พระราชวังเมืองสมุทรปราการ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระราชวังเมืองสมุทรปราการ
ข้อมูลทั่วไป
ประเภท พระราชวังในอดีต
ที่ตั้ง สมุทรปราการ
ประเทศ ประเทศไทย
การก่อสร้าง
ปีสร้าง พ.ศ. 2400
ผู้สร้าง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สถาปัตยกรรม ผสมผสาน

พระราชวังสมุทรปราการ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงโปรดฯ ในการเสด็จประพาสเมืองปากน้ำ(สมุทรปราการในปัจจุบัน) เพราะมีหาดทรายขาว ลำน้ำสงบนิ่ง มีธรรมชาติของแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม (ครั้งยังไม่มีเรือใหญ่แล่นผ่าน) และที่สำคัญที่สุด คือ พระสมุทรเจดีย์ โดยเสด็จลงเรือข้ามจากฝั่งอำเภอเมือง ไปนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์หลายครั้ง บันทึกในพงศาวดารยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทรงปฏิบัติเช่นว่านี้มาตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวช เมื่อทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริในการปฏิสังขรณ์องค์พระสมุทรเจดีย์ให้ยิ่งใหญ่ด้วยความสูงถึง ๑๙ วา ๒ ศอก ครอบองค์พระเจดีย์ดั้งเดิมที่ก่อสร้างมาแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างการปรับปรุงพระสมุทรเจดีย์ขึ้นใหม่นี้เอง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวัง เพื่อทรงเตรียมไว้เป็นที่ประทับ ในยามเสด็จมาตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการ พระราชวังใหม่สร้างขึ้นที่ฝั่งตัวเมือง (ฝั่งตลาด) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีอาณาเขตตั้งแต่บริเวณถนนด่านเก่า ไปจรดพื้นที่รอบตลาดวิบูลย์ศรีในปัจจุบัน ทรงใช้โอกาสในวันสมโภชพระสมุทรเจดีย์องค์ใหม่ พระราชทานนามว่า “พระราชวังสมุทรปราการ”

หมู่พระที่นั่งต่างๆ[แก้]

พระราชวังสมุทรปราการ ได้รับการออกแบบ และก่อสร้างด้วยวัตถุประสงค์ ให้เป็นสถานที่แปรพระราชฐานในการตากอากาศโดยเฉพาะ มีอาณาเขตกว้างใหญ่เต็มตลาดปากน้ำในปัจจุบัน มีสิ่งปลูกสร้างโดยรอบที่ทรงพระราชทานนามเพิ่มเติม ด้วยว่า

  • พระที่นั่งสมุทาภิมุข สันนิษฐานว่าน่าจะใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับประกอบกิจต่างๆ
  • พระที่นั่งสุขไสยาศน์ เป็นที่บรรทม
  • อาคารนงนารถสำราญรมย์ อาคารที่พักสำหรับสนมกำนัล
  • อาคารสนมนิกร คือ ตึกแถวสำหรับนางข้าหลวง
  • สัณฐาคารสถาน(คนละองค์กับพระที่นั่งสัณฐาคารสถานในพระนครคีรี) คือ โรงละคร
  • โรงศึกษาสงคราม คือ ที่พัก และโรงฝึกทหาร

พระราชวังสมุทรปราการ ได้ถูกใช้เป็นเรือนที่ประทับเป็นครั้งแรก ในวันประกาศราชพิธีสมโภชพระสมุทรเจดีย์ ที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ ตามหมายกำหนดการดังต่อไปนี้

วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทานฤกษ์เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค แห่พระบรมธาตุ ๑๒ องค์ จากพระบรมมหาราชวัง มาบรรจุแทนองค์เก่าที่ถูกคนร้ายลักไปในสมัยรัชกาลที่ ๓ พร้อมด้วยพระไชย พระห้ามสมุทร (พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร) ลงไปเมืองสมุทรปราการ เสด็จพักที่วังสมุทรปราการ

วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๓ ได้บรรจุพระบรมธาตุ พระไชย พระห้ามสมุทร บนพระเจดีย์ เป็นห้องศิลาใหญ่ ลงรักปิดทอง ทรงจารึกแผ่นศิลาด้วยพระหัตถ์ที่ผนังห้องพระบรมธาตุทั้ง ๔ ด้าน รวมทั้งเพดานข้างล่างข้างบนเป็นคาถาต่างๆ จากนั้นก็ปิดแผ่นศิลาด้านทักษิณ ก่ออิฐสมทบปิดช่องนั้นเสีย แล้วโปรดให้มีการยิงสลุตที่เรือพระที่นั่ง และเรือกลไฟตามเสด็จ ลำละ ๒๑ นัด

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จข้ามมาทางฝั่งตัวเมืองสมุทรปราการ ทอดพระเนตรบริเวณงานรื่นเริงที่ข้าราชการเมืองปากน้ำได้ร่วมกันจัดงานสมโภชด้วยการแสดงยี่เก และ การมหรสพต่างๆ กำหนดการจัดงานเพิ่มอีกเป็นเวลา ๑ วัน ๑ คืน จนได้เวลาอันสมควร จึงเสด็จประทับ ณ พระที่นั่งใหม่ (พระราชวังสมุทรปราการ) พระราชทานชื่อพระที่นั่ง และสถานที่โดยรอบ ประทับแรม ๑ คืน จากนั้นจึงเสด็จกลับพระนคร ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พื้นที่ภายในพระราชวังสมุทรปราการบางส่วนเพื่อสร้างสถานีปลายทางรถไฟสายปากน้ำ และสถานที่เก็บโบกี้ (หัวโรงรถ) ส่วนอาคารพระราชวัง “สมุทาภิมุข” โปรดให้ใช้เป็นสถานที่ตั้งศาลาว่าการเมืองสมุทรปราการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับสมัยที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการเดินสายโทรเลขแห่งแรกของประเทศไทยระหว่างกรุงเทพฯ ไปเมืองสมุทรปราการ โดยใช้ศาลาว่าการเมืองสมุทรปราการ เป็นสถานีรับ-ส่ง เพื่อความสะดวกแด่เจ้าเมืองสมุทรปราการ ได้ทำการแจ้งข่าวด่วนที่ปากน้ำอย่างทันท่วงที