นี่คือบทความคุณภาพ คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ภาพสรุปเหตุการณ์วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งหรือเกี่ยวข้องกับ
วิกฤตการเมืองไทย พ.ศ. 2548-2553

การเมืองไทยประวัติศาสตร์ไทย
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุม พ.ศ. 2551
วัน 25 พฤษภาคม-3 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
สาเหตุ
เป้าหมาย
  • การเรียกร้องไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • การเรียกร้องให้สมัคร และสมชายลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
วิธีการ
ผล
คู่ขัดแย้ง
  • กลุ่มพันธมิตร
ความสูญเสีย
ตาย 8
เจ็บ 737

การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551 เป็นการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านพรรคพลังประชาชน โดยเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553 ซึ่งการชุมนุมยังคงมีเป้าหมายที่จะต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร

หลังจากรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำรัฐบาลบริหารประเทศมาระยะเวลาหนึ่ง กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เริ่มชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 28 มีนาคม โดยการจัดสัมมนาที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และประกาศชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม โดยเป็นการรวมตัวจากหลายองค์กรทั่วประเทศ ซึ่งมีจุดประสงค์ขับไล่สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐบาลทั้งสองชุดถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับทักษิณ ชินวัตร

ในเดือนพฤศจิกายน กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เข้าปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อต่อรองกับนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งส่งผลให้เที่ยวบินทุกเที่ยวหยุดทำการ[1] เสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กล่าวว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสูญเสียรายได้ไปกว่า 350 ล้านบาท นอกจากนี้ ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางอากาศยังสูญเสียรายได้กว่า 25,000 ล้านบาท โดยยังไม่รวมความเสียหายของสายการบินต่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง[2] ก่อนหน้านี้ ในเดือนสิงหาคม ผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดท่าอากาศยานภูเก็ตและท่าอากาศยานกระบี่ รวมทั้งปิดการเดินทางทางรถไฟสายใต้เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ลาออกมาแล้ว[3]

ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอีก 2 พรรค อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งของยงยุทธ ติยะไพรัช เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ในวันรุ่งขึ้นแกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศยุติการชุมนุมทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง[4]

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
29 มกราคม สมัคร สุนทรเวชจัดตั้งรัฐบาลผสม และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2550
25 พฤษภาคม กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และชุมนุมยื้ดเยื้อบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์
5 มิถุนายน กลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มยุทธศาสตร์ดาวกระจายโดยเดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุดและกระทรวงมหาดไทย
20 มิถุนายน ย้ายการชุมนุมมาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
24 มิถุนายน กลุ่มพันธมิตรฯ ต่อต้านแถลงการณ์ร่วมไทย–กัมพูชาโดยยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่สนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก
7 กรกฎาคม กลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายการชุมนุมกลับไปยังสะพานมัฆวานรังสรรค์
26 สิงหาคม กลุ่มพันธมิตรฯ เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ที่ทำการกระทรวง 3 แห่ง และสำนักงานใหญ่ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย, เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ
27 สิงหาคม ศาลชั้นต้นอนุมัติหมายจับ 9 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ
2 กันยายน เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่ม นปก. กับกลุ่มพันธมิตรฯ นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งมีผลถึงวันที่ 14 กันยายน
9 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมัคร สุนทรเวชสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี
17 กันยายน สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี
6-7 ตุลาคม กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดล้อมอาคารรัฐสภา ตำรวจสลายการชุมนุม
9 ตุลาคม ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับคดีกบฏ
24-25 พฤศจิกายน กลุ่มพันธมิตรฯ เข้ายึดพื้นที่ท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
2 ธันวาคม ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง
3 ธันวาคม กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศยุติการชุมนุม

เนื้อหา

สาเหตุที่นำมาสู่การชุมนุม[แก้]

ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผลปรากฏว่า พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กลุ่มพันธมิตรฯ) เปิดโอกาสให้รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เข้ามาทำงานบริหารประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลสมัครต้องไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและสื่อสารมวลชนทั้งทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งไม่กระทำผิดเหมือนยุครัฐบาลทักษิณ[5]

ทว่า เมื่อรัฐบาลสมัคร สุนทรเวชเข้ามาบริหารประเทศได้ระยะเวลาหนึ่ง กลุ่มพันธมิตรฯ เห็นว่า รัฐบาลแทรกแซงสื่อมวลชน รวมทั้งกระบวนการยุติธรรม เช่นการย้ายข้าราชการในกระทรวงยุติธรรม อาทิ การย้ายสุนัย มโนมัยอุดม[6] อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่กำลังดำเนินคดีต่อทักษิณ ชินวัตรและครอบครัว ให้พ้นตำแหน่งอย่างเร่งด่วน พร้อมให้ตำรวจออกหมายจับสุนัย มโนมัยอุดม เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.)[7] ในข้อหาหมิ่นประมาททักษิณ ชินวัตร และย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง[8] ซึ่งมีความใกล้ชิดกับครอบครัวชินวัตร มารักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ[5] และรัฐบาลยังประกาศอย่างชัดเจนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 237 และมาตรา 309 ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา รวม 164 คน ได้ยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม[9] ซึ่งทางกลุ่มพันธมิตรฯ เห็นว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการหลบเลี่ยงการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การยุบพรรคและต้องการยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เพื่อตัดตอนคดีความที่กำลังดำเนินต่อทักษิณ ชินวัตร ครอบครัวและพวกพ้อง ตลอดจน ทำให้กระบวนการตรวจสอบนักการเมืองอ่อนแอลงจนไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายการเมืองได้[10][11]

นอกจากนี้ ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ยังเห็นว่าได้เกิดขบวนการคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ ของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี และจาบจ้วงอย่างเสียหาย[12] อีกทั้งรัฐมนตรีบางคนและโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี "มีทัศนคติเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาเข้าร่วมบริหารงานในรัฐบาล"[13]ซึ่งหมายถึง จักรภพ เพ็ญแข และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ดังนั้น อดีตแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงมีมติฟื้นสภาพโครงสร้างการบริหารงานของกลุ่มขึ้นอีกครั้ง เพื่อเตรียมชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร และมีมติให้เคลื่อนไหวครั้งที่ 1 โดยการจัดสัมมนารายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ” ในวันที่ 28 มีนาคม[14] และอีกครั้งในรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ ครั้งที่ 2” ในวันศุกร์ที่ 25 เมษายน ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์[15] และประกาศจัดการชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม เป็นต้นไป

สถานที่ชุมนุมหลัก[แก้]

สะพานมัฆวานรังสรรค์[แก้]

หลังจากประกาศชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ทางกลุ่มพันธมิตรฯ มีมติเคลื่อนมวลชนไปหน้าทำเนียบรัฐบาลและปักหลักชุมนุมอย่างต่อเนื่อง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าปิดกั้น จึงทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เปลี่ยนมาชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก แทน[16] โดยมีการตั้งเวทีและปิดการจราจรบางส่วน เพื่อรักษาความปลอดภัยของกลุ่มพันธมิตรฯ จากฝ่ายต่อต้านซึ่งเข้ามาก่อความวุ่นวาย[17] ซึ่งการปิดการจราจรในครั้งนี้มีประชาชนได้รับผลกระทบและร้องเรียนมายังกองบังคับการตำรวจจราจรเป็นจำนวนมาก[18] โดยพลตรี จำลอง ศรีเมือง ได้กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องมาปักหลักบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์แทนทำเนียบรัฐบาลว่า "พวกตำรวจไม่รู้หรอกว่าผมรู้จักถนนนี้เป็นอย่างดี ผมจึงว่าสะพานมัฆวานฯ นั้นเป็นทำเลที่ดีกว่าทำเนียบรัฐบาลมาก" [19]

กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมใหญ่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551

หลังการชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ผ่านไปได้ 5 วัน ในวันที่ 30 พฤษภาคม กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยกระดับการชุมนุมจากการชุมนุมเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการขับไล่รัฐบาลสมัครแทน[20][21] เช้าวันต่อมา สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีว่าจะสลายการชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่ก็ไม่มีการสลายการชุมนุม[22]

กลุ่มพันธมิตรฯ ปักหลักชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์อยู่จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน จึงได้เคลื่อนการชุมนุมไปยังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 7 กรกฎาคม ศาลแพ่งได้ตัดสินให้กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเปิดเส้นทางการจราจรบริเวณถนนพิษณุโลกและถนนพระราม 5[23][24] ดังนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ จึงได้ย้ายเวทีและที่ชุมนุมไปเป็นที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์เช่นเดิม[23]

หน้าทำเนียบรัฐบาล[แก้]

หลังจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรผ่านไปได้ 27 วัน ข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของกลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลนายสมัคร ดังนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ จึงประกาศเคลื่อนการชุมนุมไปยังทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 20 มิถุนายน โดยจะไม่เข้าไปในทำเนียบรัฐบาลและใช้แนวสันติวิธีปราศจากอาวุธ[25]

วันที่ 20 มิถุนายน 2551 กลุ่มพันธมิตรฯ สามารถฝ่าแนวสกัดกั้นของตำรวจและเข้ายึดพื้นที่การชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ มีการตั้งเวทีปราศรัยบริเวณแยกนางเลิ้ง [26][27]

อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น มีการปิดถนนบริเวณ ถนนพระราม 5 บริเวณแยกเบญจมบพิตร ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกนางเลิ้งจนถึงแยกพาณิชยการ ซึ่งกลุ่มอาจารย์โรงเรียนราชวินิตมัธยมได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้กลุ่มพันธมิตรเปิดเส้นทางการจราจร ทำให้ศาลแพ่งตัดสินให้กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเปิดเส้นทางการจราจรบริเวณถนนพิษณุโลกและถนนพระราม 5 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม[23][24] ดังนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ จึงตัดสินใจย้ายเวทีและที่ชุมนุมกลับไปเป็นที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ดังเดิม

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย[แก้]

วันที่ 26 สิงหาคม 2551 กลุ่มพันธมิตรฯ เดินทางไปสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยและพังประตูเข้าไป โดยอ้างว่าต้องการทวงคืนสื่อของรัฐที่ทำหน้าที่ไม่เป็นกลางโดยมีวัชระ เพชรทองเป็นแกนนำ ตั้งแต่เวลา 8.30 น. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยงดออกอากาศเพราะถูกกลุ่มพันธมิตรฯ กดดัน โดยเจ้าหน้าที่ในสถานีฯ รายงานว่ามีการใช้อาวุธปืนสั้นจี้ด้วย[28][29] และในวันที่ 27 ตุลาคม 2551 กลุ่มพันธมิตร พิษณุโลก ยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยพิษณุโลก ให้ทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ และ นปช. ร่วมกันออกรายการความจริงวันนี้[30]

ทำเนียบรัฐบาล[แก้]

ทำเนียบรัฐบาลระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ต่อมา กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้ "ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า" เพื่อเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล[31] โดยให้เหตุผลในการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ว่า ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ถือว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมแล้ว จึงไม่ต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอีกต่อไป[32] มีการบุกยึดทำเนียบรัฐบาลเริ่มตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 26 สิงหาคม และเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จในวันเดียวกันนั้นเอง ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ จะใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ชุมนุมตลอดไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ[33] หลังจากนั้น รัฐบาลไม่สามารถเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีภายในทำเนียบรัฐบาลได้จวบจนถึงรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์

ต่อมา ศาลแพ่งมีคำสั่งชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ รื้อถอนเวทีปราศรัยและสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ออกจากทำเนียบรัฐบาล และเปิดถนนพิษณุโลก ถนนราชดำเนินทุกช่องการจราจร [34] อย่างไรก็ตาม แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกคำสั่งคุ้มครองของศาลชั้นต้นดังกล่าว[35]

ท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ[แก้]

ภายหลังการเข้ายึดท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งใช้เป็นที่ทำการทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 24–25 พฤศจิกายน กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นสถานที่ชุมนุมนอกเหนือจากบริเวณทำเนียบรัฐบาล จนกระทั่ง วันที่ 1 ธันวาคม พลตรี จำลอง ศรีเมือง ได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณทำเนียบรัฐบาลย้ายการชุมนุมไปที่ท่าอากาศยานทั้งสองแทน เนื่องจากได้ผลมากกว่าและมีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมากกว่า รวมทั้งเพื่อเปิดเส้นทางเสด็จฯ เนื่องในงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ 5 ธันวาคม กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้พื้นที่ชุมนุมบริเวณท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจนกระทั่งประกาศยุติการชุมนุมในวันที่ 3 ธันวาคม[36][37][38]

กลยุทธ์การชุมนุม[แก้]

ยุทธศาสตร์ดาวกระจาย[แก้]

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนไปที่กระทรวงการต่างประเทศ

วันที่ 5 มิถุนายน กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้แผน "ดาวกระจาย" ซึ่งสุริยะใส กตะศิลา เคยกล่าวว่า จะจัดมวลชนเป็นกลุ่ม ๆ ไปทวงถามความคืบหน้าในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเอาผิดระบอบทักษิณ โดยสถานที่ที่คาดว่าจะไป ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กระทรวงมหาดไทย และทำเนียบรัฐบาล[39] ยุทธศาสตร์ดาวกระจายนี้กลุ่มพันธมิตรฯ เคยใช้มาตั้งแต่การชุมนุมในปี 2549 ซึ่งนับเป็นกลไกหนึ่งของการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้ชุมนุมมีการเคลื่อนไหวบ้าง ไม่ให้รู้สึกว่านิ่งเกินไป เงื่อนไขหลักของยุทธศาสตร์ดาวกระจายอยู่ที่การควบคุมผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นเรื่องประสบการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคยพิสูจน์มาแล้วในครั้งนั้นโดยไม่มีการปะทะหรือต้องเสียเลือดเนื้อ[40]

วันนั้น สุริยะใส กตะศิลาและผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 300 คนเดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด แล้วยื่นจดหมายถึงชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เพื่อทวงถามความคืบหน้าการสั่งฟ้องคดีทุจริตของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพวก[41] นอกจากนี้ ยังได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่กระทรวงมหาดไทย เพื่อยื่นหนังสือถึงร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ดูแลและแก้ปัญหาของประชาชนมากกว่าการโต้ตอบทางการเมือง[42] ซึ่งการดาวกระจายครั้งนี้เป็นไปตามคำแนะนำจากนักธุรกิจและนักวิชาการที่เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ว่า ต้องมีการเคลื่อนไหวกดดันเพื่อทวงถามความคืบหน้าในคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเกรงว่าจะมีความล่าช้าจนเกิดการแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม โดยมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว คือ กรณีของสุนัย มโนมัยอุดม[43] เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งถูกสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นสั่งโยกย้าย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551[44]

การเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯ หลังจากดาวกระจายไปสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม

โดยจุดมุ่งหมายของยุทธศาสตร์ดาวกระจายมักจะมุ่งเน้นเรื่องที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่

วันพุธที่ 18 มิถุนายน 2551 ได้เคลื่อนขบวนไปชุมนุมหน้ากระทรวงการต่างประเทศเพื่อขับไล่นพดล ปัทมะ ให้ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเพื่อยื่นหนังสือทวงถามกรณีข้อพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร เนื่องจากไม่ยอมเปิดเผยแผนที่ให้ประชาชนได้รับรู้ หลังจากตกลงร่วมกับประเทศกัมพูชาไปก่อนหน้านี้[52][53][54]

นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ยังเคลื่อนขบวนไปตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น การดาวกระจายไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อเรียกร้องให้ประธาน กกต. ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบคำร้องทุจริตเลือกตั้งที่ถูกยกกว่า 700 คดี และให้ตรวจคำแถลงปิดคดีใบแดง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ด้วยตัวเอง รวมทั้ง ยังให้กำลังใจ กกต. 3 คน คือ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง และนายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรฯ ยังกล่าวว่า นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้งอีกคนหนึ่ง มีพฤติกรรมที่แสดงออกเข้าข้างพรรคพลังประชาชนในทุกกรณี ตลอดจนอยู่ในฐานะที่กำกับดูแลเรื่องฝ่ายสืบสวนสอบสวนที่บังอาจนำเสนอหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลฎีกานั้น ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งโดยทันที,[55] การดาวกระจายไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทวงถามความคืบหน้าของคดีความที่มีคนในรัฐบาลเป็นผู้ต้องหาที่ยังคั่งค้างอยู่ รวมถึงสอบถามความคืบหน้าของคดีความที่เกี่ยวกับกลุ่มพันธมิตรฯ,[56][57][58] การดาวกระจายไปยังอาคารสำนักงานใหญ่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อทวงคืน ปตท. จากตลาดหลักทรัพย์กลับคืนสู่ประชาชน[59] เป็นต้น

ยุทธการสงคราม 9 ทัพ[แก้]

เส้นทางการเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจากสะพานมัฆวานรังสรรค์เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ในการเคลื่อนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไปยังบริเวณทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 มิถุนายนนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้ชื่อการเคลื่อนการชุมนุมครั้งนี้ว่า "ยุทธการสงคราม 9 ทัพ" โดยได้กำหนดให้เคลื่อนกลุ่มผู้ชุมนุมไปใน 9 เส้นทาง โดยใช้ถนนรอบทำเนียบรัฐบาล ได้แก่

ซึ่งการเคลื่อนกลุ่มผู้ชุมนุมในแต่ละจุดนั้น แกนนำพันธมิตรฯ ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จะประจำอยู่ตามแต่ละจุดซึ่งไม่มีการเปิดเผยและจะใช้วิธีการรุกคืบไปเป็นระยะ ๆ โดยกำหนดเวลาการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุมในแต่ละจุดจะไม่การกำหนดเวลาที่ตายตัว แต่จะปล่อยให้เป็นอิสระของแกนนำแต่ละจุดที่จะเป็นผู้กำหนดและตัดสินใจเอง [60][61]

กลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มเคลื่อนขบวนปิดล้อมที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อขับไล่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช [62] ซึ่งขบวนผู้ชุมนุมภายใต้การควบคุมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สามารถฝ่าการสกัดกั้นของตำรวจเข้ายึดพื้นที่แยกนางเลิ้งสำเร็จ พร้อมประกาศจะเคลื่อนขบวนเข้าพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลในส่วนขบวนของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้เคลื่อนขบวนถึงบริเวณแยกวังแดงใกล้คุรุสภา[63] ด้าน นปก. ได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมของตนและกลุ่มจักรยานยนต์ปักหลักชุมนุมที่ ถนนราชดำเนินนอกหวังกดดันให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ขณะที่การจราจรบริเวณรอบถนนราชดำเนินนอกเป็นอัมพาต[64] เวลาต่อมา ขบวนของนายสมศักดิ์ โกศัยสุขสามารถฝ่าด่านของตำรวจที่สกัดไว้บริเวณแยกมิสกวันและมุ่งหน้านำกลุ่มผู้ชุมนุมไปสมทบกับกลุ่มของพลตรีจำลองที่แยกนางเลิ้งจนสำเร็จ[65] จนกระทั่ง เวลาประมาณ 15.30 น. พันธมิตรจึงประกาศชัยชนะในการยึดพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ[66]

ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า[แก้]

ผู้ชุมนุมที่บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นั้นใช้ชื่อว่า "ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า" โดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นสงครามครั้งสุดท้ายไม่ชนะไม่เลิก ซึ่งเวลาในการเคลื่อนขบวนนั้นจะไม่ระบุจนกว่าอีก 1 ชั่วโมงจะเคลื่อนขบวน โดยได้เตรียมทัพหน้า ทัพหลวง ทัพน้อย และ ทัพพิสดาร เอาไว้ และการปฏิบัติการครั้งนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 1 วัน แต่หากไม่สำเร็จก็ได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว [67]

สำหรับปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า แกนนำพันธมิตรฯ ได้แบ่งมวลชนออกเป็นหลายส่วน โดยแกนนำพันธมิตรฯ ส่วนหนึ่งได้ใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายโดยนำมวลชนกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ ได้แก่ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และอีกส่วนหนึ่งจะอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์และโดยรอบทำเนียบรัฐบาล ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้เริ่มเข้าปิดล้อมบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล ทั้งด้านถนนพิษณุโลกและฝั่งกระทรวงศึกษาธิการ ด้านสะพานอรทัย บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐและด้านสะพานเทวกรรมรังรักษ์ ตั้งแต่เช้ามืด[68] และปิดล้อมประตูเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาลทั้ง 8 ประตู ในช่วงบ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมได้พังประตูเหล็กด้านตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการและทยอยเดินเท้าจากสะพานมัฆวานรังสรรค์เข้าไปรวมตัวกันบริเวณสนามหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งผู้ชุมนุมบางส่วนได้ปีนเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลทางสะพานชมัยมรุเชษด้วย หลังจากนั้น แกนนำพันธมิตรฯ ที่เคลื่อนขบวนโดยใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายเริ่มทะยอยเข้าสู่ทำเนียบและประกาศชัยชนะที่สามารถเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ[69][70][71]

ปฏิบัติการม้วนเดียวจบ[แก้]

แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ มีมติให้จัดการชุมนุมใหญ่อีกครั้งโดยเรียกว่า ม้วนเดียวจบ ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นเวทีขอแรงจากกลุ่มผู้ชุมนุมให้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลในเวลา 04.00 น. เพื่อจะกระจายตัวไปตามที่ต่าง ๆ ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งยังไม่เป็นที่เปิดเผยว่าจะให้ทำอะไรบ้าง แต่ก่อนหน้านั้นได้มีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเดินทางไปยังสนามบินดอนเมือง และเข้ายึดพื้นที่ของสนามบินเพื่อไม่ให้คณะรัฐมนตรีใช้สถานที่เป็นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้

ต่อมาในวันที่ 25 พฤศจิกายน กลุ่มพันธมิตรฯ ประมาณ 1,000 คน เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเข้าสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออกจากตำแหน่ง โดยมีการตั้งแถวสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 200 - 300 นาย แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่เกรงว่าจะเกิดความรุนแรงจึงได้ถอยร่นมาเรื่อย ๆ จนถึงตัวอาคารและทำการชุมนุมอยู่ด้านนอกอาคารผู้โดยสาร ผู้ชุมนุมได้ทยอยเดินทางเข้ามาสมทบมากขึ้นประมาณ 20,000 คน[72] ทำให้การเดินทางทางอากาศไปสู่ท่าอากาศยานนานาชาติอื่น ๆ ต้องหยุดลงและสายการบินที่มีกำหนดลงจอด ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต้องไปลงจอด ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภาแทน

นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศหยุดทำการบินเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน หลังจากนั้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง พร้อมกันนี้ได้ออกคำสั่งปลด พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เนื่องจากไม่สามารถจัดการกับการชุมนุมได้และแต่งตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติเป็นผู้รักษาการแทน

ต่อมา พลตรี จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ออกหนังสือเปิดผนึกถึงนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับการขึ้นลงของเครื่องบิน ขอให้เปิดท่าอากาศยานและทำการบิน โดยการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลการขึ้นลงเครื่องบินและดูแลรักษาความปลอดภัยของเครื่องบินเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของนายเสรีรัตน์[73]

นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์มติชน ยังรายงานว่า แกนนำพันธมิตรฯ ได้เรียกชื่อปฏิบัติการในครั้งนี้ว่า "ปฏิบัติการฮิโระชิมะ" (26 พฤศจิกายน) และในวันรุ่งขึ้น (27 พฤศจิกายน) เรียกว่า "ปฏิบัติการนะงะซะกิ" ด้วยเช่นกัน[74]

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง[แก้]

การต่อต้านแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา[แก้]

สาเหตุหนึ่งที่นำมาสู่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ คือ การที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ปล่อยให้รัฐบาลกัมพูชายื่นเรื่องให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว โดยปราศจากการเข้าร่วมยื่นบริเวณรอบเขาพระวิหารจากฝ่ายไทย อันเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตยของชาติ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรได้ออกแถลงการณ์ไว้ในแถลงการณ์ฉบับที่ 8/2551 ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม[75]

หลังจากนั้น ในวันที่ 24 มิถุนายน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ พร้อมด้วยนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ และคณะ รวม 9 คน เป็นตัวแทนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติ ครม. ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่สนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด เนื่องจากพบว่าแผนผังที่ร่างโดยกัมพูชาล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยไม่น้อยกว่า 4.6 ตารางกิโลเมตร ตามแผนที่ฝ่ายไทยที่ยึดถือตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2505 หลังคำตัดสินของศาลโลก ทั้งยังจะสละสิทธิในข้อสงวนที่ไทยจะทวงปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมาในอนาคต และการดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องไม่ดำเนินตามขั้นตอนทางกฎหมาย[76]

นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ยังได้รวบรวมรายชื่อผู้คัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกได้จำนวน 9,488 รายชื่อ และได้มอบรายชื่อให้หม่อมหลวงวัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน โดยยอดรวมรายชื่อผู้ที่คัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารมีจำนวนทั้งหมด 33,400 รายชื่อ ซึ่งภายหลังจากการรับมอบรายชื่อจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว ม.ล.วัลวิภา จรูญโรจน์ ได้ไปยื่นหนังสือคัดค้านเรื่องนี้ต่อนายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย[77]

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ในการสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน เป็นต้นไป[78][79][80]

จากนั้นในวันที่ 14 กรกฎาคม แกนนำพันธมิตรฯ ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้ไต่สวนดำเนินคดีกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ นายทหาร และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีที่อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อนบริเวณรอบ ๆ ปราสาทพระวิหาร[81]

การชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภา[แก้]

ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุม

วันที่ 6 ตุลาคม หลังจากที่ผู้ชุมนุมจากจังหวัดต่าง ๆ ได้ทยอยสู่ที่ชุมนุมแล้ว เวลาประมาณ 20.30 น. บนเวทีแกนนำพันธมิตรได้ขึ้นเวที และประกาศขยายพื้นที่การชุมนุมไปยังหน้าอาคารรัฐสภาทำการปิดล้อม เพื่อไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายได้ในวันที่ 7 ตุลาคม

เช้าวันที่ 7 ตุลาคม ตำรวจจึงได้ระดมยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปิดล้อมอาคารรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์แถลงนโยบายตามกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 40 คน ได้คว่ำบาตรการแถลงนโยบายครั้งนี้โดยไม่เข้าร่วมประชุม หลังจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายเสร็จแล้ว ได้เดินทางออกจากรัฐสภาไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อหารือกับผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพถึงสถานการณ์

ตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาอีกชุดเพื่อเปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งยังคงติดอยู่ภายในอาคารรัฐสภาออกไปได้ ผู้ชุมนุมพยายามจะเข้าไปในพื้นที่ บชน. แม้ว่าตำรวจจะประกาศห้ามแล้ว จึงมีการยิงแก๊สน้ำตาสกัดกั้นที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลและลานพระบรมรูปทรงม้า ต่อมาภายหลังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจนถึงขาขาดเพิ่มขึ้นอีก 2 ราย ทราบชื่อได้แก่ นาย ตี๋ แซ่เดียว[82]และ นาย บัญชา บุญเหล็ก ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่าเกิดจากแก๊สน้ำตาหรือระเบิดปิงปองที่นำมาเองจากผู้ชุมนุมด้วยกัน ในเหตุการณ์ครั้งนี้ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 11 นายจากการโดนแทงคอด้วยด้ามธง และโดนรถของผู้ชุมนุมวิ่งเข้าชน รวมถึงถูกยิงด้วยลูกเหล็กและหัวน็อต[83]

รวมยอดผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 381 ราย เสียชีวิต 2 ราย พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี และ อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ มีผู้ทุพพลภาพ 2 รายได้แก่ นาย เสถียร ทับมะลิผล[84]เสียชีวิตวันที่ 14 กรกฎาคม 2555 และ นาง รุ่งทิวา ธาตุนิยม เสียชีวิตวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559[85] หลังจากนั้นไม่นาน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สังคมหลายภาคส่วนได้ประณามการกระทำของตำรวจครั้งนี้ หลังจากเหตุการณ์การปะทะกัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานหน่วยพยาบาลเพื่อให้ทำการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนสามแสนบาทแก่โรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อเป็นการค่าใช้จ่ายในการรักษา[86]

การงดปราศรัยทางการเมือง[แก้]

เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มพันธมิตรฯ มีมติให้จัดงานเทิดพระเกียรติและร่วมกันแสดงความจงรักภักดีถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถสะพานมัฆวานรังสรรค์[87] เช่นเดียวกับในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีมติให้ยกเลิกการปราศรัยทางการเมืองบนเวที ตั้งแต่วันที่ 14 - 17 พฤศจิกายน และเปิดถนนราชดำเนินนอก โดยในคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน อันเป็นวันพระราชทานเพลิงพระศพ ทางแกนนำพันธมิตรฯ ได้ทำพิธีสักการะและน้อมส่งเสด็จฯ สู่สวรรคาลัย[88] [89]

การยุติการชุมนุม[แก้]

หลังจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม [90] พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 27/2551 ประกาศยุติการชุมนุมซึ่งใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยถึง 193 วัน เนื่องจากการชุมนุมได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ คือ

  1. สามารถพิทักษ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้เป็นผลสำเร็จ จนทำให้เกิดการยุบพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ทุจริตการเลือกตั้งถึง 3 พรรคการเมือง
  2. รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯถือเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากอำนาจโดยปริยายจากคดียุบพรรค

โดยกลุ่มพันธมิตรฯได้กล่าวถึงผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ว่า แสดงให้เห็นว่าการได้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมานั้นไม่ใช่วิถีทางของประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการได้มาซึ่งอำนาจด้วยการทุจริตการเลือกตั้ง และเป็นบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯนั้นเป็นความถูกต้องชอบธรรมเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้น จึงขอประกาศยุติการชุมนุมทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ในวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551[91][92]

คดีความ[แก้]

กลุ่มพันธมิตรฯ มีคดีความที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในระหว่างการชุมนุมรวมทั้งสิ้น 36 คดี อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงในส่วนของคดีอาญาในการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในคดีก่อการร้ายนั้นมีการตั้งข้อสังเกตว่าล่าช้ามาก (ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือการสั่งเลื่อนฟ้องร้องของพนักงานอัยการ 18 ครั้ง[93])ใช้เวลาทำสำนวนถึง 5 ปี[94]ก่อนที่จะส่งฟ้องในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556[95]

โดยจะเห็นได้ว่ากลุ่มแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่มีใครเลยที่ต้องเข้าเรือนจำแม้แต่วันเดียวในข้อหาก่อการร้าย[96][97]

ในส่วนคดีก่อการร้ายยึดทำเนียบรัฐบาลปรากฏว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ให้จำคุกแกนนำพันธมิตร 6 รายเป็นเวลา 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีอยู่ระหว่างรอคำตัดสินศาลฎีกา[98]ใช้เวลา 9 ปี จึงจะมีคำสั่งศาลอุทธรณ์

ความล่าช้านี้นำมาสู่วาทะแห่งปีของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ประจำปี พ.ศ. 2551 วาทะ "ม็อบมีเส้น"[99]ของ พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโดยกล่าวในสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ความตอนหนึ่งว่า “ทุกคนทราบดีว่าพันธมิตรฯ ชุมนุมมา 6 เดือน และใช้เสรีภาพอย่างผิดกฎหมาย ทุกคนก็ทราบดีว่าม็อบนี้เป็นม็อบมีเส้น เพราะหากเป็นม็อบธรรมดา เรื่องจบไปนานแล้ว” ซึ่งขณะนั้นสื่อมวลชนและประชาชนส่วนหนึ่งเข้าใจได้ว่า เส้นนั้นหมายถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องจากทรงเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพ อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551 และทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ความตอนนึงว่า น้องโบว์เป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันกษัตริย์[100]แม้ว่า พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ ไม่ได้กล่าวพาดพิงบุคคลใด

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554 นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ได้ถูกจำคุก โดยตำรวจได้ฝากขังตามประมวญกฎหมายอาญา มาตรา 135/1[101] อันเป็นความผิดฐานก่อการร้าย ก่อนออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554 หลังมีคำสั่งศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราว [102] ซึ่งเท่ากับว่าแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ถูกเข้าเรือนจำในข้อหาก่อการร้ายเพียงคนเดียว และ เพียง 8 วัน จากที่ตำรวจฝากขัง 12 วัน ส่วน นายสมบูรณ์ ทองบุราณ ไม่ถูกจำคุกด้วยข้อหาก่อการร้าย ภายหลังจากการเข้าเรือนจำนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ได้เปิดเผยว่าเข้าได้พบ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อและได้พูดคุยเพื่อปรึกษาวางแผนการชุมนุมล้มรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ[103] ต่อมานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ออกมาปฏิเสธ[104] โดยคดีความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่สำคัญ ได้แก่

กรณีการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล[แก้]

หลังจากเหตุการณ์บุกเข้าใช้ทำเนียบรัฐบาลเพื่อใช้เป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 27 สิงหาคม องค์คณะผู้พิพากษาศาลอาญาไต่สวนคำร้องขออนุมัติออกหมายจับและได้อนุมัติออกหมายจับ 9 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้แก่ สนธิ ลิ้มทองกุล, พลตรีจำลอง ศรีเมือง, พิภพ ธงไชย, สมศักดิ์ โกศัยสุข, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, สุริยะใส กตะศิลา, เทิดภูมิ ใจดี, อมร อมรรัตนานนท์ และ ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ โดยระบุว่า ผู้ต้องหาที่ 1-9 ใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี มาตรา 114, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 215 และ 216[105]

ต่อมา ในวันที่ 3 ตุลาคม ขณะที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ที่ถูกหมายจับข้อหาเป็นกบฏได้เดินทางไปที่บ้านของนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินทางกลับด้วยรถยนต์ส่วนตัว ได้ถูก พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี เข้าจับกุมตัวและนำตัวไปกักขังไว้ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 คลอง 5 ปทุมธานี [106] [107] ถัดมา เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม โดยนำไปควบคุมตัวที่เดียวกับนายไชยวัฒน์ แต่ พล.ต.จำลองแสดงความจำนงว่าไม่ต้องการประกันตัวเช่นเดียวกับนายไชยวัฒน์[108] [109]

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและข้อหาซ่องสุมกำลัง โดยที่ศาลได้ให้เหตุผลในการถอนหมายจับว่าเป็นการตั้งข้อหาเลื่อนลอย แต่ศาลอุทธรณ์ยังคงให้หมายจับข้อหาผู้ใดกระทำการเพื่อให้เกิดการปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี มาตรา 116 ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 215 และ 216 [110] ในวันเดียวกันนี้ ศาลยังได้อนุมัติให้พลตรีจำลอง ศรีเมือง และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ประกันตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข[111]คดีนี้เป็นตามคดีหมายเลขดำ อ. 4925/2556 และ คดีหมายเลขดำ อ.276/2556

ในส่วนคดีก่อการร้ายยึดทำเนียบรัฐบาลปรากฏว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ให้จำคุกแกนนำพันธมิตร ได้แก่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นเวลา 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีอยู่ระหว่างรอคำตัดสินศาลฎีกา[112]ใช้เวลา 9 ปีจึงจะมีคำสั่งศาลอุทธรณ์

คดีอาญาการบุกสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย[แก้]

ศาลลงโทษจำคุกนักรบศรีวิชัยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสูงสุด 6เดือน 8เดือน 9เดือน 1ปี 1ปี4เดือน 1ปี 6เดือน 2ปี สูงสุด 2ปี 6เดือน ปรับสูงสุด 1500 บาท[113]

ต่อมาในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561 ศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีอาญาหมายดำที่ อ.1033/2561 ในคดีที่กลุ่มพันธมิตรประมาณ10ราย บุกรุกสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็น บี ที โดยบุกรุกระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ถึง 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551[114]ในคำฟ้องระบุค่าเสียหายรวมค่าเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน 612,198.80 บาท

คดีแพ่งการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล[แก้]

นอกจากนี้ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรียังเข้าแจ้งความต่อแกนนำพันธมิตร 6 คนที่ร่วมกันบุกรุกทำเนียบรัฐบาลทำให้สวนหย่อมด้านหน้าเสียหาย เป็นมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท ซึ่งคดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา[115]

คดีจี้รถเมล์[แก้]

ศาลอาญามีคำสั่ง จำคุก 5 การ์ดพันธมิตร ในข้อหามีอาวุธปืนและระเบิด เพื่อใช้ข่มขู่บังคับพนักงานรถเมล์และผู้โดยสารรถเมล์ให้ไปยังรัฐสภาโดยร่วมกันใช้อาวุธจี้ มีความผิด ฐานร่วมกันข่มขืนใจและกักขังหน่วงเหนี่ยว มีอาวุธปืนและระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้ในที่สาธารณะ รวมจำคุก 2 ปี ปรับ 66 บาท และฐานมีวิทยุสื่อสารในโดยไม่ได้รับอนุญาต (คนเดียว)รวมจำคุก 2 ปี ปรับเพิ่มอีก 2,000 บาท ผู้ต้องหาขอประกันตัวและยื่นต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอนุญาต[116]

คดีอาญาการบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ[แก้]

การบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรส่งผลให้ถูกดำเนินคดีความโดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

คดีการบุกรุกท่าอากาศยานดอนเมือง โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รุ่น 1 และ 2 รวมทั้ง ผู้ประกาศเอเอสทีวีที่ร่วมดำเนินรายการเวทีปราศรัย รวม 27 คน ใน 4 ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาในมาตรา 116 , 215 , 216 ที่มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปกระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร โดยเจ้าหน้าที่สั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก และมาตรา 364 ที่บุกรุกสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น ซึ่งโทษสูงสุดอยู่ที่มาตรา 116 คือ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

ส่วนคดีบุกรุกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รุ่น 1 และ 2 รวมทั้งผู้ประกาศเอเอสทีวี ที่ร่วมดำเนินรายการเวทีปราศรัย รวม 25 คน ใน 7 ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาในมาตรา 116 , 215 , 216 และ 364 ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกับสำนวนบุกรุกท่าอากาศยานดอนเมือง ส่วนข้อหาที่เพิ่มขึ้นมาอีก 3 ข้อหา ตามพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2546[117] ในมาตรา 135/1, 135/2, 135/3, 135/4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 โดยมีโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิต[118]

ปัจจุบันคดีนี้ยังไม่แล้วเสร็จโดยอัยการได้ทำการเลื่อนฟ้อง 18 ครั้ง[119]ก่อนที่จะส่งฟ้องในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556[120]สำนวนคดีมี 8 สำนวนได้แก่ อ.973/2556 , อ.1087/2556[121] , อ.1204/2556 , อ.1279 /2556 , อ.1361/2556[122] , อ.1406/2556 , อ.1522/2556 และ อ.1559/2556[123]

แม้เหตุการณ์การบุกยึดท่าอากาศยานในประเทศไทย พ.ศ. 2551 จะผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่คดีความหมายคดีหมายดำที่ อ.973/2556 ยังอยู่ในระหว่างสืบพยานโจทก์[124]

คดีแพ่งการบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ[แก้]

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ได้ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวก รวม 14 คน กรณีนำกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองโดยเรียกค่าเสียหายจำนวน 103,483,141.80 บาท จากนั้นวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 36 คน ในข้อหาความผิดละเมิดเรียกค่าเสียหาย 575,229,059 บาท[125] ในส่วน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องเมื่อ พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ศาลแพ่งได้ตัดสินให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ 13 คน ชดใช้ค่าเสียหายทั้งกายภาพและทางพาณิชย์ 522,160,947.31 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าทนายความโจทก์ 8 หมื่นบาท นับจากวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551 คดีจบลงในวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560 เนื่องจากศาลฎีกายกคำร้อง[126]ส่งผลให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรต้องชดใช้เงินเฉลี่ยคนละ 40,166,226.72 ล้านบาท

โดยเมื่อวันที่ 9 ก.ค.58 นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความกลุ่มพันธมิตร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา พร้อมทั้งยื่นฎีกาต่อศาลในคดีดังกล่าวแล้ว โดยอ้างเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในขณะที่นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฏีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฏีกา โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า จากการตรวจสอบทราบว่า คดีดังกล่าวถึงที่สิ้นสุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

คดีทางแพ่งจบลงเมื่อศาลฎีกาไม่ยอมรับคำร้องฎีกาของจำเลย ผลที่ตามมาคือพันธมิตรแพ้ในคดีนี้ และกรมบังคับคดีได้อายัดทรัพย์บัญชีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งหมด 13 รายในปี พ.ศ. 2561[127] เฉพาะคดีแพ่งใช้เวลากว่า 10 ปี

ผู้ร่วมชุมนุม[แก้]

ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ เนื่องจากความเครียดสะสม และต้องชุมนุมท่ามกลางสายฝนติดต่อกันหลายคืน โดยเจ้าหน้าที่พยาบาลสาวของพันธมิตรรายหนึ่ง เปิดเผยว่า พันธมิตรได้เพิ่มเต็นท์พยาบาลเป็น 5 จุด ในทำเนียบ มีบริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี บริเวณประตู 7 ขณะที่ภายนอกมี 3 จุด เรียงรายตั้งแต่สะพานมัฆวานไปจนถึงแยกมิสกวัน ทั้งนี้ยาส่วนใหญ่ที่ผู้ชุมนุมมาขอ มักเป็นยาแก้เจ็บคอ หรือยาแก้ไข้ เนื่องจากตากฝนหลายวัน ขณะที่วานนี้เริ่มมีผู้ชุมนุมมาขอยาแก้ท้องเสียเป็นจำนวนมาก โดยมีอยู่รายหนึ่งถึงกับต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ทั้งนี้ไม่ทราบว่ามาจากอาหารที่พันธมิตรแจกจ่ายหรือไม่ นอกจากนี้ ยาแก้แพ้ก็มีคนมาขอเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหญ้าหน้าสนามไทยคู่ฟ้าเริ่มเน่า ทั้งนี้ ยาที่หน่วยพยาบาลได้แจกจ่ายให้กับผู้ชุมนุมมากที่สุดคือยาดม เพราะผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุ[128]

หลังจากเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยุติลง นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ได้สรุปยอดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยมีจำนวนผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 737 ราย เสียชีวิต 8 ราย[129] โดยกลุ่มผู้ชุมนุม พธม. เสียชีวิต 7 ราย และกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เสียชีวิต 1 ราย[129]

รายชื่อผู้เสียชีวิตได้แก่ นาย ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี นาย เจนกิจ กลัดสาคร นาย ยุทธพงษ์ เสมอภาค น.ส. กมลวรรณ หมื่นหนู นาย รณชัย ไชยศรี นาย เศรษฐา เจียมกิจวัฒนา

ทุพพลภาพเนื่องจากเหตุการณ์นี้และเสียชีวิต ในภายหลัง นาง รุ่งทิวา ธาตุนิยม เสียชีวิต 5 กันยายน 2559 และ นาย ประสิทธิ์ จันทร์เต็มดวง เสียชีวิต 18 กุมภาพันธ์ 2558[130]นาย เสถียร ทับมะลิผล เสียชีวิต วันที่ 14 กรกฎาคม 2555

ปฏิกิริยาของแต่ละฝ่าย[แก้]

ฝ่ายรัฐบาล[แก้]

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ออกรายการพิเศษทางช่อง 9 และ NBT เพื่อชี้แจงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง

จากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณถนนราชดำเนินนั้น รัฐบาลมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเจรจาเพื่อให้กลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายสถานที่ชุมนุมไปอยู่ในที่ที่ไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ซึ่งการชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้แต่การชุมนุมที่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นนั้นไม่ควรกระทำและการชุมนุมนั้นส่งผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้ต่างประเทศระงับการลงทุนเพราะไม่สามารถเชื่อมั่นในการลงทุนได้[131] นอกจากนี้ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าหากการประท้วงดังกล่าวประสบความสำเร็จในการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ก็จะสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ ทำลายโอกาสของงานและเงินที่ควรจะได้จากการลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติ[132] รวมทั้ง กลุ่ม ส.ส. และอดีต ส.ส. พรรคพลังประชาชน ยังได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของประเทศ[133]

ต่อมา นายจักรภพ เพ็ญแข ที่โดนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการหมิ่นเบื้องสูงอยู่ในขณะนั้นได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ซึ่งนายจักรภพหวังว่าการลาออกในครั้งนี้จะทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันรัฐบาล [134] อย่างไรก็ตาม กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศยกระดับการชุมนุมเป็นการขับไล่รัฐบาลนายสมัครแทน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จึงประกาศจะสลายการชุมนุมด้วยกำลังตำรวจและทหารผ่านทางรายการพิเศษทางช่อง 9 และ NBT แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หลังจากเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างกลุ่ม นปช. กับกลุ่มพันธมิตรฯ ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมจากกลุ่ม นปช. เสียชีวิต 1 คน ได้แก่ นาย ณรงศักดิ์ กรอบไธสง มีผู้ทุพพลภาพ 1 รายได้แก่ นาย ประสิทธิ์ จันทร์เต็มดวง[135]เสียชีวิตในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558[136]รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในเขตกรุงเทพมหานคร จนกระทั่ง วันที่ 14 กันยายน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้ร่วมกันแถลงยกเลิกประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในเขตกรุงเทพมหานคร พร้อมกันนี้นายสมชายยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อยุติความรุนแรงและความขัดแย้ง [137]

ฝ่ายที่สนับสนุน[แก้]

ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ตำรวจเข้ารื้อเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม
ตำรวจใช้แก๊สน้ำตายิงใส่ผู้ชุมนุมบริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล

วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551 พนักงานเดินรถไฟการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสหภาพท่าเรือ สหภาพการบินไทย สหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สหภาพการประปาและสหภาพขสมก. นัดหยุดงานเพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรฯ จังหวัดภูเก็ต สงขลา และกระบี่ ร่วมกันปิดสนามบินภูเก็ต หาดใหญ่ และกระบี่ งดเที่ยวบินขึ้น-ลง ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ มีผลให้ผู้ที่กำลังเดินทางขึ้นเครื่องบินต้องกลับไปยังที่พักเพื่อรอดูสถานการณ์ [138]

วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551 กลุ่ม 40 ส.ว.ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงใช้ความรุนแรงต่อประชาชนที่ชุมนุมกันอย่างสันติ จากนั้นเรียกร้องให้เลื่อนการประชุมรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม หลังจากรัฐบาลสั่งให้สลายการชุมนุม และได้ประท้วงด้วยการไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภา เนื่องจากไม่ต้องการเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับการแถลงนโยบายของรัฐบาล ขณะที่ประชาชนถูกทำร้ายอยู่หน้ารัฐสภา รวมถึงการตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในปัญหาความรุนแรงดังกล่าว และเรียกร้องทุกภาคส่วนทั้งในและนอกประเทศร่วมกันกดดันรัฐบาลไทย ให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน รวมทั้งยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้ไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลโดยทันที ตลอดจนเรียกร้องให้สอบสวน และดำเนินการทางกฎหมายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนไทย ฉะนั้น ในฐานะที่ OHCHR เป็นหน่วยงานสำคัญขององค์การสหประชาชาติที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเป็นสำนักเลขาธิการของคณะมนตรีด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กลุ่ม 40 ส.ว.จึงขอเรียกร้องให้ OHCHR ใช้ความพยายามในการกระทำอย่างเหมาะสมเพื่อหยุดยั้งและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย[139]

วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551 สภาทนายความได้ออกแถลงการณ์สภาทนายความ เรื่องอำนาจพนักงานสอบสวนที่ขัดรัฐธรรมนูญและขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่า ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง จากกรณีที่พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในคดีที่กล่าวหาแกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นกบฏและข้ออื่น ๆ เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการใช้อำนาจที่เหลื่อมล้ำและไม่ชอบธรรมกับประชาชนที่สุจริต ซึ่งเรื่องนี้สภาทนายความไม่คัดค้านให้ความเห็นแย้งมาโดยตลอดว่ากระบวนการ ใช้อำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่พนักงานสอบสวนมักอ้างเสมอว่าจะขออำนาจศาลให้คุมตัวผู้ต้องหา เป็นกรณีที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมและขัดกับหลักกฎหมายโดยชัดแจ้ง สภาทนายความจึงขอแถลงการณ์มาเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโปรดพิจารณาไตร่ตรอง และดำเนินการให้มีการบังคับใช้กฎหมายให้สมจริงตามหลักนิติธรรมและมาตรฐานสากลทั่วโลก 7 ข้อ[140]

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย[แก้]

ในคืนวันที่ 19 มิถุนายน กลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติได้เคลื่อนขบวนจากสนามหลวงมาหยุดอยู่ที่บริเวณสี่แยก จ.ป.ร. และเผชิญหน้ากับตอนท้ายขบวนของพันธมิตรฯ โดยยังไม่มีเหตุปะทะกัน ด้านตำรวจได้จับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง[141][142]

จากนั้น วันจันทร์ที่ 1 กันยายน กลุ่มนปช.จำนานหลายพันคนบุกผ่านแยกจปร.และหน้าสถานีตำรวจนางเลิ้งเข้าปะทะกับการ์ดของฝ่ายพันธมิตร โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ห้ามปราม โดยอ้างว่าต้องการจะยึดทำเนียบคืน จึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกันทหารจากกองทัพภาคที่ 1 ได้เสริมกำลังด้วยโล่ และกระบองมากั้นระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ที่สนามหลวงก็มีการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งก็เป็นไปอย่างสงบเช่นเดียวกัน โดยก่อนหน้านี้ แกนนำ นปช.ได้ปราศรัยถึงการทำหน้าที่ของตำรวจในการสลายการชุมนุมว่าถูกต้องแล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ที่จะบุกยึดทำเนียบรัฐบาลคืนมา[143]

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เรียกร้องให้เกิดการเจรจาตกลงกันทุกฝ่าย[144]

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ดร.ดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าวที่ ศูนย์การประชุมในชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร ใจความว่า ถ้ารักในหลวงให้อยู่ชุมพร ไม่ต้องไปที่อื่น รักในหลวงให้อยู่บ้าน รักในหลวงให้กลับบ้าน คุณไปแสดงพลังตรงนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก ผมกล้าพูดตรงนี้เพราะผมเป็นตัวจริงเสียงจริงนะครับ รับพระราชกระแสมาเองว่า พวกเราต้องขยาย ทำอย่างไรให้เขาทราบว่า เรามีหน้าที่และทำหน้าที่อะไร ผมไม่ได้เข้าข้างใคร ผมไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ผมรู้อย่างเดียวว่า ผมอยู่พรรคในหลวง และพรรคนี้ใหญ่โตมาก[145] การแสดงออกดังกล่าวถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่พอพระทัยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551 เนื่องจาก ขณะนั้น ดร.ดิสธร วัชโรทัย ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการพระราชวัง ราชการบริหารส่วนกลาง[146]

ปฏิกิริยาจากต่างชาติ[แก้]

รัฐบาลของประเทศ จีน, ฝรั่งเศส, นิวซีแลนด์, สิงคโปร์, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย และ ญี่ปุ่น ต่างได้เตือนพลเมืองของประเทศให้หลีกเลี่ยงที่จะเดินทางมายังประเทศไทย และหลีกเลี่ยงผู้ชุมนุมที่สนามบิน[147]

สหภาพยุโรป ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกไปจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองอย่างสงบ และกล่าวว่าผลกระทบจากการชุมนุมประท้วง ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างถึงกว่า 100,000 คน กำลังทำให้ภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศไทยเสียหายอย่างมาก[148][149]

กอร์ดอน ดูกิด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า "การปิดสนามบินไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องในการประท้วง และพันธมิตรฯ ควรเดินออกจากสนามบินอย่างสงบ"[150][151]

ผลกระทบ[แก้]

ด้านสังคม[แก้]

การปิดถนนกีดขวางการจราจรบริเวณถนนราชดำเนินนอก เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นส่งผลให้การจราจรติดขัดทุกเส้นทางโดยรอบ[152] และยังได้รับความเดือดร้อนจากการที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ย้ายมาชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลซึ่งได้ปิดถนนพระราม 5 แยกวัดเบญจมบพิตร ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกนางเลิ้งถึงแยกพาณิชยการ ที่เป็นทางสาธารณะและได้ตั้งเวทีปราศรัยบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์

อีกทั้งการปราศรัยผ่านเครื่องกระจายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้รบกวนโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงจนต้องยื่นฟ้องแกนนำพันธมิตรฯ โดยกลุ่มอาจารย์ คณะกรรมการนักเรียน และผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ต่อพลตรีจำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 6 คน กรณีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ปิดถนนพระราม 5 บริเวณแยกเบญจมบพิตร ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกนางเลิ้งจนถึงแยกพาณิชยการ โดยนักเรียนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จากการทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการทำละเมิด จึงขอให้ทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยย้ายสถานที่ชุมนุม อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีการนัดพร้อมคู่ความในวันที่ 18 กันยายน เวลา 13.00 น.[153][154] นายพิภพ ธงไชย แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า จะชดใช้ค่าเสียหายให้กับโรงเรียนราชวินิตมัธยม และจะยอมรับคำตัดสินของศาลแพ่ง[155]

เนื่องจากพันธมิตรชุมนุมแล้วนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ทุกสถานศึกษาต้องหยุดอย่างน้อย 2 วัน ( 2 - 3 กันยายน ) บางโรงเรียนถึง 1 สัปดาห์

ขณะที่ทำเนียบรัฐบาลข้าราชการประจำทำเนียบถูกโจรกรรมทรัพย์สิน เอกสารทางราชการเสียหายและทรัพย์สินภายในทำเนียบรัฐบาลได้รับความเสียหายถูกทำลายและมีสิ่งปฏิกูลในห้องทำงานของข้าราชการบางคนอีกด้วย[156]

ด้านเศรษฐกิจ[แก้]

เมื่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยก็เริ่มได้รับผลกระทบ โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยร่วงลงมามากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์[157] ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการเงินการคลัง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้ง กระทบต่อบรรยากาศการใช้จ่ายของภาคประชาชนด้วย โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถสะท้อนถึงสถานการณ์การเมืองและความมั่นคงของประเทศ โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงหากเหตุการณ์ยังยืดเยื้อต่อไป คือ ด้านการท่องเที่ยว เพราะในไตรมาสที่ 4 เป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพารายได้จากส่วนนี้ค่อนข้างมาก โดยรายได้ส่วนนี้คิดเป็นร้อยละ 8 ของจีดีพี หากสถานการณ์การชุมนุมยังยืดเยื้อ ก็อาจมีผลทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศ [158]

นอกจากนี้ นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและรักษาการณ์กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต้องปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม ทำให้ต้องสูญเสียรายได้ไปกว่า 350 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายของผู้ประกอบการการขนส่งสินค้าทางอากาศที่ไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้อีกประมาณกว่า 25,000 ล้านบาทและยังไม่รวมความเสียหายของสายการบินต่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง[2]

ส่วนปฏิกิริยาของตลาดหุ้นไทยนั้น พบว่า ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลง -56.7% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลงมากกว่าตลาดสหรัฐประมาณ 20% ซึ่งมีเหตุผลหลายประการตั้งแต่การขายสุทธิของกองทุนต่างชาติ จนถึงการถูกบังคับขายโดยโบรกเกอร์เพื่อรักษามูลค่าหลักประกันของลูกค้าไว้จะได้ไม่ต้องเรียกหลักประกันเพิ่ม และอีกเหตุผลหนึ่ง คือ ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ[159]

สำหรับระดับความน่าเชื่อถือของประเทศนั้น นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งจะทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเร่งชี้แจงให้นักลงทุนและชาวต่างชาติเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะสื่อทั่วโลกได้มีการนำเสนอเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมและตำรวจอย่าใช้ความรุนแรงในการชุมนุม เพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลายมากกว่านี้[160]

อย่างไรก็ตาม ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่หากการชุมนุมยิ่งยืดเยื้อก็อาจจะยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้น[161]

ในขณะที่ Standard & Poor’s (S&P) และ Fitch ได้ประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลงจากปัญหาทางการเมืองในประเทศที่ยังคงยืดเยื้อ โดยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551 S&P ได้ประกาศทบทวนแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลงสู่ 'เชิงลบ' จากเดิม 'มีเสถียรภาพ' อย่างไรก็ตาม S&P ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ และสำหรับตราสารหนี้สกุลเงินในประเทศไว้ที่ระดับเดิม คือ 'BBB+/A-2' และ 'A/A-1' ตามลำดับ โดย S&P มองว่า การยึดครองสนามบินนานาชาติทั้ง 2 แห่งโดยกลุ่มพันธมิตรฯ เพิ่มความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือและเศรษฐกิจของประเทศไทย[162]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. พธม.ยอมปล่อยผู้โดยสารติดค้าง 3 พันคน ในอาคารสุวรรณภูมิ หลังขาดแคลนน้ำ-อาหาร เหตุร้านปิดบริการ ข่าวจากมติชน
  2. 2.0 2.1 มติชน, ทอท.สูญรายได้แล้วกว่า 350 ล้านบาท, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  3. Airports still shut, trains not running Bangkok Post. August 31, 2008.
  4. เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ แถลงประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุมทุกจุด 3 ธ.ค., เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  5. 5.0 5.1 แถลงการณ์ฉบับที่ 1/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
  6. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/D/061/1.PDF
  7. http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000068822
  8. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/E/094/50.PDF
  9. วิบากกรรม'สมัคร1' พลิกเกมแก้รธน.ติดบ่วง'จักรภพ' หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2325 25 พ.ค. - 28 พ.ค. 2551
  10. พันธมิตรฯ นัดชุมนุมใหญ่ 25 พ.ค.ต้านล้ม รธน.50 - ล่าชื่อถอด ส.ส.ยื่นญัตติฟอกมาร
  11. พันธมิตรฯ ลั่น! ต้านอาชญากร ปชต.ล่าชื่อยื่นถอดถอน “พลังแม้ว” แก้ รธน.เพื่อตัวเอง
  12. คมชัดลึก, "เสรีพิศุทธ์"ประชุมนครบาล จี้ออกหมายจับแกนนำนปก.เพิ่ม, เข้าถึงข้อมูลวันที่ 23 กรกฎาคม 2550
  13. "พันธมิตรฯ แถลงจี้ “หุ่นเชิด” หยุดสร้างเงื่อนไขรัฐประหาร!". ASTVผู้จัดการออนไลน์. 9 ธันวาคม 2552. สืบค้นเมื่อ 14 พฤษภาคม 2551. 
  14. แถลงการณ์ฉบับที่ 3/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
  15. แถลงการณ์ฉบับที่ 7/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
  16. ตร.ตรึง “พันธมิตรฯ” ปักหลักยาวสะพานมัฆวานฯ-หวั่นอีกเด็กแว้นบุกป่วนคืนนี้
  17. พันธมิตรปักหลักสะพานมัฆวาน ส่งแกนนำยื่นหนังสือต่อปธ.วุฒิ
  18. พันธมิตรฯแถลงปิดถนนเชิงสะพานมัฆวานฯถาวรแล้ว
  19. “จำลอง” ชี้ยึดชัยภูมิมัฆวานฯ ชนะแน่
  20. "พันธมิตร"ยกระดับต่อสู้ ไล่รบ."สมัคร" อ้างถอนญัตติรธน.อำพราง
  21. หลัง 20 มิถุนายน 2551 !!! ประเทศไทยจะไปทางไหน?
  22. http://news.hunsa.com/detail.php?id=9673 'สมัคร'ถอย! สั่งห้ามสลายม็อบพันธมิตรฯ 'เฉลิม'อ้างสกัดแผนมือที่สามหวังป่วนสำเร็จ
  23. 23.0 23.1 23.2 “พันธมิตรฯ” ไม่ขัดศาลแพ่งรื้อเวที “สนธิ” นำขบวนปักหลักมัฆวานฯ
  24. 24.0 24.1 ศาลแพ่งสั่งรื้อเวทีพันธมิตร! เปิดทุกช่องจราจรพระราม5-พิษณุโลก คม ชัด ลึก วัน จันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
  25. “พันธมิตรฯ” แถลงเคลื่อนขบวนด้วยความสงบ-อหิงสา-ปราศจากอาวุธ
  26. เอเอสทีวีผู้จัดการ, นาทีต่อนาที! พันธมิตรฯ เคลื่อนพลดาวกระจายล้อมทำเนียบไล่รัฐบาลหุ่นเชิด, 20 มิถุนายน 2551
  27. The Bangkok Post, On to Government House June 20, 2008.
  28. http://news.sanook.com/politic/politic_299826.php
  29. http://news.mcot.net/politic/inside.php?value=bmlkPTE3MjI3Jm50eXBlPWNsaXA
  30. http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000127305
  31. เมื่อพธม.ยกระดับการต่อสู้?
  32. ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า ยึดทำเนียบรัฐบาล
  33. พันธมิตรฯถอนทัพจาก "เอ็นบีที" สมทบทำเนียบฯ นำกลุ่มชายฉกรรจ์บุก NBT ฝากขังศาลอาญาแล้ว
  34. ศาลแพ่งสั่งพันธมิตร-ผู้ชุมนุม ย้ายออกจากทำเนียบทันที
  35. ศาลอุทธรณ์ยกคำสั่ง "คุ้มครองชั่วคราว" ไล่พันธมิตร
  36. "ผวาบึ้ม"จำลอง"สั่งทิ้งทำเนียบ ขนของจ้าละหวั่น ย้ายปักหลัก"ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ"ทิ้งการ์ดรักษาพื้นที่". มติชนออนไลน์. 1 ธันวาคม 2551. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2552. 
  37. "พันธมิตรฯ ทำเนียบสมทบดอนเมือง-สุวรรณภูมิ". ASTVผู้จัดการออนไลน์. 1 ธันวาคม 2551. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2552. 
  38. "พันธมิตรฯหนีระเบิดสละทำเนียบ ย้ายปักหลักดอนเมือง-สุวรรณภูมิ". คม ชัด ลึก. 1 ธันวาคม 2551. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2552. 
  39. ผ่าแผน "ดาวกระจาย" ยุทธวิธี-กดดันล้วงตับรัฐ
  40. เวทีพันธมิตรฯ ชีพจรที่ไม่เคยหยุดเต้น
  41. พันธมิตรฯ เริ่มแผนดาวกระจายเร่งรัด “อสส.” สั่งคดี “แม้ว”
  42. พันธมิตรฯ เริ่มแผนยุทธศาสตร์ดาวกระจายแล้ว
  43. พันธมิตรฯ เริ่มแผนยุทธศาสตร์ดาวกระจายแล้ว
  44. http://www.boybdream.com/manager-news-content.php?newid=22584
  45. พันธมิตรฯ ไม่หวั่นเดินหน้าบุก ก.ล.ต.-DSI เปิดโปงพิรุธคดี “แม้ว”
  46. The Bangkok Post, PAD considering moving to new site, June 7, 2008.
  47. “พันธมิตรฯ” หลายหมื่นเคลื่อนขบวน บุกสถานทูตอังกฤษ จี้ลากคอ “แม้ว-อ้อ” มาลงโทษ
  48. พันธมิตรฯ เตรียมดาวกระจาย 30 ต.ค.ยื่นหนังสือต่อสถานทูตอังกฤษส่ง “แม้ว” รับโทษ
  49. http://news.sanook.com/politic/politic_290074.php
  50. http://news.sanook.com/politic/politic_312764.php
  51. http://www.photoontour.com/events_html/samak_getout/samak_getout01.htm
  52. The Nation, PAD begins rallying in front of MFA building to protest Preah Vihear Temple map, June 18, 2008.
  53. Saritdet Marukatat, The Bangkok Post, This land is my land! June 18, 2008.
  54. ผู้จัดการออนไลน์, พันธมิตรฯ ทั่ว ปท.บุกกรุง!ฮือขับไล่“นพดล”ย่ำยีหัวใจไทย!! 18 มิถุนายน 2551
  55. The Nation, PAD rally to support EC will see streets closed June 16, 2008.
  56. The Naion,PAD-led protesters march to police head office, July 7, 2008.
  57. เดินทางไปสตช. เรียกร้องให้ตำรวจดำเนินคดีต่างๆด้วยความยุติธรรม ไม่อิงกับฝ่ายการเมือง กลุ่มพันธมิตรฯ เดินทางไปสตช. เรียกร้องให้ตำรวจดำเนินคดีต่างๆด้วยความยุติธรรม ไม่อิงกับฝ่ายการเมือง
  58. พันธมิตรฯบุก สตช.ตามยุทธศาสตร์ดาวกระจาย
  59. พันธมิตรฯ เคลื่อนพลเยือน ปตท.ทวงคืนสมบัติชาติ (1)
  60. งัดยุทธการสงคราม9ทัพบุกทำเนียบ
  61. พันธมิตรฯ ใช้ "ยุทธการสงคราม 9 ทัพ" บุกประชิดทำเนียบ
  62. เอเอสทีวีผู้จัดการ, นาทีต่อนาที! พันธมิตรฯ เคลื่อนพลดาวกระจายล้อมทำเนียบไล่รัฐบาลหุ่นเชิด, 20 มิถุนายน 2551
  63. เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบเบ็ดเสร็จ ปักหลักไล่ซ่องโจร!, 20 มิถุนายน 2551
  64. กรุงเทพธุรกิจ, นปก.ขนม็อบจักรยานยนต์ปิดราชดำเนินนอก, 20 มิถุนายน 2551
  65. เอเอสทีวีผู้จัดการ, ด่านนางเลิ้งแตก! พันธมิตรฯ ร่วมแสนเคลื่อนรวมพลเต็มถนน, 20 มิถุนายน 2551
  66. โพสท์ทูเดย์, พันธมิตรประกาศชัยชนะ, 20 มิถุนายน 2551
  67. พันธมิตรประกาศ ยุทธการ"ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า" "สมัคร"ฟ้องประชาชนจับตามือที่สามป่วน
  68. ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า
  69. พันธมิตรเคลื่อนพลออกจากเอ็นบีที พร้อมลำดับเหตุการณ์บุกทำเนียบ
  70. ลำดับเหตุการณ์ พันธมิตรปฏิวัติยึดทำเนียบฯ
  71. นาทีต่อนาที'พันธมิตร' ยึด NBT-ทำเนียบรัฐบาล
  72. สื่อนอกชี้ พธม.ยึดสนามบินแทบไม่มีใครได้ประโยชน์ แถมนักท่องเที่ยวตกค้างอื้อ
  73. ASTVผู้จัดการออนไลน์ “พล.ต.จำลอง” ยื่น จม.เปิดผนึกจี้ “เสรีรัตน์” เปิดสนามบิน-ยันพันธมิตรฯ ไม่เคยขวาง 30 พฤศจิกายน 2551 17:15 น.
  74. มติชนออนไลน์. พธม.เรียกยึดสุวรรณภูมิเป็นปฏิบัติการฮิโรชิม่า. สืบค้นเมื่อ 06-12-2552
  75. แถลงการณ์ฉบับที่ 8/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
  76. เปิดคำฟ้องศาลปกครอง ระงับ “หุ่นเชิด” ยกดินแดนให้เขมร
  77. เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ มอบรายชื่อสมทบ ไทยคดีฯ มธ.ค้านขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร, 27 มิถุนายน 2551
  78. ไทยรัฐ, ศาลปค.สั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับมติครม.17 มิ.ย., 28 มิถุนายน 2551
  79. คำสั่งศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครอง “ปราสาทพระวิหาร”
  80. The Nation, Court to decide injunction on PAD-led protest Monday, Saturday June 28, 2008.
  81. เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ ยื่น ป.ป.ช.แล้ว สอบเอาผิด ครม.-“แม้ว” ขายพระวิหาร, 14 กรกฎาคม 2551
  82. เปิดใจ “ตี๋ แซ่เตียว” เหยื่อขาขาด ชีวิตวันนี้อยู่อย่างลำบาก!
  83. ตำรวจปะทะฝูงชน นองเลือด! พันธมิตรหญิงดับ
  84. “เสถียร ทับมะลิผล” การ์ดพันธมิตรฯ เหยื่อระเบิดที่สะพานมัฆวานฯ เสียชีวิตแล้ว
  85. เปิดชีวิต “รุ่งทิวา ธาตุนิยม” หญิงกล้าแห่งพันธมิตรฯ เกิดมาสู้เพื่อ “ในหลวง”
  86. ผู้จัดการออนไลน์, เกาะติด นาทีหฤโหด! ทรราชคลั่งอำนาจใช้กำลังสลายพันธมิตรฯหน้ารัฐสภา, 7 ตุลาคม 2551
  87. เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ ถวายพระพร"พระราชินี"-เปล่งเสียง"ทรงพระเจริญ"กึกก้อง, 12 สิงหาคม 2551
  88. ไทยรัฐออนไลน์, พธม.งดแถลง-จ้อการเมือง , 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
  89. เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯน้อมส่งเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ สู่สวรรคาลัย, 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
  90. ผู้จัดการออนไลน์, ศาล รธน.มติเอกฉันท์! สั่งยุบ “พปช.” ตัดสิทธิ กก.บห.5 ปี - “ชายอำมหิต” หลุดเก้าอี้, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  91. เดอะ เนชั่น, PAD cease all protests, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  92. พันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ประกาศชัยชนะ
  93. http://news.voicetv.co.th/thailand/62547.html
  94. http://news.voicetv.co.th/thailand/62547.html
  95. http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/495111
  96. "ทนายเผยพันธมิตรฯ โดนฟ้องอ่วม 36 คดี-แย้มไม้เด็ดสู้ “แม้ว”ปลอมลายเซ็น". ASTVผู้จัดการออนไลน์. 24 มกราคม 2552. สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2552. 
  97. "นายกฯเผย 32คดีพันธมิตร สำนวนปิดสุวรรณภูมิไม่คืบ". หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. 22 มกราคม 2552. สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2552. 
  98. คุก 8 เดือน แกนนำพธม.ยึดทำเนียบฯ
  99. ย้อนรอยเหตุการณ์ 7 ตุลา ก่อนชี้ชะตา สมชาย-บิ๊กจิ๋ว
  100. สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงชม “น้องโบว์” เป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์
  101. ศาลฝากขัง'ไชยวัฒน์-สมบูรณ์'ครั้งแรก 12 วัน
  102. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1296137373&grpid=&catid=01&subcatid=0100
  103. http://www.oknation.net/blog/black/2011/01/28/entry-1
  104. http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/29103
  105. เอเอสทีวีผู้จัดการ, หมายจับ 9 พันธมิตร! “โกวิท” เหิมสั่งออกจากทำเนียบทันที, 27 สิงหาคม 2551
  106. เอเอสทีวีผู้จัดการ,พันธมิตรฯ เฉ่งรัฐบาลตีสองหน้า-ชี้ใบสั่งการเมืองรวบ “ไชยวัฒน์”, 3 ตุลาคม 2551
  107. เอเอสทีวีผู้จัดการ,ขังที่ ตชด.คลอง 5 “ไชยวัฒน์” ขอบคุณทุกกำลังใจลั่นสู้ไม่ถอย, 3 ตุลาคม 2551
  108. เอเอสทีวีผู้จัดการ, นาทีต่อนาที! “พล.ต.จำลอง” ถูกจับ และความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั่วประเทศ, 5 ตุลาคม 2551
  109. เอเอสทีวีผู้จัดการ, อดีตอธิบดีตำรวจ ยันพันธมิตรฯ ไม่เข้าข่ายกบฏ เตือน รบ.ดื้อดึงยัดข้อหา ความอดทน ปชช. ก็มีจำกัด, 5 ตุลาคม 2551
  110. เอเอสทีวีผู้จัดการ, ศาลอุทธรณ์ถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำพันธมิตรฯ, 9 ตุลาคม 2551
  111. เอเอสทีวีผู้จัดการ, ศาลให้ประกัน “จำลอง-ไชยวัฒน์” ไร้เงื่อนไข!!, 9 ตุลาคม 2551
  112. คุก 8 เดือน แกนนำพธม.ยึดทำเนียบฯ
  113. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293697580&grpid=00&catid=00
  114. บริการค้นหาข้อมูลคดีอาญา
  115. พันธมิตรฯ ปฏิเสธคดีทำหญ้าทำเนียบตายเสียหาย 6 ล้าน
  116. http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000057197
  117. http://www.kodmhai.com/m5/New/N1.html
  118. "ออกหมายเรียกพธม.-"กษิต"คดียึดสนามบิน". คมชัดลึก. 4 กรกฎาคม 2552. สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2552. 
  119. http://news.voicetv.co.th/thailand/62547.html
  120. http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/495111
  121. บริการค้นหาข้อมูลคดีศาลอาญา
  122. บริการค้นหาข้อมูลคดีศาลอาญา
  123. ศาลเลื่อนสืบพยานโจทก์คดีพันธมิตรปิดล้อมสนามบินอีกครั้ง
  124. รายละเอียดข้อมูลคดีที่ฟ้อง
  125. "“การบินไทย” ฟ้องพันธมิตรฯ เรียก 575 ล้าน!". เอเอสทีวีผู้จัดการ. 9 ธันวาคม 2552. สืบค้นเมื่อ 9 ธันวาคม 2552. 
  126. พันธมิตรต้องชดใช้ปิดสนามบิน 522 ล้าน!
  127. พันธมิตรฯ โวย !! อายัดบัญชี 13 แกนนำ
  128. พันธมิตรกินไม่อั้น! ขยะท่วม ส้วมเต็ม ขี้ใส่ถุง
  129. 129.0 129.1 เอเอสทีวีผู้จัดการ, สรุปยอดผู้ได้รับบาดเจ็บหลัง พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม เจ็บ 737 ตาย 8, เรัยกข้อมูลวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  130. พบศพคนจมน้ำเสียชีวิต
  131. "โฆษกรัฐบาลเตือนพันธมิตรฯ อย่าใช้กฎหมู่ เหนือกฎหมาย". คม ชัด ลึก. 7 มิถุนายน 2551. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2552. 
  132. "นพดลชี้การชุมนุมพันธมิตรฯ ส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศ". คม ชัด ลึก. 7 มิถุนายน 2551. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2552. 
  133. สุภโกศล, นภาเพ็ญ (22 มิถุนายน 2551). "กลุ่ม ส.ส. และอดีต ส.ส. พรรคพลังประชาชน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชน". สำนักข่าวแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2552. 
  134. "“เพ็ญ” แถลงลาออกแล้ว อ้างเพื่อ “รักษาขุนให้อยู่รอด”". เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์. 30 พฤษภาคม 2551. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2552. 
  135. เปิดรายชื่อผู้เสียชีวิต-ทุพพลภาพ-บาดเจ็บ มีสิทธิรับเงินเยียวยาจาก รบ.1-4 แสน
  136. พบศพคนจมน้ำเสียชีวิต
  137. "ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลวันนี้ สมชาย วอนยุติความขัดแย้ง". กระปุกดอตคอม. 14 กันยายน 2551. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2552. 
  138. สนามบินภูเก็ตปิดไม่มีกำหนด-สนามบินสุราษฎร์ฯ วุ่นอีกแห่ง
  139. เอเอสทีวีผู้จัดการ, ส.ว.ร้องยูเอ็น! ค้าน รบ.โจรตั้ง คกก.สอบโจรเหตุ 7 ตุลาทมิฬ , 10 ตุลาคม 2551
  140. เอเอสทีวีผู้จัดการ, สภาทนายฯ ตั้งคณะทำงาน กม.ช่วยประชาชนถูกตำรวจทำร้าย, 10 ตุลาคม 2551
  141. มติชน, พันธมิตรเตรียมเคลื่อนบุกทำเนียบ'จำลอง' ย้ำห้ามพกอาวุธ ตร.ระดมกำลัง5พันรับมือ, 19 มิถุนายน 2551
  142. ประชาไท, สถานการณ์การชุมนุม มัฆวาน – สนามหลวง คืนก่อนวันทุบหม้อข้าว, 19 มิถุนายน 2551
  143. พล.ต.อ.สล้าง ยืนยันยึดทำเนียบฯ คืนจากพันธมิตรฯ
  144. “สุเมธ” อัญเชิญพระราชดำรัสในหลวง เตือนสติทุกฝ่าย แนะเจรจาร่วมยุติความขัดแย้ง
  145. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1225290049
  146. โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง-เลื่อนข้าราชการในพระองค์ 21 ราย มีทั้งนายทหารระดับนายพล-ราชองค์รักษ์-พลเรือน
  147. AFP, Defiant Thai PM rejects army pressure to quit, 26 November 2008
  148. "EU Says Airport Protests Damaging Thailand's Image". Deutsche Welle. 2008-11-29. สืบค้นเมื่อ 2008-11-29. 
  149. Ringborg, Maria (2008-11-29). "Polis borttvingad från Bangkoks flygplats" (ใน Swedish). Dagens Nyheter. สืบค้นเมื่อ 2008-11-29. 
  150. "Blast Prompts Thai Protesters to Seek Police Patrols". New York Times. สืบค้นเมื่อ 2009-02-19. 
  151. "US : PAD should walk away from airports". สืบค้นเมื่อ 2009-02-19. 
  152. จ่อออกหมายเรียก “แกนนำพันธมิตรฯ” รับข้อหาก่อความเดือดร้อน-กีดขวางจราจร
  153. พันธมิตรฯ ยอมรับคำสั่งศาล กรณีสร้างความเดือดร้อนให้โรงเรียนใกล้เคียง
  154. ไทยรัฐ, ศาลนัดฟังคำสั่ง30มิย. ครู-นร.ฟ้องพันธมิตรปิดถนน, 27 มิถุนายน 2551
  155. Daily News Online, พันธมิตรฯ พร้อมทำตามคำสั่งศาล หลังถูกนร.ฟ้อง, 28 มิถุนายน 2551
  156. http://hilight.kapook.com/view/31631
  157. CNNตีข่าวม็อบพันธมิตรทั่วโลก ชี้เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
  158. นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ ห่วงเหตุการณ์การชุมนุมของพันธมิตรกระทบท่องเที่ยว
  159. โพสต์ทูเดย์, เราใกล้ถึงจุดต่ำสุดหรือยัง?, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  160. ส.อ.ท.ชี้พันธมิตรฯ ชุมนุมส่งผลภาพลักษณ์-ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น
  161. TDRI มองพันธมิตรฯ ชุมนุม ไม่กระทบภาพรวมเศรษฐกิจ
  162. กรุงเทพธุรกิจ, หุ้นไทยภาคเช้าปิดที่391.28จุดบวก0.36จุด, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]