ข้ามไปเนื้อหา

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
วัดสุทัศน์เทพวราราม
แผนที่
ชื่อสามัญวัดสุทัศน์เทพวราราม
ที่ตั้ง146 ถนนบำรุงเมือง แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
ประเภทเถรวาทมหานิกาย
เจ้าอาวาสสมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี (เชิด จิตฺตคุตฺโต)
ความพิเศษพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร 1 ใน 6 ของไทยเลย
หมายเหตุ
ชื่อที่ขึ้นทะเบียนวัดสุทัศนเทพวราราม
ขึ้นเมื่อ22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492
เป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร
เลขอ้างอิง0000005
icon สถานีย่อยพระพุทธศาสนา

วัดสุทัศนเทพวราราม [สุ-ทัด-เทบ-พะ-วะ-รา-ราม] หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า วัดสุทัศน์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งของประเทศไทยและถือเป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตพระนครชั้นใน และอยู่มีสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นคือ เสาชิงช้า อยู่บริเวณหน้าวัด

ประวัติ

[แก้]

ในต้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างวัดขึ้นในพื้นที่พระนครชั้นใน ในปี พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” โดยมีพื้นที่ตั้งอยู่ในดงสะแก เป็นที่ลุ่มจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถมที่และสร้างเป็นวัด โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย แต่สิ้นรัชกาลก่อน เรียกกันว่า วัดพระโต, วัดพระใหญ่ หรือวัดเสาชิงช้าบ้าง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ พร้อมกับทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ

การก่อสร้างวัด มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2390 และพระราชทานนามว่า "วัดสุทัศน์เทพธาราม" ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถวายนามพระประธานในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า "พระศรีศากยมุนี", "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และ "พระพุทธเสฏฐมุนี"

ต่อมาในวันที่ 31 สิงหาคม 2566 กรมศิลปากรได้กำหนดเขตโบราณสถานของวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ให้มีพื้นที่โบราณสถานจำนวน 28 ไร่ 76 ตารางวา[1]

เขตพระวิหารหลวง

[แก้]

อยู่ในเขตพุทธาวาสประกอบด้วยพระวิหารหลวงเป็นอาคารประธานล้อมด้วยระเบียงคดเป็นแนวเขต

พระวิหารหลวง

[แก้]
พระวิหารหลวง

พระวิหารหลวงเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี มีหลังคา 2 ซ้อน 4 ตับ มีมุขลดทรงโถงด้านหน้าและหลัง เสาอาคารด้านนอกเป็นเสาย่อมุมไม้สิบสองบัวหัวเสาประดับเป็นบัวแวง มีคันทวยรับชายหลังคา เสาร่วมในเป็นเสาทรงเหลี่ยมทึบตัน ซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างเป็นทรงบรรพแถลง หน้าบันเป็นไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจกมีการแบ่งลายในกรอบสามเหลี่ยมเป็น 2 ชั้น ชั้นในแกะสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณล้อมด้วยลายกระหนกก้านขดและกระหนกเปลว ปลายกระหนกเปลวแต่ละวงเป็นเทพพนม ชั้นนอกประดับเป็นลายกระหนกก้านขดและกระหนกเปลว ปลายกระหนกเปลวแต่ละวงเป็นเทพพนมเช่นกัน หน้าบันมุขลดเป็นไม้แกะสลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑล้อมด้วยลายกระหนกเปลว ฐานพระวิหารยกสูง 3 ชั้น ชั้นที่ 1 มีประติมากรรมสำริดรูปม้าอยู่ที่มุมของฐาน ชั้นที่ 2 มีเจดีย์แบบจีนล้อมรอบทั้งพระวิหารทั้งหมด 28 องค์ โดยบริเวณเขตพระวิหารหลวงทั้งหมดล้อมด้วยระเบียงคด[2] พระวิหารเริ่มสถาปนาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในคราวที่มีการอัญเชิญพระศรีศากยมุณีจากเมืองสุโขทัยลงมาประดิษฐานในวัดนี้ แต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สร้างได้เพียงรากฐานเท่านั้น ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้สร้างวิหารเพิ่มเติม และได้สร้างประตูคู่บานกลางด้านหน้า ตามประวัติกล่าวว่าได้ทรงดำริให้ช่างเขียนอย่างเส้นลายบานประตูวัดพนัญเชิงและพระองค์มีส่วนร่วมในการออกแบบและแกะสลักด้วยพระองค์เอง แต่ต่อมาในวันที่ 13 พฤษจิกายน 2502 บานประตูได้ถูกไฟไหม้ชำรุดเสียหายจึงได้ถอดประตูคู่กลางด้านหลังมาใส่แทนดังที่เห็นในปัจจุบันและบานประตูคู่กลางด้านหน้าเดิมได้ถอดไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร แต่การก่อสร้างอาคารพระวิหารยังไม่แล้วเสร็จทั้งหมด โดยการก่อสร้างมาแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว[2]

พระพุทธศรีศากยมุนี

[แก้]
พระศรีศากยมุนี

พระพุทธศรีศากยมุนีเป็นพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ หน้าตักกว้าง 6.25 เมตร สูงประมาณ 8 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยสุโขทัยเท่าที่เหลือหลักฐานสมบูรณ์ที่สุด เดิมเป็นพระประธานในวิหารหลวง วัดมหาธาตุ สุโขทัย รัชกาลที่ 1 ได้อัญเชิญลงมากรุงเทพฯ เมื่อคราวสร้างวัดสุทัศน์และประดิษฐานในวิหาร แต่คราวนั้นก่อสร้างได้เพียงฐานราก รัชกาลที่ 1 ก็ทรงสวรรคตเสียก่อน เนื่องจากพระพุทธรูปนี้มีขนาดใหญ่โตจึงเรียกกันว่า "พระโต" จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ถวายพระนามว่า "พระพุทธศรีศากยมุนี"

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีบันทึกกล่าว่า พระองค์ทรงเห็นว่าพระเศียรของพระศรีศากยมุนีมีขนาดเล็กไป พระวรกายไม่สมกัน จึงให้ช่างถอดออกหล่อพระเศียรพระพักตร์ให้ใหญ่ขึ้น และนิ้วพระหัตถ์ของเดิมนั้นมีความสั้นยาวไม่เท่ากันก็โปรดให้ต่อนิ้วพระหัตถ์ให้ยาวเท่ากัน การที่รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าให้พอกพระพักตร์ให้ใหญ่ขึ้นอาจจะเนื่องแต่เดิมในสมัยสุโขทัยพระศรีศากยมุนีตั้งอยู่บนฐานเตี้ยๆ จึงมีสัดส่วนที่ลงตัวเมื่อคนดูมองขึ้นไป แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์นิยมประดิษฐานพระพุทธรูปบนแท่นสูงเมื่อคนดูเงยหน้ามองพระพุทธรูปทำให้พระพักตร์ดูเล็กไป ไม่ได้สัดส่วนกับพระวรกาย ส่วนการต่อนิ้วพระหัตถ์ให้ยาวเท่ากันเป็นความนิยมในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อพิจารณาจากลักษณะศิลปกรรม จัดได้ว่าพระศรีศากยมุนีเป็นพระพุทธรูปในหมวดใหญ่ของสุโขทัย คือ การทำพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบ ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว ชายสังฆาฏิเป็นแผ่นเล็กยาวลงมาจรดพระนาภี แต่มีพระพักตร์ค่อนข้างกลมและพระวรกายที่อวบอ้วนกว่าซึ่งสาเหตุอาจจะมาจากการบูรณะในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย[3] ด้านหลังบัลลังก์พระศรีศากยมุนีมีแผ่นศิลาจำหลักศิลปะทวารวดี รูปปางยมกปาฏิหาริย์ และ ปางประทานเทศนาในสวรรค์ เดิมมีการปิดทองแต่ปัจจุบันได้มีการลอกทองออกหมดให้เห็นชั้นเนื้อหิน เป็นงานประติมากรรมแกะสลักนูนต่ำศิลปะทวารวดีที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในไทย

เปรตวัดสุทัศน์

[แก้]
จิตรกรรม พระสงฆ์พิจารณาสังขารเปรต วัดสุทัศนเทพวราราม

ที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร มีเรื่องเล่าขานกันถึงเปรต สัตว์ที่เกิดในอบายภูมิตามความเชื่อของพุทธศาสนาและชาวไทย ว่ามีเปรตเคยปรากฏอยู่ที่นี่ โดยเรื่องนี้อาจมีที่มาจากภายในพระวิหารมีภาพวาดบนเสาด้านข้างขวาขององค์พระศรีศากยมุนี เป็นภาพจิตรกรรมที่วาดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรูปหนึ่งเป็นรูปเปรตตนหนึ่งนอนพาดกายอยู่และมีพระสงฆ์กำลังยืนพิจารณาสังขาร ซึ่งภาพนี้มีชื่อเสียงมากในสมัยอดีต เป็นที่ร่ำลือกันว่าหากใครได้มีโอกาสไปกราบไหว้พระศรีศากยมุนีในพระวิหารหลวง ต้องไปดูรูปจิตรกรรม "เปรตวัดสุทัศน์" ที่ขึ้นชื่อนี้ จนมีคำกล่าวคล้องจองกันว่า "แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์" นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องเล่ากันจากปากต่อปากว่า ในอดีตที่บริเวณหน้าพระวิหารหลวงนี้ มีผู้พบเห็นเปรตในเวลาค่ำคืนบ่อย ๆ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว) ขณะที่ยังทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ ในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ยังเคยเปรยกับเปรต ความว่า "อยู่ด้วยกันนะ อย่าให้ชาวบ้านได้เดือดร้อน" จากนั้นเปรตก็ไม่มาปรากฏอีก นอกจากนี้มีความเป็นไปได้ว่า เปรตวัดสุทัศน์ อาจเป็นความเข้าใจผิดของผู้ที่มองเห็นเสาชิงช้าที่อยู่บริเวณหน้าวัดในเวลาเช้ามืดที่หมอกลง หรือทัศนวิสัยไม่ดี แล้วสำคัญผิดว่าเป็นเปรต หรืออาจจะมีที่มาจากพระราชนิพนธ์องค์หนึ่งของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเคยนิพนธ์เรื่อง "เปรตสะพานหัน" ที่ทรงเปรียบขอทานที่สะพานหันว่าเหมือนเปรต และมีการนำไปเปรียบเทียบกับขอทานที่อาศัยอยู่หน้าเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ที่อยู่ใกล้เคียง[4]

พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8

[แก้]

ภายในเขตพระวิหารหลวงประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร อยู่บริเวณมุมระเบียงคตด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พระบรมราชานุสาวรีย์หล่อด้วยวัสดุสำริด ตั้งบนฐานหินอ่อน และได้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี

รูปภาพอื่น ๆ ภายในเขตพระวิหาร

[แก้]

เขตพระอุโบสถ

[แก้]

อยู่ในเขตพุทธาวาสประกอบด้วยพระอุโบสถเป็นอาคารประธานล้อมด้วยกำแพงแก้วเป็นแนวเขต

พระอุโบสถ

[แก้]
พระอุโบสถ

พระอุโบสถของวัดสุทัศน์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 มีเครื่องหลังคาที่เป็นแบบประเพณีนิยมที่ยังมีเครื่องลำยองได้แก่ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง หน้าบันเป็นงานไม้แกะสลักประดับกระจกลวดลายแบบไทย มีเสาเฉลียงหรือพาไล เสาเป็นแท่งสีเหลี่ยมทึบไม่ย่อมุม ไม่ประดับบัวหัวเสา ไม่มีคันทวย ซึ่งนิยมใช้ในรัชกาลที่ 3 เสาลักษณะนี้ทำให้สามารถสร้างอาคารที่มีขนาดใหญ่ทั้งกว้างและสูง และมีความมั่นคงแข็งแรง รอบพระอุโบสถมีกำแพงแก้วล้อมรอบ บนกำแพงแก้วด้านทิศเหนือและทิศใต้ มีเกยอยู่ด้านละ 4 เกย ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับประทับโปรยทานแก่ประชาชนในงานพระราชพิธี เรียกว่า "เกยโปรยทาน" หน้าบันพระอุโบสถเป็นไม้แกะสลักประดับกระจก หน้าบันด้านหน้าทางทิศตะวันออกเป็นแกะสลักเป็นรูปพระอาทิตย์ทรงราชรถเทียมราชสีห์พื้นหลังประดับกระจกสีแดง หน้าบันด้านหลังทางทิศตะวันตกเป็นรูปพระจันทร์ทรงราชรถเทียมม้าพื้นหลังประดับกระจกสีเงิน[5] ซุ้มประตูและหน้าต่างทำเป็นรูปทรงที่ผสมระหว่างซุ้มทรงปราสาทยอดและซุ้มทรงบรรพแถลงเรียกว่า ซุ้มทรงมงกุฏ ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 3

พระพุทธตรีโลกเชฏฐ์

[แก้]
พระพุทธตรีโลกเชษฐ์

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานนามว่า พระพุทธตรีโลกเชฏฐ์ รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้นเป็นพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 10 ศอก 8 นิ้ว โดยโปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้นพร้อมกับพระเสฏฐตมมุนี พระประธานในพระอุโบสถวัดราชนัดดารามวรวิหาร พระพุทธมหาโลกาภินันทปฏิมา พระประธานในพระอุโบสถวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร และพระพุทธชัมพูนุช มหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร พระประธานในพระวิหารวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เบื้องหน้าพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ประดิษฐานพระอสีติมหาสามวก 80 รูปนั้งประนมมือฟังพระโอวาทสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 สร้างเป็นปูนปั้นลงสีแทนที่ตำแหน่งพระศรีศาสดาเดิมที่อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหาร พุทธลักษณะของพระพุทธตรีโลกเชษฐ์เป็นรูปแบบเฉพาะของพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 อย่างแท้จริง ประกอบด้วย มีพระวรกายเพรียวบาง สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่จรดพระนาภี พระพักตร์ค่อนข้างกลมกึ่งไข่ ขมวดพระเกษาเล็ก มีพระรัสมีเป็นเปลว พระขนงโก่ง พระเนตรเปิดและมองตรง พระนาสิกค่อนข้างเล็กและโด่ง พระโอษฐ์เล็กแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เส้นพระโอษฐ์โค้งเล็กน้อยเกือบเป็นเส้นตรง เรียกว่า "พระพักตร์อย่างหุ่น" คือมีลักษณะคล้ายหุ่นละคร อันเป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธรูปในสมัยรัชกาลที่ 3[6]

ซุ้มสีมา

[แก้]
ซุ้มสีมาพระอุโบสถ

ตั้งอยู่บนกำแพงแก้วพระอุโบสถ เป็นทรงเรือนมีส่วนฐานรองรับ ส่วนกลางเป็นห้อง และส่วนยอดที่เป็นยอดแหลม ส่วนฐานยกสูงมีการแกะสลักลวดลาย ตัวเรือนเจาะเป็นช่อง 4 ด้าน ภายในประดิษฐานสีมาคู่ ส่วนยอดทำเป็นทรงมงกุฏหรือพระเกี้ยวหล่อด้วยสำริดมีฐานเป็นวงแหวนซ้อนกันเป็นชั้นๆ คล้ายมาลัยเถา แต่ในหมายรับสั่งรัชกาลที่ 3 เรียกส่วนยอดนี้ว่า เจดีย์ ดังมีข้อความระบุว่า "โปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระเจดีย์หลังซุ้มสีมาวัดสุทัศนเทพวราราม" ใน พ.ศ. 2387[7] ส่วนฐานของยอดมีกระทงล้อมรอบทิศทั้ง 4 ด้าน เป็นหินอ่อนแกะสลักลวดลายอย่างเทศ[8] ใบสีมาทำจากหินอ่อนสีเทาสลักเป็นภาพช้าง 3 เศียร งวงชูดอกบัวตูมเศียรละ 1 ดอก เบื้องบนมีดอกบัวบาน 3 ดอก โดยการสร้างซุ้มในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น ถ้าพระอุโบสถเป็นตามแบบพระเพณีนิยมจะมียอดซุ้มเป็นอย่างไทย แต่หากเป็นพระอุโบสถวัดที่สร้างแบบพระราชนิยมที่เป็นอิทธิพลศิลปะจีน ซุ้มสีมาจะสร้างเป็นอย่างเทศคือเป็นแบบจีนผสมตะวันตก

ซุ้มประตูกำแพงแก้ว

[แก้]

ซุ้มประตูกำแพงแก้วขึ้นสู่ลานพระอุโบสถมีอยู่ด้านละ 2 ซุ้ม รวมทั้งหมด 8 ซุ้ม เป็นซุ้มประตูยอดที่มีลักษณะผสมระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตก ตัวซุ้มสร้างด้วยหินอ่อนเซาะร่อง ประดับบัวหัวเสาด้วยลายใบไม้แบบตะวันตกเรียกว่า ลายใบอะแคนทัส ส่วนยอดมีลักษณะเป็นเค้าโครงของมงกุฏหรือพระเกี้ยว เหนือกรอบประตูมีทับหลังเป็นหินอ่อนแกะสลักปิดทองเป็นรูปแบบลายอย่างเทศประกอบด้วยดอกและใบโบตั๋น มีประติมากรรมทวารบาลเป็นรูปทหารแต่งกายแบบตะวันตกอยู่ด้านข้างซุ้มประตูทุกประตู บานประตูทาสีเขียวเขียนจิตรกรรมรูปครุฑยุดนาคทุกด้าน[8]

รูปภาพอื่น ๆ ภายในเขตพระอุโบสถ

[แก้]

ศิลปกรรมอื่น ๆ

[แก้]

ศาลาการเปรียญ

[แก้]
ศาลาการเปรียญ

สร้างขึ้นปี พ.ศ. 2397 เป็นอาคารที่ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาส รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบพระราชนิยมไทยผสมจีน ไม่มีระเบียงโดยรอบ มีมุขโถงด้านหน้า - หลัง มีเสาเฉลียงรับน้ำหนักมุขโถงเป็นเสาเหลี่ยมทึบตัน ไม่มีบัวหัวเสา ไม่มีคันทวย ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 หลังคาทำ 2 ซ้อน 3 ตับ หน้าบันเป็นแบบก่ออิฐถือปูนไม่มีเครื่องลำยองลวดลายหน้าบันเป็นลายปูนปั้นลวดลายดอกไม้ ใบไม้ ภายในไม่มีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเป็นผนังทาสีขาวทึบ มีเสาร่วมในเป็นเสาทรงเหลี่ยมทึบเช่นเดียวกับเสาเฉลียง มีประตูทางเข้าทางด้านข้างอาคารทั้ง 2 ฝั่ง ไม่มีการประดับกรอบประตู-หน้าต่าง บานประตูและหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์นาคขบ ด้านในเขียนเป็นลายกอบัว ดอกบัว นก และผีเสื้อ[9] โดยรอบอาคารมีกำแพงล้อม โดยรอบมีศาลารายติดกับกำแพง 6 หลัง ทางด้านกำแพงทิศตะวันออกมีหอระฆังสร้างคร่อมบนกำแพง

พระพุทธเสฏฐมุนี

[แก้]
พระพุทธเสรฏฐมุนี

พระพุทธเสฏฐมุนี เป็นพระประธานในศาลาการเปรียญ ปางมารวิชัย เมื่อคราวสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงต้องการบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองและส่งเสริมพสกนิกรให้เป็นพลเมืองที่ดี มีศีลธรรม มีความรู้และสติปัญญา ขณะนั้นมีชาวต่างชาตินำฝิ่นเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งฝิ่นจัดอยู่ในประเภทสิ่งเสพติดชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้คนขาดสติ พระองค์มองว่าเป็นสิ่งบั่นทอนความมั่นคงของบ้านเมืองจึงมีพระราชโองการปราบฝิ่น ได้มีการกวาดล้างฝิ่นครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2382 ได้ฝิ่นดิบกว่า 3,700 หาบ ฝิ่นสุก 2 หาบ น้ำหนักรวม 222,120 กิโลกรัม ในเวลานั้นคิดเป็นเงินกว่า 18 ล้านบาท โปรดรวมมาเผาทำลายที่สนามชัย หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ต่อมาวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2382 ทรงนำกลักฝิ่นจำนวนมากที่ได้จากการจับกุมเหล่านั้นมาหล่อเป็นพระพุทธรูป ณ โรงหล่อหลวงในพระบรมมหาราชวัง และอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ศาลาการเปรียญ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เดิมไม่มีพระนามผู้คนมักเรียกว่า “พระกลักฝิ่น” ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายพระนามว่า พระพุทธเสฏฐมุนี แปลว่า พระผู้ประเสริฐสุด มีความหมายว่า ผู้ติดสิ่งเสพติดทั้งหลาย สามารถกลับใจเป็นคนดีได้เสมอ ย่อมสว่างรุ่งเรืองเหมือนพระพุทธรูปที่ทรงสร้าง อันจะเป็นพลังแข็งแกร่งชนะจิตใจให้เหินห่างสิ่งเสพติดได้[10] ลักษณะของพระพุทธเสฏฐมุนีมีลักษณะเช่นเดียวกับพระพุทธตรีโลกเชฏฐ์ คือ มีพระวรกายเพรียวบาง สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่จรดพระนาภี นิ้วพระหัตถ์ยาวเสมอกัน พระพักตร์ค่อนข้างกลมกึ่งไข่ ขมวดพระเกษาเล็ก มีพระรัสมีเป็นเปลว พระขนงโก่ง พระเนตรเปิดและมองตรง พระนาสิกค่อนข้างเล็กและโด่ง พระโอษฐ์เล็กแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เส้นพระโอษฐ์โค้งเล็กน้อยเกือบเป็นเส้นตรง เรียกว่า "พระพักตร์อย่างหุ่น"[9]

สัตตมหาสถาน

[แก้]

สัตตมหาสถานเป็นสถานที่สำคัญ 7 แห่ง ในพุทธประวัติกล่าวถึงสถานที่หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ 7 แห่งที่ทรงเสวยวิมุตติสุข สถานที่แห่งละ 7 วัน รวม 49 วัน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างจำลองสัตตมหาสถานไว้ภายในวัดสุทัศน์ฯ ในเขตพุทธาวาสทางด้านทิศตะวันออกนอกเขตพระวิหาร โดยการสร้างสัตตมหาสถานเป็นการสร้างขึ้นแทนพระธาตุเจดีย์ โดยพระพุทธรูปที่ประดิษฐานในสัตตมหาสถานบางปางเป็นปางรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นให้สอดคล้องกับในพุทธประวัติ โยมีการสร้างชุดพระพุทธรูป 3 ชุดคือ ชุดที่ 1 สลักจากหินอ่อน อยู่ในพระอุโบสถ ชุดที่ 2 หล่อจากสำริด อยู่ในพระวิหาร ชุดที่ 3 หล่อจากสำริดลงรักปิดทอง ประดิษฐานในสัตตมหาสถานแบบในปัจจุบัน[11] โดยในกลุ่มสัตตมหาสถานประกอบด้วยเหตุการณ์ 8 เหตุการณ์ ดังนี้

รัตนบัลลังก์

[แก้]

เป็นเหตุการณ์ในช่วงเวลาก่อนตรัสรู้ถึงตอนตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีกองทัพพญามารเข้ามาขัดขวางพระพุทธเจ้า แสดงด้วยพระพุทธรูปปางมารวิชัย หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ประดิษฐานอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ฐานที่รองรับเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ด้านหน้าประดับปูนปั้นพระแม่ธรณีบีบมวยผม รอบฐานต้นโพธิ์ตั้งตุ๊กตาจีนแทนด้วยกองทัพพญามาร มีหัวเป็นสัตว์ต่างๆ ลำตัวเป็นคนสวมชุดเกราะแบบจีนถืออาวุธมุ่งเข้าทำร้ายพระพุทธเจ้า ซึ่งสถานที่นี้ สร้างขึ้นเพิ่มเติมจากสตตมหาสถานอื่นในภายหลัง[12]

สัปดาห์ที่ 1 ต้นพระศรีมหาโพธิ์

[แก้]

เป็นเหตุการณ์หลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุตติสุขภายในร่มโพธิ์เป็นเวลา 7 วัน แสดงด้วยพระพุทธรูปปางสมาธิ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ประดิษฐานอยู่บนแท่นเสากลมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์[12]

สัปดาห์ที่ 2 อนิมิสเจดีย์

[แก้]

เป็นเหตุการณ์หลังพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วหันกลับมายืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตรตลอด 7 วัน แสดงด้วยการนำเก๋งจีนศิลาสลักรูปปราสาทแบบจีนมาเป็นอนิมิสเจดีย์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางถวายเนตรหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก[13]

สัปดาห์ที่ 3 รัตนจงกรม

[แก้]

เป็นเหตุการณ์หลังจากทรงทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์ ได้ทรงเนรมิตที่จมกรมขึ้นมาระหว่างต้นโพธิ์กับอนิมิสเจดีย์และเสด็จจงกรมเป็นเวลา 7 วัน แสดงด้วยพระพุทธรูปปางจงกรมแก้ว เป็นประพุทธรูปประทับยืนพระบาทเหลื่อมกันในลักษณะก้าวเดิน ประดิษฐานบนแท่นก่ออิฐถือปูนรูปสี่เหลี่ยมแทนรัตนจงกรมเจดีย์[13]

สัปดาห์ที่ 4 รัตนฆรเจดีย์

[แก้]

เป็นเหตุการณ์หลังพระพุทธเจ้าทรงเดินจงกรมเป็นเวลา 7 วัน ได้ประทับในเรือนแก้วที่เทวดาเนรมิตถวายทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วทรงพิจารณาพระอภิธรรมตลอด 7 วัน แสดงด้วยพระพุทธรูปนั่งประสานพระหัตถ์ไว้ที่พระอุระ ประดิษฐานในศาลาศิลาแบบจีนแทนเรือนแก้วหรือรัตนฆรเจดีย์[14]

สัปดาห์ที่ 5 ต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)

[แก้]

เป็นเหตุการณ์หลังพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาพระอภิธรรมตลอด 7 วัน ได้เสด็จไปทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไทรเป็นเวลา 7 วัน ในคราวนั้นพญามารได้มาอาราธนาให้เสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน แต่ทรงปฏิเสธ พญามารจึงให้ธิดาทั้ง 3 มาเต้นรำยั่วยวนพระองค์ แต่พระองค์ทรงห้าม พญามารและธิดาจึงพ่ายแพ้กลับไป แสดงด้วยพระพุทธรูปปางนั่งยกพระหัตถ์ขวาคือ ปางห้ามมาร ประดิษฐานใต้ต้นไทรหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก[15]

สัปดาห์ที่ 6 ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก)

[แก้]

เป็นเหตุการณ์พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประทับนั่งใต้ต้นจิก ได้เกิดพายุฝนตกตลอด 7 วัน พญานาคมุจลินทร์ได้แผ่พังพานกันฝนและลม แสดงด้วยพระพุทธรูปปางนาคปรกโดยมีความพิเศษ คือ ขดนาคมีความสูงถึงพระอุระ ต่างจากพระพุทธรูปนาคปรกทั่วไปที่ขดนาคจะเป็นฐานของพระพุทธรูป[16] โดยหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกประดิษฐานอยู่บนแท่นเสากลมใต้ต้นจิก มีอ่างศิลาแบบจีนวางไว้หลังต้นจิกแทนที่อยู่ของพญานาคมุจลินทร์[12]

สัปดาห์ที่ 7 ต้นราชายตนะ (ต้นเกด)

[แก้]

เป็นเหตุการณ์พระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นเกดเป็นเวลา 7 วัน พระอินทร์ได้นำผลสมออันเป็นทิพยโอสถมาถวาย พระองค์จึงรับมาเสวย จากนั้นมีพ่อค้า 2 คน คือ ตปุสสะและภัลลิกะได้นำข้าวสัตตุก้อน สัตตุผงมาถวาย และได้แสดงตนเป็นอุบาสกคู่แรกของพระพุทธศาสนา แสดงโดยพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัถต์ซ้ายหงายบนพระเพลาถือผลสมอ พระหัตถ์ขวาผงายบนพระชานุ คือพระพุทธรูปปางรับผลสมอ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก ประดิษฐานบนแท่นเท้าสิงห์ใต้ต้นเกด มีตุ๊กตาจีนรูปเกวียนเทียมม้าและวัวตั้งอยู่รอบต้นเกด แทนขบวนเกวียนของตปุสสะและภัลลิกะ[16]

ประติมากรรมตอนปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์

[แก้]
ประติมากรรมตอนปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์

ประติมากรรมปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 องค์สร้างขึ้นพร้อมสัตตมหาสถาน แสดงให้เห็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 3 ที่ต้องการให้มีเรื่องราวพุทธประวัติต่อเนื่องกับสัตตมหาสถาน โดยเป็นเรื่องราวหลังสัปดาห์ที่ 7 ของสัตตมหาสถาน พระพุทธองค์ตันสินพระทัยจะแสดงธรรมโปรดแก่คนทั่วไป พระองค์จึงรำลึกถึงปัญจวัคคีย์ที่เคยปรนนิบัติพระองค์ขณะบำเพ็ญทุกรกิริยาจึงไปโปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตรมฤคทายวันเป็นปฐมเทศนา ประติมากรรมปัญจวัคคีย์นี้มี 3 ชุด โดยอีก 2 ชุดประดิษฐานไว้ในพระวิหารและพระอุโบสถเช่นเดียวกับพระพุทธรูปในสัตตมหาสถาน โดยพระพุทธรูปที่ประดิษฐานเป็นประธานนี้ที่ไม่ใช่ลักษณะศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่เป็นศิลปะแบบคันธารราฐของอินเดีย ซึ่งเป็นความนิยมแบบใหม่ในรัชกาลที่ 5 จึงสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในภายหลัง [17]

พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร)

[แก้]
พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร)

พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาสบริเวณคณะ 6 ของหมู่กุฏิ เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสสฺเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก เมื่อครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสลำดับที่ 4 ของวัดใน พ.ศ.2443 และดำรงพระยศเป็นพระสังฆราชในสมัยรัชกาลที่ 8 จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ.2487 รวมเวลา 44 ปี และที่นี่แต่เดิมยังเป็นที่อยู่ของอดีตเจ้าอาวาสรูปก่อนๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา จึงมีโบราณวัตถุที่ทางวัดเก็บรักษาไว้จำนวนมาก ปัจจุบันได้บูรณะปฏิสังขรณ์เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ แบ่งเป็น 5 ส่วนจัดแสดง ได้แก่

1.ตำหนักที่ประทับ จัดแสดงพระประวัติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสสฺเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก สิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ และงานพุทธศิลป์ฝีพระหัตถ์ รวมถึงศิลปวัตถุที่ได้รับถวายจากพระบรมวงศานุวงศ์ในโอกาสสำคัญต่างๆ

2.หอพระกรรมฐาน ประดิษฐานภาพพระสุนทรีวาณี พระพุทธรูปและปูชนียวัตถุสำคัญ

3.หอไตร จัดแสดงพัดยศ พัดรองที่ระลึก ย่าม และผ้ากราบ

4.กุฏิเรือนแถวทิศตะวันออก จัดแสดงเอกสารโบราณ พระไตรปิฎก พระธรรมเทศนาพระนิพนธ์ในสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสสฺเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก และผ้าห่อคัมภีร์

5.กุฏิเรือนแถวทิศตะวันตก จัดแสดงเครื่องโต๊ะ เครื่องกระเบื้อง ที่ชา และเครื่องมุก[18]

พระสุนทรีวาณี

[แก้]
พระสุนทรีวาณี

พระสุนทรีวาณี เป็นภาพเทพธิดาประทับอยู่บนดอกบัว เป็บุคลาธิษฐานที่ สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 3 คิดแบบขึ้นจากคัมภีร์สุโพธาลังการ ซึ่งเป็นคัมภีร์ในหมวดคัมภีร์สัททาวิเสส แล้วทรงให้หมื่นศิริธัชสังกาศ (แดง) จัดการเขียนขึ้นเอาไว้ในพระตำหนักของสมเด็จฯ ตัวภาพเป็นภาพเขียนสีฝุ่นแบบไทยประเพณี กรอบเป็นไม้แกะสลักลายอย่างเทศลงรักปิดทอง มีองค์ประกอบและความหมายนัยอุปมาคือ องค์พระสุนทรีวาณี คือ พระไตรปิฎก ดวงวชิระบนฝ่าพระหัตถ์ซ้าย คือ พระนิพพาน พระหัตถ์ขวาแสดงอาการกวักเรียก แสดงพระธรรมคุณข้อ เอหิปัสสิโก มีความหมายว่า "ควรเรียกให้มาดู" ดอกบัว คือ พระพุทธโอษฐ์ มนุษย์ซ้าย-ขวานั่งบนดอกบัว คือ อัครสาวก นาค คือ พระอรหันต์ พรหม เทวดา และสัตว์ต่างๆ คือ สรรพสัตว์ในกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ สระน้ำคือ สงสารวัฏ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตรก็ทรงต้องพระราชหฤทัย เมื่อพระองค์จะเสด็จเยือนยุโรป ได้ทรงพระราชปรารภกับสมเด็จพระวันรัตถึงพระปริวิตกเรื่องสวัสดิภาพและความสำเร็จในการเจริญพระราชไมตรี สมเด็จพระวันรัตจึงถวายพระพรให้ทรงบริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณี คือ “มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง” ทำให้ทรงระงับพระวิตกและสำเร็จพระราชประสงค์ทุกเมื่อ ต่อมาเมื่อทรงโปรดให้สร้างโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ทรงพระราชศรัทธาโปรดเกล้าฯ ให้จารึกศิลารูปพระสุนทรีวาณีไว้ประจำโรงเรียนด้วย[19] ปัจจุบันรูปพระสุนทรีวาณีตั้งอยู่ในหอพระกรรมฐาน พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร)

พระนิรโรคันตราย

[แก้]
พระนิรโรคันตราย

พระนิรโรคันตราย เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระเทพรจนา (สิน ปฎิมาประกร) เจ้ากรมช่างปั้นซ้าย ปั้นขึ้นในคราวที่หายประชวร พ.ศ. 2467 พระราชทานนามว่า พระนิโรคันตราย ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเททองหล่อพระพุทธรูป ในวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ พระอุโบสถ พระพุทธรัตนสถาน จำนวน 16 องค์ เพื่อพระราชทานไปยังพระอารามสำคัญฝั่งมหานิกาย จำนวน 15 แห่ง และเก็บไว้ในพระบรมมหาราชวังอีก 1 องค์ แต่ยังไม่ทันดำเนินการตามพระราชประสงค์ก็เสด็จสวรรค์ก่อน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามใหม่ว่า พระนิรโรคันตราย อันมีความหมายว่า ปราศจากโรคและอันตราย และพระราชทานไปตามพระอารามหลวงฝ่ายมหานิกาย 15 แห่ง โดยวัดสุทัศนเทพวรารามได้รับพระราชทานพระนิรโรคันตราย ลำดับองค์ที่ 7 ลักษณะของพระนิรโรคันตรายเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประทับบนบัลลังก์ดอกบัวฐานสิงห์ กะไหล่ทอง หน้าตักกว้าง 6 นิ้ว สูง 12 นิ้ว 1 เซนติเมตร มีรูปนาคแปลงเป็นมนุษย์ เชิญฉัตรกั้นเบื้องขวา และเชิญพัดโบกเบื้องซ้าย[20] ปัจจุบันพระนิรโรคันตรายของวัดสุทัศนเทพวรารามตั้งอยู่ในหอพระกรรมฐาน พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร)

หอพระไตรปิฎก

[แก้]
หอพระไตรปิฎก

หอพระไตรปิฎกตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาส ใกล้กับแนวกำแพงวัดฝั่งทิศตะวันตก โดยตั้งคร่อมบนกำแพงบริเวณกุฏิคณะ 11 โดยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหอระฆัง หอกลอง และศาลาการเปรียญ ลักษณะเป็นอาคารขนาดเล็ก 2 ชั้น ชั้นบนเป็นงานศิลปกรรมแบบไทยประเพณี คือ หลังคาประดับเครื่องลำยองประกอบไปด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง หน้าบันเป็นงานไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก แกะเป็นลวดลายพรรณพฤกษา จำพวกลายดอกโบตั๋น ก้านไม้ ใบไม้[21] ตัวอาคารชั้นบนมีเฉลียงล้อมรอบ มีเสาเฉลียงเป็นเสาเหลี่ยม ซึ่งเป็นรูปแบบเสาที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ชั้นล่างมีลักษณะเป็นใต้ถุนสำหรับเก็บของ โดยหอพระไตรปิฎกใช้เป็นที่เก็บคัมภีร์และพระไตรปิฎกฉบับต่างๆ

หอระฆังและหอกลอง

[แก้]
หอระฆังและหอกลอง

หอระฆังและหอกลองตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาสข้างศาลาการเปรียญด้านทิศตะวันออก และใกล้หอพระไตรปิฎก มีรูปแบบแตกต่างจากหอระฆังทั่วไป คือ เป็นอาคารทรงสูง 2 ชั้น อยู่ในผังแปดเหลี่ยม มีการเจาะช่องหน้าต่างเป็นวงโค้ง ประดับลวดลายแบบศิลปะตะวันตก มีลักษณะคล้ายป้อมปราการหรืออาคารแบบศิลปะมุสลิมหรือศิลปะตะวันตก[21]

ลำดับเจ้าอาวาส

[แก้]
ลำดับ เจ้าอาวาส[22] วาระ (พ.ศ.)
1 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) 2386 — 2401
2 พระพิมลธรรม (อ้น) 2401 — 2420
3 สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) 2420 — 2443*
4 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) 2443* — 2487
5 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โสม ฉนฺโน) 2489 — 2505
6 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) 2506 — 2527
7 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี) 2527 — 2559
8 สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี (เชิด จิตฺตคุตฺโต) 2559 — ปัจจุบัน

*เดือนมกราคม พ.ศ. 2443 นับอย่างปัจจุบันเป็นต้นปี พ.ศ. 2444

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง กำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน
  2. 1 2 ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 184-190
  3. ↑ ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 191-192
  4. ↑ Lineกนก (2017-07-19). "Lineกนก แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์ 16 กรกฎาคม 2560". เนชั่นทีวี. สืบค้นเมื่อ 2018-03-08.
  5. ↑ ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 200-201
  6. ↑ ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 204-205
  7. ↑ หมายรับสั่งรัชกาลที่ 3 เรื่องหมายกำหนดการ จ.ศ.1206 เรื่องเทศนาปฐมสมโพธิ์, สำเนาเอกสารหอสมุดแห่งชาติ เลขที่ 6 ตู้ 118 ชั้น 1/1 มัดที่3.
  8. 1 2 ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 201-203
  9. 1 2 ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 216-217
  10. ↑ กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. "พระพุทธเสรฏฐมุนี หล่อจากกลักฝิ่น และนัยจากพระพุทธรูปที่ประกอบขึ้นจากสิ่งเสพติด".
  11. ↑ ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 210-211
  12. 1 2 3 ป้ายอธิบายสัตตมหาสถาน ภายในวัดสุทัศน์เทพวราราม
  13. 1 2 ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 212
  14. ↑ ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 213
  15. ↑ ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 213-214
  16. 1 2 ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 214
  17. ↑ ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 215
  18. ↑ ผลธรรมปาลิต, เกษศิรินทร์. "ตามรอยพระกริ่ง เครื่องถ้วย ที่ชา ตาลปัตร โบราณวัตถุชิ้นเอกวัดสุทัศน์กว่า 10,000 รายการใน พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ)".
  19. ↑ phralan. "พระสุนทรีวาณี" (PDF).
  20. ↑ ศิลปานนท์, เด่นดาว. "พระนิรโรคันตราย : พระปฏิมารัชพรรษารัชกาลที่ ๖ เสมอด้วยรัชกาลที่ ๒".
  21. 1 2 ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 218.
  22. ↑ ประวัติวัดสุทัศนเทพวราราม

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

13°45′04″N 100°30′04″E / 13.751078°N 100.501138°E / 13.751078; 100.501138