ระบอบทักษิณ

หน้าถูกกึ่งป้องกัน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาพสรุปเหตุการณ์วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งหรือเกี่ยวข้องกับ
วิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553

การเมืองไทยประวัติศาสตร์ไทย

ระบอบทักษิณ (อังกฤษ: Thaksinocracy) เป็นคำที่นักวิชาการบางส่วนนิยามการปกครองประเทศไทยในสมัยที่ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีพื้นฐานเป็นประชานิยม และการควบคุมเสียงข้างมากได้อย่างเบ็ดเสร็จในรัฐสภา บ้างก็เรียกแบบการปกครองนี้ว่า "ทักษิณาธิปไตย" "ระบบเผด็จการโดยเสียงข้างมาก" และ "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์จากการเลือกตั้ง" ซึ่งบางส่วนมาจากคำจำกัดความของระบอบทักษิณ[1] อย่างไรก็ตาม คำจำกัดความต่าง ๆ ยังมีความไม่ชัดเจน และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้เพิ่มความชอบธรรมให้กับการขับไล่ทักษิณ ชินวัตรให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2548–2549 ตลอดจนการต่อต้านพันธมิตรทางการเมืองของทักษิณในเวลาต่อมา

คำจำกัดความ

เกษียร เตชะพีระเป็นผู้ให้นิยามคำว่าระบอบทักษิณ โดยนิยามว่าเป็นระบอบอาญาสิทธิทุนนิยมจากการเลือกตั้ง (elected capitalist absolutism) โดยคำนิยามดังกล่าวสามารถแยกอธิบายองค์ประกอบออกเป็นสองส่วนคือ

  1. มีลักษณะสมบูรณาญาสิทธิทุนในแง่การใช้อำนาจการเมือง
  2. มีหัวหน้าฝ่ายบริหารทางการเมืองของชนชั้นนายทุน[2]

หลังจากนั้นได้มีการพยายามให้นิยามกับคำว่าระบอบทักษิณอีกหลายแบบ เช่น ในความคิดของแก้วสรร อติโพธิได้ให้คำจำกัดความไว้ 4 ข้อ ดังนี้

  1. ยักยอกรัฐธรรมนูญ ยึดครองประชาธิปไตย การแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้มีความสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวพันธ์หรือมีผลประโยชน์แอบแฝงเพื่อหมู่คณะของตนเอง
  2. หลงใหลทุนนิยมใหม่จนลืมประเทศชาติ สร้างกระแสระบบทุนนิยมโดยลืมความเป็นรากเหง้าความเป็นไทย
  3. ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงจำนวนมากมายไม่ได้แก้ไข ทำผลธุรกิจแอบแฝง
  4. ทำให้บ้านเมืองสิ้นความสงบสุข เป็นตัวการในการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในประเทศชาติ[3]

นักวิชาการบางคนเรียกระบอบทักษิณว่าเป็นระบบเผด็จการโดยเสียงข้างมาก เนื่องจากเป็นลักษณะการบริหารประเทศที่มีแนวโน้มรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ[1]

การระบุองค์ประกอบ

มีข้อกล่าวหาว่าต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบของระบอบทักษิณ เช่น

  • การโอนกิจการของรัฐเป็นของเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแปรรูปของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ณ ขณะนั้นโดยปัจจุบันเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และความพยายามจะแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  • การแก้สัมปทานสถานีโทรทัศน์ไอทีวี
  • กรณีการควบรวมพรรคชาติพัฒนา (พ.ศ. 2535) พรรคเสรีธรรม (พ.ศ. 2535) เข้ากับพรรคไทยรักไทย ส่งผลให้เกิดเผด็จการรัฐสภาเนื่องจากสมาชิกสภาราษฎรไม่กล้าโหวตไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องทำตามมติพรรคไทยรักไทย[4]จึงส่งผลให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายรัฐบาลมักได้เสียงไว้วางใจเนื่องจากผู้ไม่ทำตามมติพรรคโดยโหวตไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจะถูกลงโทษ
  • การกระจายเงินงบประมาณ ให้ประชาชนในต่างจังหวัด ผ่านโครงการหรือนโยบาย ต่าง ๆ เพื่อรักษาความนิยมในพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นการซื้อเสียงระยะยาว ตัวอย่างเช่น กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท[5]
  • สุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวหาว่า ความพยายามต้องการพาทักษิณกลับประเทศ โดยให้นักการเมืองที่เป็นพันธมิตรชนะการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบทักษิณ[6]

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย : ๖๐ ปีสิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549, หน้า 202
  2. เกษียร เตชะพีระ, "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิทุนจากการเลือกตั้ง", มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม 2546. อ้างอิงตาม เกษียร เตชะพีระ, "ระบอบทักษิณ", ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มค-มีค 2547.
  3. "คำจำกัดความและรายละเอียดของระบอบทักษิณ โดย อ.แก้วสรร อติโพธิ" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2006-08-20. สืบค้นเมื่อ 2006-09-05.
  4. คาดการณ์ลงคะแนนมติ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาตรา 158
  5. นโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
  6. "ล้ม "ชัชชาติ" เชิงยุทธศาสตร์ "ไม่เลือกเราเขามาแน่" ภาค 2". กรุงเทพธุรกิจ. 7 May 2022. สืบค้นเมื่อ 15 May 2022.

แหล่งข้อมูลอื่น