ข้ามไปเนื้อหา

กฎอัยการศึก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กฎอัยการศึก
รถถังในช่วงกฎอัยการศึกในประเทศโปแลนด์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1981
คำประกาศของดันมอร์ได้มีการประกาศกฎอัยการศึกในอาณานิคมเวอร์จีเนียในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1775

กฎอัยการศึก (อังกฤษ: martial law) เป็นกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง โดยเฉพาะในดินแดนที่มีกองกำลังพลเรือนล้นหลาม หรือในดินแดนที่ถูกยึดครอง[1][2]

การใช้งาน

[แก้]

กฎอัยการศึกมักกำหนดเป็นการชั่วคราวเมื่อรัฐบาลหรือข้าราชการพลเรือนไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง หรือให้บริการที่สำคัญ ในกฎอัยการศึกเต็มขั้น นายทหารยศสูงสุดจะยึด หรือได้รับแต่งตั้ง เป็นผู้ว่าการทหารหรือเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฉะนั้น จึงเป็นการถอดอำนาจทั้งหมดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการของรัฐบาล

กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่มีอยู่ในเวลาปกติ แต่ไม่ได้ใช้บังคับ โดยเมื่อจะใช้บังคับจะต้องประกาศ และกำหนดเขตพื้นที่ที่จะใช้บังคับ ในหลายประเทศจะไม่มีการตราเป็นกฎหมายชัดเจน เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ในบางประเทศจะตราเป็นกฎหมายชัดเจน เช่น ฝรั่งเศส ไทย

รัฐบาลอาจใช้กฎอัยการศึกเพื่อควบคุมสาธารณะ เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร (เช่น ประเทศไทยในพ.ศ. 2549) เมื่อถูกการประท้วงของประชาชนคุกคาม (เช่น การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในประเทศจีน พ.ศ. 2532) เพื่อปราบปรามคู่แข่งทางการเมือง (เช่น ประเทศโปแลนด์ในปี พ.ศ. 2524) หรือเพื่อกำราบการก่อการกบฏ (เช่น วิกฤตการณ์เดือนตุลาคม พ.ศ. 2513 ในประเทศแคนาดา) อาจมีประกาศกฎอัยการศึกในกรณีภัยพิบัติธรรมชาติใหญ่ ทว่า ประเทศส่วนมากประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินแทน

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดกฎอัยการศึกระหว่างความขัดแย้งหรือในกรณีการยึดครอง เมื่อไม่มีการจัดรัฐบาลพลเรือนอื่นใดให้กับประชากรที่ไม่มีเสถียรภาพ ตัวอย่างเช่น การบูรณะประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตลอดจนการบูรณะตอนใต้หลังสงครามกลางเมืองอเมริกา

ตามแบบ การกำหนดกฎอัยการศึกจะประกอบกับการห้ามออกจากเคหสถานเวลาค่ำคืน การระงับกฎหมายแพ่ง สิทธิพลเมือง หมายสั่งให้ส่งตัวผู้ถูกคุมขังมาศาล และการใช้หรือขยายกฎหมายทหารหรือการศาลทหารกับพลเรือน

ในประเทศไทย

[แก้]

กฎอัยการศึกของไทย มีศักดิ์เทียบเท่ากับ พระราชบัญญัติ ตราขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2450 (ร.ศ. 126) เรียกว่า กฎอัยการศึก ร.ศ. 126 มีทั้งสิ้น 8 มาตรา [3] โดยถอดแบบมาจากกฎอัยการศึกของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในสมัยนั้นจะประกาศเป็นพระราชบัญญัติขึ้น ต่อมาใน พ.ศ. 2457 (ร.ศ. 133) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าอำนาจของทหารตามกฎอัยการศึก ร.ศ. 126 นั้นยึดตามแบบฝรั่งเศส แต่ไทยใช้ตำราพิชัยสงครามตามแบบอินเดีย ซึ่งไม่สอดคล้องกัน จึงทรงยกเลิกกฎอัยการศึก ร.ศ. 126 และตราพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ในชื่อว่า กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457[4] ขึ้นใช้แทน มีทั้งสิ้น 17 มาตรา มีการแก้ไขเพิ่มเติมรวม 5 ครั้ง

อย่างไรก็ดี การยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ใด จะต้องประกาศออกมาเป็นพระบรมราชโองการ

การประกาศใช้กฎอัยการศึก

[แก้]

จากการศึกษาข้อมูลทางหลักฐานทางประวัติศาสตร์ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จำนวน ๑๔ ครั้ง ดังนี้[5]

สมัยราชอาณาจักรสยาม

[แก้]

ครั้งที่ 1 ในสมัยพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดทหารบกกรุงเทพฯ (จังหวัดใน มณฑลกรุงเทพและมณฑลอยุธยา ในขณะนั้น คือจังหวัดทางภาคกลางในปัจจุบัน ยกเว้นภาคกลางตอนบนหรือภาคเหนือตอนล่าง) เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2476 อันเนื่องมาจากเหตุการณ์กบฏบวรเดช (ระยะเวลาที่ใช้ 12 ตุลาคม ถึง 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476)

สมัยราชอาณาจักรไทย

[แก้]

ครั้งที่ 2 พระบรมราชโองการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน อุตรดิตถ์ เลย ชัยภูมิ อุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สกลนคร นครราชสีมา อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ระยอง ชลบุรี จันทบุรี และตราด เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๔๘๔ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์สงครามอินโดจีน (ระยะเวลาที่ใช้ 7 มกราคม ถึง 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2484)

ครั้งที่ 3 พระบรมราชโองการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2489 อันเนื่องมาจากเหตุการณ์สงครามเอเชียบูรพาในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (ระยะเวลาที่ใช้ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ถึง 24 มกราคม พ.ศ. 2489)

ครั้งที่ 4 พระบรมราชโองการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2494 อันเนื่องมาจากเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี (ระยะเวลาที่ใช้ 30 มิถุนายน ถึง 6 กันยายน พ.ศ. 2494)

ครั้งที่ 5 พระบรมราชโองการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ระยะเวลาที่ใช้ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 ถึง 23 ตุลาคม พ.ศ.2500 '46 จังหวัด' และ 10 มกราคม พ.ศ. 2501 'ทั่วราชอาณาจักร')

ครั้งที่ 6 ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 อันเนื่องมาจากเหตุการณ์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในขณะนั้น (ระยะเวลาที่ใช้ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ถึง 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502)

ครั้งที่ 7 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 2 ให้ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 อันเนื่องมาจากเหตุการณ์จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารยึดอำนาจตนเอง (ระยะเวลาที่ใช้ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ถึง 18 ธันวาคม พ.ศ. 2515)

ครั้งที่ 8 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 1 ให้ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่พลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ ได้ดำเนินการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (เริ่มใช้ตั้งแต่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 จนถึงการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2520)

ครั้งที่ 9 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 2 ให้คงใช้กฎอัยการศึกตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 1 อยู่ต่อไป เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 อันเนื่องมาจากเหตุการณ์พลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ ทำการรัฐประหารรัฐบาลในขณะนั้น (เริ่มใช้จากรัฐประหารวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ถึง 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520)

ครั้งที่ 10 ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 4 เรื่อง การใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 อันเนื่องมาจากเหตุการณ์พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (ระยะเวลาที่ใช้ 23 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคม พ.ศ. 2534 ยกเว้นอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ใช้จนถึง 1 เมษายน พ.ศ. 2558, อำเภอจะแนะ อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง อำเภอศรีสาคร และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอธารโต อำเภอบันนังสตา อำเภอเบตง และอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ใช้จนถึง 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 และ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ใช้จนถึง 1 เมษายน พ.ศ. 2543 ส่วนอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548)

ครั้งที่ 11 ประกาศกองทัพภาคที่ 4 เรื่อง การใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส เฉพาะอำเภอบาเจาะ อำเภอรือเสาะ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงปาดี อำเภอยี่งอ และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดปัตตานี เฉพาะอำเภอกะพ้อ และจังหวัดยะลา เฉพาะอำเภอรามัน เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 (ระยะเวลาที่ใช้ 5 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึง 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548)

ครั้งที่ 12 ประกาศกองทัพภาคที่ 4 เรื่อง การใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส อำเภอเมือง อำเภอควนโดน อำเภอละงู อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล อำเภอเมือง อำเภอหนองจิก อำเภอยะหริ่ง อำเภอมายอ อำเภอยะรัง อำเภอแม่ลาน อำเภอสายบุรี อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอไม้แก่น และอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี อำเภอเมือง และกิ่งอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 (ระยะเวลาที่ใช้ 26 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึง 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548)

ครั้งที่ 13 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2547 อันเนื่องมาจากเหตุการณ์พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ทำการรัฐประหารรัฐบาล พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร (ระยะเวลาที่ใช้ 19 กันยายน พ.ศ. 2547 ถึง 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 '๓๕ จังหวัด' ที่เหลือเป็นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551)

ครั้งที่ 14 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 2/2557 เรื่องการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ดำเนินการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 (ระยะเวลาที่ใช้ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ถึง 1 เมษายน พ.ศ. 2558)

สถิติน่ารู้ในการใช้กฎอัยการศึก

[แก้]

สถิติที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

การประกาศใช้ตามพื้นที่
พื้นที่ที่ใช้กฎอัยการศึกยาวนานที่สุดของประเทศไทยคือ จังหวัดสงขลา เฉพาะอำเภอสะเดา โดยประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558 ยาวนานถึง 24 ปี 1 เดือน 8 วัน (ส่วนอำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2543)[6]

รองลงมาคือ จังหวัดและอำเภอที่มีการประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 เป็นระยะเวลา 14 ปี 4 เดือน 26 วัน ดังต่อไปนี้

จังหวัดนราธิวาส เฉพาะอำเภอจะแนะ อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง อำเภอศรีสาคร และอำเภอสุคิริน

(จ.นราธิวาส เฉพาะอำเภอเจาะไอร้อง ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548)

(จ.นราธิวาส เฉพาะอำเภอบาเจาะ อำเภอรือเสาะ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงปาดี อำเภอยี่งอ และอำเภอสุไหงโกลก ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548)

จังหวัดยะลา เฉพาะอำเภอธารโต อำเภอบันนังสตา อำเภอเบตง และอำเภอยะหา

(จ.ยะลา เฉพาะอำเภอกาบัง ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548)

(จ.ยะลา เฉพาะอำเภอรามัน ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548)

(จ.ยะลา เฉพาะอำเภอเมือง และกิ่งอำเภอกรงปินัง ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548)

โดยในพื้นที่จัดเรียงตามลำดับตามระยะเวลานี้

  1. อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558 ยาวนานถึง 24 ปี 1 เดือน 8 วัน
  2. อำเภอจะแนะ อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง อำเภอศรีสาคร และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอธารโต อำเภอบันนังสตา อำเภอเบตง และอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 เป็นระยะเวลา 14 ปี 4 เดือน 26 วัน
  3. อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2543
  4. อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548
  5. อำเภอบาเจาะ อำเภอรือเสาะ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงปาดี อำเภอยี่งอ และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548
  6. อำเภอเมืองยะลา และอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

การประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร
ครั้งที่ยาวนานที่สุดคือการประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ 3 ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เวลา 20.45 ถึง วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2489 เป็นการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรยาวนานที่สุดของประเทศไทย ในขณะนั้นเป็นการเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์จะใช้กฎอัยการศึกบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการใช้ในการเกิดรัฐประหารเป็นส่วนใหญ่
โดยการใช้กฎอัยการศึกครั้งแรกในรัชกาล พบว่า ใช้กฎอัยการศึกเมื่อ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ซึ่งเป็นผลที่มาจากกบฏแมนฮัตตัน ในครั้งนี้มีผู้สำเร็จราชการคือพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร

รวมถึงการประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 นับเป็นการประกาศกฎอัยการศึกโดยพระองค์เองที่มีพระบรมราชโองการ ในรัชกาล

และครั้งที่พระองค์ประกาศใช้ยาวนานมากที่สุดคือการประกาศกฎอัยการศึกครั้งที่ 14 เป็นการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ถึง 1 เมษายน พ.ศ. 2558 ยาวนาน 10 เดือน 11 วัน เป็นการประกาศกฎอัยการศึกเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชขึ้นครองราชย์

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Anonymous (19 August 2010). "Martial Law". LII / Legal Information Institute.
  2. "Martial law". britannica.com.
  3. พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗
  4. ข้อมูลทางหลักฐานทางประวัติศาสตร์ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก[ลิงก์เสีย]
  5. พื้นที่ที่ใช้กฎอัยการศึกยาวนานที่สุดของประเทศไทย

อ่านเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]