วัดราชบุรณราชวรวิหาร
13°44′32.4018″N 100°29′56.8998″E / 13.742333833°N 100.499138833°E
| วัดราชบุรณราชวรวิหาร | |
|---|---|
พระพุทธปรางค์ พระอุโบสถจตุรมุข พระพุทธมหาราช พระประธานพระอุโบสถ | |
![]() | |
| ชื่อสามัญ | วัดราชบุรณราชวรวิหาร |
| ที่ตั้ง | เลขที่ 119 แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร |
| ประเภท | พระอารามหลวง ชั้นโท |
| นิกาย | มหานิกาย |
| ก่อตั้ง | ราวสมัยกรุงศรีอยุธยา |
| พระประธาน | พระพุทธมหาราช |
| เจ้าอาวาส | พระธรรมวชิรนายก (ปรีชา อภิวณฺโณ) ป.ธ.9 |
| ความพิเศษ | เป็นวัดสถานที่ท่องเที่ยว |
| จุดสนใจ |
|
| หมายเหตุ | |
| ชื่อที่ขึ้นทะเบียน | วัดราชบุรณราชวรวิหาร |
| ขึ้นเมื่อ | 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 |
| เป็นส่วนหนึ่งของ | โบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร |
| เลขอ้างอิง | 0000043 |
วัดราชบุรณราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 119 เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ประวัติ
[แก้]เดิมชื่อว่า วัดเลียบ เป็นวัดโบราณสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเคยเป็นวัดที่มีพระราชาคณะประจำในสมัยกรุงธนบุรี[1]
ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกขึ้นครองกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ บูรณปฏิสังขรณ์วัดเลียบถวายเป็นพระราชกุศล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับพระบรมราชูปถัมภ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์ และสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเมื่อราว พ.ศ. 2336 พระราชทานนามว่า วัดราชบุรณราชวรวิหาร[1] ตามนามวัดคู่เมืองราชธานีอันเป็นธรรมเนียมโบราณตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยซึ่งมีวัดสำคัญประจำราชธานี 3 วัด คือ วัดราชบุรณะ วัดมหาธาตุ และวัดราชประดิษฐาน
สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้ถอนสีมาเก่า แล้วสร้างพระอุโบสถและพระวิหารขึ้นใหม่ มีพระระเบียง (วิหารคด) ล้อมรอบพระอุโบสถ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้อัญเชิญมาจากหัวเมืองต่าง ๆ จำนวน 162 องค์[1]
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ขุดคูรอบพระอาราม 3 ด้าน ปากคูจรดคลองโอ่งอ่างซึ่งเป็นคูพระนคร โปรดให้สร้างพระปรางค์ใหญ่ขึ้นองค์หนึ่ง ประดับกระเบื้องเคลือบทั้งองค์ นามว่า พระพุทธปรางค์[1]
สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ใหญ่อีกครั้ง เนื่องจากมีการตัดถนนตรีเพชรผ่านกลางวัด จึงโปรดให้ทำกำแพงรั้วกั้นเขตวัด กับรื้อย้ายกุฏิทางด้านทิศตะวันตกของถนนตรีเพชรมาปลูกใหม่ให้เป็นหมวดหมู่ในเขตวัดด้านทิศตะวันออก พื้นที่ริมถนนตรีเพชรโปรดให้สร้างห้องแถวสำหรับประชาชนเช่าอยู่อาศัยเพื่อเก็บผลประโยชน์บำรุงวัด ส่วนพื้นที่หลังห้องแถวโปรดให้ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย[1]
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ คือ สะพานพระพุทธยอดฟ้า และโรงไฟฟ้าวัดเลียบ (ปัจจุบันคือการไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ) วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2488 วัดถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดทำให้พระอุโบสถ พระวิหาร กุฏิ เสนาสนะ รวมทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ ฝีมือขรัวอินโข่ง[2] ถูกระเบิดทำลาย เหลือเพียงพระพุทธปรางค์ สุสานญี่ปุ่น (อาคารเก็บอัฐิชาวญี่ปุ่น) และพระพุทธรูปสภาพชำรุด วัดได้รับความเสียหายแทบทั้งหมด คณะสังฆมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีมติว่าสมควรยุบเลิกวัด จึงนำความกราบบังคมทูล และยุบเลิกตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2488[3]
เมื่อถูกยุบเลิกวัดแล้วอนุญาตให้วัดต่าง ๆ อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานยังวัดของตนได้ตามความประสงค์ พระพุทธรูปทั้งหมดจึงกระจายไปอยู่วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ พระพุทธเทวะ พระพุทธรูปสำคัญของวัดซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถถูกอัญเชิญไปประดิษฐานยังอุโบสถวัดโพธิ์ศรีเจริญ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี[4]
หลังสงครามสงบ คณะสงฆ์และผู้มีจิตศรัทธาโดยการนำของพระครูปลัดสุวัฒนธุตคุณ (ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระราชพฤฒาจารย์ (เชียง อินฺทโชโต)) เห็นว่าสมควรบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบุรณะให้มีสภาพเป็นวัดอีกครั้ง จึงติดต่อนายควง อภัยวงศ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร (ขณะนั้น) นำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อขอพระบรมราชานุญาตตั้งวัดราชบุรณะขึ้นใหม่ แล้วได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพิกถอนประกาศยุบเลิกวัดเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2491 และได้รับอนุญาตตั้งวัดได้ตามเดิม จากนั้นจึงร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดขึ้นใหม่[3]
การบูรณะเริ่มด้วยสร้างกุฏิ เสนาสนะ แล้วจึงเริ่มสร้างพระอุโบสถ โดยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชเสด็จพระราชดำเนินยกช่อฟ้าพระอุโบสถจตุรมุข และเททองหล่อพระประธานพระนามว่า พระพุทธมหาราช เมื่อวันที่ 9 มีนาคมพ.ศ. 2503 พระอุโบสถหลังนี้เสมือนสถานที่รวมฝีมือช่างชั้นเอกในขณะนั้น อาทิ ศาตราจารย์หลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) นายฟู อนันตวงศ์ นายสง่า มะยุระ ส่วนพระปรางค์ไม่ได้รับภัยจากระเบิด แต่ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา กระทรวงมหาดไทยจึงบูรณะในปี พ.ศ. 2505[1]
ในอดีตวัดราชบุรณะเคยมีพื้นที่ประมาณ 35 ไร่ โดยรวมพื้นที่ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนเพาะช่างในปัจจุบันทั้งหมด บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของกุฏิ เสนาสนะของวัด ปัจจุบันที่ดินตั้งวัดมีพื้นที่จำนวน 5 ไร่ 2 งาน[1] ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2513 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 44 เมตร ยาว 55 เมตร[5]
ระเบียงภาพ
[แก้]- พระพุทธมหาราช
- พระพุทธมหาราช
- พระพุทธมหาราช
- พระอุโบสถจตุรมุข
- พระอุโบสถจตุรมุข
- พระอุโบสถจตุรมุข
- พระอุโบสถจตุรมุข
- พระพุทธปรางค์
- พระพุทธปรางค์
- พระพุทธปรางค์
ลำดับเจ้าอาวาส
[แก้]ลำดับเจ้าอาวาส และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดราชบุรณราชวรวิหาร เท่าที่พบข้อมูล[6][7][8] ดังนี้
| ลำดับ | รายนาม | เริ่มวาระ | สิ้นสุดวาระ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|
| 1 | พระพรหมมุนี | - | - | เจ้าอาวาส, เดิมเป็นพระญาณไตรโลก สมัยกรุงธนบุรี |
| 2 | สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (มี) | พ.ศ. 2334 | พ.ศ. 2359 | เจ้าอาวาส, ย้ายไปประทับ ณ วัดมหาธาตุฯ |
| 3 | สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (นาค) | พ.ศ. 2359 | พ.ศ. 2392 | เจ้าอาวาส, สิ้นพระชนม์ |
| 4 | พระธรรมวโรดม (สมบุญ, สมบูรณ์) ป.ธ.4 | พ.ศ. 2397 | พ.ศ. 2415 | เจ้าอาวาส, ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ |
| 5 | พระธรรมภาณพิลาศ (ผ่อง) ป.ธ.8 | พ.ศ. 2415 | พ.ศ. 2421 | เจ้าอาวาส, ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส |
| 6 | สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (แสง ปญฺญาทีโป) ป.ธ.7 | พ.ศ. 2421 | พ.ศ. 2446 | เจ้าอาวาส, มรณภาพ |
| 7 | พระราชโมลี (แจ่ม โกวิทญาโณ) ป.ธ.6 | พ.ศ. 2446 | พ.ศ. 2448 | เจ้าอาวาส, ภายหลังลาสิกขา |
| 8 | พระธรรมดิลก (อิ่ม จนฺทสิริ) ป.ธ.4 | พ.ศ. 2448 | พ.ศ. 2466 | เจ้าอาวาส, มรณภาพ |
| 9 | พระราชโมลี (ช้อน โสณุตฺตโร) ป.ธ.6 | พ.ศ. 2466 | พ.ศ. 2468 | เจ้าอาวาส, ถูกถอดสมณศักดิ์, ลาสิกขา |
| 10 | พระธรรมดิลก (โสม ฉนฺโน) ป.ธ.5 | พ.ศ. 2469 | พ.ศ. 2488 | เจ้าอาวาส, ยุบเลิกวัด, ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม |
| 11 | พระราชพฤฒาจารย์ (เชียง อินฺทโชโต) | พ.ศ. 2491 | พ.ศ. 2499 | ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส |
| พ.ศ. 2499 | พ.ศ. 2535 | เจ้าอาวาส, มรณภาพ | ||
| ว่าง | พระศรีวิสุทธิโมลี (ชุบ มหาวีโร) ป.ธ.9 | พ.ศ. 2535 | พ.ศ. 2539 | ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส |
| 12 | พระธรรมวชิรนายก (ปรีชา อภิวณฺโณ) ป.ธ.9 | พ.ศ. 2540 | - | เจ้าอาวาส, ปัจจุบัน |
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. (2564). พระอารามหลวง เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
- ↑ "สุดยอดงานศิลปะในวัดหลวง 11 แห่งใจกลางพระนครที่เป็นเหมือน Art Gallery ชั้นดี". เดอะคลาวด์.
- 1 2 วัดราชบุรณราชวรวิหาร. (2538). ประวัติวัดราชบูรณราชวรวิหาร ผลงานของพระเดชพระคุณพระราชพฤฒาจารย์ (เชียง อินฺทโชโต). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สหธรรมิก.
- ↑ รัตน์ สาระวงษ์. (2549). บันทึกประวัติวัดโพธิ์ศรีเจริญ พระประธานในโบสถ์. ม.ป.ท.: ม.ป.พ.
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานวิสุงคามสีมา, เล่ม 87, ตอน 28, 31 มีนาคม 2513, หน้า 1359
- ↑ คณะศิษย์. (2522). ความเป็นมาของวัดราชบุรณะราชวรวิหาร คณะศิษยานุศิษย์จัดพิมพ์ถวายพระคุณาจารวัตร. กรุงเทพฯ: ทวีพิมพ์ดี.
- ↑ ฐานเศรษฐกิจ, วัดราชบุรณะหรือวัดเลียบ เคยเป็นที่ประทับสังฆราชถึง 2 พระองค์, 20 เมษายน 2567
- ↑ พระครูสิริวรรณวิวัฒน์. (2535). ประวัติการพระราชทานสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์.
