หน้านี้ถูกกึ่งล็อก

ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย
Souththailandmap.GIF
แผนที่แสดงจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา (แถบแดงขั้นเหลือง)
วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2547 – ปัจจุบัน
สถานที่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา
ผลลัพธ์ ยังดำเนินอยู่
คู่ขัดแย้ง
Flag of Thailand.svg รัฐบาลไทย
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ไทย พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ
ไทย พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์
ไทย พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร
ไทย นายหมวดเอก เศรษฐการ เพชรวารี
ไทย พ.อ.คมกฤช รัตนฉายา
ดูเพิ่ม
Flag of the Barisan Revolusi Nasional.svg พล.อ.ดูนเลาะ แวมะนอ
Flag of the Barisan Revolusi Nasional.svg ดร.วันมะเดร์ เจ๊ะเมาะ
Flag of the Barisan Revolusi Nasional.svg พล.ท.อิสมะแอ อาลี
Flagpulopresent.gif พล.อ.กัสตูรี มะห์โกตา
รศ.ดร.วันอับดุลกาเดร์ เจ๊ะมัน
กำลังพลสูญเสีย
ถึงปี 2557
ทหารเสียชีวิต 499 นาย
ตำรวจเสียชีวิต 312 นาย
อาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิต 181 นาย
บุคลากรทางการศึกษา 187 ราย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง 200 ราย
ผู้นำศาสนาประชาชนทั่วไป 3574 ราย[2]
ผู้ก่อเหตุเสียชีวิต 400 คน[2]
ถึงปี 2558
เสียชีวิต: ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ครู นักบวช คนท้องถิ่นและผู้ก่อการกำเริบกว่า 5,300 คน[3]
บาดเจ็บ 10,000 คน[3]
จนถึงเดือนมีนาคม 2562: มีการก่อเหตุ 20,276 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 6,972 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บ 13,572 คน[4]
Emblem of Thailand.svg
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
การเมืองไทย
Thailand flag bar.svg
สถานีย่อย:การเมือง

สถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย หรือ ไฟใต้ เป็นความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย ความขัดแย้งนี้กำเนิดในปี พ.ศ. 2491 เริ่มจากกบฏดุซงญอ[5] เป็นการก่อกำเริบการแยกออกทางเชื้อชาติและศาสนาในภูมิภาคมลายูปัตตานี[6]

แม้มีความรุนแรงเพื่อแบ่งแยกดินแดนระดับต่ำในภูมิภาคดังกล่าวหลายทศวรรษ แต่เหตุการณ์บานปลายหลังปี 2544 โดยมีการกลับกำเริบในปี 2547 และบางทีมีการลุกลามสู่จังหวัดข้างเคียง[7] ระหว่างปี 2547–2554 มีผู้เสียชีวิต 4,500 คนและได้รับบาดเจ็บ 9,000 คน ลักษณะการก่อเหตุมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้แค้นมากขึ้น และเป็นการโจมตีไม่เลือกลดลง[8]

ผู้นำท้องถิ่นเรียกร้องอัตตาณัติระดับหนึ่งแก่ภูมิภาคปัตตานีจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและขบวนการผู้ก่อการกำเริบแยกตัวออกบางส่วนเรียกร้องให้มีการเจรจาสันติภาพ ทว่า กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจโดยกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี-โคออร์ดิเนต (BRN-C) ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเป็นหัวหอกการก่อการกำเริบ กลุ่มนี้ไม่เห็นเหตุผลให้ต้องเจรจาแและคัดค้านการพูดคุยกับกลุ่มก่อการกำเริบอื่น BRN-C มีเป้าหมายทันทีเพื่อทำให้ภาคใต้ของประเทศไทยปกครองไม่ได้และประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่[9]

สภาพการณ์

ระหว่างปี 2547–2554 มีผู้เสียชีวิตกว่า 4,500 คน และได้รับบาดเจ็บกว่า 9,000 คนจากความไม่สงบ นับเป็นความขัดแย้งที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[8] ในปี 2554 สถานการณ์กลายเป็นการคุมเชิงระดับต่ำ ส่วนใหญ่ลักษณะการก่อเหตุเป็นการประกบยิง แต่มีเหตุระเบิดแสวงเครื่องบ้างเฉลี่ย 12 ครั้งต่อเดือน[8] มีเหตุการณ์ความรุนแรงกว่า 11,000 ครั้งและการวางระเบิดกว่า 2,000 ครั้ง[10]

ข้างฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบไม่มีข้อเรียกร้องทางการเมืองออกมาชัดเจนจึงบอกไม่ได้ว่าเหตุใดความไม่สงบจึงปะทุกลับมาอีกครั้ง[11] อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์เสนอว่ามีการเปลี่ยนจากเป้าหมายด้านเชื้อชาติและชาติพันธุ์และแบ่งแยกดินแดนมาเป็นอิสลามิสต์หัวรุนแรง[11] สถานที่ก่อเหตุย้ายจากป่าเข้ามาในหมู่บ้าน เมืองและนคร สภาพดังกล่าวทำให้มีการใช้กลุ่มนักรบขนาดเล็ก 5–10 คน[12] กลางปี 2549 ตำรวจประเมินว่ามีนักรบ 3,000 คนปฏิบัติการใน 500 เซลล์ ทางการเชื่อว่าผู้ก่อความไม่สงบในเซลล์ในหมู่บ้านสองในสามจากทั้งหมด 1,574 แห่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้[13] โครงสร้างแบบเซลล์นี้ทำให้ไม่ต้องใช้เงินทุนสนับสนุนมากนัก ผู้ก่อความไม่สงบบางส่วนใช้เงินทุนสนับสนุนจากการจ้างงานของตนเอง รายงานของกลุ่มวิกฤตระหว่างประเทศปี 2548 ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน เคร่งศาสนา ติดอาวุธไม่ดีและพร้อมสละชีพเพื่ออุดมการณ์[13] กลางปี 2548 ยอดผู้เสียชีวิตมุสลิมสูงกว่ายอดผู้เสียชีวิตพุทธ ซึ่งเชื่อว่ามุสลิมที่ตกเป็นเป้านั้นใกล้ชิดกับทางการไทยหรือค้านความคิดอิสลามิสต์[14]

การก่อเหตุ

ส่วนใหญ่ผู้ก่อเหตุมุ่งเป้าไปยังกำลังความมั่นคงและสัญลักษณ์อำนาจของรัฐไทยอย่างข้าราชการ โรงเรียนและวัด แต่ผู้เสียชีวิตกว่า 90% เป็นพลเรือน[15] มีการตัดศีรษะ แขวนคอและทุบตี มีการฆ่าผู้หญิง เด็ก ครูและพระสงฆ์ และมีการหายตัวอยู่เป็นนิจ[16]

จุดมุ่งหมายของการก่อเหตุมีลักษณะโจมตีไม่เลือกลดลง และเป็นการโจมตีแก้แค้นมากขึ้น โดยมีกำลังความมั่นคง ข้าราชการและมุสลิมสายกลางเป็นเป้าหมาย[8] มีการใช้ระเบิดแสวงเครื่องขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 5–10 กิโลกรัม สร้างขึ้นจากถึงแก๊สหุงต้ม หรือถังดับเพลิงบรรจุแอมโมเนียมไนเตรดซึ่งมีราคาถูก ระเบิดในภายหลังมีแนวโน้มใช้อุปกรณ์วิทยุจุดแทนโทรศัพท์เคลื่อนที่[17] และมีการใช้ระเบิดแสวงเครื่องแบบหน่วงเวลา (time-delayed) มากขึ้นเพื่อมุ่งเป้าไปยังผู้รับแจ้งเหตุ[18] การลอบยิง ซึ่งอาจเป็นการซุ่มโจมตีหรือการยิงประกบจากมอเตอร์ไซค์ เป็นวิธีการฆ่าหลัก และเปลี่ยนมามีรูปแบบการแก้แค้นมากขึ้น[18] ความรุนแรงระหว่างมุสลิมด้วยกันเป็นเรื่องการแก่งแย่งอำนาจมาโดยตลอด[18] กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องการไล่พุทธออกจากพื้นที่ ส่วนพุทธที่เหลืออยู่อยู่ในพื้นที่ที่มีอาวุธแน่นหนา[18] การก่อเหตุลอบวางเพลิงลดลง ส่วนหนึ่งเพราะมีทหารคุ้มครอง และบางส่วนเพราะมุสลิมไม่พอใจที่โรงเรียนถูกเผา[19] ผู้ก่อความไม่สงบไม่เต็มใจยิงปะทะและมักเป็นไปเพื่อป้องกันตัว แต่มีแหล่งข่าวระบุว่ามีการยิงปะทะยืดเยื้อเฉลี่ยเดือนละ 4 ครั้ง[20]

ในปี 2561 การโจมตีกำลังความมั่นคงลดลงเหลือ 1–2 ครั้งต่อเดือน ยุทธวิธีที่นิยมใช้ยังเป็นการวางระเบิดริมถนนและการยิง มีการใช้ระเบิดท่อเหล็ก เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม79 และปืนเล็กยาวเอ็ม16 ในการก่อเหตุ[21]

เบื้องหลังของสถานการณ์

ภูมิหลังประวัติศาสตร์

ภาพสรุปเหตุการณ์วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งหรือเกี่ยวข้องกับ
วิกฤตการเมืองไทย พ.ศ. 2548-2553

การเมืองไทยประวัติศาสตร์ไทย

อดีตรัฐสุลต่านปัตตานีซึ่งมีสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส ตลอดจนบางส่วนของจังหวัดสงขลาที่อยู่ใกล้เคียง และส่วนตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศมาเลเซียถูกราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์พิชิตในปี พ.ศ. 2328 และถูกไทยปกครองนับแต่นั้น ยกเว้นกะลันตัน

แม้เกิดความรุนแรงแยกตัวออกระดับต่ำในภูมิภาคมาหลายทศวรรษแล้วโดยนิยมนับตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2490 สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ร้อนระอุ เกิดเหตุการณ์เผาโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีจำนวน 1 หลัง นอกจากนั้นมีการปล้นสดมภ์ในท้องที่ต่าง ๆ รวมได้ประมาณ 200 คดี[22] ในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดยะลา[23] ในปี พ.ศ. 2497 หะยีสุหลง ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและในปี พ.ศ. 2498 นายสมรรถ เอี่ยมวิโรจน์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาสถูกลอบสังหาร[24]

ปี พ.ศ. 2524 มีเหตุการณ์ก่อเหตุร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ เช่น การจับครูเรียกค่าคุ้มครองหรือค่าไถ การกรรโชกข่มขู่นักธุรกิจพ่อค้าคนจีนโดยส่งเป็นหนังสือประทับตรากลุ่มต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่และนอกพื้นที่ให้จ่ายค่าคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของ บุคคลและกิจการธุรกิจการค้าหรือที่คนทั่วไปเรียกว่าภาษีเถื่อนนอกกฎหมาย[25] เหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงคือการลอบสังหาร กำธร ลาชโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2524

ปัจจัยทางเศรษฐกิจ

มีการอ้างว่าความยากจนและปัญหาเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยหนึ่งเบื้องหลังการก่อการกำเริบด้วย[26][27] อย่างไรก็ตาม ข้อมูลส่อความว่าภาคใต้ไม่ได้มีปัญหาความยากจน ภาคใต้มีสุขภาพและการเคหะติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ[28] ในแง่ของดัชนีความสำเร็จของมนุษย์นั้น จังหวัดภาคใต้ติดอันดับทั้งต้นและท้าย ในแง่ของรายได้ครัวเรือน ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ติดอันดับครึ่งบนของประเทศ ยกเว้นจังหวัดปัตตานี อย่างไรก็ดี จังหวัดดังกล่าวมีปัญหาเรื่องการว่างงานและการกระจายรายได้[28]

ปัจจัยทางการศึกษา

ในระบบโรงเรียนปอเนาะ (Ponok) ของไทย พบว่ามีบางโรงเรียนที่มีเป้าหมายการแบ่งแยกดินแดน หรือการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตอบโต้รัฐบาลไทย ที่ชาวมุสลิมมลายูในพื้นที่เชื่อว่ากดขี่ข่มเหงพวกเขาชัดเจน ระบบโรงเรียนดังกล่าวถูกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแทรกซึม แล้วเผยแพร่ลัทธิอุดมการณ์ ซึ่งหน่วยข่าวกรองกองทัพบก ระบุว่า โรงเรียนสอนศาสนากลายเป็นแหล่งบ่มเพาะสมาชิกใหม่ของกลุ่มต่าง ๆ และหัวหน้ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนนั้น ก็สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนปอเนาะ[29]

ปัจจัยทางการเมือง

เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองท้องถิ่น ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 นายมีลาภ เทพฉิม ประธานกรรมการบริหาร อบต.ปากแตระ อ.ระโนด จ.สงขลา ใช้อาวุธปืน 11 มม.จ่อยิงประธานสภา และสมาชิกสภา อบต.ทีละคน เสียชีวิต 3 ราย[30]

พล.อ.หาญ ลีนานนท์ ให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 ตอนหนึ่งว่าการเมืองท้องถิ่นนั้นแหละตัวแสบ ทำให้พื้นที่ตกอยู่ภายในอำนาจมืด คนในพื้นที่รู้ดีว่าพวกนี้ถือหางใคร เป็นหัวคะแนนใคร แก้ปัญหาที่ลูบหน้าปะจมูก จนทำให้รังสีโจรแน่น ครอบคลุมพื้นที่ไปหมด แล้วอย่างนี้ ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย จะไม่ทำให้สภาปั่นป่วนหรือ[31]

ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่า นายมุคตาร์ กีละ อายุ 47 ปี หัวหน้าพรรคประชาธรรม[32] ในวันที่ 4 กรฎาคม พ.ศ. 2556 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่า นายแวตูลอ แวเต๊ะ สมาชิก อบต.เนินงาม เสียชีวิต ต่อมา ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556 นายอับดุลรอฟา ปูแทน อดีต สจ.ปัตตานี เขต อ.ยะรัง ถูกคนร้ายลอบฆ่าเสียชีวิต[33] ในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษก กอ.รมน. กล่าวตอนหนึ่งว่า โดยทั่วไป ความขัดแย้งของการเมืองท้องถิ่น จะเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม จนกลายเป็นปัญหาภัยแทรกซ้อน[34]

วันที่ 19 ธันวาคม 2556 คนร้ายลอบยิงกำนัน ต.มะนังดาลำ นางมัสกะ มะอิง เสียชีวิต[35]

ปัจจัยทางศาสนา

ภายหลังปี พ.ศ. 2547 พบเหตุการณ์ข่มขู่คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธเพิ่มขึ้นอาทิ มีการแจกใบปลิวไปทั่วหมู่บ้าน ใจความข่มขู่เอาชีวิต หากชาวไทยพุทธรายใดไม่ยอมขายสวนยางพาราในราคาถูก[36]ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556 พบใบปลิว เขียนข้อความโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหาร นายอับดุลรอฟา พร้อมประกาศเอาชีวิตคนไทยพุทธหากเกิดการฆ่าชาวมลายูมุสลิม นายจอห์น แบรนดอน ผอ.โครงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมูลนิธิเอเซีย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี .สหรัฐอเมริกา กล่าวตอนหนึ่งว่ามุสลิม 5 ล้านคน ไม่พอใจยิ่ง ที่ถูกปฏิเสธไม่ยอมรับภาษา วัฒนธรรม และความเป็นมลายู[37]

ปัจจัยทางสังคม

ขบวนการ

ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) ควบคุมกำลังก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากที่สุด ขบวนการดังกล่าวมีโครงสร้างแบบแบ่งเป็นส่วนซึ่งให้สมาชิกมีอัตตาณัติและความยืดหยุ่นในการลงมือ มีสภาปกครองเรียก สภาองค์กรนำ (Dewan Pimpinan Parti หรือ DPP) มีสมาชิกเกือบ 10,000 คน ซึ่งร่วมสายข่าว ผู้สนับสนุนและผู้เห็นใจด้วย ในเดือนมกราคม 2560 ดุนเลาะ แวะมะนอเป็นผู้นำกลุ่มแทนสะแปอิง บาซอ[38] ดุนเลาะเป็นที่ทราบกันว่าเป็นสายแข็ง และหลังเขาดำรงตำแหน่งผู้นำ การก่อเหตุในปี 2561 แสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนอย่างดีโดยมีการวางระเบิดหลายจุดประสานงานกัน[39] ผู้ก่อความไม่สงบในประเทศไทยมีอุดมการณ์ต่างจากรัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์ เพราะต้องการตั้งมาตภูมิของตนเอง ไม่ใช่รัฐเคาะลีฟะฮ์ข้ามชาติ นอกจากนี้ผู้ก่อความไม่สงบในประเทศไทยยังไม่ใช้วิธีโจมตีฆ่าตัวตาย ไม่เลือกเป้าหมายหรือโจมตีเน้นยอดผู้เสียชีวิตมากเพราะเกรงว่าจะเสียผู้สนับสนุน[40]

ขบวนการผู้ก่อความไม่สงบเองก็ไม่มีเอกภาพและมีหลายกลุ่มแยกเช่นเดียวกับรัฐ ผู้อาวุโสและมีประสบการณ์มากกว่ามักมีแรงจูงใจชาตินิยมและศาสนามากกว่า ส่วนนักรบท้องถิ่นด้อยอาวุโสมีความสัมพันธ์กับเครือข่ายอาชญากรท้องถิ่นมากกว่า[41]

สเปกตรัมของผู้ก่อความไม่สงบ[41]
ระดับ ลักษณะ
จือแว "ตัวจริง" อุดมการณ์เข้มแข็ง ฝึกอย่างดี ไม่ยุ่งกับกิจกรรมผิดกฎหมาย มีความรู้
จือแว "ระดับสอง" พวกหัวรุนแรง "ดี" ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ค้าไม้ผิดกฎหมาย ปฏิบัติตามคำสั่ง
จือแว "ระดับสาม" พวกหัวรุนแรง "ไม่ดี" ซื้อขายยาเสพติด เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจผิดกฎหมาย ปฏิบัติการอิสระ
โจร ใช้ยาเสพติด ปล้น ฆ่าไม่เลือก

ผู้บังคับบัญชาปัจจุบัน

ส่วนกำลังรบ

ส่วนสนับสนุนการรบ

เหตุการณ์สำคัญ

พ.ศ. 2547

การพยายามแก้ปัญหาของภาครัฐ

ปฏิบัติการปราบปรามการก่อการกำเริบของทางการมีระบบราชการที่ล่าช้าและการขาดความเป็นมืออาชีพเป็นอุปสรรค รวมทั้งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความไม่ไว้วางใจรัฐบาล[8] นโยบายการตอบสนองต่อความไม่สงบของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรทำให้เหตุการณ์บานปลายยิ่งขึ้น[10] เขาต้องการเห็นผลทันที และมีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการถึง 3 ครั้งระหว่างปี 2547–49 นอกจากนี้ยังมีการขัดขากันเองของหน่วยงานในกองทัพภาคที่ 4 และการวางกำลังแบบอยู่กับที่ จึงมีผลทำให้ยกชนบทให้แก่ผู้ก่อการกำเริบ[10] ในปี 2548 รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความปรองดองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการเสนอแนะนโยบายและวิธีดำเนินงานหลายอย่าง แต่รัฐบาลไม่รับ[47] หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวขอโทษต่อประชาชนภาคใต้ ปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศมาเลเซีย และเสนอการปฏิรูปหลายอย่าง แต่มีการปฏิบัติจริงเพียงเล็กน้อย[48] รัฐบาลให้ตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ใหม่ แต่กว่าหน่วยงานดังกล่าวจะเข้ามามีบทบาทเข้มแข็งในการประสานงานปฏิบัติการข่าวกรองและยุทธวิธีก็ปลายปี 2552–ต้นปี 2553[49] หลายรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลทักษิณมาจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความไม่สงบต่ำ[50]

มีการจัดอาสาสมัครป้องกันหมู่บ้านเพื่ออารักขาครูในพื้นที่ แต่อาสาสมัครดังกล่าวติดอาวุธเบา และไม่มีเครื่องป้องกัน[51] นอกจากนี้ ทหารพรานซึ่งมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเสียมาก มีการชั่งใจในการเลือกเป้าหมายต่ำและมักก่อวิสามัญฆาตกรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างอื่น อาวุธปืนมักเป็นอาวุธที่ปลดประจำการแล้ว[52]

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก สั่งเพิ่มทหารและการลาดตระเวน ทำให้การก่อเหตุที่สูงสุดในปี 2550 ค่อย ๆ ลดลง[48] ในปี 2554 ทางการมีกำลังความมั่นคงในพื้นที่ 60,000 นาย โดยรวมทหารพราน 10,000 นาย จนถึงปีนั้น รัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อพยายามแก้ปัญหาในพื้นที่ 145,000 ล้านบาท[53] ในปี 2550 กองทัพใช้วิธีกักขังหมู่ผู้ต้องสงสัยกว่า 2,000 คน ในคดีความมั่นคงกว่า 7,400 คดีนั้น ปิดคดีไม่ได้กว่า 77% และชาวบ้านที่ถูกตำรวจจับจนถึงปี 2554 นั้นมีเพียง 19% ที่ถูกตั้งข้อหา ศาลสั่งปล่อยตัวผู้ต้องขังกว่า 90% ด้านกองทัพใช้วิธีกักขังซึ่งอาจนานถึง 12 ถึง 18 เดือน แล้วหลังปล่อยตัวไม่ได้รับให้กลับภูมิลำเนาเดิม[54]

รัฐบาลอภิสิทธิ์อัดฉีดงบประมาณพัฒนาห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2552–2555 เป็นจำนวน 63,000 ล้านบาท[28] อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีนโยบายลงโทษ "พื้นที่สีแดง" คือ จะให้งบประมาณแก่พื้นที่ที่มีอัตราความไม่สงบต่ำ นอกจากนี้ยังมีองค์การนอกภาครัฐระบุว่างบพัฒนาหายไป 20% และหลายคนเสนอว่างบประมาณอาจไปสนับสนุนฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์[55]

กฎอัยการศึก

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ก่อเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2534นับเป็นการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรส่งผลให้การแก้ปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก อย่างเป็นทางการ

ในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 มีประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ แต่ยังคงใช้กับจังหวัดยะลาเฉพาะ อำเภอธารโต อำเภอบันนังสตา อำเภอเบตง และอำเภอยะหา จังหวัดนราธิวาสเฉพาะอำเภอจะแนะ อำเภอเจาะไอร้อง อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง อำเภอศรีสาคร และอำเภอสุคิริน จังหวัดสงขลา เฉพาะ อำเภอนาทวี อำเภอสะเดา และ อำเภอสะบ้าย้อย[56]

ในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2540 มีพระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา[57]

ในวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 มีประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ แต่ยังคงใช้กับ จังหวัดนราธิวาสเฉพาะ อำเภอจะแนะ อำเภอเจาะไอร้อง อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง อำเภอศรีสาคร และอำเภอสุคิริน จังหวัดยะลาเฉพาะอำเภอกาบัง อำเภอธารโต อำเภอบันนังสตา อำเภอเบตง และอำเภอยะหาจังหวัดสงขลา เฉพาะ อำเภอนาทวี อำเภอสะเดา และ อำเภอสะบ้าย้อย[58] และประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548[59]

จึงสรุปได้ว่าจังหวัดนราธิวาส เฉพาะอำเภอจะแนะ อำเภอเจาะไอร้อง อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง อำเภอศรีสาคร และอำเภอสุคิริน จังหวัดยะลาเฉพาะอำเภอกาบัง อำเภอธารโต อำเภอบันนังสตา อำเภอเบตง และอำเภอยะหา มีการประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534[60] ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 เป็นระยะเวลา 14 ปี 4 เดือน 26 วัน

ส่วนจังหวัดสงขลา เฉพาะอำเภอสะเดา ไม่ได้รับการยกเลิกกฎอัยการศึกตามพระบรมราชโองการประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ อำเภอสะเดา จึงใช้กฎอัยการศึกยาวนาน จนเลิกเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558 รวมระยะเวลาประกาศกฎอัยการศึก ยาวนานถึง 24 ปี 1 เดือน 8 วัน

หลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557

หลังรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำเนินนโยบายโดยให้มีแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นคนในพื้นที่เป็นครั้งแรกได้แก่ พลโท วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ รัฐบาลจัดตั้ง คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้[61] จัดตั้ง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ พลเอก กิตติ อินทสร เป็นประธานกรรมการ นายบัญญัติ จันทน์เสนะ เป็นรองประธานกรรมการ พลโท เรืองศักดิ์ สุวรรณนาคะ เป็นรองประธานกรรมการ[62] นาย ศุภณัฐ สิรันทวิเนติ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกรรมการและเลขานุการ นับเป็นครั้งแรกที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกรรมการในคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นโดยก่อนหน้านี้ไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นกรรมการในคณะกรรมการเพื่อแก้ไขความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 รัฐบาลได้แต่งตั้ง พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช น้องชาย พลเอก ธีรชัย นาควานิช อดีตเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และอดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 นับเป็นครั้งแรกที่ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นน้องชายของอดีตผู้บัญชาการทหารบก โดยมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ในปี พ.ศ. 2558 ได้มีการแปรสภาพ ตำแหน่ง จังหวัดทหารบกปัตตานีและจังหวัดทหารบกสงขลาเป็นมณฑลทหารบก[63] มีการแต่งตั้ง พลตรี เอกรัตน์ ช้างแก้ว เป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ในปี พ.ศ. 2559 ได้มีการแต่งตั้งพลตรี สมพล ปานกุล เป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา พลตรี วิรัชช์ กมลศิลป์ เป็น ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจสงขลา ในวันที่ 1 เมษายน 2560 ได้แต่งตั้ง พันเอก จตุพร กลัมพสุต เป็น ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 46[64]

ในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558 เกิดเหตุคนร้ายนำรถที่ขโมยมาจากจังหวัดยะลา มาก่อระเบิดคาร์บอมบ์ ที่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลสมุย ถนนเลียบหาดเฉวง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ มณฑลทหารบกที่ 45 ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย[65]

พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา มอบหมายให้ พลตำรวจโท รณศิลป์ ภู่สาระ เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 36 เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้[66] พลตำรวจตรี พัฒนวุธ อังคะนาวิน พลตำรวจตรี พุทธิชาต เอกฉันท์ พลตำรวจตรี มณฑล เงินวัฒนะ พลตำรวจตรี ทนงศักดิ์ วังสุภา เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้[67] ต่อมามีการยุบศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้[68] รวมกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560 และแต่งตั้ง พลตำรวจโท รณศิลป์ ภู่สาระ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคง ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า โดยให้ พลตำรวจโท รณศิลป์ ภู่สาระ เป็นผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า

ในส่วน กองอาสารักษาดินแดน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ลงนามในคำสั่งกองบัญชาการกองรักษาดินแดนที่ 57/2559 เรื่องจัดตั้งส่วนราชการในกองบัญชาการกองรักษาดินแดน จัดตั้ง กองร้อยปฏิบัติการฝึกที่ 1 ที่อำเภอเมืองยะลา และ กองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 ในวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559[69] โดยมี นายกองตรี ปารเมศ เห้งสวัสดิ์ เป็นผู้บังคับกองร้อย ปฏิบัติการพิเศษที่ 2 คนแรก และ นายหมวดเอก เศรษฐการ เพชรวารี เป็นรองผู้บังคับกองร้อย

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศพื้นที่ประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในเขตพื้นที่อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี และอำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา โดยประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มีผลตั้งแต่ ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 และมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ[70][71]

การจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

รัฐบาลแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559 โดยผู้แทนพิเศษของรัฐบาล จำนวน 13 ราย มี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เป็นหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นรองหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล และให้ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับว่ามีการแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กล่าวคือคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไข้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 20 ราย คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 60 ราย และคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลจำนวน 13 ราย รวมทั้งสิ้น 93 ราย ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560 มีการเปลี่ยนตำแหน่งโดยให้ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล และ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นรองหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ต่อมาใน วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561 มีมติคณะรัฐมนตรีสั่งให้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการจากนายพรชาต บุนนาค เป็นนายฉัตรพงศ์ ฉัตราคม[72] โดยปัจจุบันผู้แทนพิเศษของรัฐบาล มีดังนี้

การเจรจา

รัฐบาลไทยเจรจาโดยอ้อมกับผู้ก่อความไม่สงบตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่ใช่ทุกกลุ่มที่เห็นชอบกับการเจรจา[73] ผู้นำองค์การปัตตานีมีการประชุมกันทุก 2 เดือนในประเทศมาเลเซีย โดยองค์การข่าวกรองภายนอกและกระทรวงกลาโหมมาเลเซียเป็นผู้ผลักดัน แต่การเจรจาไม่มีความคืบหน้าตั้งแต่ปี 2550 ผู้นำกลุ่ม BRN-C ที่ก่อเหตุมากที่สุด ไม่เห็นประโยชน์ของการเจรจา รวมทั้งสมาชิกเข้าร่วมการประชุมในมาเลเซียแต่ไม่ยอมเจรจากับรัฐบาลไทย[73] รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลแรกที่รับรองกับผู้ก่อความไม่สงบอย่างเป็นทางการ แต่คนที่มาเจรจราด้วยนั้นมีอิทธิพลน้อยมาก[74]

ในเดือนเมษายน 2560 กลุ่มบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์เรียกร้องเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลไทย โดยให้มีตัวกลางไกล่เกลี่ยที่เป็นกลางจริง ๆ มีอำนวยการ[75] แต่บีอาร์เอ็นจะรอจนฝ่ายการเมืองของกลุ่มมีความพร้อมเสียก่อน และจะไม่เจรจาหากถูกกดดัน[76]

ต่อมาได้มีการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ จาก พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์[77] และมี พล.ต.อ.ตัน สรี อับดุล ราฮิม บินโมฮัมหมัด นูร์ เป็นหัวหน้าคณะผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเทศมาเลเซีย

ผลกระทบ

ระหว่างปี 2547–2552 มีมุสลิมเสียชีวิต 2,337 คน พุทธเสียชีวิต 1,607 คน มุสลิมได้รับบาดเจ็บ 2,389 คน และพุทธได้รับบาดเจ็บ 4,207 คน จนถึงปี 2554 ความไม่สงบทำให้เกิดหญิงหม้าย 2,100 คนและเด็กกำพร้า 5,000 คน[78] ในปี 2562 ยอดเด็กกำพร้าในพื้นที่เพิ่มเป็น 9,800 คน[79]

ผลทำให้ประชากรพุทธกว่า 20% หนีออกจากพื้นที่[10] พุทธที่เหลือส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง พุทธในชนบทส่วนมากอยู่รวมกันโดยติดอาวุธแน่นหนา มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าที่การก่อเหตุลดลงเพราะผู้ก่อเหตุประสบความสำเร็จในการขับไล่พุทธบางส่วนออกจากพื้นที่[78] ผลจากการฆ่าพระสงฆ์ในพื้นที่ทำให้สภาสงฆ์นราธิวาสสั่งงดบิณฑบาต ทำให้พุทธในพื้นที่เสียกำลังใจ[78] เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้มีการลงมือตอบโต้กับนักบวชและครูมุสลิม[78] ในเดือนมิถุนายน 2552 เกิดเหตุมัสยิดในอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ถูกกลุ่มมือปืนโจมตี ซึ่งมีผู้ต้องสงสัยเป็นกลุ่มอาสาสมัครหมู่บ้านและมีผู้สนับสนุนระดับสูง[80]

อัตรามารดาเสียชีวิตขณะคลอดในจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาสคิดเป็น 9% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานประเทศสามเท่า โดยสาเหตุมาจากความรุนแรงทำให้ไม่ได้รับการฝากครรภ์อย่างเหมาะสม อัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นสองเท่าระหว่างปี 2546 ถึง 2549[78] อัตราตายทารกสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 30% นอกจากนี้ยังมีปัญหาไม่ได้แจ้งเกิด ไม่ได้รับวัคซีนและทุพโภชนาการ[78] ปัญหาความไม่สงบยังทำให้ขาดแคลนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ โดยมีการขอย้ายออกกว่า 9,000 คน และคงเหลือพยาบาลภาครัฐในห้าจังหวัดใต้สุดของประเทศ 1,300 คน[78]

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. "Thailand Islamic Insurgency". Global Security. สืบค้นเมื่อ 6 December 2014.
  2. 2.0 2.1 ทบ.แถลงครบรอบ 10 ปีไฟใต้ ตายกว่า 5 พันเจ็บนับหมื่น, เข้าถึงวันที่ 3 มกราคม 2557
  3. 3.0 3.1 Wassana Nanuam (August 2015). "Engagement of Malaysia and Indonesia on Counter Insurgency in the South of Thailand" (PDF). Asia Pacific Center for Security Studies. Archived (PDF) from the original on 29 September 2015. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  4. Summary of Incidents in Southern Thailand, MARCH 2019, Deep South Watch database.
  5. "Thailand/Malay Muslims (1948-present)". University of Central Arkansas. สืบค้นเมื่อ 30 August 2015.
  6. International Herald Tribune, "Police say bomb at soccer match in southern Thailand wounds 14 officers", 14 June 2007
  7. "Police say bomb at soccer match in southern Thailand wounds 14 officers". The San Diego Union-Tribute. Associated Press. 14 June 2007. Archived from the original on 22 December 2015. สืบค้นเมื่อ 19 December 2015.
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 Abuza, p. 1
  9. Zachary Abuza, The Ongoing Insurgency in Southern Thailand, INSS, p. 20
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 Abuza, p. 3
  11. 11.0 11.1 Melvin, p. 7
  12. Melvin, p. 7–8
  13. 13.0 13.1 Melvin, p. 8
  14. Melvin, p. 11
  15. Melvin, p. 9–10
  16. Melvin, p. 10
  17. Abuza, p. 8
  18. 18.0 18.1 18.2 18.3 Abuza, p. 9
  19. Abuza, p. 10
  20. Abuza, p. 11
  21. Nahdohdin et al, p. 25
  22. http://www.publicpostonline.net/645
  23. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2496/A/070/1.PDF
  24. http://www.publicpostonline.net/2776
  25. http://www.publicpostonline.net/2806
  26. Dr Srisompob Jitpiromsri and Panyasak Sobhonvasu, "Unpacking Thailand's southern conflict: The poverty of structural explanations" Critical Asian Studies 38:1 (2006), p95-117. "A survey conducted in nine districts of the three southern provinces identifies various problems that local Muslim communities face. These include poverty, unemployment, lack of education, substandard infrastructure, inadequate supplies of land and capital, low quality of living standards, and other economic-related problems."
  27. Ian Storey, Malaysia's Role in Thailand's Southern Insurgency, Terrorism Monitor, Volume 5, Issue 5 (March 15, 2007)
  28. 28.0 28.1 28.2 Abuza, p. 21
  29. 29.0 29.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ cgsc
  30. http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000045095
  31. https://sites.google.com/site/sirinapach304/phathnakar-prawatisastr/hetukarn-sakhay/pramwl-sthankarn-kx-khwam-mi-sngb-ni-canghwad-chaydaen-phakh-ti
  32. http://www.thairath.co.th/content/224020
  33. http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=463502
  34. http://www.thairath.co.th/content/382864
  35. http://m.innnews.co.th/show/502839
  36. http://news.thaipbs.or.th/content/214246
  37. http://www.thaivisa.com/forum/topic/6211-in-thailands-south-fertile-ground-for-terrorism/
  38. Nahdohdin et al, p 22
  39. Nahdohdin et al, p 22
  40. Nahdohdin et al, p 23
  41. 41.0 41.1 Burke, Tweedie and Poocharoen, p. 29
  42. 10 ปีปล้นปืน 10 ปีไฟใต้...ตามไปดูชุมชนรอบค่ายปิเหล็ง
  43. รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย, กรุงเทพฯ : โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549, หน้า 42-43
  44. http://www.cabinet.soc.go.th/soc/Program2-3.jsp?top_serl=196427&key_word=&owner_dep=%A1%CB&meet_date_dd=&meet_date_mm=&meet_date_yyyy=&doc_id1=&doc_id2=&meet_date_dd2=&meet_date_mm2=&meet_date_yyyy2=
  45. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2548/00167639.PDF
  46. http://wbns.oas.psu.ac.th/shownews.php?news_id=3986
  47. Burke, Tweedie and Poocharoen, p. 11–12
  48. 48.0 48.1 Abuza, p. 4
  49. Abuza, p. 15
  50. Abuza, p. 3–4
  51. Abuza, p. 6
  52. Abuza, p. 7
  53. Abuza, p. 13
  54. Abuza, p. 18
  55. Abuza, p. 21–22
  56. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2534/A/077/1.PDF
  57. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2540/A/050/24.PDF
  58. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2541/E/113/1.PDF
  59. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2548/00167639.PDF
  60. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2534/A/077/1.PDF
  61. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/207/13.PDF
  62. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/079/35.PDF
  63. กฎกระทรวงกำหนดหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบก พ.ศ. ๒๕๕๘
  64. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/075/1.PDF
  65. คาร์บอมเซ็นทรัลสมุย-บาดเจ็บ 7 คน
  66. http://www.isranews.org/south-news/south-slide/item/50564-meaw.html
  67. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/012/1.PDF
  68. http://ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/089/6.PDF
  69. http://www.dopasakonnakhon.go.th/pdf/1464319968.pdf
  70. ประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
  71. ประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
  72. ครม.ไฟเขียว ‘ฉัตรพงศ์ ฉัตราคม’ นั่งเลขาฯผู้แทนพิเศษ รบ. ดับไฟใต้
  73. 73.0 73.1 Abuza, p. 19
  74. Pathan and Tuansiri, p. 29–30
  75. Pathan and Tuansiri, p. 43
  76. Pathan and Tuansiri, p. 45
  77. เปิดตัวคณะพูดคุยดับไฟใต้ชุดใหม่ เปิดทางแก้กฎหมายเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติสุข
  78. 78.0 78.1 78.2 78.3 78.4 78.5 78.6 Abuza, p. 12
  79. "เด็กกำพร้า" เหตุความไม่สงบชายแดนใต้ พุ่ง 1 หมื่นคน
  80. Abuza, p. 14

บรรณานุกรม

  • Adam Burke; Pauline Tweedie; Ora-orn Poocharoen (2013). The Contested Corners of Asia: Subnational Conflict and International Development Assistance The Case of Southern Thailand. Asia Foundation. ISBN 978-616-91408-3-2.
  • Neil J. Melvin (2007). Conflict in Southern Thailand Islamism, Violence and the State in the Patani Insurgency. Stockholm International Peace Research Institute.
  • Zachary Abuza (2011). The Ongoing Insurgency in Southern Thailand:Trends in Violence, Counterinsurgency Operations, and the Impact of National Politics. INSS.
  • Don Pathan and Ekkarin Tuansiri (2017). สันติภาพยากบรรลุถึง : ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย. Similan Press.
  • Muh Nahdohdin, Desca Angelianawati, Ardi Putra Prasetya, Kenneth Yeo Yaoren, Jennifer Dhanaraj, Iftekharul Bashar, Sylvene See and Amalina Abdul Nasir. SOUTHEAST ASIA. Counter Terrorist Trends and Analyses, Vol. 11, No. 1, Annual Threat Assessment (January 2019), pp. 22-32.

แหล่งข้อมูลอื่น