พระราชวังบวรสถานมงคล
| พระราชวังบวรสถานมงคล | |
|---|---|
| พระบวรราชวัง | |
![]() แผนที่โต้ตอบของพระราชวังบวรสถานมงคล | |
| ประเภท | พระราชวัง |
| ที่ตั้ง | แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร |
| ประวัติ | |
| สร้างเมื่อ | พ.ศ. 2325 |
| สร้างโดย | สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท |
| การใช้งานดั้งเดิม | สถานที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล |
| ข้อมูลพื้นที่ | |
สถาปัตยกรรม | สถาปัตยกรรมไทย |
| สถานะ | ยังมีอยู่ |
| ผู้ดูแล | กรมศิลปากร |
| ชื่อที่ขึ้นทะเบียน | พระราชวังบวรสถานมงคล และกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) |
| ขึ้นเมื่อ | 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519 |
| เป็นส่วนหนึ่งของ | โบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร |
| เลขอ้างอิง | 0000015 |
| ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร | |
พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ พระบวรราชวัง ตั้งอยู่ที่เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นพระราชวังที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทซึ่งทรงดำรงพระอิสริยยศกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดให้สร้างขึ้น โดยเริ่มสร้างพร้อม ๆ กับพระบรมมหาราชวังใน พ.ศ. 2325 การก่อสร้างพระราชวังแห่งนี้ใช้พื้นที่ตั้งแต่ทิศเหนือของวัดสลัก (ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร) ขึ้นไปจรดคลองคูเมืองเดิม และได้ทำผาติกรรมที่ดินส่วนหนึ่งทางด้านเหนือของวัดสลัก เข้ามาเป็นเขตพระราชวังบวรสถานมงคลด้วย อาณาเขตของพระราชวังบวรสถานมงคลเดิมกว้างขวางมาก แต่ปัจจุบันได้ดัดแปลงส่วนหนึ่งเป็นสนามหลวง และถนน และเป็นที่ตั้งของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โรงละครแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกำแพงพระราชวังเกือบทั้งหมด และป้อมปราการทั้งหมดถูกรื้อถอนลง
ประวัติ
[แก้]สมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
[แก้]
หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และโปรดเกล้าสถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าพระยาสุรสีห์ ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท)[1] ได้มีการย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมายังกรุงเทพมหานคร และโปรดเกล้าให้สร้างพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้นในคราวเดียวกัน[2]
พระราชวังบวรสถานมงคลนั้นเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของผู้ดำรงพระอิสริยยศกรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงมีความสำคัญมาก พระราชวังแห่งนี้ใช้เวลาสร้าง 3 ปีแล้วเสร็จและมีการฉลองพระราชวังพร้อมกับการสมโภชพระนครและฉลองพระบรมมหาราชวังเมื่อ พ.ศ. 2328 พระราชวังบวรสถานมงคลเมื่อแรกสร้างนั้นเป็นเครื่องไม้ทั้งสิ้น ในการสร้างพระบรมมหาราชวังในระยะแรกนั้นได้ถ่ายแบบมาจากพระราชวังในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่พระราชวังบวรสถานมงคลนั้นไม่มีหลักฐานว่าถ่ายแบบมาจากพระราชวังจันทรเกษมซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม ในการสร้าง พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน ซึ่งเป็นท้องพระโรงนั้น ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของสระน้ำ ได้ถ่ายแบบมาจากพระที่นั่งทรงปืนในพระราชวังหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนั้น จึงมีบางคนเรียกพระที่นั่งองค์นี้ว่า พระที่นั่งทรงปืน[3] หรือ บ้างก็เรียกพระที่นั่งทรงธรรม เนื่องจากใช้เป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลด้วย[2]
พระราชมณเฑียรภายในพระราชวังสถานมงคลนั้น สร้างเป็นพระวิมาน 3 หลังเรียงติดกัน ได้แก่
ทั้งด้านหน้าและด้านหลังพระวิมานนั้น สร้างเป็นพระราชมณเฑียรขวางตลอดแนวพระวิมานทั้ง 3 หลัง โดยด้านหน้าพระวิมานถัดจากพระที่นั่งวายุสถานอมเรศนั้น มุขหน้าเป็นท้องพระโรงหน้า เรียกว่า พระที่นั่งพรหมพักตร์ ส่วนมุขหลังเป็นท้องพระโรงหลัง โดยมี พระที่นั่งบูรพาภิมุข พระที่นั่งทักษิณาภิมุข พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข และพระที่นั่งอุตราภิมุข ล้อมรอบพระราชมณเฑียรทั้ง 4 ด้าน โดยชื่อพระที่นั่งทั้ง 4 นั้น มีขึ้นในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ[4]

นอกจากนี้ ยังมี พระพิมานดุสิตา ซึ่งพระองค์โปรดให้สร้างถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา และเมื่อ พ.ศ. 2330 กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดให้สร้างพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ที่ได้อัญเชิญลงมาหลังจากเสด็จขึ้นไปยังนครเชียงใหม่
บริเวณด้านเหนือของพระราชวัง พระองค์โปรดให้สร้าง "วัดหลวงชี" ขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จำศีลของนางชีนามว่า นักนางแม้น ซึ่งเป็นมารดาของนักองค์อีธิดาในสมเด็จพระอุไทยราชา พระเจ้ากรุงกัมพูชา ซึ่งเป็นพระสนมเอกในพระองค์[5][6]
พระองค์ทรงสร้างพระราชวังบวรสถานมงคลด้วยความประณีต ด้วยตั้งพระราชหฤทัยว่า เมื่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชสวรรคต ถึงเวลาพระองค์ทรงครอบครองราชสมบัติ จะเสด็จประทับอยู่พระราชวังบวรฯ ตามแบบอย่างสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ไม่เสด็จลงมาอยู่วังหลวง[7]
ครั้นเมื่อพระองค์ทรงพระประชวรใกล้สวรรคตนั้น พระองค์มีรับสั่งว่า พระราชมณเฑียรสถานได้ทรงสร้างไว้ใหญ่โตมากมายเป็นของปราณีตบรรจง ประชวรมาช้านานไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นให้รอบคอบ จะใคร่ทอดพระเนตรให้สบายพระราชหฤทัย ดังนั้น จึงโปรดฯ ให้เชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลี่ยงบรรทมพิงพระเขนยไปโดยรอบพระราชมณเฑียร โดยการเสด็จในครั้งนี้มีบางคนกล่าวว่า พระองค์ทรงบ่นว่า "ของนี้อุตส่าห์ทำขึ้นด้วยความคิดและเรี่ยวแรงเป็นนักหนา หวังว่าจะได้อยู่ชมให้สบายนานๆ ก็ครั้งนี้จะไม่ได้อยู่แล้ว จะได้เห็นวันนี้เป็นที่สุด ต่อนี้ไปก็จะเป็นของท่านผู้อื่น" และเล่าอีกอย่างหนึ่งว่า พระองค์มีรับสั่งว่า "ของใหญ่ของโตดีดีของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุนให้แรง ก็สร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครมิใช่ลูกกู ถ้ามาเป็นเจ้าของเข้าครอบครอง ขอให้ผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข" ซึ่งมีปรากฏในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย[7]
ภายหลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระราชวังบวรสถานมงคลก็ถูกปล่อยให้รกร้าง เนื่องจากกรมพระราชวังสถานมงคลพระองค์ต่อมา คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรนั้น ไม่ได้เสด็จเข้าประทับที่พระราชวังแห่งนี้ แต่ยังคงประทับที่พระราชวังเดิม ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
สมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์
[แก้]ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์)[1] พระองค์ทรงสมรสกับพระธิดาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท และได้เสด็จเข้าประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล ในสมัยของพระองค์นั้น ไม่ได้มีการสร้างสิ่งใดเพิ่มเติมภายในพระราชวังบวรสถานมงคล แต่มีการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมลง พระองค์ทรงให้รื้อพระพิมานดุสิตาลง โดยนำไม้ที่ได้จากการรื้อไปใช้ในการสร้างวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร รื้อกุฎิวัดหลวงชีซึ่งชำรุด ทำเป็นสวนเลี้ยงกระต่าย นอกจากนี้ ภายในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระองค์ทรงย้ายปราสาทปรางค์ 5 ยอด ซึ่งเดิมสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ แต่ภายหลังการเสด็จทิวงคตของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานภายในพระบรมมหาราชวังแล้ว พระองค์จึงทรงให้ตั้งพระที่นั่งเศวตฉัตรแทน เพื่อเป็นที่เสด็จออกแขกเมืองและพระสงฆ์ถวายพระธรรมเทศนา
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2360 ณ พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ และไม่มีการสถาปนากรมพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้นอีกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
สมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ
[แก้]
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ออกพระนามว่าสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ)[1] หลังจากนั้น พระองค์ทรงประทับอยู่ที่พระราชวังบวรสถานมงคลตลอดพระชนม์ชีพ โดยพระองค์ได้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงพระราชวังบวรสถานมงคลมากมาย
พระองค์ทรงซ่อมแซมพระราชมณเฑียรทั้ง 3 หลัง และต่อมุขบริเวณด้านหลังพระที่นั่งวายุสถานอมเรศ เรียกว่า พระที่นั่งปฤษฎางค์ภิมุข และมุขด้านหน้า เรียกว่า พระที่นั่งพิมุขมณเฑียร พร้อมทั้งขนานนามพระที่นั่งที่ที่ล้อมรอบพระราชมณเฑียรทั้ง 4 มุมว่า พระที่นั่งบูรพาภิมุข พระที่นั่งทักษิณาภิมุข พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข และพระที่นั่งอุตราภิมุข

พระองค์ยังให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ต่อจากพระที่นั่งพิมุขมณเฑียรเพื่อใช้เป็นท้องพระโรง เรียกว่า พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ซึ่งสร้างเลียนแบบ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ภายในพระบรมมหาราชวัง และเปลี่ยนนามพระที่นั่งพรหมเมศรังสรรค์เป็นพระที่นั่งพรหมเมศธาดา เพื่อให้คล้องจองกับพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย รวมทั้ง เปลี่ยนนามพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ด้วย

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงให้สร้างพระที่นั่งเครื่องไม้ ขนานนามว่าพระที่นั่งรังสรรค์จุฬาโลก ขึ้นบริเวณสระน้ำที่เป็นที่ตั้งของพระที่นั่งพิมานดุสิตา ภายหลังหักพังเสียหมด และสร้างวัดพระแก้ววังหน้า ขึ้น โดยโปรดให้อัญเชิญพระพุทธชินสีห์ จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก มาประดิษฐานที่พระอุโบสถของวัด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า วัดบวรสถานสุทธาวาส[8]
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2375 โดยไม่มีการสถาปนากรมพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้นอีกตลอดรัชกาล ทำให้พระราชวังสถานมงคลว่างลงอีกครั้ง
สมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
[แก้]

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลรับพระบวรราชโองการ พระเกียรติยศเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 2 มีพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้เรียกพระราชวังบวรสถานมงคลว่า พระบวรราชวัง ขณะที่วังหลวงเรียกว่าพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าประทับในพระบวรราชวังซึ่งอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก ดังนั้น ในสมัยนี้จึงมีการปรับปรุง ซ่อมแซม พระบวรราชวังครั้งใหญ่เพื่อให้สมพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีต้นแบบมาจากพระบรมมหาราชวังเป็นส่วนใหญ่
พระองค์ทรงสร้างพระที่นั่งคชกรรมประเวศเป็นองค์แรก บริเวณด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซึ่งใช้เป็นพระที่นั่งในการเกยช้าง พระที่นั่งองค์นี้มีลักษณะคล้ายพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง และโปรดให้สร้างพระที่นั่งบริเวณมุมข้างใต้และเหนือของพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย นามว่า พระที่นั่งมังคลาภิเษก และ พระที่นั่งเอกอลงกฎ สร้างตามแบบพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ ภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งพระที่นั่งทั้ง 2 องค์มีที่เกยสำหรับทรงพระราชยาน รวมทั้ง ยังสร้างพระที่นั่งสนามจันทร์ และสร้างพลับพลาสูงตามแบบพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท เหมือนอย่างพระราชวังหลวง และทรงย้ายตำหนักแดงจากพระราชวังเดิม มาปลูกไว้ที่พระบวรราชวังด้วย[9]
พระองค์โปรดให้สร้างพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ซึ่งเป็นตึกแบบฝรั่ง 2 ชั้น เพื่อใช้เป็นที่ประทับของพระองค์ และเสด็จเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งแห่งนี้ นอกจากนี้ ยังโปรดให้สร้างพระที่นั่งบริเวณหน้าพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ แต่พระองค์เสด็จสวรรคตไปเสียก่อน ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนสำเร็จ พร้อมทั้งพระราชทานนามพระที่นั่งว่า พระที่นั่งบวรบริวัติ
เมื่อพระองค์จัดตั้งทหารวังหน้าขึ้น จึงมีการสร้างสถานที่สำหรับการทหารขึ้นภายในพระบวรราชวัง เช่น โรงปืนใหญ่ โรงทหาร คลังสรรพาวุธ เป็นต้น รวมทั้ง ยังสร้างโรงช้างต้น และ ม้าต้น ตามแบบพระบรมมหาราชวังอีกด้วย
นอกจากนี้ พระองค์ยังได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายหลังการเสด็จทิวงคตของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทนั้น กลับมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ดังเดิม
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงตั้งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีกตลอดรัชกาล
สมัยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ
[แก้]ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เนื่องจากในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการปรับปรุงพระบวรราชวังครั้งใหญ่ และยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีการสร้างพระที่นั่งใหม่มากนัก พระองค์ทรงสร้าง พระที่นั่งสาโรชรัตนประพาส ต่อจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนแล้วเสร็จและเสด็จเข้าประทับในพระที่นั่งองค์นี้
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเสด็จทิวงคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 หลังจากนั้น ก็ไม่มีการสถาปนาเจ้านายพระองค์ใดที่ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
จุดสิ้นสุดของพระราชวังบวรสถานมงคล
[แก้]หลังจากการเสด็จทิวงคตของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้สถาปนาเจ้านายพระองค์ใดในตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีก แต่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ พ.ศ. 2429 ทำให้ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลถูกยกเลิกไป ดังนั้น พระราชวังบวรสถานมงคลจึงไม่ได้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนับตั้งแต่นั้นมา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดัดแปลงสนามวังหน้าเป็นส่วนหนึ่งของท้องสนามหลวง และรื้อป้อมปราการต่าง ๆ ลง จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานไปไว้ที่ พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ในปี พ.ศ. 2430 และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลให้จัดตั้งขึ้นเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปี พ.ศ. 2469[10] ปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, โรงละครแห่งชาติ และท้องสนามหลวงตอนเหนือฟากตะวันตก
เขตพระราชฐาน
[แก้]เขตพระราชฐานชั้นนอก
[แก้]เขตพระราชฐานชั้นนอก ประกอบด้วยพื้นที่ภายในกำแพงพระราชวังส่วนตะวันออก และส่วนเหนือ ของพระราชวังบวรสถานมงคล รวมถึงวัดบวรสถานสุทธาวาส เดิมเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ศาลาลูกขุน โรงทหาร โรงช้าง โรงม้า รวมถึงสนามสำหรับฝึกทหาร ในสังกัดกรมพระราชวังบวรฯ ปัจจุบัน เขตพระราชฐานชั้นนอกข้างตะวันออกได้ถูกรื้อถอนออกทั้งหมดเพื่อขยายท้องสนามหลวง เหลือเพียงพื้นที่ข้างเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดบวรสถานสุทธาวาส ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นพื้นที่โรงละครแห่งชาติ และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เท่านั้น
วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ วัดพระแก้ววังหน้า เป็นวัดในพระราชวัง ซึ่งไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา สถาปนาขึ้นโดยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ในรัชกาลที่ 3 โดยทรงอุทิศบริเวณสวนกระต่ายเดิม สร้างเป็นพระอุโบสถทรงจตุรมุข ในชั้นแรกทรงตั้งพระทัยจะสร้างหลังคาเป็นยอดปราสาท แต่ทรงถูกคัดค้านโดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่ากรมพระราชวังบวรไม่มีศักดิ์พอจะสร้างปราสาทได้ จึงระงับไป โดยรอบฐานพระอุโบสถ เคยมีเก๋ง และศาลาทรงจีนล้อมรอบ ซึ่งถูกรื้อลงในรัชกาลที่ 9 คงเหลือแต่พระอุโบสถซึ่งถูกถอนพัทธสีมาออกไปแล้ว ส่วนบริเวณโดยรอบวัด เคยมีกำแพงแก้วล้อมรอบพร้อมซุ้มทางเข้า แต่ถูกรื้อลงเมื่อคราวรื้อถอนพระราชวังบวรสถานมงคล
พระที่นั่งพลับพลาสูง เป็นพระที่นั่งโถง ตั้งอยู่บนกำแพงพระราชวังข้างตะวันออก ระหว่างประตูพิศาลสุนทร และ ประตูบวรยาตรา คล้ายกับพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เพียงแต่ไม่มียอดปราสาทพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สร้างขึ้นพระราชทานแก่ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อสถาปนาพระราชอิสริยยศ เสมอพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ที่ 2 รื้อลงพร้อมกับการขยายสนามหลวง ในรัชกาลที่ 5
เขตพระราชฐานชั้นกลาง
[แก้]เขตพระราชฐานชั้นกลาง เป็นบริเวณส่วนในของพระราชวังบวรสถานมงคล ตั้งอยู่บริเวณข้างเหนือ ถัดเข้ามาจากวัดบวรสถานสุทธาวาส เป็นบริเวณพระที่นั่ง ที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ประกอบด้วยพระที่นั่งต่าง ๆ โดยในปัจจุบัน คือพื้นที่ส่วนใหญ่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ประกอบไปด้วย
หมู่พระวิมาน หรือพระราชมณเฑียร ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เพื่อเป็นที่ประทับ และออกว่าราชการ เดิมมีกำแพงแก้วและซุ้มประตูล้อมรอบ ด้านหน้ากำแพงแก้วมีพระที่นั่งมังคลาภิเศก และพระที่นั่งเอกอลงกฎ ตั้งอยู่ทั้งสองข้าง ภายหลังรื้อกำแพงแก้วและซุ้มประตูลงเมื่อสถาปนาเป็นพิพิธภัณฑสถาน
พระที่นั่งสนามจันทร์ เป็นพระที่นั่งโถงขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในกำแพงแก้วหมู่พระวิมาน ข้างพระที่นั่งพรหมเมศธาดา สร้างขึ้นโดยพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เหมือนอย่างพระที่นั่งสนามจันทร์ในพระบรมมหาราชวัง แต่พระที่นั่งสนามจันทร์ของวังหน้า ใช้ไม้กระดานหลายแผ่นต่อกัน ไม่ใช่ขนาดใหญ่แผ่นเดียว และเครื่องลำยองก็เป็นอย่างฐานานุศักดิ์วังหน้า ภายหลังทรุดโทรมจวนจะพัง จึงรื้อลงก่อนสถาปนาพิพิธภัณฑสถาน
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ตั้งอยู่หน้าหมู่พระวิมาน สร้างในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นที่ตั้งของพระพุทธสิหิงค์
พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน ตั้งอยู่ถัดจากพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ สร้างในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เพื่อเป็นที่ประทับว่าราชการ และเป็นที่จัดพิธีกรรมทางศาสนา
พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ตั้งอยู่บริเวณข้างเหนือของพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตึกอย่างฝรั่งสองชั้น เพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายกับหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ ในพระบรมมหาราชวัง ปัจจุบันอยู่หลังโรงราชรถ
พระที่นั่งบวรบริวัติ ตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ เป็นพระที่นั่งทรงเก๋งจีน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับอย่างจีน แต่ยังค้างอยู่จนเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงสานต่อจนแล้วเสร็จ รื้อลงในรัชกาลที่ 9 เพื่อสร้างอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นอาคารเก็บและจัดแสดงวัตถุโบราณ เหลือเพียงเก๋งนุกิจราชบริหารซึ่งเป็นเก๋งจีนขนาดเล็กเท่านั้น
พระที่นั่งสาโรชรัตนประพาส ตั้งอยู่ถัดจากพระที่นั่งบวรบริวัติไปทางตะวันตก เป็นหมู่พระที่นั่งทรงอย่างฝรั่ง สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ รื้อลงเพื่อสร้างอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
เขตพระราชฐานชั้นใน
[แก้]เขตพระราชฐานชั้นใน เป็นที่ประทับและที่อยู่ของข้าราชการฝ่ายใน พระมเหสี เจ้าจอมมารดา พระราชโอรส พระราชธิดา ในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ภายหลังเมื่อไม่มีการสถาปนาพระมหาอุปราช มาครองพระราชวังบวรสถานมงคลอีก แต่พระสนม เจ้าจอม พระราชโอรส-ธิดา ในกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยังคงประทับอยู่ จึงให้รักษาเฉพาะบริเวณพระตำหนักฝ่ายใน ไว้เป็นที่พำนักของเหล่าพระสนม ข้าราชการฝ่ายใน รวมถึงกำแพงพระราชวังฝั่งใต้ จนในรัชกาลที่ 6 พระสนม เจ้าจอม ในสังกัดพระราชวังบวรมีน้อยลง จึงโปรดให้ย้ายออกไปสมทบที่พระบรมมหาราชวัง แล้วจึงพระราชทานที่ตั้ง ให้เป็นของกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และกลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ในปัจจุบัน
พระที่นั่งรังสรรค์จุฬาโลกย์ หรือพระพิมานดุสิตา เป็นหอพระกลางสระน้ำ มีสะพานเชื่อมทั้ง 4 ด้าน สร้างขึ้นในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท โดยตั้งพระทัยจะสร้างเป็นปราสาท ให้เป็นเหมือน พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ในพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อมีเหตุการณ์บุกเข้าเพื่อลอบปลงพระชนม์ แล้วคนร้ายถูกสังหารได้ที่บริเวณนี้ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิหนาท จึงมีพระดำริว่าจะเป็นนิมิตร้ายด้วยพระมหาอุปราช ไม่มีศักดิ์พอจะประทับในอาคารยอดปราสาท และพระราชวังบวรในกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่มีปราสาท จึงโปรดฯ ให้งดการสร้างปราสาท และอุทิศบริเวณดังกล่าวเป็นหอพระ และนำยอดปราสาทไปเป็นยอดมณฑปที่วัดมหาธาตุแทน ต่อมายอดมณฑปนี้ ถูกสามเณรเล่นดอกไม้ไฟ ต้องหลังคาพระมณฑปจนไหม้ไป กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท จึงโปรดฯ ให้สร้างใหม่เป็นหลังคาทรงโรง อย่างที่ปรากฎในปัจจุบัน สำหรับที่ตั้งพระที่นั่งรังสรรค์จุฬาโลกย์และสระน้ำภายหลังถูกรื้อลง ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของอาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์
ฉนวนน้ำพระราชวังบวรสถานมงคล
[แก้]ในคราวสถาปนาสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงมีพระเกียรติเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่สอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้มีการสร้างสิ่งต่าง ๆ ในพระบวรราชวัง เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ให้มีเสมอด้วยพระบรมมหาราชวัง ซึ่งทรงโปรดฯให้สร้างหมู่พระที่นั่งฉนวนน้ำพระบรมมหาราชวังขึ้นใหม่ พระราชทานนามว่า ท่าราชวรดิษฐ์ และประกอบไปด้วยพระที่นั่ง 4 องค์ คือ พระที่นั่งชลังคพิมาน พระที่นั่งทิพยสถานเทพสถิต พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย และ พระที่นั่งอนงค์ในสราญรมย์ รวมถึง ป้อมพรหมอำนวยศิลป์ และ ป้อมอินทรอำนวยศร จึงทรงดำริให้มีหมู่พระที่นั่งตามอย่างที่ทรงสถาปนานั้น ที่พระบวรราชวังเช่นกัน โดยหมู่พระที่นั่งนี้มีพระที่นั่ง 4 องค์เช่นเดียวกัน ได้แก่ พระที่นั่งมหรรณพพิมาน พระที่นั่งชลสถานทิพยอาสน์ พระที่นั่งประพาสคงคา และ พระที่นั่งนทีทัศนาภิรมย์ ปัจจุบัน หมู่พระที่นั่งนี้ไม่ปรากฏแล้ว
สิ่งก่อสร้างที่ยังคงเหลือในปัจจุบัน
[แก้]
พระราชมณเฑียร
[แก้]พระราชมณเฑียร หรือ หมู่พระวิมาน เป็นหมู่พระที่นั่งภายในพระราชวังบวรสถานมงคล สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์แรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างเป็นหมู่พระที่นั่งประกอบกัน และมีการซ่อมแซมและปรับปรุงครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ใช้เป็นสถานที่ที่จัดแสดงนิทรรศการ วัตถุสิ่งของต่าง ๆ
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
[แก้]พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เป็นพระที่นั่งภายในพระราชวังบวรสถานมงคล สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เดิมมีนามว่า "พระที่นั่งสุทธาสวรรย์" เดิมสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นเพื่อทำการพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีตรุษสารท พระราชพิธีโสกันต์พระเจ้าลูกเธอ เป็นต้น หลังจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2330 พระองค์เสด็จไปยังเชียงใหม่ และไดัอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมา พระองค์จึงทรงพระราชอุทิศพระที่นั่งองค์นี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ต่อมา สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ทรงเปลี่ยนนามพระที่นั่งองค์นี้ว่า "พระที่นั่งพุทไธสวรรย์" ปัจจุบัน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน
[แก้]พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเพื่อใช้เป็นท้องพระโรงเสด็จออกขุนนาง และทรงบำเพ็ญพระราชกุศล การสร้างพระที่นั่งองค์นี้ถ่ายแบบพระที่นั่งมาจากพระที่นั่งทรงปืนที่พระราชวังหลวง สมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนั้น จึงมีบางคนเรียกพระที่นั่งองค์นี้ว่า "พระที่นั่งทรงปืน" อย่างไรก็ตาม เมื่อพระราชมณเฑียรสร้างแล้วเสร็จ พระที่นั่งองค์นี้ก็ใช้เป็นเพียงสถานที่เสด็จทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ดังนั้น บางครั้งจึงเรียกพระที่นั่งองค์นี้ว่า "พระที่นั่งทรงธรรม" พระที่นั่งแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่ตั้งพระบรมศพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทด้วย ปัจจุบัน พระที่นั่งองค์นี้เป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
[แก้]พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ เป็นพระที่นั่งที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างขึ้นโดยมีลักษณะเป็นตึกฝรั่ง เพื่อใช้เป็นที่ประทับของพระองค์ ภายหลังจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้ใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีและพระบวรอัฐิพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบัน พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์จัดเป็นห้องพระบวรราชานุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระที่นั่งคชกรรมประเวศ
[แก้]พระที่นั่งคชกรรมประเวศ เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นโดยพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นพระที่นั่งทรงปราสาทองค์แรกที่สร้างขึ้นภายในพระบวรราชวัง ตั้งอยู่บริเวณหน้ามุขพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งมีลักษณะคล้ายพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทภายในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระที่นั่งที่สร้างโดยเครื่องไม้มีเกยสำหรับขึ้นทรงช้างด้วย เนื่องจากพระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นจากเครื่องไม้ ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไปจึงเกิดการผุกร่อนและชำรุดมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้รื้อพระที่นั่งองค์นี้ออก คงเหลือแต่ฐานปราสาทและที่เกยช้างที่ยังคงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน
พระที่นั่งมังคลาภิเษกและพระที่นั่งเอกอลงกฎ
[แก้]พระที่นั่งมังคลาภิเษกและพระที่นั่งเอกอลงกฎ สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ให้ปรับปรุงและก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ภายในพระบวรราชวังเพื่อให้สมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์โปรดฯ ให้สร้างพระที่นั่งโถงคู่กันบนกำแพงแก้วหน้าท้องพระโรงบริเวณด้านเหนือ นามว่า "พระที่นั่งเอกอลงกฎ" และด้านใต้นามว่า "พระที่นั่งมังคลาภิเษก" ปัจจุบัน พระที่นั่งมังคลาภิเษกได้รื้อลงแล้วเนื่องจากชำรุดเสียหายมาก คงเหลือเพียงพระที่นั่งเอกอลงกฎเท่านั้น[2] อย่างไรก็ตาม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระบุว่า ปัจจุบัน คงเหลือแต่พระที่นั่งมังคลาภิเษก ส่วนพระที่นั่งเอกอลงกฎนั้นได้รื้อลงแล้ว[11]
พระตำหนักแดง
[แก้]พระตำหนักแดง สร้างขึ้นภายในพระบรมมหาราชวังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เพื่อพระราชทานเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางพระองค์น้อยในพระองค์ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรื้อพระตำหนักฝ่ายในภายในเขตพระราชฐานชั้นในเพื่อเปลี่ยนเป็นพระตำหนักตึกทั้งหมด ดังนั้น จึงโปรดให้รื้อพระตำหนักแดงไปปลูกที่พระราชวังเดิม เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โดยพระตำหนักแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกนั้นเป็นที่ประทับสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา ปัจจุบัน พระตำหนักส่วนนี้ได้ถูกรื้อไปปลูกเป็นกุฏิเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี ส่วนที่สองเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบัน ตั้งอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เก๋งนุกิจราชบริหาร
[แก้]เก๋งนุกิจราชบริหาร เป็นอาคารสถาปัตยกรรมจีนภายในพระราชวังบวรสถานมงคลหรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในปัจจุบัน สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในมีภาพจิตกรรมฝาผนังฝีมือช่างจีนทั้ง 3 ด้าน ปัจจุบัน เป็นสถานที่เก็บรักษาป้ายอวยพรขนาดใหญ่ซึ่งเข้าใจว่าเป็นของถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว[12]
ประตู และ ป้อม รอบกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคล
[แก้]เมื่อแรกสร้าง พระราชวังบวรสถานมงคล มีอาณาเขตกว้างขวางกว่าในปัจจุบันมาก กำแพงพระราชวังบวรสถานมงคลมีสี่ด้าน เชื่อมต่อเป็นกำแพงเดียวกับกำแพงพระนคร โดยมีอาณาบริเวณเฉพาะดังนี้
- กำแพงด้านใต้ เริ่มต้นจาก ป้อมพระจันทร์ ถึง ป้อมวิเชียรอาคเนย์ ขนานกับถนนพระจันทร์ ตรงข้ามวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์และท้องสนามหลวง
- กำแพงด้านตะวันออก เริ่มต้นจาก ป้อมวิเชียรอาคเนย์ ถึง ป้อมมุกดาพิศาล ขนานกับถนนหน้าจักรวรรดิวังหน้า
- กำแพงด้านเหนือ เริ่มต้นจาก ป้อมมุกดาพิศาล ถึง ป้อมพระอาทิตย์ ขนานกับถนนราชินีและคลองคูเมืองเดิม
- กำแพงด้านตะวันตก เริ่มต้นจาก ป้อมพระอาทิตย์ ถึง ป้อมพระจันทร์ ขนานกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา
กำแพงพระราชวังบวรสถานมงคลทิศตะวันตก เป็นกำแพงสองชั้น มีถนนพร้อมประตูสกัดทิศเหนือและใต้คั่นกลาง แนวกำแพงชั้นนอกคือแนวต่อเนื่องของกำแพงพระนครซึ่งถือเอาเป็นกำแพงพระราชวังชั้นนอก ตามอย่างพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยา ส่วนแนวกำแพงชั้นใน คือกำแพงพระราชวัง ประตูบนกำแพงทั้งสองชั้น นับรวมถึงประตูสกัด ถือว่าเป็นประตูพระราชวังบวรสถานมงคลด้วย
บริเวณทิศใต้และทิศตะวันออก มีคูน้ำขนาดเล็กเป็นคูพระราชวัง กำแพงทุกด้านก่อด้วยอิฐถือปูน มีเชิงเทินใบเสมา ช่องปีกกา ทิมดาบ มีประตู และป้อมปราการโดยรอบ เหมือนอย่างพระบรมมหาราชวังทุกประการ แต่สร้างตามสถาปัตยกรรมอย่างวังหน้า โดยประตูและป้อมปราการทั้งหมดถูกรื้อลง เมื่อคราวสิ้นตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และการขยายท้องสนามหลวงในรัชกาลที่ 5
ประตูพระราชวังบวรสถานมงคล
[แก้]ประกอบด้วยประตูชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน โดยประตูชั้นนอกทำเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ มีหลังคา มีชื่อคล้องจองกัน ในฝั่งตะวันตก เอากำแพงพระนครเป็นกำแพงชั้นนอกเหมือนอย่างพระบรมมหาราชวัง มีประตูสกัดทิศเหนือและใต้
เดิมเมื่อแรกสถาปนาพระราชวังพร้อมพระนคร ประตูทั้งหมดล้วนเป็นประตูไม้ทาดินแดงยอดมณฑป แบบเดียวกับประตูพระนคร และประตูพระบรมมหาราชวัง ในเวลาต่อมาจึงมีการสร้างใหม่เป็นประตูก่ออิฐถือปูน
ประตูชั้นนอก
[แก้]ทิศใต้
[แก้]เรียงจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก
- ประตูไกรสรลีลาศ
เป็นประตูซุ้มสองชั้น อยู่ตรงกับประตูวัดข้างมหาธาตุฯ ข้างป้อมเขื่อนเพชร ใช้เปิดออกไปยังวัดมหาธาตุฯ ตรงกับ ประตูอุดมโภไค ชั้นใน โดยเป็นเพียงประตูเดียวที่ชื่อไม่คล้องจองกับประตูชั้นนอกอื่น
ปัจจุบันตำแหน่งประตูคือกำแพงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตรงข้ามประตูข้างวัดมหาธาตุฯ ฝั่งโรงเรียนวัดมหาธาตุ
- ประตูพรหมทวาร
เป็นประตูซุ้มสองชั้น ตั้งอยู่ปลายถนนหน้าพระธาตุ ระหว่างป้อมเขื่อนเพชรและป้อมไพฑูรย์ อยู่ตรงกันกับประตูวิเศษไชยศรี ของพระบรมมหาราชวัง ใช้เป็นประตูหลักในการเสด็จไปมา ระหว่างพระราชวังบวรสถานมงคล และพระบรมมหาราชวัง
ประตูนี้เป็นประตูซึ่งกระบวนพระมหาอุปราชใช้เสด็จไปเพื่อรับอุปราชาภิเษกที่พระบรมมหาราชวัง และใช้เสด็จกลับมาเฉลิมพระราชมณเฑียร ครองพระราชวังบวรสถานมงคล จึงมีความสำคัญที่สุด
ปัจจุบันตำแหน่งประตูคือบริเวณแยกถนนหน้าพระลานตัดกับถนนพระจันทร์ ช่วงผ่านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทิศตะวันออก
[แก้]เรียงจากทิศใต้ไปทิศเหนือ
- ประตูพิศาลสุนทร
เป็นประตูซุ้มชั้นเดียว ตั้งอยู่ถัดจากป้อมวิเชียรอาคเนย์ ใต้พระที่นั่งพลับพลาสูง การใช้งานคล้ายประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ ของพระบรมมหาราชวัง
- ประตูบวรยาตรา
เป็นประตูซุ้มชั้นเดียว ตั้งอยู่เหนือพระที่นั่งพลับพลาสูง ริมป้อมเพชรบูรพา การใช้งานคล้ายประตูเทวาพิทักษ์ ของพระบรมมหาราชวัง
- ประตูศักดาพิไชย
เป็นประตูซุ้มชั้นเดียว ตั้งอยู่ระหว่างป้อมเพชรบูรพา กับป้อมมุกดาพิศาล ใกล้สะพานเสี้ยว ซึ่งทอดข้ามคลองคูเมืองเดิม
ทิศเหนือ
[แก้]เรียงจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก
- ประตูอำไพพิมล
เป็นประตูซุ้มชั้นเดียว ตั้งอยู่ระหว่างป้อมมุกดาพิศาล กับป้อมนิลวัตถา ใกล้สะพานเสี้ยว ซึ่งทอดข้ามคลองคูเมืองเดิม
- ประตูมงคลสถิตย์
เป็นประตูซุ้มชั้นเดียว ตั้งอยู่ริมทิมข้างวัดบวรสถานสุทธาวาส เป็นประตูเข้าสู่วัดบวรสถานสุทธาวาส และตรงกับสะพานฉนวนออกไปยังแนวหมู่วังพระองค์เจ้าฝ่ายพระราชวังบวร ที่เรียงกันอยู่ริมคลองคูเมืองเดิม
ปัจจุบันตำแหน่งประตูคือบริเวณทางเข้าที่จอดรถหลังโรงละครแห่งชาติ
ประตูสกัด
[แก้]ถนนสกัดวังหน้า
- ประตูไอยราสนาน
เป็นประตูสกัดทิศเหนือ ของถนนระหว่างกำแพงพระนครกับกำแพงพระราชวัง (ถนนสกัดวังหน้า) ตั้งอยู่ระหว่างท้ายป้อมพระอาทิตย์บนกำแพงพระนคร กับป้อมพระอาทิตย์บนกำแพงพระราชวัง ใกล้ประตูท่าช้างวังหน้า การใช้งานคล้ายประตูสุนทรทิศา ของพระบรมมหาราชวัง คือให้ช้างของวังหน้าเดินออกมา แล้วเลี้ยวออกประตูท่าช้างวังหน้าลงอาบน้ำ
นอกประตูไอยราสนาน จะตรงกับถนนพระอาทิตย์ ข้ามสะพานปากคลองคูเมืองเดิม ซึ่งเป็นถนนเลียบกำแพงพระนครต่อขึ้นไปทางทิศเหนือ
สันนิษฐานว่าสร้างเพิ่มขึ้นในรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันตำแหน่งประตูคือส่วนปลายของถนนพระอาทิตย์ หลังโรงละครวังหน้า
- ประตูตระการไพจิตร
เป็นประตูสกัดทิศใต้ ของถนนระหว่างกำแพงพระนครกับกำแพงพระราชวัง (ถนนสกัดวังหน้า) ตั้งอยู่ระหว่างท้ายป้อมพระจันทร์บนกำแพงพระนคร กับป้อมพระจันทร์บนกำแพงพระราชวัง การใช้งานคล้ายประตูพิทักษ์บวร ของพระบรมมหาราชวัง
ประตูตระการไพจิตร อยู่สุดถนนมหาราชช่วงท้ายวัดมหาธาตุฯ ต่อเนื่องมาจากประตูสุนทรทิศา ของพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากถนนสกัดของทั้งสองพระราชวังอยู่ในแนวเดียวกัน คือถนนเลียบกำแพงพระนคร
สันนิษฐานว่าสร้างเพิ่มขึ้นในรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันตำแหน่งประตูคือประตูท่าพระจันทร์ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทิศตะวันตก
[แก้]บนกำแพงชั้นนอก (กำแพงพระนคร)
[แก้]เรียงจากทิศเหนือไปทิศใต้
- ประตูสารซับมัน
เป็นประตูบนกำแพงพระนคร ทิศตะวันตก ตั้งอยู่เหนือป้อมทับทิมศรี ใช้เป็นประตูออกท่าขุนนางวังหน้า เดิมเป็นประตูสำหรับช้างของวังหน้าลงอาบน้ำ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า เดิมเป็นประตูช้างของวังหน้าลงอาบน้ำ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างประตูท่าช้างวังหน้าขึ้นใหม่บนกำแพงพระนคร ถัดจากป้อมพระอาทิตย์ (เหมือนอย่างประตูท่าช้างวังหลวง) ท่าน้ำหน้าประตูสารซับมัน ก็เปลี่ยนให้ขุนนางวังหน้ามาจอดเรือ จึงถูกเรียกว่าประตูท่าขุนนางวังหน้า อยู่ตรงกับ ประตูพิจิตรเจษฎา บนกำแพงพระราชวัง
- ประตูอนันตโสภา
เป็นประตูบนกำแพงพระนคร ทิศตะวันตก ตั้งอยู่ตรงกับหมู่พระที่นั่งฉนวนน้ำวังหน้า อยู่ตรงกับ ประตูสุดายุรยาตร ชั้นใน การใช้งานคล้ายประตูเทวาภิรมย์ ของพระบรมมหาราชวัง
- ประตูกันยาประพาส
เป็นประตูบนกำแพงพระนคร ทิศตะวันตก ตั้งอยู่เหนือป้อมมณีมรกต เป็นประตูฉนวนฝ่ายใน ออกไปใต้ฉนวนน้ำวังหน้า อยู่ตรงกับ ประตูวรนาฏจรลี ชั้นใน การใช้งานคล้ายประตูอุดมสุดารักษ์ ของพระบรมมหาราชวัง
- ประตูสอาดชลธาร
เป็นประตูบนกำแพงพระนคร ทิศตะวันตก ใช้เป็นทางไขน้ำเข้าในพระราชวัง อยู่ตรงกับ ประตูนารีจรจรัณย์ ชั้นใน
บนกำแพงชั้นใน (กำแพงพระราชวัง)
[แก้]กั้นถนนสกัดกับเขตพระราชฐานชั้นนอก
- ประตูพิจิตรเจษฎา
เป็นประตูบนกำแพงพระราชวัง ทิศตะวันตก ถัดเข้ามาจากกำแพงพระนคร ด้านหลังของวัดบวรสถานสุทธาวาส อยู่ตรงกับ ประตูสารซับมัน บนกำแพงพระนครชั้นนอก ใช้เป็นประตูสำหรับเข้าออกท่าขุนนางวังหน้า คล้ายประตูรัตนพิศาล ในพระบรมมหาราชวัง
ช่องกุด
[แก้]ประตูช่องกุด เป็นประตูขนาดเล็กมีบานเปิด-ปิด ไม่มีซุ้ม ปรากฎอยู่บนกำแพงพระนคร ใช้เข้าออกเป็นการทั่วไป จึงมีอยู่บริเวณชั้นนอกของกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคลฝั่งตะวันตก เหมือนอย่างประตูช่องกุดบนกำแพงพระนครส่วนอื่น ซึ่งราษฎรสามัญใช้เข้า-ออก ไม่มีชื่อประตูเฉพาะ มี 1 ช่อง คือ
- ประตูช่องกุดใต้ประตูอนันตโสภา
ประตูชั้นกลาง
[แก้]ทิศตะวันออก
[แก้]- ต่อจากเขตพระราชฐานชั้นนอก
- ประตูมหาโภคราช
เป็นประตูสองชั้น ตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งศิวโมกข์พิมานใช้เป็นทางเข้าหลักไปยังหมู่พระวิมาน การใช้งานคล้ายประตูพิมานไชยศรี ในพระบรมมหาราชวัง
กระบวนของพระมหาอุปราชเมื่อเสด็จเข้ามายังพระราชวังบวรสถานมงคล ผ่านประตูพรหมทวารชั้นนอกแล้ว จะเลี้ยวเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นกลางทางประตูมหาโภคราชนี้ จึงเป็นประตูชั้นกลางที่มีความสำคัญที่สุด
ทิศเหนือ
[แก้]- ต่อจากเขตพระราชฐานชั้นนอก
- ประตูโอภาสพิมาน
เป็นประตูสองชั้น เปิดเข้ามาสู่ถนนหน้าพระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน การใช้งานคล้ายประตูสุวรรณบริบาล ในพระบรมมหาราชวัง
ประตูชั้นใน
[แก้]ทิศตะวันออก
[แก้]- ต่อจากเขตพระราชฐานชั้นกลาง
- ประตูพรหมพักตร์
เป็นประตูซุ้มยอดปรางค์มีพรหมพักตร์ อยู่ทางด้านหน้าของพระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน ถัดลงมาทางใต้เล็กน้อย ปัจจุบันยอดพรหมพักตร์จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
- ประตูสถานมณเฑียร
ตั้งอยู่อยู่หลังพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ สันนิษฐานว่าสร้างเพิ่มในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
- ต่อจากเขตพระราชฐานชั้นนอก
- ประตูพิไชยยาตรา
ตั้งอยู่ใต้ประตูมหาโภคราช หลังพระที่นั่งพลับพลาสูง บริเวณโรงช้างและสนามหญ้า ตรงกับ ประตูพิศาลสุนทร ชั้นนอก
ทิศเหนือ
[แก้]- ต่อจากเขตพระราชฐานชั้นกลาง
- ประตูจักรมหิมา
ตั้งอยู่ต่อหลังพระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน
- ประตูย่ำสนธยายน
ตั้งอยู่ตรงข้ามพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยฝั่งใต้ ใช้เป็นประตูย่ำค่ำของพระราชวังบวรสถานมงคล การใช้งานคล้ายคล้ายประตูสนามราชกิจ ในพระบรมมหาราชวัง
- ประตูสถลศิวาลัย
ตั้งอยู่ตรงข้ามพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยฝั่งเหนือ ตรงกับพระที่นั่งสนามจันทร์ เปิดเข้าสู่ด้านข้างพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
- ต่อจากเขตพระราชฐานชั้นนอก
- ประตูอลงการโอฬาร์
ตั้งอยู่ข้างพระที่นั่งสาโรชรัตนประพาส เป็นประตูฉนวนออกท้ายวัดบวรสถานสุทธาวาส
ทิศตะวันตก
[แก้]บนกำแพงชั้นใน (กำแพงพระราชวัง)
กั้นถนนสกัดกับเขตพระราชฐานชั้นใน
เรียงจากทิศเหนือไปทิศใต้
- ประตูสุดายุรยาตร
ตั้งอยู่บนกำแพงพระราชวัง ทิศตะวันตก เป็นประตูฉนวนใหม่ออกไปยังฉนวนน้ำวังหน้า อยู่ตรงกับ ประตูอนันตโสภา ชั้นนอก
- ประตูวรนาฏจรลี
ตั้งอยู่บนกำแพงพระราชวัง ทิศตะวันตก เป็นประตูฉนวนชั้นในเดิม อยู่ตรงกับ ประตูกันยาประพาส ชั้นนอก การใช้งานคล้ายประตูยาตรากษัตรีย์ ในพระบรมมหาราชวัง
- ประตูบวรนารี
ตั้งอยู่บนกำแพงพระราชวัง ทิศตะวันตก อยู่ระหว่างประตูวรนาฏจรลี และประตูนารีจรจรัณย์
- ประตูนารีจรจรัณย์
ตั้งอยู่บนกำแพงพระราชวัง ทิศตะวันตก อยู่ตรงกับ ประตูสอาดชลธาร ชั้นนอก ใช้เป็นประตูดินชั้นใน การใช้งานคล้ายประตูศรีสุดาวงศ์ ในพระบรมหาราชวัง
ทิศใต้
[แก้]- ต่อจากเขตพระราชฐานชั้นนอก
เรียงจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก
- ประตูสวรรยาภิรมย์
เป็นประตูสำหรับนำศพออก การใช้งานคล้ายประตูกัลยาวดี ในพระบรมมหาราชวังฅ
- ประตูอุดมโภไค
อยู่ตรงกับ ประตูไกรสรลีลาศ ชั้นนอก ใช้เป็นประตูฉนวนออกวัดมหาธาตุ
การเรียงลำดับชื่อประตูพระราชวังบวรสถานมงคล
[แก้]ชื่อประตูชั้นนอกของพระราชวังบวรสถานมงคล สามารถนำมาเรียงคล้องจองกันเวียนตามอุตราวัฏ (วนซ้าย) ได้ดังนี้
ไกรสรลีลาศ - พรหมทวาร - พิศาลสุนทร - บวรยาตรา - ศักดาพิไชย - อำไพพิมล - มงคลสถิตย์ - พิจิตรเจษฎา - ไอยราสนาน - สารซับมัน - อนันตโสภา - กันยาประพาส - สอาดชลธาร - ตระการไพจิตร
ป้อมรอบกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคล
[แก้]ในเวลาเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และพระบรมมหาราชวัง เหมือนอย่างพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยา คือกำแพงพระนครเชื่อมต่อกับกำแพงพระราชวัง บนกำแพงพระนครมีป้อมปราการใหญ่รักษาพระนคร ส่วนของพระราชวังมีป้อมปราการรักษากำแพงพระราชวัง สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ทรงสถาปนาพระราชวังบวรสถานมงคล เหมือนอย่างพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน จึงมีกำแพงพระนครเชื่อมต่อกับกำแพงพระราชวัง บนกำแพงพระนครมีป้อมปราการใหญ่รักษาพระนคร และส่วนกำแพงพระราชวังก็มีป้อมปราการรักษากำแพงพระราชวังอย่างเดียวกัน แต่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมอย่างวังหน้า
ไม่มีพระราชวังหรือวังอื่นใด นอกเหนือจากพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล ที่มีป้อมปราการบนกำแพงล้อมรอบทุกด้าน และมีกำแพงเชื่อมกับกำแพงพระนคร
ป้อมรอบกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคล สร้างตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทั้งหมดล้วนเป็นป้อมขนาดเล็ก แบ่งเป็นสองลักษณะ ได้แก่
- ป้อมมุมกำแพงทั้งสี่มุม เป็นป้อมหอรบแปดเหลี่ยมชั้นเดียว หลังคาทรงกระโจมมุงกระเบื้อง มีช่องตั้งปืนใหญ่รอบทิศ
- ป้อมที่อยู่กลางกำแพง เป็นป้อมหอรบสี่เหลี่ยมผืนผ้าชั้นเดียว หลังคาทรงคฤห์ มีช่องตั้งปืนใหญ่ตามแนวป้อมทั้งสามด้าน โดยมีบางป้อมที่มีความยาวมากกว่าป้อมอื่น
ชื่อป้อมรอบกำแพงพระราชวังบวรฯ จะแตกต่างจากชื่อป้อมรอบพระบรมมหาราชวัง คือไม่คล้องจองกันตลอดทั้งชุด
ตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ ฝั่งกำแพงชั้นนอกที่เป็นกำแพงพระนคร มีป้อมพระอาทิตย์ และป้อมพระจันทร์ เป็นป้อมขนาดใหญ่กว่าตั้งบนกำแพงพระนครที่ละป้อมหนึ่ง ท้ายป้อมถัดจากประตูสกัดถนนวังหน้าเข้ามา จึงเป็นป้อมหอรบแปดเหลี่ยมขนาดเล็กมุมพระราชวังตั้งอยู่บนกำแพงพระราชวังอีกที่ละป้อมหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าป้อมพระอาทิตย์ และ ป้อมพระจันทร์ เช่นกัน ดังนั้นป้อมพระอาทิตย์จึงมี 2 ป้อม และป้อมพระจันทร์ก็มี 2 ป้อม แตกต่างกัน
ชื่อป้อมที่ปรากฎในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 จะปรากฎชื่อทิศประกอบในชื่อป้อมด้วย
ป้อมรอบพระราชวังบวรสถานมงคล มีทั้งสิ้น 11 ป้อม บนกำแพงพระราชวังทั้งสี่ทิศ คือ
1. ป้อมพระจันทร์ เป็นป้อมหอรบรูปแปดเหลี่ยมมีหลังคา อย่างป้อมมุมกำแพงพระราชวัง ตั้งอยู่ใต้ประตูตระการไพจิตร ท้ายป้อมพระจันทร์บนกำแพงพระนคร (ระวังสับสนกับป้อมพระจันทร์บนกำแพงพระนคร)
2. ป้อมทับทิมศรี เป็นป้อมหอรบสี่เหลี่ยมหลังคาทรงคฤห์ ตั้งอยู่บนกำแพงทิศตะวันตก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใต้ประตูสารซับมัน ปรากฎในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 ว่า ป้อมอุดรทับทิมศรี
3. ป้อมมณีมรกต เป็นป้อมหอรบสี่เหลี่ยมหลังคาทรงคฤห์ ตั้งอยู่บนกำแพงทิศตะวันตก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใต้ประตูกันยาประพาส ปรากฎในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 ว่า ป้อมพายัพมณีมรกต
4. ป้อมพระอาทิตย์ เป็นป้อมหอรบรูปแปดเหลี่ยมมีหลังคา อย่างป้อมมุมกำแพงพระราชวัง ตั้งอยู่ใต้ประตูไอยราสนาน ท้ายป้อมพระอาทิตย์บนกำแพงพระนคร (ระวังสับสนกับป้อมพระอาทิตย์บนกำแพงพระนคร)
5. ป้อมนิลวัตถา เป็นป้อมหอรบสี่เหลี่ยมหลังคาทรงคฤห์ ตั้งอยู่กลางกำแพงทิศเหนือ ริมคลองคูเมืองเดิม ระหว่างประตูมงคลสถิตย์ และประตูอำไพพิมล ปรากฎในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 ว่า ป้อมนิลถาหรดี
6. ป้อมมุกดาพิศาล เป็นป้อมหอรบรูปแปดเหลี่ยมมีหลังคา ตั้งอยู่มุมกำแพงทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ข้างสะพานเสี้ยว ปรากฎในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 ว่า ป้อมมุกดาอิสาน
7. ป้อมเพชรบูรพา เป็นป้อมหอรบสี่เหลี่ยมหลังคาทรงคฤห์ ตั้งอยู่กลางกำแพงทิศตะวันออก ริมถนนหน้าจักรวรรดิวังหน้า เหนือประตูบวรยาตรา และพระที่นั่งพลับพลาสูง
8. ป้อมวิเชียรอาคเนย์ เป็นป้อมหอรบรูปแปดเหลี่ยมมีหลังคา ตั้งอยู่มุมกำแพงทิศตะวันออกเฉียงใต้ มุมท้องสนามหลวง ตรงแยกระหว่างถนนสนามไชยต่อเนื่องถนนหน้าจักรวรรดิวังหน้า ตัดกับถนนพระจันทร์ อยู่ตรงกันข้ามกับป้อมเผด็จดัสกร ของพระบรมมหาราชวัง ปรากฎในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 ว่า ป้อมวิเชียรอินอาคเนย์
9. ป้อมไพฑูรย์ หรือ ป้อมเพชรฑูรย์ เป็นป้อมหอรบสี่เหลี่ยมหลังคาทรงคฤห์ ที่มีหอรบยาวกว่าป้อมอื่น ตั้งอยู่บนกำแพงทิศใต้ ริมถนนพระจันทร์ ระหว่างประตูพรหมทวาร และ ป้อมวิเชียรอาคเนย์ ช่วงกลางท้องสนามหลวง ปรากฎในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 ว่า ป้อมเพชรทูลทักษิณ
10. ป้อมเขื่อนเพชร เป็นป้อมหอรบสี่เหลี่ยมหลังคาทรงคฤห์ ตั้งอยู่กลางกำแพงทิศใต้ ริมถนนพระจันทร์ ระหว่างประตูไกรสรลีลาศ และ ประตูพรหมทวาร ปรากฎในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 ว่า ป้อมเขื่อนเพชรซ้าย
11. ป้อมเขื่อนขันฑ์ มี 2 บันทึก คือ เป็นป้อมบนกำแพงทิศใต้ ริมถนนพระจันทร์ ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดมหาธาตุ ระหว่างประตูไกรสรลีลาศ และ ประตูตระการไพจิตร หรือ เป็นป้อมบนกำแพงทิศเหนือ ตั้งอยู่ข้างวัดบวรสถานสุทธาวาส ติดกับประตูมงคลสถิตย์ ปรากฎในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 ว่า ป้อมเขื่อนขันฑ์ขวา
สถานที่ตั้ง
[แก้]หากเดินรอบพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อยังไม่รื้อกำแพงชั้นนอก ทวนเข็มนาฬิกา (เนื่องจากชื่อประตูเรียงทวนเข็มนาฬิกา) เริ่มต้นที่ป้อมพระจันทร์ จะพบป้อมและประตูเรียงตามลำดับ ดังนี้
- ทิศใต้
- ป้อมพระจันทร์ (กำแพงพระนคร) - ประตูตระการไพจิตร - ป้อมพระจันทร์ (กำแพงพระราชวัง) - ทิมไม่มีชื่อ หรือ ป้อมเขื่อนขันฑ์ - ประตูไกรสรลีลาส - ป้อมเขื่อนเพชร - ประตูพรหมทวาร - ป้อมไพฑูรย์ - ป้อมวิเชียรอาคเนย์
- ทิศตะวันออก
- ป้อมวิเชียรอาคเนย์ - ประตูพิศาลสุนทร - พระที่นั่งพลับพลาสูง - ประตูบวรยาตรา - ป้อมเพชรบูรพา - ประตูศักดาพิไชย - ป้อมมุกดาพิศาล
- ทิศเหนือ
- ป้อมมุกดาพิศาล - ประตูอำไพพิมล - ป้อมนิลวัตถา - ประตูมงคลสถิตย์ - ทิมไม่มีชื่อ หรือ ป้อมเขื่อนขันฑ์ - ป้อมพระอาทิตย์ (กำแพงพระราชวัง) - ประตูไอยราสนาน - ป้อมพระอาทิตย์ (กำแพงพระนคร)
- ทิศตะวันตก
- ป้อมพระอาทิตย์ (กำแพงพระนคร) - ประตูสารซับมัน - ป้อมทับทิมศรี - ประตูอนันตโสภา - ประตูกันยาประพาส - ป้อมมณีมรกต - ประตูสอาดชลธาร - ป้อมพระจันทร์ (กำแพงพระนคร)
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน, กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เก็บถาวร 2007-12-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน,ปีที่ ๕, ฉบับที่ ๕๔, พฤศจิกายน ๒๕๓๘
- 1 2 3 แน่งน้อย ศักดิ์ศรี,หม่อมราชวงศ์, พระราชวังและวังในกรุงเทพฯ (พ.ศ. 2325-2525) , โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2525
- ↑ "ตำนานวังหน้า". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-12-09. สืบค้นเมื่อ 2007-09-15.
- ↑ สุนิสา มั่นคง, วังหน้า รัตนโกสินทร์, สำนักพิมพ์มติชน, 2543, ISBN 974-322-030-5
- ↑ "วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดในวัง สมัยรัตนโกสินทร์)". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-09-12. สืบค้นเมื่อ 2007-09-18.
- ↑ จุลลดา ภักดีภูมินทร์, เจ้านายไทย เก็บถาวร 2004-12-10 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, นิตยสารสกุลไทย, ฉบับที่ 2607, ปีที่ 50, ประจำวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2547
- 1 2 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 13, พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลโท พระยาศรีสรราชภักดี ป.ช., ป.ม., ท.จ.ว. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 17 มีนาคม 2509, พระนคร : โรงพิมพ์ตีรณสาร
- ↑ จุลลดา ภักดีภูมินทร์, พระที่นั่งสุทธาศวรรย์ เก็บถาวร 2008-10-12 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, สกุลไทย, ฉบับที่ 2584, ปีที่ 50, 27 เมษายน 2547
- ↑ ตำหนักแดง เก็บถาวร 2008-09-07 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน จากเว็บไซต์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, คำกราบบังคมทูล ในการเปิดพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนคร, เล่ม ๔๓, ตอน ง, ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๙, หน้า ๓๐๓๘
- ↑ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร : พระที่นั่งมังคลาภิเษก
- ↑ เก๋งนุกิจราชบริหาร จากเว็บไซต์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ดูเพิ่ม
[แก้]แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- ภาพถ่ายทางอากาศของ พระราชวังบวรสถานมงคล
- แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศของ พระราชวังบวรสถานมงคล
- ภาพถ่ายดาวเทียมจากวิกิแมเปีย หรือกูเกิลแมปส์
- แผนที่จากลองดูแมป หรือเฮียวีโก
- ภาพถ่ายทางอากาศจากเทอร์ราเซิร์ฟเวอร์
13°45′29″N 100°29′29″E / 13.757930°N 100.491482°E
- ตำนานวังหน้า เก็บถาวร 2007-12-09 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
