เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์
(หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร)
เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์.jpg

เกิด ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๕
เสียชีวิต ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๕
บิดา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์
มารดา หม่อมสุด กุญชร ณ อยุธยา

มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ นามเดิม หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร เป็นพระโอรสในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ กับหม่อมสุด กุญชร ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือนอ้าย ขึ้น ๗ ค่ำ ปีชวด ตรงกับวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๕ มีพี่น้องต่างมารดาคือ ม.ร.ว.กระจ่าง เป็นพี่สาว และ ม.ร.ว.กระจัด เป็นน้องสาว เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เคยรับราชการในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งเช่นผู้บัญชาการกรมม้าและกรมมหรสพ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ถึงแก่อสัญกรรมลงเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานเพลิงศพที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๕

เป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔[แก้]

เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี พระองค์เจ้าสิงหนาทฯ จัดงานโกนจุกขึ้นที่วังบ้านหม้อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานน้ำสังข์และทรงตัดจุก พระราชทานทองเหรียญเป็นของขวัญ แล้วถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด ๑๐ ตำลึง พออายุได้ ๑๔ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรพชาเป็นสามเณรนาคหลวงในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้พระราชทานบริขารเท่าหม่อมเจ้า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อครั้งยังเป็นกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์เป็นพระอุปัชฌาย์ หม่อมเจ้าพระธรรมุณหิศธาดา (สีขเรศ วุฑฺฒิสฺสโร) ให้ศีล แล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ในสำนักสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน)[1]

รับราชการในสมัยรัชกาลที่ ๕[แก้]

ถึงปีมะเส็ง เอกศก จุลศักราช ๑๒๓๑ (พ.ศ.๒๔๑๒) เป็นมหาดเล็กสารถีขับรถพระที่นั่ง ครั้นเมื่อปีมะเมีย โทศก จุลศักราช ๑๒๓๒ (พ.ศ.๒๔๑๓) เป็นนายกวดหุ้มแพรมหาดเล็กเวรฤทธิ์ ปีมะแม ตรีศก จุลศักราช ๑๒๓๓ (พ.ศ.๒๔๑๔) เป็นจ่ายงเวรศักดิ์ รับพระราชทานเบี้ยหวัด ๒ ชั่ง ครั้นถึงปีวอกได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด ๒ ชั่ง ๑๐ ตำลึง ปีระกา เบญจศก จุลศักราช ๑๒๓๕ (พ.ศ.๒๔๑๖) ได้รับ ๓ ชั่ง เงินเดือน ๆ ละ ๑๐ ตำลึง แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนาคหลวงอุปสมบทในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้รับพระราชทานบริขารเท่าหม่อมเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมพระเป็นพระอุปัชฌาย์ หม่อมเจ้าพระธรรมุณหิศธาดา (สีขเรศ วุฑฺฒิสฺสโร) กับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เมื่อครั้งเป็นพระสาสนโสภณที่พระธรรมวโรดม เป็นคู่สวด แล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม (เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์, ๒๔๖๖: ข - ข)[1]

ต่อมาปีขาล สมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๔๐ (พ.ศ.๒๔๒๑) เป็นหลวงเดชนายเวรมหาดเล็กเวรเดช รับพระราชทานเบี้ยหวัด ๓ ชั่ง ๑๐ ตำลึง ถึงปีเถาะ เอกศก จุลศักราช ๑๒๔๑ (พ.ศ.๒๔๒๒) เป็นเจ้าหมื่นสรรพเพธภักดี (เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์, ๒๔๖๖: ค)[1] (เข้าใจว่าคงเป็นเจ้าหมื่นสรรพเพธภักดีหลังเมื่อเจ้าพระยานรรัตน์ราชมานิตได้เลื่อนเป็นพระยานรรัตน์ฯ แล้ว คือหลังวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๒๒ ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพระยานรรัตน์ฯ เลื่อนจากเจ้าหมื่นสรรพเพธภักดีขึ้นเป็นพระยา)[2] ได้หีบทอง ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด ๔ ชั่ง ถึงปีมะโรง โทศก จุลศักราช ๑๒๔๒ (พ.ศ.๒๔๒๓) พระองค์เจ้าสิงหนาทฯ สิ้นพระชนม์ ได้รับพระราชทานตราตติยจุลจมเกล้า ได้ว่าการกรมมหรสพ กรมหุ่น กรมรถ กรมรถม้า แต่ราชการกรมรถม้านั้น ตระกูลนี้ได้ว่ามาแต่รัชกาลที่ ๒ ติดเนื่องกัน ๔ ชั่วคน ไม่มีตระกูลอื่นแทรกเลย แล้วได้ตรามงกุฏชั้น ๔ ต่อมา ๒ หรือ ๓ ปี ได้ตรามงกุฏชั้น ๓ และได้โต๊ะทอง กาทอง เป็นองคมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มิถุนายน ร.ศ. ๑๐๘ (พ.ศ.๒๔๓๒) เป็นจางวางมหาดเล็ก ได้พานทองกลม ตราทุติยจุลจอมเกล้าและตราช้างเผือกชั้น ๓ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด ๘ ชั่ง ต่อมาได้ ๑๐ ชั่ง เงินเดือน ๆ ละ ๑๐ ตำลึง (เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์, ๒๔๖๖: ค)[1]

ร.ศ.๑๑๑ (พ.ศ.๒๔๓๕) ได้รับตราจุลจอมเกล้าวิเศษแลพานทองเป็นครั้งที่ ๒ แลตรามงกุฎชั้นที่ ๑ เป็นพระอภิบาลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามบรมราชกุมาร ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) ได้เป็นข้าหลวงไปปักปันเขตแดนเมืองสงขลากับเมืองพัทลุง ต่อมาเป็นพระยายืนชิงช้า แล้วได้ว่าราชการกรมโขนหุ่น กรมรำโคม กรมพิณพาทย์ (เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์, ๒๔๖๖: ค)

เป็นสภานายกรัฐมนตรี[แก้]

ร.ศ.๑๑๑ (พ.ศ.๒๔๓๕) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกระทรวงมุรธาธรขึ้นเป็นกระทรวง ๑ ใน ๑๒ กระทรวง สำหรับกระทรวงมุรธาธรนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมตำแหน่งสภานายกรัฐมนตรีเข้าอยู่ในกระทรวงมุรธาธรด้วย แต่เนื่องจากต่อมากระทรวงมุรธาธรมีราชการน้อย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบกระทรวงมุรธาธรเสียเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๙ ให้คงมีแต่สภานายกรัฐมนตรีบังคับบัญชาราชการอยู่ทั่วไปตามหน้าที่เสนาบดี กระทรวงมุรธาธรได้เคยบังคับบัญชามาก่อน และให้สภานายกรัฐมนตรีขึ้นอยู่ในกรมราชเลขานุการและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ซึ่งเวลานั้นยังเป็นพระยาอยู่ ดำรงตำแหน่งสภานายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ร.ศ.๑๑๕ (พ.ศ.๒๔๓๙)[2]

เป็นอธิบดีกรมสุขาภิบาล[แก้]

เมื่อ ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๔๐) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เป็นอธิบดีกรมสุขาภิบาล เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๔๐) ได้เงินเดือน ๆ ละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อมาพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ร.ศ.๑๒๖ (พ.ศ.๒๔๕๐) เพราะเนื่องด้วยสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่สามารถทำราชการได้ดีอย่างแต่ก่อน[2]

เป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ[แก้]

กระทรวงโยธาธิการ เมื่อแรกตั้งเป็นกระทรวงเสนาบดี เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการเป็นพระองค์แรก เพราะพระองค์ทรงเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการอยู่แต่เดิม ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการเป็นพระองค์ที่สอง ต่อมากรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เสด็จไปเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ประจำ ณ เมืองอุบลราชธานี เวลานั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา ได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการต่อมาเป็นพระองค์ที่สาม ต่อมาเมื่อย้ายกรมขุนทิพยลาภพฤฒิธาดาไปเป็นเสนาบดีกระทรวงวัง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ มาดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ.๒๔๔๑) ต่อมาพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมสุขาภิบาลเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ร.ศ.๑๒๖ (พ.ศ.๒๔๕๐) เพื่อไปดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ[2]

เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ[แก้]

ก่อนตั้งกระทรวงเสนาบดีในรัชกาลที่ ๕ นั้น หน้าที่กระทรวงเกษตราธิการอยู่ในจตุสดมภ์กรมนา เมื่อตั้งเป็นกระทรวงเสนาบดีในรัชกาลที่ ๕ นั้น เรียกว่า กระทรวงเกษตร์พาณิชยการ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เวลานั้นเป็นพระยาได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตร์พาณิชยการเป็นคนแรก ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายท่านไปเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) มาเป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตร์พาณิชยการ เป็นคนที่สอง ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๙ ท่านได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแน่งเสนาบดีกระทรงเกษตร์พาณิชยการ แล้วยกราชการในกระทรวงพาณิชยการไปรวมกับกระทรวงพระคลังมหาสมบัติคราวหนึ่ง ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกตั้งเป็นกระทรวงขึ้นใหม่ เรียกว่ากระทรวงเกษตราธิการ มีเสนาบดีบังคับบัญชาการคือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาเทเวศรวงศืวิวัฒน์เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการเป็นคนแรก เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ร.ศ.๑๑๘ (พ.ศ.๒๔๔๒) และพ้นตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ร.ศ.๑๒๘ (พ.ศ.๒๔๕๒) เพราะเนื่องด้วยสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่สามารถทำราชการได้ดีอย่างแต่ก่อน[2]

เป็นเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์[แก้]

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๓ ขณะเมื่อดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการอยู่นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาเทเวศร์ฯ ขึ้นเป็นพระยา ดังประกาศพระบราชโองที่ว่า

“ทรงพระราชดำริว่า พระยาเทเวศรวงศวิวัฒน์ ได้รับราชการในกรมมหาดเล็ก ได้รับตำแหน่งโดยลำดับจนถึง เป็นจางวาง และเป็นผู้บัญชาการกรมม้าและกรมมหรสพ ราชการในระหว่างนั้นได้มีหน้าที่ต่าง ๆ อันเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยสนิทเป็นอันมาก ได้เป็นกรรมการฎีกาและกรรมการเรื่องที่นา และได้รับราชการไปเจริญทางพระราชไมตรีกรุงรัสเซีย พร้อมด้วยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ที่เมืองลิวาเดีย และได้เป็นข้าหลวงไปปักปันเขตแดนเมืองพัทลุง เมืองสงขลา แล้วได้รับตำแหน่งพระอภิบาลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ภายหลังได้เป็นอุปนายกรัฐมนตรีแล้วเลื่อนขึ้นเป็นสภานายก ครั้นเมื่อเริ่มจัดการกรมสุขาภิบาลก็ได้รับตำแหน่งเป็นอธิบดีในกรมนั้น แล้วเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ภายหลังจึงย้ายมาเป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ พระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เป็นผู้ได้สนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัยตั้งแต่เยาว์มา ประกอบด้วยสติปัญญาสามารถมีปฏิภาณปรีชาว่องไวในราชกิจทั้งปวง เมื่อได้รับราชการในหน้าที่ใดก็ได้ตั้งใจฉลองพระเดชพระคุณ โดยความเอื้อเฟื้อมิได้ย่อหย่อน ได้ดำรงราชการในหน้าที่เสนาบดีมาจนบัดนี้ สมควรที่จะเลื่อนยศบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นเจ้าพระยาผู้หนึ่งได้

จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่ง ให้สถาปนาพระยาเทเวศรวงศวิวัฒน์ ขึ้นเป็นเจ้าพระยา มีสมญาจารึกในสุพรรณบัฏว่า เจ้าพระยาเทเวศรวงศวิวัฒน์ บรมขัติยราชสวามิภักดิ์ สมบูรณศักดิสุขุมชาติ มธุรวาทวิจิตร สรรพราชกิจพิจารณ์ มโหฬารคุญสมบัติ กัลยาณวัตรมหามาตยาธิบดี พุทธาทิศรีรัตนธาดา เมตตาชวาธยาศรัย อภัยพิริยบรากรมพาหุ นาคนาม ดำรงศักดินา ๑๐๐๐๐ จงเจริญทฤฆชนมายุพรรณ สุขสิริสวัสดิพัฒนมงคล ธนสารสมบัติ บริวารสมบูรณ์ทุกประการ[2]

ว่าราชการกรมมหรสพ กรมโขน กรมพิณพาทย์ กรมรำโคม และกรมหุ่น[แก้]

นอกจากการรับราชการในตำแหน่งทั่วไปแล้ว เจ้าพระยาเทเวศรฯ ยังมีหน้าที่ในการควบคุมกรมที่เกี่ยวกับการแสดงต่าง ๆ ถึง ๕ ได้แก่ กรมมหรสพ กรมโขน กรมพิณพาทย์ กรมรำโคม และกรมหุ่น และด้วยในสมัยนั้นมีต่างชาติเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศไทยอยู่เป็นประจำ จึงมีหน้าที่ในการจัดการแสดงสำหรับต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ในการนี้ท่านจึงได้ทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ร่วมเป็นที่ปรึกษาสำหรับจัดการแสดงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ โดยพยายามคิดการแสดงใหม่ขึ้น มีการบรรเลงคอนเสิร์ต การแสดงละครดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะละครดึกดำบรรพ์นอกจากจะเล่นสำหรับต้อนรับพระราชอาคันตุกะแล้ว ท่านยังได้ลงทุนทำเป็นกิจการ เปิดการแสดงภายในวังบ้านหม้อของท่านเอง กิจการของท่านดำเนินไปด้วยดีเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี ในภายหลังท่านเกิดอาการป่วยจนต้องออกจากราชการ กิจการละครดึกดำบรรพ์และการแสดงอื่น ๆ ที่ท่านดูแลจึงยกเลิกไปหมด

ด้วยราชสกุลของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ท่านสืบเชื้อสายมาจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ทวด) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุญชร กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ (ปู่) และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ (พ่อ) ทุกพระองค์ล้วนมีความสนใจในการแสดงละครฟ้อนรำเป็นอย่างมาก มีการจัดตั้งคณะละครขึ้นเล่นและเป็นมรดกตกทอดสืบมาถึงเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ตลอดจนเจ้าจอมมารดาและหม่อม (ภรรยา) ในราชสกุลต่างก็มีความสามารถในการละครฟ้อนรำและดนตรีขับร้อง จึงทำให้ราชสกุลกุญชรเป็นราชสกุลที่มีความสามารถในการละครฟ้อนรำและดนตรีขับร้องเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ มีคณะละครที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ และได้รับราชการในการควบคุมกรมมหรสพหลวง จึงทำให้คณะละครและกรมมหรสพซึ่งท่านเป็นผู้ควบคุมอยู่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีนักดนตรีนักร้องและนักแสดงที่มีชื่อเสียงหลายคน นักดนตรี เช่น พระประดิษฐไพเราะ (ตาด) หลวงเสนาะดุริยางค์ (ทองดี) หลวงบำรุงจิตรเจริญ (ธูป สาตนะวิลัย) พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ฯลฯ นักร้อง เช่น หม่อมเจริญ หม่อมมาลัย หม่อมจันทร์ แม่แป้น วัชโรบล แม่แจ๋ว แม่ชม แม่ชื่น ฯลฯ นักแสดง เช่น หม่อมเข็ม กุญชร ณ อยุธยา คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) หม่อมต่วน (ศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก) ฯลฯ (วีรศิลป์ ห่วงประเสริฐ, ๒๕๕๗: ๓๑ - ๓๒)[3]

ลาออกจากราชการและถึงอสัญกรรม[แก้]

ในบั้นปลายชีวิตของท่าน เริ่มป่วยทุลพลภาพ จึงไปรักษาตัวในตำบลต่าง ๆ พักอยู่ที่เมืองชลบุรี สำนักวัดป่า แล้วมาอยู่ที่บ้านคลองเตย จังหวัดนครเขื่อนขันธ์ ครั้น ร.ศ.๑๒๘ (พ.ศ.๒๔๕๒) อาการป่วยไม่ทุเลาลง เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ จึงกราบบังคมขอลาออกจากราชการ รับพระราชทานเบี้ยบำนาญเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๕ เวลา ๐๙.๒๕ น. เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ได้ถึงอสัญกรรมลงด้วยโรคหัวใจพิการ ที่บ้านคลองเตย สิริอายุรวมได้ ๗๐ ปีเศษ ๑ เดือน ๗ วัน ถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จแทนพระองค์มาพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ สวมลอมพอกโหมดพระราชทาน แล้วเจ้าพนักงานยกลองในตั้งบนแท่น ๒ ชั้น ประกอบโกศมณฑป มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ๑๕ วัน[4]

หม่อมและบุตรธิดา[แก้]

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์มีหม่อมและบุตรธิดาหลายคนดังนี้

คุณนายช่วง ในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงสำลี อิศรพงศ์พิพัฒน์ กล่าวถึงคุณนายช่วงไว้ตอนหนึ่งว่า “เจ้าพระยาเทเวศรฯ ได้แต่งงานกับหญิงสาวชื่อช่วง มีเชื้อสายจีน ในบ้านมักจะเล่ากันว่า “เป็นลูกสาวเจ้าสัวโรงกะทะ” คนในบ้านเรียกกันอย่างยกย่องว่า คุณนายช่วง ภรรยาที่แต่งงานนี้ มีบิดามารดาเป็นคนมั่งคั่ง หม่อมสุดมารดาซึ่งมีเชื้อสายจีน เป็นผู้ไปสู่ขอมาให้ลูกชายคนเดียวของท่าน โดยที่เจ้าพระยาเทเวศรฯ มิได้มีความรักแลปรารถนา เมื่อแต่งงานแล้วก็ไม่ค่อยไปเยี่ยมเยือน ต้องให้หม่อมสุดเป็นผู้เตือนอยู่บ่อยๆ คุณนายช่วงเป็นหญิงที่ไม่ค่อยจะมีโชคดีนัก มีลูกหญิงกับเจ้าพระยาเทเวศรฯ คนหนึ่ง แล้วตัวท่านกับลูกท่านก็เสียชีวิตไปในเวลาใกล้เคียงกัน” (_____, ๒๕๑๖: ๘๔ - ๘๕)[2]

หม่อมเผื่อน กุญชร ณ อยุธยา เชื้อสายราชินิกุล ณ บางช้าง มีบุตรธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- ม.ล.จรูญ กุญชร (ชาย)

- ม.ล.เจริญ กุญชร

- ม.ล.อึ่งอ่าง กุญชร

- พระยาเทวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ล.วราห์ กุญชร) (๑๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๒๑ – ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๐) (เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์, ๒๕๐๐: ๑)[5] มีภรรยาและบุตรธิดาดังนี้

           - คุณหญิงเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ประยงค์ กุญชร ณ อยุธยา) มีธิดากับพระยาเทเวศร์ฯ คือ ฉันทนา ศรีศักดิธำรง และนฤมล อัศวฤทธิ์

           - ม.ร.ว.สุภาธร มีบุตรธิดากับพระยาเทเวศร์ฯ คือ ศิววงศ์ กุญชร ณ อยุธยา, พงษ์สุลี กุญชร ณ อยุธยา และหม่อมอนุวงศ์ จิรประวัติ ณ อยุธยา (หม่อมของหม่อมเจ้าชายนิทัศนาธร จิรประวัติ) (https://th.wikipedia.org/wiki/หม่อมเจ้านิทัศนาธร_จิรประวัติ)[6]

           - นิน่า หรือ น้อยหน่า (ถึงแก่กรรม) แต่ไม่มีบุตรธิดา

           - นวล มีธิดากับพระยาเทเวศร์ฯ คือ กุญชรี กุญชร ณ อยุธยา

           - สำเนียง มีธิดากับพระยาเทเวศร์ฯ คือ อัมพวัน สุริยกุล ณ อุยธยา (เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์, ๒๕๐๐: ๑๙)[5]

- คุณหญิงเพชรดา ณ ป้อมเพชร์ (ม.ล.จิตรกุล กุญชร) ได้สมรสกับมหาอำมาตย์โท พระยาเพชรดา (สะอาด ณ ป้อมเพชร์) (เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์, ๒๕๐๐: ๑)[5]

หม่อมนวล กุญชร ณ อยุธยา (ไม่ทราบปีที่เกิด - พ.ศ.๒๔๕๘) ปีที่ถึงแก่กรรมคำนวนจากปีที่ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ กำพร้ามารดา คือตั้งแต่อายุ ๔ ปี หรือปี พ.ศ.๒๔๕๘ (กันต์ อัศวเสนา, ๒๕๕๙: ๖๑)[7] หม่อมนวลเป็นนักแสดงตัวนางของวังบ้านหม้อ และเป็นครูของหลวงไพจิตรนันทการ (ทองแล่ง สุวรรณภารต) มีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ         

- ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ (๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔ - ๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๔) ได้สมรสกับ นายแพทย์ชม เทพยสุวรรณ แต่ไม่มีบุตรและธิดา (https://th.wikipedia.org/wiki/หม่อมหลวงบุญเหลือ_เทพยสุวรรณ)[8]

หม่อมจันทร์ กุญชร ณ อยุธยา (พ.ศ.๒๔๒๔ - ไม่ทราบปีที่ถึงแก่กรรม) น้องสาวหม่อมเนย ซึ่งเป็นหม่อมของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เช่นกัน หม่อมจันทร์ได้ฝึกหัดการรำกับหม่อมวันและหม่อมเข็มตั้งแต่ยังเล็ก โดยฝึกหัดเป็นตัวพระ รวมทั้งต่อเพลงร้องสำหรับการแสดงละครในและละครดึกดำบรรพ์ จนได้เป็นนักร้องและนักแสดงคนสำคัญของวังบ้านหม้อ มีฝีมือทางด้านการแสดงตัวคาวีเป็นที่ดีเยี่ยม และมีผลงานการบันทึกเสียงมากมาย ภายหลังได้ออกจากวังบ้านหม้อไปอยู่ในราชสำนักของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วย้ายมาเป็นนักร้องในกรมมหรสพ ต่อมาได้ใช้ชีวิตร่วมกับขุนนิมิตราชฐาน (พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ, ๒๕๓๒: ๕๐ - ๕๑)[9] หม่อมจันทร์มีบุตรกับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- พลโท ม.ล.ขาบ กุญชร (๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๘ - ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๙) (https://th.wikipedia.org/wiki/หม่อมหลวงขาบ_กุญชร)[10] มีภรรยาและบุตรธิดาดังนี้

                   - นางสาวเทียบ ฤทธาคนี [ธิดานายพันโท พระยาทัพพสาธก์เสนา (นวม ฤทธาคนี) กับคุณหญิงเนย] มีบุตรธิดากับพลโท ม.ล.ขาบ กุญชร คือ ทวีวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา, พันตำรวจเอก (พิเศษ) วรวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา, อุรัชช์ ลอเรนส์, พลโท วิวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา, กนิษฐา วิลสัน และเทียมแข จรูญโรจน์ ณ อยุธยา

                   - สินีนาฏ โพธิเวช มีธิดากับพลโท ม.ล.ขาบ กุญชร คือ เตือนใจ ดีเทศน์, เพ็ญแข กุญชร ณ อยุธยา และพิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา

หม่อมมาลัย กุญชร ณ อยุธยา (พ.ศ.๒๔๓๐ - ๒๔๖๕) เป็นนักแสดงและนักร้องเสียงดีของวังบ้านหม้อ มีผลงานการบันทึกเสียงมากมาย เมื่อแสดงละครดึกดำบรรพ์มักได้รับเลือกแสดงเป็นตัวเอกเสมอ ได้ฝึกหัดการรำกับหม่อมเข็ม หัดร้องเพลงกับหม่อมเปรม หม่อมในพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ต่อเพลงร้องละครกับนายสิน สินธุนาคร รวมทั้งได้ต่อเพลงร้องกับหม่อมเนยและหม่อมเจริญด้วย ต่อมาหนีออกจากวังบ้านหม้อ แล้วไปชอบพลอกับนายห้างฝรั่งชื่อ “ริกันตี” จึงกลับไปวังบ้านหม้อเพื่อขอหนังสือหย่า แต่เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ไม่ยินยอม จากนั้นได้เลือกใช้ชีวิตคู่ร่วมกับนายทหารเรือผู้หนึ่งจนมีธิดา ๑ คน แต่ญาติฝ่ายชายรังเกียจจึงจัดให้แยกทางกัน ภายหลังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย จัดให้มีคณะละครที่วังเพชรบูรณ์ ทรงทราบว่าหม่อมมาลัยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถทั้งกระบวนการร้องและรำจึงให้เข้ามาเป็นครูสอน ในบั้นปลายชีวิตได้ชีวิตร่วมกับนายเจริญ ศัพท์โสภณ นักระนาดฝีมือดี หัวหน้านักดนตรีของวังเพชรบูรณ์ แต่ไม่มีบุตรร่วมกัน และป่วยตายด้วยโรควัณโรคที่วังเพชรบูรณ์ (พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ, ๒๕๓๒: ๒๒๓ - ๒๒๔)[9] หม่อมมาลัยมีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- ม.ล.บุปผา นิมมานเหมินทร์ (๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๘ - ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๖) เจ้าของนามปากกาดอกไม้สด ได้สมรสกับศาสตราจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์ แต่ไม่มีบุตรและธิดา (https://th.wikipedia.org/wiki/สุกิจ_นิมมานเหมินท์)[11]

หม่อมเคลือบ กุญชร ณ อยุธยา เป็นนักร้องของวังบ้านหม้อ ต่อเพลงจากหม่อมศิลาในพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ลีลาการขับร้องติดตลกคล้ายแหล่เทศน์ของผู้ชาย หม่อมเคลือบมีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- ม.ล.แถม จักพันธ์ุ (หญิง) ได้สมรสกับหม่อมเจ้าแววจักร จักรพันธุ์

หม่อมเพื่อน กุญชร ณ อยุธยา เป็นธิดาของจมื่นราชนาคา (แย้ม) กับนางป้อม บุตรีพระยามหาอรรคนิกร (เม่น) (http://www.sammajivasil.net/sripen/history005.htm)[12] มีบุตรกับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- ม.ล.ประยูร กุญชร (ชาย) ถึงแก่กรรม ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อคราวตามเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ.๒๔๔๐ (เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์, ๒๕๐๐: ๖ - ๗)[5]

หม่อมวัน กุญชร ณ อยุธยา ในหนังสืองานศพ ม.ล.วงษ์ กมลาสน์ เขียนไว้ว่า “วรรณ” เป็นตัวละครรุ่นใหญ่ของเจ้าพระยาเทวศร์วงศ์วิวัฒน์ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา กล่าวถึงหม่อมวันไว้ตอนหนึ่งว่า “ส่วนครูนางนั้น ก็คือหม่อมเลื่อน และหม่อมวัน มีชื่อเสียงว่าเป็นตัวบุษบาที่สวยมากทั้งในขบวนรำและในรูปโฉมทั้งสองคน ” (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา, ๒๕๑๑: ข)[13] หม่อมวันมีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงคือ ขุนวาดพิศวง (แถม ศิลปชีวิน) มีบุตรธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- พระยาวิชิตชลธาร (ม.ล.เวศ กุญชร)

- ม.ล.วงษ์ กมลาสน์ (๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๗ - ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๓) เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ยกให้เป็นบุตรของหม่อมเลื่อน หม่อมท่านหนึ่งของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เท่ากับมีมารดา ๒ คนคือ หม่อมวันกับหม่อมเลื่อน และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเมตตาประดุจพระธิดามาแต่เล็ก โปรดให้เรียกพระองค์ท่านว่า “เสด็จพ่อ” ต่อมาเมื่ออายุได้ ๒๖ ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขอ ม.ล.วงษ์ ให้แก่ ม.จ.ศุขปรารภ กมลาสน์ และพระราชทานน้ำสังข์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๓ มีบุตรชายเพียงคนเดียวคือ ม.ร.ว.ยงสุข กมลาสน์ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, ๒๔๙๖: ๓ - ๕)[14]

หม่อมคร้าม กุญชร ณ อยุธยา เดิมเป็นหม่อมในพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ต่อมาเมื่อสิ้นนพระชนม์ได้เป็นหม่อมของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา กล่าวถึงหม่อมคร้ามไว้ตอนหนึ่งว่า “ผู้ที่มีชื่อเสียงในคณะละครขงพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ก็มี หม่อมเอม เป็นต้นบท และมีหม่อมชั้นเล็กสองคนที่มีชื่อเสียงปรากฏต่อมาเป็นระยะยาวนานคือ หม่อมเข็ม หม่อมคร้าม คุณหญิงเทศได้เข้าเป็นลูกศิษย์ของหม่อมคร้าม ซึ่งเป็นครูที่สอนการรำได้ทุกทาง แต่ที่มีชื่อเสียงนั้นก็คือ เป็นครูยักษ์ ..... หม่อมคร้ามและหม่อมเข็มต่อมาได้เป็นตัวละครสำคัญในคณะละครของเจ้าพระยาเทเวศรฯ รุ่นใหญ่” (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา, ๒๕๑๑: ก - ข)[13] นอกจากนี้ยังมีความสามารถทางขับร้องด้วย ได้ต่อเพลงจากหม่อมศิลาใน พระองค์เจ้าสิงหนาทฯ หม่อมคร้ามมีบุตรกับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- ม.ล.คอย กุญชร (ชาย)

หม่อมเจริญ กุญชร ณ อยุธยา นักร้องเสียงดีของวังบ้านหม้อ มีผลงานการบันทึกเสียงไว้มากมาย ภายหลังได้ออกจากวังบ้านหม้อไปใช้ชีวิตร่วมกับจางวางทั่ว พาทยโกศล มีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- ม.ล.แฉล้ม กุญชร (หญิง)

- คุณหญิงราชมนู (ม.ล.เล็ก กุญชร อัศวเสนา) ได้สมรสกับพระยาราชมนู (ถั่ว อัศวเสนา)

หม่อมแจ่ม กุญชร ณ อยุธยา ในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงสำลี อิศรพงศ์พิพัฒน์ กล่าวถึงหม่อมแจ่มไว้ตอนหนึ่งว่า “เป็นญาติกับเจ้าจอมมารดาศิลา ในรัชกาลที่ ๒ นับว่าเป็นเชื้อสาย ราชินีกูลบางช้าง” (_____, ๒๕๑๖: ๑)[2] และ “หม่อมแจ่ม มารดา ม.ล.สำลี เป็นนักร้องคนหนึ่ง เป็นคนมีความจำแม่นยำ และชอบในทางเพลงที่เรียกว่า เพลงภาษาคือเพลงที่ดัดแปลงมาจากทำนองแปลก ๆ ที่เป็นเพลง “ลาว” “เขมร” “ญวน” “จีน” ซึ่งพระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) กับ พระเสนาะดุริยางค์ (ทองดี) ช่วยกันปรับปรุง ในความควบคุมของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ หม่อมแจ่มจึงมักรับบทที่ต้องร้องเพลงที่แสดงความรู้สึก และรำพร้อมไปกันได้อย่างว่องไว เช่นเป็นทาวสามล ท้าวเสนากุฏ ล้วนแต่เป็นตัวที่ต้องแสดงบททำให้ขบขัน” (_____, ๒๕๑๖: ๖)[2] หม่อมแจ่มมีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- ม.ล.สำลี อิศรพงศ์พิพัฒน์ (๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๕ – ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖) ได้สมรสกับพระยาอิศรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ล.ศิริ อิศรเสนา) มีบุตรคือ

- นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา สมรสกับบุนนาค หงส์เหิน มีบุตรคือ ด.ช.พิพัฒน์พงศ์

- นายนุรักษ อิศรเสนา ณ อยุธยา

- นายนัดดา อิศรเสนา ณ อยุธยา สมรสกับเสาวนีย์ ทองเจือ มีบุตรคือ ด.ช.วรศิษฏ์ ด.ช.วรงค์ และด.ญ.พัทรี (_____, ๒๕๑๖: ๑ - ๑๑)[2]

หม่อมบัว กุญชร ณ อยุธยา มีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์คือ

- หลวงวัยวุฒิปรีชา (ม.ล.ไวยวัฒน์ กุญชร) (๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๙ - ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙) (พระยาอนุมานราชธน, ๒๕๐๐: ก)[15] มีภรรยาและบุตรธิดาดังนี้

                    - นางสาวเชื้อ โรจนประดิษฐ์ ธิดาพระยาวรุณฤทธีศรีสมุทปราการ (แช่ม โรจนประดิษฐ์) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานน้ำสังข์ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๘ มีบุตรธิดากับหลวงวัยวุฒิปรีชาคือ นายศุกรวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา และนางสาวศิริวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา

                   - นางสาวชิน โรจนประดิษฐ์ มีบุตรกับหลวงวัยวุฒิปรีชาคือ นายปิยวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา

                   - ม.ล.พัทรจิตร สุทัศน์ มีบุตรกับหลวงวัยวุฒิปรีชาคือ นายจิราวุธ กุญชร ณ อยุธยา และนายวิทยาวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา (พระยาอนุมานราชธน, ๒๕๐๐: ฆ - ง)[15]

หม่อมเนย กุญชร ณ อยุธยา พี่สาวหม่อมจันทร์ กุญชร ณ อยุธยา (หม่อมของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เช่นกัน) หม่อมเนยมีความรู้ความสามารถทั้งกระบวนการร้องและกระบวนการรำ ทั้งที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่มีความจำดี สามารถจำบทร้องได้อย่างแม่นยำ เมื่อมีบุตรธิดาแล้วจึงเลิกแสดงละครและขับร้อง หม่อมเนยเป็นผู้มีอุปนิสัยดีเป็นที่เคารพนับถือของบรรดาลูกของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ทุกคน (พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ, ๒๕๓๒: ๕๐)[9] หม่อมเนยมีบุตรธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- ม.ล.ปาด กุญชร (หญิง)

- ม.ล.แขก กุญชร (ชาย)

- ม.ล.ไข่ กุญชร (หญิง)

หม่อมแช่ม กุญชร ณ อยุธยา มีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- ม.ล.สารี กุญชร (ศิริวงศ์) (หญิง) (กันต์ อัศวเสนา, ๒๕๕๙: ๖๑)[7]

หม่อมเข็ม กุญชร ณ อยุธยา เดิมเป็นหม่อมในพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ต่อมาเมื่อสิ้นนพระชนม์ได้เป็นหม่อมของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา ได้กล่าวถึงหม่อมเข็มไว้ตอนหนึ่งว่า “ผู้ที่มีชื่อเสียงในคณะละครขงพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ก็มี หม่อมเอม เป็นต้นบท และมีหม่อมชั้นเล็กสองคนที่มีชื่อเสียงปรากฏต่อมาเป็นระยะยาวนานคือ หม่อมเข็ม หม่อมคร้าม ..... ส่วนหม่อมเข็มนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงในทางเป็นครูพระ หม่อมคร้ามและหม่อมเข็มต่อมาได้เป็นตัวละครสำคัญในคณะละครของเจ้าพระยาเทเวศร ฯ รุ่นใหญ่” (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา, ๒๕๑๑: ก - ข)[13] และยังเป็นผู้คิดค้นกระบวนการรำและฝึกหัดละครดึกดำบรรพ์ของวังบ้านหม้อ “หม่อมเข็ม กุญชร มีหน้าที่คิดการรำและหัด” (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, ๒๕๕๒: ๘๓)[16] ไม่ทราบวันเดือนปีเกิดและถึงแก่กรรมชัดเจน แต่ท่านเป็นคนอายุยืน ดังที่ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “แต่มีหม่อมเข็มคนเดียวที่มีชีวิตอยู่มาจนกระทั่งเจ้าพระยาเทเวศรฯ เลิกการละครในตอนปลายรัชกาลที่ ๕” (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา, ๒๕๑๑: ข)[13] และทราบแน่ชัดว่าในปี พ.ศ.๒๔๘๐ ยังมีชีวิตอยู่ เพราะปรากฏหลักฐานในจดหมายในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทรงประทานแด่พระยาอนุมานราชธนได้กล่าวถึงหม่อมเข็มไว้ตอนหนึ่งว่า “คนทั้ง ๕ ซึ่งช่วยกันทำในเวลานั้น ต่างก็ตายไปแล้วสามคนเหลือแต่ฉันกับหม่อมเข็มสองคน” (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, ๒๕๕๒: ๘๔)[16] ซึ่งจดหมายดังกล่าวลงวันที่ไว้เป็นวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๘ แต่ท่านจะมีอายุต่อมาอีกกี่ปีก็ยังไม่ทราบเป็นที่แน่ชัด

หม่อมพร้อม เป็นละครรุ่นใหญ่ของเจ้าพระยาเทวศร์วงศ์วิวัฒน์ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา กล่าวถึงหม่อมพร้อมไว้ตอนหนึ่งว่า “ก็มีหม่อมพร้อม ผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นอิเหนา ที่กล่าวกันว่าเวลา “เข้าเครื่อง” แล้ว งามไม่มีผู้ใดเปรียบ เป็นที่โปรดปรานของพระบรมวงศานุวงศ์และเป็นที่นิยมของคนดูทั่วไป” (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา, ๒๕๑๑: ข)[13]

หม่อมละมัย ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา กล่าวถึงหม่อมละมัยไว้ตอนหนึ่งว่า “คุณหญิงเทศตั้งแต่เริ่มฝึกหัดละคร ก็มีท่วงทีว่าจะเป็นตัวเอก เป็นลูกศิษย์คนสำคัญของหม่อมคร้าม ได้ฝึกหัดเป็นยักษ์จนชำนิชำนาญ เมื่อเป็นสาวรุ่นอยู่มักจะแสดงเป็นตัวรามสูรร่วมกันกับหม่อมละมัย กุญชร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นหม่อมที่ยังมีชีวิตอยู่คนหนึ่งของเจ้าพระยาเทเวศรฯ ในขณะนี้ และหม่อมต่วน ผู้ซึ่งได้มาร่วมงานกับคุณหญิงเทศ ในปั้นปลายของชีวิตในกรมศิลปากร หม่อมละมัยเป็นตัวอรชุน และหม่อมต่วนเป็นนางเมฆขลา คุณหญิงเทศเป็นตัวละครที่มีวัยสูงกว่าหม่อมละมัยและหม่อมต่วนเล็กน้อย” (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา, ๒๕๑๑: ข)[13] หม่อมละมัยผู้นี้เป็นผู้มีอายุยืน เพราะข้อความข้างต้นตอนหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อเป็นสาวรุ่นอยู่มักจะแสดงเป็นตัวรามสูรร่วมกันกับหม่อมละมัย กุญชร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นหม่อมที่ยังมีชีวิตอยู่คนหนึ่งของเจ้าพระยาเทเวศรฯ ในขณะนี้” ซึ่งหนังสือนี้พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) ณ ฌาปนสถานวัดธาตุทอง วันอาทิตย์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ ถ้ามีชีวิตไม่ถึง พ.ศ.๒๕๑๑ ก็น่าจะมีชีวิตถึง พ.ศ.๒๕๑๐ เพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าระหว่างที่ติพิมพ์หนังสือนี้อยู่ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรืออาจมีชีวิตเลย พ.ศ.๒๕๑๑ ก็เป็นได้

หม่อมเลื่อน เป็นละครรุ่นใหญ่ของเจ้าพระยาเทวศร์ฯ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา กล่าวถึงหม่อมเลื่อนไว้ตอนหนึ่งว่า “ส่วนครูนางนั้น ก็คือหม่อมเลื่อน และหม่อมวัน มีชื่อเสียงว่าเป็นตัวบุษบาที่สวยมากทั้งในขบวนรำและในรูปโฉมทั้งสองคน หม่อมเลื่อนนั้นสวยโดยธรรมชาติด้วย” (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา, ๒๕๑๑: ข)[13]

หม่อมต่วน หรือ ศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก (๕ กรกฏาคม พ.ศ.๒๔๒๖ - ๑๙  พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙) เป็นนักแสดงตัวนางของวังบ้านหม้อ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทส สุวรรณภารต) ได้ชวนมาเป็นครูสอนละครในวังหลวง เมื่อครั้งมีการรื้อฟื้นละครดึกดำบรรพ์ในราชสำนัก ต่อภายหลังได้เป็นครูสอนที่วิทยาลัยนาฏศิลป

นอกจากนี้เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ยังมีหม่อมท่านอื่น ๆ อีกที่ไม่ทราบประวัติแน่ชัด ได้แก่

หม่อมทับทิม น้องสาวหม่อมบัวเผื่อน (กันต์ อัศวเสนา, ๒๕๕๙: ๖๑)[7]

หม่อมตลับ ลูกของป้าหม่อมเจริญ เป็นคนพาหม่อมเจริญมาอยู่วังบ้านหม้อ (พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ, ๒๕๓๒: ๖๕)[9]

หม่อมแดง เป็นนักร้อง

หม่อมทิม

หม่อมพริ้ง

หม่อมจันทร์

หม่อมคร้าม

หม่อมเปรม

 และยังมีบุตรธิดาอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่าเกิดจากหม่อมท่านใด ได้แก่

พระยาอาทรธุรศิลป์ (ม.ล.ช่วง กุญชร)

ม.ล.แม้น กุญชร (หญิง)

ม.ล.จรัส กุญชร (หญิง)

ม.ล.เครือวัลย์ กุญชร (ชาย)

ม.ล.ลำใย กุญชร (ชาย)

พระยาศรีกฤดากร (ม.ล.ตุ่ม กุญชร)

ม.ล.ปุย กุญชร (หญิง) ได้สมรสกับพระยาประดิพัทธภูบาล (คอ ยู่เหล ณ ระนอง) (http://naranong.net/family_1_1.html)[17]

ม.ล.พริ้ม กุญชร (หญิง)

ม.ล.ปุ๊ กุญชร (ชาย)

ม.ล.แต๋ว กุญชร (หญิง)

ร.ท.ม.ล.พร้อม กุญชร (ชาย)

ม.ล.เภา กุญชร (หญิง)

ม.ล.อาภา อภัยวงศ์วรเศรษฐ (หญิง) ได้สมรสกับพระอภัยวงศ์วรเศรษฐ (ช่วง อภัยวงศ์) (http://www.reurnthai.com/index.php?topic=3436.19)[18]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

  1. เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ ๔ (จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย) เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๒๓
  2. เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ ๓ (ตริตาภรณ์มงกุฎไทย) เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๙
  3. เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ ๑ (ประถมาภรณ์มงกุฎไทย) เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๓๖
  4. เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ ๓ (ตริตาภรณ์ช้างเผือก) เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๓
  5. เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ ๒ (ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก) เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๐
  6. เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ ๑ (ประถมาภรณ์ช้างเผือก) เมื่อวัน ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๒
  7. เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๓ (ตติยจุลจอมเกล้า) เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๒๔
  8. เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๒ (ทุติยจุลจอมเกล้า) เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๒
  9. เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๒ (ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ) เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๕
  10. เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ (ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ) เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๓[19]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 เทเวศรวงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) เจ้าพระยา. ฉลองเทศนาอายุเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ ๑๕ กัณฑ์. [ม.ป.ท.]: พิศาลบรรณนิติ์, ๒๔๖๖.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 2.8 2.9 อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมหลวงสำลี อิศรพงศ์พิพัฒน์. กรุงเทพฯ : วัชรินทร์การพิมพ์, 2516.
  3. วีรศิลป์ ห่วงประเสริฐ. การบรรจุในละครดึกดำบรรพ์ เรื่องอิเหนา พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์. งานวิจัยหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต, ภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557.
  4. "ข่าวอสัญกรรม". ราชกิจจานุเบกษา (ใน ไทย) 39 (0 ง): 2780. 7 มกราคม พ.ศ. 2465. สืบค้นเมื่อ 23 กรกฎาคม 2560. 
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 เทเวศวงศวิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร), เจ้าพระยา.  ข้อราชการในกรมมหาดเล็ก.  พระนคร: โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหารบก, ๒๕๐๐. [พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ล.วราห์ กุญชร)]
  6. หม่อมเจ้านิทัศนาธร จิรประวัติ
  7. 7.0 7.1 7.2 กันต์ อัศวเสนา. ดุริยวรรณกรรมเพลงตับเรื่องอิเหนาจากต้นฉบับแผ่นเสียงเก่าของวังบ้านหม้อ. ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ดนตรี), วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๙.
  8. หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ.  นามานุกรมศิลปินเพลงไทยในรอบ ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์.  กรุงเทพมหานคร: เรือนแก้ว, ๒๕๓๒.
  10. หม่อมหลวงขาบ กุญชร
  11. สุกิจ นิมมานเหมินท์
  12. http://www.sammajivasil.net/sripen/history005.htm
  13. 13.0 13.1 13.2 13.3 13.4 13.5 13.6 บุญเหลือ เทพยสุวรรณ, ม.ล., และสมภพ จันทรประภา. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์. กรุงเทพมหานคร: สถานสงเคราะห์หญิงปากเกร็ด, ๒๕๑๑.
  14. นริศรานุวัติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา.  บทละครดึกดำบรรพ์ ฉบับเพิ่มเติม.  กรุงเทพมหานคร: (ม.ป.พ.), ๒๔๙๖. (พิมพ์เป็นมิตรพลีในงานศพหม่อมหลวงวงษ์ กมลาสน์)
  15. 15.0 15.1 อนุมานราชธน, พระยา.  ร้อง รำ ทำเพลง.  กรุงเทพมหานคร: มิตรไชย, ๒๕๐๐. [พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงวัยวุฒิปรีชา (ม.ล.ไวยวัฒน์ กุญชร)]
  16. 16.0 16.1 พูนพิศ อมาตยกุล, บรรณาธิการ.  เพลง ดนตรี : จากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ถึง พระยาอนุมานราชธน.  กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๕๒.
  17. http://naranong.net/family_1_1.html
  18. http://www.reurnthai.com/index.php?topic=3436.19
  19. เทศนาฉลองอายุ เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ (15 กัณฑ์). [ม.ป.ท.]: โรงพิมพ์พิศาลบรรณนิติ์, 2466.