อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ | |
|---|---|
| องคมนตรี | |
| เริ่มดำรงตำแหน่ง 16 สิงหาคม พ.ศ. 2550 (18 ปี 9 เดือน 22 วัน) | |
| กษัตริย์ | พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว |
| ประธานศาลฎีกา คนที่ 34 | |
| ดำรงตำแหน่ง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2545 – 30 กันยายน พ.ศ. 2547 (1 ปี 11 เดือน 29 วัน) | |
| นายกรัฐมนตรี | ทักษิณ ชินวัตร |
| ก่อนหน้า | สันติ ทักราล |
| ถัดไป | ศุภชัย ภู่งาม |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | 24 สิงหาคม พ.ศ. 2487 |
| คู่สมรส | สุดใจ ดิษฐอำนาจ |
ศาสตราจารย์พิเศษ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (เกิด 24 สิงหาคม พ.ศ. 2487) อดีตข้าราชการชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี อดีตประธานศาลฎีกา คนที่ 34 อดีตประธานสมาคมกฎหมายอาเซียน อดีตอาจารย์พิเศษประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์[1]
ประวัติ
[แก้]อรรถนิติ เกิดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2487 ด้านครอบครัวสมรสกับนางสุดใจ ดิษฐอำนาจ
สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยและโรงเรียนเทพศิรินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2500 เลขประจำตัว 8526 ระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบเนติบัณฑิตไทย (สอบได้อันดับที่ 3 ของสมัยที่ 18) ปี 2508 และระดับปริญญาโท ด้านกฎหมาย จาก Harvard Law School ประเทศสหรัฐอเมริกา
การทำงาน
[แก้]หลังสำเร็จการศึกษาสอบเข้าเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 โดยระหว่างรับราชการได้เริ่มต้นเป็นผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดภูเขียว (ชัยภูมิ) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 และได้เป็นผู้พิพากษาประจำจังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2515 และได้เข้ามาเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2517 โดยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2520 ได้เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2529 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการศาลฎีกา กระทั่งปี 2530 ได้เป็นเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ ซึ่งเป็นงานด้านบริหาร จากนั้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2535 ก็ได้กลับไปดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง และเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี ปี 2542 และในเดือนตุลาคม ปีเดียวกัน ได้เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง กระทั่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 ได้ขึ้นเป็นประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นตำแหน่งสำคัญที่จะได้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานศาลฎีกาได้ โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2545 จึงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลฎีกา ประมุขศาลยุติธรรม คนที่ 34 โดยอรรถนิติ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลฎีกานานถึง 2 ปี โดยเกษียณราชการเมื่ออายุครบ 60 ปี ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2547
และแม้นว่าจะเกษียณราชการแล้วอรรถนิติ ยังคงปฏิบัติงานด้านกฎหมาย เป็นศาสตราจารย์พิเศษ ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[2] และปัจจุบันเป็นประธานสมาคมกฎหมายอาเซียน ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ อรรถนิติ ได้รับพระราชทานเครื่องอิสริยาภรณ์หลายลำดับชั้น รวม 10 ลำดับ โดยก่อนเกษียณราชการได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 นอกจากนั้น ยังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ พ.ศ. 2543
อรรถนิติได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2550[3]
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
[แก้]- พ.ศ. 2562 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 2 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) (ฝ่ายหน้า)[4] - พ.ศ. 2538 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)[5] - พ.ศ. 2533 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)[6] - พ.ศ. 2562 –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 10 ชั้นที่ ๓ (ว.ป.ร.๓)[4] - พ.ศ. 2538 –
เหรียญจักรพรรดิมาลา (ร.จ.พ.)[7]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "รายชื่ออาจารย์พิเศษ". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-10-16. สืบค้นเมื่อ 2019-10-16.
- ↑ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ (นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ)
- ↑ พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งองคมนตรี (นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ)
- 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเหรียญรัตนาภรณ์ เก็บถาวร 2019-08-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๔๖ ข หน้า ๑, ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๒
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เก็บถาวร 2010-02-02 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๑๑๒ ตอนที่ ๑๗ ข หน้า ๔, ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เก็บถาวร 2015-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๑๐๗ ตอนที่ ๒๔๐ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๘, ๔ ธันวาคม ๒๕๓๓
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา, เล่ม ๑๑๓ ตอนที่ ๔ ข, หน้า ๔๕๐, ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๙
- บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2487
- บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่
- องคมนตรีในรัชกาลที่ 9
- องคมนตรีในรัชกาลที่ 10
- ประธานศาลฎีกาไทย
- ข้าราชการฝ่ายตุลาการชาวไทย
- บุคคลจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
- บุคคลจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- บุคคลจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม.ป.ช.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม.ว.ม.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ท.จ.ว. (ฝ่ายหน้า)
- ผู้ได้รับเหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร.3 (ร.10)
- ผู้ได้รับเหรียญจักรพรรดิมาลา
- บุคคลจากโรงเรียนเทพศิรินทร์
- อาจารย์คณะนิติศาสตร์
- ศาสตราจารย์พิเศษ
- ผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- บทความเกี่ยวกับ ชีวประวัติ ที่ยังไม่สมบูรณ์