วัชระ เพชรทอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วัชระ เพชรทอง
ป.ช., ป.ม.
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 14 มกราคม พ.ศ. 2508 (57 ปี)
จังหวัดสุโขทัย
พรรค ประชาธิปัตย์
อาชีพ ทนายความ

วัชระ เพชรทอง (เกิด 14 มกราคม พ.ศ. 2508) เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา และเจ้าของคอลัมน์ "วัชรทัศน์" ของ นสพ.แนวหน้า รายวัน

ประวัติ[แก้]

วัชระ เพชรทอง มีชื่อเล่นว่า แจ็ค เกิดวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2508 ที่ อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย แต่ต่อมาครอบครัวได้ย้ายลงไปปักหลักที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี บิดาชื่อ ถวิล เพชรทอง อดีตข้าราชการครูโรงเรียนทวีธาภิเศก มารดาชื่อรัชนี แซ่เฮง(ติวุตานนท์) วัชระจบประถมศึกษาโรงเรียนมานิตานุเคราะห์ ระดับมัธยมศึกษา ม.ศ.4ที่โรงเรียนสุราษฎร์ธานี(วัชระเป็นประธานนักเรียน)และย้ายมาเรียนต่อจนจบระดับมัธยมศึกษา ม.ศ.5โรงเรียนกุนนทีรุทธารามวิทยาคม จ.กรุงเทพฯ จากนั้นไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นแกนนำนักศึกษาที่มีบทบาทในการประท้วงในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาอยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยก่อตั้งพรรคสัจธรรม[1] พรรคนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่วัชระดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนแรก นอกจากบทบาทต่อต้านคณะ รสช. ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ยังมีบทบาทเป็นแกนนำขบวนการนักศึกษารามคำแหงในการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่น คัดค้านการขึ้นราคาตำราเรียนจนสำเร็จ, คัดค้านการขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ ขสมก. เป็นต้น ภายหลังสำเร็จการศึกษาวัชระยังคงมีบทบาททางการเมืองมาโดยตลอด โดยมักจะแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์พร้อมกับออกหนังสือมาหลายเล่มและดำเนินกิจกรรรมทางการเมืองในแง่มุมของกฎหมายพร้อมกัน เคยเป็นประธานทนายความรุ่นที่ 16 ของสภาทนายความ (ประเทศไทย)

หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เขาถูกฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยชัชวาล อภิบาลศรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ[2]

งานการเมือง[แก้]

ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ. 2544 วัชระได้ลงสมัคร ส.ส. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 37 ซึ่งประกอบด้วยเขตหนองแขม แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 ได้ลงในเขตเดิม พื้นที่เดิม โดยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง แม้จะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่เมื่อพิจารณาคะแนนที่ได้รับ พบว่าได้รับคะแนนมากที่สุดในบรรดาผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ใน กรุงเทพมหานคร

ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2549 วัชระได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อลงรับสมัคร ส.ว. หรือวุฒิสภาชิกในเขตกรุงเทพมหานคร ได้เบอร์ 54 แต่ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งอีก

วัชระเคยดำรงตำแหน่งเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาและคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า อีกทั้งยังจัดรายการวิทยุท้องถิ่นในรายการชื่อ ปากเสียงชาวบ้าน ทางคลื่น A.M.873 KHz และยังคงทำกิจกรรมทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง

ในการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 วัชระลงรับสมัครอีกครั้ง ในเขต 11 กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย เขตภาษีเจริญ เขตบางแค และ เขตหนองแขม พรรคประชาธิปัตย์ คู่กับ โกวิทย์ ธารณา และ อรอนงค์ คล้ายนก ซึ่งโกวิทย์และอรอนงค์ได้รับเลือกตั้งทั้งคู่ แต่วัชระไม่ได้รับการเลือกตั้ง โดยมีคะแนนน้อยกว่าผู้ได้ลำดับที่ 3 คือ สุธา ชันแสง จาก พรรคพลังประชาชน เพียง 539 คะแนน (นายวัชระได้ 94,407 คะแนน)

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เมื่อสุธา ชันแสง ลาออกไปเนื่องจากปัญหาสุขภาพ และยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด วัชระลงเลือกตั้งเขตเดิมอีกครั้ง ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เช่นเคย และได้รับเลือกตั้งไปด้วยคะแนน 49,346 ชนะคู่แข่งคือ แสวง ฤกษ์จรัล จาก พรรคพลังประชาชน ที่ได้ 42,537 คะแนน

ปลายปี พ.ศ. 2552 สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้ตั้งฉายานักการเมืองให้วัชระ-จตุพร ว่าเป็น "คู่กัดแห่งปี" แม้ว่าทั้งคู่จะจบการศึกษาจากสถาบันเดียวกัน แต่ก็มีการวิวาทะกันบ่อยครั้งในสภาฯ[3]

ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2554 วัชระได้ย้ายจากแบบแบ่งเขตไปลงแบบบัญชีรายชื่อ โดยหลีกทางให้ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ลงแทน[4]ซึ่งวัชระก็ได้ลงในลำดับที่ 45[5] ได้รับเลือกตั้งไปแบบเฉียดฉิว อันเนื่องจากสุวโรช พะลัง ผู้สมัครของพรรคลำดับที่ 24 เสียชีวิตลงระหว่างการเลือกตั้ง วัชระจึงได้รับเลือกตั้งแทน[6]

ในปี 2562 เขาลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 46 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง

ลำดับงานการเมือง[แก้]

  • ปี พ.ศ. 2544 ลงสมัคร ส.ส. ครั้งแรก ในการเลือกตั้ง 6 มกราคม พ.ศ. 2544 (เขตหนองแขม) ได้ 20,909 คะแนน ไม่ได้รับเลือกตั้ง
  • ปี พ.ศ. 2548 ลงสมัคร ส.ส. ครั้งที่ 2 ในการเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ในเขตเดิม ได้ 42,523 คะแนน ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ได้คะแนนมากที่สุด ในบรรดาผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ใน กรุงเทพมหานคร
  • ปี พ.ศ. 2549 ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ว. แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง
  • ปี พ.ศ. 2550 ลงสมัคร ส.ส. ครั้งที่ 3 ในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 พื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 11 ได้ 94,407 คะแนน ได้อันดับ 4 ไม่ได้รับเลือกตั้ง
  • ปี พ.ศ. 2551 ลงสมัคร ส.ส. ครั้งที่ 4 ในการเลือกตั้งซ่อม (แทนนายสุธา ชันแสง ที่ลาออก) 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551 พื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 11 ได้รับเลือกตั้ง
  • ปี พ.ศ. 2554 ลงสมัคร ส.ส. ครั้งที่ 5 ในการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 45 ได้รับเลือกตั้ง

การดำรงตำแหน่งทางสังคม[แก้]

  • ประธานบัณฑิตรามคำแหงรุ่น 25
  • ประธานทนายความรุ่น 16 สภาทนายความ

รางวัลเกียรติยศ[แก้]

  • รางวัล "สามเณรตัวอย่าง" จาก พุทธทาสภิกขุ
  • ส.ส.รางวัลโล่เกียรติยศ"กระบอกเสียงประชาชน" จากนายกรัฐมนตรี

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. จากเดอะแจ๊ค ถึงตู่ ศรัทธาธรรม "เสียดายที่คุณไม่ตั้งใจเรียนคณะนิติศาสตร์"]
  2. สนช. ฟ้อง ‘วัชระ เพชรทอง’ หมิ่นฯปมดันงบสภาใหม่8,000ล้าน เรียกค่าเสียหายร้อยล้าน!
  3. สื่อมวลชนประจำรัฐสภาตั้งฉายานักการเมืองประจำปี
  4. [ลิงก์เสีย] ปชป.วุ่น! แฉ "เทือก" ส่งลูกบุญธรรมลงส.ส.หนองแขม “วัชระ” โวยถูกขู่ลงสู้ไปก็แพ้ จากASTV
  5. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (พรรคประชาธิปัตย์)
  6. ["วัชระ เพชรทอง" สำนึกคุณ ถือรูป "สุวโรช" รายงานตัวต่อสภา "วัชระ เพชรทอง" สำนึกคุณ ถือรูป "สุวโรช" รายงานตัวต่อสภา จากมติชน]
  7. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๕, เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๓๕ ข หน้า ๓๑, ๓ ธันวาคม ๒๕๕๕
  8. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๓, เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๔ ข หน้า ๗๔, ๘ ธันวาคม ๒๕๕๓

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]