ข้ามไปเนื้อหา

ท้องสนามหลวง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ท้องสนามหลวง
ทุ่งพระเมรุ
ท้องสนามหลวงโดยมีพื้นหลังเป็นพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
แผนที่
ประเภทสนาม
ที่ตั้งแขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
พิกัด13°45′18″N 100°29′35″E / 13.75500°N 100.49306°E / 13.75500; 100.49306
พื้นที่74 ไร่ 63 ตารางวา (≈ 11.94 เฮกตาร์)
ก่อตั้งพ.ศ. 2327
ผู้ก่อตั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เจ้าของสำนักพระราชวัง
ผู้ดำเนินการตราสัญลักษณ์กรุงเทพมหานคร  กรุงเทพมหานคร
เวลาให้บริการทุกวัน 05.00–22.00 น.
สถานะเปิดให้บริการ
พืชมะขาม
ชื่อที่ขึ้นทะเบียนทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง)
ขึ้นเมื่อ24 ตุลาคม พ.ศ. 2520
เป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร
เลขอ้างอิง0000017

ท้องสนามหลวง หรือ สนามหลวง เป็นสนามกว้างขนาดใหญ่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร คั่นอยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวังทางทิศใต้ และพระราชวังบวรสถานมงคลทางทิศเหนือ มีลักษณะเป็นรูปวงรี เนื้อที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 74 ไร่ 63 ตารางวา ล้อมรอบด้วยถนนราชินี ถนนหน้าพระธาตุ และถนนราชดำเนินใน

ท้องสนามหลวงเป็นที่ตั้งของ พระเมรุมาศ สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และพระศพพระบรมวงศ์ที่ทรงสัปตปฎลเศวตฉัตร หรือ พระเมรุ สำหรับพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพพระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า ซึ่งพระเมรุมาศและพระเมรุนี้จะก่อสร้างขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น และจะถูกรื้อถอนออกเมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธี โดยในคราวอื่น ๆ ที่ไม่มีพระเมรุมาศหรือพระเมรุนั้น จะใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีสำคัญของประเทศ พิธีถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติที่รัฐบาลจัดขึ้นในวาระสำคัญ และกิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ รวมถึงเป็นสถานที่พักผ่อนของประชาชนมาโดยตลอด

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนท้องสนามหลวงเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2520[1][2]

ประวัติ

[แก้]

ทุ่งพระเมรุ

[แก้]

ท้องสนามหลวง เดิมมีชื่อเรียกว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากถูกใช้เป็นที่จัดสร้างพระเมรุมาศหรือพระเมรุ สำหรับประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ หรือพระราชทานเพลิงพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงมาโดยตลอด ตั้งแต่ต้นอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยเริ่มใช้พื้นที่ทุ่งพระเมรุแห่งนี้สำหรับการสร้างพระเมรุมาศเป็นครั้งแรกในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก[2] อย่างไรก็ตาม ในคราวที่ไม่มีการจัดสร้างพระเมรุมาศ ทุ่งพระเมรุนี้ก็จะเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ในลักษณะเดียวกับสนามหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ในพระราชวังโบราณ อยุธยา ทั้งนี้ ทุ่งพระเมรุในระยะแรกมีพื้นที่เพียงครึ่งด้านใต้ และเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู[3] โดยมีถนนพระจันทร์เป็นเส้นแบ่ง ส่วนอีกครึ่งด้านเหนือนั้นเรียกว่า "สนามวังหน้า" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคล[4]

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เกษตรกรเข้ามาทำนาที่ทุ่งพระเมรุ เพื่อแสดงให้ปรากฏแก่นานาประเทศว่า สยามบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร มีไร่นาไปจนใกล้ ๆ พระบรมมหาราชวัง และชาวสยามเอาใจใส่ในการสะสมเสบียงอาหารไว้เป็นกำลังของบ้านเมืองด้วย การใช้ทุ่งพระเมรุในการทำนานี้ทำให้ทุ่งพระเมรุถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ทุ่งนาวัดมหาธาตุ[2] และถูกใช้สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญและพระราชพิธีพรุณศาสตร์มาโดยตลอด โดยมีการสร้างกำแพงแก้วล้อมรอบ ด้านในเขตกำแพงแก้วสร้างหอพระสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญที่เกี่ยวข้องในพระราชพิธี มีพลับพลาที่ประทับ มีหอดักลมลงที่พลับพลาสำหรับทอดพระเนตรการทำนา ข้างพลับพลามีโรงละครสำหรับเล่นบวงสรวง ด้านเหนือมีพลับพลาน้อยสร้างบนกำแพงแก้วสำหรับประทับทอดพระเนตรการทำนาในท้องทุ่ง นอกกำแพงแก้วยังมีฉางสำหรับใส่ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้หลังจากการเพาะปลูก[4]

รัชกาลที่ 4–5

[แก้]

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงออกประกาศเมื่อ พ.ศ. 2398 ให้เปลี่ยนชื่อทุ่งพระเมรุเป็น ท้องสนามหลวง ดังปรากฏในประกาศว่า[5]

"ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนาน ๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า 'ทุ่งพระเมรุ' นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไปที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า 'ท้องสนามหลวง'"

โดยในรัชกาลนี้ ท้องสนามหลวงยังถูกใช้เป็นสถานที่เล่นว่าวของประชาชนจำนวนมาก พระองค์จึงทรงออกประกาศเตือนให้ผู้เล่นว่าวระวังสายป่านด้วย[4]

ภาพถ่ายของท้องสนามหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกพระราชวังบวรสถานมงคลด้วย โดยรื้อป้อมปราการต่าง ๆ ลง และผนวกสนามวังหน้าเข้าเป็นส่วนหนึ่งของท้องสนามหลวง พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นรูปวงรีแบบในปัจจุบัน[6] โดยมีถนนกลางสนามหลวงที่ต่อเนื่องมาจากถนนพระจันทร์ และภายหลังยังเชื่อมระหว่างถนนหน้าพระธาตุจนถึงถนนราชดำเนินในด้วย เป็นเส้นแบ่งพื้นที่ระหว่างท้องสนามหลวงเดิมกับสนามวังหน้าเดิม[4] ซึ่งแต่ละส่วนจะแบ่งได้ขนาดส่วนละครึ่งหนึ่งพอดี

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพลับพลาต่าง ๆ ที่เคยสร้างในรัชกาลก่อนหน้าลงทั้งหมด เพราะหมดความจำเป็นในการใช้ทำนาแล้ว และได้ใช้ท้องสนามหลวงเป็นที่ประกอบพระราชพิธีและพิธีการต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 100 ปี งานฉลองเมื่อเสด็จนิวัตพระนครหลังเสร็จสิ้นการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2440 รวมถึงเคยใช้เป็นสนามแข่งม้า[4] สนามกอล์ฟ[7] และเป็นสถานที่แข่งขันกีฬาฟุตบอลในสยามเป็นครั้งแรก ระหว่างทีมบางกอกกับทีมศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2443[8] (ปฏิทินเก่า) หรือ พ.ศ. 2444 (ปฏิทินใหม่)

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเกาะชวา (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศอินโดนีเซีย) เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งในขณะนั้นชวาอยู่ภายใต้อาณานิคมของฮอลันดา พระองค์ทอดพระเนตรบสนามหญ้าบริเวณหน้าพระราชวังสุลต่านเจ้าผู้ครองเมือง ซึ่งเป็นลานขนาดใหญ่คล้ายท้องสนามหลวง แต่มีต้นไม้รายรอบ ดูสวยงามเรียบร้อย แล้วทรงโปรดบรรยากาศนั้น จึงทรงนำแบบอย่างสวนดังกล่าวมาปรับปรุงท้องสนามหลวง โดยพระองค์ทรงร้องขอให้ชาวชวาที่ชำนาญการตกแต่งและปลูกต้นไม้ เดินทางมาจัดและตกแต่งต้นไม้ในพระบรมมหาราชวังที่พระนคร เมื่อเสด็จฯ กลับมาถึง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นมะขามโดยรอบท้องสนามหลวง เนื่องจากเป็นไม้ใหญ่ คงทนถาวร และชื่อ มะขาม ยังเป็นชื่อสิริมงคล โดยในรัชสมัยของพระองค์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นมะขามรอบท้องสนามหลวงจำนวน 365 ต้น และภายหลังยังมีการปลูกเพิ่มอีกหลายโอกาส เป็น 708 ต้น[6]

รัชกาลที่ 6–8

[แก้]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2454 ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ท้องสนามหลวงถูกใช้เป็นสถานที่เสด็จออกมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคลจากราษฎร[9]

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2475 ในคราวพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 150 ปี ท้องสนามหลวงถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และพระราชทานธงไชยเฉลิมพลแก่กองทหาร[10] ต่อมารัฐบาลคณะราษฎรได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดสร้างเมรุที่ท้องสนามหลวงเพื่อฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิต 17 คนจากกบฏบวรเดช เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 (ปฏิทินเก่า) หรือ พ.ศ. 2477 (ปฏิทินใหม่) โดยเป็นการใช้ท้องสนามหลวงฌาปนกิจศพสามัญชนครั้งแรกเป็นในสยาม แม้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาตในช่วงแรก แต่เมื่อคณะราษฎรยืนยัน พระองค์จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตอย่างไม่เต็มพระราชหฤทัย โดยระบุว่า "ไม่ได้เป็นพระราชประสงค์" ของพระองค์[11] และยังเป็นสถานที่จัดการแข่งขันงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์–จุฬาฯ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2477 โดยเป็นครั้งเดียวที่ใช้ท้องสนามหลวงในงานดังกล่าว ก่อนย้ายไปใช้สนามฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และสนามศุภชลาศัย ตามลำดับ จนถึงปัจจุบัน[12]

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาที่ท้องสนามหลวงเพียงครั้งเดียว คือเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2489 เพื่อทรงเป็นประธานร่วมกับหลุยส์ เมานต์แบ็ตเทน เอิร์ลเมานต์แบ็ตเทนที่ 1 แห่งพม่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรแห่งกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการตรวจพลสวนสนามของกองทหารสหประชาชาติ หลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง[13]

รัชกาลที่ 9–10

[แก้]

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ท้องสนามหลวงถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

ไฮด์ปาร์ก

[แก้]

เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2498 รัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้ผลักดันกระบวนการฟื้นฟูประชาธิปไตย และมอบหมายให้นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ดำเนินการเปลี่ยนวิธีการบริหารของรัฐบาลให้เป็นแบบประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นคือการอนุญาตให้กลุ่มการเมืองต่าง ๆ จัดการชุมนุมได้ที่ท้องสนามหลวงเป็นครั้งแรก เรียกว่า "ไฮด์ปาร์ก" ซึ่งได้ชื่อมาจากสวนไฮด์ปาร์กในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยไฮด์ปาร์กครั้งแรกในท้องสนามหลวงนั้นเป็นการชุมนุมคัดค้านแบบเรียนภาษาไทยพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย ทองอยู่ พุฒพัฒน์ และ แคล้ว นรปติ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ปีเดียวกัน[14] ก่อนที่ต่อมาจะถูกใช้จัดการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ ทั้ง เหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อ พ.ศ. 2516, เหตุการณ์ 6 ตุลา เมื่อ พ.ศ. 2519 และพฤษภาทมิฬ เมื่อ พ.ศ. 2535 โดยหลังช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลานั้น พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิต 69 คนจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยพระองค์เองที่ท้องสนามหลวงด้วย โดยเป็นการใช้ท้องสนามหลวงฌาปนกิจศพสามัญชนเป็นครั้งที่ 2 และครั้งสุดท้าย[15] นอกจากนี้ ในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปในแต่ละครั้ง ท้องสนามหลวงยังถูกใช้เป็นสถานที่จัดการปราศรัยใหญ่ในการหาเสียงของหลายพรรคการเมือง

ตลาดนัดสนามหลวง

[แก้]

ตลาดนัดสนามหลวงเกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศไทยประสบภาวะข้าวยากหมากแพง ประชาชนหาซื้อข้าวของเครื่องใช้กันลำบาก รวมถึงเกษตรกรเดือดร้อน จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงส่งเสริมให้จัดตั้งตลาดนัดขึ้นทุกจังหวัด รวมถึงตลาดนัดจังหวัดพระนครที่ท้องสนามหลวงด้วย โดยเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2491 แต่ปีต่อมาทางการขอพื้นที่ท้องสนามหลวงคืนเพื่อจัดสร้างพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร จึงย้ายตลาดนัดไปอยู่ในพระราชอุทยานสราญรมย์ ซึ่งได้รับความนิยมสูง แต่ถูกร้องเรียนจากกระทรวงการต่างประเทศในเรื่องกลิ่นและการจัดการไม่ถูกสุขลักษณะ จึงย้ายตลาดออกมาด้านนอก ด้านถนนราชินี บริเวณคลองหลอด เมื่อ พ.ศ. 2500 แต่ปรากฏว่าได้ปลูกเพิงสร้างแคร่ จนเป็นภาพที่ไม่งดงาม จึงย้ายกลับมาที่ท้องสนามหลวงเมื่อ พ.ศ. 2501 จนกระทั่งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ขอพื้นที่ท้องสนามหลวงคืนเพื่อใช้สำหรับเตรียมงานพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี จึงปิดตลาดนัดสนามหลวงตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2525 แล้วย้ายไปที่สวนจตุจักร เป็นตลาดนัดจตุจักร จนถึงปัจจุบัน[16]

การจัดกิจกรรมและพระราชพิธีต่าง ๆ

[แก้]

หลังจาก กทม. ปิดตลาดนัดสนามหลวงแล้ว นอกเหนือจากการจัดสร้างพระเมรุมาศและพระเมรุของพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่พระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้าขึ้นไป ท้องสนามหลวงยังถูกใช้เป็นสถานที่นันทนาการ การแข่งขันกีฬา และการประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ ของประเทศ โดยพระราชพิธีหรือพิธีการที่กระทำที่ท้องสนามหลวงเป็นประจำทุกปี ได้แก่ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ตั้งแต่ พ.ศ. 2503[17] และพิธีถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลแด่พระมหากษัตริย์และพระอัครมเหสี ตั้งแต่ พ.ศ. 2521[18] โดยหากเป็นวาระสำคัญพิเศษ ก็อาจจะมีการจัดพิธีนี้ถวายแด่พระบรมวงศ์ชั้นสูงเพิ่มเติมด้วย

นอกจากนี้ยังมีพระราชพิธีสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดที่ท้องสนามหลวงเป็นการเฉพาะกิจ เช่น พระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชในพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี เมื่อ พ.ศ. 2525[19] และพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคมในวาระสำคัญ 2 โอกาส ซึ่งมีการจัดสร้างพระที่นั่งที่ประทับชั่วคราวขึ้นสำหรับพระราชพิธีดังกล่าวโดยเฉพาะด้วย ได้แก่ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 5 ธันวาคม 2530พระที่นั่งชัยมังคลาภิเษก และ พระราชพิธีกาญจนาภิเษก พ.ศ. 2539พระที่นั่งกาญจนาภิเษก[20]

การปรับปรุงภูมิทัศน์

[แก้]
ท้องสนามหลวงหลังปรับปรุงใหม่

ในยุคปัจจุบัน มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ของท้องสนามหลวงทั้งหมด 3 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 1
[แก้]

เมื่อ พ.ศ. 2553 กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มอบหมายให้กองทัพภาคที่ 1 กองทัพบก เข้ามาปรับปรุงภูมิทัศน์ของท้องสนามหลวง จากเดิมที่เคยเสื่อมโทรมให้ดีขึ้น[21] โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ฝั่งใต้ ทำเป็นมณฑลพระราชพิธี ฝั่งเหนือ ทำเป็นลานกิจกรรมสำหรับประชาชน และถนนเส้นกลางเชื่อมต่อกับถนนพระจันทร์ เป็นทางลาดพระบาท เส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน และจัดกิจกรรมประเพณีในโอกาสสำคัญ[22] รวมถึงทำระบบระบายน้ำจากใต้ดินเพื่อระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในฤดูฝน ก่อนนำน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยากลับมาฉีดรดหญ้าอีกครั้ง โดยเริ่มปิดปรับปรุงตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปีดังกล่าว[23][24] การปรับปรุงแล้วเสร็จในปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2554 และมีพิธีทำบุญเปิดพื้นที่อย่างเป็นทางการ รวมทั้งบวงสรวงพระสยามเทวาธิราชและสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ปีเดียวกัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554[25] ในปลายปีเดียวกันท้องสนามหลวงถูกใช้เป็นสถานที่หลักในกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีเป็นครั้งแรก[26] ก่อนที่ปีถัด ๆ มาจะมีการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีที่ท้องสนามหลวงเป็นระยะ ๆ

โดยการเปิดใช้ท้องสนามหลวงในครั้งนี้ กทม. ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางการเมืองเหมือนในอดีต เพื่อสงวนไว้สำหรับการประกอบพระราชพิธีและรัฐพิธีเท่านั้น[27] แต่อนุญาตให้ประชาชนเข้าใช้พื้นที่สำหรับการพักผ่อน การนันทนาการ หรือการออกกำลังกายได้ตามปกติ ระหว่างเวลา 05:00–22:00 น. แต่ห้ามนำสินค้าเข้าไปจำหน่าย จอดรถ หรืออาศัยเป็นที่หลับนอน นอกจากนี้ประชาชนยังสามารถสัญจรผ่านถนนเส้นกลาง ซึ่งเชื่อมต่อเนื่องจากถนนพระจันทร์ ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปยังศาลฎีกา ได้ตลอด 24 ชั่วโมง[25] โดยเบื้องต้น เทศกิจได้ติดตั้งรั้วชั่วคราวเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ซึ่งจะถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน และเพื่อคงความสวยงามของพื้นที่[28] รวมถึง กทม. ยังติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด 42 ตัว ไฟส่องสว่าง และจัดตั้งศูนย์อำนวยการชั่วคราวและหอกระจายเสียงเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยภายในท้องสนามหลวง[29]

ครั้งที่ 2
[แก้]

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2555 หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา กองพลพัฒนาที่ 1 กองทัพบก ได้เข้ามาปรับปรุงท้องสนามหลวงอีกครั้ง โดยการปรับปรุงแล้วเสร็จและส่งมอบพื้นที่ท้องสนามหลวงคืนให้กับ กทม. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม[30] ถัดจากนั้นในวันรุ่งขึ้น (1 กันยายน) กทม. ได้เริ่มบังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการใช้ การบํารุง และการดูแลรักษาพื้นที่ท้องสนามหลวง โดยกำหนดให้สามารถใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงได้เฉพาะสำหรับจัดงานพระราชพิธี รัฐพิธี งานประเพณีสำคัญของชาติโดยหน่วยงานของรัฐ และการจัดการแข่งขันกีฬาไทยประจำปี โดยไม่อนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่จัดการชุมนุมหรือจัดกิจกรรมทางการเมือง และผู้ที่จะขอใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงสำหรับทำกิจกรรมที่ กทม. กำหนดนั้น ให้ทำเรื่องขออนุญาตพื้นที่จากสำนักงานเขตพระนครล่วงหน้าก่อนกำหนดจัดงานไม่น้อยกว่า 30 วัน[31]

ครั้งที่ 3
[แก้]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการปรับปรุงพื้นที่ท้องสนามหลวงครั้งใหญ่ตั้งแต่ต้นรัชกาล เพราะจากการคำนวณพื้นที่จัดสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตามที่กรมศิลปากรออกแบบไว้นั้น พบว่า จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากกว่า 2 ใน 3 ของพื้นที่ท้องสนามหลวงทั้งหมด[32] ซึ่งแตกต่างจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระราชทานเพลิงพระศพ 4 ครั้งก่อนหน้าที่ใช้พื้นที่เพียงครึ่งด้านใต้ตามโบราณราชประเพณี จึงส่งผลให้ต้องถมถนนเส้นกลางเส้นเดิมที่เป็นแนวต่อเนื่องจากถนนพระจันทร์ออก[33] รวมถึงย้ายแนวต้นมะขามออก เพื่อทำถนนเส้นกลางใหม่ ซึ่งขยับจากแนวถนนเส้นกลางเดิมขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 80 เมตร[34] โดยถนนเส้นกลางใหม่นี้มีความกว้างทั้งหมด 30 เมตร[35] เทคอนกรีตความหนา 15 เซนติเมตร ดำเนินการก่อสร้างโดยกองบัญชาการกองทัพไทย เริ่มก่อสร้างในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560[36] แล้วเสร็จในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับตัวพระเมรุมาศ และเริ่มใช้ถนนเส้นกลางใหม่เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ปีเดียวกัน ในการฝึกซ้อมเคลื่อนริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศริ้วขบวนที่ 2 ของพระราชพิธีดังกล่าว ซึ่งเป็นการเคลื่อนพระมหาพิชัยราชรถประดิษฐานพระโกศทองใหญ่ประกอบพระบรมราชอิสริยยศจากหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ก่อนเข้าสู่พระเมรุมาศ[37]

หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และกรมศิลปากรได้ดำเนินการรื้อถอนพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบทั้งหมดลงแล้ว กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เข้ามาดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์ท้องสนามหลวงอีกเล็กน้อย โดยแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ซึ่งใช้วัสดุปูพื้นต่างชนิดกัน ได้แก่ ฝั่งใต้ จะเป็นสนามหญ้าตามเดิม และฝั่งเหนือ ปรับจากสนามหญ้าเป็นลานปูนซีเมนต์ ซึ่งนอกจากจะเป็นลานกิจกรรมแล้ว ยังใช้เป็นที่จอดรถสำหรับผู้ที่จะเข้าชมพระบรมมหาราชวังหรือสถานที่สำคัญโดยรอบท้องสนามหลวง รวมถึงใช้เป็นพื้นที่ทดแทนสำหรับประกอบพระราชพิธีหรือพิธีการที่กระทำที่ท้องสนามหลวงเป็นประจำทุกปี ในคราวที่ฝั่งใต้อยู่ระหว่างถูกใช้จัดสร้างพระเมรุมาศหรือพระเมรุด้วย โดยทั้งสองฝั่งถูกแบ่งด้วยถนนเส้นกลางท้องสนามหลวงเส้นใหม่ที่ยังคงไว้ตามเดิม โดยมิได้ขยับกลับลงไปตรงกับแนวถนนพระจันทร์อย่างในอดีต ซึ่งใช้เป็นจุดจอดรถทัวร์รับ-ส่งนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาท่องเที่ยวที่สถานที่สำคัญโดยรอบท้องสนามหลวง โดย กทม. เริ่มเปิดใช้ถนนเส้นกลางท้องสนามหลวงเส้นใหม่สำหรับรถทัวร์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561[38]

ในการประท้วงในประเทศไทย พ.ศ. 2563–2564 ท้องสนามหลวงถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมระหว่างวันที่ 19–20 กันยายน พ.ศ. 2563 และใช้ลานปูนฝั่งทิศเหนือเป็นที่ฝังหมุดคณะราษฎรหมุดที่ 2[39] การกระทำดังกล่าวทำให้แกนนำผู้ชุมนุมหลายคนถูกดำเนินคดีในข้อหาทำลายโบราณสถาน[40]

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2567 ท้องสนามหลวงเป็น 1 ใน 4 สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระโคตมพุทธเจ้า และพระอรหันตธาตุของพระอัครสาวก ได้แก่พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ ที่รัฐบาลไทยอัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย มาประดิษฐานที่ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยเป็นแห่งแรกที่มีการประดิษฐาน และเป็นจุดหลักประจำภาคกลาง ในการนี้ได้มีการสร้างมณฑปชั่วคราวขึ้นบริเวณถนนเส้นกลางเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ[41] โดยเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม ก่อนอัญเชิญไปประดิษฐานต่อที่ภาคเหนือหอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่[42]

ในกลางปีเดียวกัน ท้องสนามหลวงยังถูกใช้เป็นสถานที่จัดเทศกาลสงกรานต์จุดหลักของรัฐบาลไทย ในชื่องาน มหาสงกรานต์ เวิลด์ วอเตอร์ เฟสติวัล เป็นปีแรก[43] ในปลายปีเดียวกัน ท้องสนามหลวงยังเป็นจุดสิ้นสุดของรายการวิ่ง อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก ตั้งแต่ปีนั้น ซึ่งย้ายมาจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร[44] และยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ที่รัฐบาลไทยอัญเชิญมาจากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีเดียวกัน และฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์จีน–ไทย ในการนี้ได้มีการสร้างมณฑปขึ้นบริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ[45] โดยเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567 – 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568[46]

การก่อสร้างพระเมรุมาศและพระเมรุ

[แก้]

ในที่นี้จะกล่าวถึงการใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงสำหรับก่อสร้างพระเมรุมาศและพระเมรุในยุคหลัง ตั้งแต่ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท้องสนามหลวงถูกใช้สำหรับก่อสร้างพระเมรุมาศหรือพระเมรุกลางเมืองทั้งหมด 7 ครั้ง ดังนี้

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ท้องสนามหลวงถูกใช้สำหรับก่อสร้างพระเมรุมาศหรือพระเมรุกลางเมืองทั้งหมด 4 ครั้ง ดังนี้

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ท้องสนามหลวงถูกใช้สำหรับก่อสร้างพระเมรุกลางเมือง 1 ครั้ง คือเมื่อ พ.ศ. 2484 สำหรับประกอบพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร[51]

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ท้องสนามหลวงถูกใช้สำหรับก่อสร้างพระเมรุมาศหรือพระเมรุกลางเมืองทั้งหมด 6 ครั้ง ดังนี้[52]

และในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ท้องสนามหลวงถูกใช้สำหรับก่อสร้างพระเมรุมาศกลางเมืองมาแล้ว 2 ครั้ง ดังนี้

อ้างอิง

[แก้]
  1. "ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 94 (126): 5036. 13 ธันวาคม 1977. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2020.{{cite journal}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  2. 1 2 3 สว่างเลิศกุล, โสภิตา (21 ตุลาคม 2017). "ทุ่งพระเมรุ". โพสต์ทูเดย์. สืบค้นเมื่อ 12 มิถุนายน 2024.
  3. "จากทุ่งพระเมรุสู่ "สนามหลวงโฉมใหม่"". ผู้จัดการออนไลน์. 16 สิงหาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  4. 1 2 3 4 5 เสมียนนารี (13 ธันวาคม 2025). "13 ธันวาคม 2520 สนามหลวง สนามสารพัดกิจกรรมของคนกทม. ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2026.
  5. จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี (พ.ศ. 2310-2381) และพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. 2526. OCLC 1281273754.
  6. 1 2 ทองเล็ก, นิพัทธ์ (21 พฤศจิกายน 2016). "เสน่ห์ มนต์ขลัง และต้นมะขาม ณ สนามหลวง". ภาพเก่าเล่าตำนาน. มติชน. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  7. ส. สีมา (31 สิงหาคม 2025). "จริงหรือไม่? "สนามหลวง" เคยเป็น "สนามกอล์ฟ" ของฝรั่งและไฮโซไทย สมัย ร.5". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  8. "การเปลี่ยนผ่าน "ฟุตบอลสยาม" จากในวังสู่กีฬาสามัญชน". สนุก.คอม. 25 พฤษภาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  9. จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. 1923. น. 141–142. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026 โดยทาง หอสมุดแห่งชาติ นครศรีธรรมราช.
  10. "สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 150 ปี". ห้องสมุด มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  11. ประกิตนนทการ, ชาตรี (2552). "เมรุคราวกบฏบวรเดช: เมรุสามัญชนครั้งแรกกลางท้องสนามหลวง". ศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์ (พิมพ์ครั้งที่ 1st). กรุงเทพฯ: มติชน. น. 62–99. ISBN 9789740204398.
  12. "เปิดจม.เหตุ ดู 'บอลประเพณี' จากครั้งแรก 2477 ยืนเชียร์ริมสนามหลวง ถึงวิวาทะ 'เลิก-ไม่เลิก'". ศิลปะและวัฒนธรรม. มติชน. 26 ตุลาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  13. สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (2003). เทิดพระเกียรติจอมทัพไทย. กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์. น. 357–359. ISBN 978-974-7074-39-0.
  14. วงษ์เทศ, สุจิตต์ (17 เมษายน 2022). "'ไฮด์ปาร์ค' สนามหลวง พื้นที่การเมืองของประชาชน". History & Culture. มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  15. "งานศพวีรชน 14 ตุลา 2516 พิธีศพสามัญชนครั้งสุดท้ายที่ท้องสนามหลวง". บีบีซีไทย. 14 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2026.
  16. ""ตลาดนัด" มาจากไหน? ย้อนรอยตลาดนัดในกรุงเทพฯ ถึงตำนานตลาดนัดสนามหลวง". ศิลปวัฒนธรรม. 14 เมษายน 2020. สืบค้นเมื่อ 19 มกราคม 2022.
  17. เหล่าวิวัฒน์, ปริยา (9 พฤษภาคม 2025). "สามท้องทุ่งสำคัญ ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ". กรุงเทพธุรกิจ. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2026.
  18. "จุดเริ่มต้น"เทียนชัยถวายพระพร"". โพสต์ทูเดย์. 5 ธันวาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2026.
  19. "เรื่องเล่าจากราชกิจจานุเบกษา : การสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี". สำนักหอสมุดแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2026.
  20. สุนทรีรัตน์, ณัฐกฤต (2011). "พัฒนาการของเครื่องยอดทรงมณฑป - บุษบก". การศึกษาสถาปัตยกรรมไทยเครื่องยอดทรงมณฑป - บุษบก (PDF) (วิทยานิพนธ์). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. น. 73. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2026 โดยทาง คลังปัญญาจุฬาฯ.
  21. "กทม. กับกองทัพภาค 1 ลงนามความร่วมมือปรับปรุงสนามหลวงให้คืนความสง่างาม" (ข่าวประชาสัมพันธ์). RYT9. 30 มิถุนายน 2010. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  22. "จากทุ่งพระเมรุสู่ "สนามหลวงโฉมใหม่"". ผู้จัดการออนไลน์. 16 สิงหาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  23. "กทม.ดีเดย์ปิดสนามหลวง 300 วัน ปรับภูมิทัศน์ เริ่ม 1 ก.พ.นี้". ผู้จัดการออนไลน์. 18 มกราคม 2010. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  24. "กทม.เดินเครื่องปรับภูมิทัศน์สนามหลวงแล้ว". สำนักข่าวเจ้าพระยา. 2 กุมภาพันธ์ 2010. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2011. สืบค้นเมื่อ 2 สิงหาคม 2010.
  25. 1 2 "กทม.ทำบุญใหญ่เปิดสนามหลวงถวายเป็นพระราชกุศล". ผู้จัดการออนไลน์. 3 สิงหาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  26. "มส.ไฟเขียวจัด "สวดมนต์ข้ามปี" ทุกวัดทั่วประเทศ". ผู้จัดการออนไลน์. 1 ธันวาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  27. "กทม.จัดระเบียบสนามหลวงห้ามใช้ชุมนุมทางการเมือง". ไทยพีบีเอส. 9 สิงหาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 12 มิถุนายน 2024.
  28. "กทม.ทำบุญใหญ่เปิดใช้สนามหลวง". โพสต์ทูเดย์. 9 สิงหาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  29. "กทม.ลั่นเอาจริงสกัดผีมะขาม หลังเปิดสนามหลวง 9 ส.ค." กระปุก.คอม. 19 กรกฎาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  30. "กทม.เข้มใช้พื้นที่สนามหลวง วางเงินประกัน 1 ล้าน". ผู้จัดการออนไลน์. 31 สิงหาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  31. "ชุมนุม 19 กันยา: เปิด พ.ร.บ.โบราณสถานฯ และระเบียบ กทม. ว่าด้วย "สนามหลวง"". บีบีซีไทย. 18 กันยายน 2020. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  32. "จัดพื้นที่สนามหลวง แบ่ง 2 ใน 3 สร้างพระเมรุมาศให้สมพระเกียรติ". ข่าวสด. 31 ตุลาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  33. "เปิดใจอธิบดีกรมศิลปากร "อนันต์ ชูโชติ" ภารกิจเกียรติยศในงานถวายพระเพลิง". ผู้จัดการออนไลน์. 4 มิถุนายน 2017. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026. เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามณฑลพิธีท้องสนามหลวงครั้งนี้ที่พวกเราได้เคยผ่านพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพที่ผ่านมา...
  34. ""กรมศิลป์" แถลงความคืบหน้าจัดสร้างพระเมรุมาศ คาดทำพิธียกเสาเอกเดือนมี.ค.-เม.ย." ข่าวสด. 27 มกราคม 2017. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  35. "เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เริ่มวัดระดับพื้นที่ด้านเหนือของสนามหลวงเพื่อทำถนนเส้นกลางใหม่". มติชน. 25 มกราคม 2017. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  36. "เตรียมงานพระราชพิธี สำรวจผิวถนนสนามหลวงรับการเคลื่อนพระมหาพิชัยราชรถ". ข่าวสด. 8 มิถุนายน 2017. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  37. "เปิดภาพ "พระมหาพิชัยราชรถ" การซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ". ไทยพีบีเอส. 7 ตุลาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  38. "จัดระเบียบรถทัวร์นักท่องเที่ยว "วัดพระแก้ว" วันแรก เปิดใช้ถนนเส้นกลางสนามหลวงรับส่ง". ผู้จัดการออนไลน์. 30 พฤษภาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  39. "ชุมนุม 19 ก.ย.:ปัก 'หมุดคณะราษฎร' หมุดที่ 2 ลงพื้นสนามหลวง สาปแช่งคนคิดรื้อ". The Bangkok Insight. 20 กันยายน 2020. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  40. "รู้แล้วใครเอาไป! ตร.รับ ถอนหมุดคณะราษฎรที่สอง เตรียมแจ้งจับ ส่งต่อ". ข่าวสด. 21 กันยายน 2020. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  41. "วธ.บวงสรวงมณฑป 'พระบรมสารีริกธาตุ' ท้องสนามหลวง รับเสด็จจากอินเดีย 23 ก.พ." มติชน. 7 กุมภาพันธ์ 2024. สืบค้นเมื่อ 20 เมษายน 2024.
  42. "เปิดสักการะพระบรมสารีริกธาตุ-พระอรหันตธาตุ 24 ก.พ.-3 มี.ค." ไทยพีบีเอส. 22 กุมภาพันธ์ 2024. สืบค้นเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2024.
  43. "อลังการ 'มหาสงกรานต์ ท้องสนามหลวง 'ไม่ไป ไม่ได้แล้ว". ไทยโพสต์. 13 เมษายน 2024. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  44. "Amazing Thailand Marathon Bangkok 2024 ปรับเส้นทางใหม่ 42K ปล่อยตัวที่ MBK เส้นชัยอยู่ที่ "สนามหลวง"". mgronline.com. 2024-08-26.
  45. "รัฐบาลบวงสรวงสร้างมณฑปประดิษฐาน 'พระเขี้ยวแก้ว' จากจีน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว". มติชน. 30 ตุลาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 18 ธันวาคม 2024.{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  46. "เชิญชวนประชาชนร่วมสักการะ 'พระเขี้ยวแก้ว' ตั้งแต่วันนี้ – 14 ก.พ. 68". เดอะสแตนดาร์ด. 5 ธันวาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 18 ธันวาคม 2024.{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  47. พระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพรหมวรานุรักษ์ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๖๘
  48. การพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภัศร และ พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าวรลักษณาวดี ณ พระเมรุท้องสนามหลวง
  49. การพระเมรุท้องสนามหลวง พระราชทานเพลิงพระศพ พระวิมาดาเธอกรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา
  50. พระราชทานเพลิงศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแขไขดวง
  51. "ย้อนอดีตงานเมรุกลางเมือง เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ พระราชพิธีที่เศร้าที่สุดนับตั้งแต่สร้างกรุง". กระปุก.คอม. 30 ตุลาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2026.
  52. 1 2 วลัยลักษณ์ ทรงศิริ (5 มกราคม 2018). "สนามไชย-ทุ่งพระเมรุ-ท้องสนามหลวง". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์.
  53. กำหนดการ ที่ ๗/๒๔๙๓ พระราชทานเพลิงศพจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระศพพลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ และพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์พระองค์เจ้าประภาพรรณพิไลย ณ พระเมรุท้องสนามหลวง พุทธศักราช ๒๔๙๓
  54. "ปรับปรุงองค์ประกอบพระเมรุมาศ 'พระพันปีหลวง' เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'". ไทยโพสต์. 5 สิงหาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 6 สิงหาคม 2026.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

13°45′17″N 100°29′35″E / 13.754788°N 100.493124°E / 13.754788; 100.493124