ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
| ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน | |
|---|---|
เอลินอร์ รูสเวลต์ ถือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับภาษาอังกฤษ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1949 | |
เอกสารสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1948 | |
| สร้าง | ค.ศ. 1948 |
| ให้สัตยาบัน | 10 ธันวาคม ค.ศ. 1948 |
| ที่ตั้ง | ปาแลเดอชาโย, ปารีส |
| ผู้เขียน | คณะกรรมการร่างปฏิญญา[a] |
| วัตถุประสงค์ | สิทธิมนุษยชน |
| เว็บไซต์ทางการ | |
| un.org/udhr | |
| เอกสารฉบับเต็ม | |
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (อังกฤษ: Universal Declaration of Human Rights; UDHR) เป็นเอกสารที่ได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งรวบรวมสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ทุกคน ร่างขึ้นโดยคณะกรรมการของสหประชาชาติ (UN) ซึ่งมีเอลินอร์ รูสเวลต์ เป็นประธาน โดยได้รับการยอมรับจากสมัชชาใหญ่ในฐานะข้อมติที่ 217 ระหว่างการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1948 ณ ปาแลเดอชาโย ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส[1] จากสมาชิกสหประชาชาติ 58 ประเทศในขณะนั้น มี 48 ประเทศลงมติเห็นชอบ ไม่มีประเทศใดคัดค้าน งดออกเสียง 8 ประเทศ และไม่ได้ร่วมลงมติ 2 ประเทศ[2]
ในฐานะเอกสารที่เป็นรากฐานในประวัติศาสตร์ของสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง ปฏิญญาฉบับนี้ประกอบด้วยข้อบท 30 ประการที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ "สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน" ของบุคคล และยืนยันถึงความเป็นสากลว่าเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่อาจพรากไปได้ และบังคับใช้กับมนุษย์ทุกคน[1] ปฏิญญาสากลฯ ได้รับการรับรองให้เป็น "มาตรฐานความสำเร็จร่วมกันสำหรับประชาชนทุกคนและทุกประชาชาติ" โดยผูกพันให้ชาติต่าง ๆ ต้องยอมรับว่ามนุษย์ทุกคน "เกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ" โดยไม่คำนึงถึง "สัญชาติ ถิ่นที่อยู่ เพศ แหล่งกำเนิดของชาติหรือเผ่าพันธุ์ สีผิว ศาสนา ภาษา หรือสถานะอื่นใด"[3]
ปฏิญญาฉบับนี้ถือเป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์เนื่องจากมีการใช้ภาษาที่เป็นสากล ซึ่งไม่ได้อ้างอิงถึงวัฒนธรรม ระบบการเมือง หรือศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ[4][5] เอกสารนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจโดยตรงต่อการพัฒนากฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเป็นก้าวแรกในการจัดทำร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1966 และมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1976 แม้จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เนื้อหาของปฏิญญาสากลฯ ก็ได้รับการขยายความและนำไปรวมไว้ในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ตราสารด้านสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค ตลอดจนรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายระดับชาติในเวลาต่อมา[6][7][8]
รัฐสมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันอย่างน้อยหนึ่งฉบับจากทั้งหมดเก้าฉบับที่ได้รับอิทธิพลจากปฏิญญาฉบับนี้ โดยส่วนใหญ่ให้สัตยาบันตั้งแต่สี่ฉบับขึ้นไป[1] แม้จะมีฉันทามติอย่างกว้างขวางว่าตัวปฏิญญานั้นไม่มีผลผูกพันและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ แต่ก็มีฉันทามติในประเทศส่วนใหญ่ว่าบทบัญญัติหลายประการของปฏิญญานี้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายจารีตประเพณี[9][10] แม้ว่าศาลในบางประเทศจะตีความผลทางกฎหมายของปฏิญญานี้อย่างจำกัดมากกว่าก็ตาม[11][12] อย่างไรก็ตาม ปฏิญญาสากลฯ ได้ส่งอิทธิพลต่อพัฒนาการทางกฎหมาย การเมือง และสังคมทั้งในระดับโลกและระดับชาติ โดยความสำคัญส่วนหนึ่งเห็นได้จากการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ถึง 577 ภาษา[13]
โครงสร้าง
[แก้]โครงสร้างพื้นเดิมของปฏิญญาฯ ได้รับอิทธิพลจากประมวลกฎหมายนโปเลียน ซึ่งมีอารัมภบทและหลักการทั่วไปในบทนำ[14] โครงสร้างสุดท้ายมีรูปมาจากฉบับร่างที่สองที่เตรียมโดยนักนิติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส René Cassin ซึ่งทำงานต่อจากฉบับร่างแรกที่เตรียมโดยนักวิชาการกฎหมายชาวแคนาดา จอห์น ปีเตอส์ ฮัมฟรี
ปฏิญญาฯ มีเนื้อหาต่อไปนี้:
- อารัมภบทระบุสาเหตุทางประวัติศาสตร์และสังคมซึ่งนำไปสู่ความจำเป็นของการร่างปฏิญญาฯ
- ข้อ 1–2 กำหนดมโนทัศน์พื้นฐานของศักดิ์ศรี เสรีภาพและความเสมอภาค
- ข้อ 3–5 กำหนดสิทธิปัจเจกอื่น เช่น สิทธิในการมีชีวิต และการห้ามมีทาสและการทรมาน
- ข้อ 6–11 เล่าถึงความชอบด้วยกฎหมายมูลฐานของสิทธิมนุษยชนและการเยียวยาหากมีการละเมิดสิทธิเหล่านั้น
- ข้อ 12–17 กำหนดสิทธิของปัจเจกต่อชุมชน รวมทั้งเสรีภาพในการเดินทาง (freedom of movement)
- ข้อ 18–21 อนุมัติ "เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ" และเสรีภาพทางจิตวิญญาณ สาธารณะและการเมือง เช่น เสรีภาพทางความคิด ความเห็น ศาสนาและสำนึก คำและการรวมกลุ่มอย่างสันติของปัจเจก
- ข้อ 22–27 อนุมัติสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของปัจเจก รวมทั้งบริการสาธารณสุข ย้ำถึงสิทธิอย่างกว้างขวางในมาตรฐานการครองชีพ กำหนดการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมในกรณีร่างกายทรุดโทรมหรือทุพพลกายทางกาย และกล่าวถึงเป็นพิเศษแก่การดูแลแก่ผู้เป็นมารดาและบุตร
- ข้อ 28–30 กำหนดวิธีการทั่วไปสำหรับใช้สิทธิเหล่านี้ ขอบเขตที่สิทธิของปัจเจกใช้ไม่ได้ หน้าที่ของปัจเจกต่อสังคม และการห้ามใช้สิทธิที่เป็นการฝ่าฝืนความมุ่งประสงค์ขององค์การสหประชาชาติ
เชิงอรรถ
[แก้]- ↑ ประกอบด้วย จอห์น ปีเตอส์ ฮัมฟรีย์ (แคนาดา), เรอเน กาแซ็ง (ฝรั่งเศส), เผิงชุน จาง (สาธารณรัฐจีน), ชาลส์ มาลิก (เลบานอน), หรรษา เมห์ตา (อินเดีย) และเอลินอร์ รูสเวลต์ (สหรัฐ); ดูที่หัวข้อการสร้างและการร่างด้านล่าง
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 "Human Rights Law" (ภาษาอังกฤษ). United Nations. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ Aug 13, 2020. สืบค้นเมื่อ 20 August 2020.
- ↑ "A/RES/217(III)". UNBISNET. United Nations. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 January 2019. สืบค้นเมื่อ 24 May 2015.
- ↑ UDHR Booklet, Art. 2.
- ↑ "Universal Declaration of Human Rights" (ภาษาอังกฤษ). Amnesty International. สืบค้นเมื่อ 20 August 2020.
- ↑ Akkad, Dania (10 December 2012). "Human Rights: The Universal Declaration vs The Cairo Declaration". Middle East Centre, London School of Economics. สืบค้นเมื่อ 20 August 2020.
- ↑ "Protection of Human Rights under Universal International Law". United Nations. สืบค้นเมื่อ 25 June 2021.
- ↑ "Declaration on Human Rights Defenders". Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights. สืบค้นเมื่อ 25 June 2021.
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อunfoundation.org - ↑ Henry J. Steiner and Philip Alston, International Human Rights in Context: Law, Politics, Morals (2nd ed.), Oxford: Oxford University Press, 2000.
- ↑ Hurst Hannum, The universal declaration of human rights in National and International Law เก็บถาวร 3 มกราคม 2020 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, p. 145.
- ↑ Posner, Eric (4 December 2014). "The case against human rights". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 22 January 2020.
- ↑ Sosa v. Alvarez-Machain, 542 U.S. 692, 734 (2004).
- ↑ "Universal Declaration of Human Rights Main". Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights.
- ↑ Glendon 2002, pp. 62–64.
ดูเพิ่ม
[แก้]แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- ตัวบทปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ในภาษาอังกฤษ)