พระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระช่วงเกษตรศิลปการ
(ช่วง โลจายะ)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ
ดำรงตำแหน่ง
30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2491 – 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494
นายกรัฐมนตรี แปลก พิบูลสงคราม
ก่อนหน้า พระยาพนานุจร
ถัดไป เภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2442
อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
เสียชีวิต 1 มกราคม พ.ศ. 2531 (88 ปี)
พรรคการเมือง พรรคสัมมาชีพ-ช่วยชาวนา
คู่สมรส คุณหญิง สำอางค์ โลจายะ

อำมาตย์โท ดร.พระช่วงเกษตรศิลปการ (20 กรกฎาคม พ.ศ. 2442 - 1 มกราคม พ.ศ. 2531) เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเคยดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเกษตราธิการในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และเป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคสัมมาชีพ-ช่วยชาวนา[1]

ประวัติ[แก้]

อนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ) ที่อนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ หน้าอาคารสถาบันเกษตราธิการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร
อนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ)บริเวณสนามวังซ้าย มหาวิทยาลัยแม่โจ้

พระช่วงเกษตรศิลปการ มีชื่อเดิมว่า ช่วง โลจายะ เกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2442 ที่ตำบลพระประแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นบุตรของหลวงศรีพลแผ้ว (ขาว โลจายะ) ท่านสำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมจากโรงเรียนวัดทรงธรรม และระดับมัธยมจากโรงเรียนมัธยมวัดสุทัศน์และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อสำเร็จการศึกษาได้เป็นครูประจำโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนจะได้รับทุนจากกระทรวงธรรมการให้ศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ โดยท่านได้ศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาการเกษตรที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ลอส บันยอสตามคำชักชวนของเอี้ยง จันทรสถิตย์ ซึ่งศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยเดียวกัน และย้ายไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตามคำสั่งของรัฐบาลไทย จนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทสาขาสัตวบาลจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ซึ่งท่านเป็นคนที่สองของประเทศไทยที่จบปริญญาโททางการเกษตรในต่างประเทศถัดจากเอี้ยง จันทรสถิตย์ หรือหลวงอิงคศรีกสิการในเวลาต่อมา

ภายหลังจบการศึกษาพระช่วงเกษตรศิลปการได้เข้าทำงานรับราชการครูที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปี พ.ศ. 2467 ระหว่างที่รับราชการท่านได้รับยศรองอำมาตย์เอกในปี พ.ศ. 2468 ซึ่งต่อมาโรงเรียนได้ย้ายที่ตั้งไปยังอำเภอทับกวางในปี พ.ศ. 2469 พระช่วงเกษตรศิลปการได้ย้ายการทำงานไปยังที่ตั้งใหม่และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงช่วงเกษตรศิลปการ และได้ย้ายไปเป็นครูที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ในปี พ.ศ. 2471 และโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2472

ในปี พ.ศ. 2473 พระช่วงเกษตรศิลปการได้ย้ายราชการมาสังกัดกระทรวงกลาโหมตามคำขอของกระทรวง โดยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกเสบียงสัตว์และผู้อำนวยการสอนวิชากสิกรรมแก่นายทหาร และได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระช่วงเกษตรศิลปการ ในปี พ.ศ. 2475 และย้ายมาปฏิบัติงานในกรมตรวจกสิกรรมสังกัดกระทรวงเกษตรพาณิชยการและได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ประจำโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ ที่แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และเปลี่ยนสถานะเป็นโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมภาคเหนือในเวลาต่อมา

ในปี พ.ศ. 2481 รัฐบาลได้ทำการยุบโรงเรียนฝึกหัดครูมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม พระช่วงเกษตรศิลปการได้ผลักดันให้รักษาโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมภาคเหนือที่แม่โจ้ไว้และจัดตั้งวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น โดยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัย และจัดตั้งตั้งกองวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สังกัดกรมเกษตรและการประมง ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมเกษตรและการประมงในปี พ.ศ. 2482 และมีส่วนร่วมในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ และหลวงอิงคศรีกสิการ

หลังจากดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเกษตรและการประมง พระช่วงเกษตรศิลปการได้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายอย่าง โดยดำรงตำแหน่งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี พ.ศ. 2491 และได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการในปี พ.ศ. 2492 เป็นกรรมการอำนวยการธนาคารเกษตรกรในปี พ.ศ. 2495 และเป็นผู้ดูแลนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาจนกระทั่งเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2500 ภายหลังจากเกษียณอายุราชการได้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ในปี พ.ศ. 2518 เป็นตำแหน่งสุดท้ายของการทำงาน

พระช่วงเกษตรศิลปการ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2531

ผลงาน[แก้]

  • เป็นแรงสำคัญที่ต่อสู้ให้การศึกษาทางเกษตรของไทยคงอยู่
  • ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • ออกพระราชบัญญัติควบคุมต้นสัก
  • สร้างป่าสงวน
  • ส่งเสริมให้มีการปลูกปอกระเจา
  • นำปลาหมอเทศ จากอินโดนีเซียมาเผยแพร่
  • ส่งเสริมให้ชาวเชียงใหม่ ปลูกพืชไร่ เช่น ยาสูบ ถั่วเหลือง หอมหัวใหญ่ ขยายพันธ์ลำใยพันธ์ดี
  • ก่อตั้งบริษัทฝ้ายไทยเพื่อตรึงราคาฝ้ายให้เกษตรกร

สถานที่[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]