พระบวรราชวังสีทา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระบวรราชวังสีทา
{{{ชื่อภาษาอื่น}}}
300px
พระบวรราชวังสีทาในปัจจุบัน
ข้อมูลทั่วไป
ประเภท พระราชวัง
ที่ตั้ง สระบุรี
ประเทศ สยาม
การก่อสร้าง
ปีสร้าง พ.ศ. 2400
ผู้สร้าง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
สถาปัตยกรรม ผสมผสาน
ข้อมูลอื่น
หมายเหตุ ปัจจุบันเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนเกือบทั้งหมด

พระบวรราชวังสีทา ตั้งอยู่ที่ตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ประวัติพระราชวังแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างที่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งตะวันตก ณ ตำบลบ้านสีทา ในแขวงจังหวัดสระบุรีสร้างคราวเดียวกับเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงสร้างพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เมืองลพบุรี

มูลเหตุเกิดแต่คราวหาที่สร้างราชธานีสำหรับเวลาสงครามดังกล่าวมานั้น ได้โปรดให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เสด็จไปตรวจเมืองนครราชสีมา ทรงเห็นภูมิลำเนากันดารไม่เหมาะ มาโปรดที่เขาคอก ในแขวงจังหวัดสระบุรี ว่าเหมือนเป็นป้อมอยู่โดยธรรมชาติจึงสร้างที่ประทับขึ้น ณ ตำบลบ้านสีทา อันอาจไม่มาถึงเขาคอกได้สะดวก แล้วเสด็จประทับ ณ ที่นั่น เพื่อตกแต่งเขาคอกไว้เป็นป้อมปราการสำหรับต่อสู้ข้าศึกแห่งหนึ่ง

สถาปัตยกรรม[แก้]

สร้างเป็นเรือนไม้เครื่องไม้ บริเวณที่สร้างวังกว้างขวางมาก ประมาณ 150 ไร่เศษ ซากที่เป็นพื้นก่อเรือนไม้ ก่อด้วยอิฐฉาบปูนเป็นบัวคว่ำบัวหงายมีรากฐานกว้างประมาณ 10 วา ยาวประมาณ 20 วา โดยคาดว่าสร้างขึ้น 2 หลัง อิฐสมัยนั้นแข็งแรงมาก ขนาด 4 นิ้ว กว้าง 6 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว ครั้นพระสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดรื้อตำหนักลงมาสร้างวังพระราชทานพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ที่เหลืออยู่ก็หักพังสูญไปหมด

ปัจจุบัน[แก้]

ปัจจุบันบริเวณซึ่งที่เคยเป็นพระราชวังกลับเป็นบ้านราษฎร ประกอบอาชีพ ทำไร่ปลูกข้าวโพด มีการไถทำลายซากเดิมแทบจะสังเกตไม่ออก ต่อมากำนัน สุพัฒน์ ฤทธิ์จำปา กันเอาไว้เป็นที่สาธารณะประมาณ 4 ไร่เศษ บริเวณนี้ปรากฏเป็นชานประตูก่ออิฐฉาบปูน มีรอยวางแผ่นกระดานทำสะพานยื่นไปยังบึงน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า "บึงตลาดไชย" ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตัววังสีทา ห่างประมาณ 100 เมตรเศษ เล่ากันว่าทรงให้ใช้เป็นที่ประทับสรงน้ำจากบึงแห่งนี้ และเป็นที่ชุมนุมเหล่าสนมกำนัลนางฝ่ายใน เมื่อคราวเสด็จมาพักแรมในฤดูร้อนทุกๆ ปี และยังมีลูกๆ หลานๆ เหล่าสนมสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ อยู่เล่าสืบกันว่าสนมของพระองค์ทุกนางเก่งในทางแอ่วลาวมากที่สุด จนกระทั่งพระองค์เองสามารถเป่าแคนและแอ่วลาวได้ ถึงกับทรงพระราชนิพนธ์กลอนลำแอ่วลาวไว้หลายเล่มสมุดไทย คงเหลือปรากฏอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ จนถึงทุกวันนี้