พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก กรมหมื่นพิชิตปรีชากร)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงพิชิตปรีชากร
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 พระองค์เจ้าชั้นเอก
Prince Phichit Prichakon.jpg
เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
ดำรงตำแหน่งพ.ศ. 2437 - พ.ศ. 2439
หม่อมหม่อมสุ่น คัคณางค์ ณ อยุธยา
พระบุตรพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี
หม่อมเจ้า (หญิง) กลาง คัคณางค์
หม่อมเจ้าฉวีวลัย สวัสดิวัตน์
หม่อมเจ้าน้อย คัคณางค์
หม่อมเจ้า (ชาย) กลาง คัคณางค์
หม่อมเจ้าปรีดียากร คัคณางค์
ราชวงศ์ราชวงศ์จักรี
พระบิดาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมารดาเจ้าจอมมารดาพึ่ง
ประสูติ29 ตุลาคม พ.ศ. 2398
สิ้นพระชนม์11 มีนาคม พ.ศ. 2453 (54 ปี)

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาพึ่ง ทรงเป็นต้นราชสกุลคัคณางค์[1] และเป็นพระอัยกา (ตา) ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

ประสูติ[แก้]

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2398 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2411 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล รับหน้าที่เป็นนายด่าน ทำการก่อสร้างหอพระคันธารราฐ ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งก่อสร้างค้างมาตั้งแต่รัชกาลก่อน

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสังเกตเห็นว่าพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นี้ มีพระอัธยาศัยนิยมศึกษาตัวบทกฎหมายและอรรถคดี จึงโปรดฯ ให้ไปศึกษากฎหมายและการพิจารณาความกับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ ซึ่งทรงบัญชาการศาลรับสั่ง อยู่ในขณะนั้น ในปี พ.ศ. 2417 โปรดให้ตั้งองคมนตรีสภา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล เป็นองคมนตรีในครั้งนั้นด้วย และแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี พิจารณาความรับสั่งบางเรื่อง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ตั้งศาลฎีกา ขึ้นในปี พ.ศ. 2419 พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล ทรงเป็นอธิบดีศาลฎีกา พระองค์แรก และทรงได้รับการสถาปนาพระเกียรติยศขึ้นเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร และเป็นอธิบดีศาลแพ่งกลาง และศาลแพ่งเกษม อีก 2 ศาล ในเวลาต่อมา

ในปี พ.ศ. 2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร เป็นข้าหลวงขึ้นไปรักษาเมืองเชียงใหม่พระองค์ได้ทรงจัดการศาลต่างประเทศ และจัดการระเบียบการปกครองภาคเหนือใหม่ ต่อมาเมื่อเสด็จกลับกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2428 และในวันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2429 ทรงได้รับสถาปนาเลื่อนเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงศักดินา 15,000[2]

ในปี พ.ศ. 2434 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงเป็นข้าหลวงใหญ่ เสด็จขึ้นไปว่าราชการอยู่ที่มณฑลลาวกาว จังหวัดอุบลราชธานี ทรงปรับปรุงการปกครองหัวเมืองทางภาคอีสาน ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงหัวเมืองชั้นนอก ประมาณ 20 หัวเมืองขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร ยังมิได้รวมเป็นมณฑล ในการเสด็จออกตรวจราชการตามท้องที่ต่าง ๆ ทำให้พระองค์ทรงมีความรู้เกี่ยวกับชายแดนลาว และเขมร เป็นอย่างดี

เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็นผู้พิพากษาฝ่ายไทยร่วมกันพิจารณาคดีความร่วมกับฝรั่งเศส ในกรณีพระยอดเมืองขวาง ต่อมาในปี พ.ศ. 2437 ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พระองค์ที่สอง สืบต่อจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฎ์ ซึ่งถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเสด็จไปราชการ ณ ประเทศยุโรป และได้เป็นรัฐมนตรีในสภารัฐมนตรีอีกด้วย [3][3]

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงมีความรู้ด้านการแพทย์ ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่คิดประดิษฐ์ปรุงยาไทยผสมกับยาต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีพระอัจฉริยภาพในด้านการพระนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองมากมายหลายเรื่อง เช่น ท้ายกาสีหา นางปทุมสังกา พระองค์ยังได้ร่วมกับพระเจ้าพี่ยาเธอ และพระเจ้าน้องยาเธอจัดตั้งหอสมุดวชิรญาณขึ้นในปี พ.ศ. 2423 เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงศึกษาภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองจนกระทั่งอ่านสามารถ fiction และ novel ภาษาอังกฤษได้คล่อง ทรงนิพนธ์เรื่องสนุกนึก ซึ่งเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรก ที่เรียกว่าเป็นบันเทิงคดี ตามแบบอย่างนิยายฝรั่งถือเป็นนิยายเรื่องแรกของไทย

ในปี พ.ศ. 2439 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้ถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เพราะประชวรพระวัณโรคภายใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ฯ แพทย์หลวงไปประกอบถวายพระโอสถ แต่พระอาการยังทรงกับทรุดจนสิ้นพระชนม์เมื่อวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2452 (นับแบบปัจจุบันเป็น พ.ศ. 2453) เวลา 04.00 น. เศษ สิริพระชันษาได้ 54 ปี 133 วัน ถึงเวลา 2 ทุ่ม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ มาพระราชทานน้ำสรงพระศพ เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงพระลอง ประดิษฐานเหนือแว่นฟ้า 2 ชั้น พระสงฆ์มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นประธานสวดสดับปกรณ์ เจ้าพนักงานประกอบพระโกศมณฑปเป็นเกียรติยศ[4]

พระโอรสและพระธิดา[แก้]

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร มีหม่อมท่านเดียว คือ หม่อมสุ่น มีพระโอรสธิดารวมทั้งหมด 6 องค์ เป็นชาย 3 องค์ และหญิง 3 พระองค์

พระรูป พระนาม หม่อมมารดา ประสูติ สิ้นพระชนม์/สิ้นชีพิตักษัย คู่สมรส
Arparpainnee.jpg 1. หม่อมเจ้าอาภาพรรณี
(พ.ศ. 2472: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี)
ที่ 1 ในหม่อมสุ่น 28 มีนาคม 2417 6 สิงหาคม 2481 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
Emblem of the House of Chakri.svg 2. หม่อมเจ้ากลาง (หญิง) ที่ 2 ในหม่อมสุ่น พ.ศ. 2418 พ.ศ. 2424
หม่อมเจ้าฉวีวิลัย.JPG 3. หม่อมเจ้าฉวีวิลัย คัคณางค์ ที่ 3 ในหม่อมสุ่น 29 มีนาคม 2424 14 พฤศจิกายน 2473 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
Emblem of the House of Chakri.svg 4. หม่อมเจ้าน้อย ที่ 4 ในหม่อมสุ่น พ.ศ. 2427 15 กุมภาพันธ์ 2428
Emblem of the House of Chakri.svg 5. หม่อมเจ้ากลาง (ชาย) ที่ 5 ในหม่อมสุ่น ไม่ทราบปี พ.ศ. 2431
หม่อมเจ้าปรีดิยากร.JPG 6. หม่อมเจ้าปรีดิยากร ที่ 6 ในหม่อมสุ่น พ.ศ. 2432 17 พฤษภาคม 2453 หม่อมวาด

ทรงมีนัดดา 2 คน ที่สืบราชสกุล คัคณางค์ อันเกิดจาก หม่อมเจ้าปรีดิยากร คัคณางค์ และ หม่อมวาด คัคณางค์ ณ อยุธยา คือ

1.หม่อมราชวงศ์รสลิน คัคณางค์ ท.จ.ว.

2.หม่อมราชวงศ์รสมาลี คัคณางค์ สมรสกับ หม่อมราชวงศ์มานพ เกษมสันต์ มีบุตร 5 คน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย[แก้]

พระอนุสรณ์[แก้]

  • ถนนพิชิตรังสรรค์ (เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี) เพื่อเป็นการระลึกเมื่อคราวเสด็จรับราชการ ณ มณฑลลาวกาว ตั้งกองบัญชาการที่เมืองอุบลราชธานี
  • ค่ายพิชิตปรีชากร อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. "พระบรมราชโองการ ประกาศ พระราชทานนามสกุลสืบเชื้อพระวงศ์พระบรมราชวงศ์ชั้น ๒-๓-๔ กับพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ และพระราชวรวงศ์เธอ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 46 (0 ก): 85. 7 กรกฎาคม 2472. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2561.
  2. "ประกาสเลื่อนกรม" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 3 (1): 2–3. 1 พฤษภาคม จ.ศ. 1247. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561.
  3. 3.0 3.1 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2438/013/102.PDF
  4. "ข่าวสิ้นพระชนม์" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 26 (0 ง): 2725–6. 20 มีนาคม ร.ศ. 128. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561.
  5. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม 11, ตอน 3, 15 เมษายน ค.ศ. 1894, หน้า 22
  6. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4, เล่ม 21, ตอน 32, 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447, หน้า 564
  7. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลา, เล่ม 21, ตอน 27, 2 ตุลาคม พ.ศ. 2447, หน้า 464
บรรณานุกรม
  • สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ราชสกุลวงศ์. พิมพ์ครั้งที่ 14, กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2554. 296 หน้า. หน้า 56. ISBN 978-974-417-594-6
  • Jeffy Finestone. 2542. สมุดพระรูป พระราชโอรส พระราชธิดา พระราชนัดาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ปรียนันทนา รังสิต,ม.ร.ว. โลมาโฮลดิ้ง


ก่อนหน้า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ถัดไป
พระองค์แรก 2leftarrow.png ประธานศาลฎีกาไทย
(พ.ศ. 2428)
2rightarrow.png พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมขุนศิริธัชสังกาศ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
2leftarrow.png เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
(พ.ศ. 2437 - พ.ศ. 2439)
2rightarrow.png พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์