proposals had been made for the Forbidden City)". Yangcheng Evening News (ใน Chinese) (Eastday). สืบค้นเมื่อ 2007-05-01. 
  25. Xie, Yinming; Qu, Wanlin (2006-11-07). ""文化大革命"中谁保护了故宫 (Who protected the Forbidden City in the Cultural Revolution?)". CPC Documents (ใน Chinese) (People Net). สืบค้นเมื่อ 2007-07-25. 
  26. The Forbidden City was listed as the "Imperial Palace of the Ming and Qing Dynasties" (Official Document). In 2004, Mukden Palace in Shenyang was added as an extension item to the property, which then became known as "Imperial Palaces of the Ming and Qing Dynasties in Beijing and Shenyang": "UNESCO World Heritage List: Imperial Palaces of the Ming and Qing Dynasties in Beijing and Shenyang". สืบค้นเมื่อ 2007-05-04. 
  27. Palace Museum. "Forbidden City restoration project website". Archived from the original on 21 April 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-05-03.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  28. "闾丘露薇:星巴克怎么进的故宫?(Luqiu Luwei: How did Starbucks get into the Forbidden City)" (ใน Chinese). People Net. 2007-01-16. สืบค้นเมื่อ 2007-07-25. ; see also the original blog post here [1] (in Chinese).
  29. Mellissa Allison (2007-07-13). "Starbucks closes Forbidden City store". The Seattle Times. สืบค้นเมื่อ 2007-07-14. 
  30. Reuters (2000-12-11). "Starbucks brews storm in China's Forbidden City". CNN. Archived from the original on 2 May 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-05-01.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  31. "Two stores inside Forbidden City refuse entry to Chinese nationals" (ใน Chinese). Xinhua Net. 2006-08-23. Archived from the original on 13 January 2009. สืบค้นเมื่อ 2007-05-01.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  32. "President Trump granted rare dinner in China's Forbidden City". 8 November 2017. 
  33. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Lu
  34. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ UNESCO-ABE
  35. "Amazing Facts About the Forbidden City". Oakland Museum of California. Archived from the original on 14 June 2012.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  36. As larger buildings in traditional Chinese architecture are easily and regularly sub-divided into different configurations, the number of rooms in the Forbidden City is traditionally counted in terms of "bays" of rooms, with each bay being the space defined by four structural pillars.
  37. Glueck, Grace (2001-08-31). "ART REVIEW; They Had Expensive Tastes". The New York Times. 
  38. China Daily (2007-07-20). "Numbers Inside the Forbidden City". China.org.cn. 
  39. "北京确立城市发展脉络 重塑7.8公里中轴线 (Beijing to establish civic development network; Recreating 7.8 km central axis)" (ใน Chinese). People Net. 2006-05-30. สืบค้นเมื่อ 2007-07-05. 
  40. Pan, Feng (2005-03-02). "探秘北京中轴线 (Exploring the mystery of Beijing's Central Axis)". Science Times (ใน Chinese) (Chinese Academy of Sciences). Archived from the original on 2007-12-11. สืบค้นเมื่อ 2007-10-19. 
  41. p. 25, Yang (2003)
  42. 42.0 42.1 p. 32, Yu (1984)
  43. ในทางเทคนิค ประตูเทียนอันเหมินไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังต้องห้าม แต่เป็นประตูของนครหลวง
  44. 44.0 44.1 44.2 p. 25, Yu (1984)
  45. p. 33, Yu (1984)
  46. 46.0 46.1 p. 49, Yu (1984)
  47. p. 48, Yu (1984)
  48. 48.0 48.1 The Palace Museum. "Yin, Yang and the Five Elements in the Forbidden City" (ใน Chinese). Archived from the original on 1 July 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-05.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  49. p. 253, Yu (1984)
  50. The Palace Museum. "太和殿 (Hall of Supreme Harmony)" (ใน Chinese). Archived from the original on 17 June 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-25.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  51. The Palace Museum. "中和殿 (Hall of Central Harmony)" (ใน Chinese). Archived from the original on 30 May 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-25.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  52. The Palace Museum. "保和殿 (Hall of Preserving Harmony)" (ใน Chinese). Archived from the original on 30 September 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-25.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  53. p. 70, Yu (1984)
  54. For an explanation and illustration of the joint, see p. 213, Yu (1984)
  55. p. 73, Yu (1984)
  56. p. 75, Yu (1984)
  57. p. 78, Yu (1984)
  58. p. 51, Yang (2003)
  59. pp. 80–83, Yu (1984)
  60. 60.0 60.1 China Central Television, The Palace Museum (2005). Gugong: "III. Rites under Heaven " (Documentary). China: CCTV. 
  61. p. 121, Yu (1984)
  62. p. 87, Yu (1984)
  63. p. 115, Yu (1984)
  64. Powell, Eric. "Restoring an Intimate Splendor". World Monuments Fund. Archived from the original on 16 May 2011.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  65. p. 176, Yu (1984)
  66. p. 177, Yu (1984)
  67. pp. 189–193, Yu (1984)
  68. The Palace Museum. "Hall of Supreme Harmony" (ใน Chinese). Archived from the original on 1 July 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-05.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  69. Steinhardt, Nancy Shatzman (Dec 1986). "Why were Chang'an and Beijing so different?". The Journal of the Society of Architectural Historians 45 (4): 339–357. JSTOR 990206. doi:10.2307/990206. 

พิกัดภูมิศาสตร์: 39°54′56″N 116°23′27″E / 39.91556°N 116.39083°E / 39.91556; 116.39083{{#coordinates:}}: cannot have more than one primary tag per page