ข้ามไปเนื้อหา

อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
องคมนตรี
เริ่มดำรงตำแหน่ง
16 สิงหาคม พ.ศ. 2550
(18 ปี 9 เดือน 22 วัน)
กษัตริย์พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ประธานศาลฎีกา คนที่ 34
ดำรงตำแหน่ง
1 ตุลาคม พ.ศ. 2545  30 กันยายน พ.ศ. 2547
(1 ปี 11 เดือน 29 วัน)
นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
ก่อนหน้าสันติ ทักราล
ถัดไปศุภชัย ภู่งาม
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด24 สิงหาคม พ.ศ. 2487 (81 ปี)
คู่สมรสสุดใจ ดิษฐอำนาจ

ศาสตราจารย์พิเศษ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (เกิด 24 สิงหาคม พ.ศ. 2487) อดีตข้าราชการชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี อดีตประธานศาลฎีกา คนที่ 34 อดีตประธานสมาคมกฎหมายอาเซียน อดีตอาจารย์พิเศษประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์[1]

ประวัติ

[แก้]

อรรถนิติ เกิดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2487 ด้านครอบครัวสมรสกับนางสุดใจ ดิษฐอำนาจ

สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย​และโรงเรียนเทพศิรินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2500 เลขประจำตัว 8526 ระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบเนติบัณฑิตไทย (สอบได้อันดับที่ 3 ของสมัยที่ 18) ปี 2508 และระดับปริญญาโท ด้านกฎหมาย จาก Harvard Law School ประเทศสหรัฐอเมริกา

การทำงาน

[แก้]

หลังสำเร็จการศึกษาสอบเข้าเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 โดยระหว่างรับราชการได้เริ่มต้นเป็นผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดภูเขียว (ชัยภูมิ) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 และได้เป็นผู้พิพากษาประจำจังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2515 และได้เข้ามาเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2517 โดยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2520 ได้เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2529 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการศาลฎีกา กระทั่งปี 2530 ได้เป็นเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ ซึ่งเป็นงานด้านบริหาร จากนั้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2535 ก็ได้กลับไปดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง และเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี ปี 2542 และในเดือนตุลาคม ปีเดียวกัน ได้เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง กระทั่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 ได้ขึ้นเป็นประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นตำแหน่งสำคัญที่จะได้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานศาลฎีกาได้ โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2545 จึงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลฎีกา ประมุขศาลยุติธรรม คนที่ 34 โดยอรรถนิติ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลฎีกานานถึง 2 ปี โดยเกษียณราชการเมื่ออายุครบ 60 ปี ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2547

และแม้นว่าจะเกษียณราชการแล้วอรรถนิติ ยังคงปฏิบัติงานด้านกฎหมาย เป็นศาสตราจารย์พิเศษ ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[2] และปัจจุบันเป็นประธานสมาคมกฎหมายอาเซียน ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ อรรถนิติ ได้รับพระราชทานเครื่องอิสริยาภรณ์หลายลำดับชั้น รวม 10 ลำดับ โดยก่อนเกษียณราชการได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 นอกจากนั้น ยังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ พ.ศ. 2543

อรรถนิติได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2550[3]

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "รายชื่ออาจารย์พิเศษ". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-10-16. สืบค้นเมื่อ 2019-10-16.
  2. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ (นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ)
  3. พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งองคมนตรี (นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ)
  4. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเหรียญรัตนาภรณ์ เก็บถาวร 2019-08-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๔๖ ข หน้า ๑, ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๒
  5. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เก็บถาวร 2010-02-02 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๑๑๒ ตอนที่ ๑๗ ข หน้า ๔, ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘
  6. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เก็บถาวร 2015-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๑๐๗ ตอนที่ ๒๔๐ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๘, ๔ ธันวาคม ๒๕๓๓
  7. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา, เล่ม ๑๑๓ ตอนที่ ๔ ข, หน้า ๔๕๐, ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๙