แสวง เสนาณรงค์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
แสวง เสนาณรงค์
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
9 มีนาคม พ.ศ. 2512 – 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 (5 ปี 74 วัน)
นายกรัฐมนตรี ถนอม กิตติขจร
สัญญา ธรรมศักดิ์
ก่อนหน้า พระประกาศสหกรณ์ (สดับ วีรเธียร)
ถัดไป มนูญ บริสุทธิ์
เลขาธิการทำเนียบนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
18 มกราคม พ.ศ. 2501 – 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501
นายกรัฐมนตรี ถนอม กิตติขจร
ก่อนหน้า ฉาย วิโรจน์ศิริ
ถัดไป พลตรี เนตร เขมะโยธิน
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2459
จังหวัดธนบุรี
เสียชีวิต 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 (60 ปี)
พรรคการเมือง สหประชาไทย
คู่สมรส หม่อมหลวงนวลผ่อง เสนาณรงค์
ลายมือชื่อ

พลเอก แสวง เสนาณรงค์ เป็นอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตเลขาธิการทำเนียบนายกรัฐมนตรี และอดีตสมาชิกวุฒิสภา

ประวัติ[แก้]

พลเอก แสวง เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2459 เป็นบุตรของพลเอก หลวงเสนาณรงค์ เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วจึงได้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก แต่แสวง เรียนถึงแค่ปี 3 ก็ถูกคัดเลือกส่งไปเรียนวิชาทหารต่อที่ประเทศเบลเยียม เมื่อปี พ.ศ. 2480 เรียนได้ 3 ปี เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป เขาจึงต้องย้ายไปเรียนที่อิตาลี ต่อมารัฐบาลไทยจึงให้แสวงกับ สนั่น พูนพัฒน์ เดินทางขึ้นไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นประเทศเป็นกลาง ไปเรียน “วิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง” จึงมีส่วนทำให้เขาเป็นทหารการเมืองมาก ได้ศึกษาทั้งเรื่องทหารและการเมืองอย่างลึกซึ้ง ครั้นสงครามโลกสิ้นสุดลง แสวงก็ได้เดินทางกลับไทยในปี พ.ศ. 2489

หลังจบการศึกษาเขากลับมารับราชการทหารที่จังหวัดลพบรี ต่อมาได้เข้ามาช่วยงานในพรรคเสรีมนังคศิลา และแสวงก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม และเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ใน 3 รัฐบาลต่อเนื่องกัน (ครม.31, ครม.32, ครม.33) แต่ที่รู้กันทั่วไปคือบทบาทสำคัญของท่านในการตั้งพรรคสหประชาไทย หลังมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 โดยเขาเป็นรองเลขาธิการ[1] พรรคนี้เป็นพรรคการเมืองที่จอมพล ถนอม กิตติขจร ตั้งขึ้นมารวบรวมนักการเมืองส่งลงแข่งขันเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2512 มีบทบาทสำคัญคุมเสียงข้างมากในสภาฯระหว่างปี 2512 ถึงปี 2514

แสวง ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในปี พ.ศ. 2511 และลาออกในปี พ.ศ. 2512[2]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]